Skip to content
จันทราค้ำบัลลังก์

จันทราค้ำบัลลังก์ 2

Chapter 2 โฉมงามในสวนดอกไม้

“ตรงนี้แหละที่น่าแปลกใจ ข้าไม่อาจทำนายชะตาชีวิตของเขาได้” ราชครูตอบ ฮ่องเต้จึงถามต่อ “เพราะเหตุใด?”

“เว้นแต่ว่า…” ราชครูพูดแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นนางก็ตอบว่า “เป็นเพราะข้าไร้ความสามารถ”

“ไอโยว…” ฮ่องเต้เอ่ยอย่างไม่เชื่อ เขาหัวเราะแล้วลุกขึ้นยืนพลางเอ่ยว่า “ท่านราชครูถ่อมตัวเกินไปแล้ว ฮ่าๆๆๆ…”

เขาเดินไปหาราชครู “ความรุ่งเรืองของราชวงศ์ชิงล้วนเป็นเพราะความสามารถของท่าน ท่านเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย กลับไปพักผ่อนที่เรือนไป๋ชิงสักสองสามวันก่อนเถิด เชิญ”

เขาผายมือ ราชครูจึงเอ่ย “ขอบพระทัยฝ่าบาท”

นางหันหลังเดินจากไปพลางคิดในใจว่า ‘ชิงหยาง เว้นเสียแต่ว่าชะตาชีวิตของเจ้าเกี่ยวข้องกับข้า ข้าจึงไม่อาจทำนายชะตาชีวิตของเจ้าได้’

เมื่อถึงเรือนไป๋ชิง ราชครูก็นั่งลงเข้าฌาณ นางนั่งหลับตามือประสานอยู่บนตัก องค์ชายสี่อาศัยจังหวะปลอดคนค่อยๆ แอบเข้าไปในเรือนไป๋ชิง เขาแอบเข้าไปจนถึงห้องนอนของราชครู เขาเห็นนางนั่งเข้าฌาณอยู่ เขาจึงย่องไปคุกเข่าอยู่ข้างๆ นาง สายตาเขาเปี่ยมไปด้วยความดีใจที่ได้เห็นคนที่เขาแอบรักแอบชอบอยู่ตรงหน้า เขาเฝ้ามองใบหน้างดงามของนาง เขาขยับไปทางซ้ายมองใบหน้านางแล้วขยับไปทางขวามองใบหน้านาง ราวกับว่าเขาอยากจะมองใบหน้านางให้หมดทุกมุมเลยทีเดียว เขามองอยู่นาน นางก็ยังไม่ขยับตัวหรือลืมตาขึ้นมาเลย เขาจึงขยับไปข้างหลังนาง เอามีดสั้นออกมา วางทาบไปกับลำคอเรียวระหงแล้วกระซิบข้างหูนางว่า “ทายซิว่าข้าเป็นใคร”

ราชครูยังนิ่งไม่ขยับตัว ไม่ลืมตา องค์ชายสี่จึงวางมือบนไหล่นางแล้วค่อยๆ ลูบลงไป จนเกือบจะถึงเนินอก มือเล็กเรียวบางพลันจับมือใหญ่หมับ!

“เพราะรัชทายาทไม่ใช่เจ้า เจ้าจึงคิดจะฆ่าข้าหรือ?” ราชครูถามโดยที่ตายังไม่ลืมขึ้นมา องค์ชายสี่มองใบหน้าด้านข้าง เขาขยับมีดสั้นออกห่างจากลำคอระหงพลางเอ่ยว่า “มีดเล่มนี้ท่านเป็นคนให้ข้าเอง ข้าพกมันไปทุกที่ ไม่ว่าจะตอนเข้านอน กินข้าว หรืออาบน้ำ”

เขาโยนมีดทิ้งไปแล้วอ้อมไปด้านหน้านาง ยื่นมือไปลูบแก้มนาง ราชครูพลันลืมตาขึ้น ใบหน้านางยังคงเฉยชา แต่ดวงตาดุวาว ปากก็ตวาดว่า “บังอาจ”

องค์ชายสี่หัวเราะเบาๆ “บังอาจหรือ ท่านไม่ยอมให้ข้าบังอาจ ข้าก็บังอาจมาหลายครั้งแล้ว”

เขาลูบแก้มนางพลางพูดว่า “ตลอดสิบกว่าปีมานี้ข้าคิดถึงท่านแทบแย่ ท่านเคยคิดถึงข้าบ้างไหม? ข้าคิดถึงท่านจนเจ็บปวดไปทั้งหัวใจแล้ว”

“องค์ชายโปรดสำรวมด้วย” ราชครูเอ่ยพลางหลับตาลง นางไม่อยากเอาเรื่องอะไรกับเด็กคนนี้นัก เห็นแก่ที่ตอนเด็กๆ เขาลำบากทุกข์ยาก นางจึงไม่อยากถือสาหาความอะไรกับเขา

องค์ชายสี่ลูบแก้มไปมาพลางเอ่ยว่า “ก่อนที่จะได้พบท่าน ใครๆ ก็ดูถูกข้า ใครๆ ก็รังแกข้าได้ ข้าจะเป็นองค์ชายได้อย่างไร แต่หลังจากได้พบท่าน พวกเขาถึงได้มองข้าเป็นองค์ชาย”

เขาขยับไปกระซิบข้างหูนาง “จิ่วเยว่”

ราชครูสะดุ้งนิดหนึ่ง องค์ชายสี่มองท่าทางสะดุ้งของนางแล้วขบกัดใบหู ราชครูตวาดอย่างโมโห “ชิงหยาง!”

นางผลักเขาออก พลั่ก!

“โอ๊ะ!” องค์ชายสี่หงายหลังไป ราชครูตวาด “ไสหัวไป!”

นางลุกขึ้นเดินหนีไป องค์ชายสี่ลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยว่า “ข้าชื่นชอบท่าทางเช่นนี้ของท่านที่สุด เพราะมีเพียงวิธีนี้ในสายตาของท่านถึงได้มีเพียงข้าคนเดียว”

ราชครูหันกลับไปมององค์ชายสี่ สีหน้านางเฉยชาแล้วเอ่ยว่า “สิ่งที่ข้าเคยสอนเจ้าเมื่อก่อน รู้มารยาท มีคุณธรรมเที่ยงตรง ทำตัวให้ดีๆ เจ้าคงจำไม่ได้แม้แต่อักษรเดียวกระมัง”

“โอ๋?” องค์ชายสี่ถามยั่วเย้า “ท่านจำได้ว่าท่านเคยสอนข้า แล้วท่านจำได้หรือไม่ ท่านเคยสอนข้าว่าต้าชิงไม่ว่าจะบุรุษหรือสตรีล้วนทัดเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นลูกคนใด ไม่ว่าองค์ชายหรือองค์หญิงคนไหนก็สืบทอดตำแหน่งรัชทายาทได้เช่นกัน ข้าเพียงแค่ด้อยกว่าสวะอย่างชิงเหิงตรงชาติกำเนิดเท่านั้น แล้วเหตุใดเขาจึงเป็นรัชทายาทได้?”

“เป็นเจตจำนงค์สวรรค์ ข้าตีความตามแผ่นหยกดวงชะตาเพื่อเลือกฮ่องเต้ผู้ทรงปัญญาให้ต้าชิงมาตลอด 8 รัชสมัย แต่ละคนล้วนฉลาดและเก่งกล้า” ราชครูตอบ องค์ชายสี่จึงพูดว่า “ไม่ผิด ฮ่องเต้ผู้ทรงปัญญาทั้ง 8 ล้วนมีความสามารถ แต่ชิงเหิงสวะคนนั้นบนตัวเขาไม่มีแม้แต่น้อยที่คล้ายบรรพกษัตรย์ผู้ปรีชานะ”

“ต้าชิงรุ่งเรืองมา 8 สมัย ขยายอำนาจปกครองใต้หล้า ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้ต้าชิงต้องล่มสลายเด็ดขาด” ราชครูเอ่ยพลางมองหน้าองค์ชายสี่ สีหน้านางยังคงเฉยชาเช่นเดิม องค์ชายสี่หรี่ตาคิดในใจ ‘พูดราวกับการล่มสลายของต้าชิงจะเกี่ยวข้องกับข้าเช่นนั้นแหละ’

“แผ่นหยกดวงชะตาของข้าหาได้เคยพลาด เรื่องนี้เจ้าอย่าได้เข้ามาวุ่นวายอีก” ราชครูพูดแล้วก็หันหลังเดินจากไป องค์ชายสี่ถลันไปดักหน้านาง “งั้นก็ได้ งั้นก็ได้ เรื่องนี้ข้าจะไม่พูดถึงอีก”

เขาล้วงสร้อยประคำออกมา “นี่เป็นของที่ข้าได้มาก่อนหน้านี้ มันเป็นของวิเศษ ท่านจงรับไว้ป้องกันตัวเถิด”

เขามองหน้านางอย่างขอร้องและรอคอย ราชครูมองเขาแล้วนึกถึงสมัยเด็กๆ ของเขาที่เขาถูกคนกลั่นแกล้งรังแก นางจึงบอก “ไม่จำเป็น”

นางพูดแล้วจะเดินจากไป องค์ชายสี่จึงกอดนางไว้พลางออดอ้อนว่า “รับไว้เถิด ท่านชอบ ท่านอยากได้”

มือเขาก็ลูบหลังนางเบาๆ ราชครูจึงยกมือขึ้นบีบคางเขา อีกมือก็แอบดึงเส้นผมของเขาแล้วดันเขาออกพลางเอ่ยว่า “อย่าทำให้ข้าเสียใจที่ช่วยเจ้าไว้ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ห้ามเจ้าก้าวเข้าเรือนไป๋ชิงแม้แต่ครึ่งก้าว!”

นางปล่อยมือจากคางเขาแล้วผลักเขาออก นางเดินจากไปอย่างโมโหนัก

องค์ชายสี่มองตามพลางยิ้มบางๆ เขามองจนราชครูเดินลับตาไปแล้วจึงได้หันกลับไป ก้าวไปหยิบมีดสั้นของตัวเองขึ้นมา แล้วเขาก็พบกระดาษแผ่นหนึ่งตกอยู่ที่พื้นข้างเบาะ เขาจึงหยิบขึ้นมาแล้วเปิดดู ครั้นอ่านอักษรในกระดาษแล้วเขาอุทานว่า “เป็นไปได้อย่างไร!?”

“เฮอะ! ข้าว่าแล้ว มิน่าถึงแต่งตั้งชิงเหิงเจ้าสวะนั่นเป็นองค์รัชทายาท ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”

เขามองตัวอักษรในกระดาษ ทิ้งกระดาษเอาไว้แล้วเดินจากไป

ยามค่ำ ราชครูนั่งอยู่ด้านนอกเรือนไป๋ชิง ตรงหน้านางมีแผ่นหยกดวงชะตาวางอยู่ บนแผ่นหยกคือเส้นผมขององค์ชายสี่ที่นางแอบเก็บมา นางประสานมือทำมุทรา ทำนายดวงชะตาเจ้าของเส้นผม แต่ว่าเส้นผมพลันระเบิดเป็นผุยผง แรงระเบิดบางส่วนบาดแก้มนางจนเลือดไหล พริบตาต่อมาบาดแผลก็หายไป นางลดมือลงมองแผ่นหยก “ทำไมข้าทำนายชะตาชีวิตของชิงหยางไม่ได้ เมื่อเทียบกับสิบกว่าปีก่อนแล้วพลังหายนะกลับเพิ่มขึ้นมาก”

นางเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดมิด “ราชวงศ์ต้าชิงรุ่งเรืองพันปี เมื่อตะวันพิฆาตมาถึงก็ล่มสลาย”

นางก้มลงมองแผ่นหยก “ตามที่หยกดวงชะตาชี้ให้เห็น หากเขาเต็มใจเป็นบริวารข้า ก็ยังพอควบคุมได้ หากเขาครองแผ่นดิน ต้าชิงต้องพินาศแน่”

พลันนางรู้สึกถึงบางสิ่ง นางตบๆ ที่เอวแล้วจึงพบสร้อยประคำเหน็บอยู่ที่ผ้าคาดเอว นางหยิบออกมาดู มันคือสร้อยประคำที่องค์ชายสี่อยากจะมอบให้นางนั่นเอง นางกำสร้อยประคำแล้วเอ่ยว่า “ข้ากำเนิดก่อร่างจากชะตาของแคว้นต้าชิง แคว้นล่มสลาย ข้าดับสูญ ปกป้องแคว้นต้าชิง ช่วยเหลือฮ่องเต้ต้าชิงคือวิถีที่ข้าเลือก ข้าจะทำเพื่อความรู้สึกส่วนตัวได้อย่างไร”

นางก้มมองสร้อยประคำในมือแล้ววางมันไว้บนโต๊ะ นางลุกขึ้นเดินจากไปด้วยสีหน้าเย็นชา

ณ ตำหนักฮ่องเต้ ฮ่องเต้นั่งไอโขลกๆ องค์ชายสี่คุกเข่าอยู่ข้างเตียง ขันทีส่งถ้วยยาให้องค์ชายสี่ องค์ชายสี่รับถ้วยยามา เขาตักยาขึ้นมาเป่าๆ “เสด็จพ่อ”

ฮ่องเต้ดื่มยาแล้วไอโขลกๆ องค์ชายสี่ใช้ผ้าเช็ดคราบยาที่เปื้อนข้างปาก ฮ่องเต้จึงบอก “เรื่องพวกนี้น่ะให้พวกเขาทำเถอะ เจ้าเป็นองค์ชาย ไม่ต้องลงมือทำเองเสียทุกเรื่องหรอก”

“เสด็จพ่อ เป็นเพราะลูกอกตัญญูไม่อาจแบ่งเบาความกังวลของเสด็จพ่อได้ เสด็จพ่อเป็นเช่นนี้ในใจลูกเหมือนถูกมีดแทงเจ็บปวดและชิงชังตัวเองยิ่งนัก” องค์ชายสี่เอ่ยอย่างปวดใจ ฮ่องเต้จึงจับมือองค์ชายสี่เอาไว้แล้วเอ่ยว่า “ข้าแก่มากแล้ว สุขภาพก็ไม่แข็งแรงเหมือนเช่นแต่ก่อน หยางเอ๋อร์ไม่ต้องเป็นกังวล เมื่อพี่รองของเจ้าขึ้นครองราชย์ ข้าจะให้เขาดูแลให้เจ้าได้มีชีวิตที่รุ่งโรจน์ตลอดไป แค่กๆ”

“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ” องค์ชายสี่ก้มลงคารวะ ในใจคิดว่า ‘ท่านละเลยท่านแม่ข้า ทอดทิ้งเราแม่ลูกไว้ที่ตำหนักเย็น ท่านแม่ถูกเหยียดหยามจนผูกคอตาย ข้าชิงชังจนอยากสับท่านเป็นพันเป็นหมื่นชิ้น’

“ไอโยว เด็กดี ลุกขึ้นเร็ว” ฮ่องเต้เอ่ยพลางประคองลูกชายขึ้นมา เขากระอักกระไออย่างกลั้นไม่อยู่ “แค่กๆ”

‘ข้าดิ้นรนเอาตัวรอดมาได้ไม่ใช่เพื่อที่จะต้องทนหายใจรวยรินอยู่ใต้เงื้อมมือของเจ้าสวะชิงเหิง บัลลังก์นี้จะต้องเป็นของข้า’ องค์ชายสี่คิดในใจพลางซ่อนความเกลียดชังเอาไว้ในส่วนลึก

วันต่อมา องค์ชายใหญ่กับองค์ชายรองเดินเคียงคู่กัน องค์ชายใหญ่เอ่ยว่า “น้องรอง เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าแสดงฝีมือให้เต็มที่ล่ะ โอ๊ะ!”

เขาชะงักหยุดเดินเมื่อเห็นองค์ชายสี่เดินมา องค์ชายสี่เองก็ชะงักไปเช่นกัน ครู่ต่อมาเขาก็ยิ้มบางๆ แล้วเดินไปหาพี่ชายทั้งสอง “พี่ใหญ่ พี่รอง”

เขากุมมือคารวะพี่ชายทั้งสอง

“น้องสี่” องค์ชายใหญ่เรียก “ท่านราชครูเพิ่งเลือกน้องรองให้เป็นรัชทายาทคนใหม่ คำเรียกขานก็ควรจะแตกต่างจากเมื่อก่อน ถูกหรือไม่องค์รัชทายาท”

เขาหันไปกุมมือคารวะองค์ชายรอง องค์ชายรองมองอย่างได้ใจ องค์ชายสี่มองคนทั้งคู่แล้วจึงหันไปมององค์ชายรอง “พี่รองเติบโตในวังมาตั้งแต่เด็ก ทั้งยังเป็นว่าที่รัชทายาทที่ท่านราชครูเลือก แต่ว่าท่านยังไม่ได้ทำพิธีสถาปนาเป็นรัชทายาทเลยนะ เช่นนั้นพี่รองจะให้ข้าคารวะอย่างองค์รัชทายาทก็คงยังไม่ได้”

เขามองด้วยแววเยาะหยันรางๆ ทำให้องค์ชายรองโมโหขึ้นมา “เจ้า!”

“ถึงแม้จะยังไม่มีพิธีสถาปนา ข้าก็เป็นรัชทายาทที่ท่านราชครูเลือก ทำไม? เจ้าจะไม่ยอมรับหรือ?”

“ข้าหาได้มีเจตนาเช่นนั้นไม่” องค์ชายสี่ปฏิเสธ องค์ชายรองจึงเอ่ยว่า “ข้าเพิ่งถูกเลือกเป็นรัชทายาท เจ้าก็รีบร้อนมาประจบประแจงเสด็จพ่อ ข้าจะบอกให้”

เขายกมือจิ้มหน้าผากองค์ชายสี่พลางพูดว่า “สายไปแล้ว”

“หึๆ น้องรอง” องค์ชายใหญ่หัวเราะแล้วยื่นมือไปแตะไหล่องค์ชายรองแล้วพูดว่า “พวกเราเป็นพี่น้องกันอย่าทำลายความปรองดองเลย”

“เขาเป็นลูกชั่วที่เกิดจากนางกำนัลแพศยา ก็เป็นเพียงลูกนอกคอกที่นางกำนัลแพศยาในตำหนักของเสด็จแม่ข้าคลอดมา ใครจะเป็นพี่น้องกับเขากัน” องค์ชายรองพูดอย่างเกลียดชิงชัง องค์ชายสี่จึงเอ่ยยั่วเย้าว่า “พี่รองช่างเกลียดชังข้าอย่างสุดซึ้งยิ่งนัก”

“เจ้า!” องค์ชายรองโมโหจนยื่นมือไปบีบคอองค์ชายสี่หมับ!

“ข้าคือฮ่องเต้ต้าชิงในวันหน้า เมื่อข้าขึ้นครองราชย์แล้วข้าจะจับเจ้าแก้ผ้าแล้วเฆี่ยนให้ตายเหมือนกับที่ข้าเคยเล่นสนุกกับแม่ที่ตายไปแล้วของเจ้า เจ้าเองก็เคยเห็นมาหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ ฮ่าๆๆๆ…”

องค์ชายสี่โกรธแค้นจนค่อยๆ ชักมีดสั้นออกมา

“น้องรอง” องค์ชายใหญ่เรียก “ที่นี่ในวัง เสด็จพ่อยังอยู่ในตำหนัก อย่าก่อเรื่องเลย”

องค์ชายสี่ฟังแล้วจึงค่อยๆ เก็บมีดสั้นไป เขาเรียก “พี่รอง ข้ายังต้องพึ่งพาท่านเพื่อความมั่นคงและเกียรติยศตลอดชีวิต ข้าจะอิจฉาท่านที่ได้บัลลังได้อย่างไร”

“น้องรอง” องค์ชายใหญ่ยื่นมือไปจับไหล่ “อย่าแกล้งเขาอีกเลย ไปเถอะ ตามข้าไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ แล้วเราค่อยไปดื่มเหล้ากันที่สวนหลวง”

องค์ชายรองจึงยอมปล่อยมือจากลำคอองค์ชายสี่ องค์ชายสี่กระอักกระไอสองสามทีด้วยท่าทางของผู้แพ้ องค์ชายรองมองแล้วจึงเอ่ยว่า “น้องสี่ ข้ามีทั้งกำลังและวิธีอีกเยอะที่จะทำให้เจ้าตาย”

เมื่อพูดจบแล้วเขาก็เดินจากไป องค์ชายใหญ่เดินตามไป องค์ชายสี่มองตาม สายตาค่อยๆ ดุดันขึ้น ขันทีคนหนึ่งรอจนองค์ชายทั้งสองจากไปแล้วเขาจึงรีบก้าวไปหาองค์ชายสี่ องค์ชายสี่หันไปมองขันทีคนนั้นแล้วถามว่า “เจ้าเตรียมการไปถึงไหนแล้ว?”

“เรียบร้อยพะย่ะค่ะ” ขันทีตอบ องค์ชายสี่จึงสั่งว่า “อีก 2 ชั่วยามเชิญเสด็จพ่อไปชมดอกไม้ที่สวนหลวง”

“พะย่ะค่ะ” ขันทีรับคำสั่งแล้วถอยไป

2 ชั่วยามต่อมา องค์ชายรองที่ดื่มจนมึนเมา กำลังเดินอยู่ในสวนหลวง เขาเดินเซไปเซมาพลางเอ่ยว่า “เหตุใดวันนี้ข้าถึงได้เมาเช่นนี้นะ รัชทายาทอย่างข้าดื่มเป็นพันจอกก็ต้องไม่ล้มซิ ฮ่าๆๆๆ…ข้ายังอยาก…เอิ้ก…”

เขาเดินเซไปเซมาจนไปพิงราวกั้นทางเดินกลางสระบัว เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นก็เห็นราชครูยืนอยู่ใต้ต้นชาที่กำลังออกดอกสีแดงบานสะพรั่ง ภาพสาวงามนั้นทำให้เขาเกิดความหลงใหลขึ้นมา ผิวนางเปล่งประกายสะท้อนแสงแดด ยิ่งทำให้นางงดงามราวกับเทพธิดาบนสรวงสวรรค์อย่างไรอย่างนั้น “ท่านราชครู”

เขารีบวิ่งไปหานางทันที “คนงาม”

ราชครูมองดูองค์ชายรองที่วิ่งมาหยุดตรงหน้า นางเอ่ยเรียก “องค์ชายรอง”

“ท่านราชครู” องค์ชายรองเรียก สายตาเปี่ยมไปด้วยแววหลงใหล ราชครูมององค์ชายรองแล้วจึงเอ่ยว่า “เจ้าเมาแล้วควรจะรีบกลับตำหนักไปนะ”

องค์ชายรองมองราชครู ยิ่งมองก็ยิ่งหลงใหล ณ ตอนนี้เขาไม่คิดเลยว่านางอายุมากกว่าเขาเป็นพันๆ ปี เขาคิดแค่อยากจะชื่นชมเรือนร่างของนาง กดนางไว้ใต้ร่างเขา ฟังเสียงนางครวญครางยั่วเย้า สายตาเขามองไล่ตั้งแต่ใบหน้าของนางจนไปถึงปลายเท้า แล้วเงยหน้าขึ้นมาพูดว่า “ได้พบท่านในวันนี้ ข้าเพิ่งจะได้รู้ว่าอะไรคือความงามที่เย้ายวน”

เขาพูดพลางเดินวนรอบๆ ตัวนาง “แม้ท่านจะอายุนับพันปี แต่กลับงดงามและเย้ายวนกว่าสตรีใดๆ ในโลกนี้”

เขาเดินไปหยุดข้างหลังนาง จับปลายผมสีขาวของนางขึ้นมาสูดดม “อา…กลิ่นหอมหวานนี้ราวกับเพลิงที่แผดเผาให้ข้ารู้สึกกระสันไปทั้งตัว ดูเหมือนว่าเพลิงนี้คงต้องให้ท่านราชครูมาดับให้เสียแล้ว”

ราชครูโกรธขึ้งขึ้นมา นางหันไปกระชากปลายผมตัวเองออกจากมือองค์ชายรองแล้วเอ่ยน้ำเสียงดุว่า “หยุดกระทำการบังอาจเสีย ถอยไป!”

องค์ชายรองกลับไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย เขาโถมกอดนางเอาไว้ ราชครูผลักเขาออก จังหวะนั้นเองสาบเสื้อถูกดึงเปิดทำให้เห็นปานสีแดงเหนือไหปลาร้า ราชครูดึงสาบเสื้อปิดสีหน้าดุดันขึงโกรธ

“โลกนี้มีโฉมงามเช่นนี้ได้อย่างไร อีกทั้งยังเป็นเทพเซียนอีกด้วย เมื่อข้ารัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์ข้าจะแต่งตั้งเจ้าเป็นฮองเฮา ฮ่าๆๆๆ…” องค์ชายรองพูดพลางโถมกอดอีก ราชครูจึงยื่นมือบีบคอองค์ชายรองหมับ!

“อ็อกๆ…” องค์ชายรองร้องหายใจไม่ออก จับมือนางพยายามดึงออก

“เจ้าเดรัจฉานรนหาที่ตาย!” เสียงฮ่องเต้ตวาดดังมา “เจ้ากล้าถึงขนาดล่วงเกินราชครู!”

เขาตวาดพลางรีบก้าวไปใกล้ๆ คนทั้งคู่ ราชครูมองฮ่องเต้แวบหนึ่งแล้วยอมปล่อยมือ นางสะบัดมือกลับอย่างรังเกียจ องค์ชายรองหันไปมอง เห็นเสด็จพ่อก็ตกใจ “เสด็จพ่อ!”

เขารีบพุ่งไปคุกเข่าอย่างหวาดกลัวตรงหน้าเสด็จพ่อทันที “เสด็จพ่อๆ ข้าดื่มมากไป โปรดไว้ชีวิตด้วย”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version