Skip to content
ศิษย์ร้ายแกล้งรัก

ศิษย์ร้ายแกล้งรัก 2

Chapter 2 ตีสนิท 2

“กากดอกเหมยกุ้ยตากแห้งแล้ว เอามาบดทำกำยานได้” เฉินรุ่ยฟางตอบพร้อมยิ้มบางๆ เฉินจิ้งเสียนส่งเสียงคำหนึ่ง “อ่อ”

“ขอบใจเจ้ามาก วันนี้เจ้ากลับไปได้แล้ว” เฉินรุ่ยฟางบอกพลางหยิบถุงใส่หยกปราณสวรรค์ออกมายื่นให้ เฉินจิ้งเสียนรีบปฏิเสธ “ท่านอาจารย์เฉินขอรับ ค่าแรงท่านไม่ต้องจ่ายให้ข้าน้อยหรอกขอรับ”

“จะได้อย่างไร เจ้าทำงานให้ข้า ข้าจ่ายค่าแรงให้เจ้า หากเจ้าไม่รับค่าแรงนี้ไป ข้าไม่สบายใจ” เฉินรุ่ยฟางจับมือเขาแล้วยัดถุงใส่หยกปราณสวรรค์ถุงนั้นใส่มือเขา เฉินจิ้งเสียนรีบประคองถุงใส่หยกส่งคืน พลางบอกว่า “ข้าน้อยได้ดูท่านหลอมโอสถ ถือว่าเป็นค่าแรงของข้าน้อยแล้วขอรับ หยกนี้ข้าน้อยรับไว้ไม่ได้ขอรับ”

เขาแกล้งทำหน้าลำบากใจ ท่าทางเกรงอกเกรงใจยิ่งนัก เห็นท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัวของเขาทำให้เฉินรุ่ยฟางรู้สึกเอ็นดูไม่น้อย นางดันมือเขา “เจ้ารับไว้เถอะ หยกนี่เจ้าเอาไปซื้อสมุนไพรไว้ฝึกหลอมโอสถ ยิ่งฝึกมากเท่าไหร่ เจ้าก็ยิ่งเก่งมากขึ้นเท่านั้น วันหน้าเจ้าต้องหลอมโอสถได้แน่”

“แต่ว่า…” เฉินจิ้งเสียนเอ่ยอย่างลังเล เฉินรุ่ยฟางยิ้มพลางกล่าว “เจ้ารับไว้เถอะ หากเจ้าไม่รับไว้ พรุ่งนี้ข้าก็ไม่กล้าเรียกใช้เจ้าอีกแล้ว”

“ได้ๆ ข้าน้อยรับๆ” เฉินจิ้งเสียนรีบกล่าวอย่างตื่นตระหนก ดึงมือกลับมา เก็บถุงใส่หยกใบนั้นไว้ในอกเสื้อ ขณะที่ก้มหน้าลงไป เขาก็เผยรอยยิ้มเล็กๆ แล้วรีบหุบยิ้มอย่างเร็วไว เงยหน้าขึ้นพลางกล่าว “ขอบคุณท่านอาจารย์เฉินขอรับ หากท่านมีสิ่งใดให้ข้าน้อยทำอีก ท่านรีบบอกข้าน้อยได้เลย ข้าน้อยยินดีทำให้ขอรับ”

เขาแย้มยิ้มกว้างราวกับเด็กน้อยที่ดีใจเพราะได้ขนมหวานอย่างไรอย่างนั้น เฉินรุ่ยฟางพยักหน้า “ได้ๆ หากมีอะไรจะใช้เจ้า ข้าจะรีบบอกเลย นี่ก็เย็นมากแล้ว เจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ”

“ขอรับ” เฉินจิ้งเสียนรับคำ ลุกขึ้นพลางกุมมือลา จากนั้นก็เดินออกไป เฉินรุ่ยฟางมองจนเขาเดินลับตาไปแล้ว นางจึงเดินไปปิดประตูเรือน

เมื่อเฉินจิ้งเสียนเดินออกมาห่างจากเรือนพักแล้วเขาก็แย้มรอยยิ้มอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องที่สามารถตีสนิทท่านอาจารย์เฉินได้แล้ว อีกหน่อยตีสนิทกับนางมากๆ หน่อย นางย่อมรับเขาเป็นศิษย์แน่นอน!

เฉินรุ่ยฟางปิดประตูเรือนแล้วก็เดินไปปิดหน้าต่าง มองดูรอบๆ ว่าปิดห้องหับจนมิดชิดแล้วนางจึงหยิบถุงคุนเฉียนออกมาแล้วหยิบม้วนตำราม้วนหนึ่งออกมาจากถุง นางนั่งลงเปิดตำราม้วนนั้นแล้วอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจยิ่ง เพราะตำราเล่มนี้เป็นตำราที่อาจารย์ของนางเขียนขึ้น นางได้มาจากอาจารย์ของนาง ในตำราเล่มนี้เขียนถึงความรู้ด้านโอสถตั้งแต่สมัยบรรพกาล นี่เรียกว่าตำราหายากเลยก็ว่าได้ ไม่แน่ว่าอาจจะมีตำราเล่มนี้เพียงเล่มเดียวก็ได้ ดังนั้นสหายของนางจึงได้เตือนนางไม่ให้เปิดเผยตำราเล่มนี้ให้ใครรู้อีก ก็เหมือนคนครอบครองหยกงามนั่นแหละ หากว่าคนอื่นรู้ว่านางมีตำราหายากอยู่ในมือย่อมคิดแย่งชิงไปแน่นอน

เฉินรุ่ยฟางย่อมเห็นด้วยกับสหาย นางจึงเก็บตำราเล่มนี้เอาไว้อย่างมิดชิดไม่บอกแก่ผู้ใดเลย ใช้เวลาช่วงที่อยู่คนเดียวเปิดอ่านตำรา ศึกษาเนื้อหาในตำราอย่างขะมักเขม้น ทำให้นางสามารถเลื่อนระดับจากโอสถระดับมนุษย์กลายเป็นระดับเทพขั้นปฐพีได้ใน 5 ปี และเลื่อนระดับจากระดับปฐพีเป็นระดับนภาในเวลา 10 ปี แต่การจะเลื่อนระดับจากระดับนภากลายเป็นระดับสวรรค์ ช่างยากเย็นสำหรับนางเหลือเกิน เพราะว่าพลังเทพของนางยังเป็นเทพระดับต่ำอยู่เลย ทำให้พลังเทพไม่พอที่จะใช้ในการหลอมโอสถจึงล้มเหลวทุกครั้งไป ไม่อาจหลอมโอสถระดับสวรรค์ออกมาได้ แต่ถึงจะยังหลอมไม่สำเร็จนางก็ยังคงพยายามศึกษาตำราเล่มนี้เรื่อยมา ต้องมีสักวันที่นางจะหลอมโอสถระดับสวรรค์ออกมาได้!

วันต่อมา เฉินรุ่ยฟางก็ไปที่แปลงปลูกสมุนไพร ซื้อดอกเหมยกุ้ยกลับมา 2 ตะกร้าเช่นเดิม พร้อมกับเฉินจิ้งเสียนที่เดินตามนางมาด้วย แน่นอนว่าเขาตามมาเพื่อช่วยบดดอกเหมยกุ้ย เขาเดินตามอย่างนอบน้อมสำรวมยิ่ง

เมื่อเข้าไปในเรือนของท่านอาจารย์เฉินเขาก็นั่งลงบดดอกเหมยกุ้ยเหมือนเช่นเมื่อวาน เฉินรุ่ยฟางก็เดินไปจัดสมุนไพรตามเรื่องตามราวของนางไป

หลังจากบดดอกเหมยกุ้ยเสร็จแล้ว เฉินจิ้งเสียนยังช่วยคั้นน้ำดอกเหมยกุ้ยให้อีกด้วย แล้วยังเอากากดอกเหมยกุ้ยไปตากแดดให้อีก พร้อมทั้งเก็บล้างอุปกรณ์ต่างๆ จนสะอาดสะอ้าน เท่านั้นยังไม่พอ เขายังช่วยปัดกวาดเช็ดถูเรือนอย่างขยันขันแข็ง ทำตัวราวกับเป็นบ่าวรับใช้คนหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น เฉินรุ่ยฟางจึงเพิ่มค่าแรงให้เขามากขึ้น เพราะว่าเขาไม่ใช่บ่าวรับใช้ของนาง คนทำงานย่อมได้ค่าแรง นางก็จ่ายค่าแรงให้ตามสมควร ไม่คิดเอาเปรียบเขาแม้แต่น้อย

ตอนรับค่าแรง เฉินจิ้งเสียนก็แกล้งอิดออดไม่อยากรับ ทำสีหน้าเกรงอกเกรงใจยิ่งนัก จนเฉินรุ่ยฟางต้องทำเสียงแข็งใส่เขา “หากเจ้าไม่รับ ก็ไม่ต้องมาทำงานให้ข้าอีก”

“รับๆ ขอรับ ข้าน้อยรับแล้ว ท่านอาจารย์เฉินอย่าได้โมโห ข้าน้อยรับแล้วขอรับ” เฉินจิ้งเสียนรีบเก็บถุงใส่หยกใบนั้นไป เฉินรุ่ยฟางจึงยิ้มบางๆ “ก็แค่นี้ เจ้าจะปฏิเสธไปไย ต่อไปหากเจ้ายังโยกโย้อีกก็ไม่ต้องมาทำงานให้ข้าแล้ว”

“ขอรับๆ ข้าน้อยไม่ปฏิเสธแล้วขอรับ ท่านอาจารย์เฉินอย่าได้โกรธ ข้าน้อยผิดไปแล้วๆ” เฉินจิ้งเสียนรีบกุมมือโค้งตัวผงกๆ เฉินรุ่ยฟางจึงโบกมือ “ไปๆ เจ้ากลับไปได้แล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาช่วยงานใหม่”

“ขอรับๆ” เฉินจิ้งเสียนรีบถอยออกไปอย่างนอบน้อมยิ่ง เฉินรุ่ยฟางมองตามเขาไปจนเขาลับตาไปแล้วนางจึงเดินไปปิดประตูเรือน ตลอดเวลาที่เฉินจิ้งเสียนมาช่วยทำงานให้ ประตูหน้าต่างในเรือนล้วนเปิดกว้างทำให้คนภายนอกมองเห็นได้สะดวก ดังนั้นเรื่องข้อครหาที่ใครคิดจะพูดถึงในทางเสื่อมเสียย่อมไม่เกิดขึ้น ‘ชายหญิงอยู่ตามลำพัง ไม่รู้ว่าทำอะไรกันอยู่ในเรือน’ จึงไม่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย ใครผ่านไปผ่านมาย่อมเห็นชัดเจนว่าชายหญิงอยู่ในเรือนตามลำพังก็จริง แต่จะเกิดอะไรขึ้นได้ล่ะ แค่มองไปก็เห็นทะลุปรุโปร่งแล้วว่าเฉินรุ่ยฟางล้วนยุ่งง่วนอยู่กับสมุนไพรของนาง ส่วนเฉินจิ้งเสียนก็ยุ่งอยู่กับการบดสมุนไพร ทำงานบ้านงานเรือนราวกับเป็นบ่าวรับใช้คนหนึ่งเท่านั้นเอง

อีกทั้งเรือนของอาจารย์หลอมโอสถล้วนไม่ใหญ่นัก เป็นเรือนขนาด 1 ห้องนอน 1 ห้องโถง 1 ห้องครัว มีบริเวณรอบๆ เรือนอีกนิดหน่อย พอให้ปลูกสมุนไพรหรือไม้ดอกไม้ประดับเล็กๆ อีกอย่างเรือนแต่ละหลังก็อยู่ห่างกันไม่เท่าไหร่ เรียกได้ว่าแค่มองจากเรือนหลังหนึ่งก็มองเห็นเรือนข้างๆ กันอย่างชัดเจน เรือนข้างๆ กันกำลังทำอะไร เรือนข้างเคียงล้วนมองเห็นได้ชัดเจนยิ่ง ดังนั้นระดับความเป็นส่วนตัวไม่ค่อยมีเลย หากอยากได้ความเป็นส่วนตัวก็ต้องปิดประตูหน้าต่างให้หมดจึงจะได้ความเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง

วันต่อมา เฉินจิ้งเสียนก็ตามท่านอาจารย์เฉินไปช่วยบดดอกเหมยกุ้ยอีกครั้ง เฉินรุ่ยฟางก็ไปนั่งทำกำยานจากกากดอกเหมยกุ้ยที่ตากแห้งจากเมื่อวันก่อน หลังจากปั้นก้อนกำยานเสร็จนางก็ยกออกไปตากแดดเอาไว้ เฉินจิ้งเสียนช่วยงานเสร็จแล้วก็รับหยกปราณสวรรค์แล้วกลับไป เป็นเช่นนี้อยู่หลายวันจนผู้คนล้วนเห็นจนชินตาไปแล้ว

จวบจนเฉินจิ้งเสียนเห็นว่าตัวเองกับท่านอาจารย์เฉินมีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกันพอสมควรแล้ว เขาจึงค่อยๆ ร้องขอให้ท่านอาจารย์เฉินช่วยสอนเขาหลอมโอสถระดับมนุษย์ เฉินรุ่ยฟางก็สอนให้อย่างไม่ห่วงวิชาสักนิด หลอมโอสถระดับมนุษย์สำหรับนางแล้วง่ายเหมือนกินข้าวคำหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น นางหลอมให้เขาดู เฉินจิ้งเสียนก็หลอมตาม กว่าเขาจะหลอมโอสถระดับมนุษย์ได้ก็ผิดพลาดนับร้อยครั้งเลยทีเดียว

เฉินรุ่ยฟางก็หลอมโอสถระดับมนุษย์ให้เขาดูเป็นสิบๆ ครั้ง ให้เขาได้ศึกษาเรียนรู้อย่างเต็มที่

จนกระทั่งเฉินจิ้งเสียนสามารถหลอมโอสถระดับมนุษย์ได้จนไร้ข้อผิดพลาดแล้ว เขาจึงไปรับการทดสอบหลอมโอสถต่อหน้าอาจารย์ทั้งหลาย เมื่อหลอมผ่านก็ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นศิษย์ขั้นต้น ย้ายจากผู้ดูแลสวนสมุนไพรไปอยู่ที่เรือนของศิษย์ขั้นต้นทันที แน่นอนว่าเขาไม่ลืมบุญคุณที่ท่านอาจารย์เฉินช่วยสอนสั่ง เขารีบไปกราบนางฝากตัวเป็นศิษย์ของนางทันที เฉินรุ่ยฟางจึงรับเขาเป็นศิษย์อย่างยินดี

เฉินจิ้งเสียนก็ช่วยงานอาจารย์เฉินเหมือนเช่นแต่ก่อนไม่เปลี่ยนแปลง ทำตัวราวกับเป็นบ่าวรับใช้อย่างไรอย่างนั้น ตื่นเช้ามาเขาก็รีบไปที่เรือนอาจารย์เฉิน ช่วยปัดกวาดถูเรือนให้นางแล้วจึงไปที่หอตำรา ศึกษาตำราต่างๆ เมื่อมีข้อสงสัยอะไรเขาก็นำไปถามอาจารย์เฉิน เฉินรุ่ยฟางก็สอนสั่งเขาอย่างไม่หวงวิชาสักนิด เขาเป็นศิษย์ของนาง นางย่อมสอนเขาทุกอย่าง ยกเว้นความรู้จากตำราโอสถม้วนนั้น นางไม่กล้าสอนเขาเพราะกลัวว่าจะทำให้ความลับเปิดเผยได้ ตำรานี้เป็นตำราล้ำค่าสำหรับนาง นางยังต้องใช้ตำราม้วนนี้เพื่อเลื่อนระดับไปจนกว่าจะสามารถหลอมโอสถระดับสวรรค์ได้เสียก่อน หลังจากนั้นนางค่อยมอบตำรานี้ให้เจ้าสำนัก ซึ่งเจ้าสำนักนั้นความรู้ความสามารถของเขายังไม่เท่าเทียมอาจารย์ของนางเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นตำรานี้จึงเป็นตำราล้ำค่าอย่างแท้จริง

วันเวลาผ่านไปราวสายน้ำไหล เฉินจิ้งเสียนรู้สึกว่าวิธีการหลอมโอสถของอาจารย์ตัวเองดูแตกต่างจากตำราในหอตำรา เขาจึงเพียรพยายามแอบมองอย่างลับๆ จนกระทั่งเห็นชัดเจนว่าวิธีการหลอมโอสถที่อาจารย์สอนเขาแตกต่างจากวิธีการที่นางหลอมโอสถตามลำพัง เขาแอบมองจนรู้ว่านางมีตำราเก่าๆ อยู่ม้วนหนึ่ง นางเก็บตำราม้วนนั้นติดตัวอยู่ตลอดเวลาไม่เคยวางทิ้งไว้เลย เขาจึงคิดว่าตำรานั้นต้องเป็นตำราล้ำค่าแน่แท้ เขาจึงคิดอยากได้ตำราม้วนนั้นขึ้นมา แต่จะทำอย่างไรจึงจะได้มา?

ถ้าบอกตรงๆ นางคงไม่ให้เขาแน่นอน ดังนั้นเขาจึงคิดใช้แผนการหลอกล่อให้นางหลงรักเขาเสียเลย นางยังไม่แต่งงาน เขาก็ยังไม่แต่งงาน แผนนี้ย่อมสำเร็จแน่นอน

“อาจารย์ขอรับ น้ำชาขอรับ” เฉินจิ้งเสียนยกน้ำชาให้อาจารย์พลางมองนางด้วยแววตาเปี่ยมสเน่หา ทำให้เฉินรุ่ยฟางเขินอายไม่น้อย “อืม”

นางรับถ้วยชามา เฉินจิ้งเสียนก็ฉวยโอกาสแตะมือนางคล้ายไม่ตั้งใจ แรกๆ เฉินรุ่ยฟางไม่คิดอะไร เฉินจิ้งเสียนก็คอยวนเวียนรอบตัวอาจารย์ราวกับเป็นเงาตามตัว ไม่ว่านางจะหยิบจับทำอะไรเขาล้วนช่วยหยิบจับให้นางไปเสียทุกอย่าง ฉวยโอกาสจับมือนางโดยไม่ตั้งใจบ่อยครั้ง พลางมองนางด้วยสายตาเปี่ยมสเน่หาบ่อยๆ เฉินรุ่ยฟางเป็นสตรีที่ยังไม่แต่งงาน ไม่เคยมีความรักมาก่อน ครั้นถูกลูกศิษย์มองด้วยสายตาสเน่หาบ่อยครั้งเข้าก็ย่อมเกิดความหวั่นไหว แต่นางก็ไม่ยอมให้เขาใกล้ชิดจนเกินเลยเพราะนางรู้สึกเขินอายนั่นเอง ครั้นถูกเขามองจนนางรู้สึกเขินอายทนไม่ไหว นางจึงเลี่ยงออกไปอย่างเร่งร้อน “ข้า ข้า ข้าจะไปเก็บสมุนไพร เจ้าไม่ต้องตามมา เจ้าอยู่หลอมโอสถที่ข้าเพิ่งสอนไปให้ดีๆ”

นางเอ่ยจบแล้วก็รีบก้าวเดินไปอย่างเร่งรีบ เฉินจิ้งเสียนไม่ได้ตามนางไป เขามองจนนางลับตาไปแล้วจึงยกยิ้มอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง เกี้ยวพาบ่อยๆ เกี้ยวพาทุกวัน นางจะไม่หวั่นไหวได้อย่างไร หึๆๆๆ…

เฉินรุ่ยฟางรีบก้าวเดินจนเกือบจะวิ่งอยู่แล้ว นางเดินไปจนกระทั่งออกจากสำนักไปโดยไม่ทันรู้ตัว ครั้งมองรอบตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองอยู่หน้าประตูสำนักแล้ว จะกลับไปที่สวนสมุนไพร นางก็ไม่อยากไปแล้ว นางอยากหาที่เงียบๆ อยู่ตามลำพังคนเดียว ดังนั้นนางจึงเดินเรื่อยไปยังริมแม่น้ำหน้าสำนัก ข้ามสะพานไปยังทุ่งหญ้าอีกฝั่งหนึ่ง ที่นั่นมีทะเลสาบเล็กๆ แห่งหนึ่ง ในทะเลสาบเต็มไปด้วยดอกบัว หากได้มองดอกบัว คงทำให้ใจที่เต้นตึกๆ ของนางบรรเทาลงกระมัง

เมื่อถึงทะเลสาบ นางก็ยืนชื่นชมดอกบัวอยู่เงียบๆ ดอกบัวชูช่อบานสะพรั่ง สวยงามเสียจนมองเพลินตา มองไปมองมานางจึงคิดจะไปเก็บดอกบัว ไหนๆ ก็ออกมาแล้ว อีกทั้งนางยังอ้างว่าจะไปเก็บสมุนไพร เกสรบัว กลีบบัวล้วนเป็นสมุนไพรทั้งนั้น นางจึงยื่นมือไปเก็บดอกบัวที่อยู่ริมน้ำ เก็บมาได้เจ็ดแปดดอก กำลังจะยื่นมือไปเก็บดอกที่ 9 พลัน! ท้องฟ้าเบื้องบนก็แยกตัวออกจากกัน ช่องว่างดำมืดปรากฏขึ้นมา แล้วเทพคนหนึ่งก็ร่วงลงมาจากช่องว่างดำมืดนั้น ใช่! ร่วงลงมาจริงๆ ไม่ได้เหินลอยลงมาแต่อย่างได้ ตกดิ่งละลิ่วลงมา ตกลงตรงข้างตัวเฉินรุ่ยฟางเสียงดังตูม!

พื้นตรงนั้นยุบเป็นหลุมใหญ่ ทำเฉินรุ่ยฟางตกใจร้องออกมาคำหนึ่ง “ว๊าย!”

ช่องว่างดำมืดปิดลง ท้องฟ้ากลับคืนสู่สภาพปกติ เฉินรุ่ยฟางก้มมองคนที่อยู่ในหลุมข้างตัวนางอย่างตกใจยิ่ง คนที่สามารถฉีกเปิดช่องว่างได้ล้วนเป็นเทพชั้นสูง นางเคยเห็นเทพชั้นสูงฉีกเปิดช่องว่างมาก่อน และคนที่นางเคยเห็นเขาทำเช่นนั้นก็คือเจ้าสำนักโอสถนั่นเอง แต่ว่าคนที่นอนอยู่ในหลุมลึกข้างนาง เขาเป็นใครก็ไม่รู้ นางไม่รู้จักเขา เห็นตัวเขาเต็มไปด้วยเลือด เขาได้รับบาดเจ็บมา

บุรุษผู้นั้นลืมตามอง ครั้นเห็นว่ามีสตรีคนหนึ่งยืนมองเขาอยู่ เขาจึงเอ่ยบอกเสียงแหบระโหยว่า “แม่นาง โปรดช่วยดึงข้าขึ้นไปที”

“เอ่อ…” เฉินรุ่ยฟางยังตกใจไม่หาย บุรุษในหลุมจึงเอ่ยขอร้องอีกครั้ง “แม่นาง ช่วยดึงข้าขึ้นไปหน่อยเถิด”

“เอ่อ…ได้ๆ” เฉินรุ่ยฟางพยักหน้า พยายามตั้งสติ นางรีบร้อนลงไปในหลุมจึงทำให้นางลื่นถลาลงไป “อ้า!”

นางทรงตัวไม่ได้ ลื่นไถลลงไปแล้วล้มลงบนตัวบุรุษผู้นั้น ปึก!

“โอ๊ย!” บุรุษผู้นั้นร้องคำหนึ่ง มองดูสตรีนางนั้นที่ล้มอยู่บนตัวเขา อกนางเบียดชิดกับแผงอกที่เต็มไปด้วยเลือดของเขา ใบหน้านางแนบชิดกับใบหน้าของเขา ทำให้ริมฝีปากของเขาชนกับหน้าผากของนาง เฉินรุ่ยฟางเบิกตาโตราวกับนกฮูกตื่นตกใจอย่างไรอย่างนั้น นางรีบยันตัวขึ้น “ขออภัยด้วยๆ ข้าไม่ได้ตั้งใจ ท่านเจ็บมากหรือไม่?”

“เจ็บ อูย…” บุรุษผู้นั้นตอบพลางสูดปากทีหนึ่ง ภาพดวงตาโตเบิกกว้างนั้นประทับลงไปในใจเขาโดยไม่รู้ตัว เฉินรุ่ยฟางลุกไปด้านข้างแล้วรีบพยุงเขาขึ้นนั่ง ปากก็พร่ำขอโทษอย่างรู้สึกผิด “ขออภัยด้วยๆ ข้ารีบจนลื่นลงมา ท่านลุกไหวหรือไม่? หากว่าไม่ไหว เช่นนั้นท่านรอก่อนข้าจะไปตามคนมาช่วยหามท่าน”

“ไม่ต้องไปหรอก เจ้าช่วยพยุงข้าก็พอแล้ว ข้ายังมีแรงพอเดินไหวอยู่” บุรุษผู้นั้นรั้งแขนนางไว้ เฉินรุ่ยฟางจึงประคองเขาลุกขึ้นยืน บุรุษผู้นั้นยันตัวยืนขึ้นอย่างโซเซ น้ำหนักตัวเขาพิงอยู่บนตัวสตรีนางนั้น เฉินรุ่ยฟางมองไปบนปากหลุม หลุมนี้ลึกราว 2 เมตร หากนางเหินลอยขึ้นไปคนเดียวย่อมไม่เป็นปัญหา แต่ว่าน้ำหนักตัวเขาที่พิงอยู่บนตัวนางทำให้นางเหินลอยไปได้ 1 เมตรก็ร่วงตกลงพื้น นางจึงบอกเขา “ท่านรออยู่นี่ก่อน ข้าจะไปตามคนมาช่วย ข้าคนเดียวแบกท่านขึ้นไปไม่ไหวจริงๆ”

บุรุษผู้นั้นฟังแล้วจึงโอบเอวนางแล้วฝืนเหินลอยขึ้นไปบนปากหลุม เฉินรุ่ยฟางตกใจร้องคำหนึ่ง “อ่ะ!”

ยังไม่ทันตั้งสติดีๆ เท้านางก็แตะบนพื้นดินแล้ว บุรุษข้างกายร้องคำหนึ่ง “โอย…”

เลือดไหลออกจากบาดแผลบนตัวมากขึ้น เขาซวนเซจะล้มลงไป เฉินรุ่ยฟางจึงประคองเขาไว้ “อ้า…ท่าน!”

ทั้งสองยืนโซเซราวกับคนเมาเหล้าอย่างไรอย่างนั้น จนสามารถยืนได้นิ่งแล้ว เฉินรุ่ยฟางจึงถอนหายใจโล่งอก “เฮ้อ…”

“ช่วยประคองข้าไปสำนักโอสถทีเถิดแม่นาง” บุรุษผู้นั้นเอ่ยบอกน้ำเสียงแหบแห้งระโหยโรยแรง เฉินรุ่ยฟางตอบรับ “ได้ๆ ท่านค่อยๆ เดินนะ”

ทั้งสองจึงก้าวเดินไปอย่างช้าๆ เดินโซเซไปโซเซมาคล้ายคนเมาเหล้าไม่มีผิด บุรุษผู้นั้นพิงน้ำหนักอยู่บนตัวสตรีข้างกาย เขาได้กลิ่นดอกเหมยกุ้ยจากตัวนาง กลิ่นนั้นไม่ฉุนเกินไป ไม่อ่อนเกินไป เป็นกลิ่นที่หอมพอดีๆ ยิ่งนัก ปกติเขาไม่ใกล้ชิดกับสตรีนางใด เพราะส่วนใหญ่แล้วกลิ่นเครื่องหอมของพวกนางล้วนกลิ่นแรงเกินไป ขนาดอยู่ห่าง 3 เมตรยังได้กลิ่นชัดเจน ทำให้รู้สึกหอมฉุนจนเวียนหัวเลยทีเดียว เขาเหลือบมองนางที่สวมใส่อาภรณ์สีส้มอ่อนๆ เห็นว่าที่เอวนางห้อยหยก 1 อัน บ่งบอกฐานะว่านางคืออาจารย์ของสำนักโอสถ อาภรณ์ของนางเปื้อนเลือดของเขา ทำให้เขาคิดอยู่ในใจว่าต้องชดใช้อาภรณ์ให้นาง เพราะว่าคราบเลือดนั้นซักล้างออกได้ยากยิ่งนัก หากอาภรณ์เปื้อนเลือดแล้วล้วนต้องทิ้งไปอย่างไม่อาจแก้ไขอะไรได้

จนกระทั่งทั้งสองเดินไปใกล้ถึงประตูสำนักซึ่งมียามเฝ้าอยู่ 4 คน ยามทั้ง 4 เห็นอาจารย์ของสำนักตัวเองประคองคนบาดเจ็บมาก็รีบวิ่งพุ่งไปหาทันที “ท่านอาจารย์ เขาเป็นใคร?”

“เขาบาดเจ็บได้อย่างไร?”

“โอ บาดเจ็บหนักเสียด้วย”

พวกเขาถามพลางยื่นมือไปช่วยประคองบุรุษผู้นั้น เฉินรุ่ยฟางส่งเขาให้ยามทั้ง 4 คนพลางตอบว่า “ข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร เขาตกลงมาตรงที่ข้าอยู่พอดี เร็วเข้าเถอะ รีบพาเขาเข้าไป”

“ขอรับๆ” ยามทั้ง 4 รับคำพลางช่วยกันหามคนบาดเจ็บเข้าสำนัก เฉินรุ่ยฟางเดินตามไป ถึงนางจะเป็นอาจารย์หลอมโอสถ แต่ว่าประสบการณ์ในการรักษาผู้คนยังต่ำยิ่งนัก ดังนั้นนางจึงร้องบอกบ่าวรับใช้ที่อยู่แถวประตูว่า “เจ้ารีบไปตามอาจารย์ท่านอื่นมาเร็วเข้าเถิด บอกพวกเขาว่ามีคนบาดเจ็บหนัก ให้พวกเขารีบมาช่วยรักษาเร็วๆ”

“ขอ…” บ่าวรับใช้ยังขานรับไม่จบ บุรุษที่บาดเจ็บรีบบอก “ตามเจ้าสำนักของพวกเจ้ามา บอกเขาว่าข้าชื่อเหอเทียนเหิง”

บ่าวรับใช้หันไปมองท่านอาจารย์เฉินอย่างขอความเห็น เฉินรุ่ยฟางจึงพยักหน้า “ไปๆ เจ้ารีบไปรายงานท่านเจ้าสำนักตามที่เขาบอกเถิด เขาคงเป็นสหายของท่านเจ้าสำนักกระมัง”

“ขอรับๆ” บ่าวรับใช้พยักหน้าหงึกๆ แล้วรีบวิ่งไปทันที เฉินรุ่ยฟางมองดูเหอเทียนเหิงผู้นั้น นางรู้สึกว่าชื่อแซ่ของเขาคุ้นหู แต่นางก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินชื่อแซ่นี้จากที่ใด อีกทั้งเขาบอกให้ไปตามท่านเจ้าสำนัก ดูท่าแล้วเขาคงเป็นสหายของท่านเจ้าสำนักแน่แท้ ไม่เช่นนั้นใครจะกล้าให้ไปตามเช่นนี้ล่ะ ท่านเจ้าสำนักไม่ใช่คนที่ใครๆ จะเรียกให้มาก็มาได้ ต้องเป็นคนที่มีความสัมพันธ์กับท่านเจ้าสำนักในระดับหนึ่งจริงๆ ท่านเจ้าสำนักจึงจะให้พบได้ มีแต่คนที่มีฐานะเท่าเทียมเทียนจวินหรือไม่ก็ราชาแดนเทพทั้ง 4 คนนั้นที่ท่านเจ้าสำนักจะออกมาพบโดยไม่ต้องมีเทียบขอพบ หากเป็นคนอื่นอยากพบท่านเจ้าสำนักล้วนต้องส่งเทียบขอพบล่วงหน้าทั้งนั้น

ยามเฝ้าประตูทั้ง 4 คนหามเหอเทียนเหิงไปยังห้องโถงรับแขกทันที เฉินรุ่ยฟางวิ่งตามไป ผู้คนก็มองกันเป็นแถวพลางส่งเสียงซุบซิบอย่างสงสัยใคร่รู้ “นั่นใคร? เลือดเต็มตัวเชียว”

“ดูท่าจะบาดเจ็บไม่น้อยเลย”

“ไปๆ พวกเราไปดูกันหน่อย”

คนที่เห็นล้วนรีบตามไปดูอย่างอยากรู้อยากเห็น ทำให้มีคนก้าวตามหลังเฉินรุ่ยฟางเป็นกลุ่มใหญ่ บรรดาอาจารย์ที่อยู่แถวนั้นล้วนรีบวิ่งไปถามอาจารย์เฉินทันที “อาจารย์เฉินเกิดอะไรขึ้นรึ?”

“เขาเป็นใคร? บาดเจ็บได้อย่างไร?”

เฉินรุ่ยฟางหันไปมองอาจารย์ท่านอื่นที่วิ่งมา นางวิ่งตามคนเจ็บพลางเอ่ยตอบว่า “ข้าก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร จู่ๆ เขาก็ตกลงมาใกล้ๆ ข้า ทำข้าตกใจแทบตาย อ่อ เขาบอกว่าเขาชื่อเหอเทียนเหิง มีใครรู้จักเขาบ้างไหม?”

“เหอเทียนเหิงหรือ?” อาจารย์คนหนึ่งเอ่ย พลางคิดๆ ชื่อนี้คุ้นหูเหมือนจะเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินจากที่ใด คิดไปคิดมาก็ยังคิดไม่ออก เขาจึงเลิกคิด จนวิ่งไปถึงห้องโถง ยามทั้ง 4 วางคนเจ็บลงบนตั่งยาว อาจารย์ที่เป็นบุรุษจึงพุ่งไปดูอาการคนเจ็บโดยเร็ว ส่วนเฉินรุ่ยฟาง นางเป็นสตรีจึงไม่สะดวกที่จะตรวจคนเจ็บที่เป็นบุรุษ หากว่าไม่มีอาจารย์ท่านอื่นอยู่ แน่นอนว่านางย่อมตรวจอาการให้เขา แต่ในเมื่อตอนนี้มีอาจารย์บุรุษท่านอื่นอยู่ นางจึงเพียงยืนดูอยู่ด้านข้าง ผู้คนก็ล้อมวงอยู่ห่างๆ มองดูอย่างอยากรู้อยากเห็น บรรดาอาจารย์ทั้งหลายก็ล้อมวงอยู่รอบๆ ตั่งยาว ช่วยกันตรวจคนเจ็บคนละไม้คนละมือ

เหอเทียนเหิงถูกบรรดาอาจารย์รุมล้อมตรวจอาการก็รู้สึกตกใจปนอับอายไม่น้อย เพราะอาจารย์เหล่านั้นไม่เพียงตรวจดูบาดแผลของเขา ยังช่วยกันดึงอาภรณ์ของเขาออก ทำให้เขาต้องรีบตะครุบอาภรณ์ของตัวเองยื้อยุดเอาไว้ไม่ยอมให้คนเหล่านั้นถอดอาภรณ์ของเขาได้ง่ายๆ “พวกเจ้าจะทำอะไร!? ปล่อยมือนะ!”

“นี่ๆ ไม่ถอดออกแล้วพวกเราจะตรวจบาดแผลได้อย่างไร” อาจารย์คนหนึ่งบอก มือก็ดึงอาภรณ์จะถอดออก ทำให้เหอเทียนเหิงยื้อยุดสุดแรงอย่างชนิดว่าเป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมให้พวกเขาถอดอาภรณ์ได้ “พวกเจ้าหยุด! ห้ามถอดนะ!”

“วะ! เจ้าคนนี้นี่ จะตายอยู่แล้วยังจะมาเหนียมอายอะไรอีก เจ้าไม่ใช่สตรีเสียหน่อย” อาจารย์อีกคนบ่นอย่างโมโห คนเขาช่วยตรวจให้แท้ๆ แต่คนเจ็บผู้นี้กลับไม่ยอมให้ความร่วมมือดีๆ มันน่าโมโหจริงๆ สมควรปล่อยให้ตายเสียดีไหม!

มือหลายมือช่วยกันดึงอาภรณ์ เหอเทียนเหิงมีเพียง 2 มืออีกทั้งเขาบาดเจ็บจนแทบจะไร้เรี่ยวแรง แต่อย่างไรเขาก็ไม่ยอมให้คนเหล่านี้เปลื้องอาภรณ์เขาออกต่อหน้าผู้คนได้หรอก!

มองดูซิ มีคนรุมล้อมมองดูตั้งมากมายขนาดนั้น เขาจะเปลือยกายต่อหน้าสาธารณะชนได้อย่างไร เป็นตายอย่างไรข้าก็ไม่ยอมเด็ดขาด! ข้าไม่ยอม! ข้าไม่ยอม!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version