Skip to content
ปกขอทานน้อย

ขอทานน้อยดวงใจจักรพรรดิ 2

Chapter 2 ถูกลักพาตัว

“เผือก” จ้านเจียวตอบพลางเขี่ยหัวเผือกพลิก ขอทานจึงอุทานว่า “เผือกรึ!? มันกินไม่ได้นะ! มันมีพิษ! กินเข้าไปจะคันปากจนตาย”

“เจ้าไม่อยากตายก็ไม่ต้องกิน ข้ากินเอง ไม่ได้ให้เจ้ากินซะหน่อย” จ้านเจียวบอกแล้วมองขอทานคนนั้นพลางบอก “เจ้าอย่ามาแย่งข้ากินเชียว”

“เฮอะ” ขอทานแค่นเสียงคำหนึ่งแล้วบอกว่า “ของพรรค์นี้ข้าไม่กินหรอก”

พลัน! เขาก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้ต่างจากเด็กทั่วไป เด็กน้อยอายุเท่านี้ ย่อมต้องร้องไห้งอแงซิ แต่เด็กคนนี้กลับไม่ร้องไห้งอแงเลย ซ้ำยังจุดเตาเผาเผือกอีกด้วย เขาจึงมองจ้องเด็กคนนั้นพลางถาม “เจ้าเป็นคนหรือเป็นผี?”

“เป็นคนซิ” จ้านเจียวตอบพลางพลิกเผือกในเตา ขอทานมองดูอยู่อย่างนั้นไม่ขยับไปไหน จ้านเจียวจึงหันไปถลึงตาใส่เขาพลางบอก “เจ้าอย่าแย่งข้านะ ไม่งั้นข้าจะเอาฟืนนี้ตีเจ้าให้ตาย”

นางขู่พลางขยับไม้ฟืนที่ติดไฟในเตา ขอทานแค่นเสียง “ชิชะ! ใครจะแย่งของมีพิษพรรค์นี้กัน”

จ้านเจียวเผาเผือกไปเรื่อยๆ จนเผือกหัวเล็กๆ สุกแล้วนางจึงเขี่ยพวกมันออกมากองไว้หน้าเตา แล้วนางก็หันไปมองขอทานอย่างระแวง กลัวว่าเขาจะแย่งของกินของนาง

“หึ! ข้าจะคอยดูเจ้าคันปากจนตาย” ขอทานเอ่ยอย่างโมโห ถึงเขาจะเป็นขอทานแต่ว่าของพรรค์นี้เขาไม่กินหรอก

จ้านเจียวพลิกเผือกหัวใหญ่เผาไปเรื่อยๆ จนมันสุกดีแล้วนางจึงเขี่ยมันออกมา จากนั้นนางก็ค่อยๆ บิเผือกหัวเล็กที่ไม่ร้อนจัดแล้วกินเนื้อข้างในทีละนิด…ทีละนิด

“หอม” ขอทานเอ่ยเมื่อได้กลิ่นหอมๆ จากเผือกเผา จ้านเจียวมองตาดุวาว ขอทานจึงบอกอย่างเย่อหยิ่งว่า “ของพรรค์นี้ข้าไม่กินหรอก ชิ!”

จ้านเจียวกินเผือกหัวเล็กๆ 4 หัวจนหมด นางก็อิ่มพอดี ตัวนางยังเล็กนักท้องจึงเล็กกินได้น้อย เผือกเผาหัวเล็กๆ 4 หัวนางจึงกินอิ่มเหลือหัวใหญ่นางจะเก็บไว้กินมื้อต่อไป นางเก็บเผือกหัวใหญ่ใส่อกเสื้ออย่างหวงแหน ขอทานมองดูรอดูเด็กน้อยร้องไห้เพราะคันปาก แต่เขารออยู่นานเด็กนี่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะคันปากเพราะถูกพิษเผือกเลย เขาจึงพึมพำ “หรือมันไม่ใช่เผือก?”

เขามองเด็กน้อยพลางถาม “เจ้าไปเอาหัวเผือกพวกนี้มาจากไหน?”

“หลังบ้าน” จ้านเจียวตอบ ขอทานจึงออกจากห้องครัวเดินไปดู เขาเห็นร่องรอยขุดดินข้างๆ กอเผือก เขามองดูกอเผือกใหญ่ๆ กอนั้นแล้วจับใบพิศดู “ก็เผือกนี่นา แล้วไยเด็กนั่นกินจึงไม่ถูกพิษล่ะ?”

จ้านเจียวที่กินอิ่มแล้วก็ง่วงนอนขึ้นมา นางจึงล้มตัวลงนอนขดข้างๆ เตาไฟที่ยังมีไฟลุกอยู่ ความอบอุ่นจากเตาไฟทำให้นางผล็อยหลับไป ขอทานเดินกลับไปที่ห้องครัวเห็นเด็กน้อยหลับอยู่หน้าเตาไฟ เขาจึงปลุกนาง “เจ้าๆ”

“อือ…” จ้านเจียวส่งเสียงอย่างสะลืมสะลือ ขอทานจึงบอก “คนในหมู่บ้านนี้ตายหมดแล้ว เจ้าก็ตามข้าไปขอทานเถอะ วันหน้าข้าแก่ตายเจ้าก็ฝังศพข้าเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ข้าล่ะกัน”

“อือ…” จ้านเจียวส่งเสียงสะลืมสะลืออีกครั้ง ขอทานคิดว่าเด็กน้อยตกลงแล้วเขาจึงอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา

“อือ…” จ้านเจียวหลับจึงไม่รู้ตัวเลยว่านางกำลังถูกขอทานพาตัวไป ขอทานอุ้มเด็กน้อยออกจากหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยศพ เขามุ่งหน้าไปยังสำนักยาจก ที่ซึ่งเขาเป็นเจ้าสำนัก

ครั้นค่ำมืด ขอทานก็หยุดพัก เขาวางเด็กน้อยลงนอนบนพื้นดินแล้วจัดแจงไปหากิ่งไม้แห้งมาก่อไฟให้ความอบอุ่นยามค่ำคืนที่อากาศหนาวเย็น โชคดีที่อากาศเพิ่งเริ่มจะเข้าสู่ฤดูหนาวจึงยังไม่หนาวเท่าไหร่ แต่ว่าอีกหน่อยย่อมมีหิมะตก เขาควรจะกลับถึงสำนักก่อนที่หิมะตกจะดีที่สุด

“อือ…” จ้านเจียวลืมตาตื่นขึ้นมา นางพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในห้องครัวก็ตกใจ “อ่ะ!”

นางลุกพรวดขึ้นนั่ง ครั้นมองไปเห็นขอทานคนนั้นนั่งอยู่ใกล้ๆ นางจึงขยับออกห่างจากเขาทันที “เจ้า!”

“มืดแล้ว คืนนี้พักที่นี่แหละ” ขอทานบอก จ้านเจียวกระถดตัวถอยหลังไปอีกพลางเอ่ยว่า “เจ้าจะเอาข้าไปขายซินะ”

“ขายอะไรกัน ข้าไม่ใช่โจร” ขอทานบอกพลางโยนกิ่งไม้ใส่กองไฟ จ้านเจียวแค่นเสียง “เฮอะ! คิดว่าข้าจะเชื่อเจ้ารึ เจ้าลักพาตัวข้ามา คิดจะเอาข้าไปขายแน่ๆ ข้าเชื่อเจ้าข้าก็โง่แล้ว”

“ลักพาอะไรกัน” ขอทานเอ่ย “เจ้ารับปากข้าแล้วว่าเมื่อข้าตายเจ้าจะฝังศพข้า เผากระดาษเงินกระดาษทองให้ข้า”

“รับปากอะไรกัน ข้าไม่เคยรับปากเจ้า” จ้านเจียวเถียงแล้วลุกขึ้นวิ่งหนีทันที ขอทานจึงรีบวิ่งตามไปจับตัวไว้ “อ่ะ! เจ้าอย่าหนีนะ!”

แต่ว่าจ้านเจียวอายุแค่ขวบกว่าๆ นางจึงวิ่งหนีไม่พ้น นางวิ่งไปได้ไม่ไกลก็ถูกขอทานตามทันจับตัวไว้ได้ นางจึงดิ้นสู้ “ปล่อยข้า! ปล่อยข้านะ! ปล่อย!”

“วะ! แรงเยอะจริง” ขอทานบ่นพลางจับเด็กน้อยไว้แน่น จ้านเจียวดิ้นสุดชีวิตทั้งตีทั้งเตะ แต่ว่าตัวนางเรี่ยวแรงน้อยนิดจึงไม่อาจทำให้ขอทานเจ็บจนต้องปล่อยนางได้เลย ขอทานกดเด็กน้อยลงพื้นแล้วฉีกชายเสื้อตัวเองออกมามัดมือมัดเท้าเด็กน้อยเอาไว้ จ้านเจียวถูกมัดเหมือนหมูตัวหนึ่งแล้วก็ถูกขอทานอุ้มพาดบ่ากลับไปที่กองไฟ เขาโยนเต็กน้อยลงตุบ!

“โอ๊ย!” จ้านเจียวร้องคำหนึ่ง ถลึงตามองขอทานอย่างโกรธแค้น

“เด็กอะไรไม่น่ารักเอาเสียเลย” ขอทานบ่นแล้วบอกว่า “ข้าไม่ได้เอาเจ้าไปขาย เจ้าวางใจได้”

“วางใจกับผีซิ” จ้านเจียวด่า ขอทานบ่น “จุ๊ๆ ไม่น่ารักเลยจริงๆ”

เขาบ่นแล้วจับเด็กน้อยมากอด จ้านเจียวดิ้นๆ “ปล่อยข้า! ปล่อยข้านะ!”

ขอทานไม่สนว่าเด็กน้อยจะดิ้นรนอย่างไร เขาล้มตัวลงนอนทั้งยังกอดเด็กน้อยเอาไว้แน่น กันไม่ให้เด็กน้อยแอบหนีไปได้ เขาถูกใจเด็กคนนี้แล้วจึงอยากจะให้เด็กนี่เป็นลูกบุญธรรมของเขา วันหน้าเขาตายจะได้มีลูกคอยเผากระดาษเงินกระดาษทองให้เขา

“ปล่อย!” จ้านเจียวดิ้นอยู่ในอ้อมแขนขอทาน มือนางสัมผัสตัวขอทานก็ชะงักไป “นี่!”

เนื้อตัวใต้เสื้อผ้าขาดๆ ของเขาไม่ได้ผอมแห้งอย่างที่นางคิดแม้แต่น้อย นางใช้มือที่ถูกมัดคลำๆ เนื้อตัวเขา จึงพบว่าเนื้อตัวเขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามอย่างคนที่ฝึกวรยุทธ์ นางที่เคยจับต้องเนื้อตัวผู้ชายมานักต่อนักแล้วในชาติก่อนจึงรู้ดีว่า ขอทานคนนี้ไม่ใช่ขอทานธรรมดาๆ อย่างที่นางเข้าใจ เขาเป็นคนมีวรยุทธ์!

เช่นนั้นเขาน่าจะเป็นโจร!

บางทีเขาอาจจะเป็นโจรพวกเดียวกับที่ปล้นหมู่บ้านนางก็ได้!

‘ข้าจะฆ่าเขาแก้แค้นให้ท่านพ่อท่านแม่!’ นางคิดในใจอย่างโกรธแค้น

จนรุ่งเช้า ไก่ขันดังแว่วมา ขอทานจึงตื่น จ้านเจียวก็ตื่นเช่นกัน นางดิ้นออกจากอ้อมแขนขอทาน ขอทานจึงรัดตัวเด็กน้อยเอาไว้แน่น พลางบ่น “ดื้อจริง”

“ปล่อยข้า!” จ้านเจียวตะคอก ถลึงตาจ้องเขาอย่างโกรธแค้น ขอทานลุกขึ้นนั่งแล้วปล่อยเด็กน้อยนอนอยู่บนพื้น จ้านเจียวถูกลมหนาวก็รู้สึกหนาวทันที “ฮัดชิ้ว!”

“หึ! โดนลมหน่อยก็จามซะแล้ว เด็กอย่างเจ้าหากข้าปล่อยไว้ที่หมู่บ้านนั้นคนเดียว ไม่เกิน 5 วันเจ้าก็คงอดตายแล้ว” ขอทานบอกแล้วอุ้มเด็กน้อยเข้ามาในอ้อมกอด จ้านเจียวดิ้นๆ “ข้าไม่มีทางอดตายหรอก”

“รับข้าเป็นพ่อบุญธรรมแล้วข้าจะให้เจ้ามีกินทุกมื้อ” ขอทานบอก “ขอเพียงเมื่อข้าตายเจ้าฝังข้าเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ข้าก็พอ”

“ฮึ! ใครจะรับโจรเป็นพ่อกัน” จ้านเจียวแค่นเสียงอย่างโมโห “เจ้ามันก็พวกเดียวกับโจรที่ปล้นฆ่าท่านพ่อท่านแม่ข้านั่นแหละ”

“ข้าเป็นขอทานไม่ใช่โจร” ขอทานบอก จ้านเจียวเถียง “ข้าเชื่อเจ้าก็โง่แล้ว”

“วะ! เจ้าเด็กนี่นี่!” ขอทานบ่นอย่างระอาใจ “น่าปล่อยให้ตายนัก”

“ก็ปล่อยข้าซิ” จ้านเจียวดิ้นๆ ขอทานยิ้มบางๆ “ข้าไม่ปล่อยเจ้าหรอก เจ้าต้องเป็นลูกบุญธรรมของข้า”

“มาๆ โขกหัวเรียกพ่อซิ” ขอทานกดศีรษะเด็กน้อยลง จ้านเจียวดิ้นสู้ แต่ว่าตัวนางจะสู้แรงผู้ใหญ่ได้อย่างไร อีกทั้งยังเป็นผู้ใหญ่ที่ฝึกวรยุทธ์ด้วย!

นางถูกเขากดศีรษะโขกกับอกเขาถึง 3 ครั้ง ขอทานปล่อยมือจากศีรษะเด็กน้อยแล้วบอกว่า “เจ้าเป็นลูกบุญธรรมข้าแล้ว ไป พวกเรากลับบ้านกัน”

“ข้าไม่เป็นลูกเจ้า ข้าไม่ไป เจ้าปล่อยข้า!” จ้านเจียวดิ้นสู้ ขอทานไม่สนใจ เขาอุ้มเด็กน้อยพาดบ่าแล้วลุกขึ้นเดินกลับสำนักไปอย่างอารมณ์ดี จ้านเจียวดิ้นไปตลอดทาง “ปล่อยข้า! ปล่อย!”

จนกระทั่งถึงสำนักยาจก ขอทานทั้งหลายเห็นเจ้าสำนักกลับมา พวกเขาก็ร้องว่า “เจ้าสำนักกลับมาแล้ว!”

“โอ้…เจ้าสำนักกลับมาแล้ว!” ขอทานร้องบอกต่อๆ กัน

จ้านเจียวที่ถูกอุ้มพาดบ่าเหมือนกระสอบข้าวได้แต่มองไปรอบๆ อย่างหวั่นกลัว นางเห็นขอทานเต็มไปหมด มองไปทางไหนก็มีแต่ขอทาน!

เจ้าสำนักหยุดที่กลางลานดินพลางบอกว่า “นี่คือลูกบุญธรรมของข้า วันหน้าเขาก็คือเจ้าสำนักน้อยของพวกเจ้า”

เจ้าสำนักใช้คำว่า ‘เขา’ เพราะคิดว่าเด็กน้อยเป็นเด็กผู้ชาย

“คารวะเจ้าสำนักน้อยขอรับ” ขอทานคุกเข่าลงกุมมือกล่าว คนอื่นๆ ก็คุกเข่าลงกุมมือกล่าว “คารวะเจ้าสำนักน้อยขอรับ”

“คารวะเจ้าสำนักน้อยเจ้าค่ะ”

“ฉลองๆ” เจ้าสำนักบอก ขอทานทั้งหลายลุกขึ้นส่งเสียงโห่ร้อง “เฮ้!”

จากนั้นขอทานทั้งหลายก็รีบไปเตรียมงานฉลองทันที

เจ้าสำนักอุ้มเด็กน้อยเข้าบ้าน จ้านเจียวมองบ้านหลังนั้นที่เต็มไปด้วยฝุ่นและไยแมงมุม สภาพเหมือนไม่ได้ปัดกวาดมาเป็นปีๆ นี่มันใช่ที่อยู่คนที่ไหนกัน!

เจ้าสำนักวางเด็กน้อยลงบนเก้าอี้ที่เต็มไปด้วยฝุ่น จ้านเจียวกระอักกระไอฝุ่นออกมาเมื่อฝุ่นฟุ้งเข้าจมูก “แค่กๆ”

เจ้าสำนักแก้เศษผ้าที่ใช้มัดเท้ามัดมือเด็กน้อยออก จ้านเจียวตั้งท่าจะวิ่งหนี เจ้าสำนักจับไหล่หมับ!

“อย่าหนี ถ้าเจ้ากล้าหนี ข้าจะโยนเจ้าลงไปในหลุมที่มีแต่งูพิษ” เขาขู่น้ำเสียงดุดันหน้าตาขึงขัง จ้านเจียวกลืนน้ำลายอึก!

นางไม่กล้าหนี!

“ดีๆ เด็กดี” เจ้าสำนักชมแล้วถามว่า “เจ้าชื่ออะไร?”

“จ้านเจียว” จ้านเจียวตอบ แม้ว่าตอนแรกนางจะไม่ชอบชื่อนี้ แต่ว่านี่เป็นชื่อที่ท่านพ่อในชาตินี้ตั้งให้ นางจึงคิดจะใช้ชื่อนี้ต่อไป

“เขียนอย่างไร?” เจ้าสำนักถามต่อ แล้วเขาก็เอ่ยว่า “อ่อ จริงซิ เจ้าคงยังเขียนไม่เป็นซินะ เด็กอย่างเจ้าจะเขียนเป็นได้อย่างไร ข้านี่ก็ลืมไปได้อย่างไร”

จ้านเจียวใช้นิ้วขีดบนโต๊ะข้างๆ ที่เต็มไปด้วยฝุ่น นางขีดเขียนชื่อตัวเองบนโต๊ะตัวนั้น เจ้าสำนักมองอย่างตกตะลึง “เจ้า!”

ลายมือเด็กน้อยไม่สวย แต่ว่าทุกขีดนั้นล้วนเขียนได้ถูกต้องเหมือนว่าเคยได้รับการสั่งสอนมาก่อน เขาจึงยิ้มชอบใจ “ดีๆๆ”

“พ่อเจ้าเป็นบัณฑิตหรือ?” เขาถามต่อ จ้านเจียวส่ายๆ หน้า บิดานางเป็นแค่ชาวนา เขาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ด้วยซ้ำ ตัวนางใช้ความทรงจำจากชาติที่แล้วต่างหาก นางยังตั้งใจว่าอีกหน่อยโตขึ้นนางจะต้องหัดเขียนตัวอักษรให้สวยๆ เหมือนบัณฑิตให้ได้

“เช่นนั้นเจ้าคงเรียนกับคนในหมู่บ้านกระมัง” เจ้าสำนักเดาต่อ จ้านเจียวพยักหน้า “ในหมู่บ้านมีซิวไฉคนหนึ่ง”

“อืม” เจ้าสำนักส่งเสียงคำหนึ่ง หมู่บ้านนั้นมีซิวไฉคนหนึ่งเรื่องนี้เขารู้ดี เพราะว่าซิวไฉคนนั้นมักจะแบ่งซาลาเปาให้เขาเสมอยามที่เขาไปขอทานที่หมู่บ้านนั้น

“ท่านเจ้าสำนัก อาหารมาแล้วขอรับ” ขอทานร้องบอกพลางยกอาหารเข้าไปวางที่โต๊ะซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่น พวกเขาทยอยเข้ามาแล้วนั่งลงจนเต็มโต๊ะยาวตัวนั้น บางคนไม่มีที่นั่งก็นั่งกับพื้นอย่างไม่รังเกียจสักนิด

“อ่ะ ไม่เช็ดโต๊ะหน่อยหรือ?” จ้านเจียวถาม ขอทานบอก “เช็ดอะไรกัน เจ้าอย่าได้ทำลายธรรมเนียมของพวกเราเชียว”

“เอ่อ…” จ้านเจียวชะงักงันไป

“กินข้าวๆ ฉลองกันได้แล้ว” เจ้าสำนักบอก ขอทานทั้งหลายโห่ร้อง “เฮ้!”

แล้วพวกเขาก็คว้าอาหารด้วยมือที่สกปรกคนละหมุบ คนละหมับ ยัดใส่ปากอย่างตะกละตะกลาม จ้านเจียวมองอย่างอึ้งงันไป “เอ่อ…”

“กินซิลูกข้า” เจ้าสำนักคว้าน่องไก่ส่งให้ จ้านเจียวมองอย่างรังเกียจพลางส่ายๆ หน้า “เอ่อ…ไม่ล่ะ”

“หึ!” เจ้าสำนักแค่นเสียงคำหนึ่งแล้วหดมือไปยกน่องไก่นั้นกินเอง จ้านเจียวหิวจนท้องร้อง นางลูบๆ ท้องตัวเองพลันมือสะดุดกับบางสิ่งนางจึงเอาสิ่งนั้นออกมา มันคือเผือกเผาหัวนั้นนั่นเอง นางจึงบิเผือกออกแล้วกินเนื้อข้างใน อย่างน้อยเผือกนี่ก็น่าจะสะอาดกว่าอาหารพวกนั้นล่ะนะ

ไม่นานนักอาหารบนโต๊ะก็หมดเกลี้ยง จ้านเจียวกินเผือกไปได้ครึ่งหัว ขอทานคนอื่นๆ หันไปมองเจ้าสำนักน้อย เห็นเจ้าสำนักน้อยกินบางอย่างที่ไม่ใช่อาหารที่พวกเขาเตรียมมาจึงถาม “ท่านกินอะไรรึ?”

“เผือกเผาน่ะ” เจ้าสำนักตอบแทน ทุกคนตกใจ “ห๊ะ!”

“เผือกเผา! มันมีพิษนะ!” ขอทานคนหนึ่งอุทาน ขอทานอีกคนรีบบอกพลางแย่งเผือกเผา “มันกินไม่ได้! ท่านรีบคายออกมา!”

เผือกเผาถูกแย่งไปได้แล้วถูกโยนลงพื้นตุบ!

“อ่ะ!” จ้านเจียวมองเผือกที่ตกพื้นคลุกฝุ่นอย่างเสียดาย นางถลึงตาใส่คนที่แย่งเผือกของนางโยนทิ้ง “เจ้า!”

“มันมีพิษ กินไม่ได้ๆ” ขอทานคนนั้นรีบบอกอย่างเป็นห่วง จ้านเจียวจึงเถียง “มันกินได้!”

“กินไม่ได้!” ขอทานบอกเสียงดัง เขาจะปล่อยให้เจ้าสำนักน้อยกินของมีพิษได้อย่างไร!

“กินได้!” จ้านเจียวเถียงอีก ขอทานบอก “กิน…”

“พอๆ” เจ้าสำนักเอ่ยขัดขึ้นมา ขอทานคนนั้นจึงหยุดพูด

“เอาล่ะ แยกย้ายกันไปได้แล้ว” เจ้าสำนักบอก ขอทานจึงถอยออกไปพลางเก็บจานชามออกไปด้วยรวมทั้งเผือกเผาครึ่งหัวที่ตกพื้น

“ห้องข้าอยู่ไหน?” จ้านเจียวถาม เจ้าสำนักชี้ไปที่ประตูด้านหลังพลางบอก “เจ้าไปเลือกเอาเถอะ”

จ้านเจียวจึงไถลตัวลงจากเก้าอี้แล้วเดินไปที่ประตูนั้น เจ้าสำนักเดินตามไป จ้านเจียวเดินผ่านประตูนั้นไปจึงเห็นว่าด้านหลังนี้เป็นเรือนสี่ประสาน เรือนที่นางอยู่เมื่อกี้คือเรือนหน้า นางจึงเดินไปดูเรือนแต่ละเรือน แล้วนางก็เลือกเรือนหลังหนึ่ง “ข้าเอาเรือนนี้แหละ”

“ได้” เจ้าสำนักบอก จ้านเจียวจึงบอก “ให้คนมาปัดกวาดซิ ข้าจะได้นอนซะที”

“ปัดกวาดอะไรกัน ธรรมเนียมของสำนักเราไม่ปัดกวาดหรอกนะ” เจ้าสำนักบอก จ้านเจียวอ้าปากค้าง “หา!”

นางมองเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยฝุ่นแล้วหันไปมองหน้าพ่อบุญธรรมที่นางจำใจรับมาพลางด่าว่า “สกปรกจริงๆ บ้านข้าแม้จะเป็นกระท่อมก็ยังสะอาดกว่าที่นี่เสียอีก”

“ตอนนี้เจ้าเป็นเจ้าสำนักน้อยแล้ว เจ้าก็ควรปฏิบัติตามธรรมเนียมของสำนักเถอะ” เจ้าสำนักบอก

“ยี้!” จ้านเจียวยี้ปากอย่างยอมรับไม่ได้ นางจึงเดินไปหาผ้าเก่าๆ มาแล้วหาของใส่น้ำ นางหาได้เป็นชามใบหนึ่งที่นางพอจะยกเองได้ ส่วนถังไม้นั้นนางยกไม่ไหว มันใหญ่กว่าตัวนางเสียอีก นางเดินไปตักน้ำแล้วใช้ผ้าเก่าๆ ชุบน้ำแล้วค่อยๆ เช็ดถูห้องของนาง

“หึ! เจ้านี่นะ” เจ้าสำนักแค่นเสียงแล้วเดินไปที่ห้องของเขา

กว่าจ้านเจียวจะเช็ดถูห้องนอนจนสะอาดนางก็เหนื่อยจนเหงื่อท่วมตัวไปหลายรอบแล้ว ครั้นมองดูห้องนอนที่สะอาดสะอ้านขึ้นมาหน่อยนางจึงพอใจโยนผ้าลงชามน้ำที่สกปรกดำปี๋ ขนาดว่านางเปลี่ยนน้ำไปหลายรอบแล้ว น้ำยังดำอยู่เลย หากว่านางโตกว่านี้คงไม่เหนื่อยขนาดนี้หรอก

นางเหนื่อยจนนั่งพิงข้างเตียงแล้วผล็อยหลับไป “ฟี้—”

เจ้าสำนักไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากเรือนข้างๆ จึงเดินไปดู เขาเห็นลูกบุญธรรมหลับอยู่ข้างเตียงจึงอุ้มนางขึ้นไปนอนบนเตียงดีๆ เขาหยิบผ้าห่มที่ถูกดึงลงจากเตียงขึ้นมาห่มให้นาง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version