วันที่เริ่มเขียน 28 กรกฎาคม 2569
ขอทานน้อยดวงใจจักรพรรดิ
Chapter 1 เกิดใหม่
ณ หอหงฮวา ซึ่งเป็นหอคณิกาอันดับหนึ่งของเมืองหลวง หงเหนียงแม่เล้าผู้เป็นเจ้าของหอกำลังกระอักกระไอเป็นเลือดออกมา “แค่กๆ พวกเจ้า!”
นางชี้นิ้วไปที่คนตรงหน้าอย่างโกรธแค้น “เจ้าวางยาข้า”
“ไอโยว! พี่หง ท่านจะพูดอย่างไรก็พูดไปเถอะ ตอนนี้ท่านดื่มยาพิษกร่อนไส้ไปแล้ว ท่านก็รีบๆ ตายไปเถอะ” หลิวจี้จือพูดพลางโบกพัดไปมา “ท่านจะโทษก็โทษที่ท่านขวางทางข้าเถอะ ท่านแก่จนปูนนี้แล้วควรจะลงโลงได้แล้ว”
“เจ้า! แค่กๆ” หงเหนียงกระอักกระไอเลือดออกมาจนเลอะไปหมด แล้วนางก็ล้มลงไปอย่างตายตาไม่หลับ ดวงตานางเบิกกว้างถลึงตาอย่างแค้นใจนัก
“เฮอะ! กว่าจะตายได้” หลิวจี้จือแค่นเสียงเยาะพลางเอ่ยว่า “นายท่านเจ้าขา นางตายแล้วเจ้าค่ะ”
“ดี” คนหนึ่งเดินเข้าไปในห้องมองดูหงเหนียงที่นอนตายอยู่บนพื้นแล้วพูดกับหลิวจี้จือว่า “ต่อไปนี้หอนี้ก็เป็นของเจ้าแล้ว จำไว้ อย่าทรยศข้า ไม่เช่นนั้นเจ้าจะตายอนาถยิ่งกว่านาง”
“บ่าวภักดีกับนายท่าน จะไม่มีวันทรยศเป็นอันขาดเจ้าค่ะ” หลิวจี้จือเอ่ยพลางคุกเข่าลงไป ชายคนนั้นยิ้มแล้วเดินออกไป
วิญญาณของหงเหนียงที่เพิ่งออกจากร่างมองดูชายคนนั้น นางมองเขาอย่างแค้นใจนัก เขาก็คือองค์ชายสามนั่นเอง ก่อนหน้านี้องค์ชายสามได้ยื่นข้อเสนอให้นางร่วมมือกับเขา ให้นางเป็นหูเป็นตาให้เขา แต่ว่านางปฏิเสธไปเพราะไม่อยากร่วมลุยน้ำโคลนของราชสำนัก ใครจะแย่งชิงก็แย่งชิงไปซิ นางแค่อยากอยู่สุขสบายอย่างสงบเท่านั้นเอง ไม่คิดเลยว่าการปฏิเสธของนางจะนำภัยมาถึงตัวอย่างนี้!
“เด็กๆ” หลิวจี้จือเรียก บ่าวก็เข้าไปในห้อง “ขอรับ”
“เอาศพนางไปทิ้งซะ” หลิวจี้จือสั่ง บ่าวรับคำ “ขอรับ”
แล้วพวกเขาก็ใช้ผ้าห่มห่อศพแล้วแบกออกไปอย่างเงียบๆ
“หงฮวา” เสียงเรียกดังขึ้น หงเหนียงจึงหันไปมอง นางเห็นคนๆ หนึ่งปรากฏตัวขึ้น นางตะลึงมองหน้าเขา “โอ้! หล่อมาก”
คนๆ นั้นไม่พูดอะไร เขาเก็บวิญญาณของหงเหนียงหรือชื่อเดิมของนางก็คือหงฮวาใส่ถุงเก็บวิญญาณแล้วหายตัวไป
เมื่อถึงยมโลก คนที่เก็บวิญญาณหงฮวามาก็ปล่อยนางออกจากถุง หงฮวายืนมึนงงครู่หนึ่งแล้วมองไปรอบๆ ครั้นเห็นคนที่อยู่รอบๆ นางก็ตกใจร้องลั่น “อ้า! ผี!”
ใช่ คนที่อยู่รอบๆ ตัวนางล้วนไม่ใช่คน พวกเขาเป็นวิญญาณเช่นเดียวกันกับนาง วิญญาณเหล่านั้นมองนางพลางบอก “เจ้าก็เป็นผีเช่นกัน จะร้องเสียงดังทำไมให้หนวกหู เฮอะ!”
“ผี!?” หงฮวาฟังแล้วก้มมองตัวเอง นางเห็นมือตัวเองขาวซีดยิ่งนัก “นี่มือข้าหรือ!?”
“ก็มือเจ้าซิ” วิญญาณอีกดวงบอก หงฮวามองไปรอบๆ ตัว นางเห็นคนหล่อเหลาคนนั้นนางจึงขยับไปใกล้ๆ เขา “พี่ชาย”
“หยุด!” ชายคนนั้นดุแล้วชี้นิ้วไป “เจ้าไปเข้าแถวไปเกิดใหม่ซะ”
หงฮวาอยากจะต่อต้าน แต่ว่าเท้าของนางกลับก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่อาจขัดขืนได้เลย แล้วชายคนนั้นก็หายตัวไป
หงฮวามองวิญญาณที่เข้าแถวเรียงต่อๆ กันยาวเหยียดข้างหน้านาง ทุกคนล้วนเป็นผีทั้งหมด นางจึงพยายามทำใจยอมรับว่าตัวนางตายไปแล้วจริงๆ
วิญญาณข้างหน้าเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ หงฮวาชะเง้อมองไปอย่างอยากรู้อยากเห็น จนเมื่อนางเห็นเบื้องหน้ามีคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ พวกเขาส่งถ้วยเล็กๆ ให้วิญญาณที่เข้าแถวคนละถ้วย…คนละถ้วย
“ดื่มน้ำแกงแล้วไปเกิดใหม่ซะ” คนที่แจกน้ำแกงสั่ง วิญญาณที่รับน้ำแกงก็ยกขึ้นดื่มอย่างไม่อาจขัดขืนได้เลย หลังจากดื่มน้ำแกงไปแล้ววิญญาณนั้นก็ก้าวไปที่คลื่นน้ำวนตรงหน้าแล้วกระโดดลงไป ตูม!
คนอีกคนก็ถือพู่กันจดบันทึก พลางขานว่า “ดวงที่ 98”
เมื่อหงฮวาเดินไปถึงคนเหล่านั้น คนๆ หนึ่งก็ส่งถ้วยน้ำแกงให้นางพลางสั่ง “ดื่มน้ำแกงแล้วไปเกิดใหม่ซะ”
หงฮวาฟังแล้วมึนงง ค่อยๆ ยกน้ำแกงขึ้นจรดริมฝีปาก พลัน! ไอแค้นในตัวนางก็ต่อต้าน นางจึงหลุดพ้นจากอาการมึนงงชะงักงันไป
“หือ? วิญญาณแค้นรึ?” สตรีผมขาวที่นั่งอยู่หน้าหม้อน้ำแกงเอ่ยพลางมองวิญญาณที่ขัดขืนคำสั่ง
“ข้าไม่ดื่ม!” หงฮวาต่อต้านแล้วโยนถ้วยน้ำแกงทิ้งไป ตุบ!
น้ำแกงหกลงพื้น สตรีผมขาวใช้พลังรวมน้ำแกงไม่ให้สัมผัสพื้น หงฮวาฉวยจังหวะที่คนพวกนั้นตกตะลึงอยู่ นางวิ่งไปที่น้ำวนนั้นแล้วโดดลงไป ตูม!
“อ่ะ!” ทุกคนตกใจ “ท่านยายเมิ่ง!”
“ปล่อยไปเถอะ” ยายเมิ่งเอ่ยพลางเก็บน้ำแกงใส่ถ้วย ก็แค่วิญญาณที่ไม่ดื่มน้ำแกงลืมเลือนดวงเดียว ต่อให้นางไปเกิดใหม่อย่างมากก็แค่จำเรื่องราวในชาติก่อนได้เท่านั้นเอง นางไม่อาจก่อคลื่นลมอะไรได้หรอก
“เอ้า แจกต่อซิ” ยายเมิ่งสั่งแล้วยื่นถ้วยน้ำแกงให้ลูกน้อง ลูกน้องจึงรับถ้วยน้ำแกงแล้วส่งให้วิญญาณดวงถัดไป
ณ กระท่อมชาวนา หลันฮวากำลังเบ่งคลอดหน้าดำหน้าแดง “อึ๊บ!”
“เบ่งอีก” หมอตำแยบอก “จะออกมาแล้ว เบ่งอีก”
“อึ๊บ!” หลันฮวาเบ่งสุดกำลัง “อ้า!”
“คลอดแล้วๆ” หมอตำแยร้อง พลางประคองเด็กเอาไว้ นางค่อยๆ ดึงเด็กออกมาจากช่องคลอดแล้ววางเด็กน้อยลงพลางมองดูเพศทารกน้อยแล้วบอกว่า “ผู้หญิง”
“เฮ้อ…” หลันฮวาถอนหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก หมอตำแยตัดสายสะดือแล้วผูกเอาไว้
จากนั้นก็ดึงรกออกจากช่องคลอดทิ้งใส่อ่างดินเผาข้างๆ เตียง แล้วนางก็นำเด็กทารกไปอาบน้ำ เด็กทารกไม่ร้องสักคำ หมอตำแยจึงลองตีก้นทารกน้อย ทารกน้อยพลันร้องไห้ “แง้!”
“เฮ้อ…ข้านึกว่าจะเป็นใบ้ซะแล้ว” หมอตำแยถอนหายใจอย่างโล่งอก ทารกน้อยจ้องหมอตำแยอย่างขุ่นเคืองนัก คนๆ นี้ตีก้นนางจนนางเจ็บยิ่งนัก!
ทารกน้อยก็คือหงฮวาที่เกิดใหม่โดยที่ยังมีความทรงจำของชาติก่อนติดมาด้วย!
หมอตำแยอาบน้ำให้ทารกน้อยแล้วก็ห่อผ้าอุ้มกลับไปให้หลันฮวา “เอ้า ดูลูกเจ้าซิ”
หลันฮวารับลูกมาอุ้ม มองอย่างรักใคร่ “ลูกข้า”
“ท้องหน้าเจ้าก็พยายามคลอดลูกชายให้ได้ล่ะ” หมอตำแยบอก เพราะว่าลูกชายคือผู้สืบทอดตระกูล ครอบครัวไหนๆ ก็ให้ความสำคัญกับลูกชายกันทั้งนั้น หากว่าสตรีคนใดคลอดลูกชายไม่ได้ สถานะในบ้านก็จะตกต่ำยิ่งนัก
“พี่จ้านคงไม่รังเกียจที่นางเป็นผู้หญิงหรอก” หลันฮวาเอ่ย หมอตำแยจึงได้แต่บอกอย่างมากประสบการณ์ว่า “ถึงอย่างไรบุตรชายก็สืบทอดตระกูล หากเจ้าไม่มีลูกชายให้จ้านคง วันหน้าเขาก็คงต้องรับอนุเข้ามา หลังจากนี้อีก 3 เดือนเจ้าก็พยายามมีลูกอีกคนเถอะ ท้องหน้าต้องได้ลูกผู้ชายเป็นแน่”
“อื้ม” หลันฮวาพยักหน้า หงฮวาที่เกิดใหม่ได้แต่ยู่ปากอย่างไม่ชอบใจ นางเป็นสตรีแล้วอย่างไร ชาติก่อนนางก็ฝ่าฟันหาเลี้ยงตัวเองจนกลายเป็นเจ้าของหอคณิกาอันดับหนึ่งของเมืองหลวงได้ นางในชาตินี้ก็จะฝ่าฟันไป ต้องใช้ชีวิตที่สุขสบายอีกครั้งให้ได้!
หมอตำแยจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจึงเปิดประตูออกไปบอก “เมียเจ้าคลอดแล้ว เป็นผู้หญิง”
“โอ้! ขอบคุณท่านมากๆ” จ้านคงเอ่ยพลางมอบเงินให้หมอตำแย หมอตำแยรับเงินมาแล้วเอ่ยว่า “ข้ากลับก่อนล่ะ มีอะไรก็ไปตามข้าล่ะกัน”
“ขอบคุณท่านมากๆ” จ้านคงกุมมือคารวะส่ง หมอตำแยจึงกลับบ้านไป จ้านคงจึงเข้าห้องไปดูเมียและลูกสาว
“ท่านพี่” หลันฮวาเรียก จ้านคงนั่งลงข้างๆ นาง เขามองดูลูกสาวในห่อผ้าพลางเอ่ยอย่างตื่นเต้นว่า “ลูกข้าๆ”
เขายื่นมือไป หลันฮวาจึงส่งลูกให้สามีอุ้ม จ้านคงค่อยๆ อุ้มอย่างทนุถนอม ตาก็จับจ้องลูกน้อยอย่างไม่อาจละสายตาได้เลย “ลูกข้าๆ”
“ท่านพี่ตั้งชื่อให้นางซิ” หลันฮวาบอก จ้านคงพยักหน้า “อื้ม”
เขามองดูลูกอย่างไม่อาจละสายตาพลางบอก “ไต้ซือให้ชื่อมา 2 ชื่อ หากเป็นผู้ชายให้ตั้งชื่อว่าหมิง หากเป็นผู้หญิงให้ตั้งชื่อว่าเจียว เช่นนั้นนางก็ชื่อเจียวเถอะ จ้านเจียว”
“อื้ม” หลันฮวาพยักหน้าเห็นด้วยแล้วเรียกว่า “เจียวเจียว”
หงฮวาที่ถูกตั้งชื่อใหม่ยู่ปากอย่างไม่ชอบใจนัก จ้านเจียวไม่ไพเราะเลย ฟังแล้วแข็งทื่อเหมือนชื่อผู้ชายไม่มีผิด ข้าไม่ชอบๆ…ข้าไม่ชอบ!
“โอ๊ะ! นางหิวหรือ?” จ้านคงเอ่ย หลันฮวามองลูกสาวแล้วพยักเพยิดตาม “น่าจะหิวกระมัง”
“เอาๆ ให้ลูกกินนมก่อน” จ้านคงส่งลูกให้ภรรยา หลันฮวาจึงรับลูกมาอุ้มแล้วเปิดทรวงอกให้ลูกดูดนม จ้านเจียวยอมดูดเต้านมที่มีน้ำนมสีเหลืองใสเริ่มไหลออกมา นางดูดจ๊วบๆ ครู่หนึ่งน้ำนมก็หมดแล้ว
จ้านคงมองภรรยาป้อนนมลูกแล้วกลืนน้ำลายเอือก เขาห่างเรื่องนั้นมานาน ตอนนี้เห็นภรรยาจึงเกิดอารมณ์ขึ้นมา เขาจึงบอก “เจ้าดูลูกไปก่อน ข้าไปห้องส้วมสักเดี๋ยว”
“เจ้าค่ะ” หลันฮวารับคำ จ้านคงก็รีบออกไปนอกห้อง หามุมลับตาแล้วใช้มือจัดการองคชาติที่แข็งขึงให้เรียบร้อย ตัวเขาเป็นชาวนายากจน ย่อมไม่มีเงินเลี้ยงดูภรรยาหลายคน เขาจึงมีเพียงหลันฮวาเป็นภรรยาคนเดียว อีกทั้งหลันฮวาก็ไม่ได้บกพร่องอะไร เขาจึงไม่คิดจะรับอนุเข้ามาแม้แต่น้อย
จ้านเจียวที่ดูดน้ำนมหมดแล้วจึงผละออกพลางร้อง “แง้”
“โอ๋? ยังไม่อิ่มรึ?” หลันฮวาถามพลางอุ้มลูกเปลี่ยนข้าง ให้นางดูดนมอีกข้างหนึ่ง จ้านเจียวจึงดูดนมจ๊วบๆ
จนน้ำนมหมดแล้วนางจึงหลับไป หลันฮวามองลูกอย่างรักใคร่แล้วค่อยๆ วางลูกน้อยลงบนเตียง ตัวนางก็ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดเต้านมให้สะอาด เพราะหมอตำแยสอนว่า หลังจากให้ลูกดูดนมแล้ว ทุกครั้งจะต้องใช้น้ำอุ่นเช็ดให้สะอาดทุกครั้งไป ไม่เช่นนั้นหากว่าสกปรกจนทำให้ลูกท้องเสีย ทารกอาจจะตายได้เลย หลันฮวาจำคำหมอตำแยแล้วจึงไม่กล้าละเลยเรื่องนี้
หลังจากเช็ดเต้านมสะอาดแล้วนางจึงไปนอนข้างๆ ลูกสาว ตามองลูกอย่างรักใคร่จนผล็อยหลับไป จ้านคงเข้าไปในห้องจึงเห็นว่าภรรยาหลับไปแล้ว เขาจึงเป่าตะเกียงดับไฟแล้วนอนลงข้างๆ ภรรยา วางแขนกอดนางหลวมๆ
วันคืนผ่านไป จ้านเจียวเติบโตอย่างแข็งแรงจนอายุครบ 1 ขวบปีแล้ว นางพูดได้ก่อนที่จะเดินได้ ทำให้หมอตำแยเอ่ยชมว่า “วันหน้าลูกเจ้าต้องฉลาดแน่นอน”
จ้านเจียวที่ได้ยินคำชมก็ยิ้มพอใจ คิดในใจว่า ‘ข้าย่อมฉลาดซิ ชาติก่อนข้าเป็นถึงเจ้าของหอคณิกาอันดับหนึ่งในเมืองหลวงเชียวนะ’
หลังจากผ่านวันเกิดของจ้านเจียวไป 1 เดือน โจรป่าก็บุกเข้าปล้นหมู่บ้าน “ฆ่า!”
“อ้า! โจร!” ผู้คนร้องลั่นพากันวิ่งหนีอลหม่านไปหมด “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”
จ้านคงพาเมียและลูกหนี แต่ว่าพวกเขาก็ไม่อาจหนีพ้น จ้านคงถูกดาบฟันจนล้มลงไป “โอ้ย!”
“ท่านพี่!” หลันฮวาตะโกนลั่น นางตกใจจนตัวแข็งทื่อ อึดใจต่อมานางก็ถูกโจรฟันฉั๊วะ!
“โอ๊ย!” นางร้องลั่น จ้านเจียวตกใจ “ท่านแม่!”
หลันฮวากอดลูกไว้แน่นพลางล้มลงไปตุบ!
จ้านเจียวถูกมารดาล้มทับจนนางกระดิกตัวไม่ได้เลย นางอายุแค่ขวบกว่าๆ เรี่ยวแรงน้อยนิดจนไม่อาจผลักท่านแม่ออกได้เลย นางอยากจะร้องเรียกท่านแม่ แต่พอเห็นโจรคนนั้นเงื้อดาบมองอย่างดุดันเหี้ยมโหดนางจึงไม่กล้าส่งเสียงใดๆ เลย แล้วโจรฟันคนแล้วก็พุ่งไปฟันคนอื่นต่อไป ฉั๊วะ!
“โอ๊ย!” คนล้มลงไป โจรก็พุ่งไปฟันคนอื่นต่อไปเรื่อยๆ ฉั๊วะ!ๆๆๆๆ…
“โอ๊ย!”ๆๆๆๆๆ…
จนกระทั่งทั้งหมู่บ้านไม่เหลือคนรอดชีวิตแล้ว พวกโจรจึงรื้อค้นทรัพย์สินแล้วจากไปทิ้งศพเอาไว้เกลื่อนกลาด
“ฮึ๊บ!” จ้านเจียวพยายามออกจากใต้ร่างมารดา แต่ว่านางมีแรงน้อยนิดจึงไม่อาจออกจากใต้ร่างมารดาได้เลย!
นางนอนหายใจอยู่ใต้ร่างมารดาท่ามกลางอากาศหนาวเย็น
วันคืนผ่านไป 2 วัน จ้านเจียวยังคงถูกร่างมารดาทับเอาไว้ นางหมดแรงและหิวน้ำยิ่งนัก นางจึงละเมอส่งเสียงแหบแห้งออกไป “น้ำ…”
“หือ?” ขอทานคนหนึ่งได้ยินเสียงจึงก้าวไปดู
“น้ำ…”
ขอทานคนนั้นเดินตามเสียงไปจนถึงศพชายหญิง 2 คนนอนตายอยู่ข้างกัน
“น้ำ…”
เสียงดังมาจากใต้ศพสตรี ขอทานจึงผลักศพสตรีออก เขาจึงเห็นเด็กคนหนึ่งอยู่ใต้ร่างศพนั้น เดาว่าเด็กคนนี้คงเป็นลูกของคน 2 คนนี้กระมัง เขาเอาน้ำให้เด็กดื่ม น้ำเย็นๆ รินไหลลงคอไป จ้านเจียวกลืนน้ำลงไป ตาค่อยๆ ลืมขึ้นอย่างอ่อนล้า ขอทานเทน้ำให้เด็กนิดหนึ่งก็หยุด จ้านเจียวจึงขอ “น้ำ…ขออีก…”
“พอก่อน” ขอทานบอก จ้านเจียวลืมตามอง นางเห็นคนๆ หนึ่งสวมเสื้อผ้าขาดๆ เนื้อตัวสกปรกมอมแมม นางจำได้ว่าเขาเป็นขอทานที่เคยมาที่หมู่บ้านของนางสองสามครั้ง “เจ้า…”
“ทั้งหมู่บ้านคงมีเจ้าคนเดียวที่รอดกระมัง” ขอทานเอ่ยพลางนั่งลงกับพื้นอย่างไม่กลัวเปรอะเปื้อน จ้านเจียวยันตัวลุกขึ้น ขอทานช่วยประคอง “ค่อยๆ”
“ขอบคุณท่านมาก” จ้านเจียวบอกน้ำเสียงแหบแห้งระโหยโรยแรง ขอทานยักไหล่อย่างไม่สนใจ เขาเอ่ยว่า “คิดว่าจะมาขอข้าวสักหน่อย กลับต้องมาเจอศพซะนี่ วันนี้ข้าซวยจริงๆ”
เขาพูดแล้วก็ลุกขึ้นยืน จ้านเจียวลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปทางบ้านของนาง ขอทานมองตามครู่หนึ่งแล้วเดินจากไป เขาเดินไปหาดูว่าที่นี่ยังพอมีของกินให้เขาอยู่หรือไม่
จ้านเจียวเดินเข้าไปในบ้านที่ถูกรื้อค้นจนข้าวของกระจัดกระจาย ทรัพย์สินมีค่าล้วนถูกขนไปหมดแล้ว เหลือแต่โต๊ะเก้าอี้พังๆ นางเดินเข้าไปในครัว หม้อใส่ข้าวสารหายไปแล้ว ข้าวของไม่เหลืออะไรเลย นางจึงเดินไปตักน้ำจากโอ่งเก่าๆ ที่มีรอยแตกร้าว มีตะใคร่น้ำขึ้นตามรอยแตกทำให้น้ำไม่รั่วออกมา หากว่าโอ่งใบนี้ยังอยู่ในสภาพดีๆ เกรงว่าคงถูกพวกโจรยกไปแล้วเป็นแน่ นางดื่มน้ำอึกๆ จนพอมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้างแล้วนางจึงเดินไปหยิบฟืนท่อนหนึ่งที่ขนาดเหมาะมือแล้วเดินออกไปที่หลังบ้าน
ตรงนั้นมีกอเผือกเติบโตอยู่ เผือกนี้ไม่มีใครขุดกิน เพราะมันมีพิษ แต่นางที่เคยใช้ชีวิตมาแล้วชาติหนึ่ง เคยกินเผือกมาแล้ว นางจึงรู้ว่ามันกินได้ นางจึงใช้ไม้ฟืนท่อนนั้นค่อยๆ ขุดดินข้างกอเผือกด้วยเรี่ยวแรงเท่าที่มี ขุดดินออกทีละนิด…ทีละนิด
จนได้หัวเผือกใหญ่ๆ 1 หัวและหัวเล็กๆ อีก 4 หัว นางจึงหยุดมือแล้วหยิบหัวเผือกใส่เสื้อจากนั้นก็เดินกลับไปที่ห้องครัว นางลงมือจุดไฟ กว่าจะจุดไฟติดมือนางก็พองเป็นตุ่มน้ำแล้ว หลังจากไฟลุกดีแล้วนางก็เอาหัวเผือกตัดใบทิ้งด้วยเศษจานดินเผาแตกๆ แล้วล้างหัวเผือกจนสะอาด จากนั้นก็เอาหัวเผือกทั้งหมดใส่เข้าไปในเตาไฟ นางยืนมองเผือกในเตาพลางใช้ไม้คอยเขี่ยพลิกไม่ให้หัวเผือกไหม้ไฟ
ขอทานเดินค้นหาของกินไปจนถึงกระท่อมที่จ้านเจียวอยู่ เขาเห็นเด็กตัวน้อยกำลังเขี่ยอะไรในเตาไฟ เขาจึงเดินเข้าไปดู ครั้นเห็นนางกำลังเผาบางอย่างในเตาเขาจึงถามว่า “เจ้าเผาอะไรรึ?”
Chapter 2 ถูกลักพาตัว
“เผือก” จ้านเจียวตอบพลางเขี่ยหัวเผือกพลิก ขอทานจึงอุทานว่า “เผือกรึ!? มันกินไม่ได้นะ! มันมีพิษ! กินเข้าไปจะคันปากจนตาย”
“เจ้าไม่อยากตายก็ไม่ต้องกิน ข้ากินเอง ไม่ได้ให้เจ้ากินซะหน่อย” จ้านเจียวบอกแล้วมองขอทานคนนั้นพลางบอก “เจ้าอย่ามาแย่งข้ากินเชียว”
“เฮอะ” ขอทานแค่นเสียงคำหนึ่งแล้วบอกว่า “ของพรรค์นี้ข้าไม่กินหรอก”
พลัน! เขาก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้ต่างจากเด็กทั่วไป เด็กน้อยอายุเท่านี้ ย่อมต้องร้องไห้งอแงซิ แต่เด็กคนนี้กลับไม่ร้องไห้งอแงเลย ซ้ำยังจุดเตาเผาเผือกอีกด้วย เขาจึงมองจ้องเด็กคนนั้นพลางถาม “เจ้าเป็นคนหรือเป็นผี?”
“เป็นคนซิ” จ้านเจียวตอบพลางพลิกเผือกในเตา ขอทานมองดูอยู่อย่างนั้นไม่ขยับไปไหน จ้านเจียวจึงหันไปถลึงตาใส่เขาพลางบอก “เจ้าอย่าแย่งข้านะ ไม่งั้นข้าจะเอาฟืนนี้ตีเจ้าให้ตาย”
นางขู่พลางขยับไม้ฟืนที่ติดไฟในเตา ขอทานแค่นเสียง “ชิชะ! ใครจะแย่งของมีพิษพรรค์นี้กัน”
จ้านเจียวเผาเผือกไปเรื่อยๆ จนเผือกหัวเล็กๆ สุกแล้วนางจึงเขี่ยพวกมันออกมากองไว้หน้าเตา แล้วนางก็หันไปมองขอทานอย่างระแวง กลัวว่าเขาจะแย่งของกินของนาง
“หึ! ข้าจะคอยดูเจ้าคันปากจนตาย” ขอทานเอ่ยอย่างโมโห ถึงเขาจะเป็นขอทานแต่ว่าของพรรค์นี้เขาไม่กินหรอก
จ้านเจียวพลิกเผือกหัวใหญ่เผาไปเรื่อยๆ จนมันสุกดีแล้วนางจึงเขี่ยมันออกมา จากนั้นนางก็ค่อยๆ บิเผือกหัวเล็กที่ไม่ร้อนจัดแล้วกินเนื้อข้างในทีละนิด…ทีละนิด
“หอม” ขอทานเอ่ยเมื่อได้กลิ่นหอมๆ จากเผือกเผา จ้านเจียวมองตาดุวาว ขอทานจึงบอกอย่างเย่อหยิ่งว่า “ของพรรค์นี้ข้าไม่กินหรอก ชิ!”
จ้านเจียวกินเผือกหัวเล็กๆ 4 หัวจนหมด นางก็อิ่มพอดี ตัวนางยังเล็กนักท้องจึงเล็กกินได้น้อย เผือกเผาหัวเล็กๆ 4 หัวนางจึงกินอิ่มเหลือหัวใหญ่นางจะเก็บไว้กินมื้อต่อไป นางเก็บเผือกหัวใหญ่ใส่อกเสื้ออย่างหวงแหน ขอทานมองดูรอดูเด็กน้อยร้องไห้เพราะคันปาก แต่เขารออยู่นานเด็กนี่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะคันปากเพราะถูกพิษเผือกเลย เขาจึงพึมพำ “หรือมันไม่ใช่เผือก?”
เขามองเด็กน้อยพลางถาม “เจ้าไปเอาหัวเผือกพวกนี้มาจากไหน?”
“หลังบ้าน” จ้านเจียวตอบ ขอทานจึงออกจากห้องครัวเดินไปดู เขาเห็นร่องรอยขุดดินข้างๆ กอเผือก เขามองดูกอเผือกใหญ่ๆ กอนั้นแล้วจับใบพิศดู “ก็เผือกนี่นา แล้วไยเด็กนั่นกินจึงไม่ถูกพิษล่ะ?”
จ้านเจียวที่กินอิ่มแล้วก็ง่วงนอนขึ้นมา นางจึงล้มตัวลงนอนขดข้างๆ เตาไฟที่ยังมีไฟลุกอยู่ ความอบอุ่นจากเตาไฟทำให้นางผล็อยหลับไป ขอทานเดินกลับไปที่ห้องครัวเห็นเด็กน้อยหลับอยู่หน้าเตาไฟ เขาจึงปลุกนาง “เจ้าๆ”
“อือ…” จ้านเจียวส่งเสียงอย่างสะลืมสะลือ ขอทานจึงบอก “คนในหมู่บ้านนี้ตายหมดแล้ว เจ้าก็ตามข้าไปขอทานเถอะ วันหน้าข้าแก่ตายเจ้าก็ฝังศพข้าเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ข้าล่ะกัน”
“อือ…” จ้านเจียวส่งเสียงสะลืมสะลืออีกครั้ง ขอทานคิดว่าเด็กน้อยตกลงแล้วเขาจึงอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา
“อือ…” จ้านเจียวหลับจึงไม่รู้ตัวเลยว่านางกำลังถูกขอทานพาตัวไป ขอทานอุ้มเด็กน้อยออกจากหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยศพ เขามุ่งหน้าไปยังสำนักยาจก ที่ซึ่งเขาเป็นเจ้าสำนัก
ครั้นค่ำมืด ขอทานก็หยุดพัก เขาวางเด็กน้อยลงนอนบนพื้นดินแล้วจัดแจงไปหากิ่งไม้แห้งมาก่อไฟให้ความอบอุ่นยามค่ำคืนที่อากาศหนาวเย็น โชคดีที่อากาศเพิ่งเริ่มจะเข้าสู่ฤดูหนาวจึงยังไม่หนาวเท่าไหร่ แต่ว่าอีกหน่อยย่อมมีหิมะตก เขาควรจะกลับถึงสำนักก่อนที่หิมะตกจะดีที่สุด
“อือ…” จ้านเจียวลืมตาตื่นขึ้นมา นางพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในห้องครัวก็ตกใจ “อ่ะ!”
นางลุกพรวดขึ้นนั่ง ครั้นมองไปเห็นขอทานคนนั้นนั่งอยู่ใกล้ๆ นางจึงขยับออกห่างจากเขาทันที “เจ้า!”
“มืดแล้ว คืนนี้พักที่นี่แหละ” ขอทานบอก จ้านเจียวกระถดตัวถอยหลังไปอีกพลางเอ่ยว่า “เจ้าจะเอาข้าไปขายซินะ”
“ขายอะไรกัน ข้าไม่ใช่โจร” ขอทานบอกพลางโยนกิ่งไม้ใส่กองไฟ จ้านเจียวแค่นเสียง “เฮอะ! คิดว่าข้าจะเชื่อเจ้ารึ เจ้าลักพาตัวข้ามา คิดจะเอาข้าไปขายแน่ๆ ข้าเชื่อเจ้าข้าก็โง่แล้ว”
“ลักพาอะไรกัน” ขอทานเอ่ย “เจ้ารับปากข้าแล้วว่าเมื่อข้าตายเจ้าจะฝังศพข้า เผากระดาษเงินกระดาษทองให้ข้า”
“รับปากอะไรกัน ข้าไม่เคยรับปากเจ้า” จ้านเจียวเถียงแล้วลุกขึ้นวิ่งหนีทันที ขอทานจึงรีบวิ่งตามไปจับตัวไว้ “อ่ะ! เจ้าอย่าหนีนะ!”
แต่ว่าจ้านเจียวอายุแค่ขวบกว่าๆ นางจึงวิ่งหนีไม่พ้น นางวิ่งไปได้ไม่ไกลก็ถูกขอทานตามทันจับตัวไว้ได้ นางจึงดิ้นสู้ “ปล่อยข้า! ปล่อยข้านะ! ปล่อย!”
“วะ! แรงเยอะจริง” ขอทานบ่นพลางจับเด็กน้อยไว้แน่น จ้านเจียวดิ้นสุดชีวิตทั้งตีทั้งเตะ แต่ว่าตัวนางเรี่ยวแรงน้อยนิดจึงไม่อาจทำให้ขอทานเจ็บจนต้องปล่อยนางได้เลย ขอทานกดเด็กน้อยลงพื้นแล้วฉีกชายเสื้อตัวเองออกมามัดมือมัดเท้าเด็กน้อยเอาไว้ จ้านเจียวถูกมัดเหมือนหมูตัวหนึ่งแล้วก็ถูกขอทานอุ้มพาดบ่ากลับไปที่กองไฟ เขาโยนเต็กน้อยลงตุบ!
“โอ๊ย!” จ้านเจียวร้องคำหนึ่ง ถลึงตามองขอทานอย่างโกรธแค้น
“เด็กอะไรไม่น่ารักเอาเสียเลย” ขอทานบ่นแล้วบอกว่า “ข้าไม่ได้เอาเจ้าไปขาย เจ้าวางใจได้”
“วางใจกับผีซิ” จ้านเจียวด่า ขอทานบ่น “จุ๊ๆ ไม่น่ารักเลยจริงๆ”
เขาบ่นแล้วจับเด็กน้อยมากอด จ้านเจียวดิ้นๆ “ปล่อยข้า! ปล่อยข้านะ!”
ขอทานไม่สนว่าเด็กน้อยจะดิ้นรนอย่างไร เขาล้มตัวลงนอนทั้งยังกอดเด็กน้อยเอาไว้แน่น กันไม่ให้เด็กน้อยแอบหนีไปได้ เขาถูกใจเด็กคนนี้แล้วจึงอยากจะให้เด็กนี่เป็นลูกบุญธรรมของเขา วันหน้าเขาตายจะได้มีลูกคอยเผากระดาษเงินกระดาษทองให้เขา
“ปล่อย!” จ้านเจียวดิ้นอยู่ในอ้อมแขนขอทาน มือนางสัมผัสตัวขอทานก็ชะงักไป “นี่!”
เนื้อตัวใต้เสื้อผ้าขาดๆ ของเขาไม่ได้ผอมแห้งอย่างที่นางคิดแม้แต่น้อย นางใช้มือที่ถูกมัดคลำๆ เนื้อตัวเขา จึงพบว่าเนื้อตัวเขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามอย่างคนที่ฝึกวรยุทธ์ นางที่เคยจับต้องเนื้อตัวผู้ชายมานักต่อนักแล้วในชาติก่อนจึงรู้ดีว่า ขอทานคนนี้ไม่ใช่ขอทานธรรมดาๆ อย่างที่นางเข้าใจ เขาเป็นคนมีวรยุทธ์!
เช่นนั้นเขาน่าจะเป็นโจร!
บางทีเขาอาจจะเป็นโจรพวกเดียวกับที่ปล้นหมู่บ้านนางก็ได้!
‘ข้าจะฆ่าเขาแก้แค้นให้ท่านพ่อท่านแม่!’ นางคิดในใจอย่างโกรธแค้น
จนรุ่งเช้า ไก่ขันดังแว่วมา ขอทานจึงตื่น จ้านเจียวก็ตื่นเช่นกัน นางดิ้นออกจากอ้อมแขนขอทาน ขอทานจึงรัดตัวเด็กน้อยเอาไว้แน่น พลางบ่น “ดื้อจริง”
“ปล่อยข้า!” จ้านเจียวตะคอก ถลึงตาจ้องเขาอย่างโกรธแค้น ขอทานลุกขึ้นนั่งแล้วปล่อยเด็กน้อยนอนอยู่บนพื้น จ้านเจียวถูกลมหนาวก็รู้สึกหนาวทันที “ฮัดชิ้ว!”
“หึ! โดนลมหน่อยก็จามซะแล้ว เด็กอย่างเจ้าหากข้าปล่อยไว้ที่หมู่บ้านนั้นคนเดียว ไม่เกิน 5 วันเจ้าก็คงอดตายแล้ว” ขอทานบอกแล้วอุ้มเด็กน้อยเข้ามาในอ้อมกอด จ้านเจียวดิ้นๆ “ข้าไม่มีทางอดตายหรอก”
“รับข้าเป็นพ่อบุญธรรมแล้วข้าจะให้เจ้ามีกินทุกมื้อ” ขอทานบอก “ขอเพียงเมื่อข้าตายเจ้าฝังข้าเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ข้าก็พอ”
“ฮึ! ใครจะรับโจรเป็นพ่อกัน” จ้านเจียวแค่นเสียงอย่างโมโห “เจ้ามันก็พวกเดียวกับโจรที่ปล้นฆ่าท่านพ่อท่านแม่ข้านั่นแหละ”
“ข้าเป็นขอทานไม่ใช่โจร” ขอทานบอก จ้านเจียวเถียง “ข้าเชื่อเจ้าก็โง่แล้ว”
“วะ! เจ้าเด็กนี่นี่!” ขอทานบ่นอย่างระอาใจ “น่าปล่อยให้ตายนัก”
“ก็ปล่อยข้าซิ” จ้านเจียวดิ้นๆ ขอทานยิ้มบางๆ “ข้าไม่ปล่อยเจ้าหรอก เจ้าต้องเป็นลูกบุญธรรมของข้า”
“มาๆ โขกหัวเรียกพ่อซิ” ขอทานกดศีรษะเด็กน้อยลง จ้านเจียวดิ้นสู้ แต่ว่าตัวนางจะสู้แรงผู้ใหญ่ได้อย่างไร อีกทั้งยังเป็นผู้ใหญ่ที่ฝึกวรยุทธ์ด้วย!
นางถูกเขากดศีรษะโขกกับอกเขาถึง 3 ครั้ง ขอทานปล่อยมือจากศีรษะเด็กน้อยแล้วบอกว่า “เจ้าเป็นลูกบุญธรรมข้าแล้ว ไป พวกเรากลับบ้านกัน”
“ข้าไม่เป็นลูกเจ้า ข้าไม่ไป เจ้าปล่อยข้า!” จ้านเจียวดิ้นสู้ ขอทานไม่สนใจ เขาอุ้มเด็กน้อยพาดบ่าแล้วลุกขึ้นเดินกลับสำนักไปอย่างอารมณ์ดี จ้านเจียวดิ้นไปตลอดทาง “ปล่อยข้า! ปล่อย!”
จนกระทั่งถึงสำนักยาจก ขอทานทั้งหลายเห็นเจ้าสำนักกลับมา พวกเขาก็ร้องว่า “เจ้าสำนักกลับมาแล้ว!”
“โอ้…เจ้าสำนักกลับมาแล้ว!” ขอทานร้องบอกต่อๆ กัน
จ้านเจียวที่ถูกอุ้มพาดบ่าเหมือนกระสอบข้าวได้แต่มองไปรอบๆ อย่างหวั่นกลัว นางเห็นขอทานเต็มไปหมด มองไปทางไหนก็มีแต่ขอทาน!
เจ้าสำนักหยุดที่กลางลานดินพลางบอกว่า “นี่คือลูกบุญธรรมของข้า วันหน้าเขาก็คือเจ้าสำนักน้อยของพวกเจ้า”
เจ้าสำนักใช้คำว่า ‘เขา’ เพราะคิดว่าเด็กน้อยเป็นเด็กผู้ชาย
“คารวะเจ้าสำนักน้อยขอรับ” ขอทานคุกเข่าลงกุมมือกล่าว คนอื่นๆ ก็คุกเข่าลงกุมมือกล่าว “คารวะเจ้าสำนักน้อยขอรับ”
“คารวะเจ้าสำนักน้อยเจ้าค่ะ”
“ฉลองๆ” เจ้าสำนักบอก ขอทานทั้งหลายลุกขึ้นส่งเสียงโห่ร้อง “เฮ้!”
จากนั้นขอทานทั้งหลายก็รีบไปเตรียมงานฉลองทันที
เจ้าสำนักอุ้มเด็กน้อยเข้าบ้าน จ้านเจียวมองบ้านหลังนั้นที่เต็มไปด้วยฝุ่นและไยแมงมุม สภาพเหมือนไม่ได้ปัดกวาดมาเป็นปีๆ นี่มันใช่ที่อยู่คนที่ไหนกัน!
เจ้าสำนักวางเด็กน้อยลงบนเก้าอี้ที่เต็มไปด้วยฝุ่น จ้านเจียวกระอักกระไอฝุ่นออกมาเมื่อฝุ่นฟุ้งเข้าจมูก “แค่กๆ”
เจ้าสำนักแก้เศษผ้าที่ใช้มัดเท้ามัดมือเด็กน้อยออก จ้านเจียวตั้งท่าจะวิ่งหนี เจ้าสำนักจับไหล่หมับ!
“อย่าหนี ถ้าเจ้ากล้าหนี ข้าจะโยนเจ้าลงไปในหลุมที่มีแต่งูพิษ” เขาขู่น้ำเสียงดุดันหน้าตาขึงขัง จ้านเจียวกลืนน้ำลายอึก!
นางไม่กล้าหนี!
“ดีๆ เด็กดี” เจ้าสำนักชมแล้วถามว่า “เจ้าชื่ออะไร?”
“จ้านเจียว” จ้านเจียวตอบ แม้ว่าตอนแรกนางจะไม่ชอบชื่อนี้ แต่ว่านี่เป็นชื่อที่ท่านพ่อในชาตินี้ตั้งให้ นางจึงคิดจะใช้ชื่อนี้ต่อไป
“เขียนอย่างไร?” เจ้าสำนักถามต่อ แล้วเขาก็เอ่ยว่า “อ่อ จริงซิ เจ้าคงยังเขียนไม่เป็นซินะ เด็กอย่างเจ้าจะเขียนเป็นได้อย่างไร ข้านี่ก็ลืมไปได้อย่างไร”
จ้านเจียวใช้นิ้วขีดบนโต๊ะข้างๆ ที่เต็มไปด้วยฝุ่น นางขีดเขียนชื่อตัวเองบนโต๊ะตัวนั้น เจ้าสำนักมองอย่างตกตะลึง “เจ้า!”
ลายมือเด็กน้อยไม่สวย แต่ว่าทุกขีดนั้นล้วนเขียนได้ถูกต้องเหมือนว่าเคยได้รับการสั่งสอนมาก่อน เขาจึงยิ้มชอบใจ “ดีๆๆ”
“พ่อเจ้าเป็นบัณฑิตหรือ?” เขาถามต่อ จ้านเจียวส่ายๆ หน้า บิดานางเป็นแค่ชาวนา เขาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ด้วยซ้ำ ตัวนางใช้ความทรงจำจากชาติที่แล้วต่างหาก นางยังตั้งใจว่าอีกหน่อยโตขึ้นนางจะต้องหัดเขียนตัวอักษรให้สวยๆ เหมือนบัณฑิตให้ได้
“เช่นนั้นเจ้าคงเรียนกับคนในหมู่บ้านกระมัง” เจ้าสำนักเดาต่อ จ้านเจียวพยักหน้า “ในหมู่บ้านมีซิวไฉคนหนึ่ง”
“อืม” เจ้าสำนักส่งเสียงคำหนึ่ง หมู่บ้านนั้นมีซิวไฉคนหนึ่งเรื่องนี้เขารู้ดี เพราะว่าซิวไฉคนนั้นมักจะแบ่งซาลาเปาให้เขาเสมอยามที่เขาไปขอทานที่หมู่บ้านนั้น
“ท่านเจ้าสำนัก อาหารมาแล้วขอรับ” ขอทานร้องบอกพลางยกอาหารเข้าไปวางที่โต๊ะซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่น พวกเขาทยอยเข้ามาแล้วนั่งลงจนเต็มโต๊ะยาวตัวนั้น บางคนไม่มีที่นั่งก็นั่งกับพื้นอย่างไม่รังเกียจสักนิด
“อ่ะ ไม่เช็ดโต๊ะหน่อยหรือ?” จ้านเจียวถาม ขอทานบอก “เช็ดอะไรกัน เจ้าอย่าได้ทำลายธรรมเนียมของพวกเราเชียว”
“เอ่อ…” จ้านเจียวชะงักงันไป
“กินข้าวๆ ฉลองกันได้แล้ว” เจ้าสำนักบอก ขอทานทั้งหลายโห่ร้อง “เฮ้!”
แล้วพวกเขาก็คว้าอาหารด้วยมือที่สกปรกคนละหมุบ คนละหมับ ยัดใส่ปากอย่างตะกละตะกลาม จ้านเจียวมองอย่างอึ้งงันไป “เอ่อ…”
“กินซิลูกข้า” เจ้าสำนักคว้าน่องไก่ส่งให้ จ้านเจียวมองอย่างรังเกียจพลางส่ายๆ หน้า “เอ่อ…ไม่ล่ะ”
“หึ!” เจ้าสำนักแค่นเสียงคำหนึ่งแล้วหดมือไปยกน่องไก่นั้นกินเอง จ้านเจียวหิวจนท้องร้อง นางลูบๆ ท้องตัวเองพลันมือสะดุดกับบางสิ่งนางจึงเอาสิ่งนั้นออกมา มันคือเผือกเผาหัวนั้นนั่นเอง นางจึงบิเผือกออกแล้วกินเนื้อข้างใน อย่างน้อยเผือกนี่ก็น่าจะสะอาดกว่าอาหารพวกนั้นล่ะนะ
ไม่นานนักอาหารบนโต๊ะก็หมดเกลี้ยง จ้านเจียวกินเผือกไปได้ครึ่งหัว ขอทานคนอื่นๆ หันไปมองเจ้าสำนักน้อย เห็นเจ้าสำนักน้อยกินบางอย่างที่ไม่ใช่อาหารที่พวกเขาเตรียมมาจึงถาม “ท่านกินอะไรรึ?”
“เผือกเผาน่ะ” เจ้าสำนักตอบแทน ทุกคนตกใจ “ห๊ะ!”
“เผือกเผา! มันมีพิษนะ!” ขอทานคนหนึ่งอุทาน ขอทานอีกคนรีบบอกพลางแย่งเผือกเผา “มันกินไม่ได้! ท่านรีบคายออกมา!”
เผือกเผาถูกแย่งไปได้แล้วถูกโยนลงพื้นตุบ!
“อ่ะ!” จ้านเจียวมองเผือกที่ตกพื้นคลุกฝุ่นอย่างเสียดาย นางถลึงตาใส่คนที่แย่งเผือกของนางโยนทิ้ง “เจ้า!”
“มันมีพิษ กินไม่ได้ๆ” ขอทานคนนั้นรีบบอกอย่างเป็นห่วง จ้านเจียวจึงเถียง “มันกินได้!”
“กินไม่ได้!” ขอทานบอกเสียงดัง เขาจะปล่อยให้เจ้าสำนักน้อยกินของมีพิษได้อย่างไร!
“กินได้!” จ้านเจียวเถียงอีก ขอทานบอก “กิน…”
“พอๆ” เจ้าสำนักเอ่ยขัดขึ้นมา ขอทานคนนั้นจึงหยุดพูด
“เอาล่ะ แยกย้ายกันไปได้แล้ว” เจ้าสำนักบอก ขอทานจึงถอยออกไปพลางเก็บจานชามออกไปด้วยรวมทั้งเผือกเผาครึ่งหัวที่ตกพื้น
“ห้องข้าอยู่ไหน?” จ้านเจียวถาม เจ้าสำนักชี้ไปที่ประตูด้านหลังพลางบอก “เจ้าไปเลือกเอาเถอะ”
จ้านเจียวจึงไถลตัวลงจากเก้าอี้แล้วเดินไปที่ประตูนั้น เจ้าสำนักเดินตามไป จ้านเจียวเดินผ่านประตูนั้นไปจึงเห็นว่าด้านหลังนี้เป็นเรือนสี่ประสาน เรือนที่นางอยู่เมื่อกี้คือเรือนหน้า นางจึงเดินไปดูเรือนแต่ละเรือน แล้วนางก็เลือกเรือนหลังหนึ่ง “ข้าเอาเรือนนี้แหละ”
“ได้” เจ้าสำนักบอก จ้านเจียวจึงบอก “ให้คนมาปัดกวาดซิ ข้าจะได้นอนซะที”
“ปัดกวาดอะไรกัน ธรรมเนียมของสำนักเราไม่ปัดกวาดหรอกนะ” เจ้าสำนักบอก จ้านเจียวอ้าปากค้าง “หา!”
นางมองเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยฝุ่นแล้วหันไปมองหน้าพ่อบุญธรรมที่นางจำใจรับมาพลางด่าว่า “สกปรกจริงๆ บ้านข้าแม้จะเป็นกระท่อมก็ยังสะอาดกว่าที่นี่เสียอีก”
“ตอนนี้เจ้าเป็นเจ้าสำนักน้อยแล้ว เจ้าก็ควรปฏิบัติตามธรรมเนียมของสำนักเถอะ” เจ้าสำนักบอก
“ยี้!” จ้านเจียวยี้ปากอย่างยอมรับไม่ได้ นางจึงเดินไปหาผ้าเก่าๆ มาแล้วหาของใส่น้ำ นางหาได้เป็นชามใบหนึ่งที่นางพอจะยกเองได้ ส่วนถังไม้นั้นนางยกไม่ไหว มันใหญ่กว่าตัวนางเสียอีก นางเดินไปตักน้ำแล้วใช้ผ้าเก่าๆ ชุบน้ำแล้วค่อยๆ เช็ดถูห้องของนาง
“หึ! เจ้านี่นะ” เจ้าสำนักแค่นเสียงแล้วเดินไปที่ห้องของเขา
กว่าจ้านเจียวจะเช็ดถูห้องนอนจนสะอาดนางก็เหนื่อยจนเหงื่อท่วมตัวไปหลายรอบแล้ว ครั้นมองดูห้องนอนที่สะอาดสะอ้านขึ้นมาหน่อยนางจึงพอใจโยนผ้าลงชามน้ำที่สกปรกดำปี๋ ขนาดว่านางเปลี่ยนน้ำไปหลายรอบแล้ว น้ำยังดำอยู่เลย หากว่านางโตกว่านี้คงไม่เหนื่อยขนาดนี้หรอก
นางเหนื่อยจนนั่งพิงข้างเตียงแล้วผล็อยหลับไป “ฟี้—”
เจ้าสำนักไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากเรือนข้างๆ จึงเดินไปดู เขาเห็นลูกบุญธรรมหลับอยู่ข้างเตียงจึงอุ้มนางขึ้นไปนอนบนเตียงดีๆ เขาหยิบผ้าห่มที่ถูกดึงลงจากเตียงขึ้นมาห่มให้นาง
Chapter 3 ความเปลี่ยนแปลงของสำนักยาจก
“ฮัดชิ้ว!” จ้านเจียวจามทั้งๆ ที่ยังหลับเพราะฝุ่นจากผ้าห่มฟุ้งเข้าจมูก “ฮัดชิ้ว!”
นางลืมตาขึ้น พลางจามอีก “ฮัดชิ้ว!”
นางเห็นพ่อบุญธรรมห่มผ้าให้นางจึงผลักผ้าออก “มันสกปรก ฮัดชิ้ว!”
“อากาศหนาวต้องห่มผ้า” เจ้าสำนักบอก จ้านเจียวจามอีก “ฮัดชิ้ว! ข้ายอมนอนหนาวดีกว่าห่มผ้าสกปรกๆ นี่ ฮัดชิ้ว!”
“เฮอะ! อ่อนแอซะจริง” เจ้าสำนักด่า จ้านเจียวกลิ้งหนีผ้าห่มฝุ่นหนาผืนนั้น นางจามติดๆ กัน “ฮัดชิ้ว! ฮัดชิ้ว! ฮัดชิ้ว!”
เจ้าสำนักถือผ้าห่มผืนนั้นค้างอยู่ เขาขยับจะห่มให้อีก แต่พอเห็นนางจามไม่หยุดเขาจึงไม่ฝืนเอาผ้าห่มให้นาง เขาร้องเรียก “เด็กๆ”
“ขอรับ” ขอทานขานรับแล้วรีบเดินไปหาทันที เจ้าสำนักจึงสั่ง “เอาผ้านี่ไปซัก”
เขาโยนผ้าห่มให้ลูกน้อง ลูกน้องอึ้งงันไป “หา!”
“ฮัดชิ้ว! พวกนั้นด้วย” จ้านเจียวจามพลางชี้ไปที่เครื่องนอนที่เต็มไปด้วยฝุ่นที่นางดึงลงจากเตียง ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะเอาไปซักให้สะอาดเชียว
“เอ่อ…” ขอทานอึ้งงันไป เจ้าสำนักจึงสั่งน้ำเสียงดุ “ยังไม่รีบไปทำอีก!”
“อ่า…ขอรับๆ” ขอทานรับคำสั่งแล้วก้าวไปหอบเครื่องนอนออกไป
เจ้าสำนักมองตามแล้วหันไปมองลูกบุญธรรม เขาล้มตัวลงนอนบนเตียงที่ไร้ฟูกนอนพลางบอก “มาๆ คืนนี้ข้านอนกอดเจ้าไว้ก่อน”
จ้านเจียวจึงกลิ้งตัวไปหาพ่อบุญธรรม ยอมให้เขากอด อย่างน้อยก็ยังอุ่นหน่อย ดีกว่านางต้องนอนคนเดียวหนาวๆ
เมื่ออยู่ในอ้อมกอดอุ่นๆ จ้านเจียวก็หลับไป เจ้าสำนักมองลูกบุญธรรมตัวน้อยแล้วหลับตาลงนอนหลับ
จ้านเจียวอยู่ที่สำนักยาจกครบ 1 ปีแล้ว นางสูงขึ้นอีกหน่อยและยังก่อเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน ส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องที่นางต้องการให้คนในสำนักปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือนให้สะอาด ซักเสื้อผ้าให้สะอาดสะอ้าน ต่อให้เสื้อผ้าจะเก่าขาดเพียงใดก็ต้องซักให้สะอาด อาหารการกินก็ต้องสะอาดเช่นกัน ใครใช้มือสกปรกๆ จับของกินเข้าปากจะถูกนางไล่ตีจนกว่าจะไปล้างมือเสียก่อน บรรดาขอทานแห่งสำนักยาจกทุกข์ทรมานเพราะเรื่องนี้ไม่น้อย พวกเขาจึงไปร้องเรียนต่อเจ้าสำนักทุกวัน
“ท่านเจ้าสำนัก ท่านห้ามปรามเจ้าสำนักน้อยบ้างเถอะขอรับ พวกข้าไม่ไหวแล้วจริงๆ นะขอรับ” ขอทานคุกเข่ากุมมือร้องเรียน เจ้าสำนักนั่งอยู่ที่เก้าอี้พลางหยิบขนมกุ้ยฮวาใส่ปาก “เจ้าจะร้องไห้ไปไย นางทำเพื่อสุขภาพของพวกเจ้าทั้งนั้น ไม่ดีหรือไร?”
“ไม่ดีๆ หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปพวกเรายังจะเป็นสำนักยาจกอีกหรือขอรับ?” ขอทานบ่น
“เจ้าน่ะ ยังไม่ไปซักผ้าอีก” เสียงเล็กๆ ตวาดดังมา ขอทานทั้งหลายที่กำลังร้องทุกข์พลันสะดุ้งเฮือก!
พวกเขาหันไปมองข้างหลังก็เห็นเจ้าสำนักน้อยถือไม้เรียวไว้ในมือ นางเดินอาดๆ เข้ามา ทำให้พวกเขาแตกกระเจิงกันทันที “อ้า! เจ้าสำนักน้อยมาแล้ว!” / “มารน้อยมาแล้ว!”
พวกเขาวิ่งหนีไปคนละทิศคนละทาง ไม่กล้าอยู่รอเจ้าสำนักน้อยสักคนเดียว
“เฮอะ! เจ้าพวกนี้มาฟ้องอะไรอีกล่ะ?” จ้านเจียวเดินเข้าไปนั่งใกล้ๆ กับพ่อบุญธรรมแล้วบ่นว่า “พวกเขาขี้เกียจตัวเป็นขน สกปรกนัก!”
“สนุกพอหรือยัง?” เจ้าสำนักถาม จ้านเจียวพลันสะดุ้งเฮือก “ง่ะ!”
นางรีบเผ่นหนีทันที ตึกๆๆๆ…
เจ้าสำนักดีดเท้าทีหนึ่งก็เหินลอยไปหยุดตรงข้างหลังนาง เขาคว้าคอเสื้อนางหิ้วขึ้นมาแล้วเดินอาดๆ ออกไป
“เฮ้อ…” จ้านเจียวหน้างอคอตกอย่างยอมรับสภาพ นางสู้เขาไม่ได้จึงถูกเขาบังคับให้ฝึกวรยุทธ์ทุกวัน เพื่อที่วันหน้านางจะได้มีวรยุทธ์เอาไว้ปกป้องคนในสำนักได้ ฝึกวรยุทธ์ก็ดีอยู่หรอก แต่นี่นางเพิ่งอายุ 2 ขวบกว่าเองนะ รอให้นางอายุมากกว่านี้แล้วค่อยฝึกไม่ได้หรือไร! อ๊ากกกก…คอยดูเถอะแค้นเหล่านี้ข้าจะเอาคืนเป็นสิบเท่าร้อยเท่า!
หลังจากนั้นเจ้าสำนักก็สอนลูกบุญธรรมฝึกวรยุทธ์อย่างเข้มงวดจนจ้านเจียวเหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจตาย
วันเวลาผ่านไปอีกปี จ้านเจียวอายุ 3 ขวบกว่า นางเติบโตเป็นเด็กหญิงที่น่ารักยิ่งนัก นางเดินไปทางไหนคนในสำนักล้วนชื่นชมความน่ารักของเจ้าสำนักน้อยไม่ขาดปาก แต่พอนางไล่ตีคน บังคับให้พวกเขารักษาความสะอาด พวกเขาพลันแตกกระเจิงกันไปคนละทิศคนละทางทันที
บางครั้งเจ้าสำนักพาลูกบุญธรรมไปฝึกขอทาน แต่พอดูสภาพเสื้อผ้าที่นางสวมใส่แล้วเขาได้แต่ส่ายๆ หน้า นี่มันขอทานที่ไหนกัน มองอย่างไรก็เหมือนคุณหนูลูกผู้ดีมีสกุลชัดๆ แล้วอย่างนี้จะไปขอทานได้อย่างไร!
จ้านเจียวไม่ยอมเปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าสกปรกๆ เด็ดขาด นางยืนกรานจะสวมเสื้อผ้าสะอาดๆ ท่าเดียว ต่อให้พ่อบุญธรรมจะบังคับขู่เข็ญอย่างไรนางก็ไม่ยอมเปลี่ยน เจ้าสำนักทั้งขู่ทั้งทำโทษอย่างไรเจ้าลูกบุญธรรมตัวร้ายก็ไม่ยอมท่าเดียว!
ทำเขาปวดหัวยิ่งนัก ทั้งๆ ที่เจ้าเด็กนี่ชาติกำเนิดเป็นเพียงลูกชาวนาแท้ๆ ไยนางจึงได้ทำตัวเหมือนคุณหนูลูกผู้ดีมีสกุลเสียล่ะ เขาไม่ได้สอนให้นางเป็นลูกผู้ดีเลยนะ เขาสอนให้นางเป็นขอทาน แต่นางกลับอยากเป็นลูกผู้ดีมีเงิน อ๊ากกกก…
สำนักยาจกเปลี่ยนไปมากนับตั้งแต่จ้านเจียวไปอยู่ที่นั่น สภาพที่อยู่อาศัยสะอาดสะอ้านขึ้นมาก สภาพเสื้อผ้าของทุกคนในสำนักก็สะอาด เนื้อตัวพวกเขาไม่มีกลิ่นเหม็นเพราะถูกบังคับให้อาบน้ำทุกวัน ใครขี้เกียจจะถูกเจ้าสำนักน้อยไล่ตี พวกเขาก็เคยชินกับความสะอาดมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่อาจกลับไปทำตัวสกปรกอย่างเดิมได้อีก ความเปลี่ยนแปลงนี้จ้านเจียวพอใจมาก
วันเวลาผ่านไปอีกปีแล้ว จ้านเจียวอายุ 4 ขวบกว่า นางตามพ่อบุญธรรมไปขอทาน แต่เจ้าสำนักกลับขอทานใครไม่ได้สักคนเพราะว่าเนื้อตัวเขาสะอาดเกินไป แม้เขาจะใส่เสื้อผ้าขาดๆ แต่มันก็ยังสะอาดเกินไปอยู่ดี ไม่มีใครมองว่าพวกเขาเป็นขอทานอีก นี่ทำให้เจ้าสำนักอัดอั้นตันใจนัก “จบสิ้นแล้วๆ สำนักยาจกจบสิ้นแล้ว!”
“ท่านพ่อ หากท่านอยากขอทานให้ได้ท่านก็คลุกโคลนซิ ตัวจะได้สกปรกๆ หน่อย เท่านี้ท่านก็สามารถขอทานคนอื่นได้แล้ว” จ้านเจียวแนะนำอย่างไม่ใส่ใจนัก ต่อให้สำนักยาจกจะขอทานใครไม่ได้เลยนางก็ไม่เดือดร้อนเพราะนางวางแผนหาเงินไว้แล้ว คนในสำนักมีตั้งมาก ให้พวกเขาช่วยกันค้าขายไยจะทำไม่ได้ล่ะ นี่เป็นหนทางหากินที่สุจริตและมีเกียรติดีกว่าเป็นขอทานตั้งหลายเท่า
“ข้า…” เจ้าสำนักได้แต่ส่ายๆ หน้า จะให้เขาคลุกโคลนเหมือนเมื่อก่อน เขาก็ทำไม่ได้แล้ว เขาติดนิสัยรักสะอาดไปแล้ว!
ที่เป็นอย่างนี้เป็นเพราะเจ้ามารน้อยนี่เชียว บังคับให้เขาอาบน้ำทุกวัน ถ้าเขาไม่ยอมอาบนางก็ไม่ยอมให้เขาอุ้ม เขาที่ติดใจเนื้อตัวนุ่มนิ่มของนางแล้วไม่ให้เขากอด เขาทนไม่ได้จริงๆ
“ท่านพ่อ ในเมื่อขอทานไม่ได้แล้ว ไยท่านไม่คิดทำมาหากินอย่างอื่นล่ะ?” จ้านเจียวเอ่ย
“เฮอะ!” เจ้าสำนักจึงบ่น “จะทำมาหากินอะไรได้อีก นับตั้งแต่ข้าจำความได้ข้าก็เร่ขอทานกับเจ้าสำนักคนก่อนแล้ว”
“มือเท้าท่านก็มีครบ อีกทั้งยังเป็นวรยุทธ์ ท่านไปรับจ้างคุ้มกันตามร้านค้าของคนรวยทั้งหลายยังได้เลย” จ้านเจียวแนะนำ
“ไม่ล่ะๆ” เจ้าสำนักส่ายๆ หน้า “ข้าไม่ชอบมีเจ้านาย ข้าชอบชีวิตที่อิสระเสรี อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องฟังคำสั่งใคร คุ้มกันตามร้านอย่างเจ้าว่าทำข้าไร้อิสระ ไม่เอาๆ”
“เฮ้อ…” จ้านเจียวถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ แล้วนางก็เสนอว่า “เช่นนั้นพวกเราเปิดร้านขายข้าว ท่านคอยคุ้มกันร้านให้ข้า ข้าเก็บเงิน คนอื่นๆ ก็ขนข้าวเถอะ”
“ขายข้าว! เด็กอย่างเจ้าเนี่ยนะจะเปิดร้านขายข้าว นังหนูเจ้าฝันกลางวันแล้ว ฮ่าๆๆๆ…” เจ้าสำนักหัวเราะเยาะ จ้านเจียวโมโหจึงบอก “ท่านพนันกับข้าไหมล่ะ หากข้าเปิดร้านได้กำไร ท่านต้องทำตามที่ข้าบอกทุกอย่าง”
“แล้วถ้าเจ้าขาดทุนล่ะ?” เจ้าสำนักถาม จ้านเจียวจึงบอก “ข้าจะยอมล้างเท้าให้ท่านทุกคืนเลย”
“ได้ ตกลงตามนี้” เจ้าสำนักตกลงแล้วยิ้มบางๆ เด็กตัวกระเปี๊ยกแค่นี้ริอาจค้าขายแล้ว นางคิดว่าทำการค้าง่ายเหมือนกินข้าวหรือ เฮอะๆๆ…
“เช่นนั้นพวกเรากลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” จ้านเจียวบอก เจ้าสำนักจึงอุ้มจ้านเจียวขึ้นให้นางขี่คอเขาแล้วเดินกลับสำนักไป
เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว จ้านเจียวก็ให้พ่อบุญธรรมเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ไม่มีรอยขาด เจ้าสำนักยอมเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกไปหมุนตัวอวด “เป็นอย่างไร?”
“ดูดีหน่อย ค่อยมีท่าทางเหมือนเถ้าแก่หน่อย” จ้านเจียวชมแล้วไถลตัวลงจากเก้าอี้ คว้ามือเขาพลางเอ่ย “ไปได้”
“ไปไหน?” เจ้าสำนักถาม จ้านเจียวตอบ “ก็ต้องไปซื้อร้านซิ”
นางพูดแล้วก็บอกว่า “ท่านเอาเงินติดตัวไปมากๆ หน่อยล่ะ จะได้พอซื้อร้าน”
“อืม” เจ้าสำนักรับคำแล้วเดินไปเปิดหีบหยิบทองออกมาหลายสิบก้อน “เท่านี้พอไหมเจ้ามารน้อย?”
“พอ” จ้านเจียวพยักหน้า เจ้าสำนักยิ้มแล้วเก็บทองใส่ถุงผ้า ถุงผ้านี้เป็นฝีมือเจ้าลูกบุญธรรมเย็บให้เขา เขาชอบมันมาก ไม่เสียแรงที่เขาเลี้ยงนางเลย ฮ่าๆๆๆ…
จากนั้นสองคนพ่อลูกก็ออกจากสำนักไปที่ตลาด จ้านเจียวขี่คอพ่อบุญธรรม บอกให้เขาเดินดูให้ทั่วๆ ตลาด เจอร้านไหนกำลังประกาศขายพวกเขาก็เข้าไปถาม
จนกระทั่งไปเจอร้านหนึ่ง จ้านเจียวถามราคาแล้วตกลงซื้อทันที เพราะเจ้าของประกาศขายในราคาที่ถูกยิ่งนัก
“เจ้ามารน้อย ร้านนี้อยู่ติดกับร้านขายโลงศพ เจ้ายังจะซื้ออีกรึ เห็นชัดๆ ว่าแค่เริ่มต้นข้าก็เห็นลางขาดทุนแล้ว” เจ้าสำนักท้วงติง จ้านเจียวจึงบอก “รับรองว่าข้าทำไม่ขาดทุนแน่ เชื่อข้าซิ ท่านพ่อจ่ายเงินเถอะ”
เจ้าสำนักจึงจ่ายเงินให้เถ้าแก่ เถ้าแก่มอบหนังสือร้านให้แล้วรับเงินจากนั้นก็ขอตัวไปทันที เขาดีใจยิ่งนักที่ขายร้านได้ ตั้งแต่เขาเปิดร้าน เขาค้าขายขาดทุนมาตลอด เป็นเพราะร้านนี้อยู่ติดกับร้านขายโลงศพ ผู้คนจึงไม่มาแถวนี้เพราะกลัวว่าไออัปมงคลจากร้านขายโลงศพจะติดตัว
“เอ้า ร้านนี้เป็นของเจ้าแล้ว” เจ้าสำนักยื่นหนังสือร้านให้ลูกบุญธรรม จ้านเจียวยิ้มแฉ่งรับหนังสือมาดูอย่างพอใจ นางส่งคืนพลางบอก “ท่านเก็บไว้ดีๆ ล่ะ”
เจ้าสำนักรับคืนมายัดใส่อกเสื้อ จ้านเจียวจูงมือเขาเดินออกจากร้าน “ไปๆ มีร้านแล้วก็ต้องมีข้าว พวกเราไปซื้อข้าวกัน”
“ได้” เจ้าสำนักพยักหน้า ต่อให้ขายไม่ได้ก็ไม่เป็นไร คนในสำนักมีตั้งมาก เขาไม่กลัวว่าข้าวที่ซื้อมาจะเสียเปล่าสักนิด
จากนั้นสองพ่อลูกก็ซื้อเกวียนและวัวตัวหนึ่ง แล้วพาคนในสำนักตามไปด้วยอีก 5 คน ทุกคนล้วนเป็นผู้ชายรูปร่างแข็งแรง จ้านเจียวพาพวกเขาตระเวนไปตามหมู่บ้าน ขอซื้อข้าวเปลือกจากชาวบ้าน บางบ้านมีแบ่งขายน้อย บางบ้านมีแบ่งขายมาก จนเย็นค่ำจึงได้ข้าวเปลือกมาครึ่งเกวียน จ้านเจียวจึงให้ขนข้าวเปลือกกลับสำนักก่อน
หลังจากกินมื้อค่ำอิ่มแล้ว จ้านเจียวก็นั่งกินผลไม้อยู่ข้างๆ พ่อบุญธรรม แล้วเอ่ยแผนการขั้นต่อไปว่า “ท่านพ่อ ข้าอยากทำนา”
“หา!” เจ้าสำนักสำลักพ่นน้ำชาออกมา “แค่กๆ”
จ้านเจียวยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เขา เจ้าสำนักจึงรับผ้ามาเช็ดๆ ปาก จ้านเจียวจึงบอก “พวกเราเปิดร้านขายข้าว จะเอาแต่พึ่งพาข้าวจากที่อื่นไม่ได้ พวกเราต้องมีข้าวเป็นของตัวเอง ที่ดินรอบๆ สำนักเรารกร้างว่างเปล่า หากว่าถางที่ดินเหล่านั้นแล้วทำนา พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาข้าวจากคนอื่นอีก ข้าคิดจะให้คนในสำนักไปถางที่ดินพรุ่งนี้ แบ่งข้าวเปลือกไปปลูกครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งก็กระเทาะเปลือกเป็นข้าวสารแล้วเอาไปขายที่ร้าน”
“เจ้าเป็นเด็กแน่รึ?” เจ้าสำนักย้อนถาม เขาหรี่ตามองลูกบุญธรรมอย่างสงสัย ความสงสัยนี้ติดอยู่ในใจเขามาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่ที่เก็บเจ้าเด็กนี่มา เขารู้สึกว่านางไม่ใช่เด็กเลย ตัวเป็นเด็กแต่ความคิดอ่านล้วนเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง
“ข้าเป็นเด็กฉลาดไม่ดีหรือไร” จ้านเจียวบอก ไม่คิดจะบอกเขาเรื่องที่นางมีความทรงจำในชาติก่อน
“ดีๆๆ” เจ้าสำนักเอ่ยแล้วจ้องหน้าลูกบุญธรรม จ้านเจียวจึงหยิบขนมชิ้นหนึ่งยัดใส่ปากเขา “ท่านกินนี่ซิ อร่อยนะ”
“อุบ” เจ้าสำนักร้องคำหนึ่งแล้วเคี้ยวขนมที่ถูกยัดใส่ปาก เขารู้สึกว่าเจ้ามารน้อยนี่มีเรื่องปิดบังเขาอยู่ เขาจึงจับตาดูนาง อยากรู้ความลับของนาง
“ตกลงตามนี้ล่ะกัน พรุ่งนี้ข้าจะคัดคนไปถางที่ดิน ท่านอยู่ว่างๆ ก็ให้พวกผู้หญิงกระเทาะข้าวเปลือกไว้ด้วยล่ะ” จ้านเจียวบอกแล้วไถลลงจากเก้าอี้แล้วเดินกลับเรือนไป เจ้าสำนักมองตามพลางเอ่ยพึมพำว่า “นังหนู เจ้ามีความลับอะไรอยู่ คอยดูเถอะข้าจะต้องรู้ให้ได้ หึๆๆ…”
วันต่อมา จ้านเจียวก็คัดพวกผู้ชายไปถางที่ดินรกร้างรอบๆ สำนัก พวกผู้ชายไม่กล้าโอดครวญเลยเพราะหากพวกเขากล้าบ่น คงถูกมารน้อยเล่นงานไม่เลิกไม่ราเป็นแน่ ฮือๆๆๆ…
ส่วนเจ้าสำนักก็ให้พวกผู้หญิงช่วยกันกระเทาะเปลือกข้าว พวกผู้หญิงก็ทำงานไปพลางมองเจ้าสำนักอย่างชื่นชมหลงใหล “ฮื้อ…หล่อ”
นับตั้งแต่เจ้าสำนักรับมารน้อยนั่นเป็นลูกบุญธรรม เขาก็สะอาดสะอ้านขึ้นมาก มองแล้วไม่ต่างจากจอมยุทธ์ในยุทธภพสักเท่าไหร่ นี่ทำให้พวกนางมองเจ้าสำนักเหมือนอาหารตาปลอบประโลมจิตใจไม่มีผิด มีสตรีบางคนคิดปีนเตียงเจ้าสำนักกลับถูกเจ้าสำนักไล่ตะเพิดออกไปกลางดึก ทำให้พวกนางแค้นใจนักถึงขั้นโกรธแค้น แต่เมื่อจ้านเจียวรู้เรื่องนางก็ไปคุยกับผู้หญิงพวกนั้นว่า “เจ้ามีเงิน เจ้าก็ไปเที่ยวหอคณิกาซิ มีผู้ชายหล่อๆ อีกมากมายพร้อมจะปรนนิบัติเจ้า เจ้าไม่เคยได้ยินหรือมีเงินแล้วจ้างผีโม่แป้งยังได้เลย เจ้าอยากได้ผู้ชายอย่างไรที่หอคณิกาล้วนมีให้เจ้าเลือก ขอเพียงเจ้ามีเงินก็พอ ดังนั้นเจ้าอย่าได้ไปให้ค่าชายแก่อย่างพ่อบุญธรรมของข้าเลย เขาทำเรื่องอย่างว่าเป็นหรือไม่ยังไม่รู้เลย ไม่เช่นนั้นเขาจะยังโสดมาจนถึงทุกวันนี้หรือ”
พวกผู้หญิงฟังแล้วเหมือนบรรลุพระธรรมขึ้นมาทันที ใช่! นางมีเงินแล้วจะเลือกผู้ชายมาเอาใจไม่ได้เชียวหรือ โฮ๊ะๆๆๆ…
หลังจากนั้นพวกผู้หญิงก็ไม่สนใจคิดปีนเตียงเจ้าสำนักอีก พวกนางออกไปขอทานได้เงินมาก็แต่งเนื้อแต่งตัวสวยๆ แล้วไปเที่ยวหอคณิกาชายในเมืองอย่างมีความสุข
หลังจากคุมคนถางที่ดินเสร็จแล้ว จ้านเจียวก็นั่งเกวียนวัวออกไปซื้อข้าวเปลือกเพิ่ม นางไม่กลัวว่าข้าวจะขายไม่ออก ถึงอย่างไรในสำนักก็มีคนมาก แบ่งข้าวให้พวกเขาแลกกับแรงงานจากพวกเขา ข้าวแค่ ¼ เกวียนยังไม่พอเลี้ยงพวกเขาเลย ดังนั้นนางต้องซื้อข้าวเพิ่ม!
ทุกวัน จ้านเจียวจะออกไปตระเวนซื้อข้าว บางวันก็ได้มาน้อย บางวันก็ได้มามาก จนข้าวมีจำนวนมากพอนางจึงเริ่มเปิดร้านขายข้าว
วันแรกที่เปิดร้าน นางก็จุดประทัด ปังๆๆๆๆ…
ผู้คนมองดูร้านขายข้าวแห่งใหม่เปิดขึ้น แต่ก็ไม่มีใครอยากจะไปซื้อข้าวร้านนั้นอยู่ดีเพราะกลัวว่าไออัปมงคลจากร้านขายโลงศพจะติดตัว วันแรกจึงเงียบเหงาไม่น้อย เจ้าสำนักมองดูร้านที่เงียบเหงาเหมือนป่าช้าแล้วเอ่ยว่า “ข้าว่าร้านนี้ของเจ้าคงไปไม่รอดแน่”
“ฮึ! ข้าจะทำให้มันรอด” จ้านเจียวกัดฟันเอ่ยอย่างมุ่งมั่น นางตบๆ มือ แปะๆๆๆ
พลัน! สตรีหลายคนก็เดินออกไป พวกนางถือน้ำชารินแจกผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา พลางร้องเรียก “เร่เข้ามา…เร่เข้ามา…ร้านเรามีน้ำชาแจก เชิญพวกท่านดื่มชาชมการแสดงเจ้าค่ะ”
สตรีคนหนึ่งแต่งตัวทาหน้าเหมือนนักแสดงงิ้ว นางยืนร้องงิ้วอยู่หน้าร้าน บุรุษอีกคนก็ก้าวไปยืนร้องงิ้วคู่กับนาง แสดงท่าทางตามบทละครที่เจ้าสำนักน้อยมอบให้ เป็นเรื่องราวของสาวชาวบ้านกับบัณฑิตยากจนรักใคร่กัน จนวันหนึ่งบัณฑิตยากจนสอบติดจอหงวนก็ถูกหมายตาให้เป็นลูกเขยขุนนางใหญ่ จอหงวนจึงฆ่าสาวชาวบ้านคนนั้น เรื่องราวตัดจบที่สาวชาวบ้านกลายเป็นผีร้าย
“หากทุกท่านอยากดูต่อพรุ่งนี้เชิญมาดูต่อนะเจ้าคะ” สตรีที่แจกน้ำชาเอ่ยแล้วถอยกลับไป ผู้คนที่ยืนชมงิ้วรู้สึกค้างคา ย่อมอยากดูต่อ พวกเขาแยกย้ายกลับไปพลางพูดถึงละครที่ร้านขายข้าวร้านใหม่แสดงให้ชมอย่างปากต่อปาก ข่าวนี้แพร่ออกไปเหมือนไฟลามทุ่ง
ทำให้วันต่อมา มีผู้คนไปรอชมงิ้วหน้าร้านขายข้าวไม่น้อยเลย จำนวนคนน่าจะประมาณครึ่งตลาดได้กระมัง จ้านเจียวมองผลลัพธ์นี้อย่างพอใจ สตรีนักแสดงงิ้วกับบุรุษนักแสดงจึงออกไปร้องงิ้วต่อ ผีร้ายที่ถูกฆ่าตามรังควานจอหงวนคนใหม่จนเขากลายเป็นบ้า สุดท้ายถูกถอดถอนตำแหน่งจอหงวนไป ชีวิตตกอับ ผีร้ายจึงไปสู่สคติได้เสียที
ผู้คนตบมือชอบใจ “เยี่ยม!”
สตรีแจกน้ำชาจึงเอ่ยว่า “วันพรุ่งนี้ร้านเรามีการแสดงเรื่องใหม่ เชิญทุกท่านรอชมนะเจ้าคะ”
“โอ้ ดีๆๆๆ…” ผู้คนชอบใจ ตั้งใจว่าวันพรุ่งนี้จะมารอดูงิ้วอีก บางคนก็ซื้อข้าวจากร้านหงเจียวกลับไปด้วย จ้านเจียวพอใจผลลัพธ์มาก
เจ้าสำนักกระซิบชม “เจ้าทำดีมาก เจ้าคิดแผนนี้ได้อย่างไร?”
“ก็ข้าฉลาดนี่” จ้านเจียวเอ่ยอย่างยกหางตัวเอง หยิบขนมขึ้นกินพลางมองดูคนที่ซื้อข้าว นางขายข้าวราคาเท่ากับร้านอื่นๆ ไม่คิดจะขายราคาต่ำกว่าเพื่อแย่งลูกค้า เพราะการทำเช่นนั้นไม่เป็นผลดีกับร้านนางเลย มีแต่จะผูกใจเจ็บกับเจ้าของร้านอื่นเสียมากกว่า นางจึงใช้การแสดงมาดึงดูดลูกค้าแทน ในเมื่อพวกเขามาชมงิ้วแล้วจะไม่คิดซื้อข้าวจากร้านนางเลยหรือ ย่อมต้องมีคนซื้อบ้างซิ
“พรุ่งนี้งิ้วเรื่องอะไรรึ?” เจ้าสำนักถามอย่างอยากรู้ จ้านเจียวบอก “ท่านก็รอดูพรุ่งนี้ซิ”
Chapter 4 ศัตรูพบกันบนทางแคบ
“วะ เจ้ามารน้อยนี่ ข้าเป็นพ่อเจ้านะ” เจ้าสำนักด่าอย่างโมโห จ้านเจียวไม่สนใจว่าเขาจะโมโหอย่างไร นางกินขนมพลางเก็บเงินค่าขายข้าวใส่ลิ้นชักอย่างสบายอกสบายใจ พอดีกับร้านข้างๆ คิดจะขายร้านเพราะเจ้าของแก่จนทำไม่ไหว จ้านเจียวจึงซื้อร้านข้างๆ เอาไว้แล้วเปิดเป็นร้านน้ำชาซะเลย ไหนๆ นางก็มีคนแจกน้ำชาแล้ว คนแสดงงิ้วก็มีแล้ว นางเปิดร้านน้ำชาหาเงินย่อมขายน้ำชาดีแน่นอน โฮ๊ะๆๆๆ…
สำนักยาจกจึงเปลี่ยนไปนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป ผู้คนในสำนักมีชีวิตที่สุขสบายขึ้นมาก พวกเขายกย่อมเจ้าสำนักน้อยประหนึ่งเทพธิดาอย่างไรอย่างนั้น ไม่ว่ามารน้อยจะสั่งให้พวกเขาทำอะไรพวกเขาล้วนทำตามอย่างเต็มใจ จ้านเจียวก็ไม่เอาเปรียบคนอื่น คนอื่นทำงานให้นาง นางก็จ่ายค่าแรงให้พวกเขา ซ้ำยังมีสินน้ำใจพิเศษอีกด้วย บางครั้งก็เลี้ยงอาหารมื้อใหญ่ บางครั้งก็มอบเสื้อผ้าชุดใหม่ให้พวกเขา ทำให้พวกเขาเทิดทูนมารน้อยยิ่งนัก
วันเวลาผ่านไป จ้านเจียวเติบโตขึ้นมาก จากเด็กน้อยในวันวานกลายเป็นสาวงามผ่านวัยปักปิ่นที่เจ้าสำนักหวงยิ่งนัก ใครเกี้ยวลูกบุญธรรมของเขาเป็นได้ถูกเขาไล่ตะเพิดออกไปหมด จ้านเจียวจึงไม่อาจไปนั่งเก็บเงินที่ร้านได้อีกต่อไป นางฝึกคนในสำนักที่ไว้ใจได้ให้คุมร้านแทนนาง ส่วนตัวนางก็ออกไปท่องเที่ยวหาซื้อสินค้าตามที่ต่างๆ แทน เจ้าสำนักก็ไปกับนางด้วย เขาไม่ไว้ใจให้นางไปท่องยุทธภพตามลำพังกับคนคุ้มกันแค่ไม่กี่คน จ้านเจียวก็ไม่ขัดข้องที่พ่อบุญธรรมเดินทางไปด้วย ดีเสียอีกที่เขาไปด้วย นางจะได้นอนหลับอย่างสบายใจไม่ต้องกลัวว่าใครจะทำมิดีมิร้ายกับนาง เกิดชาติใหม่นี้นางรักนวลสงวนตัวยิ่งนัก นางตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องแต่งงานกับคนดีๆ ที่รักนางและซื่อสัตย์กับนางเท่านั้น พวกผู้ชายหลายใจทั้งหลายนางไม่คิดชายตาแลเลย
รถม้าแล่นไปตามทาง จ้านเจียวนั่งชมวิวข้างทางพลางเอ่ย “พวกเราจะไปซีเป่ยกัน ทางนู้นหนาวมาก แต่ว่าขนสัตว์หนังสัตว์มีมาก ข้าคิดว่าจะซื้อขนสัตว์หนังสัตว์กลับไปให้มากหน่อย ท่านพ่อคิดเช่นไร?”
“เอาตามเจ้าว่าเลย” เจ้าสำนักเห็นด้วย หลายปีมานี้เขาให้นางคุมการเงินของสำนัก คุมเรื่องทำมาค้าขาย นางก็สามารถทำเงินได้มากมาย ร้านไหนๆ ล้วนรุ่งเรืองทุกร้าน นางเป็นดั่งเทพโชคลาภของสำนักเขาจริงๆ
“หยุด!” สารถีร้องพลางรั้งม้าเอาไว้ ทำให้รถม้าหยุดลง เจ้าสำนักถาม “มีอะไรรึ?”
“ท่านเจ้าสำนัก ดูเหมือนว่าข้างหน้ามีคนสู้กันอยู่ขอรับ” สารถีบอก เจ้าสำนักจึงเลิกม่านหน้าต่างแล้วชะโงกหน้าออกไปมอง จ้านเจียวก็ชะโงกหน้าไปนอกหน้าต่างอีกฝั่งของรถม้า “โอ้ มีคนสู้กันอยู่จริงๆ ด้วยท่านพ่อ”
“พวกเราอยู่ห่างๆ ตรงนี้แหละ อย่าเข้าไปยุ่งกับพวกนั้นเลย” เจ้าสำนักบอก คนอื่นๆ รับคำ “ขอรับ”
จ้านเจียวเองก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเช่นกัน แต่เมื่อนางมองดูคน 2 กลุ่มที่กำลังสู้กันอยู่ นางก็อุทานออกมา “องค์ชายสาม!”
ใช่ หนึ่งในคนที่นั่งอยู่บนหลังม้าคือองค์ชายสาม คนที่สั่งฆ่านางในชาติก่อน นางเห็นเขาแล้วจึงเกิดความแค้นท่วมหัวใจขึ้นมาทันที
“หือ?” เจ้าสำนักได้ยินเสียงจ้านเจียวอุทาน เขาจึงหันไปมองนางพลางถาม “เจ้ารู้จักองค์ชายสามรึ?”
“รู้จักซิ เจ้าสารเลวนี่…” จ้านเจียวชะงักไปไม่พูดต่อ คำว่า ‘มันฆ่าข้า’ ถูกกลืนลงคอไป อีกทั้งต่อให้คนๆ นั้นจะกลายเป็นศพ นางก็จดจำมันได้แม่นยำแน่นอน!
เจ้าสำนักชะโงกมองออกไปอีกครั้งแล้วมองดูคนที่นั่งอยู่บนหลังม้าและกลุ่มคนที่กำลังสู้กันอยู่บนพื้น ดูเหมือนว่า 2 ฝ่ายจะเป็นศัตรูกัน
ฝ่ายองค์ชายสามกำลังได้เปรียบ ส่วนอีกฝ่ายกำลังเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด
จ้านเจียวเองก็เห็นสถานการณ์ของทั้ง 2 ฝ่ายชัดเจนเช่นกัน นางยังไม่ทันคิดอะไร องค์ชายสามก็หันหน้ามาทางนางพอดี เขาเห็นรถม้าจอดอยู่ไกลๆ ไม่เคลื่อนเข้ามาใกล้ เขาจึงสั่งองครักษ์ว่า “ไปฆ่ามันซะ”
“พะย่ะค่ะ” องครักษ์รับคำสั่งแล้วควบม้าทะยานไปหารถม้าทันที
“อ่ะ พวกนั้นมาทางนี้แล้ว” สารถีร้องบอก เจ้าสำนักจึงสั่ง “สู้ซิ เจ้าจะรอให้ถูกฆ่ารึไง”
“อ่า ขอรับๆ” สารถีรับคำสั่งแล้วตั้งท่าสู้ คนคุ้มกันคนอื่นๆ ก็ตั้งท่าสู้เช่นกัน พวกเขาเป็นเด็กที่เติบโตมาพร้อมกับเจ้าสำนักน้อย ถูกเจ้าสำนักสอนวรยุทธ์ให้พร้อมกับเจ้าสำนักน้อย หน้าที่ของพวกเขาคือคุ้มกันเจ้าสำนักน้อย ต่อให้พวกเขาต้องตายก็ต้องคุ้มกันนางให้ปลอดภัยให้ได้!
“ฮึ! ศัตรูพบกันบนทางแคบจริงๆ” จ้านเจียวแค่นเสียงแล้วหยิบดาบออกมา เจ้าสำนักก็หยิบดาบออกมาถือไว้เช่นกัน ทั้งคู่ออกจากรถม้าลงไปยืนบนพื้นดิน ตั้งท่าเตรียมสู้ เมื่อองครักษ์ควบม้ามาถึง คนคุ้มกันก็หนีบท้องม้าแล้วฟันดาบออกไป
เคร้ง! ดาบปะทะกระบี่จนเกิดประกายไฟแลบแปร๊บ องครักษ์เมื่อประมือไป 1 กระบวนท่าจึงรู้ว่าศัตรูไม่ใช่พวกไก่อ่อน เขาจึงระวังตัวมากขึ้นทันที ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตั้งตัวดีๆ คนคุ้มกันอีก 2 คนก็ทะยานดีดตัวจากหลังม้าพุ่งเข้ารุมองครักษ์คนนั้น
เคร้ง!ๆ ดาบปะทะกระบี่ องครักษ์ต้านดาบไว้ได้ แต่ก็ไม่ทันจะต้านดาบอีกเล่มที่พุ่งเข้ามา ดาบจึงฟันแขนเขาเสียงดาบกระทบเกราะแขนดังเคร้ง!
โชคดีที่เขาใส่เกราะ ไม่เช่นนั้นคงถูกฟันแขนไปแล้ว เขาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันแล้ว ตะโกนอย่างโมโหว่า “รุมเรอะ!”
“เฮอะ! การศึกไม่หน่ายเล่ห์” จ้านเจียวแค่นเสียงเยาะ ใครบอกว่าการต่อสู้ต้องเป็น 1 ต่อ 1 ล่ะ
องครักษ์จึงเป่าปาก “วี๊ดดดด—”
องครักษ์คนอื่นๆ ที่คุ้มกันองค์ชายสามจึงแบ่งกำลังคนไปจัดการรถม้าคันนั้น องครักษ์ 5 คนจึงขี่ม้าไปทางรถม้าดวงกุดที่โผล่เข้ามา
“สู้!” จ้านเจียวตะโกนบอก คนคุ้มกันทั้งหมดจึงตั้งท่าเตรียมรับศึกอย่างแข็งขันแล้ว “ย๊าก!”
เมื่อองครักษ์ขี่ม้าพุ่งมา คน 2 ฝ่ายจึงเข้าสู้กันจนฝุ่นคลุ้งไปหมด เคร้ง!ๆๆๆ…
เสียงอาวุธปะทะกันดังลั่น ยังไม่มีฝ่ายไหนได้เปรียบเสียเปรียบ แต่ว่ายิ่งสู้พวกองครักษ์กลับเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะพวกจ้านเจียวคอยโยนผงพริกสาดใส่หน้าองครักษ์เรื่อยๆ ก่อกวนจนพวกองครักษ์แสบตาแสบหน้าไปหมดแล้ว พวกนั้นสบถด่า “อ๊าก! สารเลว!” / “โอ๊ย! ไร้ยางอายยิ่งนัก!” / “อ้า! พวกเจ้าเล่นสกปรก!”
“เฮอะ! นี่เรียกว่าการศึกไม่หน่ายเล่ห์ต่างหาก” จ้านเจียวแค่นเสียงเยาะ นางเป็นแค่สตรีตัวเล็กๆ คนหนึ่ง จะให้สู้กับพวกผู้ชายตัวโตๆ นางจะสู้ไหวได้อย่างไร ดังนั้นนางจึงพกของเสริมอย่างเช่นผงพริก ประทัด ฯลฯ ติดตัวเอาไว้ตลอดเวลา เวลาสู้ไม่ได้ขึ้นมานางก็อาศัยของเหล่านี้เอาตัวรอดได้ คนคุ้มกันได้เรียนรู้เล่ห์เหลี่ยมจากนางไปไม่น้อย พวกเขาเองก็พกของพวกนี้เช่นกัน ผงพริกที่พวกเขาใช้ล้วนทำจากพริกเม็ดเล็กที่รสเผ็ดยิ่งนัก โดนแค่นิดเดียวก็แสบหน้าแสบตาแล้ว
“วิธีของมารน้อยเยี่ยมจริงๆ ฮ่าๆๆๆ…” คนคุ้มกันคนหนึ่งหัวเราะชอบใจพลางฟันดาบตัดคอองครักษ์ที่กำลังแสบตาจนลืมตาไม่ขึ้น ฉั๊วะ!
ศีรษะองครักษ์ตกลงพื้น เลือดสาดกระจาย ตัวคนก็ร่วงตกจากหลังม้าตุบ!
ฉั๊วะ!ๆๆๆๆ…องครักษ์คนอื่นๆ ก็ถูกฟันคอจนศีรษะขาดจากลำตัว เลือดสาดกระจายไปทั่ว ตัวคนก็ร่วงตกจากหลังม้า ตุบ!ๆๆๆๆ…
องค์ชายสามเห็นองครักษ์ตายจึงบุ้ยปากสั่งองครักษ์ที่เหลือ พวกเขาจึงพุ่งไปหารถม้าดวงกุดนั่นทันที
“ระวัง! พวกมันมาอีกแล้ว” สารถีตะโกนบอก พวกจ้านเจียวมองไปแล้วตั้งท่าสู้
“มากี่คนก็ฆ่าให้หมด” จ้านเจียวตะโกนสั่ง ในเมื่อเป็นศัตรู จะให้นางเก็บไว้บูชาหรือไร ไม่มีทางซะล่ะ ชิ!
“ฆ่า!” เจ้าสำนักตะโกนสั่ง พลางพุ่งนำหน้าไปสู้กับองครักษ์ที่ควบม้าเข้ามาทางพวกเขา
เคร้ง!ๆๆๆๆๆ… การต่อสู้รอบที่ 2 เริ่มขึ้น จ้านเจียวก็ล้วงเอาประทัดจุดแล้วโยนใส่องครักษ์พวกนั้น ปัง!ๆๆๆ…
“อ่ะ!” พวกองครักษ์ตกใจ และเพราะความตกใจเพียงนิดพวกเขาก็ถูกเอาชีวิตไปแล้ว ฉั๊วะ!ๆๆๆๆๆๆ…
พวกจ้านเจียวไหนเลยจะพลาดโอกาสทองไป ทันทีที่พวกองครักษ์ตกใจพวกเขาก็ตวัดดาบปลิดชีวิตองครักษ์พวกนั้นแล้ว บางคนคอขาด บางคนถูกฟันคอเกือบขาด เลือดสาดกระจายเต็มไปหมด ตัวองครักษ์ก็ร่วงตกจากหลังม้าตุบ!ๆๆๆๆ…
“ก่อกวนได้ดี!” เจ้าสำนักชมพลางยิ้มให้ลูกบุญธรรม จ้านเจียวยิ้มรับ ขณะเดียวกันศัตรูขององค์ชายสามก็ฉวยโอกาสหนีไป องค์ชายสามเห็นพวกนั้นหนีไป เขาจึงสั่งองครักษ์ว่า “ตาม!”
แน่นอนว่าเขาไม่สนใจรถม้าที่โผล่เข้ามานั่นหรอก สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือชีวิตของศัตรูของเขาต่างหาก หากว่าปล่อยให้พวกมันรอดไปได้ วันหน้าพวกมันย่อมเป็นภัยต่อเขาชนิดไม่ตายไม่เลิกราแน่นอน ดังนั้นรถม้านั่นปล่อยไปก่อนก็ได้!
“เฮ้ๆ พวกมันไปกันแล้ว” สารถีร้องตะโกน เจ้าสำนักมองแล้วเอ่ยว่า “ไปแล้วก็ดี”
“เฮ้อ…ข้าคิดว่าจะต้องตายอยู่ที่นี่ซะแล้ว” คนคุ้มกันถอนหายใจโล่งอก พวกเขาออกจากเมืองยังไม่ทันไรก็ต้องเจอเรื่องแบบนี้ซะแล้ว หรือว่าตอนออกจากสำนักพวกเขาดูฤกษ์ยามผิดไป?
“เฮอะ! แค่นี้เจ้าก็ใจฝ่อแล้วรึ” เจ้าสำนักเยาะหยัน คนคุ้มกันได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ “แหะๆ”
“ไปเถอะ” จ้านเจียวบอกแล้วขึ้นรถม้า สารถีจึงถามว่า “ไปข้างหน้าหรือ?”
ไปข้างหน้าก็คือตามคนพวกนั้นไปน่ะซิ หากว่าคนพวกนั้นดักอยู่ข้างหน้านี่ไม่ใช่ว่าพวกเขาเอาตัวไปให้ศัตรูถึงที่เลยหรือ?
“เจ้าไปข้างหน้าคนเดียวซิ กลับรถม้าซิแล้วย้อนกลับไปทางเดิมก่อนแล้วค่อยไปทางแยกทางซ้าย ไหนว่าเจ้ารู้เส้นทางอย่างไรล่ะ ไยเรื่องแค่นี้เจ้ายังไม่รู้อีก เจ้าหลอกข้ารึ?” เจ้าสำนักดุ สารถีได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ “แหะๆ ท่านเจ้าสำนักอย่าเพิ่งโมโห อย่าเพิ่งโมโหเลย”
“ชิ!” เจ้าสำนักแค่นเสียงคำหนึ่ง หากไม่ใช่เพราะว่าออกมาไกลแล้วเขาคงกลับไปเปลี่ยนคนขับรถม้าใหม่แน่ จ้านเจียวจึงลูบๆ มือพ่อบุญธรรมพลางเอ่ย “เอาเถอะๆ เขาอยากมาด้วยก็ปล่อยเถอะ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนที่ขับรถม้าเก่งที่สุดแล้ว ไม่รู้เส้นทางก็ไม่เป็นไร ท่านรู้เส้นทางท่านก็คอยบอกทางให้เขาก็ได้ จะย้อนกลับไปที่สำนัก เกรงว่าวันนี้คงไม่ต้องไปไหนกันแล้ว”
“รอไว้กลับสำนักแล้วข้าจะให้เขาไปล้างหลังคาให้เข็ดเชียว” เจ้าสำนักคาดโทษ สารถีได้แต่ยิ้มประจบ “เจ้าสำนักเมตตาด้วยเถิด”
จากนั้นรถม้าก็ย้อนกลับไปทางเก่า จนถึงทางแยกรถม้าจึงไปทางแยกทางซ้าย ซึ่งเป็นเส้นทางสายเล็กกว่า ไม่ค่อยมีคนสัญจรผ่านไปผ่านมา บางครั้งมีไก่ป่าตีปีกบินผ่านไป เจ้าสำนักจึงขว้างมีดสั้นออกไป ฉึก!
“กระต๊าก—” ไก่ดวงกุดตัวนั้นร้องลั่นแล้วตกลงพื้นตุบ!
“ท่านพ่อเก่งจริงๆ” จ้านเจียวชมพลางตบมือแปะๆ เจ้าสำนักยิ้มหน้าเชิดขึ้นพลางสั่งคนคุ้มกัน “เจ้าไปเก็บไก่มา”
“ขอรับ” คนคุ้มกันจึงตามไปเก็บไก่ป่ามาแล้วขี่ม้าตามรถม้าไป
รถม้าวิ่งไปจนกระทั่งตะวันเคลื่อนตรงศีรษะ รถม้าจึงหยุดพักชั่วคราว เจ้าสำนักกับจ้านเจียวลงจากรถม้า สารถีก็พาม้าไปกินหญ้า คนคุ้มกันก็เตรียมอาหารกลางวันอย่างง่ายๆ เมื่ออุ่นซาลาเปาไส้เนื้อจนร้อนแล้วคนคุ้มกันก็ส่งซาลาเปาไส้เนื้อให้เจ้าสำนัก “ท่านเจ้าสำนัก”
“อืม” เจ้าสำนักรับซาลาเปาไส้เนื้อมากิน คนคุ้มกันส่งซาลาเปาให้เจ้าสำนักน้อย “มารน้อย”
“อืม” จ้านเจียวรับซาลาเปามากิน พลางบอก “ไก่นั่นก็ย่างเลยเถอะ”
“อื้ม” คนคุ้มกันรับคำสั่งแล้วจัดการย่างไก่ เขาถอนขนไก่ล้างจนสะอาดแล้วทาเครื่องเทศตามสูตรของเจ้าสำนักน้อย จากนั้นก็เสียบไม้ขึ้นย่างไฟ เจ้าสำนักมองไก่ย่างพลางน้ำลายไหล สูตรไก่ย่างของลูกบุญธรรมนี้อร่อยมาก เมื่อได้กินแล้วยากจะลืมรสชาติจริงๆ
คนคุ้มกันพลิกไก่ไปมา จนเริ่มมีกลิ่นหอมลอยฟุ้ง ทำเอาทุกคนสูดกลิ่นแล้วกลืนน้ำลายเอือก
พลัน มีเสียงสวบสาบดังมา ทุกคนตื่นตัวพึ่บ!
“ใคร!?” คนคุ้มกันตะคอกเสียงดัง ชักดาบออกมาตั้งท่า
“อย่าๆ ข้าเป็นคนดี” เสียงแหบแห้งบอก คนๆ หนึ่งเดินโซซัดโซเซไปหาคนกลุ่มนั้น พวกจ้านเจียวมองคนที่เดินโซซัดโซเซเขม็ง ดูก็รู้ว่าเขาได้รับบาดเจ็บ
“เฮอะ! โจรคงไม่บอกหรอกว่าเป็นโจร” จ้านเจียวแค่นเสียงเยาะอย่างไม่เชื่อใจ คนคุ้มกันขยับดาบตั้งท่าพร้อมสู้ สายตาพวกเขามองออกไปรอบๆ เพื่อดูว่ามีคนอื่นอีกหรือไม่
“น้ำ…ขอน้ำหน่อย…” ชายที่บาดเจ็บร้องขอน้ำ คนคุ้มกันหันไปมองเจ้าสำนัก เจ้าสำนักก็มองลูกบุญธรรม จ้านเจียวพยักหน้า คนคุ้มกันจึงโยนถุงน้ำให้ชายบาดเจ็บ “เอ้า”
ชายบาดเจ็บยื่นมือขวารับถุงน้ำหมับ! เขาเปิดจุกแล้วยกขึ้นดื่มอึกๆ เมื่อได้ดื่มน้ำแล้วเขาก็นั่งลงตรงนั้น พิงต้นไม้เอาไว้อย่างอ่อนแรง พลางเอ่ยน้ำเสียงแหบแห้งว่า “ขอบคุณมาก”
“ได้น้ำแล้วก็ไปซะ” คนคุ้มกันไล่อย่างระแวง ชายบาดเจ็บจึงเอ่ย “ได้”
เขายันตัวลุกขึ้นก้าวเดินได้ 2 ก้าวเขาก็ล้มลงไป ตุบ!
“อ่ะ!” ทุกคนตกใจ แต่คนคุ้มกันก็ยังไม่เลิกตั้งท่า เพราะไม่แน่ว่าคนๆ นี้อาจมีเล่ห์เหลี่ยมอะไรซ่อนอยู่ก็ได้ อุบายแกล้งเป็นลมแบบนี้พวกเขาเจอบ่อยแล้ว และคนที่วางอุบายเช่นนี้กับพวกเขาบ่อยๆ ก็คือเจ้าสำนักน้อยอย่างไรล่ะ พอพวกเขาเผลอนางก็ลุกขึ้นมาตีพวกเขา แย่งชัยชนะไป ทำให้พวกเขาแพ้ราบคาบ ดังนั้นอุบายแบบนี้พวกเขาไม่หลงกลง่ายๆ หรอก ชิ!
ชายคนนั้นล้มลงไปนานแล้วก็ยังไม่ลุกขึ้นมา คนคุ้มกันคนหนึ่งจึงค่อยๆ ก้าวไปดู หมดสติจริงๆ หรือว่าแกล้งทำกันแน่?
คนคุ้มกันคนอื่นๆ ก็ตั้งท่าพร้อมสู้ คนคุ้มกันก้าวไปถึงตัวชายคนนั้นก็ใช้เท้าเขี่ยๆ “เฮ้ๆ…”
ชายคนนั้นนอนนิ่งไม่ไหวติง คนคุ้มกันจึงมองเพื่อนพ้องแวบหนึ่ง ส่งสายตาให้คนอื่นๆ ระวังตัว แล้วเขาก็ค่อยๆ พลิกตัวชายคนนั้นหงายขึ้น เขาเขย่าๆ ตัวชายคนนั้น “เฮ้ๆ…”
ชายคนนั้นยังนอนนิ่งไม่ไหวติงเช่นเดิม คนคุ้มกันจึงตรวจๆ ตามตัวแล้วจึงพบว่าที่อกชายคนนั้นมีบาดแผลเหมือนถูกฟันเป็นรอยยาว เลือดไหลเปื้อนเสื้อสีดำจนชุ่มโชก เขาจึงบอก “เขาบาดเจ็บ”
เจ้าสำนักจึงลุกไปดู จ้านเจียวก็ตามไปดูเช่นกัน นางมองชายบาดเจ็บคนนั้นแล้วเห็นจี้หยกที่เขาห้อยคอ นางก้าวไปใกล้เขา เจ้าสำนักพลันคว้าแขนนาง “ระวังหน่อย”
“อืม” จ้านเจียวพยักหน้าพลางตบๆ หลังมือพ่อบุญธรรม เจ้าสำนักจึงปล่อยมือ จ้านเจียวเดินไปหยุดข้างๆ ตัวชายคนนั้น นางยอบตัวลงจับจี้หยกชิ้นนั้นดู เป็นหยกขาวมันแพะคุณภาพชั้นเลิศ สลักเป็นลายกิเลน นางพลันรู้ถึงฐานะของเขาทันที เขาคือองค์รัชทายาทนั่นเอง!
เขาเป็นองค์ชายรอง พระโอรสคนที่ 2 ของฮ่องเต้ องค์ชายสามเป็นน้องชายต่างมารดาขององค์ชายรอง ส่วนองค์ชายใหญ่ตายไปแล้ว ตำแหน่งองค์รัชทายาทนี้จึงตกแก่องค์ชายรอง มีข่าวลือแพร่ไปทั่วว่าองค์ชายรองแย่งตำแหน่งองค์ชายใหญ่จึงได้วางแผนกำจัดองค์ชายใหญ่ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าการตายขององค์ชายใหญ่เป็นฝีมือองค์ชายรอง
“โอ้ หยกดี” เจ้าสำนักพูดพลางจ้องหยกชิ้นนั้นตาวาว แล้วเขาก็ตบๆ แก้มตัวเอง “ไอโยว! ข้าไม่ใช่โจรซะหน่อยจะขโมยของได้อย่างไร”
คนอื่นๆ พลันหันไปมองเจ้าสำนัก เจ้าสำนักจึงตวาดว่า “มองอะไรกัน ข้าไม่ใช่โจร ถึงข้าจะเป็นขอทานข้าก็มีศักดิ์ศรีนะ ข้ารับแต่ของที่คนอื่นมอบให้เท่านั้น ชั่วชีวิตนี้ข้าไม่เคยขโมยของเลยสักครั้ง”
คนอื่นๆ ได้แต่กลอกตามองบน เจ้าสำนักจึงถลึงตาใส่พวกเขา “หึ!”
“ช่วยคนก่อนเถอะ” จ้านเจียวบอก เจ้าสำนักจึงเอ่ยว่า “จะช่วยอย่างไร พวกเราออกมาจากเมืองไกลมากแล้ว จะย้อนกลับไปคนก็คงตายแล้วกระมัง จะไปเมืองถัดไป กว่าจะไปถึงก็คงเย็นค่ำ ประตูเมืองคงปิดไปแล้ว”
“ช่วยก่อน” จ้านเจียวบอกแล้วสั่งว่า “ยกเขาไปตรงนู้นก่อนเถอะ”
คนคุ้มกันจึงเก็บดาบแล้วช่วยกันหามคนเจ็บไปข้างกองไฟ จ้านเจียวตามไป นางนั่งลงข้างๆ องค์ชายรอง เปิดเสื้อเขาดูบาดแผล
“ไอหยา! บาดเจ็บไม่น้อยเลย จะทำอย่างไรดี? จะทำอย่างไรดีล่ะ?” เจ้าสำนักมองแล้วบ่นอย่างทำอะไรไม่ถูก จ้านเจียวจึงบอก “คงต้องรักษาตามมีตามเกิดแล้ว”
“หยิบเข็มกับด้ายให้ข้าที” นางสั่ง คนคุ้มกันจึงวิ่งไปหยิบเข็มกับด้ายเย็บผ้าที่รถม้า แล้วเอาไปยื่นให้ “มารน้อย”
“ผ้า น้ำ” จ้านเจียวสั่งอีก คนคุ้มกันจึงวิ่งไปหยิบผ้ากับน้ำ จ้านเจียวใช้ผ้าเช็ดๆ เลือดแล้วเอาเข็มลนไฟ ร้อยด้าย จากนั้นนางก็ลงมือเย็บแผล
“อ่ะ!” / “ไอหยา!” คนอื่นๆ ตกใจ เจ้าสำนักเอ่ยอย่างหวาดเสียว “มารน้อย เจ้าจะเย็บคนเหมือนเย็บผ้าไม่ได้นา”
“ข้าเคยเห็นหมอเทวดาเย็บแผลให้คน ตอนนี้ไม่มีทางรักษาเขานอกจากวิธีนี้แล้ว หรือท่านจะรอให้คนตายล่ะ?” จ้านเจียวบอกพลางเย็บแผลติดกันเหมือนเย็บผ้าขาดเข้าด้วยกันไม่มีผิด ทุกคนจึงได้แต่มองดูอย่างหวาดเสียวแทน พวกเขารู้สึกเจ็บแทนคนเจ็บจริงๆ ทุกเข็มที่ปักลงไปในเนื้อเหมือนกับปักลงไปในเนื้อพวกเขาอย่างไรอย่างนั้น “ซี๊ด!”
เจ้าสำนักลืมนึกไปว่า ลูกบุญธรรมของเขาเคยเห็นหมอเทวดาเย็บแผลตอนไหน? ในเมื่อเขารับ(ลักพาตัว) นางไปตั้งแต่นางอายุขวบกว่าๆ
Chapter 5 ช่วยองค์รัชทายาท
หลายปีมานี้ นางอยู่ข้างกายเขามาตลอดไม่เคยพบเจอหมอเทวดาที่ไหนนักคน ตอนนี้เขาได้แต่รู้สึกเจ็บแทนจนลืมคิดเรื่องนี้ไปจริงๆ
หลังจากเย็บแผลเสร็จแล้ว จ้านเจียวก็เอาผ้าพันแผลพันปิดเอาไว้ แล้วสั่งว่า “ยกเขาไปไว้บนรถม้า”
“อื้ม” คนคุ้มกันรับคำสั่ง พวกเขาช่วยกันหามคนเจ็บขึ้นรถม้า เจ้าสำนักจึงถาม “เจ้าจะพาเขาไปด้วยรึ?”
“พาไปด้วยซิ พอพวกเราไปถึงเมืองแล้วก็ส่งเขาไว้กับโรงหมอสักที่เถอะ” จ้านเจียวบอก เจ้าสำนักจึงได้แต่ตามใจนาง
จ้านเจียวล้างมือแล้วนั่งลงตัดน่องไก่ออกมา นางยื่นให้พ่อบุญธรรม “ของท่าน”
“อื้ม” เจ้าสำนักรับน่องไก่ย่างไปอย่างดีใจ อย่างน้อยลูกบุญธรรมคนนี้ของเขาก็คอยดูแลเขามาตลอด มีของกินอะไรนางก็แบ่งให้เขาก่อนเสมอ นับว่านางกตัญญูดี ฮ่าๆๆ…
แล้วจ้านเจียวก็ตัดน่องไก่อีกน่องกินเองพลางบอก “ที่เหลือของพวกเจ้า”
“เย้!” คนคุ้มกันกับสารถีดีใจ พวกเขาแบ่งไก่กันมีแย่งชิงกันเล็กๆ น้อยๆ
หลังจากกินเสร็จแล้วพวกเขาก็เดินทางต่อไป จ้านเจียวกับเจ้าสำนักนั่งในรถม้า คนเจ็บก็นอนอยู่บนพื้นที่ปูเสื้อกกเอาไว้ รถม้าแล่นโยกเยกไปตามทาง จนคนเจ็บฟื้นคืนสติ “โอย…”
เจ้าสำนักกับจ้านเจียวมองคนเจ็บ คนเจ็บมองตอบ ครั้นเห็นว่าเป็นคนกลุ่มนั้นที่เขาขอน้ำจึงวางใจนิดหนึ่ง เขาขยับลุก “โอย…”
2 พ่อลูกไม่ได้ช่วยพยุง องค์ชายรองยันตัวขึ้นอย่างลำบาก แต่เขาก็ไม่ได้บอกให้คนทั้งสองช่วยพยุงเขาขึ้นแต่อย่างใด เขายันตัวลุกขึ้นนั่งพิงม้านั่งพลางบอก “ขอบคุณพวกท่านที่ช่วยเหลือข้า ไม่ทราบว่าพวกท่านเป็นใครหรือ? วันหน้าข้าจะตอบแทนอย่างงามเลย”
“ข้าเป็นขอ…” เจ้าสำนักพูดยังไม่ทันจบ จ้านเจียวก็พูดแทรกว่า “พวกเราเป็นแค่ชาวบ้าน เผอิญผ่านมาทางนี้จึงช่วยท่านเอาไว้ ท่านอยากตอบแทนก็ตอบแทนเป็นเงินเถอะ”
องค์ชายรองล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ไม่พบถุงเงิน แล้วเขาก็จำได้ว่าโยนถุงเงินให้องครักษ์ไป องครักษ์ยังไม่ได้คืนให้เขา เขาจึงตบๆ ตามตัว ไม่พบของมีค่าอะไร มีแค่จี้หยกที่ห้อยคอ เขาจึงถอดสร้อยที่แขวนจี้หยกออกมาแล้วยื่นให้บุรุษที่นั่งอยู่ในรถพลางบอก “ท่านรับจี้หยกอันนี้ไว้ก่อน วันหน้าข้าจะไปไถ่คืน”
“อ่า…” เจ้าสำนักมองลูกบุญธรรม จ้านเจียวส่ายๆ หน้าไม่ให้เขารับไว้ นั่นเป็นจี้หยกกิเลนเชียวนะ อยู่ในมือพวกนางก็เหมือนเผือกร้อนชัดๆ ไม่รับไว้ดีกว่า
“ท่านไม่ต้องให้ของมีค่าไว้เป็นประกันหรอก หากท่านอยากตอบแทน วันหน้าก็มอบของตอบแทนไปที่เมืองลั่วโจว หอหงเหลียนก็ได้” จ้านเจียวบอก องค์ชายรองทวนคำ “เมืองลั่วโจว หอหงเหลียน”
เจ้าสำนักกำลังจะอ้าปาก จ้านเจียวจึงถลึงตาใส่ไม่ให้พ่อบุญธรรมพูดมาก เจ้าสำนักจึงหุบปากลง
“ข้าขายศิลปะอยู่ที่หอหงเหลียน แซ่หง ชื่อฮวา” จ้านเจียวบอก องค์ชายรองจึงเอ่ย “ขอบคุณแม่นางหงมาก วันหน้าข้าจะตอบแทนแน่ๆ”
“จ๊อกกกก—” เสียงท้องร้องดึงขึ้น องค์ชายรองพลันรู้สึกอับอาย จ้านเจียวจึงหยิบขนมกุ้ยฮวายื่นให้เขา “ตอนนี้มีแค่นี้ ท่านกินก่อน”
“ขอบคุณแม่นางหง” องค์ชายรองรับขนมมากิน เพราะความหิวเขาจึงรีบกินจนขนมติดคอ “แค่กๆ”
จ้านเจียวส่งถุงน้ำให้เขา องค์ชายรองรับมายกดื่มอึกๆ แล้วกินขนมต่อ จ้านเจียวยื่นขนมให้เขาอีก องค์ชายรองก็รับไปกินอีกชิ้น
ขนม 5 ชิ้นถูกองค์ชายรองกินจนหมด เจ้าสำนักที่ถูกคนแย่งขนมของเขาไปหมดจึงไม่ค่อยพอใจนัก นั่นเป็นฝีมือลูกบุญธรรมทำให้เขาเชียวนะ หากว่าเป็นฝีมือคนอื่นเขาคงไม่โกรธเคืองมากเท่านี้หรอก องค์ชายรองที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองถูกคนโกรธเข้าแล้วพอกินอิ่มก็ถามว่า “พวกท่านกำลังจะไปไหนรึ?”
“เฮอะ!” เจ้าสำนักแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ องค์ชายรองหันไปมองหน้าบุรุษคนนั้นที่แสดงสีหน้าไม่พอใจเต็มหน้า เขาจึงเดาว่าตัวเองน่าจะกำลังขัดขวางความสุขของผู้อื่นอยู่กระมัง ในเมื่อแม่นางหงบอกว่าตัวนางขายศิลปะอยู่ที่หอหงเหลียน เช่นนั้นคนๆ นี้ก็น่าจะเป็นแขกของแม่นางหงเป็นแน่
“มารน้อย เจ้าต้องทำขนมให้ข้าใหม่นะ ไม่งั้นข้าไม่ยอมแน่” เจ้าสำนักบอก จ้านเจียวรับปาก “ได้ๆๆ เดี๋ยวถึงเมืองแล้วข้าจะทำให้ท่านใหม่ แค่ขนมไม่กี่ชิ้นท่านก็ขี้เหนียวไปได้”
“ก็นั่นมันขนมที่เจ้าทำให้ข้านี่ จู่ๆ เจ้าก็เอาไปให้คนอื่น เฮอะ!” เจ้าสำนักบ่นอย่างไม่พอใจปนน้อยอกน้อยใจ จ้านเจียวจึงยื่นกล่องขนมของตัวเองให้เขา “อะ”
“หึ!” เจ้าสำนักแค่นเสียง รับกล่องขนมไป ท่าทางน้อยอกน้อยใจลดลงไปครึ่งหนึ่ง องค์ชายรองมองคนทั้งสองสลับไปสลับมา
“มารน้อย ข้างหน้ามีร้านน้ำชา” สารถีร้องบอก จ้านเจียวจึงบอก “แวะ”
“ได้เลย” สารถีรับคำ แล้วนำรถม้าไปจอดหน้าเพิงน้ำชา จ้านเจียวลงจากรถม้าไปก่อน เจ้าสำนักตามลงไป องค์ชายรองไม่ลงจากรถม้า เขาไม่แน่ใจว่าแถวนี้มีคนขององค์ชายสามอยู่หรือไม่ หากว่ามี คนพวกนั้นย่อมไม่ปล่อยเขาไปแน่นอน และหากว่าต้องสู้กันในตอนนี้จริงๆ ตัวเขาย่อมแพ้แน่นอน เขาบาดเจ็บจนแค่ถือกระบี่ให้มั่นก็เต็มกลืนแล้วยังจะไปสู้กับใครไหวอีก ส่วนคนพวกนี้เขาไม่คิดจะให้พวกเขาช่วยสู้แม้แต่น้อย พวกเขาเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ ไหนเลยจะสู้กับองครักษ์ที่ฝึกวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็กได้ ส่วนแม่นางหงไยจึงถูกคนอื่นเรียกว่า ‘มารน้อย’ นั้นเขาเดาว่านางมีความงามล่มเมืองกระมัง แต่พอเขามองหน้านางชัดๆ ก็พบว่าใบหน้านั้นเต็มไปด้วยกระเต็มหน้า ดังนั้นคำว่างามล่มเมืองนี้จึงห่างไกลจากตัวนางจริงๆ เช่นนั้นนางอาจจะมีความสามารถอื่นโดดเด่นกระมัง เช่น เขียนอักษร วาดภาพ ดีดพิณ เดินหมาก ซึ่งเป็นความรู้พื้นฐานของสตรีในห้องหับ
เขาคิดไปเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งรู้สึกว่ามีคนขึ้นมาบนรถม้าเขาจึงดึงสติกลับมาแล้วระวังตัว
จ้านเจียวเข้าไปนั่งในรถม้า เจ้าสำนักก็ตามเข้าไปนั่งพลางยื่นซาลาเปาร้อนๆ ให้คนเจ็บ 2 ลูก “เอ้า”
องค์ชายรองจึงรับซาลาเปา 2 ลูกนั้นมาพลางบอก “วันหน้าข้าต้องตอบแทนพวกท่านแน่”
“ตอบแทนให้มากๆ หน่อยล่ะ ข้าชอบเงิน ยิ่งมากยิ่งดี” เจ้าสำนักบอกพลางยิ้มแย้ม ตอนที่ลงจากรถม้า จ้านเจียวกระซิบบอกเขาแล้วว่าคนเจ็บในรถคือองค์ชายรอง และยังห้ามไม่ให้เขาไปล่วงเกินองค์ชายรองด้วย เขาที่เชื่อฟังเทพโชคลาภประจำสำนักย่อมเชื่อฟังนางทุกคำซิ
รถม้าเคลื่อนตัววิ่งไป องค์ชายรองจึงค่อยๆ กินซาลาเปาที่เนื้อค่อนข้างแข็งกระด้างนั้นอย่างฝืนกิน ตอนนี้เขาต้องกินเพื่ออยู่ จะเลือกกินไม่ได้ แต่พอนึกถึงขนมกุ้ยฮวาที่กินไปก่อนหน้านี้ เขารู้สึกว่าขนมนั่นคล้ายกับขนมในวังหลวงมากทีเดียว ขนมพวกนั้นเป็นฝีมือของแม่นางหง เช่นนั้นเขาจึงรู้ความสามารถของนางแล้วว่านางมีฝีมือในการทำขนมนี่เอง
จนเย็นค่ำ รถม้ายังไปไม่ถึงเมือง พวกจ้านเจียวจึงหาที่พักค้างคืนก่อน รถม้าจอดอยู่ริมทาง คนคุ้มกันก็รีบไปหากิ่งไม้มาไว้ก่อไฟแล้วลงมืออุ่นเสบียงที่เตรียมมา เป็นซาลาเปาที่ซื้อมาจากร้านน้ำชาข้างทางก่อนหน้านี้นั่นเอง กับเนื้อตากแห้งและผักดอง ทุกคนนั่งล้อมกองไฟกินอาหาร ส่วนองค์ชายรองลงจากรถไม่ไหว เขาจึงนั่งอยู่ในรถม้า คนคุ้มกันเอาอาหารไปให้คนเจ็บ องค์ชายรองจึงขอให้เขาช่วยเป็นธุระเรื่องปลดทุกข์เบา คนคุ้มกันจึงเดินไปตัดลำไผ่เป็นท่อนๆ แล้วยื่นกระบอกไม้ไผ่ให้คนเจ็บจัดการปลดทุกข์เบา
ตั้งแต่เขาอยู่ในรถม้า เขาไม่เห็นชายคนนั้นกับแม่นางหงคุยกันเลย นี่อาจจะเป็นเพราะว่ามีเขาเป็นคนนอกอยู่ด้วยกระมัง สองคนนั้นจึงไม่สะดวกพูดคุยกัน และการคาดเดานี้ขององค์ชายรองก็ถูกจริงๆ จ้านเจียวไม่อยากให้องค์ชายรองรู้เรื่องของพวกนางมากเกินไปจึงไม่คุยกับพ่อบุญธรรม ตลอดการเดินทางจึงเงียบงันกันไปหมด พวกคนคุ้มกันก็นกรู้ยิ่งนัก เจ้านายไม่ชวนคุย พวกเขาก็ไม่พูดคุยสักคำ ทำเหมือนเป็นคนใบ้ไร้ปากชั่วคราว
ช่วงหัวค่ำ องค์ชายรองก็เริ่มจับไข้ “หนาว…”
เขาตัวสั่นๆ เจ้าสำนักจึงยื่นมือไปแตะหน้าผากองค์ชายรอง พบว่าเขาตัวร้อนจึงบอก “แย่ล่ะ เขาจับไข้แล้ว”
จ้านเจียวได้ยินจึงขึ้นไปบนรถม้า นางยื่นมือไปแตะหน้าผากองค์ชายรองที่นั่งตัวสั่นๆ พบว่าตัวเขาร้อนนางจึงลงจากรถม้าเดินอ้อมไปข้างหลังรถม้า เปิดหีบหยิบยาสมุนไพรจำนวนหนึ่งออกมาแล้วยื่นให้คนคุ้มกันพลางสั่ง “ต้มยานี้ น้ำ 2 ชาม ต้มจนเหลือชามเดียว เคี่ยวไฟอ่อนๆ ระวังอย่าให้ยาไหม้ล่ะ”
“อื้ม” คนคุ้มกันรับคำสั่งแล้วรีบต้มยา พวกเขาไม่สงสัยความสามารถของเจ้าสำนักน้อยแล้ว
เมื่อก่อนใครเจ็บไข้ได้ป่วยเล็กๆ น้อยๆ นางก็สามารถรักษาได้ แต่ถ้าอาการหนักหนาสาหัสนักนางก็ไม่อาจรักษาได้เช่นกัน
เรื่องความสามารถในการรักษานี้ก็มาจากความทรงจำในชาติก่อนที่นางเป็นแม่เล้าคุมหอคณิกา สตรีในหอเจ็บป่วย นางเชิญหมอมารักษานับครั้งไม่ถ้วน จนพอมีความรู้เกี่ยวกับโรคเล็กๆ น้อยๆ มาบ้าง ต้องรักษาอย่างไร ใช้ยาสมุนไพรอะไรบ้าง นางจดจำได้ดี ดังนั้นอาการจับไข้เพราะบาดแผลนี้นางก็พอรักษาได้
เมื่อยาได้แล้วคนคุ้มกันจึงถือไปให้คนเจ็บในรถม้า องค์ชายรองได้กลิ่นยาก็ย่นจมูก ยกมือปิดปากพลางเอ่ย “ไม่กินๆ ขม ข้าไม่กิน”
“อ่า…” คนคุ้มกันชะงักงัน เขามองเจ้าสำนักอย่างขอความเห็น เจ้าสำนักจึงกล่อมว่า “กินเถอะ ขืนไม่กินจะยิ่งแย่กว่านี้นะ”
“ไม่กิน ขม ไม่เอา” องค์ชายรองส่ายหน้าไม่ยอมกินยา เจ้าสำนักจะเอายากรอกปากก็ไม่ได้ ล่วงเกินองค์ชาย เกรงว่าหัวคงหลุดจากบ่าแน่ แต่จะปล่อยให้เขาอาการหนักก็ไม่ได้อีก เขาจึงสบถ “วะ! จะทำอย่างไรดี!?”
จ้านเจียวได้ยินคำพูดของพวกเขา นางจึงเข้าไปในรถม้า มองดูองค์ชายรองที่ดื้อดึงไม่กินยา นางจึงหยิบขนมไปล่อ “ท่านกินยาแล้วก็กินขนม เท่านี้ก็ไม่ขมแล้ว”
“ไม่เอาๆ ขม ไม่กิน” องค์ชายรองส่ายๆ หน้า จ้านเจียวจึงบอก “เช่นนั้นก็ให้ท่านพ่อป้อนยาด้วยปากล่ะกัน ยาข้าแพงนักจะต้มทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่ได้ซิ”
“หา!” เจ้าสำนักตกใจร้องลั่น จ้านเจียวหยิกแขนเขาทีหนึ่ง ขยิบตาห้ามไม่ให้เขาพูดอะไร
“จะกินหรือไม่กิน? ท่านไม่กินดีๆ ข้าก็จะให้ท่านพ่อป้อนด้วยปากแล้วนะ” จ้านเจียวขู่น้ำเสียงแข็ง
“ง่ะ!” องค์ชายรองกลัวจะถูกป้อนด้วยปากจริงๆ จึงคว้าถ้วยยาไปดื่มอึกๆ จ้านเจียวยิ้มบางๆ แล้วลงจากรถม้าไป คนคุ้มกันมองแล้วแอบคารวะนางมารน้อยในใจทีหนึ่ง สมแล้วที่นางเป็นมารน้อย!
องค์ชายรองส่งถ้วยยาคืนให้แล้วนั่งสั่นต่อไป คนคุ้มกันจึงออกจากรถม้ากลับไปรวมกลุ่มกับเพื่อนที่กองไฟ
“แล้วคืนนี้เจ้าจะนอนอย่างไรล่ะ?” คนคุ้มกันถาม เพราะรถม้ามีคันเดียว เจ้าสำนักน้อยนอนในรถม้ากับเจ้าสำนักก็ไม่มีปัญหาใดๆ คนทั้งสองเป็นพ่อลูกกัน ย่อมไม่เกิดข้อครหาใดๆ แต่ว่าคนเจ็บคนนั้นเป็นคนนอก รถม้าถูกคนเจ็บยึดไป ย่อมไม่เหมาะที่เจ้าสำนักน้อยจะไปนอนในรถม้า
“เอ่อ…” เรื่องนี้จ้านเจียวก็ไม่ได้คิดไว้ก่อนเลย หากไม่ใช่ว่าต้องเปลี่ยนเส้นทาง ป่านนี้นางคงได้นอนในโรงเตี๊ยมอุ่นๆ สบายๆ ไปแล้ว นางคิดๆ แล้วจึงบอก “ข้านอนข้างกองไฟนี่ล่ะกัน”
“เช่นนั้นข้าไปเอาผ้ามาปูให้เจ้าก่อน” คนคุ้มกันบอกแล้วเดินไปหยิบผ้ามาปูรองให้ จ้านเจียวจึงลุกขึ้นแล้วเดินห่างออกไป นางไปปลดทุกข์แล้วจึงกลับไปรวมตัวกับพวกพ้องข้างกองไฟ
“เจ้านอนเถอะ พวกข้าจะแบ่งกันเฝ้ายาม” คนคุ้มกันบอก จ้านเจียวจึงนอนลงข้างกองไฟ คนคุ้มกันก็แบ่งกำลังเฝ้ายาม คนที่เฝ้ายาม 2 คนก็เฝ้ายามไป คนอื่นๆ ก็ล้มตัวลงนอนรอบๆ กองไฟ สารถีก็นอนข้างๆ ม้า เจ้าสำนักย้ายไปนอนหน้ารถม้า ส่วนองค์ชายรองหลังจากกินยาแล้วก็ง่วงจนผล็อยหลับไป
ตอนเช้า พวกจ้านเจียวตื่นก็เดินทางเข้าเมือง พวกเขามุ่งหน้าไปโรงหมอแล้วส่งองค์ชายรองไว้ที่นั่น องค์ชายรองไม่รั้งพวกเขาเอาไว้ เอ่ยย้ำว่า “วันหน้าข้าต้องตอบแทนพวกท่านแน่ๆ”
“ข้าจะรอ” เจ้าสำนักบอก พลางนึกถึงทองเป็นหีบๆ
“พวกข้าขอลา” จ้านเจียวกุมมือลาแล้วเดินจากไป นางส่งเขาไว้ในที่ปลอดภัยแล้ว เขาก็ไม่เกี่ยวอะไรกับนางแล้ว ส่วนเรื่องแก้แค้นองค์ชายสามนั่น วันหน้านางต้องหาทางแก้แค้นแน่นอน
คนอื่นๆ ก็ตามเจ้าสำนักน้อยไป องค์ชายรองมองคนเหล่านั้นจากไปแล้วจึงหาทางติดต่อกับองครักษ์ของเขา แต่ว่าภาพดวงตาของแม่นางหงกลับฝังอยู่ในใจของเขาอย่างยากที่จะลืมได้ บนใบหน้าเรียวรูปไข่ที่เต็มไปด้วยกระนั้น ดวงตาคู่นั้นงดงามที่สุด รูปตายาวเรียวกลมโตเฉียงขึ้นนิดๆ คล้ายกับดวงตาแมว ทำให้เขาจำฝังใจยากจะลืมได้
หลังจากส่งองค์ชายรองไว้ที่โรงหมอแล้ว พวกจ้านเจียวก็เดินทางไปยังซีเป่ย ตลอดทางพวกเขาไม่พบอุปสรรค์ใดๆ เลย พวกเขาไปถึงซีเป่ยอย่างปลอดภัย
หลังจากพักจนหายเหนื่อยแล้วจ้านเจียวก็ไปเที่ยวตามที่ต่างๆ อย่างสบายอกสบายใจ ชาติก่อนนางคุมหอคณิกาไม่เคยได้ไปไหนไกลๆ เลย ชาตินี้นางจึงอยากท่องเที่ยวให้มากหน่อย
คนกลุ่มหนึ่งจับตาดูพวก ‘แม่นางหง’ ตามคำสั่งองค์ชายรองแล้วคอยส่งข่าวไปรายงานองค์ชายรอง องค์ชายรองอ่านแล้วสั่งว่า “จับตาดูพวกเขาต่อไป หากมีอะไรต้องรีบรายงานข้าทันที”
“พะย่ะค่ะ” องครักษ์รับคำสั่งแล้วถอยออกไป เขาส่งข้อความไปกับนกพิราบสื่อสาร
จ้านเจียวท่องเที่ยวจนพอใจแล้วจึงพาคนไปหาซื้อขนสัตว์ หนังสัตว์ และสินค้าท้องถิ่นของซีเป่ย ทำให้ขากลับนี้นางต้องซื้อรถม้าเพิ่มหลายคันทีเดียว
ขณะเดียวกันจ้านเจียวก็สืบข่าวเรื่ององค์ชายสามไปด้วย นางทำตามตำราพิชัยสงครามที่ว่า ‘รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง’ นางอยากแก้แค้นองค์ชายสาม นางจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับองค์ชายสามให้มากที่สุด นางใช้เส้นสายทั้งหมดของสำนักรวบรวมข่าวองค์ชายสามมาไว้ในมือ ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ก็ต้องรวบรวมมาให้นาง แม้กระทั่งว่าองค์ชายสามใช้ผ้าเช็ดก้นกี่ผืนก็ต้องสืบ!
เรื่องนี้ทำให้เจ้าสำนักสงสัยยิ่งนัก เขาจึงถามลูกบุญธรรมว่า “เจ้าให้คนสืบเรื่ององค์ชายสามทำไมรึ?”
“ครั้งก่อนพวกเราสู้กับพวกเขา ข้ากลัวว่าวันหน้าเขาจะมาแก้แค้นน่ะซิ ดังนั้นข้าอยากป้องกันเอาไว้ก่อนน่ะท่านพ่อ” จ้านเจียวบอกเหตุผลแค่ครึ่งเดียว ส่วนเรื่องล้างแค้นนางไม่คิดจะเปิดเผยให้ใครรู้แม้แต่คนเดียว ความลับจะยังเป็นความลับก็ต่อเมื่อไม่เคยเอ่ยกับผู้ใด
“อ่อ” เจ้าสำนักพยักหน้ารับรู้ เขาตบๆ ไหล่นางพลางบอก “เจ้าไม่ต้องกลัวไป ข้าไม่ยอมให้เจ้าตายก่อนข้าเด็ดขาด ข้าหวังให้เจ้าฝังข้าดีๆ เผากระดาษเงินกระดาษทองให้ข้าทุกปี ดังนั้นเจ้าไม่มีทางตายก่อนข้าแน่”
“อื้ม รู้แล้วๆ” จ้านเจียวพยักหน้า นางมองออกว่าพ่อบุญธรรมรักนาง เขาเหมือนพ่อแท้ๆ ของนางอีกคน ความผูกพันนี้แม้ไม่ใช่สายเลือดเดียวกันก็เหมือนสายเลือดเดียวกันไปแล้ว นางจึงตั้งใจว่าจะกตัญญูกับเขาให้มากที่สุด
“ว่าแต่ ของเยอะขนาดนี้ ข้าควรให้คนในสำนักมาช่วยคุ้มกันไปดีไหม?” เจ้าสำนักถามอย่างคิดหนัก จ้านเจียวส่ายๆ หน้า “ไม่ต้องหรอก คนอื่นน่ะปล่อยให้พวกเขาแฝงตัวในยุทธภพต่อไปเถอะ อีกอย่างหากให้ขอทานกลุ่มหนึ่งมาคุ้มกันสินค้ากลับไป มันจะไม่ประหลาดไปหน่อยหรือท่านพ่อ?”
เจ้าสำนักนึกภาพตามแล้วก็พยักหน้า “อืม ประหลาดจริงๆ นั่นแหละ”
“ถ้าจะให้คนในสำนักมาคุ้มกันสินค้ากลับไป ข้าว่าพวกเราจ้างสำนักคุ้มภัยไม่ดีกว่าหรือ?” จ้านเจียวเสนอแนะแล้วเอ่ยว่า “อืม ข้าว่าพวกเรากลับไปคราวนี้คัดคนเปิดสำนักคุ้มภัยก็ดีนะท่านพ่อ คราวหน้าพวกเราไปไหนจะได้ให้พวกเขาคุ้มกันสินค้า เงินทองไม่รั่วไหลไปที่อื่น ดีไหม?ๆ”
“ดี” เจ้าสำนักพยักหน้าเห็นด้วย เทพโชคลาภว่าอย่างไรเขาว่าตามก็พอแล้ว
“เช่นนั้นพรุ่งนี้พวกเราไปจ้างสำนักคุ้มภัยกัน” จ้านเจียวบอกแล้วลุกกลับห้องไป เจ้าสำนักจึงนอนคิดๆ ‘จะคัดใครไปทำสำนักคุ้มภัยดีล่ะ? อืม?’
วันต่อมา จ้านเจียวก็จ้างคนจากสำนักคุ้มภัยแล้วนัดหมายวันเดินทางออกจากซีเป่ย
คนขององค์ชายรองก็ส่งข่าวไปรายงานองค์ชายรอง องค์ชายรองอ่านรายงานแล้วคิดว่าชายคนนั้นน่าจะเป็นพ่อค้า ส่วนแม่นางหงก็เป็นผู้หญิงของพ่อค้าคนนั้น บางทีพ่อค้าอาจจะไถ่ตัวแม่นางหงออกจากหอหงเหลียนแล้วกระมัง
“สั่งคนให้คอยคุ้มกันพวกเขาอย่างลับๆ” องค์ชายรองสั่ง องครักษ์รับคำสั่ง “พะย่ะค่ะ”
จากนั้นองครักษ์ก็ถอยออกไป
เมื่อถึงวันเดินทางกลับ พวกจ้านเจียวก็เดินทางออกจากซีเป่ย เพราะมีรถม้าหลายคันทำให้ขบวนขากลับนี้เดินทางได้ช้ากว่าขาไปมากนัก คนคุ้มกันจากสำนักคุ้มภัยก็คอยอารักขาสินค้าอย่างแข็งขัน จ้านเจียวอยากจะรีบกลับถึงบ้านไวๆ จึงเร่งเดินทางไม่แวะเที่ยวที่ไหนอีกเลย
คนขององค์ชายรองตามไปอย่างลับๆ พวกเขาคอยรายงานองค์ชายรองเป็นระยะๆ
การเดินทางราบรื่นไปตลอดทาง ไร้อุปสรรคใดๆ จนกลับถึงเมืองลั่วโจว
Chapter 6 เอาของตอบแทนไปมอบให้
คนคุ้มกันจากสำนักคุ้มภัยรับค่าจ้างที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งแล้วจึงเดินทางกลับซีเป่ย
จ้านเจียววิ่งวุ่นจัดการสินค้าอยู่ 3 วันก็จัดการเสร็จ นางจึงได้พักผ่อนอยู่ที่บ้านอย่างสบายอกสบายใจเสียที
“มารน้อย เรื่องคัดคนข้าคัดมาให้แล้ว เจ้าดูซิคนพวกนี้ใช้ได้ไหม?” เจ้าสำนักเดินไปนั่งข้างตั่งที่ลูกบุญธรรมนอนพิงหมอนอย่างสบายอารมณ์ เขายื่นสมุดรายชื่อให้นาง จ้านเจียวรับไปเปิดๆ ดูแล้วเอ่ยว่า “ใช้ได้”
“ดี” เจ้าสำนักยิ้มแย้มแล้วเอ่ยว่า “เจ้านี่เป็นเทพโชคลาภของข้าจริงๆ”
“ท่านก็จุดธูปไหว้เลยซิ” จ้านเจียวหยอกล้อ เจ้าสำนักจึงเย้าว่า “ได้ๆ เอาธูปมา”
“อ่ะ! พอเลยๆ ท่านพ่อ ขืนท่านไหว้ข้าจริงๆ ข้าได้อายุสั้นแน่” จ้านเจียวโบกๆ มือไม่เล่นด้วยแล้ว เจ้าสำนักหัวเราะ “ฮ่าๆๆๆ…”
แล้วพวกเขาก็คุยกันเรื่องเปิดสำนักคุ้มภัยไปเรื่อยๆ
องค์ชายรองที่เพิ่งมีเวลาว่างจึงคิดจะนำของตอบแทนไปให้แม่นางหงด้วยตัวเอง เขาจึงออกจากเมืองหลวงอย่างลับๆ เดินทางไปเมืองลั่วโจว ส่วนที่ตำหนักก็ให้คนปลอมตัวเป็นเขาคอยจัดการเรื่องแทนเขาไปก่อน
เมื่อไปถึงลั่วโจว องค์ชายรองก็ไม่รีบร้อนไปที่หอหงเหลียน เขาให้คนไปสืบเรื่องแม่นางหงก่อน หลังจากสืบแล้วองครักษ์ก็รายงานว่า “แม่นางหงทำสัญญาขายตัวกับหอหงเหลียนตั้งแต่เด็กๆ ขอรับ นางขายศิลปะอย่างเดียวไม่ขายตัวขอรับคุณชาย คุณชายจะไปพบนางเลยไหมขอรับ?”
“ไป” องค์ชายรองบอกแล้วเดินออกจากโรงเตี๊ยมไป องครักษ์ตามไป 1 คน ส่วนที่เหลือก็คอยอารักขาอยู่ในที่ลับ
เมื่อไปถึงหอหงเหลียน องค์ชายรองก็เข้าไปนั่งในห้องส่วนตัวที่ชั้น 2 องครักษ์จึงบอกแม่เล้าว่า “เชิญแม่นางหงมาที”
เขาบอกพลางส่งถุงเงินให้
“ได้เจ้าค่ะ” แม่เล้ารับคำแล้วรีบไปตามคนทันที
องค์ชายรองมองไปรอบๆ ห้องที่ตกแต่งคล้ายกับหอหงฮวาในเมืองหลวง หอหงฮวานั่นเป็นขององค์ชายสาม เมื่อก่อนเคยเป็นของแม่เล้าคนหนึ่ง ตอนหลังจึงตกเป็นขององค์ชายสาม ซึ่งเขาเดาว่าแม่เล้าคนนั้นคงร่วมมือกับองค์ชายสามกระมัง ดังนั้นหอหงฮวาจึงกลายเป็นแหล่งข่าวขององค์ชายสามไป
“ที่นี่คล้ายหอหงฮวามากทีเดียว หรือว่าที่นี่จะเป็นขององค์ชายสามด้วย?” องครักษ์กระซิบ องค์ชายรองจึงเอ่ย “เจ้าไปสืบ”
“ขอรับ” องครักษ์รับคำสั่งแล้วยืนตัวตรง
เสียงเคาะประตูดังขึ้น พร้อมกับเสียงแม่เล้าบอกว่า “แม่นางหงมาแล้วเจ้าค่ะ”
“เข้ามา” องครักษ์บอก แม่เล้าจึงผลักประตูเปิดออก หงฮวาเดินเข้าไปพลางกุมมือคารวะท่าทางอ่อนช้อย “บ่าวหงฮวา คารวะคุณชายเจ้าค่ะ”
“เจ้า…” องค์ชายรองมองพลางส่งสายตาให้องครักษ์ องครักษ์จึงเอ่ยว่า “เจ้าไม่ใช่แม่นางหงฮวาที่คุณชายข้าต้องการพบ หรือว่าที่นี่ยังมีแม่นางหงอีกคน?”
“คุณชายหมายถึงหงฮวาคนไหนหรือเจ้าคะ?” หงฮวาถาม องครักษ์จึงบอก “คนที่หน้ามีกระเต็มไปหมด”
“อ่อ…คุณชายหมายถึงมารน้อยนี่เอง” หงฮวาพยักหน้าแล้วบอกว่า “วันนี้นางไม่มาที่นี่เจ้าค่ะ”
“นางอยู่ที่ไหน? ข้าอยากพบนาง” องค์ชายรองบอก หงฮวาส่ายๆ หน้า “บ่าวไม่รู้เจ้าค่ะ”
องครักษ์จึงหยิบเงินก้อนหนึ่งส่งให้ หงฮวาเห็นเงินก็อยากได้ แต่นางไม่ได้ยื่นมือไป นางส่ายหน้าแล้วบอกว่า “บ่าวไม่รู้จริงๆ เจ้าค่ะ มารน้อยไม่ได้อยู่ที่นี่ นางอยู่ที่ไหนไม่มีใครรู้เจ้าค่ะ”
“เจ้าไม่รู้หรือเจ้าโกหกกันแน่?” องค์ชายรองถามพลางมองนางด้วยสายตาดุๆ หงฮวารู้สึกกลัวจนขาสั่นๆ นางแทบจะทรุดลงไปนั่งกับพื้นแล้ว นางส่ายหน้าตอบ “บ่าวไม่รู้จริงๆ เจ้าค่ะ”
“เอาเถอะ เจ้าไม่รู้ก็ไม่เป็นไร เช่นนั้นใครรู้บ้างว่านางอยู่ไหน?” องค์ชายรองถามพลางยกเหล้าขึ้นจิบ หงฮวาส่ายหน้าตอบ “ไม่มีใครรู้เจ้าค่ะ นางอยากมาที่นี่นางก็มา นางไม่อยากมานางก็ไม่มาเจ้าค่ะ”
“งั้นรึ” องค์ชายรองจิบเหล้าอีกอึกแล้วถามว่า “แล้วทำไมใครๆ ถึงเรียกนางว่ามารน้อยล่ะ?”
“นางน่ากลัวเจ้าค่ะ” หงฮวาตอบแล้วตัวสั่นๆ ต่อให้คนๆ นี้จะเค้นถามอย่างไรนางก็ไม่อาจเปิดเผยเรื่องของมารน้อยแม้แต่ครึ่งคำ หากว่ามารน้อยรู้เข้านางได้ตายอนาถแน่!
“นางน่ากลัวอย่างไรรึ?” องค์ชายรองถามอีก หงฮวาได้แต่ตอบว่า “นางน่ากลัวเจ้าค่ะ เอ่อ…บ่าวขอตัวก่อนเจ้าค่ะ บ่าวไม่ค่อยสบาย”
พูดแล้วนางก็รีบออกไปทันที องค์ชายรองกับองครักษ์มองตาม แล้วองครักษ์ก็กระซิบว่า “นายท่าน แล้วนี่พวกเราจะหาตัวแม่นางหงคนนั้นอย่างไรขอรับ?”
“เจ้าไปเรียกแม่เล้ามา” องค์ชายรองสั่ง องครักษ์รับคำ “ขอรับ”
เขาเดินออกไปตามแม่เล้า แม่เล้ารีบเดินตามไปทันทีเมื่อรู้ว่าลูกค้าต้องการพบนาง
“คุณชายเรียกบ่าว ต้องการอะไรเพิ่มหรือเจ้าคะ?” แม่เล้าถามน้ำเสียงอ่อนช้อย
“ข้าต้องการพบแม่นางหงคนที่พวกเจ้าเรียกว่ามารน้อย ตามนางมาพบข้าที” องค์ชายรองสั่ง แม่เล้าสะดุ้ง “มารน้อย! คุณชายอยากพบมารน้อยหรือเจ้าคะ!?”
“ใช่” องค์ชายรองพยักหน้า แม่เล้าตั้งสติแล้วบอกว่า “เอ่อ…ท่านอย่าพบนางดีกว่าเจ้าค่ะ นางเอาใจใครไม่เป็นหรอกเจ้าค่ะ มีแต่จะถูกนางยั่วโมโหจนตายมากกว่าเจ้าค่ะ”
“ตามนางมา” องค์ชายรองสั่งน้ำเสียงเข้มพลางหลิ่วตาสั่งองครักษ์ องครักษ์จึงล้วงก้อนทองยัดใส่มือแม่เล้า แม่เล้าเห็นทองก็ตาโตแล้วบอกว่า “บ่าวจะตามนางให้เจ้าค่ะ แต่นางจะมาหรือไม่บ่าวไม่แน่ใจเจ้าค่ะ เช่นนั้นบ่าวขอทราบชื่อแซ่คุณชายสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
“หวัง” องค์ชายรองบอก แม่เล้าจึงถอยออกไป องค์ชายรองหลิ่วตาสั่ง องครักษ์จึงแอบตามแม่เล้าไป
แม่เล้ารีบไปเขียนจดหมายแล้วส่งนกพิราบออกไป นกพิราบบินออกไป พึ่บ!
จากนั้นแม่เล้าก็รีบกลับไปที่ห้องพลางบอกว่า “บ่าวส่งจดหมายไปแล้วเจ้าค่ะ แต่ว่านางจะมาหรือไม่บ่าวไม่รับประกันนะเจ้าคะ ถ้าอย่างไรบ่าวให้คนอื่นมาอยู่เป็นเพื่อนคุณชายดีไหมเจ้าคะ?”
“ไม่ต้อง” องค์ชายรองบอกแล้วโบกมือไล่ แม่เล้าจึงถอยออกไป องครักษ์รอจนแม่เล้าไปแล้ว เขาจึงเข้าห้องไปกระซิบรายงานว่า “ข้าน้อยเห็นนางเขียนจดหมายให้นกพิราบไปส่งขอรับ”
“นกตัวนั้นบินไปทางไหน?” องค์ชายรองถาม องครักษ์จึงตอบ “เห็นไม่ชัดขอรับ นกตัวนั้นสีเข้มยากจะมองเห็นตอนกลางคืนขอรับ ข้าน้อยฟังเสียงแล้ว มันบินไปทางทิศใต้ขอรับ”
“รอ” องค์ชายรองบอก องครักษ์จึงถอยไปยืดตัวตรง
นกพิราบบินไปที่สำนักยาจก จดหมายถูกส่งต่อไปให้เจ้าสำนักน้อย จ้านเจียวอ่านจดหมายเล็กๆ ฉบับนั้นแล้วก็เผาทิ้ง นางลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าแล้วออกจากเรือนไป พลางสั่งคนคุ้มกันว่า “เตรียมรถม้า ข้าจะไปเรือนกวงจิน”
“อื้ม” คนคุ้มกันรับคำสั่งแล้วรีบไปเตรียมรถม้าทันที จ้านเจียวขึ้นรถม้า รถม้าก็ขับออกจากสำนักยาจก มุ่งหน้าไปเรือนกวงจิน
เมื่อไปถึงเรือนกวงจิน จ้านเจียวก็เข้าไปในเรือนแล้วเดินเข้าไปในทางลับ ทะลุไปยังบ้านที่อยู่ติดกันด้านหลัง จากนั้นนางก็ออกจากบ้านหลังนั้นขึ้นรถม้าแล้วมุ่งหน้าไปยังหอหงเหลียน
เมื่อไปถึงหอหงเหลียน รถม้าจอดด้านหลังหอหงเหลียน จ้านเจียวลงจากรถม้า แม่เล้ารีบไปรับหน้าทันที “โอ้ เจ้ามาแล้ว”
“นำทาง” จ้านเจียวสั่ง แม่เล้ารับคำสั่ง “ได้ๆ”
นางรีบเดินนำเจ้าสำนักน้อยไปยังห้องที่แขกอยู่ทันที นางเคาะประตูห้อง
“เข้ามา” องครักษ์บอก แม่เล้าจึงเปิดประตูแล้วบอกว่า “แม่นางหงมาแล้วเจ้าค่ะ”
“เข้ามา” องครักษ์บอก จ้านเจียวเดินเข้าไป เมื่อเห็นหน้าแขกนางจึงกุมมือคารวะ “ท่านนี่เอง”
“เชิญ” องค์ชายรองบอก จ้านเจียวจึงนั่งลงตรงข้ามเขา องค์ชายรองรินเหล้าให้นาง จ้านเจียวรับจอกเหล้ามาถือไว้ องค์ชายรองจึงเอ่ย “กว่าจะพบเจ้าได้ยากนัก”
“ไอหยา ท่านจะตำหนิข้าไม่ได้นะ ข้าอยากมาที่นี่ข้าก็มา ข้าไม่อยากมาข้าก็ไม่มา ท่านไม่ได้บอกก่อนนี่นา” จ้านเจียวบอกพลางยกจอกเหล้าขึ้นจิบ
“เหตุใดคนอื่นจึงเรียกเจ้าว่ามารน้อยล่ะ?” องค์ชายรองถาม จ้านเจียวตอบ “เพราะข้าร้ายกาจอย่างไรล่ะ ทุกคนเลยเรียกข้าอย่างนั้น”
“ร้ายกาจอย่างไรหรือ?” องค์ชายรองถาม จ้านเจียวบอก “ความร้ายกาจของข้าพูด 3 วัน 3 คืนยังไม่จบเลย”
นางพูดพลางโบกๆ มือท่าทางไม่อยากเล่า องค์ชายรองจึงไม่ถามอีก
“ท่านมาหาข้า คงไม่ใช่เพราะอยากฟังเรื่องข้าหรอกกระมัง” จ้านเจียวเอ่ยพลางจิบเหล้าอีกอึก องค์ชายรองจึงส่งสายตาให้องครักษ์ องครักษ์จึงออกไป
“ข้าเอาของตอบแทนมาให้เจ้า” องค์ชายรองบอก จ้านเจียวเอ่ย “อ่อ…เช่นนั้นก็ขอบคุณมาก”
“เจ้าเรียนรักษาแผลกับอาจารย์ท่านใดรึ?” องค์ชายรองถาม จ้านเจียวตอบ “ข้ารักษาท่านเหมือนรักษาม้าตายเหมือนม้าเป็น ท่านไม่ตายก็ดีแล้ว วิชาแพทย์งูๆ ปลาๆ ของข้านี้โอ้อวดใครไม่ได้หรอก”
“อ่อ” องค์ชายรองพยักหน้ารับรู้แล้วเอ่ยว่า “ถึงอย่างไรข้าก็ต้องขอบคุณเจ้ามากจริงๆ หากเจ้าไม่ช่วยข้า ข้าคงตายไปแล้ว”
“ช่วยคนบุญกุศลเหมือนดั่งสร้างเจดีย์เก้าชั้น ข้าก็แค่อยากสะสมบุญให้มากๆ หน่อย ชาติไหนๆ ข้าจะได้สุขสบายไม่ลำบาก” จ้านเจียวบอกพลางจิบเหล้า องค์ชายรองเห็นเหล้าหมดแล้วเขาจึงยกกาเหล้ารินเติมให้พลางเอ่ย “เจ้าพูดเหมือนเจ้าเคยตายมาแล้วอย่างนั้นแหละ”
จ้านเจียวสะดุ้งในใจแล้วเอ่ยว่า “ข้าก็แค่พูดตามที่ไต้ซือสอนน่ะ ข้าเคยได้ยินว่าคนตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย วนเวียนไม่จบไม่สิ้น ท่านก็น่าจะเคยได้ยินกระมัง”
“เคย” องค์ชายรองตอบ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น องค์ชายรองจึงบอก “เข้ามา”
องครักษ์เปิดประตู ยกหีบเข้าไป เขาวางหีบบนโต๊ะแล้วเปิดฝาหีบ แสงทองส่องสะท้อนกับแสงตะเกียง
“ของตอบแทนที่เจ้าช่วยชีวิตข้า” องค์ชายรองบอก จ้านเจียวกุมมือ “ขอบคุณท่านมาก”
นางปิดหีบแล้วเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าขอตัวล่ะ”
“เดี๋ยว” องค์ชายรองคว้ามือนางเอาไว้ จ้านเจียวมองมือเขาที่จับมือนางแล้วบอกว่า “คุณชาย ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด”
“เอ่อ…ขออภัยด้วย” องค์ชายรองปล่อยมือนาง “เจ้าอยู่คุยกับข้าก่อนเถอะ”
“ท่านอยากคุยอะไรล่ะ?” จ้านเจียวถามแล้วบอกว่า “วันนี้ดึกมากแล้ว ข้าง่วงนอนแล้ว”
“เช่นนั้นเจ้าไปนอนเถอะ พรุ่งนี้เราค่อยพบกันอีก” องค์ชายรองบอก จ้านเจียวจึงบอก “พรุ่งนี้ไม่ได้ พรุ่งนี้ข้ามีนัดแล้ว”
“นัดกับใคร?” องค์ชายรองถามเสียงเข้ม จ้านเจียวตอบ “ข้านัดกับป้าๆ เอาไว้น่ะ”
“อ่า…เช่นนั้นวันมะรืน?” องค์ชายรองถาม จ้านเจียวพยักหน้า “ได้”
“ยามใด?” องค์ชายรองถามอีก จ้านเจียวจึงตอบ “ตอนเที่ยงเถอะ”
“ตอนสายไม่ได้หรือ?” องค์ชายรองถาม จ้านเจียวบอก “กว่าข้าจะตื่นก็เกือบเที่ยงแล้ว”
“อ่า…” องค์ชายรองไม่รู้จะพูดอะไรต่อ นางรับแขกดึกๆ ดื่นๆ จึงนอนดึกตื่นสายซินะ
“เช่นนั้น ข้าขอตัวก่อน” จ้านเจียวกุมมือเอ่ยแล้วลุกขึ้นยกหีบทองออกไป องครักษ์เห็นนางยกได้สบายเขาจึงไม่ได้ช่วยถือ โดยที่เขาลืมคิดไปว่าหีบทองนั่นหนักจนเขายังรู้สึกว่ามันหนักไม่ใช่น้อย นางที่เป็นสตรีบอบบางกลับยกได้สบายๆ เนี่ยนะ
จนแม่นางหงออกไปแล้ว องครักษ์จึงก้าวไปข้างๆ องค์ชายรองพลางกระซิบถาม “นายท่านไม่รีบกลับเมืองหลวงหรือขอรับ?”
“ยัง” องค์ชายรองตอบ องครักษ์จึงยืดตัวขึ้นแล้วเดินออกไป เขาตามไปดูว่าแม่นางหงไปทางไหน แล้วเขาก็เห็นนางถือหีบเดินไปทางห้องหนึ่ง แม่เล้ากุลีกุจอเปิดประตูห้องให้นาง คาดว่าคงเข้าไปแบ่งทองกันกระมัง
ประตูห้องปิดลง แม่เล้ารีบกระซิบว่า “ไอหยา! ข้ากลัวจะตายแล้ว”
“กลัวอะไร?” จ้านเจียวถาม แม่เล้ากระซิบบอก “กลัวว่าคนที่มาคือศัตรูของเจ้าน่ะซิ”
“วันนี้ไม่ใช่ วันหน้าไม่แน่” จ้านเจียวบอกแล้ววางหีบไว้บนโต๊ะพลางสั่ง “เจ้าไปเถอะ ข้าจะนอนล่ะ”
“ได้ๆ” แม่เล้ารับคำแล้วเดินออกไป จ้านเจียวล้างมือแล้วเดินไปนอนที่เตียง
องครักษ์เห็นแม่เล้าออกมา แต่แม่นางหงไม่ออกมา เขาจึงค่อยๆ เดินไปที่หน้าห้องนั้น แล้วเปิดประตูแง้มดู เขาเห็นเงาคนนอนอยู่บนเตียง เขาจึงค่อยๆ ปิดประตูแล้วกลับไปรายงานเจ้านาย
เมื่อกลับไปถึงห้อง เขาก็เข้าไปยืนข้างๆ พลางกระซิบว่า “นางนอนที่ห้องฝั่งตะวันออกขอรับ”
“นางนอนที่นี่หรือ?” องค์ชายรองถาม องครักษ์ตอบ “ขอรับ”
“เจ้าไปจับตาดูไว้ ดูว่าบ้านนางอยู่ที่ไหน?” องค์ชายรองสั่ง องครักษ์รับคำสั่งแล้วออกไปสั่งองครักษ์คนอื่นให้จับตาดูความเคลื่อนไหวของแม่นางหง ครั้งก่อนนั้นคนของเขาก็พลาดสืบไปไม่ถึงบ้านของนาง พวกเขาสืบมาถึงหอหงเหลียน จากนั้นนางก็หายตัวไป พวกเขาสืบต่อไม่ได้อีก นี่ทำให้พวกเขาถูกเจ้านายตำหนิ
จ้านเจียวนอนหลับสนิทยิ่งนัก ห้องที่นางนอนนี้เป็นห้องที่นางใช้พักยามมาที่นี่ ในห้องมีกลไกป้องกันเอาไว้ แม่เล้ารู้กลไกย่อมไม่ทำให้กระดิ่งดัง แต่ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่รู้ว่าในห้องนี้มีกลไก ย่อมเข้ามาแล้วกระทบถูกกระดิ่ง ทำให้กระดิ่งดังขึ้นส่งเสียงเตือน และเมื่อใดที่กระดิ่งดังขึ้น จ้านเจียวก็พร้อมจะปลิดชีวิตคนที่เข้ามาทันที
องค์ชายรองยกเหล้าขึ้นดื่มแล้วเดินไปนอนที่เตียง ใจเขาเต้นตุบๆ เมื่อคิดว่าแม่นางหงก็นอนอยู่ที่นี่ ซึ่งเขาไม่รู้ว่าทำไมหัวใจเขาจึงเต้นแรง
องครักษ์ยืนเฝ้าอยู่ข้างเตียง
ตอนสาย จ้านเจียวตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างตา แม่เล้ายกอาหารเข้าไปให้เจ้าสำนักน้อยด้วยตัวเอง จ้านเจียวกินข้าวแล้วจึงออกไป
องครักษ์ลอบตามไป จ้านเจียวรู้สึกว่าถูกตาม นางก็ทำเป็นไม่รู้ นางนั่งรถม้าไปกับบรรดาสาวใช้รุ่นป้าทั้งหลาย พากันไปซื้อแป้งชาดเครื่องหอมและเสื้อผ้างามๆ พวกนางเดินเข้าร้านนั้นร้านนี้คุยกันเจี๊ยวจ๊าวตามประสาสตรี องครักษ์มองดูพลางจดจำเอาไว้ เมื่อกลับไปจะได้รายงานได้ถูกต้อง
จนเย็น จ้านเจียวจึงไปส่งป้าๆ กลับหอหงเหลียน แล้วนั่งรถม้าไปยังบ้านอีกหลังของนาง ซึ่งเป็นบ้านดินมุงด้วยฟางข้าว ในบ้านมีข้าวของเครื่องใช้เท่าที่จำเป็นไม่กี่อย่าง นี่เป็นแค่บ้านที่ใช้สำหรับอำพรางโดยเฉพาะ คนที่อยู่รอบๆ บ้านล้วนเป็นคนในสำนักทั้งนั้น ดังนั้นเมื่อมีคนมาสืบเรื่องราวของนาง ชาวบ้านจึงเล่าว่า “อ่อ แม่นางหงน่ะรึ นางเป็นกำพร้าตั้งแต่ขวบกว่าๆ พ่อแม่ถูกโจรฆ่าตาย นางจึงเร่ร่อนขอทานมาถึงที่นี่ แต่โชคชะตาก็กลั่นแกล้งคนจริงๆ สุดท้ายนางก็ต้องไปขายตัวที่หอหงเหลียนแลกเงิน น่าสงสาร…น่าสงสารจริงๆ”
ป้าข้างบ้านบีบน้ำตาแล้วเอ่ยว่า “ไอหยา ข้ายังไม่ได้หุงข้าวเลย ข้าขอตัวก่อนล่ะ”
นางพูดแล้วก็เข้าบ้านไป พลางกำเงินที่บุรุษคนนั้นมอบให้แล้วยิ้มเยาะในใจ ‘เฮอะ! คิดสืบเรื่องมารน้อย พวกเจ้าก็ติดกับแล้ว’
จ้านเจียวเก็บข้าวของที่ซื้อมาน้อยนิดแล้วลงมือปัดกวาดเช็ดถูบ้าน ขณะเดียวกันนางก็รับรู้ว่ามีคนแอบมองนางจากนอกบ้าน
องค์ชายรองมองแม่นางหงที่กำลังปัดกวาดเช็ดถูแล้วกลับไป เขาหวังว่าทองที่มอบให้นางคงช่วยให้นางสุขสบายขึ้นได้ หากว่านางไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ทองหีบนั้นสามารถทำให้นางอยู่อย่างสุขสบายไปถึง 3 ชั่วคนเลยทีเดียว หลังจากมองนางอยู่พักใหญ่ เขาจึงกลับโรงเตี๊ยมไป
เมื่อพวกองค์ชายรองไปกันหมดแล้ว ป้าข้างบ้านจึงถือซาลาเปาไปที่บ้านมารน้อย พลางร้องเรียก “มารน้อยๆ”
Chapter 7 ถูกลอบสังหารในวัด
จ้านเจียววางผ้าแล้วเดินไปเปิดประตูรั้ว ป้าข้างบ้านยื่นซาลาเปาให้ “อ่ะ ให้เจ้า”
“เข้ามาดื่มชาก่อนซิ” จ้านเจียวเชิญแล้วเดินนำไป นางต้มน้ำชงชา ป้าข้างบ้านนั่งลงตรงข้ามแล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “พวกนั้นไปกันหมดแล้ว ข้าทำตามที่เจ้าสั่งทุกอย่าง ต่อให้พวกเขาจะสืบอย่างไรก็สืบไปไม่ถึงเรื่องจริงหรอก”
“ลำบากเจ้าแล้ว” จ้านเจียวต้มน้ำชงชาแล้วยื่นไปให้นาง พลางบอก “จริงๆ เท็จๆ เท็จๆ จริงๆ พวกเขาย่อมแยกไม่ออกว่าอันไหนจริงอันไหนเท็จ สุดท้ายพวกเขาก็จะเชื่อว่าข้าเป็นเพียงหญิงคณิกาในหอจริงๆ”
“ว่าแต่พวกข้ายังต้องอยู่นี่อีกนานเท่าไหร่หรือ? ข้าคิดถึงไป๋ไป๋แล้วนะ” ป้าข้างบ้านบอกพลางทำสีหน้าเคลิ้มฝัน จ้านเจียวจึงบอก “อีกสามสี่วันเถอะ รอให้พวกเขาไปกันหมดแล้ว เจ้าค่อยกลับไปหาสามีเจ้าเถอะ”
“ไอโยว สามีอะไรกัน เขาเป็นชายบำเรอต่างหาก ข้าไม่คิดจะมีสามีหรอก มีสามีแล้วต้องคอยทำงานบ้านให้เขา มีลูกก็ต้องเลี้ยงลูกให้เขา ลูกใช้แซ่บิดา ข้ามีแต่ขาดทุน เรื่องขาดทุนพรรค์นี้ข้าไม่เอาด้วยหรอก ตั้งแต่เจ้าบอก ข้าก็กระจ่างแจ้งแล้ว เรื่องอะไรข้าจะยอมให้ตัวเองทนทุกข์เช่นนั้นเล่า ทุกวันนี้ข้าสุขสบายดีมีบุรุษคอยเอาใจ นี่ต่างหากถึงจะเป็นความสุขที่แท้จริง โฮ๊ะๆๆๆ…” ป้าข้างบ้านหัวเราะแล้วยกชาขึ้นดื่ม จากนั้นก็กลับบ้านไป จ้านเจียวกินซาลาเปาแล้วยกถ้วยชาไปล้างแล้วเช็ดถูบ้านต่อ
หลังจากถูบ้านเสร็จแล้วจ้านเจียวก็นอนหลับพักผ่อน
วันต่อมา จ้านเจียวตื่นแต่เช้า นางล้างหน้าตาแล้วอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เมื่อนางเปิดประตูบ้านเดินออกไปก็เจอองค์ชายรองที่หน้าประตูรั้ว “เจ้า…”
“เชิญแม่นางหง ให้ข้าได้เลี้ยงข้าวสักวันดีหรือไม่?” องค์ชายรองถามพลางผายมือเชื้อเชิญ จ้านเจียวพยักหน้า “ได้”
แล้วนางจึงเดินไปขึ้นรถม้า องค์ชายรองขึ้นตามไป จากนั้นรถม้าก็วิ่งออกจากตรอกแห่งนั้นมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารที่หรูหราที่สุดของเมืองลั่วโจว องค์ชายรองมองดูแม่นางหงไม่พูดอะไร จ้านเจียวก็ไม่พูดเช่นกัน
จนไปถึงร้านอาหาร รถม้าหยุดลง องค์ชายรองลงจากรถม้าก่อน จ้านเจียวก้าวตามไป องค์ชายรองยื่นมือไปช่วยประคอง จ้านเจียวเอ่ยเสียงเบาว่า “ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด”
องค์ชายรองจึงหดมือกลับไป แล้วเดินนำเข้าไปในร้านอาหาร เสี่ยวเอ้อร์รีบวิ่งไปต้อนรับ “เชิญขอรับๆ”
“ห้องที่จองไว้” องครักษ์บอก เสี่ยวเอ้อร์จึงเดินนำทางไป เถ้าแก่ร้านเห็นเจ้าสำนักน้อยก็มองด้วยสายตาเหมือนนางเป็นเพียงลูกค้าทั่วไปคนหนึ่ง แต่ในใจร้อนรนนิดๆ หากว่าวันนี้ต้อนรับบกพร่อง มารน้อยนี่คงรื้อหลังคาบ้านเขาแน่ เขาจึงก้าวไปต้อนรับด้วยตัวเองพลางบอกเสี่ยวเอ้อร์ว่า “เจ้าไปดูอาหารเถอะ”
“ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์รับคำแล้วถอยออกไป
“เชิญขอรับ” เถ้าแก่ผายมือแล้วเดินนำทางไป องค์ชายรองเดินตามไป จ้านเจียวตามหลัง ปิดท้ายด้วยองครักษ์
เมื่อลูกค้านั่งลง เถ้าแก่ก็รินน้ำชาให้ “น้ำชาขอรับ”
“อาหารขึ้นชื่อของร้านเจ้ามีอะไรเอามาให้หมด” องครักษ์บอกพลางส่งถุงเงินให้ เถ้าแก่รับถุงเงินไปแล้วยิ้มแย้มกล่าว “ขอรับๆ”
จากนั้นเขาก็ถอยออกไป
“แม่นางหงขายศิลปะอะไรหรือ? พอจะแสดงให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่?” องค์ชายรองเอ่ย จ้านเจียวพยักหน้า “ได้ซิ”
นางหันไปบอกองครักษ์ว่า “เจ้าไปขอยืมพิณมาหน่อย”
องครักษ์จึงเดินออกไปบอกเสี่ยวเอ้อร์ที่เดินผ่านไปว่า “ขอยืมพิณสักหน่อย”
“ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์รับคำแล้วรีบไปแจ้งเถ้าแก่ เถ้าแก่จึงอุ้มพิณไปให้ด้วยตัวเอง เขาเคาะประตู
“เข้ามา” องครักษ์บอก เถ้าแก่จึงเปิดประตูเข้าไป เขาวางพิณลงบนโต๊ะแล้วถอยออกไป จ้านเจียวลุกไปนั่งที่โต๊ะวางพิณ นางดีดพิณทีละสายฟังเสียงครู่หนึ่งแล้วเริ่มบรรเลงเพลงหนึ่งออกมา เสียงพิณไพเราะกังวานดังก้องไป ทุกคนฟังแล้วเคลิบเคลิ้มไปกับเสียงพิณนั้น
เมื่อบรรเลงจบ จ้านเจียวจึงเงยหน้ามอง แล้วยิ้มบางๆ ชาติก่อนฝีมือของนางนับว่าเป็นเลิศ ดังนั้นแค่ดีดพิณเพลงเดียวจึงง่ายยิ่งนัก
องค์ชายรองดึงสติกลับมา เขาตบมือ “เยี่ยมๆๆ”
“คุณชายชอบก็ดีแล้ว” จ้านเจียวเอ่ยแล้วลุกกลับไปนั่งที่โต๊ะอาหาร พอดีกับเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เข้ามา” องครักษ์บอก เถ้าแก่จึงเปิดประตู เสี่ยวเอ้อร์เดินเรียงแถวเข้าไปวางอาหารแล้วถอยออกไปอย่างเป็นระเบียบ
“เชิญ” องค์ชายรองผายมือพลางหยิบตะเกียบขึ้นมา จ้านเจียวเอ่ย “ขอบคุณมาก”
นางหยิบตะเกียบยื่นไปคีบหมูพะโล้ที่ตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม องค์ชายรองคีบอาหารกินพลางมองดูนางที่ไม่ได้ทำตามกฎของสตรีในห้องหับทั้งหลายที่คีบอาหาร 1 อย่างคีบไม่เกิน 3 ครั้ง จากนั้นก็เปลี่ยนไปกินอาหารอย่างอื่นต่อ
จ้านเจียวชอบอะไรก็กินมากหน่อย ไม่ชอบอะไรนางก็ไม่กิน
หลังจากกินอิ่มแล้วองค์ชายรองจึงบอก “วันนี้ข้าขอให้แม่นางหงพาข้าชมเมืองลั่วโจว แม่นางขัดข้องหรือไม่?”
“ได้” จ้านเจียวตอบแล้วแบมือยื่นออกไป องค์ชายรองจึงล้วงถุงทองออกมาส่งให้ทั้งถุง จ้านเจียวรับไปแล้วเก็บใส่อกเสื้อ จากนั้นนางก็ลุกขึ้นผายมือ “เชิญ”
องค์ชายรองลุกขึ้นเดินออกจากห้อง จ้านเจียวเดินตามไป องครักษ์เดินปิดท้าย เขามองแม่นางหงที่หน้าเต็มไปด้วยกระแล้วคิดในใจว่า ‘บางทีองค์ชายอาจจะเห็นแก่ที่นางช่วยชีวิตกระมังจึงได้ดีกับนางมากหน่อย ไม่เช่นนั้นหน้าตาเช่นนี้จะได้อยู่ในสายตาองค์ชายหรือ’
‘ขนาดนางกำนัลในตำหนักยังงดงามกว่าแม่นางหงเลย กริยามารยาทก็ดีกว่านางเป็นร้อยเท่า หากองค์ชายจะถูกใจสตรีสักคนย่อมไม่ตกมาถึงแม่นางหงที่หน้าตาขี้เหร่นี่หรอก ต้องเป็นเพราะองค์ชายเห็นแก่ที่นางช่วยชีวิตเป็นแน่’
จ้านเจียวเดินไปขึ้นรถม้าพลางสั่งสารถีว่า “ไปวัดลั่วซาน”
สารถีหันไปมององค์ชายรอง เห็นเขาพยักหน้าเขาจึงขานรับ “ขอรับ”
องค์ชายรองขึ้นไปบนรถม้าแล้วนั่งลงตรงข้ามแม่นางหง จ้านเจียวจึงเอ่ยว่า “วัดลั่วซานเป็นวัดดังของเมืองนี้ ท่านมาลั่วโจวแล้วต้องไปไหว้พระที่วัดลั่วซานจึงจะถือว่ามาถึงลั่วโจวจริงๆ”
“อ่อ” องค์ชายรองพยักหน้ารับรู้ องครักษ์แค่นเสียงเยาะในใจ ‘เฮอะ! ไม่ต้องให้เจ้าบอกข้าก็รู้’
จ้านเจียวพูดต่อ “และวัดลั่วซานนี้ คนนิยมไปขอเรื่องคู่ครองกับเรื่องสอบมากที่สุด ดังนั้นที่นั่นจึงมีสตรียังไม่ออกเรือนกับบัณฑิตไปไหว้พระที่นั่นกันมาก หากว่าคุณชายมีโชคก็อาจจะได้พบเนื้อคู่ที่นั่นก็ได้ หรือคุณชายจะขอเรื่องสอบก็ศักดิ์สิทธิ์นัก”
‘สอบอะไรกัน องค์ชายของข้าสอบผ่านจอหงวนตั้งแต่อายุ 7 ขวบแล้ว’ องครักษ์คิดในใจ เขานั่งฟังเสียงแม่นางหงที่พูดน้ำไหลไฟดับประหนึ่งฉีดเลือดไก่เข้าไปอย่างไรอย่างนั้น ‘ทีก่อนหน้านี้นางไม่เห็นจะพูดอย่างนี้เลย พอได้เงินทองไปแล้วจึงพูดไม่หยุดนี่เอง เฮอะ! หญิงคณิกาก็ยังเป็นหญิงคณิกาที่เห็นแก่เงินอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ’
จ้านเจียวพูดไม่หยุดไปตลอดทาง นางเอ่ยแนะนำสถานที่ต่างๆ ในเมืองลั่วโจวไปตลอดทาง ไม่ว่าจะผ่านที่ใดนางล้วนแนะนำสถานที่แห่งนั้นได้หมด องค์ชายรองฟังนางพูดพลางถามอย่างพอใจไปตลอดทาง องครักษ์จึงเพิ่งรู้ว่าที่แท้แล้วองค์ชายของเขาก็กลายเป็นคนพูดมากได้เช่นกัน นี่มันช่างทำลายภาพลักษณ์องค์ชายที่เย็นชาก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้นจริงๆ ‘นี่ยังใช่องค์ชายของข้าอยู่ไหม? หรือว่าเขาถูกผีสิง?’
เมื่อไปถึงวัดลั่วซาน องค์ชายรองกับจ้านเจียวลงจากรถม้า พวกเขาเดินขึ้นบันไดเคียงกันไปทีละขั้น…ทีละขั้น จนถึงศาลาโถง จากนั้นพวกเขาก็เข้าไปจุดธูปไหว้พระ
“ขอให้ท่านพ่อแข็งแรงอายุยืนร้อยปีพันปี” จ้านเจียวอธิษฐานแล้วปักธูปลงในกระถาง องค์ชายรองปักธูปลงแล้วถาม “ท่านพ่อเจ้าตายไปแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ข้าหมายถึงท่านพ่อบุญธรรมน่ะ” จ้านเจียวบอก องค์ชายรองจึงนึกถึงชายแก่ที่เขาพบในครั้งก่อนตอนที่เขาบาดเจ็บ “อ่อ ที่แท้แล้วเขาคือพ่อบุญธรรมของเจ้าหรือ?”
“ใช่” จ้านเจียวพยักหน้า องค์ชายรองถามต่อ “เขาทำงานอะไร?”
“เมื่อก่อนเขาเป็นขอทาน แต่เดี๋ยวนี้เขาเป็นพ่อค้าแล้ว” จ้านเจียวตอบไม่ได้โกหกสักคำ “เมื่อก่อนข้าเร่ร่อนขอทานไปกับเขาทั่วเมือง ดังนั้นเมืองลั่วโจวแห่งนี้ข้าจึงรู้จักทุกซอกทุกมุมเลยล่ะ”
‘ที่แท้เจ้าก็เคยเป็นขอทานนี่เอง’ องครักษ์นึกดูถูกอยู่ในใจ ‘สตรีชั้นต่ำอย่างไรก็ยังคงเป็นสตรีชั้นต่ำอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ’
“คุณชายจะรังเกียจข้าก็ไม่เป็นไร ข้าขอตัวก่อน” จ้านเจียวบอกแล้วกุมมือลา องค์ชายรองยกมือขึ้น “อ่า…”
เขายังไม่ทันพูดอะไร จู่ๆ ลูกธนูดอกหนึ่งก็พุ่งมา ฟิ้ว!”
เขาคว้าตัวแม่นางหงก้าวหลบไปด้านข้างอย่างไวยิ่ง
“อ่ะ!” จ้านเจียวตกใจที่จู่ๆ ก็ถูกกอดเอว นางที่กำลังจะชักมีดสั้นออกมาจึงเก็บมีดสั้นเข้าฝักดังเดิม แล้วแสร้งทำตัวอ่อนแอเหมือนคุณหนูในห้องหับทั้งหลาย
ฉึก! ลูกธนูปักพื้น หางธนูสั่นไหว องครักษ์พลันชักกระบี่ออกมา ชิ้ง!
ตาเขามองตามทิศทางของลูกธนูที่พุ่งมาแล้วจึงเห็นคนใส่หมวกฟาง ถือคันธนู เขาจึงพุ่งไปหาคนๆ นั้นทันที ทำให้ผู้คนที่มาไหว้พระแตกตื่นตกใจ “อ้า!” / “ว๊าย!” / “เฮ้ย!” / “ไอหยา!”
คนถือคันธนูพลันหันหลังวิ่งหนีไปอย่างไวยิ่ง องครักษ์วิ่งตามไป
องค์ชายรองมององครักษ์แล้วมองแม่นางหง ใจเขาเต้นแรงตึกๆ ขึ้นมา ตึกๆๆๆ…
เขารู้สึกถึงร่างกายอ่อนนุ่มที่อยู่ในอ้อมแขน กลิ่นกายนางหอมเย็นสดชื่น ไม่หอมฉุนเหมือนสตรีทั้งหลายที่ชอบใช้เครื่องหอมที่มีกลิ่นหอมฉุนจนเขาเวียนหัวไปหมด
“เจ้า บาดเจ็บหรือไม่?” เขาถาม จ้านเจียวส่ายๆ หน้า “ไม่เป็นไร”
องค์ชายรองไม่ได้ปล่อยนาง เขายังคงกอดนางเอาไว้ จ้านเจียวจึงบอก “เอ่อ…ท่านปล่อยข้าได้แล้วกระมัง”
“อ่า…” องค์ชายรองก้มมอง จ้านเจียวดันตัวออกจากอ้อมแขนเขา
องครักษ์วิ่งตามไป แต่ว่าคนยิงธนูกลับหนีไปได้ เขาจึงรีบกลับไปรายงานว่า “มันหนีไปได้ขอรับ”
“ตามจับมาให้ได้” องค์ชายรองสั่งแล้วจับมือแม่นางหงพลางบอก “ที่นี่ไม่ค่อยปลอดภัย พวกเรารีบกลับดีกว่า”
จ้านเจียวพยักหน้า องค์ชายรองจึงจูงนางเดินลงบันไดไป องครักษ์ตามไปไม่ห่าง ส่วนองครักษ์ในที่ลับก็พากันแบ่งคนไปตามจับคนร้าย
คนร้ายวิ่งหนีไป เขาคิดว่าหนีพ้นแล้วจึงหยุดพักครู่หนึ่ง
“ขอน้ำหน่อย” ขอทานคนหนึ่งเดินไปหาคนร้าย คนร้ายคิดว่าก็แค่ขอทานจึงเอ่ยปากขับไล่ “ไปให้พ้นไอ้ขอทาน!”
เขาเงื้อคันธนูจะตี
“อ้า!” ขอทานจึงรีบหนีไป คนร้ายจึงเดินต่อไป
ฟุบ!ๆๆๆ… มีคน 4 คน กระโดดลงจากต้นไม้ พวกเขาถือแหเอาไว้คนละมุมครอบคนร้ายเอาไว้ คนร้ายดิ้น “โอ๊ะ!”
ยังไม่ทันที่คนร้ายจะดิ้นสู้ ขอทานกลุ่มหนึ่งก็กระโจนออกมาจากข้างทาง ทุบตีคนร้ายที่อยู่ใต้แหคนละที…สองที
“นี่แน่ะๆ” / “เฮอะ! กล้าลงมือกับมารน้อย ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!” / “ย๊าก!” ฯลฯ พวกเขาทุบตีจนคนร้ายสลบไป ขอทานที่วิ่งหนีไปย้อนกลับไปพลางสั่งว่า “เอาตัวไป”
“อื้ม” พวกขอทานรับคำสั่งแล้วใช้แหพันคนร้ายหามไป ทำให้สถานที่แห่งนั้นกลับคืนสู่ความสงบดังเดิม
จ้านเจียวขึ้นรถม้า จากนั้นรถม้าก็วิ่งกลับเข้าเมือง จ้านเจียวสั่งสารถีว่า “ไปถนนต้าหนิว”
สารถีไม่ได้ขานรับ องค์ชายรองจึงบอก “ไปถนนต้าหนิว”
“ขอรับ” สารถีขานรับ พลางขับรถม้าไปตามทาง
“ไปถนนต้าหนิวทำไมหรือ?” องค์ชายรองถาม จ้านเจียวจึงบอก “ที่นั่นมีร้านเนื้อย่างอร่อยมาก ข้าอยากกิน”
องครักษ์แอบดูแคลนอยู่ในใจ ‘เฮอะ! นางก็คิดได้เท่านี้แหละ’
“ได้ ข้าพาเจ้าไปกิน” องค์ชายรองรับปาก จ้านเจียวยิ้ม แน่นอนว่านางกำลังนึกถึงเงินที่จะไหลเข้ากระเป๋าของนางเพิ่มขึ้นอีกแล้ว ร้านเนื้อย่างนั้นเป็นหนึ่งในกิจการของนาง ในเมื่อนางต้องกินข้าวมื้อกลางวัน นางย่อมไปกินที่ร้านตัวเองซิ และไหนๆ ก็มีเจ้ามือเลี้ยงข้าวแล้ว นางย่อมไม่ปล่อยให้เขาไปที่ร้านอื่นหรอก ได้กินของอร่อยๆ แล้วยังได้เงินอีก การค้าเช่นนี้นางชอบ ฮ่าๆๆๆ…
เมื่อไปถึงร้านเนื้อย่าง มีคนนั่งเต็มร้าน ด้านหลังมีควันคลุ้งไปทั่ว พ่อครัวกำลังนั่งย่างเนื้อหลายเตาพลิกเนื้อไปมา เสียงน้ำมันตกลงบนถ่านร้อนๆ ดังซ่าๆ กลิ่นเนื้อย่างหอมๆ ลอยคลุ้งไปทั่ว ทำให้ลูกค้าที่ยังไม่ได้เนื้อย่างถึงกับกลืนน้ำลายอึกๆ
องค์ชายรองลงจากรถม้า จ้านเจียวก็ลงจากรถม้า เสี่ยวเอ้อร์รีบไปต้อนรับพลางบอก “ขออภัยด้วยขอรับ ตอนนี้โต๊ะเต็มแล้ว คงต้องให้พวกท่านรอสักครู่ได้ไหมขอรับ?”
เถ้าแก่เหลือบเห็นเจ้าสำนักน้อยจึงรีบก้าวไปต้อนรับเอง เขาผายมือเอ่ยว่า “มีว่างอยู่ๆ เชิญทางนี้ขอรับ”
จ้านเจียวเดินตามเถ้าแก่ไป เถ้าแก่พาไปที่โต๊ะของเขาเอง เขารีบเก็บถ้วยน้ำชาของเขาออกไปแล้วเชื้อเชิญ “เชิญนั่งขอรับๆ”
จ้านเจียวนั่งลงพลางบอก “สันคอย่าง แล้วก็สันในย่าง อย่างละ 3 จาน”
“ขอรับๆ” เถ้าแก่รับคำพลางตะโกนสั่ง “สันคอย่าง 3 จาน สันในย่าง 3 จาน”
“ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ขานรับแล้วรีบไปยกเนื้อย่างไปให้ลูกค้าทันที เขารู้แค่ว่าคนที่เถ้าแก่ถึงกับสละโต๊ะตัวเองให้ ย่อมเป็นลูกค้าคนสำคัญของเถ้าแก่แน่นอน
“น้ำชาขอรับ” เถ้าแก่รินน้ำชาแล้วถอยออกไป
“อืม ลูกค้าเต็มร้านแสดงว่าร้านนี้น่าจะอร่อยกระมัง” องค์ชายรองมองไปรอบๆ ตัว จ้านเจียวจึงบอก “ต้องอร่อยซิ”
นางเอ่ยในใจต่อว่า ‘สูตรเนื้อย่างขึ้นชื่อของหอหงฮวาจะไม่อร่อยได้อย่างไร โฮ๊ะๆๆๆ…’
เมื่อก่อนนางทำหอหงฮวา รวบรวมอาหารขึ้นชื่อทั้งหลายมาไว้ที่เดียวกัน ครั้นถูกฆ่าตายชิงร้านไป นางในชาตินี้จึงได้แยกสูตรอาหารขึ้นชื่อทั้งหลายออกไปเปิดร้านเฉพาะอาหารชนิดนั้นๆ นี่ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ร้านถูกชิงไปได้ง่ายๆ เหมือนชาติก่อนนั่นเอง
พวกเขานั่งรอสักพัก เนื้อย่างก็ถูกยกมาวาง องค์ชายรองหยิบตะเกียบขึ้นมาพลางบอก “เชิญ”
จ้านเจียวจึงหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเนื้อย่างเข้าปาก สีหน้ามีความสุข “อื้มมมม…”
องค์ชายรองคีบเนื้อย่างกิน เขาเบิกตาโตขึ้นอย่างคิดไม่ถึงว่าเขาจะได้กินเนื้อย่างที่เหมือนกับหอหงฮวาอีกครั้ง ก่อนหน้านี้เนื้อย่างที่หอหงฮวาอร่อยมาก แต่หลังจากที่หอหงฮวากลายเป็นขององค์ชายสาม เนื้อย่างก็ไม่อร่อยเหมือนเดิม เขาจึงเดาว่าพ่อครัวน่าจะเปลี่ยนคนกระมัง ซึ่งเขาก็เดาถูกจริงๆ เพราะพ่อครัวคนเดิมลาออกไป ไม่คิดจะทำงานที่หอหงฮวาอีกหลังจากที่หงเหนียงตายไป
“ที่แท้พ่อครัวคนนั้นก็มาอยู่ที่นี่นี่เอง!” องค์ชายรองพูดอย่างดีใจ จ้านเจียวยกมุมปากเยาะหยันในใจ ‘เฮอะ! พ่อครัวจะเปลี่ยนกี่คนก็ได้ แต่สูตรนั้นข้าซื้อมาจากพ่อครัวคนก่อนแล้ว’
“เรียกพ่อครัวมา” องค์ชายรองสั่ง เถ้าแก่เหลือบมองเจ้าสำนักน้อย เขาเห็นนางหลิ่วตาทีหนึ่ง เขาจึงถอยไปตามพ่อครัว
เมื่อพ่อครัวไปถึง เขากุมมือคารวะ “คุณชาย”
“เจ้า?” องค์ชายรองหรี่ตามองพ่อครัวคนนั้นที่ยังหนุ่มแน่นมาก อายุน่าจะไม่เกิน 20 ด้วยซ้ำ ดังนั้นเขาจึงไม่ใช่พ่อครัวคนนั้นแน่นอน เขาจึงถามว่า “เนื้อย่างนี้เจ้าได้สูตรมาจากไหน?”
“เอ่อ สูตรนี้สืบทอดกันมาในตระกูลข้าน้อยขอรับ” พ่อครัวตอบ องค์ชายรองจึงบอก “ตบรางวัล”
องครักษ์จึงหยิบเงินส่งให้ 1 ก้อน พ่อครัวรับไปพลางกล่าว “ขอบคุณขอรับๆ”
องค์ชายรองโบกมือ พ่อครัวจึงถอยออกไป จ้านเจียวกินเนื้อย่างต่ออย่างเอร็ดอร่อย “อื้มมมม…”
Chapter 8 ย้ายไปเมืองหลวง
และที่เนื้อย่างอร่อยยิ่งกว่าเดิมก็เพราะว่ามีคนเลี้ยงนี่เอง ได้กินของอร่อยแล้วยังได้เงินอีก ใครจะสุขใจไปกว่านางอีกล่ะ โฮ๊ะๆๆๆ…
หลังจากกินอิ่มแล้ว จ้านเจียวก็ง่วงนอนขึ้นมา นางจึงบอกว่า “ข้าง่วงแล้ว เช่นนั้นข้ากลับก่อนล่ะ”
“เดี๋ยว” องค์ชายรองเรียก “เจ้าไปพักที่โรงเตี๊ยมเถอะ เมื่อตื่นแล้วเจ้าจะได้พาข้าเที่ยวอีก”
“โอ๋? ท่านคิดจะใช้ข้าให้คุ้มซินะ” จ้านเจียวเอ่ย องค์ชายรองอยากจะปฏิเสธแต่ก็กลัวว่านางจะจากไปเขาจึงพยักหน้าพลางเอ่ยว่า “เจ้ารับเงินข้าไปแล้ว เจ้าก็ควรทำงานให้คุ้มหน่อยไม่ใช่หรือ”
“เอาเถอะๆ ข้าจะทำงานให้ท่านคุ้มหน่อยก็ได้” จ้านเจียวบอกแล้วเดินไปขึ้นรถม้า องค์ชายรองตามไปพลางสั่งสารถีว่า “กลับโรงเตี๊ยม”
“ขอรับ” สารถีรับคำแล้วขับรถม้ากลับโรงเตี๊ยม
เมื่อไปถึงโรงเตี๊ยม องครักษ์ก็เปิดห้องอีกห้องให้แม่นางหงพัก จ้านเจียวเข้าไปนอนในห้องอย่างสบายอกสบายใจ
องค์ชายรองดื่มชาอยู่ในห้อง องครักษ์จึงบอก “อันที่จริงท่านไม่ต้องให้นางทำงานให้ก็ได้ ท่านเห็นแก่ที่นางช่วยชีวิต แค่มอบเงินทองให้นางก็จบแล้วนี่นา ไยท่านจึงพัวพันกับนางล่ะขอรับ?”
องค์ชายรองมองเขาตาดุ องครักษ์จึงไม่กล้าพูดอะไรอีก องค์ชายรองดื่มชาหมดถ้วยแล้วก็ลุกขึ้นยืน ก้าวออกจากห้องไป องครักษ์เดินตามไป องค์ชายรองเดินไปที่หน้าห้องที่แม่นางหงพักอยู่ เขาเปิดประตูเข้าไป องครักษ์จะตามเข้าไป องค์ชายรองปิดประตู ทำให้องครักษ์ชะงักค้างอยู่หน้าประตู เขาจึงก้าวเท้าถอยหลังไปแล้วยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู
องค์ชายรองเดินเข้าไปในห้องด้วยฝีเท้าเบาราวกับแมวย่อง เขาเดินไปถึงหน้าเตียง มองผ่านม่านมุ้งบางเบา เห็นแม่นางหงนอนหลับ เขาจึงยืนมองนางอยู่อย่างนั้น
จ้านเจียวตื่นตั้งแต่ได้ยินเสียงเปิดประตูแล้ว นางระวังตัวทันที ยิ่งได้ยินคนย่องเข้ามาในห้องนางจึงกุมมีดสั้นเตรียมพร้อมเอาไว้ ครั้นได้กลิ่นกำยานจากตัวคนที่เข้ามา นางจึงรู้ว่าเป็นองค์ชายรองนั่นเอง นางไม่ลืมตาขึ้นมอง ทำทีเหมือนยังนอนหลับอยู่ รอดูว่าองค์ชายรองจะทำอะไร แต่รอแล้วรอเล่า องค์ชายรองก็ไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว จนในที่สุดนางก็เผลอหลับไปจริงๆ
“เจ้า” องค์ชายรองพึมพำเบาๆ อย่างไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมเขาถึงอยากให้นางอยู่ด้วย ในเมื่อตอบแทนก็ตอบแทนแล้ว ไยเขาจึงไม่กลับเมืองหลวงเสียที ยังจะอยู่ที่นี่ต่ออีกทำไม หากว่านางงดงามเขายังพอเข้าใจได้ว่าเขาคงหลงใหลความงามของนางเข้าแล้ว แต่นี่นางไม่งาม ซ้ำยังขี้เหร่ยิ่งกว่านางกำนัลในตำหนักซะอีก แต่เขากลับอยากเห็นหน้านาง โดยเฉพาะดวงตาของนางคู่นั้นที่เหมือนมีตะขอขูดเกี่ยวลงบนหัวใจเขา จนเขารู้สึกคันหัวใจยุบยิบ เขายื่นมือไปจะแตะแก้มนาง พลันชะงักงันเมื่อคิดถึงความเหมาะสม เขาหดนิ้วกลับมา กำมือแน่น แล้วค่อยๆ หดมือกลับไป เขายืดตัวตรง ยืนมองนางอยู่อย่างนั้น
องครักษ์ที่แอบดูอยู่หน้าประตู เขามองแล้วรู้สึกขัดอกขัดใจยิ่งนัก หากเป็นเขา เขาคงจับแก้มนางไปแล้ว และจะไม่ทำแค่จับแก้มหรอก แต่จะให้นางปรนนิบัติบนเตียงด้วย ก็แค่หญิงคณิกาขายเรือนร่างคนหนึ่งเท่านั้น องค์ชายจะยึกยักมากท่าไปไย
จ้านเจียวตื่นขึ้นมา นางลืมตาขึ้นพลันตกใจเมื่อเห็นว่าองค์ชายรองยืนอยู่ข้างเตียง “อ่ะ!”
“ขออภัยด้วย ข้าเพียงเข้ามาดูว่าแม่นางตื่นหรือยัง” องค์ชายรองบอกแล้วเดินจากไป
จ้านเจียวยันตัวลุกขึ้นนั่ง นางมองสำรวจเสื้อผ้าตัวเอง พบว่ายังอยู่ครบดีนางจึงโล่งใจ นางไม่คิดว่าองค์ชายรองจะหลงใหลในรูปลักษณ์ของนางหรอกนะ นางอุตส่าห์แต้มกระปกปิดความงามเอาไว้ ทำให้ใบหน้านางดูอัปลักษณ์ขี้ริ้วขี้เหร่ เขาย่อมไม่หลงใหลนางแน่นอน แล้วเขาตามพัวพันกับนางเพื่ออะไร? หรือว่าเขาระแคะระคายฐานะแท้จริงของนาง?
นางลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทางแล้วจึงเดินออกไป นางเดินไปที่ห้องขององค์ชายรอง เคาะประตูก๊อกๆ
“เข้ามา” องครักษ์บอก จ้านเจียวจึงเปิดประตูก้าวเข้าไป องค์ชายรองนั่งจิบชาอยู่ เขาผายมือ “เชิญ”
จ้านเจียวนั่งลงแล้วถามว่า “ท่านอยากไปเที่ยวที่ไหนอีกหรือ?”
“เจ้าลองแนะนำซิ” องค์ชายรองบอก จ้านเจียวจึงบอก “เช่นนั้นไปล่องเรือเป็นอย่างไร?”
“ได้” องค์ชายรองพยักหน้า จ้านเจียวจึงลุกขึ้น “เชิญ”
นางเดินนำหน้าไป องค์ชายรองเดินตามไป องครักษ์เดินปิดท้าย จ้านเจียวเดินไปขึ้นรถม้าพลางสั่งสารถีว่า “ไปท่าเรือริมแม่น้ำลั่วโจว”
สารถีเห็นองค์ชายรองพยักหน้าเขาจึงขานรับ “ขอรับ”
องค์ชายรองเข้าไปนั่งในรถม้า สารถีจึงขับรถม้าไปที่ท่าเรือ
เมื่อถึงท่าเรือ จ้านเจียวลงจากรถม้าพลางสั่งองครักษ์ว่า “เจ้าไปเช่าเรือสักลำ”
องค์ชายรองหลิ่วตาสั่ง องครักษ์จึงไปจัดการเช่าเรือ แล้วกลับไปเชิญองค์ชายรอง “เชิญขอรับ”
องค์ชายรองเดินตามองครักษ์ไป เขาก้าวลงเรือ จ้านเจียวเดินไปลงเรือ องค์ชายรองยื่นมือไปประคอง จ้านเจียววางมือบนมือเขาแล้วก้าวเดินลงเรือ จังหวะนั้นเรือโคลงเคลงทำให้นางเซไป องค์ชายรองจึงคว้าเอวนางเอาไว้ จ้านเจียวตกใจ “อ่ะ!”
ทั้งสองมองตากันครู่หนึ่ง จ้านเจียวดึงสติกลับมา นางดันตัวออก องค์ชายรองปล่อยมือ จ้านเจียวเดินเข้าไปนั่งในเรือ คนพายเรือจึงพายเรือออกจากฝั่ง จ้านเจียวก็พูดว่า “ที่นั่นคือบ้านตระกูลจาง ส่วนตรงนั้นคือบ้านตระกูลเจียง สองตระกูลนี้เมื่อก่อนเกี่ยวดองกัน แต่ตอนนี้เป็นศัตรูกัน”
“เจ้ารู้เรื่องคนอื่นดีจริงๆ” องครักษ์ประชด จ้านเจียวเชิดหน้า “เจ้าจะบอกว่าข้าชอบเสือกเรื่องผู้อื่นก็พูดมาตรงๆ เถอะ เอาแต่ประชดประชันเหมือนสตรีเช่นนี้ เจ้าเป็นชายแน่หรือ?”
“เจ้า!” องครักษ์โมโห องค์ชายรองเอ่ยเสียงเย็น “อย่าเสียมารยาท”
องครักษ์จึงหันหน้าไปอย่างไม่พอใจนัก จ้านเจียวยิ้มเยาะแล้วชี้ต้นไม้ใหญ่ริมแม่น้ำพลางบอก “ต้นไม้ต้นนั้น ตอนเด็กๆ ข้าเคยปีนขึ้นไปจนเกือบถึงยอดเลยนะ”
“เฮอะ! กุลสตรีดีๆ ที่ไหนปีนต้นไม้บ้าง” องครักษ์แค่นเสียงดูถูก จ้านเจียวจึงบอก “ข้าไม่เคยบอกว่าตัวข้าเป็นกุลสตรีสักครั้ง”
“เจ้า!” องครักษ์โมโหจนตาพอง องค์ชายรองยกยิ้มมุมปาก เขาเข้าใจคำพูดของแม่เล้าแล้วที่บอกว่า ‘เอ่อ…ท่านอย่าพบนางดีกว่าเจ้าค่ะ นางเอาใจใครไม่เป็นหรอกเจ้าค่ะ มีแต่จะถูกนางยั่วโมโหจนตายมากกว่าเจ้าค่ะ’
ใช่ นางพูดถูก ตอนนี้เขาก็ได้เห็นแล้วว่าองครักษ์ของเขาถูกแม่นางหงยั่วโมโหอย่างไรบ้าง หึๆๆๆ…
“ท่านขำอะไร?” จ้านเจียวถาม
องค์ชายรองตอบ “ขำที่เจ้าสามารถยั่วโมโหคนของข้าได้อย่างไรล่ะ ปกติแล้วเขาใจเย็นจะตาย ความสามารถของเจ้าไม่ธรรมดาจริงๆ”
“ใจเย็น?” จ้านเจียวเอ่ยพลางมององครักษ์คนนั้นอย่างไม่เชื่อถือ องครักษ์จึงยืดอกเชิดหน้าขึ้น จ้านเจียวเหยียดมุมปากเยาะหยัน “เฮอะ!”
“เอาล่ะๆ แม่นางพูดต่อเถอะ” องค์ชายรองไกล่เกลี่ยก่อนที่องครักษ์ของเขาจะกลายเป็นไก่ชนซะก่อน จ้านเจียวยักไหล่แล้วพูดถึงเรื่องสถานที่ต่างๆ ริมฝั่งแม่น้ำต่อ “ที่นั่น……….”
จนกระทั่งเย็นใกล้ค่ำ เรือจึงพายกลับท่าเรือ องค์ชายรองก้าวไปยืนบนท่าเรือพลางยื่นมือไปช่วยประคองแม่นางหง จ้านเจียวจึงวางมือลงบนมือเขาแล้วก้าวขึ้นไป
“นี่ๆๆ เจ้าน่ะปล่อยลูกข้าเดี๋ยวนี้นะ!” เสียงตวาดดังมา ทุกคนหันไปมองจึงเห็นชายแก่หน้าตาขึงขังก้าวมาทางพวกเขาท่าทางโมโหโทโส
“ท่านพ่อ ท่านมาได้อย่างไร?” จ้านเจียวถาม องครักษ์ที่กำลังจะชักกระบี่ออกมาจึงถูกองค์ชายรองขึงตาห้าม องครักษ์จึงดันกระบี่กลับเข้าฝักเสียงดังกริ๊ก!
เจ้าสำนักยื่นมือไปดึงมือลูกบุญธรรมออกจากมือองค์ชายรอง เขาคว้าเอวนางหมับแล้วอุ้มนางขึ้นจากเรือ อึดใจต่อมาเขาก็ดันนางไปไว้ข้างหลังตัวเองแล้วมองจ้ององค์ชายรองเขม็ง “หากข้ายังไม่มา เกรงว่าเจ้าคงถูกไอ้หนุ่มนี่หลอกจนเสียตัวแล้วกระมัง”
“หลอกเหลิกอะไรกัน ข้าแค่พาเขาเที่ยวในฐานะเจ้าบ้านเท่านั้นเอง” จ้านเจียวบอก เจ้าสำนักไม่ฟังอะไรแล้วเขาหันไปจูงมือนางไปขึ้นรถม้าอย่างหวงแหน “ไปๆ กลับบ้านได้แล้ว เที่ยวเล่นทั้งวันแล้ว ควรพอได้แล้ว”
จ้านเจียวหันไปโบกๆ มือให้องค์ชายรอง เจ้าสำนักจึงคว้ามือลูกบุญธรรมหมับ แล้วดึงนางไปขึ้นรถม้า จากนั้นรถม้าก็เคลื่อนตัวจากไป
“เฮอะ! ตาแก่นั่นทำเหมือนว่านายท่านพิศวาสลูกสาวเขาเสียเต็มประดาอย่างนั้นแหละ หึ! หน้าตาเช่นนั้นยังไม่คู่ควรเป็นสาวใช้ให้นายท่านเลยด้วยซ้ำ” องครักษ์แค่นเสียงเยาะ องค์ชายรองเดินไปขึ้นรถม้า องครักษ์รีบตามไป จากนั้นรถม้าก็กลับโรงเตี๊ยมไป
ขณะที่อยู่ในรถม้า องค์ชายรองก็เดาว่าแม่นางหงน่าจะขายศิลปะเป็นงานอดิเรกแน่นอน นางย่อมไม่ขายตัวจริงๆ ส่วนเรื่องที่นางเคยเป็นขอทาน นั่นเป็นเรื่องเมื่อตอนเด็กๆ จริงหรือเท็จเขาก็ยังไม่รู้จริงๆ แต่ดูจากท่าทางแล้วพ่อบุญธรรมคนนั้นของนางหวงลูกสาวไม่น้อย เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงแน่นอน ตอนที่เขานอนบาดเจ็บอยู่ในรถม้า ชายคนนั้นก็คอยกันท่าไม่ให้แม่นางหงเข้าใกล้เขา
เมื่อกลับถึงสำนักยาจก จ้านเจียวก็ไปดูคนที่ลอบทำร้ายนางกับองค์ชายรอง คนๆ นั้นถูกมัดล่ามติดกับเสา เนื้อตัวมีรอยถูกเฆี่ยนตี เดาว่าคนของนางคงซักถามก่อนหน้านางแล้วกระมัง
“เจ้า ปล่อยข้า!” คนร้ายเงยหน้าขึ้นตะคอก จ้านเจียวมองแล้วถามคนที่เฝ้าอยู่ว่า “สืบได้อะไรบ้าง?”
“มันปากแข็งจริงๆ ข้าเฆี่ยนจนหมดแรงแล้วมันก็ยังไม่ยอมพูดเลย” คนเฝ้าบอก จ้านเจียวยิ้มเหี้ยม “หึ! ต่อให้ปากแข็งอย่างไร ข้าก็มีวิธีจัดการ”
นางมองคนร้ายแล้วเอ่ยว่า “ถอดกางเกงมันออก”
“ได้” คนเฝ้ารับคำสั่งแล้วเดินไปถอดกางเกงพรึด!
“เจ้าจะทำอะไร?” คนร้ายถาม
“หึๆๆๆ…” จ้านเจียวยิ้มแย้ม “ในเมื่อเจ้าไม่ยอมพูด เช่นนั้นข้าก็จะตอนเจ้าก่อน ถ้าเจ้ายังไม่ยอมพูดอีก ข้าก็จะตัดแขนเจ้าข้างหนึ่ง เจ้าไม่พูด ข้าก็ตัดแขนเจ้าอีกข้าง เจ้ายังไม่ยอมพูดอีก ข้าก็จะตัดขาเจ้าอีกข้าง เจ้ายังไม่พูดอีก ข้าก็จะตัดขาเจ้าอีกข้าง หลังจากตัดแขนขาเจ้าหมดแล้ว ค่อยโยนเจ้าไว้ในหลุมมด เจ้าจะถูกมดกัดกินค่อยๆ ตายไปอย่างทรมานทีละนิด…ทีละนิด”
นางพูดเนิบนาบเหมือนว่าวันนี้กินข้าวกับอะไร ฟ้าฝนเป็นอย่างไรบ้าง ทำให้คนร้ายฟังแล้วขนลุกซู่ๆ รู้สึกหวาดกลัวจนหัวหดแล้ว วิธีการที่นางพูดมาแต่ละอย่างนั่นโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!
เขาที่คิดถึงภาพตัวเองถูกตอน แขนถูกตัดทีละข้าง…ทีละข้าง ขาถูกตัดทีละข้าง…ทีละข้าง แล้วถูกโยนลงไปในหลุมมด ถูกมดกัดจนกว่าจะตาย มันช่างเป็นภาพที่โหดเหี้ยมจนเขาอยากตายเลยทีเดียว
“ข้ายอมแล้วๆ” เขารีบพูดอย่างหวาดกลัวหัวหดจริงๆ จ้านเจียวยิ้ม “ดี”
นางก้าวเข้าไปพลางหยิบดาบขึ้นมาถือแล้วใช้ปลายดาบชี้ไปที่องคชาติของชายคนร้าย “เอาล่ะ ตอบมา เจ้าเป็นใคร? ทำงานให้ใคร?”
คนร้ายกลืนน้ำลายอึกๆ แล้วรีบสารภาพทุกอย่างที่นางอยากรู้ออกไปจนหมด ไม่กล้าปิดบังแม้แต่น้อย “ข้า………”
คนเฝ้าถึงกับคารวะเจ้าสำนักน้อยอยู่ในใจ แค่นางพูดขู่ไม่เท่าไหร่ก็ทำให้เจ้าคนปากแข็งนี้ยอมคายความลับออกมาจนหมดได้ นับถือๆ
แต่ว่าวิธีการที่นางพูดมาก่อนหน้านี้ทำให้เขาเพิ่งจะรู้ว่าเจ้าสำนักน้อยช่างโหดเหี้ยมอย่างแท้จริง วิธีการก่อนหน้านี้ที่พวกเขาพบเจอกลายเป็นวิธีเด็กน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับคำพูดที่นางพูดออกจากปากได้หน้าตาเฉยเมื่อครู่นี้
วันต่อมา องค์ชายรองก็กลับเมืองหลวง ขณะเดียวกันคนขององค์ชายสามก็สืบร่องรอยองค์ชายรองไปถึงเมืองลั่วโจว แต่ว่าหลังจากสืบข่าวในเมืองลั่วโจวแล้วพวกเขากลับสืบข่าวอะไรไม่ได้สักข่าว ราวกับว่าคนที่พวกเขาตามสืบไม่ได้มาที่เมืองนี้ ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้จักคนในภาพวาดแม้แต่คนเดียว คนขององค์ชายสามจึงกลับไปมือเปล่า และที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าคนของสำนักยาจกให้ข่าวปลอมกับพวกองค์ชายสามน่ะซิ ดังนั้นพวกขององค์ชายสามจึงคว้าน้ำเหลวกลับไป
ณ สำนักยาจก จ้านเจียวเอ่ยกับพ่อบุญธรรมว่า “ท่านพ่อ กิจการของพวกเราในเมืองลั่วโจวก็เข้าที่เข้าทางแล้ว ข้าคิดจะขยายกิจการไปที่เมืองหลวง”
“ดี” เจ้าสำนักตบโต๊ะเห็นด้วย จ้านเจียวจึงบอก “เช่นนั้นอีก 3 วันพวกเราไปเมืองหลวงกัน”
“อืม ดีๆ” เจ้าสำนักพยักหน้า ครู่ต่อมาเขาก็เบิกตาโต “เฮ้ๆ เจ้าคงไม่ได้คิดจะตามเจ้าหนุ่มนั่นไปหรอกนะ”
“ตามอะไรกัน ท่านพ่อพูดเหลวไหลแล้ว” จ้านเจียวดุสีหน้าขึงขัง เจ้าสำนักจึงถาม “แล้วทำไมเจ้าถึงคิดจะไปเมืองหลวงล่ะ? ไอ้หนุ่มนั่นจากไปเจ้าก็จะตามเขาไปแล้ว นี่ใช้ได้ที่ไหนกัน”
“ไม่ได้ตามๆ ข้าไม่ได้ตามใครทั้งนั้น เรื่องขยายกิจการไปเมืองหลวงนี่ข้าคิดไว้นานแล้ว ท่านไม่เชื่อก็ถามพวกลุงๆ ป้าๆ ซิ ข้าให้พวกเขาไปดูลาดเลาที่เมืองหลวงตั้งแต่ 2 ปีก่อนแล้ว” จ้านเจียวบอก เจ้าสำนักจึงหันไปถามคนในสำนักว่า “นางพูดจริงหรือ?”
“จริงขอรับ เรื่องนี้เจ้าสำนักน้อยวางแผนไว้ตั้งแต่ 3 ปีก่อนแล้วขอรับ นางบอกว่ารอให้กิจการที่ลั่วโจวมั่นคงดีแล้วก็จะขยายกิจการไปที่เมืองหลวง นางไม่ใช่เพิ่งจะวางแผนวันสองวันนี้หรอก” คนในสำนักยืนยัน เจ้าสำนักจึงเบาใจ “เฮ้อ…”
“ทีนี้ท่านเชื่อรึยัง? ข้าไม่ได้ตามใครซะหน่อย ข้ารู้ความหรอกน่า เขาเป็นองค์ชาย เรื่องลุยน้ำโคลนอะไรนี่ข้าไม่เอาด้วยหรอก ข้ายังอยากใช้ชีวิตสุขสบายอยู่นะท่านพ่อ” จ้านเจียวบอกอย่างจริงจัง เจ้าสำนักจึงบอก “เอาตามที่เจ้าว่าล่ะกัน”
“เช่นนั้นท่านพ่อก็เตรียมตัวให้ดี อีก 3 วันออกเดินทาง” จ้านเจียวบอกแล้วเดินออกไป เจ้าสำนักมองตามแล้วพูดกับคนในสำนักว่า “เจ้าดูซิ ข้าเป็นพ่อนางหรือว่านางเป็นแม่ข้ากันแน่?”
“เอ่อ…” คนในสำนักอ้ำอึ้งแล้วเอ่ยว่า “ข้ายังต้องไปให้อาหารไก่ ขอตัวก่อน”
พูดจบแล้วเขาก็รีบเผ่นไปทันที
3 วันต่อมา จ้านเจียวกับเจ้าสำนักก็นั่งรถม้าไปเมืองหลวง คนในสำนักติดตามไปด้วยจำนวนหนึ่ง ซึ่งคนที่ติดตามไปด้วยนี้ล้วนเป็นคนที่ถูกคัดตัวไปทำงานที่สำนักคุ้มภัยที่เปิดใหม่ ทุกคนแต่งเครื่องแบบของสำนักคุ้มภัยจ้านคง ดูแล้วน่าเกรงขามเหมือนสำนักคุ้มภัยใหญ่ๆ อย่างไรอย่างนั้น
รถม้าหลายคันวิ่งตามกันไป คนคุ้มกันก็ขี่ม้ารอบๆ รถม้า พวกเขาห้อยดาบไว้ที่เอว ข้างม้ามีทวนยาวเหน็บอยู่พร้อมที่จะหยิบใช้งานได้ทุกเมื่อ ทำให้ผู้คนรอบๆ ที่รถม้าวิ่งผ่านไปถึงกับรีบหลบข้างทาง รอให้รถม้าผ่านไปแล้วพวกเขาก็ชะเง้อมองตามอย่างอยากรู้อยากเห็น “นั่นรถม้าของใครกัน จ้างคนจากสำนักคุ้มภัยซะด้วย”
“คงเป็นพวกคนรวยนั่นแหละ” อีกคนพูดแล้วเดินต่อไป
รถม้าวิ่งไปหยุดพักไปเป็นระยะๆ จนกระทั่งถึงเมืองหลวง พวกจ้านเจียวก็ไปพักที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งนางให้คนซื้อเอาไว้ตั้งแต่เมื่อครึ่งปีก่อนแล้ว พ่อบ้านรู้ว่าเจ้าสำนักจะมาก็ทำความสะอาดบ้านไว้รอท่าแล้ว เมื่อรถม้ามาจอดที่หน้าบ้านเขาจึงเปิดประตูดู
“บ้านหลังนี้รึ?” เจ้าสำนักลงจากรถม้าแล้วมองประตูรั้วที่สูงใหญ่แข็งแรง พ่อบ้านเดินไปหากุมมือคารวะ “ท่านจะ…”
“เรียกนายท่านซิ” จ้านเจียวบอกขณะลงจากรถม้า พ่อบ้านจึงกลืนคำว่า ‘เจ้าสำนัก’ ลงไปแล้วเรียกขานว่า “นายท่าน”
“อืมๆ” เจ้าสำนักพยักหน้า พ่อบ้านหันไปคารวะเจ้าสำนักน้อย “คุณหนู”
“ให้คนไปต้มน้ำอาบเถอะ ข้าอยากอาบน้ำเต็มที” จ้านเจียวบอกแล้วเดินเข้าบ้านไป เจ้าสำนักเดินตามไปพลางมองดูบ้านที่ลูกบุญธรรมซื้อไว้ บ้านหลังไม่ใหญ่มาก แต่ก็คงสภาพของเรือนสี่ประสานเอาไว้ ด้านหน้ามีเรือนเล็กๆ ติดกับประตูรั้ว สำหรับให้บ่าวไพร่พักอยู่เฝ้าประตู เรือนตรงกลางเป็นห้องโถงรับแขก ด้านข้างซ้ายขวาของโถงรับแขกมีประตูพระจันทร์ ผ่านประตูพระจันทร์ไปเป็นเรือนฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ห้องโถงตรงกลางมีประตูไปยังเรือนหลัก นับว่าเป็นบ้านที่แบ่งสัดส่วนได้ดีจริงๆ
จ้านเจียวเลือกพักที่เรือนฝั่งซ้าย คนคุ้มกันจึงพักที่เรือนฝั่งขวา ส่วนเจ้าสำนักพักที่เรือนหลัก
“คุณหนู น้ำร้อนเต็มอ่างแล้วขอรับ” พ่อบ้านเดินไปบอก จ้านเจียวพยักหน้า “อืม”
พ่อบ้านเดินออกไป จ้านเจียวจึงเดินไปอาบน้ำ นางถอดเสื้อผ้าแล้วลงไปแช่น้ำร้อนในอ่าง
ขณะเดียวกัน องค์ชายรองกระโจนไปบนหลังคา เขากำลังไล่ล่าคนร้ายที่แอบเข้าไปในตำหนักของเขา คนร้ายกระโจนหนีไปตามหลังคาบ้าน องค์ชายรองตามไปติดๆ
ตึง! เสียงดังบนหลังคา จ้านเจียวสะดุ้ง “อ่ะ!”
นางพลันคว้ามีดสั้นที่วางอยู่ข้างอ่างขึ้นมาทันที นางเงยหน้ามองบนหลังคา
Chapter 9 ตกลงไปในอ่างอาบน้ำ
ตึง! เสียงดังอีกครั้ง หลังคาแตกแล้วคนๆ หนึ่งก็ร่วงตกลงมา ตกลงไปในอ่างอาบน้ำของจ้านเจียวพอดิบพอดี ตูม!
ซ่า! น้ำกระเด็นสาดกระจาย จ้านเจียวถอยกรูดไปติดขอบอ่าง พร้อมกับคว้าผ้ามาคลุมตัวอย่างลวกๆ
“ฮึ่ม!” องค์ชายรองยืนขึ้นอย่างโมโหยิ่งนัก เขาเกือบจะจับเป็นคนร้ายได้แล้วเชียว ไยจึงดวงซวยตกจากหลังคาเช่นนี้ได้!
จ้านเจียวมองคนที่ตกลงมาในอ่างน้ำของนาง นางตกใจ “เจ้า!”
องค์ชายรองได้ยินเสียงคุ้นเคยจึงมองคนๆ นั้น เขาตกใจมาก “เจ้า!”
“ไยเป็นเจ้า!?” ทั้งสองพูดพร้อมกัน แล้วชะงักไป
“ข้า” ทั้งสองพูดพร้อมกันอีกแล้วชะงักไปอีกครั้ง
“เอ่อ…” ทั้งสองพูดพร้อมกันอีกแล้วก็ชะงักไปอีกครั้ง ไอน้ำร้อนลอยกรุ่นทำให้องค์ชายรองมองเห็นหน้าแม่นางหงไม่ชัดนัก
“เสียงอะไร!? ไปดูซิ” เสียงเจ้าสำนักตะโกนสั่ง พร้อมกับตัวเขารีบก้าวไปที่เรือนลูกบุญธรรม พลางร้องเรียก “มารน้อยๆ”
“ข้าอาบน้ำอยู่” จ้านเจียวตะโกนตอบแล้วรีบไล่องค์ชายรอง “เจ้ารีบไปซิ จะรอให้พ่อข้ามาเจอหรือไร!”
“อ่า…” องค์ชายรองอึ้งงันทำอะไรไม่ถูก จ้านเจียวจึงผลักเขา “รีบไปซิ!”
องค์ชายรองถูกผลัก เขาจึงรีบออกจากอ่าง ก้าวไปที่หน้าต่าง เขาเปิดหน้าต่างแล้วกระโจนออกไป ก่อนที่จะจากไปเขาหันไปมองแม่นางหงอีกครั้ง แล้วจึงดีดเท้าทะยานขึ้นไปบนหลังคาแล้วกระโดดจากไป
จ้านเจียวออกจากอ่างเดินไปปิดหน้าต่างแล้วรีบสวมเสื้อผ้า พอดีกับที่เจ้าสำนักเดินเข้าไปในห้องของลูกบุญธรรม จ้านเจียวเห็นพ่อบุญธรรมจึงบอก “มีคนวิ่งผ่านหลังคาแล้วตกลงมาน่ะ”
“มันอยู่ไหน?” เจ้าสำนักถามพลางมองลูกบุญธรรมขึ้นๆ ลงๆ เห็นว่านางปลอดภัยดีเขาจึงเบาใจ
“มันหนีไปแล้ว?” จ้านเจียวบอก เจ้าสำนักจึงบอก “ต่อไปคงต้องให้คนขึ้นไปเฝ้าบนหลังคาแล้ว เมืองหลวงนี่อันตรายจริงๆ”
“อืม” จ้านเจียวพยักหน้าแล้วตะโกนสั่งพ่อบ้านว่า “เจ้ารีบหาคนมาซ่อมหลังคาเร็ว”
“ขอรับ” พ่อบ้านรับคำ จ้านเจียวจึงจูงมือพ่อบุญธรรมเดินไปที่เรือนของเขา ปล่อยให้พ่อบ้านจัดการซ่อมหลังคาให้เสร็จ พ่อบ้านก็ให้คนคุ้มกันนี่แหละขึ้นไปซ่อมหลังคา ตัวเขาก็หากระเบื้องจากห้องเก็บของไปให้
จนหลังคาซ่อมเสร็จแล้ว จ้านเจียวจึงกลับเรือนตัวเองไป
องค์ชายรองหลังจากออกจากบ้านหลังนั้นแล้วเขาก็ไม่ได้ไปไหนไกล ยังคงแอบอยู่บนหลังคาบ้านข้างๆ มองดูคนในบ้านหลังนั้น เขาจึงเห็นชายแก่พ่อบุญธรรมของแม่นางหง แล้วก็คนคุ้นหน้าคุ้นตาอีกกลุ่มหนึ่ง และยังมีคนที่เขาไม่เคยเห็นอีกหลายคน คนพวกนั้นล้วนสวมเครื่องแบบสำนักคุ้มภัย แต่ชื่อสำนักคุ้มภัยนั้นไม่คุ้นหูเขาเลย เขาจึงพึมพำเบาๆ “จ้านคงหรือ?”
เขาเห็นคนขึ้นไปซ่อมหลังคาเขาจึงแอบติดแนบไปกับหลังคาบ้าน รอจนเสียงซ่อมหลังคาเงียบลงแล้ว คนลงจากหลังคาไปแล้วเขาจึงชะเง้อแอบมองอีกครั้ง แล้วเขาก็เห็นแม่นางหงกลับไปที่เรือนหลังนั้น เขาจึงแอบย่องไปหานาง
จ้านเจียวกำลังจะเข้านอนพลันชะงัก นางหันไปมองพลางบอก “เข้ามาซิ”
องค์ชายรองจึงเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ จ้านเจียวเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามกับเขา ภายในห้องมืดสลัว องค์ชายรองจึงมองไม่เห็นใบหน้าแม่นางหง จ้านเจียวก็ไม่คิดจะจุดตะเกียง นางยังไม่ได้แต้มกระ จึงไม่อยากให้องค์ชายรองเห็นใบหน้าของนางในตอนนี้ แม้ว่าใบหน้านางจะไม่ถึงขั้นงามล่มเมือง แต่ก็เป็นสาวงามคนหนึ่ง ซึ่งหน้าตานางถอดแบบมาจากท่านพ่อแท้ๆ ที่มีใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ส่วนท่านแม่นางก็งามพอดูได้ไม่ถึงกับขี้ริ้วขี้เหร่ ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นคู่สามีภรรยาที่มีใบหน้างามที่สุดในหมู่บ้านแล้ว แต่น่าเสียดายที่ถูกโจรชั่วฆ่าล้างหมู่บ้านไปทำให้นางกลายเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุขวบกว่าๆ
“เจ้าไม่จุดตะเกียงหน่อยหรือ?” องค์ชายรองถาม จ้านเจียวบอก “จุดให้คนอื่นเห็นว่าในห้องข้ามีผู้ชายหรือไร”
“อืม ก็จริง” องค์ชายรองพยักหน้าแล้วถามว่า “เจ้ามาเมืองหลวงทำไมรึ?”
“ไม่ได้ตามเจ้ามาหรอกนะ เจ้าอย่าได้หลงตัวเอง” จ้านเจียวบอก “ท่านพ่อข้าคิดจะเปิดร้านที่เมืองหลวง พวกเราจึงย้ายมาที่นี่ชั่วคราว”
“อ่อ” องค์ชายรองรับรู้ “เช่นนั้นวันหน้าข้าจะมาหาเจ้าอีก”
จ้านเจียวไม่ตอบอะไร องค์ชายรองจึงลุกขึ้นแล้วแอบออกไปอย่างเงียบๆ จ้านเจียวจึงลุกไปนอนที่เตียงพลางคิดๆ หากนางอยากแก้แค้นองค์ชายสาม องค์ชายรองที่เป็นศัตรูขององค์ชายสามก็นับว่าเป็นหมากที่ดีของนาง แต่นางไม่คิดจะลุยน้ำขุ่นเรื่องแย่งชิงบัลลังก์ระหว่างพวกเขาด้วยเลยสักนิด ดังนั้นหมากอย่างองค์ชายรองนี่ นางพยายามไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยจะดีกว่า
เมื่อคิดได้แล้วนางก็นอนหลับไป
วันต่อมา หลังจากกินข้าวเช้าแล้ว จ้านเจียวก็ออกไปดูร้านที่นางให้คนซื้อเอาไว้ ชาติก่อนนางอยู่เมืองหลวงมาทั้งชีวิต จึงรู้จักสถานที่ต่างๆ ในเมืองหลวงเป็นอย่างดี รู้แม้กระทั่งว่าจวนขุนนางจวนไหนมีทางลับตรงไหนบ้าง และที่นางรู้ก็เพราะว่านางต้องส่งสาวๆ ผ่านทางลับเหล่านั้นไปให้พวกขุนนางทั้งหลายอย่างไรล่ะ
นางไปถึงร้านแรกซึ่งอยู่ตรงข้ามกับหอหงฮวา นางยืนมองหอหงฮวาที่เงียบเชียบในตอนกลางวัน พลางคิดว่า ‘คอยดูเถอะ วันหน้าข้าจะทวงของๆ ข้าคืนมา’
นางหันไปสั่งจูเหมยว่า “เจ้าไปจัดการ……….”
“อื้มๆ” จูเหมยพยักหน้ารับคำสั่ง จากนั้นก็ถอยออกไป จ้านเจียวหันไปมองหอหงฮวาอย่างมาดหมาย ในเมื่อนางสร้างมันได้ นางก็กล้าทำลายมันได้เหมือนกัน
จากนั้นนางก็ออกจากร้านแรกแล้วไปดูร้านที่ 2 ซึ่งร้านนี้นางตั้งใจเปิดเป็นร้านค้าข้าว นางสั่งงานเถ้าแก่แล้วก็จากไป จากนั้นนางก็ไปร้านอื่นๆ ต่อไป
เมื่อกลับถึงบ้าน จ้านเจียวก็นั่งดูบัญชีอยู่ในห้อง เจ้าสำนักเดินเข้าไปนั่งตรงข้ามพลางบอก “คราวนี้เจ้าผลาญเงินข้าเกือบหมดเลยนะ”
“น่าๆ เดี๋ยวก็ได้คืนมา” จ้านเจียวประจบแล้วเย้าแหย่ว่า “หากข้าทำการค้าขาดทุนล่ะท่านพ่อ?”
“เพ่ยๆๆ” เจ้าสำนักถุยน้ำลาย “เทพโชคลาภอย่างเจ้าจะทำให้ข้าขาดทุน ข้าไม่เชื่อหรอก”
“ก็ไม่แน่นะท่านพ่อ” จ้านเจียวเย้าแหย่ เจ้าสำนักจึงพูดจริงจังว่า “ต่อให้ขาดทุนแล้วอย่างไร อย่างมากข้าก็พาเจ้าไปเร่ร่อนขอทานก็ได้ ตัวข้าจะกินจะนอนอย่างไรก็ได้ แต่เจ้านี่นะ แต่เล็กมาก็ทำตัวเป็นคุณหนูซะแล้ว เฮ้อ…”
“ท่านพ่อดีกับข้าที่สุด” จ้านเจียวลุกไปนั่งตรงหน้าเขา เอาศีรษะซบตักเขาท่าทางออดอ้อนจนเจ้าสำนักใจละลายเป็นน้ำไปแล้ว น้อยนักที่นางจะออดอ้อนเขาเช่นนี้ เขาจึงลูบๆ ศีรษะนางพลางบอก “ก็ข้าเป็นพ่อเจ้านี่ ไม่ดีกับเจ้าแล้วจะให้ข้าดีกับหมาแมวที่ไหนล่ะ”
“ข้ารักท่านพ่อที่สุด” จ้านเจียวอ้อนครู่หนึ่งแล้วลุกไปดูบัญชีต่อ เจ้าสำนักจึงกลับเรือนของเขาไป
จ้านเจียวดูบัญชีจนดึกจึงดับตะเกียงแล้วเข้านอน องค์ชายรองเห็นไฟในเรือนแม่นางหงดับไปแล้วเขาจึงลอบเข้าไปในเรือนของนาง เขารู้สึกว่าแม่นางหงคนนี้ยังมีเรื่องที่ปิดบังอยู่ เพราะวันนี้เขาให้คนจับตาดูนาง นางก็ไปร้านค้าหลายๆ ที่ แต่ละที่ล้วนอยู่ใกล้หรือไม่ก็ตรงข้ามกับร้านค้าขององค์ชายสามทั้งหมด หรือว่านางจะเป็นสายขององค์ชายสาม?
เขาจุดตะเกียงแล้วเปิดดูบัญชีร้านบนโต๊ะทีละเล่ม…ทีละเล่ม
จ้านเจียวลืมตาตั้งแต่ที่มีคนแอบเข้ามาในเรือนของนางแล้ว นางที่ถูกพ่อบุญธรรมจับฝึกวรยุทธ์ตั้งแต่ 2 ขวบกว่าจึงหูไวกว่าคนทั่วไปมากนัก ดังนั้นเมื่อมีคนย่องเข้าเรือนนาง นางจึงรู้ตัวทันที ครั้นเห็นว่าเป็นองค์ชายรองลอบเข้ามา นางจึงนอนมองดูเขาไม่ส่งเสียงกระโตกกระตากสักคำ
องค์ชายรองดูบัญชีทีละเล่ม…ทีละเล่ม แล้วจึงพบว่า ร้านค้าแต่ละร้านล้วนทำการค้าเหมือนกับร้านขององค์ชายสามไม่มีผิด ดังนั้นมีความเป็นไปได้อย่างเดียวก็คือ แม่นางหงไม่ใช่สายขององค์ชายสาม แต่เป็นศัตรูขององค์ชายสามต่างหาก!
การคาดเดานี้ทำให้เขาตกใจมาก “นี่!”
“นี่เน้ออะไร เจ้าเสียงดังเดี๋ยวท่านพ่อข้าก็ได้ยินหรอก” จ้านเจียวบ่น องค์ชายรองตกใจ “เจ้า!”
“ชู่ว!” จ้านเจียวจุ๊ปากพลางดุ “เดี๋ยวท่านพ่อข้าก็ได้ยินหรอก”
“เจ้าตื่นแล้ว?” องค์ชายรองถาม จ้านเจียวบอก “เจ้าจุดตะเกียงแสงแยงตาข้าขนาดนี้ข้าหลับได้ลง อีก 10 เดือนข้าคงคลอดลูกไม่มีพ่อแล้ว”
“เจ้า…เจ้า…” องค์ชายรองโมโหปากนางจริงๆ เรื่องพรรค์นี้นางยังกล้าพูดออกมาได้ไม่อายปาก นางไม่ใช่กุลสตรีจริงๆ เฮอะ!
“แอบเข้ามาทำไมอีก? หรือเจ้าคิดถึงข้าจนทนไม่ไหว” จ้านเจียวถามพลางยั่วแหย่เขาไปด้วย
“เฮอะ! ใครคิดถึงเจ้ากัน” องค์ชายรองบอกอย่างโมโห พลางมองนางที่อยู่บนเตียงมีม่านมุ้งบางๆ กั้นขวางทำให้เขาเห็นนางไม่ชัดนัก เห็นเงาร่างว่านางนั่งอยู่บนเตียง ผมสยายอยู่ด้านหลัง
“ไม่คิดถึงแล้วแอบเข้ามาทำอะไรในห้องข้าล่ะ?” จ้านเจียวถาม
“เจ้าเป็นศัตรูขององค์ชายสามรึ?” องค์ชายรองถาม จ้านเจียวจึงตอบ “คงงั้นมั้ง”
“หากเจ้าเป็นพวกเดียวกับเขา เจ้าก็เป็นศัตรูกับข้า หากเจ้าเป็นศัตรูของเขา เจ้าก็คือมิตรของข้า” องค์ชายรองบอก จ้านเจียวเอ่ย “จะบอกว่าศัตรูของศัตรูก็คือมิตรซินะ คำนี้ข้าเคยได้ยินมาก่อน จะเป็นมิตรหรือศัตรูข้าก็ไม่สนทั้งนั้น ข้าบอกไว้ก่อนนะ เจ้าอย่าคิดใช้ประโยชน์จากข้าในการแย่งชิงบัลลังก์ของพวกเจ้า ไม่งั้นข้าจะฆ่าพวกเจ้าทั้งคู่เลย”
“หึ! อย่างเจ้ามีปัญญาฆ่าข้าได้รึ” องค์ชายรองแค่นเสียงเยาะ จ้านเจียวจึงบอก “กระต่ายก็ยังกัดคนตายได้นะ”
“อ่อ แล้วกระต่ายอย่างเจ้าจะกัดข้าตายอย่างไรหรือแม่นาง?” องค์ชายรองถามหยอกเย้า จ้านเจียวไม่ตอบ นางเพียงแค่นเสียงคำหนึ่ง “ฮึ!”
องค์ชายรองลุกไปที่เตียง จ้านเจียวจึงบอก “เจ้าเข้ามาอีกข้าจะร้องเรียกคนแล้วนะ”
“หึ! นางกำนัลในตำหนักข้ายังสวยกว่าเจ้าเลย เจ้าหลงตัวเองไปหน่อยกระมังแม่นาง” องค์ชายรองแค่นเสียงเยาะหยัน จ้านเจียวจึงเยาะเย้ยว่า “พวกนางสวยกว่าข้า เจ้าก็ไปขึ้นเตียงพวกนางซิ เจ้าจะวิ่งมาที่เรือนข้าทำไมล่ะ”
“ข้ามาดูว่าเจ้าเป็นศัตรูหรือมิตรกันแน่ เจ้าอย่าได้เข้าใจผิดไป” องค์ชายรองบอก จ้านเจียวจึงไล่ว่า “ในเมื่อดูแล้ว เจ้าก็ไปได้แล้วกระมัง ข้าจะได้นอนเสียที ดับไฟให้ข้าด้วยล่ะ”
นางพูดแล้วก็นอนลงไป องค์ชายรองมองนางอย่างโมโห เขาเป็นถึงองค์ชายรองที่สตรีหมายปองทั้งเมือง กลับถูกสตรีขี้เหร่ขับไล่อย่างนี้น่ะรึ! ฮึ่ม!
“เชิญคุณชาย ข้าไม่ส่งล่ะ” จ้านเจียวบอก ตาก็มองเขาอย่างระวังตัว องค์ชายรองโมโหจนอยากบีบคอนางสักที เขาจึงสะบัดแขนเดินไปเป่าตะเกียงแล้วออกจากห้องนางไปอย่างโมโหโกรธกรุ่น
จ้านเจียวเห็นว่าเขาไปแล้วนางจึงนอนหลับได้เสียที เห็นทีคืนต่อๆ ไปนางต้องให้คนมาเฝ้ายามหน้าห้องแล้วกระมัง ฮึ!
ขณะที่จากไปองค์ชายรองเพิ่งจะคิดได้ว่า ‘เมื่อครู่ นางพูดถึงเรื่องชิงบัลลังก์นี่นา เช่นนั้นนางก็รู้ว่าข้าคือองค์ชายซินะ’
นางมองสถานะของเขาออกเขาไม่แปลกใจ แต่คนที่พบเจอองค์ชายอย่างเขาแล้วยังทำตัวปกติได้มีน้อยยิ่งนัก หากว่าไม่หวาดกลัวก็รีบประจบประแจง แต่นางกลับไม่มีท่าทีทั้งสองอย่าง ทำเหมือนเขาเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง นี่ทำให้เขาประหลาดใจนัก
องค์ชายรองจึงสั่งให้คนจับตาดูแม่นางหงทุกฝีก้าว เขาจะต้องรู้ให้ได้ว่านางเป็นใครกันแน่? เป็นมิตรหรือว่าศัตรู?
วันต่อมา จ้านเจียวก็ออกไปดูความคืบหน้าในการเปิดร้านค้าต่างๆ นางรู้ว่าถูกคนจับตามองก็ไม่สนใจสักนิด นางยังคงเข้าร้านนั้นดูร้านนี้ ตรวจดูความคืบหน้าร้านค้าของนางที่มีเถ้าแก่ทั้งหลายเป็นผู้ออกหน้า ส่วนตัวนางคอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง เปรียบไปแล้วเถ้าแก่ทั้งหลายก็เหมือนหุ่นเชิดของนางนั่นเอง พวกเขาเป็นคนที่นางคัดมาแล้วว่ามีใจภักดีไม่คิดทรยศนางจึงวางใจใช้งานได้ นางจะไม่ยอมผิดพลาดเหมือนชาติก่อนเด็ดขาดที่ไว้ใจผิดคน จนตัวเองต้องตายอย่างอนาถ
10 วันต่อมา ร้านค้าใหม่หลายๆ ร้านก็เปิดร้านในวันเดียวกัน เสียงประทัดดังปังๆ จากหน้าร้านใหม่ทั้งหลาย ผู้คนผ่านไปผ่านมาหยุดดูร้านใหม่ที่เพิ่งเปิดอย่างสนอกสนใจ
“เชิญขอรับๆ” เสียงร้องเรียกลูกค้าดังขึ้น ผู้คนจึงเข้าไปดูร้านใหม่ เถ้าแก่ทั้งหลายวางท่าเป็นเจ้าของเต็มตัว ต้อนรับขับสู้ลูกอย่างเต็มเปี่ยม อีกทั้งร้านใหม่แต่ละร้านล้วนใช้ชื่อต่างกันทำให้ยากจะสืบได้ว่าร้านค้าเหล่านั้นล้วนมีที่มาแหล่งเดียวกัน
ค่ำคืนมาเยือน หอคณิกาแห่งใหม่ก็เปิดขึ้น เสียงประทัดดังปังๆ จูเหมยผู้เป็นแม่เล้ายืนเชื้อเชิญแขกอยู่หน้าร้าน “เชิญทุกท่านเจ้าค่ะ วันนี้เปิดหอใหม่ ค่าอาหารคิดราคา 8 ส่วนเท่านั้น เชิญเจ้าค่ะๆ สาวงามรอทุกท่านอยู่นะเจ้าคะ”
“หือ? หอหงเหลียนรึ?” บุรุษทั้งหลายที่กำลังจะก้าวเท้าเข้าหอหงฮวาพลันชะงักเท้าหันไปมองหอหงเหลียนฝั่งตรงข้ามที่จุดโคมไฟสว่างไสว อีกทั้งค่าอาหารที่ลดราคาก็ล่อตาล่อใจให้พวกเขาอยากลองของใหม่ๆ ดังนั้นพวกเขาจึงก้าวเท้าไปหอหงเหลียนกัน
“ท่านแม่ ท่านดูซิ หอนั่นคิดจะแข่งกับพวกเราชัดๆ” หญิงคณิกาหอหงฮวาเอ่ยอย่างไม่พอใจ แขกกำลังจะเข้าร้านแล้วจู่ๆ ก็ถูกร้านใหม่ดึงความสนใจไป นี่จึงน่าโมโหยิ่งนัก
“ไป ไปดูกัน” หลิวจี้จือบอกแล้วก้าวเดินไปที่หอฝั่งตรงข้าม นางเงยหน้ามองป้ายร้านที่แกะสลักเป็นตัวอักษรงดงาม ป้ายสีดำตัวอักษรสีทองวาววับดูโดดเด่นสะดุดตา ต่างจากป้ายสีแดงตัวอักษรสีทองของหอหงฮวา โคมไฟของหอหงเหลียนก็วิจิตรงดงามกว่าหอหงฮวา นางหยุดมองแม่เล้าของหอหงเหลียน จูเหมยยิ้มแย้มต้อนรับแขก “เชิญแม่นาง บุรุษของเรามีให้ท่านเลือกมากมาย ท่านอยากได้แบบใดล้วนมีหมดเจ้าค่ะ บัณฑิต โจรป่า จอมยุทธ์ ล้วนมีให้ท่านเลือก เชิญเจ้าค่ะๆ”
นางพูดแล้วหันไปสั่งบุรุษในร้านว่า “เด็กๆ ต้อนรับแม่นางให้ดีๆ”
“ขอรับ” บุรุษรูปงามรับคำแล้วก้าวไปผายมือเชื้อเชิญ “เชิญแม่นางขอรับ”
หลิวจี้จือมองบุรุษรูปงามคนนั้นแล้วตกตะลึงไป บุรุษรูปงามเอ่ยอีก “เชิญขอรับ แม่นางชอบเหล้าแบบใดหรือขอรับ? เหล้าผลไม้ เหล้าหมักจากข้าว หรือเหล้าใสรสแรง?”
หลิวจี้จือก้าวเท้าตามบุรุษรูปงามไปอย่างลืมตัว รอยยิ้มของเขา ท่าทีอ่อนน้อมเอาอกเอาใจทำให้นางรู้สึกเหมือนเป็นราชินีที่กุมอำนาจความเป็นความตายของผู้อื่นอย่างไรอย่างนั้น หญิงคณิกาที่ตามมาด้วยก็รู้สึกไม่ต่างกัน นางถูกเสน่ห์ของบุรุษรูปงามร้อยรัดไปเรียบร้อยแล้ว นางมีท่าทางเคลิ้มฝัน ภาพในสมองปรากฏภาพนางถูกบุรุษรูปงามเอาอกเอาใจจนลอยล่องขึ้นสวรรค์ไปแล้ว
“หือ? แม่นางหลิวก็มาด้วยหรือ?” มีเสียงกระซิบเอ่ยแผ่วเบา คนข้างๆ จึงกระซิบว่า “แน่นอนซิ นางคงมาดูหอใหม่ที่เป็นคู่แข่งของหอนางอย่างไรล่ะ”
“ข้าเข้ามาแล้ว ข้ารู้สึกว่าหอหงฮวาด้อยไปเลย เจ้าดูซิ แค่โคมไฟก็เทียบกันไม่ได้แล้ว การประดับประดาของที่นี่ก็งามกว่า ยิ่งสาวๆ นั่นอีก หอหงฮวาเทียบไม่ติดเลยจริงๆ” บุรุษคนแรกชี้ไปที่ชั้นสองซึ่งมีสตรีงามสวมผ้าคลุมหน้านั่งเรียงรายมองลงมาเบื้องล่าง พวกนางสวมเสื้อผ้าสีสันงดงาม ไม่ได้เปิดเปลือยเนื้อหนัง แต่กลับทำให้บุรุษทั้งหลายกระสันอยากจะถอดเสื้อผ้าพวกนางออกให้หมด
จูเหมยรอจนแขกนั่งเกือบเต็มก็ตบๆ มือเป็นสัญญาณ สาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้ม 2 คนยกพิณไปวางบนเวทียกพื้นสูง บุรุษผู้หนึ่งท่าทางสุขุมก้าวไปนั่งที่โต๊ะวางพิณ ผู้คนฮือฮาทันที “โอ้! นั่นอาจารย์เฉินชุนนี่”
“ที่นี่ถึงกับเชิญอาจารย์เฉินชุนมาได้เชียวหรือ?”
เฉินชุนเริ่มบรรเลงพิณ เสียงพิณดังกังวาน ผู้คนเงียบงันทันที พวกเขาตั้งใจฟังเสียงพิณที่อาจารย์เฉินชุนบรรเลง เสียงพิณแรกเริ่มเป็นท่วงทำนองเนิบช้าฟังแล้วเพลิดเพลินใจยิ่งนัก และค่อยๆ เริ่มเข้าสู่จังหวะเร่งเร้า ราวกับกลองศึกดังระรัว ผู้คนคล้ายเห็นภาพม้าศึกย่ำตะลุยไปกลางสนามรบ ทหารนับพันนับหมื่นต่อสู้กันจนเลือดสาดกระจาย แล้วเสียงพิณก็ลดจังหวะลงเนิบช้า ราวกับภาพทหารล้มลงทีละคน…ทีละคน ม้าศึกล้มตายเกลื่อนสนามรบ เสียงพิณลากยาวราวกับบทเพลงส่งวิญญาณผู้กล้าทั้งหลาย ติ๊งงงงงงง….
เฉินชุนลุกขึ้นแล้วเดินจากไป สาวใช้ยกพิณเก็บ ผู้คนจึงเพิ่งคืนสติกลับมา พวกเขารู้สึกว่าแก้มเปียกๆ จึงยกมือขึ้นลูบ พวกเขาจึงพบว่าตัวเองหลั่งน้ำตาออกมา!
“ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยม!” เสียงชมดังขึ้นตามด้วยเสียงตบมือ ทำให้ผู้คนตบมือเสียงดังสนั่น คำชมหลั่งไหลดังลั่น “ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยม!”
“ดีๆๆ”
ครั้นผู้คนมองไป อาจารย์เฉินชุนก็ไม่อยู่แล้ว พวกเขาจึงรีบถามว่า “อาจารย์เฉินชุนล่ะ?”
“ท่านอาจารย์ล่ะ?”
Chapter 10 แผ่นหลังขาวเนียน
“ท่านอาจารย์กลับไปแล้วเจ้าค่ะ” จูเหมยตะโกนบอก ผู้คนผิดหวังกันถ้วนหน้า “หา!”
“กลับไปแล้ว! ได้อย่างไร!?”
“โอ้ ข้ายังไม่ได้คารวะท่านเลย!”
“ทุกท่านๆ เดือนหน้าท่านอาจารย์จะมาใหม่ ส่วนจะเป็นวันไหนทุกท่านคงต้องมารอดูเองนะเจ้าคะ ท่านอาจารย์ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าเจ้าค่ะ หากท่านใดอยากฟังเสียงพิณของท่านอาจารย์ พวกท่านต้องมาเยือนหอเราบ่อยๆ แล้วเจ้าค่ะ” จูเหมยตะโกนบอกด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม นางถึงกับคารวะเจ้าสำนักน้อยในใจแล้วที่สามารถเชิญท่านอาจารย์เฉินชุนมาบรรเลงพิณที่นี่ได้!
นั่นคืออาจารย์พิณที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังเชิญไม่ได้เลยนะ แต่เจ้าสำนักน้อยกลับเชิญเขามาได้!
มารน้อยสมเป็นมารน้อยจริงๆ!
“โอ้! ข้าต้องมาที่นี่บ่อยๆ แล้ว” บุรุษคนหนึ่งพูดขึ้นมา คนอื่นๆ พยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ๆ”
ค่ำคืนผ่านไป ผู้คนทั้งเมืองหลวงจึงได้รู้ว่ามีหอคณิกาเปิดใหม่ชื่อว่าหอหงเหลียน และหอหงเหลียนนี้ถึงกับเชิญอาจารย์เฉินชุนไปบรรเลงพิณที่นั่นได้!
ทำให้ชื่อเสียงของหอหงเหลียนดังระบือไปไกลทันที
เช้าตรู่ หลังจากองค์ชายรองได้ยินข่าวนี้ เขาแทบอยากจะแล่นไปถามแม่นางหงทันทีว่านางใช้วิธีอะไรถึงเชิญอาจารย์เฉินชุนไปได้!?
แต่ว่าเขายังต้องเข้าร่วมประชุมขุนนาง เขาจึงได้แต่ข่มใจเอาไว้ แล้วแต่งตัวไปประชุมขุนนางที่ท้องพระโรง
เมื่อไปถึงท้องพระโรง ขุนนางทั้งหลายกำลังพูดคุยเรื่องที่อาจารย์เฉินชุนไปบรรเลงพิณที่หอหงเหลียน
“ไอหยา! น่าเสียดายจริงๆ” ขุนนางคนหนึ่งพูดขึ้นมา ขุนนางอีกคนจึงเอ่ยว่า “ต่อให้เสียดายแล้วอย่างไร สถานที่เช่นนั้นขุนนางอย่างพวกเราไม่ควรย่างก้าวเข้าไปนี่นา”
“แต่ว่าข้าอยากฟังเสียงพิณของท่านอาจารย์เฉินนี่”
“ข้าก็อยากฟัง แต่ว่าที่นั่นไม่ใช่สถานที่ที่พวกเราควรไปเลยจริงๆ”
ขุนนางอีกกลุ่มก็คุยกันว่า “ข้าต้องให้คนไปสืบแล้ว หอหงเหลียนใช้วิธีอะไรถึงเชิญอาจารย์เฉินไปได้”
“นั่นซิๆ ขนาดฝ่าบาทส่งคนไปเชิญ ท่านอาจารย์ยังไม่ยอมมาเลย”
“ไอหยา! เรื่องนี้เจ้าอย่าได้พูดอีกเชียว ประเดี๋ยวก็หัวขาดหรอก”
“ฮ่องเต้เสด็จ—” ขันทีร้องบอก พวกขุนนางจึงรีบเข้าแถว คุกเข่าลงกล่าว “ถวายพระพรฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”
ฮ่องเต้ก้าวไปนั่งบนบัลลังก์มังกร พลางหลิ่วตาสั่งขันที ขันทีจึงตะโกนว่า “ลุกขึ้นได้”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” ขุนนางทั้งหลายกล่าวแล้วลุกขึ้นยืน
“ข้าได้ยินว่าอาจารย์เฉินไปบรรเลงพิณที่หอหงเหลียน” ฮ่องเต้เอ่ยพลางมองทุกคน แต่ว่าไม่มีขุนนางคนไหนกล้าพูดเลย เพราะกลัวว่าหากพูดออกไปแล้วอาจจะทำให้ฝ่าบาทกริ้วจนคนพูดต้องหัวหลุดจากบ่าก็ได้
“เป็นความจริงพะย่ะค่ะ” องค์ชายสามกุมมือตอบ เขาที่ได้ยินข่าวเรื่องนี้ก็เจ็บใจนัก หอหงฮวาถือเป็นกิจการที่ทำเงินให้เขามากทีเดียว จู่ๆ ก็มีหอหงเหลียนมาเปิดแข่ง ซ้ำยังแย่งลูกค้าไปหมด นี่ทำให้เขาเจ็บใจมาก อยากจะส่งคนไปพังหอหงเหลียนนัก และหอนั่นก็ยังเชิญอาจารย์เฉินไปบรรเลงพิณที่นั่นอีก นี่ทำให้เขาเจ็บใจจนแทบกระอักเลือดออกมาจริงๆ เมื่อเสด็จพ่อถามเรื่องนี้ขึ้นมาเขาจึงคิดแผนการได้แผนหนึ่ง อาจารย์เฉินที่เสด็จพ่อยังเชิญไม่ได้ แต่หอคณิกากลับเชิญได้ นี่ไม่เท่ากับตบหน้าเสด็จพ่อหรอกหรือ?
หากว่าเขาใส่ไฟดีๆ หน่อย ไฟนี้ย่อมเผาจนหอหงเหลียนวอดวายแน่!
“ข้ายังเชิญเขาไม่ได้ แล้วหอนั่นใช้วิธีใดเชิญกัน?” ฮ่องเต้ถาม ทุกคนเงียบเป็นเป่าสาก ฮ่องเต้จึงสั่งว่า “ไปตามเจ้าของหอหงเหลียนมาให้ข้าเดี๋ยวนี้”
“พะย่ะค่ะ” ขันทีรับคำสั่งแล้วรีบส่งคนไปทันที
ขณะที่รอ ฮ่องเต้ก็ถามว่า “มีเรื่องอะไรอีกไหม?”
“อ่า…” ขุนนางทั้งหลายเหลือบมองฮ่องเต้ แล้วขุนนางคนหนึ่งก็เอ่ยว่า “ปีนี้ท่านราชครูทำนายว่าภัยแล้งจะรุนแรงยิ่งนัก และภัยหนาวก็รุนแรงเช่นกัน เรื่องนี้ควรจัดการอย่างไรดีพะย่ะค่ะ?”
“อา…นี่จะทำอย่างไร? ภัยแล้งจะทำให้คนอพยพมาเมืองหลวงมากขึ้น ภัยหนาวจะทำให้คนตายมากขึ้น”
ขุนนางถามกันไปมา คิดวิธีจัดการเรื่องนี้ไม่ได้
เวลาผ่านไปนานพวกเขาก็ยังถกเรื่องนี้ไม่ได้ข้อสรุปเสียที
จนกระทั่งทหารขานว่า “กราบทูลฝ่าบาท เจ้าของหอหงเหลียนมาแล้วพะย่ะค่ะ”
“เข้ามา” ฮ่องเต้สั่ง ทหารจึงนำตัวจูเหมยเข้าเฝ้า จูเหมยพยายามทำสีหน้าปกติทั้งๆ ที่ในใจหวาดกลัวจนแทบจะตัวสั่นพั่บๆ แล้ว นางรีบคุกเข่าลงคารวะ “ถวายพระพรฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”
“ลุกขึ้น” ฮ่องเต้สั่ง จูเหมยจึงค่อยๆ ลุก ทั้งๆ ที่ในใจนางคิดว่า ‘ไม่ต้องให้ข้าลุกก็ได้ ข้าแทบยืนไม่อยู่แล้ว’
ฮ่องเต้มองสตรีเจ้าของหอหงเหลียน จูเหมยยิ่งใจสั่นๆ นางก้มหน้าลงไม่กล้ามองหน้าฮ่องเต้
“เจ้าคือเจ้าของหอหงเหลียนรึ?” ฮ่องเต้ถาม จูเหมยกุมมือตอบ “เพคะ”
“เจ้าใช้วิธีอะไรถึงเชิญอาจารย์เฉินชุนได้?” ฮ่องเต้ถามอีก “ข้าเชิญเขาตั้งหลายครั้ง เขายังไม่มาเลย”
“นั่นซิๆ นางใช้วิธีอะไรถึงเชิญท่านอาจารย์ได้?” ขุนนางกระซิบกระซาบคุยกัน
“นี่ไม่เท่ากับเป็นการตบหน้าฝ่าบาทหรอกหรือ นางเป็นแค่แม่เล้าคนหนึ่ง กลับเชิญอาจารย์เฉินชุนได้” ขุนนางอีกคนกระซิบเอ่ย
จูเหมยได้แต่ร้องในใจว่า ‘มารน้อย ช่วยข้าด้วยเถอะ หากข้ายังถูกคาดคั้นต่อไป ข้าจะตายเอานะ’
“ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ” ทหารวิ่งเข้าไปในท้องพระโรงอย่างรีบร้อน ฮ่องเต้จึงถาม “มีเรื่องอะไร?”
“อาจารย์เฉินชุนขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ” ทหารรายงาน ฮ่องเต้ตกใจจนลุกขึ้นยืน “อะไรนะ?”
‘โอ้ สวรรค์ทรงโปรด’ จูเหมยอุทานในใจ ในที่สุดตัวช่วยของนางก็มาแล้ว!
“รีบเชิญๆ” ฮ่องเต้เอ่ย ทหารจึงวิ่งออกไปเชิญคน ฮ่องเต้ทนรอไม่ไหวจึงเดินไปดูด้วยตัวเอง ขุนนางทั้งหลายจึงแห่ตามไปหมด จูเหมยทรุดลงนั่งแปะกับพื้น องค์ชายรองไม่ได้ตามไปด้วย เขาก้าวไปหาแม่นางจูเหมย ยอบตัวลงกระซิบข้างๆ นางว่า “แม่นางหงใช้วิธีอะไรถึงได้เชิญอาจารย์เฉินได้?”
“ข้า…” จูเหมยกำลังจะพูด องค์ชายสามพลันพูดแทรกว่า “นั่นซิแม่นาง เจ้าใช้วิธีอะไรถึงเชิญอาจารย์เฉินได้ ทั้งๆ ที่เสด็จพ่อข้าส่งคนไปเชิญเขาตั้งหลายครั้ง เขายังปฏิเสธอย่างไม่กลัวตาย หรือว่าเจ้าใช้เรือนร่างเข้าแลก?”
“น้องสาม เจ้าพูดเช่นนี้ช่างดูถูกแม่นางคนนี้มากนัก” องค์ชายรองตำหนิตรงๆ “อาจารย์เฉินหรือจะมองแค่เรือนร่างสตรี หากว่าเขาเป็นคนเช่นนั้นจริงๆ คงตกลงรับคำเชิญของเสด็จพ่อไปนานแล้ว”
“ใช่แล้ว หากข้าเป็นคนเช่นนั้นจริงๆ ข้าคงตกลงรับคำเชิญของฝ่าบาทไปนานแล้วจริงๆ คำพูดนี้ขององค์ชายสามช่างดูหมิ่นเกียรติข้ายิ่งนัก” เฉินชุนพูดพลางก้าวเข้าไปในท้องพระโรง ฮ่องเต้เดินอยู่ข้างๆ ขุนนางตามหลังเป็นพรวน
“เจ้ายังไม่รีบขอขมาท่านอาจารย์เฉินอีก!” ฮ่องเต้ตำหนิ สายตาดุดัน องค์ชายสามจึงรีบคุกเข่าลงไป โขกศีรษะกับพื้นโปกๆ “ท่านอาจารย์เฉินให้อภัยข้าด้วย ให้อภัยข้าด้วย”
เขาเงยหน้าขึ้นมาแล้วตบปากตัวเองทีหนึ่ง เพี๊ยะ!
เฉินชุนไม่สนใจองค์ชายสาม เขาเดินไปประคองแขนแม่นางจูขึ้นมา “ลำบากแม่นางแล้ว”
จูเหมยลุกขึ้นเอ่ย “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
องค์ชายสามตบปากตัวเองอีกทีหนึ่ง เพี๊ยะ!
เขาเห็นอาจารย์เฉินชุนยังไม่ให้อภัย เขาจึงตบปากตัวเองอีกหลายหน เพี๊ยะ!ๆๆๆๆๆๆๆ…”
“อ่า…อาจารย์เฉิน” ฮ่องเต้เอ่ย เฉินชุนจึงพูดว่า “องค์ชายสามหยุดเถอะ หากท่านยังตบต่อไปข้าคงกลายเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กแล้ว”
“ขอบคุณท่านอาจารย์เฉิน” องค์ชายสามหยุดตบแล้วลุกขึ้นยืน ในใจเขาแค้นเคืองยิ่งนัก ‘คอยดูเถอะ คนที่ทำให้ข้าขายหน้าในวันนี้ ข้าจะฆ่าให้หมด!’
“เชิญอาจารย์เฉินนั่งก่อน” ฮ่องเต้บอก ขันทีรีบยกเก้าอี้ไปให้อาจารย์เฉินทันที
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” เฉินชุนกุมมือกล่าวแล้วจึงนั่งลง ฮ่องเต้จึงก้าวไปนั่งบนบัลลังก์ ขุนนางก็เข้าแถวยืนเรียงราย
“ขอถามอาจารย์เฉินสักหน่อย เหตุใดท่านจึงรับคำเชิญของแม่นางผู้นี้ล่ะ?” ฮ่องเต้ถาม เฉินชุนจึงตอบ “ข้ารับคำเชิญของหอหงเหลียนเพราะว่านางมีบุญคุณกับข้า”
“บุญคุณอะไรหรือ?” ฮ่องเต้ถามต่อ เฉินชุนตอบ “บุญคุณช่วยชีวิต”
“โอ…” ทุกคนอุทานพร้อมกัน แล้วก็เข้าใจเหตุผลแล้ว บุญคุณช่วยชีวิตย่อมเป็นเรื่องใหญ่ ต่อให้ต้องเอาชีวิตเข้าแลกก็ต้องตอบแทนกลับคืนไป ดังนั้นการที่อาจารย์เฉินตอบรับคำเชิญของแม่นางคนนี้ก็ไม่นับว่ามากเกินไปจริงๆ
ทุกคนไม่เอะใจเลยว่าคำพูดของอาจารย์เฉินผิดตรงไหน แต่องค์ชายรองที่รู้ดีว่า เจ้าของหอหงเหลียนตัวจริงคือแม่นางหง ดังนั้นบุญคุณช่วยชีวิตนี้ย่อมเป็นแม่นางหงเป็นคนช่วย ส่วนแม่นางจูคนนี้เป็นแค่หุ่นเชิดบังหน้าเท่านั้นเอง
“ข้าออกมานานแล้ว ควรจะกลับเสียที หากช้ากว่านี้ฮูหยินข้าจะบ่นเอา” เฉินชุนบอกแล้วลุกขึ้นกุมมือคารวะฮ่องเต้ จากนั้นเขาก็เดินออกไป
“อาจารย์…” ฮ่องเต้เอ่ยยังไม่ทันจบ เฉินชุนก็หันกลับไปพูดแทรกว่า “หากฝ่าบาทอยากฟังข้าบรรเลงพิณ ก็เชิญที่หอหงเหลียนเถอะ ข้ารับปากนางไว้แล้วว่าจะไปเล่นพิณที่นั่นทุกเดือน”
เขาพูดแล้วก็หมุนตัวเดินออกไป ฮ่องเต้จึงโบกมือ ขันทีจึงพาแม่นางจูส่งกลับหอหงเหลียน
จูเหมยเมื่ออยู่ในรถม้ากำลังจะกลับหอหงเหลียน นางก็นั่งพิงผนังรถม้าท่าทางหมดเรี่ยวแรงเหมือนเทียนที่ถูกแดดเผาจนละลายอ่อนยวบ
เฉินชุนก็รีบกลับบ้านไปเอาอกเอาใจฮูหยินของเขา เขาออกไปซื้อเนื้อย่างให้ฮูหยินของเขา แต่จู่ๆ คนของจ้านเจียวก็เชิญเขาให้ไปช่วยจูเหมย เขาจึงได้รีบเข้าวังก่อน ในเมื่อช่วยคนแล้วเขาจึงรีบกลับบ้านทันที
หลังจากประชุมขุนนางเสร็จ องค์ชายรองก็รีบไปหาแม่นางหงทันที เขารู้ว่านางไปที่ร้านเสื้อผ้า เขาจึงไปหานางที่นั่น
เมื่อไปถึงร้าน องค์ชายรองก็ก้าวเข้าไปในร้านทันที คนขององค์ชายรองชี้ไปที่ห้องๆ หนึ่ง องค์ชายรองจึงก้าวยาวๆ ไปที่ห้องๆ นั้นแล้วเปิดประตูเข้าไป เถ้าแก่ร้านกำลังจะอ้าปากห้ามก็ห้ามไม่ทัน “อ่ะ…”
องครักษ์ขององค์ชายรองพลันชักกระบี่ออกมาพาดคอเถ้าแก่เอาไว้ เถ้าแก่กลัวจนตัวสั่นๆ นางไม่กล้าร้องสักคำ
จ้านเจียวกำลังลองชุดใหม่ นางสวมเพียงเอี๊ยมกับกางเกงขาสั้น นางคิดว่าเป็นสาวใช้ในร้านเข้ามานางจึงไม่ได้หันไปมอง เอ่ยว่า “ชุดสีเขียวอ่อนที่ข้าดูเมื่อกี้ เจ้าไปหยิบมาให้ข้าด้วย”
“อ่า…” องค์ชายรองตกใจจนปากอ้าตาค้างเมื่อมองแผ่นหลังขาวเนียนราวกับหยกมันแพะเนื้อดีที่มีเพียงสายเอี๊ยมเส้นเล็กๆ ผูกเอาไว้ที่กลางหลัง
จ้านเจียวได้ยินเสียงบุรุษ นางจึงหันขวับไปมอง นางตกใจมาก “เจ้า!”
“เอ่อ…” องค์ชายรองอ้าปากจะแก้ตัวก็แก้ตัวไม่ออก หน้าเขาแดงก่ำจนถึงใบหูแล้ว จ้านเจียวโมโหจนกระทืบเท้า “เจ้าคนลามก เจ้ายังไม่รีบออกไปอีก!”
นางคว้าสิ่งของบนโต๊ะได้ก็ขว้างใส่เขาทันที เอี๊ยมสตรีผืนหนึ่งจึงลอยละลิ่วไปตกลงบนศีรษะขององค์ชายรองพอดี เส้นเชือกเล็กๆ ห้อยลงมาแกว่งไปมาตรงหน้าองค์ชายรอง
“ออกไป๊!” จ้านเจียวตวาดพลางขว้างของใส่เขา กางเกงขาสั้นที่ถูกขยุ้มเป็นก้อนกลมจึงกระแทกหน้าเขาปุ๊!
องค์ชายรองคว้าสิ่งนั้นไว้แล้วลนลานรีบออกไป
องครักษ์เห็นองค์ชายรองรีบร้อนออกมา เขาจึงมองดูองค์ชายรอง ครั้นเห็นสิ่งที่อยู่บนศีรษะองค์ชายรองเขาก็ตกใจจนปากอ้าตาค้างไปแล้ว “เอ่อ…”
สภาพองค์ชายรองตอนนี้ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับโจรเด็ดดอกไม้สักนิด องครักษ์ตกตะลึงอึ้งงันไปแล้ว
ในห้องจ้านเจียวรีบแต่งตัว จากนั้นก็เปิดประตูเดินออกไปอย่างโมโหจนโทสะท่วมฟ้า องค์ชายรองเห็นนางออกมาเขากำลังจะอธิบาย พลัน! หมัดๆ หมึ่งก็พุ่งเข้าใส่เบ้าตาเขา ผั๊วะ!
“โอ๊ย!” องค์ชายรองร้องออกมา จ้านเจียวต่อยคนแล้วก็เดินฉับๆ จากไปทันที ขืนนางอยู่ต่ออีกนิด นางคงได้ฆ่าคนตายแน่!
องค์ชายรองกุมเบ้าตาเอาไว้ เขาอยากจะอธิบายแต่ว่านางก็ไปแล้ว เขาจึงได้แต่กลับไปขึ้นรถม้า องครักษ์รีบเก็บกระบี่แล้วตามไปทันที สารถีมองอย่างงุนงง เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเฝ้ารถม้าอยู่ข้างนอก เห็นแม่นางหงคนนั้นเดินออกจากร้านท่าทางโมโหมาก แล้วองค์ชายรองก็ออกมาในสภาพที่บนศีรษะมีเอี๊ยมสตรีคลุมอยู่ ‘เอ่อ…หรือว่าองค์ชายจะลวนลามแม่นางหง?’
เขาหยุดความคิดนี้ไม่ได้จริงๆ แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าเขาต้องเข้าใจผิดไปแล้ว แต่ภาพที่องค์ชายรองมีเอี๊ยมสตรีคลุมศีรษะมันฝังลึกลงไปในจิตใจเขาเสียแล้ว
“กลับตำหนักซิ” องค์ชายรองสั่งน้ำเสียงดุดัน เขารู้สึกอับอายแล้วก็โมโหปนกัน มือก็ใช้ผ้าประคบๆ เบ้าตา แต่พอเขามองดูผ้าผืนนั้นเขาก็ตกใจ “นี่!”
เขาคลี่ผ้าผืนนั้นดู พบว่ามันคือกางเกงตัวในของสตรีเขาจึงยิ่งอับอายจนแทบจะเอาหน้ามุดดินแล้ว เขาเห็นสายเล็กๆ แกว่งไปมาเขาจึงดึงมันลงมา ครั้นพบว่าสิ่งนั้นคือเอี๊ยมสตรีเขาก็ยิ่งอับอายจนหน้าแดงถึงใบหูแล้ว
เมื่อจ้านเจียวกลับถึงบ้าน นางก็เข้าห้องปิดประตูดังตึง!
“โอ๊ะ!” เจ้าสำนักที่กำลังนั่งจิบชาอยู่หน้าเรือน เห็นลูกบุญธรรมเข้าห้องไปท่าทางเหมือนโมโหใครมา เขาจึงถามพ่อบ้านว่า “นางโมโหใครรึ?”
พ่อบ้านส่ายๆ หน้า เขาจะไปรู้ได้อย่างไร ในเมื่อเขาอยู่บ้านไม่ได้ออกไปกับเจ้าสำนักน้อย เจ้าสำนักจึงเดินไปหน้าห้อง เคาะประตู “มารน้อย”
ภายในห้องเงียบไม่มีเสียงขานตอบ เจ้าสำนักจึงเรียกอีก “มารน้อย”
จ้านเจียวเปิดประตู หน้าตางอง้ำบึ้งตึง เจ้าสำนักปะเหลาะถาม “มารน้อย ใครทำให้เจ้าโมโห? บอกข้าซิ ข้าจะไปหักขามันให้เจ้าเอง”
จ้านเจียวส่ายหน้า “ช่างเถอะ”
หักขาองค์ชาย คงได้ถูกประหาร 9 ชั่วโคตรกระมัง อีกทั้งนางก็ต่อยเขาไปแล้ว เรื่องนี้ก็ให้มันจบแค่นี้เถอะ
“ท่านพ่อกินข้าวหรือยัง?” จ้านเจียวถาม เจ้าสำนักดีใจขึ้นมาที่ลูกบุญธรรมห่วงใย เขาตอบ “ยังๆ เจ้ากลับมาก็มากินข้าวด้วยกันเถอะ”
“พ่อบ้าน รีบตั้งโต๊ะ” เขาหันไปตะโกนสั่งพ่อบ้าน พ่อบ้านรับคำ “ขอรับ”
จากนั้นสองพ่อลูกก็นั่งกินข้าวมื้อกลางวันด้วยกัน
องค์ชายรองกลับตำหนักไปอย่างอับอายนัก เขาจึงไม่กล้าสู้หน้าแม่นางหงไปหลายวัน
หลายวันผ่านไป องค์ชายรองไปหาแม่นางหง คราวนี้เขาไม่ได้บุ่มบ่ามเข้าไปหานางเหมือนครั้งก่อนแล้ว เขาให้องครักษ์ไปบอกก่อน
จ้านเจียวจึงอนุญาตให้องค์ชายรองเข้าพบ เมื่อพบหน้ากันนางถามเขาว่า “วันนี้เจ้ามาหาข้ามีเรื่องอะไรอีกล่ะ?”

