Skip to content
ปกดวงใจไฟซาล

Ebook ดวงใจไฟซาล เล่ม 1

วันที่เขียนเรื่อง 20 ธันวาคม 2559

ดวงไจไฟซาล

Chapter 1 หนีออกจากบ้าน

ณ บ้านตระกูลพงศ์เผ่า เสียงผู้เป็นลูกดังลั่นบ้าน “ไม่! หนูไม่แต่ง” ทำให้บรรดาคนใช้ชะเง้อมองด้วยความอยากรู้

“แกต้องแต่ง!” เสียงคนเป็นพ่อตวาดกลับดังลั่นไม่แพ้กัน

สองพ่อลูกจ้องตากันอย่างไม่ยอมแพ้

“ฮึ!” ไผ่หวานกอดอกมองพ่ออย่างน้อยใจที่พ่อบังคับให้แต่งงานกับลูกชายของเพื่อนทั้งๆ ที่เธอไม่ได้ชอบผู้ชายคนนั้นเลยสักนิด ออกจะเกลียดด้วยซ้ำ หน้าตาก็ดูได้อยู่หรอก แต่นิสัยทรามสุดๆ ต่อหน้าพ่อของเธอ เขาก็วางตัวเป็นเทพบุตรแสนดี แต่พอลับหลังผู้ใหญ่ก็จ้องทำเนียนเกาะแกะเธอตลอด และยังพฤติกรรมอีกหลายอย่างของผู้ชายคนนั้นที่เธอเกลียด ทั้งดูถูกดูแคลนผู้หญิง เจ้าชู้ มั่วไปเรื่อย อันธพาล ฯลฯ ที่สำคัญก็คือถือว่าตัวเองเป็นลูกนายพลจึงได้ทำตัวเกะกะระรานไปทั่ว แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอาเรื่องเพราะกลัวถูกอุ้มฆ่ายกครัว

“ไม่! ถ้าพ่ออยากได้นายนั่นมาเป็นลูกเขยมากพ่อก็แต่งเองซิ” ไผ่หวานพูดแล้วก็เดินหน้าบึ้งออกจากบ้านไป

คณิตมองตามอย่างโกรธจัด “ถ้าแกไม่แต่งก็ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพ่อ”

ไผ่หวานชะงักกึก! หล่อนหันไปมองพ่ออย่างน้อยใจสุดชีวิต “พ่อ!”

คณิตสะอึกนิ่งงัน! รู้สึกเสียใจที่พูดกับลูกแรงไป

“คุณคะ อย่าใจอ่อนนะคะ” นภารีบขยับเข้าไปกระซิบสามีพลางปลายตามองลูกเลี้ยงอย่างเยาะหยัน “ชิ!”

คณิตหันไปมองภรรยาสาว “แต่ว่า…”

นภารีบกระซิบต่อ “คุณต้องใจแข็งเข้าไว้ค่ะ ไม่มีใครดีไปกว่าคุณกรอีกแล้วนะคะ เชื่อนภาซิคะ ให้คุณไผ่แต่งงานกับคุณกรมีแต่ได้กับได้ค่ะ คุณกรเป็นคนดี ฐานะก็ทัดเทียมกัน แล้วที่สำคัญคุณกรก็รักคุณไผ่มากนะคะ แต่งๆ กันไปอยู่ด้วยกันไปเดี๋ยวก็รักกันเองค่ะ หรือว่าคุณอยากให้คุณไผ่แต่งกับไอ้กุ๊ยนั่นก็ตามใจค่ะ”

พอพูดจบแล้วเธอก็ถอยไปยืนพิงเคาน์เตอร์เครื่องดื่ม หึๆๆๆ…

คณิตตาวาวอย่างไม่พอใจเมื่อได้ยินคำว่า ‘ไอ้กุ๊ย’ เรื่องอะไรเขาจะยอมให้ลูกสาวแต่งงานกับไอ้กุ๊ยนั่น! เขาไม่ยอมเด็ดขาด

“แกต้องแต่งงานกับคุณกรได้ยินไหมยัยไผ่!” เขาตวาดเสียงเข้มใส่ลูกสาว “ถ้าแกไม่แต่งก็ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพ่ออีกเลย!”

“พ่อ!” ไผ่หวานตะลึง! น้ำตาหยดเผาะ แล้วเธอก็วิ่งออกไปอย่างเสียใจที่สุด

“ยัยไผ่กลับมานี่นะ!” คณิตตะโกนตามหลังลูกสาวขยับจะวิ่งตามไป แต่ก็ถูกฉุดแขนไว้

“คุณคะ ปล่อยไปก่อนเถอะค่ะ ตามไปตอนนี้ก็รังแต่จะทะเลาะกันเปล่าๆ ค่ะ” นภารีบห้าม “คุณก็ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ โมโหมากเดี๋ยวก็ความดันขึ้นอีกหรอกค่ะ”

เธอรีบดันสามีไปนั่งที่โซฟาแล้วก็ตะโกนสั่งคนใช้ว่า “ใครก็ได้เอายามาให้คุณผู้ชายเร็ว!”

“ค้า” คนใช้รีบวิ่งไปหยิบยา อีกคนก็รีบไปรินน้ำเอาไปให้คุณผู้ชาย

“คุณผู้ชายขา น้ำมาแล้วค่ะ” แต๋วบอกพลางคลานเข้าไปเสิร์ฟน้ำ

“ยามาแล้วค่ะ” นิดถือซองยาเข้ามา

“เอามานี่” นภาบอกแล้วก็คว้าซองยาไปจัดแจงหยิบยาให้สามี

“ยาค่ะ” เธอส่งยาให้

คณิตรับยาไปแล้วก็เทพรวดเข้าปากอย่างโมโหแล้วก็ดื่มน้ำตาม

“เอ้า จะไปทำอะไรก็ไปซิยะ” นภาไล่คนใช้แล้วก็ขยับเข้าไปนวดแขนให้สามีเอาอกเอาใจ ปากก็ปลอบว่า “ใจเย็นๆ นะคะคุณ”

คณิตนั่งหน้าบึ้ง “ฮึ!”

ส่วนไผ่หวานพอออกไปข้างนอกเธอก็เรียกแท็กซี่ให้ไปส่งบ้านเพื่อน “ไป………”

เมื่อไปถึงบ้านเพื่อน ไผ่หวานก็จ่ายค่าแท็กซี่แล้วก็ลงจากรถ เธอเดินไปกดกริ่งหน้าบ้าน กริ๊งๆ

สักพักเจ้าของบ้านก็ออกมาดู

“อ้าว ไอ้ไผ่” พรพรรณทักอย่างดีใจ รีบเปิดประตูรั้วให้เพื่อน

“ไอ้พร ฮือๆๆๆ” ไผ่หวานปล่อยโฮอย่างสุดกลั้น

“เฮ้ย!ๆ” พรพรรณตกใจ “ไอ้ไผ่ร้องไห้ทำไม ใครทำไรแกเหรอ”

“ฮือๆๆๆ พ่อบังคับให้ฉันแต่งงานกับนายกรนรกน่ะซิ ฮือๆๆๆ…” ไผ่หวานบอกปนร้องไห้

“เข้าบ้านก่อนแก” พรพรรณรีบจูงเพื่อนเข้าบ้านแล้วก็ปิดประตูรั้ว

ภายในห้องรับแขก ทั้งสองนั่งคุยกัน

“โห…ถึงขั้นตัดพ่อตัดลูกเลยเหรอ แรงเกินไปอ่ะ” พรพรรณบ่นอย่างเห็นใจเพื่อน

“อึกๆ” ไผ่หวานเช็ดน้ำตาอย่างเสียใจ

ติ้งๆๆๆ…เสียงโทรศัพท์ของพรพรรณดังขึ้น

“เดี๋ยวนะแก” เธอบอกเพื่อนแล้วก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู “พ่อแกโทรมาว่ะ”

ไผ่หวานชะงัก! หยุดร้องไห้

พรพรรณกดรับสายพร้อมกับเปิดลำโพงให้เพื่อนฟังด้วย “สวัสดีค่ะ”

“สวัสดีจ้ะหนูพร ยัยไผ่อยู่นั่นรึเปล่า” เสียงคณิตถาม

พรพรรณพยักหน้า “อยู่ค่ะคุณพ่อ”

“ถ้างั้นพ่อฝากหนูพรบอกยัยไผ่ด้วยว่าถ้ามันไม่แต่งงานกับคุณกรก็ไม่ต้องกลับมาให้พ่อเห็นหน้าอีกเลย!”

แล้วสายก็ตัดไป

พรพรรณอึ้ง!

ส่วนไผ่หวานก็ปล่อยโฮ “ฮือๆๆๆ…”

ทางด้านคณิต พอตัดสายแล้วเขาก็หันไปมองหน้าภรรยา “ทำแบบนี้จะดีเหรอนภา แล้วถ้ายัยไผ่เตลิดหนีไปไม่ยอมกลับบ้านขึ้นมาล่ะ”

“คุณไผ่ต้องกลับมาแน่ค่ะ เชื่อนภาซิคะ คุณน่ะตามใจลูกมากเกินไปคุณไผ่ถึงได้เอาแต่ใจแบบนี้ไงคะ ต้องใช้ไม้แข็งแบบนี้แหละค่ะถึงจะเอาอยู่ค่ะ ปล่อยแกไปซักพักเดี๋ยวก็ต้องซมซานกลับมาเองแหละค่ะ” นภาปลอบใจสามีแล้วก็เหลือบมองนาฬิกา “นี่ก็ใกล้เวลานัดแล้วค่ะ ไปกันเถอะค่ะ”

คณิตเหลือบมองนาฬิกาบ้างแล้วก็ลุกขึ้นออกไปพบคู่ค้าตามนัดหมาย

ส่วนทางด้านพรพรรณก็ปลอบเพื่อนไปตามเรื่อง พอไผ่หวานหยุดร้องไห้ เธอก็ถามเพื่อนว่า “แล้วอย่างนี้แกจะทำยังไงล่ะไอ้ไผ่”

“ฉันไม่แต่งงานกับนายกรนรกนั่นเด็ดขาด” ไผ่หวานบอกเสียงแข็ง

พรพรรณพยักหน้า “ถ้างั้นแกก็อยู่กับฉันไปก่อน ไว้รอให้คุณพ่อแกใจเย็นลงแล้วอะไรๆ มันคงดีขึ้น”

“ขอบใจ” ไผ่หวานมองเพื่อนอย่างซึ้งใจ

“ถ้างั้นก็ไปล้างหน้าล้างตาก่อนเถอะ หน้าตาแกดูไม่จืดแล้วรู้ตัวไหม” พรพรรณตบบ่าเพื่อนให้กำลังใจ

“อืม” ไผ่หวานพยักหน้าแล้วก็ลุกไปล้างหน้า

พอออกมาก็เห็นเพื่อนกำลังโทรสั่งพิซซ่าอยู่

“เอา……….” พรพรรณหันไปถามว่า “แกเอาเหมือนเดิมใช่ไหม”

“อืม” ไผ่หวานพยักหน้าตอบ

“แล้วก็เอา……….” พรพรรณก็สั่งออเดอร์ไป

ไผ่หวานเดินไปเปิดตู้เย็นรินน้ำให้ตัวเองแล้วก็เผื่อเพื่อนด้วยอย่างคุ้นเคยเพราะเธอมานอนที่นี่บ่อยๆ

จากนั้นสองสาวก็นั่งคุยกันสรรพเพเหระ

 

เช้าตรู่ ไผ่หวานและพรพรรณตื่นแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน ทั้งสองทำงานที่เดียวกัน ไผ่หวานทำงานในตำแหน่งรองประธานบริษัทเพราะเป็นลูกสาวเจ้าของบริษัท ส่วนพรพรรณเป็นเลขาให้ไผ่หวาน

เมื่อถึงห้องทำงานทั้งสองก็เจอนภานั่งที่เก้าอี้ทำงานของไผ่หวาน

“มาแล้วเหรอ” นภาทักพร้อมกับแสยะยิ้ม

“มีอะไร” ไผ่หวานถามเสียงแข็งอย่างไม่กินเส้นกับแม่เลี้ยง

“เธอสองคนมาเก็บข้าวเก็บของออกไปซะ ตั้งแต่วันนี้ไปห้องนี้คือห้องทำงานของฉัน” นภาบอกพลางกรีดนิ้วชี้สั่ง

“มันจะมากไปแล้วนะ นี่ห้องทำงานของฉัน เธอมีสิทธิ์อะไรไม่ทราบ” ไผ่หวานจ้องอย่างไม่พอใจ

พรพรรณก็จ้องมองแม่เลี้ยงเพื่อนอย่างเกลียดขี้หน้า

“หึๆ” นภาแสยะยิ้มพลางกรีดกรายหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วก็เปิดคลิปเสียง “ฉันไล่พวกแกออก! ถ้าแกไม่แต่งงานกับคุณกรก็ไม่ต้องกลับมาให้พ่อเห็นหน้า ไป๊!”

เสียงหยุดไป นภาแสยะยิ้มเยาะเย้ย “คงไม่ต้องให้ฉันเปิดซ้ำหรอกนะ”

ไผ่หวานหน้าซีด เซเหมือนจะเป็นลม พรพรรณรีบประคองเพื่อนไว้ “ไอ้ไผ่”

“รีบเก็บของๆ พวกเธอออกไปซะ ฉันจะได้ให้คนมาแต่งห้องนี้ใหม่” นภากรีดนิ้วสั่ง

ไผ่หวานกัดลิ้นกลั้นน้ำตา สูดลมหายใจเข้าแล้วก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไป

พรพรรณรีบตามเพื่อนไป “เดี๋ยวซิไอ้ไผ่ ไม่เก็บของก่อนเหรอ”

ไผ่หวานหันไปมองเพื่อน “ไม่จำเป็นหรอกแก ในเมื่อพ่อไล่ฉันออกแล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องเก็บอะไรไป ส่วนแกอยากจะเก็บของๆ แกก็เก็บไป ฉันจะไปรอที่รถนะ”

แล้วเธอก็เดินไป

พรพรรณพยักหน้าแล้วก็รีบไปเก็บของส่วนตัวของตัวเอง

“หึ!” นภายืนมองอย่างสะใจ

พรพรรณรีบเก็บของใส่กล่องแล้วก็รีบไปที่รถเพราะรู้ดีว่าป่านนี้เพื่อนคงกำลังร้องไห้อยู่แน่ๆ ต่อหน้าคนอื่นไผ่หวานไม่ยอมให้ใครเห็นน้ำตาหรอก พอไปถึงที่รถก็จริงดังคาด ไผ่หวานกำลังนั่งคุดคู้อยู่ท้ายรถร้องไห้อย่างพยายามกลั้นเสียงสุดฤทธิ์

พรพรรณรีบวางกล่องกอดเพื่อนปลอบใจ “ไปร้องต่อในรถนะแก”

เธอพยุงเพื่อนขึ้นมา

“อึกๆ…” ไผ่หวานโผกอดเพื่อนพยักหน้า

พรพรรณกดรีโมทปลดล็อกแล้วก็เปิดประตูรถให้พลางดันเพื่อนให้เข้าไปนั่งในรถ แล้วเธอก็หันไปเอากล่องเก็บใส่ท้ายรถ จากนั้นเธอก็เปิดประตูเข้าไปนั่งในรถแล้วก็ขับรถออกไป

ส่วนทางด้านนภา เมื่อพรพรรณเก็บของไปแล้วเธอก็แสยะยิ้มอย่างสะใจพลางก้มลงมองโทรศัพท์ในมือตัวเอง แค่คลิปเสียงตัดต่อก็ทำให้นังลูกเลี้ยงมันเชื่ออย่างสนิทว่าพ่อไล่มันออกจริงๆ เดี๋ยวรอคุณคณิตมาเธอก็จะเปิดคลิปอีกอันให้คุณคณิตฟัง แล้วนิ้วเรียวก็เลื่อนๆ หน้าจอโทรออก

“ฮาโหล” เสียงปลายสายรับอย่างงัวเงีย

“ฉันทำให้นังไผ่หวานมันกระเด็นออกจากบ้านไปได้แล้ว คุณจะทำอะไรกับมันก็รีบๆ ทำเข้าเถอะ มันอยู่บ้านนังพรพรรณเพื่อนมันนั่นแหละ” นภาบอก

“จริงเหรอ” กรกนกตาโต ยิ้มกริ่ม “ดีมาก”

“อย่าลืมส่วนของฉันละกัน” นภาบอกแล้วก็ตัดสายทิ้ง

กรกนกรีบลุกขึ้นนั่งกดโทรศัพท์หาลูกน้อง

“มีอะไรคะพี่ รีบตื่นทำไมละ” ผู้หญิงที่นอนอยู่กับกรกนกถามอย่างงัวเงีย มือก็ป่ายกอดเอวอีกฝ่าย “นอนต่อเถอะพี่”

“อย่ายุ่ง!” กรกนกปัดมือออก

“เชอะ! ไม่ยุ่งก็ได้” หญิงสาวหน้างอพลิกตัวหันหลังให้อย่างงอนๆ

“ฮาโหล มีอะไรครับนาย” เสียงปลายสายรับสาย

“พวกมึงไปเอาตัวนังไผ่หวานที่บ้านนังพรพรรณมาให้กูเร็วๆ” กรกนกสั่งลูกน้อง

“ครับนาย” ลูกน้องรับคำแล้วกรกนกก็ตัดสาย

กรกนกนั่งยิ้มกริ่ม วาดฝันที่จะได้เป็นเจ้าของไผ่หวานผู้หญิงที่เขาหลงใหลมานาน อุตส่าห์ตามจีบตั้งหลายเดือนแต่อีกฝ่ายไม่เล่นด้วยแถมยังตั้งท่ารังเกียจซะยังกับเขาเป็นตัวเห็บตัวหมัด ถึงขนาดลงทุนให้พ่อไปสู่ขอแต่อีกฝ่ายกลับปฏิเสธอย่างไม่ไว้หน้า ในเมื่อไม่ชอบให้เข้าตามตรอกออกตามประตู กูก็จะจับปล้ำทำเมียซะเลย ฮ่าๆๆๆ…

ณ บ้านพรพรรณ ลูกน้องของกรกนกชะเง้อมองซ้ายมองขวา ไม่เห็นรถจอดอยู่ บ้านก็ปิดไว้ พวกมันจึงซุ่มรออยู่ด้านนอก

2 ชั่วโมงต่อมา พรพรรณขับรถถึงบ้าน เธอจอดรถหน้าบ้านแล้วก็ลงไปเปิดประตูรั้ว ครืดดดด…

ไผ่หวานก็ลงไปช่วยเพื่อนเปิดประตูรั้วอีกด้าน ครืดดดด…

พลัน! คนร้ายก็บุกเข้าไปจับตัวหญิงสาวทั้งสองคน

“ว๊าย!” พรพรรณตกใจร้องลั่น! “เฮ้ย!! ไรอ่ะ”

“ว๊าย!” ไผ่หวานก็ร้องลั่นเช่นกันที่จู่ๆ ก็ถูกผู้ชายจับตัว

Chapter 2 ลักพาตัว

“เฮ้ย! รีบลากพวกมันขึ้นรถเร็ว!” หัวหน้าสั่งพลางชะเง้อดูต้นทาง

ไผ่หวานกับพรพรรณดิ้นสู้ “ปล่อยนะ!”

แล้วไผ่หวานก็กระทุ้งศอกใส่สีข้างคนร้ายเต็มแรง ผั๊ว!

“โอ๊ะ!” คนร้ายเจ็บจุก

ไผ่หวานรีบฉวยโอกาสหมุนตัวฟันศอกใส่คนร้ายอีกครั้ง พลั่ก!

“โอ๊ย!” คนร้ายคิ้วแตกเลือดอาบหน้า

ไผ่หวานเตะผ่าหมากซ้ำ พลั่ก!

“อุ๊บ!” คนร้ายจุกหน้าเขียวรูดลงไปกองกับพื้น

แล้วไผ่หวานก็รีบกระโดดถีบคนร้ายที่จับตัวพรพรรณ “พลั่ก!”

“โอ๊ย!” คนร้ายเจ็บเซไป พร้อมกับพรพรรณสะบัดตัวดิ้นหลุด เธอรีบหันไปช่วยเพื่อนอีกแรง เธอถีบสุดแรง “พลั่ก!”

“โอ๊ย!” คนร้ายเซถลากระแทกพื้น

ไผ่หวานปราดเข้าไปเตะเสยปลายคาง “ผลั่วะ!”

“โอ๊ย!” คนร้ายหน้าหงายเริ่ด

หัวหน้าคนร้ายเห็นลูกน้องโดนยำก็รีบชักปืนออกมา “หยุดนะโว้ย!”

จังหวะที่คนร้ายชักปืนออกมา พรพรรณเหลือบเห็นพอดี เธอรีบคว้ากระถางต้นไม้ขว้างใส่มัน “โคร้ม!”

กระถางปลิวไปถูกไหล่คนร้าย

“โอ๊ย!” คนร้ายร้องลั่น!

“รีบหนีเร็วไอ้พร” ไผ่หวานตะโกนบอกแล้วก็รีบฉุดแขนเพื่อนขึ้นรถ 2 สาวพุ่งตัวขึ้นรถอย่างไว จากนั้นไผ่หวานก็รีบขับรถหนีโดยที่ประตูรถยังเปิดอ้า

“เฮ้ย! หยุดนะโว้ย!” คนร้ายตะโกนลั่น จะยิงปืนใส่รถก็กลัวจะไปโดนผู้หญิง

รถของพรพรรณวิ่งไปเลี้ยวตีโค้งอย่างแรงตัดเข้าซอยมุ่งหน้าออกถนนใหญ่ 2 สาวรีบดึงประตูปิดอย่างใจหายใจคว่ำ

คนร้ายได้แต่ยืนมองอย่างหัวเสีย “แม่*เอ้ย!”

แล้วคนร้ายก็รีบไปพยุงลูกน้องขึ้นมา

“ตามไปเร็วพวกมึง อย่ามัวโอ้เอ้ ถ้าไม่ได้ตัวนังนั่นไปให้เจ้านายพวกมึงกับกูคงถูกซ้อมแน่” ลูกพี่บอกแล้วก็หันไปสั่งคนขับรถว่า “รีบตามมันไปเร็วเข้า”

“ครับๆ” คนขับรถพยักหน้ารับ

พอทุกคนขึ้นรถแล้ว คนร้ายก็รีบขับรถตามไป

ไผ่หวานขับรถหนีเลี้ยวซ้ายเข้าซอย แล้วก็เลี้ยวขวาไปออกอีกซอย

รถคนร้ายตามไม่ทัน คลาดกับรถของเหยื่อ “ลูกพี่ พวกมันไปทางไหนแล้วก็ไม่รู้”

“แม่*เอ้ย!” ลูกพี่สบถลั่น

พรพรรณเหลียวมองข้างหลัง “ไม่เห็นรถพวกมันแล้วไอ้ไผ่”

ไผ่หวานเหลือบมองกระจกหลังพลางถอนหายใจโล่งอก

“พวกมันเป็นใครง่ะ” พรพรรณถามอย่างตื่นกลัว

“ลูกน้องไอ้กรนรกไง ฉันจำมันได้ไอ้คนที่แกเอากระถางขว้างใส่มันน่ะ ฉันเคยเห็นมันขับรถให้ไอ้เลวนั่น” ไผ่หวานบอก

“ถ้างั้นก็ไปแจ้งตำรวจเลยซิ” พรพรรณบอก

“ไปแน่” ไผ่หวานพยักหน้า

พรพรรณก็ชี้บอกทางเพื่อน “ไปโรงพัก ไปทางนี้ไอ้ไผ่”

ไผ่หวานขับไปตามที่เพื่อนบอก

ครึ่งชั่วโมงต่อมาทั้ง 2 ก็ถึงโรงพัก จากนั้น 2 สาวก็ไปนั่งแจ้งความกับตำรวจ

ตำรวจก็รับแจ้งความซักถามรายละเอียดรูปพรรณสัณฐานของคนร้าย รถที่ใช้ก่อเหตุพร้อมกับส่งเจ้าหน้าที่ไปดูที่เกิดเหตุ

กว่าจะเสร็จขั้นตอนต่างๆ ก็เสียเวลาไปหลายชั่วโมง

หลังจากตำรวจกลับไปแล้วพรพรรณก็ถามว่า “ไอ้ไผ่พวกมันจะกลับมาอีกไหมแก”

“ไม่รู้ซิ” ไผ่หวานส่ายหน้า

พรพรรณมองไปรอบๆ อย่างหวาดๆ “ถ้างั้นฉันว่าพวกเราไปนอนที่คอนโดกันเถอะ ฉันกลัวว่าพวกมันจะย้อนกลับมาอีกอ่ะแก”

“อื้ม ฉันก็คิดว่าจะชวนแกไปนอนที่คอนโดอยู่เหมือนกัน” ไผ่หวานพยักหน้า

“ถ้างั้นไปกันเลยนะ” พรพรรณบอกแล้วก็เดินไปเก็บของใส่กระเป๋า

พอเก็บเสื้อผ้าของใช้เสร็จแล้ว 2 สาวก็รีบล็อกบ้านขับรถไปคอนโด

ระหว่างทางพรพรรณก็บอกว่า “แกไม่โทรไปบอกคุณพ่อล่ะว่าไอ้กรนรกนั่นส่งคนมาอุ้มแก”

“แล้วแกคิดว่าพ่อจะเชื่อฉันเหรอ” ไผ่หวานย้อนอย่างน้อยใจ

“เออจริง” พรพรรณพยักหน้า “คุณลุงยังไม่รู้เช่นเห็นชาติมันนี่น่า ยังรักยังหลงมันอยู่พูดไปก็หาว่าพวกเราใส่ความมันอีกแหละ”

ไผ่หวานกัดลิ้นกลั้นน้ำตา เธอรีบเมินไปมองวิวข่มความรู้สึกเอาไว้

ณ คอนโดหรูหรากลางเมือง

พรพรรณขับรถไปจอดที่ลานจอดรถซึ่งเป็นช่องจอดรถเฉพาะเจ้าของห้อง

“เอาล่ะ ถึงซะที ทีนี้ฉันจะนอนให้สบายใจเลย” เธอพูดกับเพื่อน

ไผ่หวานพยักหน้ายิ้มให้แล้วก็เปิดประตูลงจากรถ พลัน! เธอก็เหลือบไปเห็นรถตู้คุ้นตาคันหนึ่งจอดถัดไป “เอ๊ะ!”

“มีไรแก” พรพรรณหันไปมองเพื่อน

ไผ่หวานรีบปิดประตูรถกระซิบบอกเพื่อนว่า “นั่น! รถไอ้พวกนั้นนี่แก”

เธอชี้ให้เพื่อนดู

“ไหนๆ” พรพรรณมองตามแล้วก็ตะลึง! “เฮ้ย! จริงด้วยอ่ะแก ทำไงดีล่ะ”

“ก็เผ่นซิแก จะอยู่รอให้พวกมันมาอุ้มรึไงย่ะ” ไผ่หวานจับแขนเพื่อน

“เออๆ” พรพรรณพยักหน้ารีบสตาร์ทรถแล้วก็ขับออกจากที่นั่นอย่างด่วนจี๋

คนร้ายเห็นรถเหยื่อขับออกไปก็บ่นอย่างหัวเสียว่า “แม่*เอ้ย! มันเสือกรู้ตัวซะได้”

“เอาไงต่อลูกพี่” ลูกน้องถามพร้อมกับจ้องมองลูกพี่เป็นตาเดียว

ลูกพี่ตบหัวลูกน้องป๊าบ “ไอ้โง่! มึงก็รีบตามมันไปซิวะ!”

แล้วรถของคนร้ายก็รีบขับตามรถเหยื่อไป

พรพรรณรีบเหยียบคันเร่งซิ่งรถหนี “มันตามมาแล้วอ่ะแก”

“ก็รีบเผ่นซิย่ะ” ไผ่หวานบอกแล้วก็เหลียวไปมองข้างหลัง

พอรถออกถนนได้พรพรรณก็เร่งเครื่องหนี โชคดีที่ตรงสี่แยกเป็นไฟเขียวพอดี เธอรีบซิ่งรถให้ทันไฟเขียว

“เร็วๆ ซิวะ เดี๋ยวแม่*พวกมันก็หนีไปได้หรอก” คนร้ายเร่ง

แต่โชคก็ไม่เข้าข้าง ไฟแดงขึ้นวาบพร้อมกับรถอีกฝั่งพุ่งพรวดอย่างเร่งรีบ

คนร้ายเบรกรถเอี๊ยด! “ห่*เอ้ย! แม่*จะรีบแดงไปหาพ่อมึงรึ!”

“ห่*แดก! ไม่ทันพวกมันจนได้” ลูกพี่สบถลั่นรถ

พรพรรณรีบซิ่งปาดซ้ายปาดขวาแซงรถคันอื่นไป พอได้จังหวะเธอก็เลี้ยวเข้าซอยหนีหายไปออกถนนอีกสาย

ไผ่หวานเหลียวมองข้างหลังตลอดเวลา พอไม่เห็นรถพวกมันตามมาแล้วเธอก็โล่งใจ “เฮ้อ…พวกมันไม่ตามมาแล้วแก”

พรพรรณเหลือบมองกระจกหลังพร้อมกับลดความเร็วลงอย่างโล่งใจ “เฮ้อ…”

เธอเหลือบมองเพื่อน “เอาไงดีล่ะไอ้ไผ่”

“ไปนอนคอนโดพวกมันก็ตามไปดัก งั้นไปนอนโรงแรมล่ะกัน” ไผ่หวานบอก

“เฮ้อ…ตกงานแล้วยังจะโดนอุ้มอีกเหรอเนี่ย ทำไมมันซวยแบบนี้ล่ะ” พรพรรณบ่นอย่างหัวเสีย

“นั่นซิ โดนไล่ออกจากงาน ถูกบังคับให้แต่งงาน แล้วยังจะโดนอุ้มอีก ชีวิตฉันจะแย่ไปถึงไหนเนี่ย โธ่โว้ย!” ไผ่หวานทุบคอนโซนปัง!

“เฮ้ยๆ เบาๆ ไอ้ไผ่เดี๋ยวรถพัง!” พรพรรณปรามเพื่อน “แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีนะแก”

“โชคดีไรวะ” ไผ่หวานถามอย่างสงสัย

“อ๊าว! ก็โชคดีที่หนีพวกมันมาได้ไงล่ะ” พรพรรณบอก

ไผ่หวานพยักหน้า “เออจริงของแก”

“ขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยชีวิตลูกให้รอดพ้นจากปากเหยี่ยวปากกาด้วย สาธุ…” พรพรรณพนมมือท่วมหัวแล้วก็รีบจับพวงมาลัยรถต่อ

“นี่แกนับถือพระเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ยไอ้พร” ไผ่หวานหันไปจ้องหน้าเพื่อนอย่างงงๆ

พรพรรณตวัดตาค้อนขวับ “จะเมื่อไหร่ก็ช่างฉันเถอะย่ะ”

ไผ่หวานยิ้มขำ

“แล้วนี่พวกเราจะทำไงกันดีล่ะ” พรพรรณถามแล้วก็พูดว่า “ฉันว่าไอ้กรนรกนั่นมันคงไม่ยอมรามือแน่”

“ฉันว่าไหนๆ พวกเราก็ตกงานแล้ว ถ้างั้นก็ไปเที่ยวต่างจังหวัดกันเลยดีป่ะ” ไผ่หวานเสนอ

“ไปต่างจังหวัดเหรอ” พรพรรณถาม

ไผ่หวานพยักหน้า “อื้ม”

“อืม…ก็ดีนะ ไปต่างจังหวัดไปนอนดูดาวเคล้าเสียงคลื่นก็ไม่เลวนะแก” พรพรรณพูดตาเคลิ้มแล้วก็ถามว่า “แล้วจะไปไหนดีล่ะ”

ไผ่หวานนิ่งคิด “เอ…ไปไหนดีล่ะ”

“แล้วจะไปเที่ยวไหนกันดีนะ” พรพรรณพูดแล้วก็บอกว่า “ฉันอยากไปเกาะเสม็ด”

“ได้ๆ งั้นก็ไปซื้อชุดว่ายน้ำกันก่อน” ไผ่หวานพยักหน้า

พรพรรณพยักหน้ารับ “เล็ทโก!”

จากนั้น 2 สาวก็ไปเดินช็อปปิ้งที่ห้างฯ ทั้ง 2 เลือกเสื้อผ้าของใช้กันเต็มรถเข็น แต่พอถึงเวลาจ่ายเงินบัตรเครดิตของไผ่หวานกลับมีปัญหารูดไม่ได้

“รูดไม่ได้ค่ะ” พนักงานส่งบัตรคืนให้ลูกค้า

ไผ่หวานทำหน้างงๆ แล้วก็หยิบใบใหม่ส่งให้ “นี่ค่ะ”

พนักงานรับบัตรใบใหม่ไปรูด

“อะไรอ่ะ ทำไมมันรูดไม่ได้ล่ะ” ไผ่หวานบ่นอย่างงงๆ

พนักงานรูดบัตร แต่แล้วก็รูดไม่ได้อีก “ใบนี้ก็รูดไม่ได้ค่ะ”

ไผ่หวานรับบัตรคืนมาแล้วก็ส่งใบใหม่ให้ พลางมองดูบัตรในมืออย่างงงๆ “ทำไมมันรูดไม่ได้ล่ะเนี่ย”

พนักงานยื่นบัตรคืนให้ “ใบนี้ก็ไม่ได้ค่ะ”

พรพรรณก็งงๆ เช่นกัน “ทำไมมันเป็นแบบนี้ล่ะไอ้ไผ่”

ไผ่หวานรับบัตรคืนมาแล้วก็ส่งใบใหม่ให้พนักงาน

ปรากฎว่าบัตรเครดิตของเธอรูดไม่ได้ซักใบ

“เดี๋ยวนะคะ” ไผ่หวานบอกพนักงานพลางยิ้มแหยๆ เธอค่อยๆ ถอยรถเข็นกลับไป แล้วก็กดโทรศัพท์หาธนาคารเจ้าของบัตร ซึ่งก็ได้คำตอบว่าบัตรของเธอถูกอายัดทั้งหมด

“เฮ้ย! อายัดได้ไงอ่ะ แล้วงี้แกจะเอาตังที่ไหนซื้อของล่ะ” พรพรรณหน้าเครียดแทนเพื่อน “นี่คุณพ่อแกทำถึงขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”

ไผ่หวานกลั้นน้ำตา คิดไม่ถึงว่าพ่อจะบีบบังคับถึงขนาดนี้ เธอข่มความรู้สึกแล้วก็หันไปพูดกับเพื่อนว่า “ก็ซื้อเท่าที่เงินในเอทีเอ็มใบนี้พอมีให้รูดล่ะกัน”

แล้วเธอก็เข็นรถไปเลือกเสื้อผ้าเก็บเข้าราว เหลือไว้เฉพาะเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็น

พรพรรณได้แต่ตบบ่าปลอบใจ “อย่าคิดมากนะแก”

“ขอบใจนะเพื่อน เพราะฉันแกเลยพลอยตกงานไปด้วย แถมต้องระเห็จออกจากบ้านมาอีก” ไผ่หวานมองหน้าเพื่อนอย่างขอโทษ

“ไม่เป็นไรหรอกแก ตกงานก็หางานใหม่ นอนบ้านไม่ได้เดี๋ยวก็หางานที่มันมีที่พักให้พร้อมซะเลยนี่” พรพรรณพูดประชดแล้วเธอก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา “เออ…จริงซิ หางานพร้อมที่พัก”

เธอรีบหยิบโทรศัพท์มาเสิร์จหางานพร้อมที่พักทันที

ไผ่หวานก็ชอบความคิดของเพื่อน เธอรีบหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมาเสิร์จหางานอีกเครื่อง

Chapter 3 ปลอมตัวไปสมัครงาน

ทั้ง 2 เสิร์จกันไปซักพักก็ติกันไป

“แกดูซิ เงินเดือนเท่านี้ หักค่าที่พักด้วย แล้วจะเหลืออะไรล่ะเนี่ย”

“มีแต่งานโรงงานอ่ะแก”

ทั้ง 2 มองหน้ากัน ให้ไปทำงานในโรงงานล่ะก็พวกเธอขอบายค่ะ ก็ไม่เคยทำอ่ะค่ะ งานออฟฟิตล่ะพอไหว

“เฮ้ยแก ดูงานนี้ซิ เจ้าหน้าที่ดูแลเด็ก เงินเดือนสูงเชียว มีที่พักให้พร้อม แต่มีเงื่อนไขต้องหน้าตาขี้เหร่ พูดภาษาอังกฤษได้ รับสมัคร ณ สถานทูตเปวาส” พรพรรณสะกิดเพื่อน

“งานไรแก” ไผ่หวานชะโงกหน้าเข้าไปดู “รับสมัครเจ้าหน้าที่ดูแลเด็ก…”

“น่าสนนะแก ดูซิสมัครได้ที่สถานทูตเปวาส”

ไผ่หวานคิด “คงเป็นพวกทูตที่มาทำงานที่นี่รับสมัครพี่เลี้ยงเด็กล่ะมั้ง”

“ลองไปสมัครดูป่ะแก เขารับ 2 คนพอดี เผื่อฟลุ๊ค แกกับฉันอาจจะได้ก็ได้” พรพรรณชวน

“แต่เขาบอกต้องหน้าตาขี้เหร่ แล้วแกกับฉันมันเข้าเงื่อนไขเขารึไง” ไผ่หวานแย้ง

“ไม่เห็นยาก” พรพรรณขยิบตา

ไผ่หวานทำตาโต “นี่แกอย่าบอกนะว่า…”

พรพรรณพยักหน้าพลางกรีดกรายมือ แล้วทั้ง 2 ก็พูดพร้อมกันว่า “พี่ติงลี่”

ทั้งคู่หัวเราะให้กัน

“ไปๆ รีบไปจ่ายตังแล้วก็รีบไปหาพี่ติงลี่กันเถอะแก” พรพรรณดันเพื่อน

ไผ่หวานกรอกตาแกล้งถอนหายใจ “งานนี้จะรอดไหมแก”

“เอาน่า แกลองคิดดูซิ ได้อยู่บ้านพักท่านทูตความปลอดภัยสูงอยู่นะแก อย่างน้อยๆ ไอ้กรนรกนั้นก็ตามไปรังควานพวกเราไม่ได้แน่” พรพรรณชักแม่น้ำทั้งห้า

“เอาก็เอา” ไผ่หวานตามน้ำไปกับเพื่อน

จากนั้นทั้ง 2 ก็เข็นรถไปจ่ายตัง แล้วก็รีบขับรถไปหาติงลี่

เมื่อเจอหน้าติงลี่ปั๊บก็ถูกอีกฝ่ายทักว่า “ต๊าย…ตาย ลมอะไรหอบนังชะนี 2 ตัวนี้มายะ”

“หวัดดีค่ะพี่ติงลี่” ทั้ง 2 ไหว้ติงลี่

ติงลี่รับไหว้แล้วก็หัวเราะ “มาๆ แหมกำลังคิดถึงอยู่เชียว”

“พี่ติงลี่ช่วยพวกหนูหน่อยซิ ช่วยแปลงโฉมพวกหนูให้ขี้เหร่หน่อยซิคะ” พรพรรณบอก

ติงลี่ชะงัก! “อ้าว…นี่จะไปเล่นละครเวทีไหนล่ะ เอ๊ะ! วันนี้ไม่เห็นมีการ์ดมาเชิญพี่ไปงานไหนเลยนะ”

“เวทีชีวิตค่ะพี่ติงลี่ เวทีเล็กๆ น่ะ” พรพรรณรีบออกตัว

“อ๋อ…นี่คงเป็นงานการกุศลตามมหาลัยล่ะซิ” ติงลี่เดาแล้วก็พูดว่า “มิน่าล่ะ พี่ยังว่าเอ…วันนี้ก็ไม่มีงานที่ไหนนี่น่า”

“ค่ะ” พรพรรณพยักหน้ารับ

“แล้วจะให้พี่เสกให้ขี้เหร่ขนาดไหนล่ะ” ติงลี่ถามยิ้มๆ

“เอาแค่ผู้ชายเห็นหน้าแล้วเมินก็พอค่ะ” พรพรรณบอกแล้วก็ยิ้มปะเหลาะ

ติงลี่ยิ้มขำ “แหมแค่นี้จิ๊บๆ ถ้างั้นไปข้างในเลยจ้าสาวๆ”

“ค้า” พรพรรณพยักหน้ารับแล้วก็จูงมือเพื่อนตามติงลี่เข้าไปหลังร้าน

1 ชั่วโมงต่อมาสองสาวก็ออกจากร้านด้วยรูปโฉมที่จำเค้าหน้าเดิมไม่ได้เลยทีเดียว ฟันยื่นเหยิน ใส่แว่นตาอันโต ผมฟูๆกระเซอะกระเซิง ผิวคล้ำตกกระ

“แล้วมาหาพี่อีกนะจ๊ะ” ติงลี่ยิ้มปลื้ม

2 สาวไหว้ลา “ขอบคุณค่ะพี่ติงลี่”

จากนั้นทั้ง 2 ก็ขับรถไปสถานทูตเปวาส

เมื่อถึงสถานทูตก็เห็นผู้หญิงยืนเข้าคิวกันเป็นแถวยาวเหยียด แต่ละคนหน้าตาพอดูได้บ้าง ขี้เหร่เข้ากับเงื่อนไขในประกาศรับสมัครงานก็เยอะ

“โห…คนเพียบเลยอ่ะ” ไผ่หวานมองอย่างกลัวๆ ที่กลัวนี่คือกลัวถูกจับได้ว่าแปลงโฉมมา

เสียงเจ้าหน้าที่บอกเป็นภาษาอังกฤษว่า “สมัครงานเชิญช่อง 1 เลยครับ”

พรพรรณดันหลังเพื่อน “ไปเร็วแก คนเยอะมาก…”

ทั้ง 2 เดินไปต่อคิว

เจ้าหน้าที่ก็แจกบัตรคิวให้แล้วก็ต้อนให้ไปกรอกใบสมัคร ตรวจบัตรประจำตัวประชาชนตรวจหลักฐานประกอบสมัครงาน จากนั้นก็ต้อนไปนั่งที่โต๊ะ แล้วก็มีเจ้าหน้าที่เดินมาแจกข้อสอบกับกระดาษให้ทำข้อสอบ

“โห ต้องสอบข้อเขียนด้วยอ่ะแก” ไผ่หวานกระซิบกับเพื่อน

“สอบข้อเขียนจะกลัวอะไรล่ะ แค่นี้จิ๊บๆ” พรพรรณยักคิ้ว

“ฉันไม่ได้หมายความว่าฉันกลัวสอบ ฉันหมายถึงว่าแค่รับสมัครพี่เลี้ยงเด็กแค่นี้ต้องสอบข้อเขียนกันด้วยเหรอเนี่ย” ไผ่หวานบอก

“นี่คุณเจ้านายเจ้าขา สมัครงานที่ไหนเขาก็สอบข้อเขียนกันทั้งนั้นแหละเจ้าค่ะ จะให้เหมือนคุณเจ้านายได้ไงล่ะคะ มีพ่อเป็นเจ้าของบริษัทจะได้เข้างานได้โดยไม่ต้องสอบอ่ะ” พรพรรณกระซิบประชดแล้วก็ยิ้มให้เพื่อน “เอาน่าเขาคงไม่เอาทฤษฎีไอน์สไตน์มาออกหรอกมั้ง”

ไผ่หวานได้แต่ยิ้มขำแล้วก็แกล้งประชดว่า “ถ้าเขาเอามาออกแกก็ทำให้ได้ล่ะกันย่ะ”

แล้วก็ถึงคิวทั้ง 2 ไปนั่งทำข้อสอบ

พอทำข้อสอบเสร็จเจ้าหน้าที่ก็ต้อนให้ไปนั่งรออีกห้องหนึ่ง ซักพักก็มีเจ้าหน้าที่มาเรียกตามคิว แล้วคนที่ถูกเรียกก็เดินตามเจ้าหน้าที่ไป

ผู้มาสมัครถูกเรียกไปจนเกือบหมด เหลืออยู่ไม่กี่คนนั่งอยู่ในห้อง ไผ่หวานกับพรพรรณก็เป็น 2 คนในจำนวนที่เหลืออยู่

จนกระทั่งถึงคิวของไผ่หวาน เจ้าหน้าที่ก็มาเรียก

“เชิญทางนี้ค่ะ” เจ้าหน้าที่บอกเป็นภาษาอังกฤษแล้วก็เดินนำหน้าไป

ไผ่หวานเดินตามไป เจ้าหน้าที่เคาะประตูห้อง สักครู่ประตูห้องก็เปิดออก เธอผายมือแล้วก็พูดว่า “เชิญค่ะ”

“ขอบคุณค่ะ” ไผ่หวานบอกพร้อมกับค้อมหัวให้เจ้าหน้าที่ เธอเดินเข้าไปในห้อง มีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะกับผู้ชายคนหนึ่งยืนอารักขาอยู่ และผู้ชายอีกคนยืนอยู่หลังบานประตู

ไผ่หวานยกมือไหว้ “กู๊ดอาฟเตอร์นูนเซอร์”

“เชิญนั่ง” ผู้ชายที่นั่งอยู่ผายมือบอก

ไผ่หวานเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ วินาทีที่เธอสบตากับผู้ชายคนนั้นเหมือนดวงตาสีฟ้าคมกริบนั้นจะดูดกลืนเธอให้จมลงสู่ใต้ท้องทะเลสีฟ้า

ส่วนผู้ชายคนนั้นทันทีที่สบตากับผู้มาสมัครงานคนนี้เขาก็รู้สึกเหมือนกับว่าดวงตาสีน้ำตาลได้ดูดกลืนวิญญาณของเขาไปแล้ว

ทั้ง 2 สบตากันชะงักนิ่งค้างอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งบอดี้การ์ดกระแอมเบาๆ เรียก “เซอร์ๆ”

ชายผู้เป็นเจ้านายสะดุ้งได้สติ ส่วนไผ่หวานก็สะดุ้งเช่นกัน

“คุณชื่อไผ่หวาน พนาเวชใช่ไหม” เขาถามเป็นภาษาอังกฤษ

“เยสเซอร์” ไผ่หวานพยักหน้า

“ในใบสมัคร คุณระบุว่าคุณจบปริญญาตรี แต่ผมไม่เห็นสำเนาวุฒิการศึกษาของคุณแนบมาเลย” เขาถามอีก

“คือดิฉันไม่ได้เตรียมเอกสารมาค่ะ” ไผ่หวานตอบแล้วก็คิดในใจว่า คงชวดงานนี้แน่

“หือ?” ชายตาสีฟ้าขมวดคิ้วย้อนถาม “ไม่ได้เตรียมเอกสารมา”

“เยสเซอร์” ไผ่หวานพยักหน้ารับ

ชายตาสีฟ้าวางใบสมัครลงบนโต๊ะด้วยสีหน้าเรียบเฉยพลางถามเสียงเข้มว่า “นี่คุณตั้งใจมาสมัครงานที่นี่รึเปล่า”

ไผ่หวานส่ายหน้า “ไม่ได้ตั้งใจมาค่ะ”

เธอตอบแล้วก็สบตากับเขาอย่างซื่อตรงพลางคิดในใจว่า อดชัวร์

ชายตาสีฟ้ากอดอกจ้องตาสีน้ำตาล “ถ้างั้นแล้วคุณมาสมัครทำไม หรือคิดว่าแค่มาสมัครเล่นๆ”

“เพื่อนชวนมาค่ะ ดิฉันเพิ่งตกงานก็เลยลองมาสมัครดูเผื่อฟลุ๊คค่ะ” ไผ่หวานตอบตามจริง

ชายตาสีฟ้าทำหน้าแปลกใจนิดๆ เพราะไม่เคยเจอใครกล้าตอบแบบนี้เลยสักคน

“เพื่อนชวนมา คุณก็เลยลองมาสมัครดูเผื่อฟลุ๊ค” เขาย้อนถามเสียงเข้ม

“เยสเซอร์” ไผ่หวานพยักหน้ารับ

ชายตาสีฟ้าเอามือลูบคางตัวเองพลางครุ่นคิดบางอย่างในใจ แล้วก็ถามว่า “เพื่อนคุณมิสพินิจนันท์ใช่ไหม”

ไผ่หวานนึกแปลกใจ เขารู้ได้ยังไง

“เยสเซอร์” เธอพยักหน้ารับ

“ผมเห็นจากกล้อง คุณกับเพื่อนคุณแทบจะตัวติดกันตลอด ดูสนิทสนมกันดีก็เลยคิดว่าจะรับคุณกับเพื่อนคุณเข้าทำงาน แล้วอีกอย่างคุณกับเพื่อนก็สอบได้คะแนนสูงกว่าคนอื่น” ชายตาสีฟ้าบอกแล้วก็หันไปสั่งบอดี้การ์ดว่า “เชิญมิสพินิจนันท์มาซิ”

“เยสเซอร์” บอดี้การ์ดรับคำแล้วก็เดินไปเปิดประตูหน้าห้องสั่งเจ้าหน้าที่อีกทอดหนึ่ง แล้วบอดี้การ์ดก็เดินกลับมายืนเช่นเดิม

ระหว่างที่รอชายตาสีฟ้าก็มองหญิงสาวอย่างพิจารณาโดยไม่พูดไม่ถามอะไรซักคำ

ส่วนไผ่หวานก็นั่งรอด้วยท่าทางเฉยๆ เธอมองสำรวจคนที่นั่งตรงข้ามไปด้วย เขาเป็นผู้ชายที่หน้าตาหล่อมาก ดวงตาสีฟ้าคมเข้มกลมโตดูมีเสน่ห์เหลือล้น เพียงแค่ชายตามอง สาวๆ คงสยบแทบเท้ากันเป็นแถบ ขนตางอนยาวดั่งขนตานางงามจนน่าเอาก้านไม้ขีดไปวางได้ ผิวขาวสะอาดตัดกับหนวดเคราที่ตัดแต่งอย่างประณีต รูปร่างก็น่าจะดูดีเท่าที่เห็นจากแผงอกใต้เสื้อเชิ้ต แล้วเธอก็เหลือบไปมองบอดี้การ์ดทั้ง 2 คนอย่างพิจารณา ทั้งสองคนคงจะพกปืนด้วยแน่ๆ เธอเห็นรอยตุงๆ ที่ข้างเอวใต้เสื้อสูทที่ตัดเย็บอย่างประณีต

ส่วนชายตาสีฟ้าก็ย้อนคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆ เริ่มจากพี่เลี้ยงคนก่อนๆ มาบอกว่า “ท่านคะ ดิฉันขอลาออกค่ะ”

พร้อมกับยื่นจดหมายลาออกให้เขา

“อืม…” ชายตาสีฟ้าพยักหน้ารับรู้แล้วก็ส่งจดหมายลาออกให้เลขาไปจัดการตามหน้าที่พลางคิดในใจว่า อีกคนแล้วเหรอที่ทนฤทธิ์ลูกสาวของเขาไม่ไหวจนต้องขอลาออก เขาโบกมือให้เลขาไปจัดการชดเชยค่าจ้างให้พี่เลี้ยงสาว

จากนั้นเขาก็คุยกับลูกสาวว่า “ลูกทำให้พี่เลี้ยงลาออกไปอีกคนแล้วนะ”

เด็กสาวหันไปมองพ่อ “ช่วยไม่ได้ค่ะก็เธออยากอ่อยพ่อนี่คะ”

ชายตาสีฟ้าทำหน้าดุ “ลูกทำแบบนี้ไม่ได้…”

เขาชะงักค้างไปเมื่อเห็นลูกร้องไห้

“ฮือๆๆๆ…หนูผิดเหรอที่รักคุณพ่อ ฮือๆๆๆ…หนูแค่ไม่อยากให้ใครมาแทนที่คุณแม่หนูผิดด้วยเหรอคะ ฮือๆๆๆ…” แล้วเด็กสาวก็วิ่งเข้าไปขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำ

“เจ้าหญิงฟาซินยา ออกมาคุยกันก่อนลูก” ชายตาสีฟ้าเคาะประตูเรียกอยู่นานแต่ลูกก็ไม่ยอมเปิดประตูออกมา เขาได้แต่เคาะเรียกอยู่อย่างนั้นด้วยความเป็นห่วง

เวลาผ่านไปเป็นวัน ลูกก็ยังไม่ยอมออกจากห้องน้ำ ชายตาสีฟ้าเคาะประตูเรียกทีไรก็ได้ยินเสียงร้องไห้ลอดออกมาจนเขาอ่อนใจ กี่ครั้งกี่หนแล้วที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ไม่มีพี่เลี้ยงคนไหนอยู่ทนเกินเดือนสักคนนับตั้งแต่แม่ของลูกตายจากไป

“เจ้าหญิงฟาซินยา ลูกต้องมีพี่เลี้ยงคอยดูแลนะลูก” ชายตาสีฟ้าพูดกับลูก

“ไม่! ลูกไม่ต้องการพี่เลี้ยง กี่คนแล้วที่อ่อยคุณพ่อน่ะ ลูกไม่ต้องการมีแม่เลี้ยง ฮือๆๆๆ” เด็กสาวตะโกนปนร้องไห้ “ถ้าคุณพ่ออยากหาพี่เลี้ยงให้ลูก ก็ต้องหาพี่เลี้ยงที่หน้าตาน่าเกลียดๆ มาซิคะที่สำคัญต้องเป็นคนไทยใจดีๆ เหมือนกับป้ามาลาด้วยไม่งั้นลูกจะอาละวาดให้อยู่ไม่ได้ซักคน!”

“ได้ แล้วพ่อจะหาพี่เลี้ยงคนไทยหน้าตาน่าเกลียดอย่างที่ลูกต้องการ แต่ถ้าครั้งนี้ลูกทำให้เขาลาออกไปอีกล่ะก็…พ่อไม่ยอมแล้วนะ” ชายตาสีฟ้าบอกเสียงแข็ง

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้ความคิดสะดุดหยุดลง

ชายตาสีฟ้าหันไปพยักหน้ากับบอดี้การ์ด บอดี้การ์ดเดินไปเปิดประตูให้

พรพรรณเดินเข้ามา พอเห็นเพื่อนนั่งอยู่ก็รีบเดินเข้าไปหา “แกอยู่นี่เอง”

“เชิญนั่ง” ชายตาสีฟ้าผายมือบอก

พรพรรณรีบยกมือไหว้ “กู๊ดอาฟเตอร์นูนเซอร์”

“เชิญ” ชายตาสีฟ้าบอกอีกครั้ง

พรพรรณนั่งข้างเพื่อนแล้วก็มองเขาอย่างไม่อาจจะละสายตาได้ ก็คนสัมภาษณ์งานหล่อจนน่ากลืนกินให้หมดทั้งตัวเลยอ่ะ

“คุณชื่อพรพรรณ พินิจนันท์ใช่ไหม” ชายตาสีฟ้าถามเสียงเรียบ

“เยสเซอร์” พรพรรณพยักหน้า

“นี่คุณสองคนตั้งใจมาสมัครงานที่นี่รึเปล่า” ชายตาสีฟ้าถามเสียงเข้ม

“โน” / “เยสเซอร์” 2 สาวตอบพร้อมกัน

พรพรรณหันไปมองหน้าเพื่อนพลางถลึงตาใส่พร้อมกับทำปากขมุบขมิบว่า “แกอยากชวดงานนี้รึไงไอ้ไผ่”

ไผ่หวานทำหน้าเหวอ อ๊าว!

เธอทำปากขมุบขมิบตอบ “ก็มันจริงนี่น่า”

Chapter 4 งัดข้อกับคนสัมภาษณ์งาน

แล้วเธอก็ทำเฉยไม่สนใจท่าทางของเพื่อน

พรพรรณตวัดตาค้อนใส่แล้วก็หันไปยิ้มให้คนสัมภาษณ์งาน

ชายตาสีฟ้ามองสองสาวด้วยสีหน้าเรียบเฉยแล้วก็บอกว่า “คุณตั้งใจมา ส่วนคุณคนนี้ไม่ตั้งใจมา”

พรพรรณหน้าเหวอนิดๆ แอบตวัดตาค้อนใส่เพื่อนทำปากขมุบขมิบถาม “นี่แกพูดอะไรไปบ้างย่ะ”

“แล้วคุณรู้รายละเอียดเกี่ยวกับงานนี้รึยัง” ชายตาสีฟ้าถาม

“โน” / “เยสเซอร์” 2 สาวตอบพร้อมกันอีก

พรพรรณหันไปถลึงตาใส่เพื่อน ทำปากขมุบขมิบ “ไอ้ไผ่!”

“โอเค ไม่เป็นไร ถ้าคุณยังไม่รู้ ผมก็จะได้บอกอย่างละเอียดทีเดียวเลย” ชายตาสีฟ้าบอกพลางปรายตามองพรพรรณแล้วก็จ้องหน้าไผ่หวาน “หน้าที่ของพวกคุณคือดูแลลูกสาวของผมกับหลานสาวของผมตลอด 24 ชั่วโมง ค่าจ้างวันละ 300 ดอลล่าร์ USA หยุดทุกวันอาทิตย์ มีที่พักให้พร้อมอาหาร 3 มื้อ”

พรพรรณพยักหน้ารับรู้ แอบนอยนิดๆ ว้าแต่งงานแล้วเหรอ ไม่น่าเลยอ่ะพ่อรูปหล่อ

“แล้วเด็กอายุเท่าไหร่คะ” ไผ่หวานถาม

“ลูกสาวผม 15 ปี ส่วนหลานสาวอายุ 14 ปี” ชายตาสีฟ้าตอบ

“แล้วหน้าที่ดูแลนี่ครอบคลุมเรื่องอะไรบ้างคะเซอร์” พรพรรณถามบ้าง

“ก็ทั่วๆ ไป ช่วยแต่งตัวเป็นเพื่อนคุยเพื่อนเล่นกับพวกเด็กๆ เด็กๆ ไปไหนพวกคุณก็ต้องไปด้วย” ชายตาสีฟ้าตอบ

“รวมสอนหนังสือสอนการบ้านด้วยรึเปล่าคะเซอร์” ไผ่หวานถาม

“ไม่รวม นั่นเป็นหน้าที่ของครู” ชายตาสีฟ้าตอบพร้อมกับมองทั้ง 2 สลับไปมา ก็หวังว่าทั้ง 2 คนคงจะทนฤทธิ์ลูกกับหลานได้ล่ะมั้ง

ไผ่หวานกับพรพรรณพยักหน้ารับรู้แล้วก็หันไปมองหน้ากันเอง

พรพรรณทำมือถาม “โอเคป่ะ”

ไผ่หวานทำปากขมุบขมิบตอบ “เดี๋ยว”

แล้วเธอก็ถามคนสัมภาษณ์ว่า “แล้วทำไมต้องระบุเงื่อนไขว่าต้องหน้าตาขี้เหร่ด้วยคะ”

“เพราะผมขี้เกียจหาพี่เลี้ยงใหม่อีกน่ะซิ ถ้ารับคนหน้าตาดีเข้ามาทำงาน ทำไปได้ซักพักก็ขอลาออกไปแต่งงานซะแล้ว อีกอย่างลูกสาวผมกับหลานสาวผมจะได้เลิกคิดว่าพ่อกับอาจ้องจะหาแม่เลี้ยงให้พวกเขาซะที” ชายตาสีฟ้าบอกเหตุผลยาวเหยียดแล้วก็ถามว่า “สรุปว่าคุณ 2 คนตกลงทำงานไหม”

2 สาวหันไปมองหน้ากันเองแล้วก็ตอบพร้อมกันว่า “เยสเซอร์”

ชายตาสีฟ้าพยักหน้ารับรู้แล้วก็บอกว่า “ถ้างั้นเดี๋ยวคุณเอาพาสปอร์ตไปให้เจ้าหน้าที่นะ เขาจะได้ร่างสัญญาจ้างงานแล้วก็ทำใบอนุญาตเข้าทำงานที่เปวาสให้พวกคุณ พอเสร็จแล้วพวกคุณก็เก็บกระเป๋าเดินทางไปเปวาสกับผมวันมะรืนได้เลย”

“อะไรนะเซอร์! ไปเปวาสเหรอ” ไผ่หวานถามเสียงสูง

“ใช่” ชายตาสีฟ้าพยักหน้า

“อ้าว ไม่ได้ทำงานที่นี่เหรอคะ” พรพรรณถามบ้าง

“ไม่ใช่ พวกคุณต้องไปทำงานที่เปวาส เพราะลูกกับหลานผมอยู่ที่เปวาส สัญญาจ้างปีต่อปี พวกคุณโอเคไหม ถ้าไม่ก็เชิญ ผมจะได้เรียกคนอื่นมาสัมภาษณ์แทน”

2 สาวหันไปปรึกษากัน “เอาไงดีแก”

“ลองไปทำดูก่อนเถอะแก ถ้าไม่เวิร์กก็กลับ” พรพรรณยุเพื่อน ก็เธอดันหลงเสน่ห์หนุ่มหล่อเข้าจังเบ้อเร่อ ถึงจะเป็นพ่อหม้ายลูกติดแต่หล่อขนาดนี้เธอสนเต็มร้อยเลยล่ะ “อีกอย่างรับรองว่านายกรนรกนั่นตามหาพวกเราไม่เจอแน่ ตอนนี้คุณพ่อแกยังหลงใหลได้ปลื้มคิดว่ามันเป็นเทพบุตรแกก็ควรจะหลบไปก่อนดีกว่าไอ้ไผ่เชื่อฉันเถอะ งานนี้แหละเวิร์กสุดแล้ว ค่าจ้างก็ดี นายจ้างก็ดูท่าทางใจดีออกนะแก”

ไผ่หวานคิดหนัก

“ตกลงว่ายังไง จะทำหรือไม่ทำ” ชายตาสีฟ้าถามเสียงเรียบ

พรพรรณกล่อมเพื่อนสุดฤทธิ์ “นะๆๆๆ แกไปเป็นเพื่อนฉันนะ พลี๊สสสสสส…”

ไผ่หวานพยักหน้า “ก็ได้”

พรพรรณดีใจ “เยส!”

เธอโผกอดเพื่อนหอมแก้มอย่างเคยชิน “แต๊งกิ้วเพื่อนเลิฟ”

ชายตาสีฟ้ามองอย่างอึ้งๆ เพราะปกติผู้หญิงประเทศเขาไม่เคยแสดงกริยาอย่างนี้ต่อหน้าผู้ชาย

ไผ่หวานดันเพื่อนออกอย่างเขินๆ ก็ถูกหอมแก้มต่อหน้าผู้ชายตั้งหลายคน แต่ละคนทำหน้าช็อคอย่างเห็นได้ชัด

“แก อายเขา” เธอสะกิดเพื่อนพลางบุ้ยปากบอก “ดูดิๆ”

พรพรรณผละออกแล้วหันไปยิ้มเจื่อนๆ “ตกลงพวกเราทำงานนี้ค่ะเซอร์”

“โอเคครับ ยินดีที่ได้ร่วมงาน” ชายตาสีฟ้าพยักหน้าให้ทั้ง 2 คน

2 สาวยิ้มตอบ “ยินดีเช่นกันค่ะเซอร์”

“ถ้างั้นเดี๋ยวพวกคุณเอาพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่เลยนะ” ชายตาสีฟ้าบอกแล้วก็ลุกขึ้นเดินออกไปทางประตูด้านหลัง

บอดี้การ์ดทั้ง 2 ก็รีบเดินตามไป

“คนอะไรหล๊อ…หล่อ” พรพรรณเคลิ้มตาหวาน

“หล่อน่ะหล่ออยู่หรอกแต่หน้าดุชะมัด” ไผ่หวานพึมพำ

สักพักเจ้าหน้าที่ก็เดินเข้ามาบอกว่า “เชิญทางนี้ค่ะ”

2 สาวจึงลุกขึ้นเดินตามเจ้าหน้าที่ไป

เจ้าหน้าที่พาทั้ง 2 ไปนั่งที่ห้องรับแขก แล้วก็บอกว่า “ขอพาสปอร์ตด้วยค่ะ”

“เดี๋ยวพวกเราเอามาให้ได้ไหมคะ” ไผ่หวานบอกแล้วก็หันไปปรึกษากับเพื่อน “เอาไงดีล่ะแก พาสปอร์ตฉันอยู่ที่บ้าน ฉันยังไม่อยากเข้าบ้านไปให้พ่อเห็นหน้าซะด้วยซิ เดี๋ยวโมโหมากๆ ความดันขึ้นช็อคไปล่ะแย่เลย”

“ของฉันก็อยู่บ้าน แล้วไอ้พวกนั้นมันก็ยังเฝ้าอยู่ เข้าไปเมื่อไหร่โดนมันอุ้มแน่ โอ๊ย! ทำไงดีล่ะเนี่ย” พรพรรณดึงผมตัวเองหน้าเครียด แล้วก็หันไปถามเจ้าหน้าที่ว่า “วันมะรืนพวกเราเอามาให้ได้ไหมคะ”

เจ้าหน้าที่ส่ายหน้า “ไม่ได้ค่ะ ต้องวันนี้ค่ะ เพราะวันมะรืนท่านก็จะเดินทางแล้ว ถ้ารอวันมะรืนคงไม่ทันแน่ค่ะ”

แล้วเธอก็ตำหนิว่า “ทางเราก็แจ้งในประกาศสมัครงานแล้วนะคะว่าต้องเตรียมเอกสารมาให้ครบ พวกคุณไม่เตรียมเอกสารมาให้ครบอย่างนี้ดิฉันก็โดนท่านตำหนิแย่เลยค่ะ แล้วท่านก็ไม่ใช่จะรับใครทำงานง่ายๆ ซะด้วย คนอื่นที่เตรียมเอกสารมาครบท่านก็ไม่รับ ทำไม๊…ทำไมจะต้องมารับพวกเอกสารไม่ครบอย่างพวกคุณด้วยนะ เฮ้อ!…”

2 สาวหน้าเจื่อน “เอาไงดีล่ะแก”

“นั่นดิเอาไงดี ทำพาสปอร์ตใหม่ก็ต้องพรุ่งนี้ กว่าจะได้เล่มก็ตอนบ่าย” ไผ่หวานคิดหนัก ไม่ได้คิดหนักเพราะกลัวไม่ได้ไปทำงานหรอกนะ แต่คิดหนักเพราะตัวเองดันเป็นต้นเหตุให้คุณเจ้าหน้าที่ถูกตำหนินี่ซิ เธอเกรงใจสุดๆ

“คงต้องไปถามท่านแล้วล่ะว่าจะทำยังไงดี ตอนนี้มี 2 ทางเลือกคือให้ท่านรับคนใหม่หรือไม่ก็รอส่งพวกคุณตามไปทีหลัง แย่จริงๆเลย!” เจ้าหน้าที่บ่นพึมพำแล้วก็เดินออกไป

พอเจ้าหน้าที่ออกไปแล้วพรพรรณก็บ่นกระปอดกระแปด “ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะว่าจะต้องไปทำงานที่ประเทศเปวาสน่ะ”

ไผ่หวานสะกิดเพื่อน “เออแก…แล้วประเทศเปวาสนี่มันอยู่ส่วนไหนของโลกอ่ะ”

“ไม่รู้ดิ” พรพรรณส่ายหน้าแล้วก็เหลือบไปเห็นแผนที่ประเทศเปวาสบนผนัง เธอเดินไปดูใกล้ๆ

ไผ่หวานมองตามเพื่อนแล้วก็เดินไปดูอีกคน “อยู่ตรงไหนน้า”

“นี่อินเดีย” พรพรรณชี้

“นั่นปากีสถาน” ไผ่หวานชี้อีกด้าน

2 สาวมัวแต่ดูแผนที่จนไม่รู้ว่ามีคนเข้ามาในห้อง

“เปวาสเป็นประเทศเล็กๆ อยู่ระหว่างอินเดียกับปากีสถาน ติดกับเทือกเขาหิมาลัย” เสียงทุ้มบอกข้างหลัง

“อุ้ย!” 2 สาวสะดุ้ง! หันไปมอง ก็เห็นคนสัมภาษณ์พวกเธอยืนอยู่ข้างหลัง

“เจ้าหน้าที่บอกว่าพวกคุณไม่มีพาสปอร์ตงั้นรึ” ชายตาสีฟ้าถามน้ำเสียงหงุดหงิด

ส่วนเจ้าหน้าที่หน้าเจื่อนอย่างกลัวถูกตำหนิ ดูจากท่าทางแล้วน่าจะถูกเจ้านายตำหนิไปแล้วด้วยมั้ง ไผ่หวานมองอย่างคาดเดา เธอส่งสายตาขอโทษอย่างรู้สึกผิด พลางคิดว่าไม่น่ามาสมัครงานเลยเรา สร้างปัญหาให้คนอื่นเขาจนได้ซิ…

ดวงตาสีฟ้าทันเห็นแววสำนึกผิดก็นึกใจอ่อน

“ท่านคงต้องสัมภาษณ์คนใหม่หรือไม่ก็ให้พวกเธอตามไปทีหลังจะดีกว่าไหมคะ” เจ้าหน้าที่เสนอความคิด

ชายตาสีฟ้าหันขวับไปจ้องเจ้าหน้าที่ตาดุ “ไม่สัมภาษณ์ใครแล้ว ผมไม่ว่าง”

“เยสเซอร์ๆ” เจ้าหน้าที่รับคำก้มหน้างุดๆ ท่าทางเหมือนอยากจะร้องไห้

“แล้วส่งพวกเธอตามไปทีหลังทำไมให้เปลืองค่าตั๋ว รึว่าคุณจะออกค่าตั๋วให้พวกเธอผมจะได้หักเงินเดือนคุณเป็นค่าตั๋วอย่างที่คุณเสนอซะเลย ก่อนจะพูดจะเสนออะไรคิดซะก่อน” ชายตาสีฟ้าพูดเสียงดุ

เจ้าหน้าที่ได้แต่พยักหน้ารับงุดๆ

ไผ่หวานได้แต่มองอย่างสำนึกผิดที่เป็นต้นเหตุให้คนอื่นถูกเจ้านายตำหนิ “ขอโทษนะคะเซอร์ ฉันผิดเองแหละค่ะที่ไม่เตรียมเอกสารมาให้ครบ คุณอย่าว่าลูกน้องคุณเลยค่ะ ถ้าคุณจะต่อว่าใครคุณควรจะต่อว่าฉันมากกว่าค่ะ ฉันผิดเองค่ะ ขอโทษค่ะ”

เธอไหว้เขา

ชายตาสีฟ้าหันขวับไปจ้องเธอตาดุ “ผมกำลังพูดกับคนของผมอยู่ ไม่เกี่ยวกับคุณ”

ไผ่หวานโกรธปรี๊ด! เธอลดมือลงฉับ! แว๊ดใส่เขาว่า “ทำไมจะไม่เกี่ยวคะ! ก็ในเมื่อต้นเหตุมันมาจากฉันไม่ได้เตรียมเอกสารมา คนผิดก็คือฉัน คุณต่อว่าลูกน้องคุณมันจะถูกเรื่องรึ!”

พรพรรณตะลึง! เวรกรรม! ยัยเจ้านายฉันแผงฤทธิ์ซะแล้ว!

ส่วนเจ้าหน้าที่กับบอดี้การ์ดต่างก็พากันตะลึง! อึ้ง! กันถ้วนหน้า ก็ใครจะคิดล่ะว่าคนมาสมัครงานจะกล้าขึ้นเสียงตวาดใส่เจ้านายพวกเขาแบบนี้ โอย! ตายๆๆๆ แม่คนนี้หาเรื่องกระตุกหนวดเสือชัดๆ

คนถูกแว๊ดตาดุวาว ไม่เคยมีใครกล้าขึ้นเสียงแบบนี้ใส่เขาเลยสักคนเดียว! ฮึ่ม! แม่คนนี้ช่างบังอาจนักเชียว!

“ไอ้ไผ่ใจเย็นๆ ก่อน แกมาสมัครงานนะโว๊ย!” พรพรรณรีบรั้งเพื่อนไปเตือนสติ

“แกก็ฟังเขาพูดซิย่ะ จะไม่เกี่ยวกับฉันได้ไง” ไผ่หวานพูดกับเพื่อนเสียงแข็งอย่างคุมอารมณ์ไม่อยู่ เธอจงใจพูดเป็นภาษาอังกฤษให้เขาฟังด้วย “พวกเราไม่มีพาสปอร์ตแต่เขากลับด่าลูกน้องซะงั้น เป็นเจ้านายประสาอะไรไม่รู้จักแยกแยะมั่งเลยว่าใครผิดใครถูก ด่าไปหมดแบบนี้ไม่แฟร์เลยนี่หว่า ถ้าอยากจะด่าพวกเราก็ด่ามาตรงๆ เลยดีกว่าฉันไม่ชอบที่เขาด่าคนอื่นกระทบพวกเราแบบนี้หรอกนะ!”

คนถูกว่าตาดุวาววับ! โกรธจัดจนควันออกหู “นี่คุณ!”

“ทำไมๆ คุณจะว่าอะไรฉันก็ว่ามาเลย!” ไผ่หวานจ้องหน้าอย่างเอาเรื่อง

“ไอ้ไผ่ใจเย็นๆ” พรพรรณดันเพื่อนให้ถอยห่างจากอีกฝ่าย

คนหน้าหล่อยืนโกรธจัดกำมือแน่น เขาชี้ไปที่พรพรรณพลางสั่งลูกน้องว่า “พาคุณคนนี้ออกไป! แล้วทุกคนออกไปให้หมดเดี๋ยวนี้!”

“เยสเซอร์” ทุกคนรับคำ บอดี้การ์ดปราดเข้าไปจับแขนพรพรรณตามคำสั่งเจ้านาย

“เฮ้ยๆ อะไรกันพวกคุณ! ปล่อยฉันนะ!” พรพรรณตกใจดิ้นสู้สุดฤทธิ์

“เฮ้! ปล่อยเพื่อนฉันนะ!” ไผ่หวานตวาดลั่น! พยายามช่วยเพื่อนสุดแรง

คนหน้าหล่อเดินเข้าไปล็อคตัวไผ่หวานเอาไว้ “คุณมานี่!”

“เฮ้ย! ปล่อยฉันนะ เรื่องไรมาจับฉันแบบนี้! ปล่อย!” ไผ่หวานโวยวายดิ้นสู้ให้หลุดจากการถูกล็อคตัว

บอดี้การ์ดทั้ง 2 ช่วยกันหิ้วพรพรรณออกไปตามคำสั่ง คนถูกหิ้วทั้งร้องทั้งดิ้น “ปล่อยนะ! จะพาฉันไปไหน! แล้วนั่นจะทำไรเพื่อนฉัน! ฉันแจ้งตำรวจนะ อย่าทำไรเพื่อนฉันนะ!”

เจ้าหน้าที่ก็ช่วยดันหลังพรพรรณออกไปพร้อมกับปิดประตูห้องให้ด้วย

ไผ่หวานโวยวายลั่นห้อง! “จะพาเพื่อนฉันไปไหน! ปล่อยเพื่อนฉันนะ! ถือว่าเป็นท่านทูตแล้วจะรังแกคนอื่นได้รึไงห๊ะ!”

“ไม่ต้องห่วงเพื่อนคุณหรอก ห่วงตัวเองก่อนดีกว่าไหมว่าจะเป็นยังไงต่อไปน่ะ ไม่เคยมีใครกล้าว่าผมแบบนี้เลยสักคน คุณบังอาจมากนะที่กล้าว่าผมแบบนี้น่ะ” ชายตาสีฟ้าบอกเข่นเขี้ยว

ไผ่หวานเอี้ยวคอไปมองคนข้างหลังขวับ “ทำไมๆ คุณจะทำอะไรฉันเหรอ แน่จริงก็ปล่อยฉันซิ ถึงตัวจะใหญ่กว่าก็อย่าคิดว่าฉันจะกลัวคุณนะ!”

“คุณนี่ปากเก่งเหลือเกินนะ!” ชายตาสีฟ้าเข่นเขี้ยวอย่างโกรธจัดปนขำ ก็ดูซิ…เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่กลับทำท่าขู่ฟ่อๆ เหมือนลูกแมวขู่เสือ ปากเก่งอย่างนี้มันน่าปิดปากนักเชียว!

ส่วนด้านนอกเจ้าหน้าที่คนอื่นก็พากันแตกตื่นวิ่งมามุงดูตั้งแต่ได้ยินเสียงโวยวาย

“เกิดอะไรขึ้นเหรอ” / “มีเรื่องอะไรกันเหรอ” / “เรียกรปภ.เร็วเข้า”

“ไม่ต้อง! กลับไปทำงานกันได้แล้ว เรื่องของกษัตริย์ไฟซาลใครก็อย่าเข้าไปยุ่ง!” บอดี้การ์ดตวาดลั่น!

เจ้าหน้าที่คนอื่นหน้าจ๋อยรีบกลับไปทำงานตามหน้าที่

พรพรรณชะงัก! กษัตริย์ไฟซาลงั้นเหรอ…ผู้ชายคนนั้นเป็นกษัตริย์เหรอเนี่ย…โอย…ตายๆๆๆ

“ปล่อยนะ! ฉันจะไปช่วยเพื่อนฉัน!” เธอตะโกนลั่น! ดิ้นสุดฤทธิ์

Chapter 5 เจ้าชาย!

“คุณช่วยอะไรเพื่อนคุณไม่ได้หรอก ผมว่าคุณอยู่เฉยๆ จะดีกว่านะ” บอดี้การ์ดบอกแล้วก็หันไปสั่งเจ้าหน้าที่สาวว่า “คุณเปิดประตูห้องนั้นซิ”

“เยสเซอร์” เจ้าหน้าที่รีบเดินไปเปิดประตูตามคำสั่ง

“มีเรื่องอะไรกันเหรอ แล้วนั่นใครล่ะ ทำไมถึงถูกหิ้วแบบนั่นล่ะ” ผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาถาม

บอดี้การ์ดหันไปมองแล้วก็รีบค้อมหัวทำความเคารพ

“เจ้าชายซาคีน” เจ้าหน้าที่เรียกแล้วก็รีบทำความเคารพเช่นกัน

พรพรรณมองคนที่ถูกเรียกว่า ‘เจ้าชาย’ อย่างงงๆ

“กษัตริย์ไฟซาลสั่งให้พาคุณคนนี้ออกมาครับ” บอดี้การ์ดบอก

“เอ๊ะ! แล้วมีเรื่องอะไรกันล่ะพี่ไฟซาลถึงได้สั่งแบบนี้น่ะ” ซาคีนถามพลางมองคนที่ถูกหิ้วแล้วก็ถามว่า “หรือว่าคุณคนนี้ไปพูดอะไรให้พี่ไฟซาลโกรธรึไง”

บอดี้การ์ดส่ายหน้า “ไม่ใช่คุณคนนี้หรอกครับ คุณคนที่อยู่ในห้องต่างหากครับที่ทำให้ท่านไฟซาลโกรธถึงขนาดนั้นได้ ช่างหาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ ครับ หน้าตาก็น่าเกลียดอยู่แล้วยังจะปากหาเรื่องอีก”

เขาส่ายหน้าอย่างสมเพช

“อ้าวๆ นี่คุณพูดให้มันดีๆ นะ คุณว่าเพื่อนฉันน่าเกลียดแล้วยังปากหาเรื่องอีกเหรอ พูดแบบนี้เดี๋ยวก็มีเฮหรอกคุณ!” พรพรรณหันไปแว๊ดใส่บอดี้การ์ดอย่างโกรธแทนเพื่อน

ซาคีนมองคนพูดอย่างขำๆ “ดูท่าทางคุณคนนี้ก็ปากจัดใช่ย่อยนะนี่”

พรพรรณหันขวับไปแว๊ดใส่ “อ้าวๆ คุณว่าใครปากจัดห๊า! พูดงี้มาฉะกันซักยกสองยกเลยไหมล่ะ! หนอย…ปากหมาแบบนี้แม่จะด่าให้ลืมดำเลยเชียว!”

ทั้งซาคินทั้งบอดี้การ์ดทั้งเจ้าหน้าที่ต่างพากันอึ้ง! ตะลึงกันหมด

ซาคินโกรธกรุ่นๆ ขึ้นมาตะหงิดๆ เขาชี้นิ้วสั่ง “พาแม่คนนี้ไปที่ห้องทำงานผมที ปากจัดแบบนี้คงต้องสั่งสอนกันหน่อยล่ะ”

“เยสเซอร์” บอดี้การ์ดรับคำแล้วก็รีบหิ้วคนปากจัดไปตามคำสั่ง ให้ตายเถอะ! ผู้หญิง 2 คนนี้ทำไมถึงได้ปากเก่งปากจัดกันนักนะ ช่างไม่รู้เรื่องรู้ราวเอาซะเลยว่าต่อปากต่อคำกับใครอยู่ คนนึงก็กำลังจะถูกกษัตริย์ไฟซาลจัดการ ส่วนอีกคนนี่ชะตากรรมก็คงไม่ต่างกันนักหรอก แม่ 2 คนนี่ช่างหาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ

เมื่อถึงห้องทำงาน บอดี้การ์ดก็เปิดประตูแล้วดันตัวพรพรรณเข้าไป

พรพรรณหันขวับจะพุ่งพรวดหนีก็ผงะ “เอ่อ…”

เมื่อเจอร่างใหญ่ยืนขวางประตูจังก้าเต็มกรอบบาน ไม่เหลือแม้ช่องเล็กๆ พอที่เธอจะมุดตัวลอดออกไปได้

ซาคินยืนกอดอกมองคนปากจัดตาดุ

“จะหนีไปไหนเหรอคุณ” เขาถามเสียงเรียบ

บอดี้การ์ดรีบปิดประตูให้แล้วก็รีบเดินไปเฝ้าหน้าห้องเจ้านายตัวเอง ส่วนตรงนี้เจ้าหน้าที่สาวได้แต่ยืนรอคอยฟังเสียงเรียก ก็ถ้าเจ้าชายซาคินเรียกให้คนช่วยเธอจะได้ตามรปภ.ได้ทัน

พรพรรณลอบกลืนน้ำลายเอื๊อก!

“เปล๊า!” เธอปฏิเสธเสียงสูงปรี๊ดกลบเกลื่อนความกลัว พลางก้าวถอยหลังถอยไปห่างๆ เขา

ซาคินย่างสามขุมเข้าไปเรื่อยๆ

พรพรรณก็ถอยหนีไปจนกระทั่งชนโต๊ะทำงาน

“ไม่ปากจัดอย่างเมื่อกี้อีกเหรอคุณ” ซาคินถามเสียงเรียบ “ไหนว่าจะด่าให้ลืมดำเลยไม่ใช่เหรอ”

พรพรรณแว๊ดใส่ “ฉันด่าแน่ถ้าคุณทำอะไรฉันล่ะก็…”

ซาคินเอามือลูบคางทำท่าครุ่นคิด “เอ…จะทำอะไรคุณดีนะ”

พรพรรณกลืนน้ำลายเอื๊อก! ข่มความกลัวเอาไว้ไม่ให้เขารู้

“จะฟาดคุณด้วยเข็มขัดดีไหมนะ” เขาแกล้งยานคางพูดพลางปลดเข็มขัดออกจากเอว

“อย่านะ! ถ้าคุณทำอะไรฉันๆ จะร้องให้แก้วหูคุณแตกไปเลย!” พรพรรณตะโกนลั่นใส่เขา

ซาคินเอาเข็มขัดพันมือพลางเอียงคอมอง เอามือลูบคางเล่น “ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องหาอะไรปิดปากคุณซะก่อน คุณจะได้ร้องไม่ได้ ดีไหมครับ”

พรพรรณชะงักค้าง! “เอ่อ…”

เธอเหลียวซ้ายแลขวาหาทางหนีทีไล่ แล้วก็รีบวิ่งอ้อมโต๊ะทำงานไปหลบอยู่หลังเก้าอี้นั่งทำงานตัวใหญ่

ซาคินแอบเบือนหน้าไปยิ้มขำ “หึๆๆๆ”

เขาไม่เคยทำร้ายผู้หญิงเลยสักครั้งและก็ไม่เคยคิดจะทำด้วย พี่ชายของเขาก็เช่นกัน แต่เจอแม่คนปากดีนี่แล้วก็นึกอยากแกล้งให้เธอกลัวบ้าง ทีหลังจะได้ไม่กล้าปากดีกับเขาอีก เอ๊ะ! แล้วทำไมเขาจะต้องเจอกับแม่คนนี้อีกล่ะ ความคิดผุดวาบขึ้นมาในใจ เจอกันแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวก็เกินพอล่ะ ผู้หญิงอะไรปากจัดชะมัด หน้าตาก็น่าเกลียด ฟันก็เหยิน หัวก็ยุ่ง ผิวก็ดำตกกระ แว่นก็หนาเตอะ แค่เห็นก็หมดอารมณ์ นี่ถ้าหน้าตาสวยๆ หน่อยล่ะก็…ปากจัดแบบนี้เขาคงจัดการปิดปากทำโทษด้วยปากเขาไปนานแล้วล่ะ

“อย่าเข้ามานะ! ถ้าคุณเข้ามาฉันฟาดคุณหัวแตกแน่!” พรพรรณตะโกนลั่น! พลางคว้าที่ทับกระดาษรูปเหยี่ยวมากำไว้แน่น

ซาคินตาวาววับ! “วางมันลงเดี๋ยวนี้นะ! นั่นน่ะของดูต่างหน้าแม่ผมเชียวนะ ถ้ามันแตกไปล่ะก็…ผมเอาเรื่องคุณแน่!”

พรพรรณมองสิ่งที่ถืออยู่ในมือแล้วก็มองหน้าเขา ตาเขาดุมาก เขาคงไม่ได้ขู่เธอเล่นแน่ๆ เธอยิ่งกำไว้แน่นเพราะกลัวหล่นแตก ก็เขาบอกว่าเป็นของดูต่างหน้าแม่ เขาคงจะรักมันมากน่าดู แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดวาบขึ้นมา เธอจ้องหน้าเขาเขม็ง

“ถ้างั้นคุณก็สัญญามาก่อนว่าคุณจะไม่ทำอะไรฉัน ไม่งั้นฉันทุ่มมันทิ้งแน่!” เธอแกล้งขู่ไปงั้นแหละ ใครจะกล้าทำจริงได้ลงคอล่ะ ของดูต่างหน้าบุพการีเชียวนะ!

“ได้! ผมสัญญาด้วยเกียรติของเจ้าชายแห่งเปวาสว่าจะไม่ทำอะไรคุณเลย!” ซาคินให้สัญญาหนักแน่น แล้วเขาก็ร้อยเข็มขัดเก็บเข้ากับหูกางเกงดังเดิม เขายกมือเป็นสัญญาณยอมแพ้พลางถอยไปนั่งที่โซฟา

พรพรรณลอบถอนหายใจโล่งอก เธอค่อยๆ ขยับเข้าไปวางที่ทับกระดาษรูปเหยี่ยวลงบนโต๊ะอย่างเบามือ

ซาคินถอนหายใจโล่งอก “เฮ้อ…”

พรพรรณพุ่งพรวดไปที่ประตู

ซาคินรีบพุ่งตัวไปจับตัวเธอเอาไว้ “เดี๋ยว! แล้วนี่คุณจะหนีไปไหน”

“ปล่อยฉันนะคุณ! ฉันจะไปช่วยเพื่อนฉัน ป่านนี้จะเป็นยังไงมั่งก็ไม่รู้” พรพรรณพูดอย่างเป็นห่วงเพื่อน

“เพื่อนคุณไม่เป็นอะไรหรอก อาจจะโดนสั่งสอนบ้างนิดๆ หน่อยๆ ก็เท่านั้นแหละ” ซาคินบอกอย่างไม่ยี่หระ

พรพรรณยิ่งเป็นห่วงเพื่อนหนัก “ไอ้ที่ว่านิดๆ หน่อยๆ ของคุณน่ะป่านนี้เพื่อนฉันถูกนายนั่นทำอะไรบ้างแล้วก็ไม่รู้ ปล่อยนะ! ฉันจะไปหาเพื่อนฉัน!”

เธอดิ้นสุดฤทธิ์

ซาคินกระชับวงแขนมั่นรัดแน่นดั่งรัดลูกรักบี้ กลิ่นหอมอ่อนๆ โชยแตะจมูก ยิ่งร่างเล็กในอ้อมแขนดิ้นมากเท่าไหร่กลิ่นหอมก็ยิ่งกำจายแรงขึ้น เขาแอบสูดกลิ่นหอมอย่างนึกแปลกใจ แม่คนนี้ใช้น้ำหอมอะไรนะ ยิ่งเหงื่อออกกลับยิ่งหอมต่างจากคนอื่นๆ ที่เขาเคยนอนด้วย ผู้หญิงพวกนั้นยิ่งเหงื่อออกปนกับกลิ่นน้ำหอมยิ่งตัวเหม็น

“ตัวห๊อม…หอม ใช้น้ำหอมแบรนด์ไหนเหรอ” เขาถามพลางสูดกลิ่นอย่างหลงใหล

“ไม่ได้ใช้! ปล่อยฉันนะ! นี่คุณหาเรื่องแต๊ะอั๋งฉันเหรอ” พรพรรณแหวใส่เขาเสียงเขียว

“ผมแต๊ะอั๋งคุณที่ไหน หน้าตาคุณขี้เหร่ซะขนาดนี้ผมไม่ลดตัวไปแต๊ะอั๋งคุณให้เสียเกียรติหรอก คุณหลงตัวเองไปรึเปล่าคุณผู้หญิง” ซาคินปฏิเสธเสียงแข็ง

พรพรรณแว๊ดใส่ “ถ้าไม่ได้คิดแต๊ะอั๋งฉันก็ปล่อยฉันซิ จะมาจับฉันไว้ทำไมให้เสียเกียรติห๊า!”

“ก็คุณจะไปหาเพื่อนคุณ เดี๋ยวพี่ไฟซาลก็ยิ่งโกรธเอาหรอก แล้วคุณกับเพื่อนคุณนั่นแหละที่จะเดือดร้อน นี่ผมเตือนด้วยความหวังดีนะครับคุณผู้หญิง” ซาคินบอก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขาบอกอย่างเป็นห่วงจริงๆ หรือเป็นแค่ข้ออ้างที่จะกักตัวเธอไว้ไม่ให้ไปช่วยเพื่อนได้

ยิ่งคิด พรพรรณก็ยิ่งเป็นห่วงเพื่อน ป่านนี้จะเป็นยังไงมั่งนะ

“ปล่อยฉัน! ฉันจะไปหาเพื่อนฉัน!” เธอแว๊ดไปพลางดิ้นหนีหวังจะให้หลุดจากอ้อมแขนแข็งแรงดั่งกรงเหล็กที่กักตัวเธอไว้ในอ้อมแขนของเขา

ยิ่งร่างเล็กดิ้นมากเท่าไหร่ เลือดหนุ่มก็ยิ่งซู่ซ่ามากขึ้นเท่านั้น น่าแปลกที่แม่คนหน้าตาอัปลักษณ์กลับทำให้เลือดหนุ่มซู่ซ่าขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทั้งๆ ที่บางครั้งขนาดดารานางแบบสวยหยาดฟ้ามาดินยังไม่สามารถปลุกใจสิงโตให้ผงาดขึ้นมาได้ แต่แม่คนอัปลักษณ์คนนี้กลับทำให้สิงโตผงาดจนเขาปวดร้าวระบบไปทั้งแก่นกาย หรือจะเป็นเพราะผิวนุ่มๆ กลิ่นกายหอมๆนี่กระมังที่ปลุกสิงโตให้ผงาดได้อย่างน่าประหลาดใจ

พรพรรณรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างขยับดุ๊กๆ อยู่แถวสะโพก เธอชะงัก! หยุดดิ้น

“นี่คุณ! ไหนว่าไม่ได้แต๊ะอั๋งฉันให้เสียเกียรติไง แล้วมือคุณทำไมมันถึงไปจับก้นฉันแบบนั้นล่ะ ทุเรศที่สุดเลย!” เธอโวยวายใส่เขา

“มือผมที่ไหนกันคุณ นี่มือผมอยู่นี่ คุณเห็นไหม” ซาคินิขยับมือโชว์ให้เธอเห็นพิสูจน์ความบริสุทธิ์

พรพรรณก้มมองแล้วก็โวยวายว่า “ถ้าไม่ใช่มือคุณแล้วอะไรมิทราบที่มันจับก้นฉันอยู่น่ะห๊า!”

“น้องชายผมไงเล่าคุณ ทำเป็นอินโนเซ้นต์ไปได้ แล้วคุณจะโวยวายให้คนข้างนอกเขาได้ยินทำไมเนี่ย คุณไม่อายเขารึไงหืม…” ซาคินบอกปนต่อว่า

พรพรรณชะงักงัน!

“น้องชายของคุณ” เธอทวนคำอย่างนึกงง มันหมายความว่าอะไรอ่ะ เธอนึกอยู่นาน ครั้นพอนึกออก เธอก็ร้องลั่น! “ว๊าย! ตาบ้า! ลามกที่สุดเลย!”

2 แก้มแดงก่ำระเรื่อขึ้นสีจนไปถึงลำคอทั้งอายทั้งโกรธ ร่างเล็กจึงยิ่งดิ้นหนัก “ปล่อยฉันนะอีตาโรคจิต!”

ซาคินถอนหายใจอย่างเหนื่อยๆ แม่คนนี้แรงเยอะนักใช่ไหมดิ้นไม่หยุดซะที คอยดูเถอะจะดีดดิ้นไปได้ซักเท่าไหร่เชียว ฮึ่ม! แล้วเขาก็รัดร่างเล็กยกลอยพ้นพื้นอุ้มถอยไปนั่งที่โซฟา

“ว๊าย!” พรพรรณตกใจร้องลั่น!

พอนั่งที่โซฟาได้ซาคินก็ปล่อยเธอนั่งดิ้นบนตักเขาไป เขาเพียงแต่รัดรอบเอวกับ 2 แขนให้แน่นๆ เพียงเท่านี้เธอก็ดิ้นไม่หลุดแล้ว

“ปล่อยนะคนลามก! บอกให้ปล่อยไงล่ะ! ปล่อยซิ!” พรพรรณแว๊ดสุดเสียงดิ้นสุดฤทธิ์

ยิ่งเธอดิ้น สิงโตก็ยิ่งผงาดพองคับกางเกง

พรพรรณรู้สึกถึงดุ้นเนื้อแนบแก้มก้นก็ยิ่งดิ้นหนี ปากก็แว๊ดๆ ใส่เขา “ปล่อยฉันนะตาบ้า ตาลามก ปล่อยซิ! ปล่อย!”

ซาคินขบกรามข่มอารมณ์ปรารถนาสุดฤทธิ์ ก้นอุ่นๆ นุ่มๆ บดเบียดกับแก่นกายจนปวดระบมจนเขาแทบอยากจะรูดซิปแล้วงัดสิงโตผงาดออกมาแล้วก็จับยัดใส่เข้าไปในเรือนกายนุ่มๆ ซะจริง ให้ตายเถอะ! แม่คนนี้หน้าตาก็แสนจะอัปลักษณ์แต่ทำไม๊…ทำไมเรือนร่างเธอถึงได้ปลุกไฟราคะของเขาให้ลุกโชนพรึ่บพรั่บได้ถึงเพียงนี้กันนะ

ยิ่งดิ้น พรพรรณก็ยิ่งรู้สึกแปลกๆ เนื้อตัวร้อนวูบวาบชอบกล ผิวกายส่วนที่แนบชิดกับเขามันรู้สึกวูบวาบอย่างประหลาด ให้ตายเถอะ!ดิ้นก็ดิ้นไม่หลุด! ยิ่งดิ้นก็ยิ่งเหนื่อย เธอจึงแกล้งกระแทกตัวใส่เขาซะเลย! ทนได้ให้มันรู้ไปซิ! จะกระแทกให้ช้ำในตายไปเลยไอ้บ้านี่!

“เอ้าๆๆ เอาเข้าไปนะคุณ! คุณเล่นกระแทกแบบนี้น้องชายผมก็แย่ซิคุณ” ซาคินว่าปนอมยิ้มแล้วก็แกล้งบอกว่า “เดี๋ยวผมก็รูดซิปงัดมันออกมาซะเลยดีไหม! คุณจะได้สัมผัสมันสมกับที่อยาก…เอาไหม!”

“ว๊าย! อย่านะ! ไอ้บ้า! ไอ้ลามก! ไอ้โรคจิต! ใครเขาอยากจับของสกปรกๆ แบบนั้นกันห๊า! ทุเรศที่สุด! ตั้งแต่เกิดมาฉันยังไม่เคยเห็นใครทุเรศเท่าคุณเลย” พรพรรณด่าเป็นชุด

ยิ่งเธอดีดดิ้น ซาคินก็ยิ่งอยากแกล้ง ยิ่งได้ต่อปากต่อคำด้วยเขาก็ยิ่งรู้สึกสนุกอย่างประหลาด

“ถ้าคุณยังไม่หยุด! ผมจะเอามันออกมาจริงๆนะ เอาซิ!” เขาแกล้งขู่ไปงั้นแหละ นึกสนุกที่ได้แกล้งเธอ

“ง่ะ!” พรพรรณหยุดปั๊บยิ่งกว่าติดเบรก ABS

ซาคินอมยิ้มขำ ลอบถอนหายใจ ก็ขืนเธอเล่นกระแทกไม่หยุดเขาอาจจะกลายเป็นผู้ชายชั่วช้าที่ลงมือปลุกปล้ำเธอขึ้นมาก็ได้ นี่เธอไม่รู้รึไงว่ายิ่งดิ้นยิ่งกระแทกก็ยิ่งยั่วยุความปรารถนาอันดำมืดในตัวผู้ชายให้ลุกโชนน่ะ ฮึ่ม! มันน่านักเชียว!

พรพรรณนั่งนิ่งแต่หน้างอสุดขีด

ซาคินยิ้มขำ เหลือบมองหน้าคนในอ้อมแขนอย่างขำๆ

ส่วนทางด้านไผ่หวานพอทุกคนออกไปหมดแล้วเธอก็ท้าคนหน้าหล่อเหย็งๆ “แน่จริงก็ปล่อยฉันซิ แม่จะอัดให้คว่ำเลยเชียว!”

ไฟซาลนึกขำ “อย่างคุณเนี่ยนะจะทำอะไรผมได้ ตัวก็แค่นี้เอง โถๆๆๆแม่ลิตเติ้ลเกิร์ล กลับไปกินนมนอนให้โตๆ กว่านี้แล้วค่อยมาท้าตีท้าต่อยก่อนเถอะคุ๊ณ!”

ไผ่หวานฉุนกึกที่ถูกเรียกว่า ‘ลิตเติ้ลเกิร์ล’ หนอยแน่ะ! ไอ้ล่ำนี่ดูถูกกันชัดๆ

“นี่คุณ! อย่ามาเรียกฉันว่าลิตเติ้ลเกิร์ลนะ! ฉันไม่ใช่เด็กน้อยแล้วนะ” เธอแว๊ดใส่พลางบิดแขนให้หลุดจากการล็อคตัว พอแขนหลุดปั๊บ! เธอก็ศอกใส่เขาพลั่ก!

“อุ๊บ!” ไฟซาลร้องเจ็บถูกศอกแหลมเล็กกระแทกเฉียดๆ สีข้าง

ไผ่หวานพุ่งตัวหนี ไฟซาลก็พุ่งตามไปรวบตัวไว้

“ร้ายใช่ย่อยเลยนะนี่” เขาเข่นเขี้ยว รวบร่างเล็กไว้แน่น

ไผ่หวานสะบัดดิ้นหมายจะให้หลุด เธอกระทืบส้นสูงใส่เท้าอีกฝ่ายเต็มแรง ปึ๊ก!

แต่พลาด ไฟซาลหลบได้ เขานึกในใจว่า ผู้หญิงคนนี้ร้ายจริงๆ

“ปล่อยฉันนะ! ฉันจะไปหาเพื่อนฉัน!” ไผ่หวานตวาดลั่น

“ไม่ปล่อย! คุณด่าผมแล้วก็ทำร้ายผมด้วย คุณต้องได้รับโทษ!” ไฟซาลตวาดเสียงเข้ม

Chapter 6 ได้งาน

“ถ้างั้นก็เรียกตำรวจมาเลยซิ เรื่องไรมาจับฉันแบบนี้ล่ะ” ไผ่หวานแหวใส่

“แล้วจะให้ผมเรียกตำรวจเปวาสหรือตำรวจไทยดีล่ะ หรือจะเรียกมาทั้ง 2 ประเทศเลยดีไหม” ไฟซาลย้อนถามเสียงแข็ง

“จะตำรวจไทยหรือเปวาสก็เรียกมาทั้ง 2 นั่นแหละ ฉันไม่ยอมให้คุณยัดข้อหาให้ฉันฝ่ายเดียวแน่” ไผ่หวานเสียงแข็งกลับเช่นกัน

ไฟซาลนึกชมในใจ แม่คนนี้ก็ฉลาดพอตัวทีเดียว

“ถ้างั้นคุณก็ควรจะรู้ไว้ก่อนที่จะเรียกตำรวจมานะว่าโทษฐานที่ทำร้ายกษัตริย์ของประเทศเปวาสคุณจะได้รับโทษสถานใด” เขาบอกเสียงเข้ม

ไผ่หวานชะงัก! “กษัตริย์เหรอ คุณคือกษัตริย์เหรอคะ”

“ใช่” ไฟซาลพยักหน้า “โทษฐานทำร้ายกษัตริย์ถ้าตามกฏหมายของประเทศเปวาสก็ประหารสถานเดียว แล้วตามกฎหมายประเทศคุณล่ะ ถ้าทำร้ายกษัตริย์มีโทษสถานใดล่ะหืม…” ไฟซาลย้อนถาม

ไผ่หวานโพล่งตอบ “ก็ประหารเหมือนกันนั่นแหละ แล้วยังอาจจะโดนรุมประชาทัณฑ์ด้วยแน่ๆ เพราะประเทศของฉันพวกเราคนไทยทุกคนรักกษัตริย์มาก”

“เรียกตำรวจไทยมาคุณก็มีโทษประหาร เรียกตำรวจเปวาสมาคุณก็มีโทษประหารอีก คุณยังจะให้ผมเรียกตำรวจมาอีกไหมคุณผู้หญิง” ไฟซาลถามเสียงเข้มพลางพยักเพยิดให้ดูกล้องวงจรปิด “ภาพจากกล้องนั่นก็เป็นหลักฐานอย่างดีว่าคุณทำร้ายผม ที่ผมจับคุณไว้ก็เพื่อป้องกันตัวเอง ทั้งหลักฐานทั้งพยานมีครบอย่างนี้คุณถูกประหารสถานเดียวแน่ๆ คุณผู้หญิง”

ไผ่หวานมองตามแล้วก็หน้าซีด ตายแน่ฉัน! ไม่น่ามีเรื่องกับเขาเลย ใครจะไปคิดล่ะว่าเขาเป็นกษัตริย์ของประเทศเปวาส เธอเหลือบมองเขาอย่างปลงๆ “จะจับฉันส่งตำรวจก็เอาซิ ฉันทำผิดจริงฉันก็กล้ารับผิด อย่างมากก็แค่ตาย แต่คุณปล่อยฉันก่อนได้ไหม ฉันไม่ชอบให้ใครมาถูกเนื้อตัวแบบนี้”

เธอบอกเสียงแข็งอย่างไม่พอใจที่ถูกกอดรัด

ไฟซาลทำหน้าประหลาดใจพร้อมกับชื่นชมในใจว่า ผู้หญิงคนนี้กล้าหาญดี เขาคลายอ้อมแขนออก

ไผ่หวานรีบผละออกห่างอย่างหวงเนื้อหวงตัว

ไฟซาลนึกในใจ หวงตัวซะด้วย เขาเดินไปนั่งที่โซฟาแล้วก็พูดว่า “เชิญนั่ง”

ไผ่หวานมองตามแล้วก็เดินไปนั่งตรงข้ามกับเขา ก่อนจะนั่งลงเธอก็พูดว่า “แต๊งกิ้วยัวร์ไฮเนส”

ไฟซาลมองกริยาท่าทางอีกฝ่ายแล้วก็นึกในใจว่า ผู้หญิงคนนี้ได้รับการอบรมมาดี ถึงหน้าตาจะไม่สวยแต่กริยามารยาทเขาให้ผ่านฉลุย

ไผ่หวานยกมือไหว้เขา “ดิฉันต้องขอโทษด้วยที่ล่วงเกินท่าน ดิฉันยอมรับผิดทุกอย่างค่ะ”

ไฟซาลโบกมือ “ลืมมันไปซะเถอะ ที่ผมมานี่ก็จะมาถามคุณว่าคุณไม่มีพาสปอร์ตใช่ไหม”

ไผ่หวานพยักหน้า “เยสยัวร์ไฮเนส”

ไฟซาลนิ่งคิดตาก็จ้องคนตรงหน้า “ถ้าทำพาสปอร์ตของประเทศไทยต้องใช้เวลา 1 วันใช่ไหม”

“ค่ะ” ไผ่หวานพยักหน้า

“ถ้าไม่ทำเอกสารให้เสร็จภายในวันพรุ่งนี้พวกคุณคงเดินทางไปพร้อมกับผมไม่ได้แน่” ไฟซาลบอกอย่างครุ่นคิด

“ถ้าอย่างนั้นท่านก็มีทางเลือกแค่ 2 ทางเหมือนอย่างที่คุณเจ้าหน้าที่คนนั้นเสนอ คือหาคนใหม่ที่มีเอกสารครบหรือไม่ก็ให้พวกดิฉันเดินทางตามไปทีหลังค่ะ” ไผ่หวานบอก

ไฟซาลส่ายหน้า “ผมไม่หาคนใหม่แล้ว คุณรู้ไหมกว่าผมจะเลือกคนได้ผมเสียเวลาไปกี่วันแล้ว ต้องนั่งสัมภาษณ์มากี่คนแล้ว”

ไผ่หวานส่ายหน้า “ไม่ทราบค่ะ”

“แล้วผมก็ไม่ยอมเสียค่าตั๋วให้พวกคุณเดินทางตามไปทีหลังหรอกนะ มันสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ” ไฟซาลบอกเสียงเรียบ

ไผ่หวานนั่งฟังนิ่งเงียบ

“ผมมีทางเลือกที่ 3 นั่นก็คือออกพาสปอร์ตเปวาสให้พวกคุณ ซึ่งถ้าคุณยินยอมทางสถานทูตก็ทำพาสปอร์ตให้พวกคุณได้ภายในวันนี้เลย คุณคิดยังไง” ไฟซาลถามพร้อมกับจ้องตาสีน้ำตาลกลมโต

ไผ่หวานนิ่งคิด “คงต้องถามเพื่อนฉันก่อนล่ะค่ะว่าเขาจะว่ายังไงบ้าง ฉันตัดสินใจแทนเขาไม่ได้หรอกค่ะ”

ไฟซาลลุกพรวดเดินไปเปิดประตูแล้วสั่งบอดี้การ์ดว่า “เชิญมิสพินิจนันท์มาซิ”

บอดี้การ์ดทำหน้าแหยๆ “คือว่ามิสพินิจนันท์อยู่ที่ห้องทำงานของเจ้าชายซาคินครับ”

ไฟซาลงง “อ้าว…แล้วเธอไปทำอะไรที่นั่นล่ะ”

“คือว่าเธอพูดไม่ดีกับเจ้าชายซาคินครับ เจ้าชายก็เลยสั่งให้พาเธอไปที่ห้องทำงานครับ” บอดี้การ์ดอธิบาย

ไฟซาลถอนหายใจ พลางนึกในใจว่า นี่เขารับคนมาทำงานหรือรับคนมาสร้างปัญหากันแน่นะ ดูซิ ยังไม่ทันได้เริ่มงานเลยผู้หญิง 2 คนนี่ก็สร้างปัญหาจุกจิกให้เขาซะแล้ว

ไผ่หวานได้ยินที่พวกเขาพูดกัน เธอก็รีบลุกเดินไปยืนอยู่ข้างหลังว่าที่นายจ้าง

ไฟซาลส่ายหน้าถอนหายใจแล้วก็รีบเดินไปที่ห้องทำงานของน้องชาย

ไผ่หวานรีบตามไปอย่างเป็นห่วงเพื่อน บอดี้การ์ดก็รีบตามไปเช่นกัน

เมื่อไปถึงห้องทำงาน หน้าประตูห้องเจ้าหน้าที่สาวยืนเฝ้าอยู่ พอเห็นเจ้านายเดินมาเธอก็รีบหลีกทางให้

ไฟซาลผลักประตูเข้าไป

ซาคินสะดุ้งที่จู่ๆ ประตูก็เปิดออก เกือบจะต่อว่าไปแล้วเชียวว่าทำไมไม่เคาะประตูก่อน แต่พอเห็นว่าเป็นพี่ชายเขาก็ยิ้มให้ “อ้าว…พี่เองเหรอ”

พรพรรณสะดุ้งตกใจ ทั้งอายทั้งโกรธ อายที่ถูกคนอื่นเห็นสภาพอันน่าอับอาย โกรธคนต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องอับอาย

ซาคินคลายอ้อมแขนออก

พรพรรณลุกพรวดหันขวับไปตบหน้าคนชีกอ “ไอ้ลามก! เพี๊ยะ!”

“โอ๊ย!” หน้าหล่อหันตามแรงตบ แดงระเรื่อเป็นปื้น 5 นิ้ว

พรพรรณรีบวิ่งไปที่ประตู พอเห็นเพื่อนรัก เธอก็โผเข้ากอด “ไอ้ไผ่!”

ไผ่หวานทันเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็รีบกอดเพื่อนปลอบใจ “ไอ้พร!”

เธอจ้องหน้าคนที่รังแกเพื่อนเธอเขม็ง

ไฟซาลเดินเข้าไปหาน้องชาย จับคางดูรอยโดนตบพร้อมกับกระซิบว่า “นี่ขนาดผู้หญิงหน้าตาแบบนั้นนายยัง…”

เขาชะงัก! ไม่อยากพูดต่อให้เสียปาก

ซาคินรีบปฏิเสธ “ผมไม่ได้ทำอะไรเธอนะพี่แค่กอดเฉยๆ ก็เธอปากจัดซะขนาดนั้นผมก็เลยสั่งสอนนิดหน่อย”

ไฟซาลมองน้องตาดุแล้วก็หันไปมอง 2 สาว

“ไอ้ไผ่ ไอ้บ้านั่นมันรังแกฉัน” พรพรรณฟ้องเพื่อน

ไผ่หวานโกรธปรี๊ด! เธอดันเพื่อนให้หลบไปข้างหลัง แล้วก็ก้าวฉับๆ ไปต่อว่าคนที่กล้ารังแกเพื่อนของเธอ “นี่คุณ! อดอยากปากแห้งมาจากไหนมิทราบห๊า! ถึงได้กล้ามารังแกเพื่อนฉันแบบนี้น่ะห๊า! หน้าตาก็ดีก็น่าจะหาผู้หญิงได้ถมเถไป หรือว่าเป็นพวกเซ็กส์เสื่อมจนถูกทิ้งรึไงห๊า! เลยต้องมาระบายกับเพื่อนฉันน่ะ”

ทุกคนตะลึง! อึ้งกันไปหมด

ซาคินลุกพรวดหน้าชาที่ถูกด่า โดนด่าอะไรก็ไม่เจ็บแสบเท่าถูกด่าว่าเป็นพวกเซ็กส์เสื่อม

ไฟซาลกลัวว่าเรื่องราวจะลุกลามไปใหญ่ก็รีบห้ามน้อง “อย่านะซาคิน!”

ซาคินมองไผ่หวานเขม็ง เขาเหลือบมองพี่ชายแล้วก็เดินหน้าตึงออกจากห้องไป

“เดี๋ยวซิ! จะหนีไปไหนล่ะ!” ไผ่หวานเรียกอย่างเอาเรื่อง

ไฟซาลรีบรั้งแขนแม่คนหาเรื่องพลางปรามว่า “คุณใจเย็นก่อน”

ไผ่หวานหันขวับไปมองเขาตาวาว “ไม่เย็นแล้ว! นายนั่นรังแกเพื่อนฉันขนาดนี้คุณยังจะให้ฉันใจเย็นอีกรึไงห๊า!”

ไฟซาลบอกเสียงเย็น “เพื่อนคุณก็ตบน้องผมไปแล้ว ถือว่าหายกันได้ไหม หรือถ้าคุณยังไม่พอใจจะเรียกร้องค่าเสียหายเท่าไหร่ก็ว่ามา”

ไผ่หวานชะงัก! “นั่นน้องคุณเหรอ”

ไฟซาลพยักหน้ารับ

ไผ่หวานมองเขาเขม็ง “อ๋อ…มิน่า…”

ยังไม่ทันจะได้พูดต่อพรพรรณก็รีบพุ่งไปปิดปากเพื่อนตัวเองเอาไว้

“ไอ้ไผ่!” เธอดุเพื่อนแล้วก็หันไปยิ้มแหยๆ ให้ไฟซาล “ซอรี่ยัวร์ไฮเนส”

ไฟซาลพยักหน้าให้เธอ

ไผ่หวานดิ้นอึกอักดันมือเพื่อนออก “ไอ้พรแกมาปิดปากฉันทำไมย่ะ!”

เธอจ้องหน้าเพื่อนอย่างเคืองๆ “ทำไมห๊ะ…”

พูดได้เพียงเท่านั้นก็ถูกเพื่อนสนิทหอมแก้มฟอด!

ไผ่หวานหน้าแดงแปร๊ด!

ทุกคนตะลึง! อึ้งกันไปหมด

พรพรรณผละออกพร้อมกับถามว่า “เย็นได้ยังย่ะ”

เธอยิ้มใส่ตาเพื่อนสาว “ถ้าแกยังไม่เย็นฉันจะได้หอมอีก”

ไผ่หวานค้อนขวับๆ “ไอ้บ้า!”

พร้อมกับฟาดแขนเพื่อนเพี๊ยะ!

พรพรรณโถมเข้ากอดเพื่อนเอาใจ “โอ๋ๆๆๆ อย่าโกรธเค้าเลยนะตะเอง”

ไผ่หวานค้อนขวับๆ อย่างงอนๆ

ไฟซาลมองดูสอง 2 อย่างอึ้งๆ นี่ 2 คนนี้เป็นคู่รักเลสเบี้ยนกันรึไง

เหมือน 2 สาวจะไม่ได้สนใจคนรอบข้างเลยสักนิดจนไฟซาลต้องแกล้งกระแอม “อะแฮ่มๆ”

ทั้ง 2 หันไปมอง พรพรรณรีบผละออกอย่างเขินๆ ส่วนไผ่หวานก็หน้าแดงเถือกอย่างอายสุดขีด

“คือว่าเรา 2 คนไม่ได้เป็นเลสเบี้ยนนะคะ” พรพรรณรีบบอก “คือเวลาเพื่อนฉันมันสติแตกทีไรมันกัดไม่เลือกอย่างนี้ทุกที ฉันก็เลยต้องใช้วิธีนี้ปราบมันอยู่เรื่อยค่ะ”

ไผ่หวานฟาดแขนเพื่อนเพี๊ยะ! อย่างเคืองๆ “ไอ้พร ฉันไม่ใช่หมานะย่ะ”

“ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงย่ะ แกอ่ะมันหมาบ้ากัดไม่เลือก” พรพรรณหันไปหยอกเพื่อน

ไฟซาลได้แต่มองเฉย พวกเธอจะเป็นคู่รักเลสเบี้ยนก็ช่างไม่ใช่เรื่องของเขาสักหน่อย ขอแค่ทำงานดีก็พอ พอวกเข้าเรื่องทำงานเขาก็รีบบอกว่า “อ่อ…เชิญคุณสองคนไปคุยเรื่องงานที่ห้องรับแขก เชิญ”

บอกแล้วเขาก็เดินนำไป

2 สาวหันไปมองหน้ากันแล้วก็จูงมือกันเดินตามเขาไป

บอดี้การ์ดก็รีบตามไป

เมื่อถึงห้องรับแขก ไฟซาลก็นั่งที่โซฟาพร้อมกับบอกหญิงสาวทั้ง 2 ว่า “เชิญนั่ง”

ส่วนบอดี้การ์ดก็ยืนอารักขาตามหน้าที่

“แต๊งกิ้วยัวร์ไฮเนส” ทั้ง 2 พูดพร้อมกันแล้วก็เดินไปนั่งตรงข้ามกับว่าที่นายจ้าง

“เรื่องพาสปอร์ตผมคิดว่าจะให้ทางสถานทูตออกพาสปอร์ตเปวาสให้พวกคุณวันนี้เลย พวกคุณคิดยังไงถ้าจะใช้พาสปอร์ตของประเทศผม” ไฟซาลถามอย่างไม่อ้อมค้อม

“โอเคค่ะ” พรพรรณรีบตอบ

ไฟซาลพยักหน้าแล้วก็บอกว่า “ถ้างั้นก็ตกลงตามนี้”

แล้วเขาก็หันไปสั่งบอดี้การ์ดว่า “เรียกเจ้าหน้าที่เข้ามาให้เขาจัดการตามนี้นะ”

“เยสเซอร์” บอดี้การ์ดรับคำสั่งแล้วก็เดินไปเรียกเจ้าหน้าที่

“ถ้างั้นผมขอตัวก่อน” ไฟซาลบอกกับว่าที่ลูกจ้างแล้วก็ลุกออกไป

2 สาวรีบลุกขึ้นยืนตามมารยาท

พรพรรณมองกษัตริย์ไฟซาลตาปรอยจนกระทั่งเขาเดินพ้นประตูไป แล้วเจ้าหน้าที่ก็เดินเข้ามาบอกว่า “เชิญทางนี้ค่ะ”

2 สาวเดินตามเจ้าหน้าที่ไปทำพาสปอร์ตพร้อมกับเซ็นสัญญาจ้างงาน

กว่าจะเสร็จเรื่องต่างๆ ก็ได้เวลาเลิกงานพอดี เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า “วันเดินทางพวกคุณต้องมาถึงที่นี่ก่อน 7 นาฬิกานะคะ”

“ค่ะ” 2 สาวรับคำพร้อมกัน แล้วเจ้าหน้าที่ก็เดินจากไป

“กลับกันเถอะ” ไผ่หวานบอก

“อื้อ” พรพรรณพยักหน้า “ต้องกลับไปจัดของอีกโดยเฉพาะชุดแปลงโฉมต้องเอาไปเยอะๆ หน่อย”

“ฉันว่าหาไรกินก่อนเถอะ มัวแต่ยุ่งๆ ข้าวกลางวันก็ยังไม่ได้กินเลย ฉันหิวจะแย่แล้วแก” ไผ่หวานบอก

“ฉันก็เหมือนกันหิวจนไม่มีแรงแล้ว” พรพรรณบอก

จากนั้นทั้ง 2 ก็เดินออกจากสถานทูตไปหาร้านอาหารแถวๆ นั้นนั่งกิน

Chapter 7 เดินทางไปเปวาส

พอกินเสร็จแล้วทั้ง 2 ก็นั่งขับรถไปหาติงลี่ แต่ติงลี่ออกไปข้างนอกเหลือแต่ลูกน้องเฝ้าร้าน ทั้ง2 จึงจัดแจงถอดอุปกรณ์แปลงโฉมออกแล้วก็พากันไปเปิดโรงแรมเล็กๆ อยู่ รับรองว่าคนของกรกนกคาดไม่ถึงแน่ ก็จะไปเปิดโรงแรมหรูๆ อยู่เดี๋ยวข่าวก็รั่วไปถึงหูพวกคนร้ายแน่

พรพรรณโทรไปถามเจ้ข้างบ้านก็ได้ความว่ารถตู้ยังจอดอยู่

“มันคงกะอุ้มแกกะฉันไปให้ได้แน่เลย” เธอพูดกับเพื่อน

“อือ” ไผ่หวานพยักหน้ารับรู้แล้วก็บอกว่า “อาบน้ำนอนเถอะแก เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”

พรพรรณพยักหน้ารับแล้วก็นั่งคิดถึงโปรแกรมสำหรับพรุ่งนี้ ไหนจะต้องไปซื้ออุปกรณ์แปลงโฉมของใช้เสื้อผ้าเพิ่ม แล้วยังต้องซื้อกระเป๋าเดินทางใบใหม่ด้วย ในเมื่อเข้าบ้านไม่ได้ก็ต้องซื้อใหม่หมดเลย พวกมันอยากเฝ้าก็ให้เฝ้าไปวันมะรืนพวกเธอก็ไปลั้นลาที่ประเทศเปวาสแล้ว รับรองว่าคนของไอ้กรนรกนั่นไม่มีทางเจอพวกเธอแน่

แต่ทั้งไฟซาลและซาคินไม่รู้เลยว่าพี่เลี้ยงของลูกสาวที่พวกเขารับเข้าทำงานใหม่นั้นคนหนึ่งจบด็อกเตอร์เป็นลูกสาวของประธานบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทย เพราะไผ่หวานใช้นามสกุลของแม่ไม่ได้ใช้นามสกุลของพ่อ ส่วนพรพรรณก็จบโท แต่ทั้งสองใช้สำเนาวุฒิปริญญาตรีสมัครไปเพราะในไฟล์ที่โหลดฝากเว็บไว้มีแต่วุฒิปริญญาตรีกันทั้งคู่ นี่ถ้ารู้ว่าอนาคตจะเกิดเรื่องให้ต้องระเหเร่ร่อนออกจากบ้านแบบนี้ทั้งสองก็คงจะโหลดไฟล์วุฒิการศึกษาอันอื่นเก็บไว้แน่ แต่เรื่องของอนาคตใครจะรู้ได้ล่ะ แต่อย่างน้อยตอนที่ส่งไฟล์สำเนาวุฒิการศึกษาให้เจ้าหน้าที่สถานทูตตรวจสอบหลังจากที่กษัตริย์ไฟซาลตกลงรับทั้งคู่เข้าทำงานแล้วก็ไม่เห็นเจ้าหน้าที่จะว่าอะไรอีกเลย

เมื่อถึงวันเดินทางไผ่หวานกับพรพรรณลากกระเป๋าเดินทางคนละใบลงจากรถแท็กซี่ ยามหน้าสถานทูตก็ออกมาเปิดประตูให้ “เชิญครับ”

“ขอบคุณค่ะ” 2 สาวพูดพร้อมกันแล้วก็ลากกระเป๋าเดินทางเข้าไปข้างใน

เจ้าหน้าที่คนเดิมมายืนชะเง้อรออยู่แล้ว พอเห็น 2 สาวเดินเข้ามาก็รีบปราดเข้าไปทัก “ทางนี้ค่ะ”

“กู้ดมอนิ่ง” 2 สาวทักพร้อมกับยกมือไหว้ในฐานะที่อีกฝ่ายอายุมากกว่า

เจ้าหน้าที่ยิ้มให้แล้วก็เดินนำหน้าพาทั้ง 2 คนไปที่ห้องรับแขก ทั้ง 2 นั่งรอพลางหยิบหนังสือมาอ่านรอเวลาจนกระทั่งถึงเวลาเดินทางเจ้าหน้าที่ก็มาตามไปขึ้นรถ

เมื่อถึงสนามบินทั้ง 2 ก็ถูกจัดให้นั่งรวมกับเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ทางส่วนท้ายของเครื่องบิน

ไผ่หวานมองไปนอกหน้าต่างคิดในใจว่าอีกไม่ถึงชั่วโมงเธอก็จะจากแผ่นดินไทยแล้ว

พรพรรณก็นั่งฟังเพลงจากมือถือพร้อมกับกดเล่นเกมส์ไปด้วย แต่พอหันไปเห็นสีหน้าเพื่อนรักเธอก็หยุดเล่นเกมส์ถอดหูฟังออก “เป็นไรไอ้ไผ่”

ไผ่หวานหันไปมองเพื่อน

“ไม่รู้จะได้กลับมาอีกเมื่อไหร่” เธอบอกเสียงเศร้า

พรพรรณผลักไหล่เพื่อน “อย่ามาทำดราม่าหน่อยเลย แกเดินทางเป็นว่าเล่นเดี๋ยวก็ไปติดต่องานที่นั่นที่นี่ออกบ่อยจนฉันล่ะเหนื่อยที่ต้องตามแกไปทุกที่”

“ก็ทุกทีไปแล้วก็รู้นี่ว่าจะได้กลับมาเมื่อไหร่ แต่ไปครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะได้กลับเมื่อไหร่ แล้วยังทะเลาะกับพ่ออีก แกคิดดูซิจนป่านนี้พ่อยังไม่โทรหาฉันซักครั้ง” ไผ่หวานพูดอย่างน้อยใจตาแดงๆ แล้วก็รีบเบือนหน้าไปมองนอกหน้าต่างพยายามไม่ร้องไห้

พรพรรณรีบโอบไหล่เพื่อนปลอบใจ “อย่าคิดมากน่าแก คุณพ่อแกก็ยังสบายดีแกจะห่วงอะไร ถ้ามีไรเดี๋ยวคนใช้ก็โทรบอกแกเองแหละ ทำใจให้สบายๆ นะแก คิดซะว่าไปเที่ยวเปิดหูเปิดตา”

ไผ่หวานพยักหน้ารับเอียงตัวซบบ่าเพื่อน

ทั้ง 2 ไม่รู้เลยว่าไฟซาลยืนมองอยู่ เขาแง้มประตูดูความเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ตามประสาเจ้านาย พอเห็นลูกน้องคนใหม่ทั้ง 2 นั่งซบกันอยู่ก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจนึกตำหนิในใจว่า แม่ 2 คนนี้ชอบทำอะไรประเจิดประเจ้ออยู่เรื่อย เดี๋ยวพอไปถึงเปวาสคงต้องเตือนสักหน่อยแล้ว เพราะที่เปวาสยังไม่ค่อยยอมรับเพศที่ 3 สักเท่าไหร่ แล้วเขาก็ปิดประตูเดินไปนั่งจิบไวน์

ส่วนซาคินก็นั่งดูพอร์ตหุ้น สักพักเขาก็ปิดโน๊ตบุ๊ค เขาหันไปมองพี่ชายพร้อมกับแซวว่า “ทำหน้าหงิกเชียวพี่ ใครทำไรให้ไม่ถูกใจอีกล่ะ”

“เปล๊า!” ไฟซาลบอกเสียงสูงแล้วก็ดื่มไวน์รวดเดียวหมด

ซาคินยักคิ้วหลิ่วตา “เสียงแบบนี้แสดงว่าต้องมีใครทำไรไม่ถูกใจแน่ๆ พี่ปิดผมไม่ได้หรอก บอกผมมาดีกว่าน่าว่าใครทำไรให้ไม่พอใจ”

ไฟซาลบุ้ยปากไปทางท้ายเครื่อง “ก็คนไทย 2 คนนั่นไง ชอบทำอะไรประเจิดประเจ้อตลอด”

ซาคินนึกสงสัยว่าไอ้ที่ว่าประเจิดประเจ่อของพี่ชายมันคืออะไร เขาจึงลุกขึ้นเดินไปแง้มประตูดูบ้าง สักพักเขาก็ปิดประตูแล้วก็เดินกลับมานั่งที่เดิม “ก็แค่นั่งซบกันผมไม่เห็นว่ามันจะประเจิดประเจ้อตรงไหนเลย ถ้าจูบกันซิถึงจะเป็นอย่างที่พี่ว่า”

ไฟซาลมองน้องชาย “ก็เคยจูบโชว์แล้วล่ะ วันที่มาสมัครงานนั่นไง หลังจากที่แกหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกไปนั่นไง แม่ 2 คนนี่ไม่รู้งอนอะไรกันจู่ๆ ก็จูบกันต่อหน้าต่อตาคนอื่นซะงั้น สงสัยคงจะทะเลาะกันเรื่องที่เห็นแกไปกอดแฟนเขาล่ะมั้งถึงได้โวยวายซะขนาดนั้น”

“เดี๋ยวๆ 2 คนนั่นเป็นแฟนกันเหรอพี่” ซาคินถามด้วยสีหน้าเหมือนจะช๊อคนิดๆ

ไฟซาลพยักหน้า “ก็ถ้าไม่ได้เป็นแฟนกันคงไม่สนิทสนมกระหนุงกระหนิงจู๋จี๋จิ๊จ๊ะแบบนั้นหรอก เดี๋ยวก็กอด เดี๋ยวก็จูบ เพื่อนผู้หญิงที่ไหนเขาทำแบบนั้นกันมั่งล่ะ เห็นมีแต่พวกเลสเบี้ยนเท่านั้นแหละที่ทำแบบนั้นน่ะ”

ซาคินอึ้ง! “2 คนนั้นน่ะนะเป็นแฟนกัน โอ…พระเจ้า! ไม่น่าเชื่อ”

ไฟซาลนิ่งเงียบไม่พูดอะไร

ซาคินนั่งคิดในใจ แม่ 2 คนนั่นขี้เหร่พอๆ กัน แต่งตัวก็คล้ายๆ กัน แล้วยังเป็นแฟนกันอีก มิน่าล่ะแม่คนนั้นถึงได้รังเกียจที่เขากอด ที่แท้ก็เป็นเลสเบี้ยนนี่เอง

เสียงกัปตันประกาศเตือนว่ากำลังจะนำเครื่องเทคออฟ 2 พี่น้องจึงหันไปรัดเข็มขัดแล้วก็มองออกไปนอกหน้าต่าง

คนอื่นๆ พอได้ยินเสียงประกาศก็รีบนั่งที่เตรียมตัวเทคออฟ

สักพักใหญ่เครื่องบินก็เทคออฟออกจากสนามบินมุ่งหน้าสู่เปวาส

เมื่อเครื่องไต่ระดับไปจนถึงระดับเพดานบินสัญญาณเตือนให้รัดเข็มขัดก็ดับลง สักพักเจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็ถือแฟ้มไปยื่นให้ 2 พี่เลี้ยงคนใหม่แล้วก็อธิบายรายละเอียดต่างๆ ในการทำงานให้ทั้ง 2 ได้รับทราบอย่างละเอียดยิบ 2 สาวก็ฟังไปซักไปเพื่อไม่ให้มีข้อผิดพลาดในการทำงาน

5 ชั่วโมงต่อมาเครื่องบินก็แลนดิ้งลงสู่สนามบินภายในพระราชวัง

ไฟซาลลุกขึ้นปลดเข็มขัดทันทีที่เครื่องจอดสนิท พอประตูเปิดปั๊บเขาก็รีบเดินลงไปขึ้นรถ ใจอยากจะรีบไปถึงวังโดยเร็วเพราะคิดถึงลูกสาวเต็มแก่

“พี่รอด้วย” ซาคินเรียกพี่ชายพลางส่ายหน้าอมยิ้มนิดๆ ก็พี่ชายเขาเป็นคุณพ่อที่ติดลูกมาก ห่างลูกหน่อยเป็นใจจะขาด

ไฟซาลหันไปเร่ง “เร็วๆ ซาคิน”

“คร้าบๆ” ซาคินยานคางรับแล้วก็รีบเดินตามไป

คนรับใช้รีบขนกระเป๋าของกษัตริย์กับเจ้าชายไปใส่ท้ายรถโดยไม่ต้องรอให้สั่งอย่างรู้งาน

เมื่อ 2 พี่น้องขึ้นรถแล้ว คนขับรถก็รีบขับรถเข้าวังเพราะรู้ดีว่ากษัตริย์ของเขาใจร้อนแค่ไหน

ส่วนคนอื่นๆ ก็ทยอยลงจากเครื่องไปขึ้นรถตู้ที่มาจอดรอรับ

เมื่อถึงวัง ไฟซาลก็รีบเปิดประตูเองโดยไม่รอให้ใครมาเปิดให้

เจ้าหญิงฟาซินยารีบโผเข้าไปหาพระบิดา “คุณพ่อขา”

“ฟาซินยา” ไฟซาลอ้าแขนกอดลูกพลางหอมแก้มอย่างคิดถึง

ส่วนเจ้าหญิงซาคาน่าก็รีบเดินอ้อมรถไปหาพระบิดา “คุณพ่อขา”

ซาคินเปิดประตูรถรีบลงไปกอดลูกอย่างคิดถึงเช่นกัน “ซาคาน่าเป็นเด็กดีรึเปล่าลูก”

“ค่ะคุณพ่อ” ซาคาน่าพยักหน้ายิ้มให้พระบิดา

ซาคินกอดลูกแล้วก็หอมแก้มลูกหลายๆ ที

“คุณพ่อลืมของฝากของหนูรึเปล่าคะ” ซาคาน่าทวงของฝาก

“ไม่ลืมครับ พ่อไม่มีทางลืมของลูกเด็ดขาด ไปลูก เข้าไปข้างในกันดีกว่าหนูจะได้ดูของๆ หนูนะครับ” ซาคินบอกลูกแล้วก็จูงมือลูกเดินเข้าไปข้างใน

ไฟซาลก็พูดกับลูกว่า “ตามพ่อมาเร็วฟาซินยา มาดูซิว่าพ่อซื้ออะไรมาให้หนูบ้าง”

“ค่ะคุณพ่อ” ฟาซินยายิ้มหน้าบานจูงมือพระบิดาเข้าไปภายใน

ส่วนคนรับใช้ที่มายืนรอรับก็ช่วยกันขนกระเป๋าจากท้ายรถเข้าไปข้างใน

4 คนพ่อลูกพากันเดินไปนั่งที่โซฟาในห้องโถง ไฟซาลหันไปสั่งคนรับใช้ว่า “เปิดกระเป๋าใบนั้นซิ”

“ค่ะท่าน” คนรับใช้เปิดกระเป๋าแล้วก็นั่งอยู่ข้างๆ กระเป๋า

ไฟซาลหันไปบอกลูกว่า “ไปดูซิลูกว่าชอบไหม”

“ค่ะคุณพ่อ” ฟาซินยาขยับเข้าไปดูของฝากในกระเป๋าอย่างตื่นเต้น

ซาคินปล่อยลูกลงแล้วก็เดินไปเปิดกระเป๋าหยิบของฝากออกมา “ดูซิเท็ดดี้แบร์ของใครเอ่ย”

“ของหนู” ซาคาน่ารีบบอกพร้อมกับโผเข้าไปหาอย่างตื่นเต้น

ซาคินส่งตุ๊กตาให้ลูกแล้วก็เอียงแก้มรอท่า

ซาคาน่ารีบหอมแก้มพระบิดาขอบคุณ “ขอบคุณค่ะคุณพ่อ”

ซาคินยิ้มหน้าบานแล้วก็จูงลูกไปนั่งที่โซฟา

ครู่ต่อมาบอดี้การ์ดก็เดินเข้ามาถามว่า “ท่านครับจะให้พี่เลี้ยงเข้ามาเลยไหมครับ”

ไฟซาลหันไปพยักหน้า “พามาเลย จะได้แนะนำตัวกันเลยทีเดียว”

“ครับ” บอดี้การ์ดพยักหน้าแล้วก็เดินออกไป

สักพักบอดี้การ์ดก็เดินกลับเข้ามาพร้อมกับไผ่หวานและพรพรรณ

ไฟซาลกวักมือเรียก 2 พี่เลี้ยง “มาซิ ผมจะแนะนำลูกกับหลานให้รู้จัก”

2 สาวเดินเข้าไปยืนรอในระยะพอเหมาะ

ไฟซาลหันไปเรียกลูกสาวกับหลานสาว “ฟาซินยา ซาคาน่ามารู้จักพี่เลี้ยงคนใหม่ซิลูก”

“ค่ะคุณพ่อ” / “ค่ะคุณลุง” 2 เจ้าหญิงหันไปมองพี่เลี้ยงคนใหม่อย่างตั้งป้อม แต่พอได้เห็นหน้าพี่เลี้ยงก็พูดว่า “อุ๊ย! น่าเกลียดจัง”

2 สาวพี่เลี้ยงรีบยิ้มผูกมิตรกับเด็กทั้ง 2 “ฮาโหล”

ทุกคนรอดูท่าทีของ 2 เจ้าหญิงกับพี่เลี้ยงใหม่อย่างใจจดใจจ่อ

“คุณจะมาเป็นพี่เลี้ยงเราเหรอ” ฟาซินยาถาม

“เยส ยัวร์ไฮเนส” 2 สาวพี่เลี้ยงพยักหน้ารับพร้อมกัน

2 เจ้าหญิงหันไปมองหน้ากันเองแล้วก็ขยับเข้าไปกระซิบกระซาบกันเอง แล้วฟาซินยาก็หันไปพยักหน้ากับพระบิดา “โอเคค่ะ”

ไฟซาลถอนหายใจโล่งอก แล้วก็หันไปถามน้องชายว่า “ตกลงว่าจะให้คนไหนดูแลใครดีล่ะ”

ซาคินหันไปมอง 2 พี่เลี้ยงแล้วก็ชี้ไปที่พรพรรณพร้อมกับบอกว่า “ผมขอคนนี้ล่ะกันพี่”

แล้วเขาก็แอบกระซิบว่า “ส่วนคนนั้นพี่เอาไปเถอะขืนให้มาเลี้ยงลูกผมๆ กลัวว่าลูกจะปากจัดตาม”

ไฟซาลทำหน้าสะอึก แต่เขาก็คิดไว้แล้วว่าซาคินคงเลือกมิสพินิจนันท์ แล้วก็จริงตามคาด หน้าที่เลี้ยงเจ้าหญิงฟาซินยาจึงตกเป็นของมิสพนาเวชไปโดยปริยาย

“ตามใจแก ถ้างั้นแกก็พามิสพินิจนันท์ไปที่วังของแกได้แล้วจะได้แนะนำสถานที่ต่างๆ ให้เธอได้รู้จักไว้ซะ” เขาบอกน้องแล้วก็ลุกขึ้นยืน

“ครับ” ซาคินพยักหน้าแล้วก็หันไปสั่งพรพรรณว่า “เดี๋ยวคุณตามผมมา เราจะกลับวังกัน”

“ค่ะ” พรพรรณพยักหน้ารับ แอบผิดหวังนิดๆ ที่ถูกเลือกให้เลี้ยงลูกของเจ้าชายซาคิน

ไฟซาลหันไปพูดกับไผ่หวานว่า “ส่วนคุณตามผมมาทางนี้”

แล้วเขาก็หันไปเรียกลูก “ฟาซินยาพาพี่เลี้ยงไปดูห้องนะลูก พ่อต้องไปทำงานก่อนแล้วเดี๋ยวพ่อตามไปนะ”

“ค่ะคุณพ่อ” ฟาซินยาพยักหน้าแล้วก็ไปพูดกับพี่เลี้ยงคนใหม่ว่า “ตามมาซิ”

ไผ่หวานพยักหน้ารับ “เยส ยัวร์ไฮเนส”

ไฟซาลมองดูลูกสาวกับพี่เลี้ยงคนใหม่แล้วก็เดินออกจากห้องโถงไปที่ห้องทำงาน ปล่อยให้ลูกสาวกับพี่เลี้ยงได้ทำความรู้จักกันเอง

ส่วนซาคินก็หันไปจูงมือลูกเดินออกไปขึ้นรถ

พรพรรณรีบเดินตามไป

คนรับใช้ของซาคินก็รีบตามเจ้านายไป

พรพรรณถูกจัดให้นั่งด้านหน้าข้างคนขับ ส่วนซาคินกับลูกนั่งด้านหลัง จากนั้นรถก็ขับออกจากวังของกษัตริย์ไฟซาลตรงไปยังวังของเจ้าชายซาคินซึ่งอยู่ห่างจากพระราชวังไป 3 กิโลเมตร

ฟาซินยาเดินนำหน้าพี่เลี้ยงไปที่ห้องของตัวเอง ระหว่างทางก็หันไปถามพี่เลี้ยงว่า “คุณชื่ออะไรเหรอ”

“ไผ่หวานค่ะ” ไผ่หวานตอบพลางมองสำรวจเจ้านายน้อยไปด้วย เจ้าหญิงน้อยหน้าตาสวยมากมีแววว่าโตขึ้นจะต้องเป็นผู้หญิงที่งดงามกว่าใครๆ ดูๆ ไปแล้วหน้าตาก็เหมือนพระบิดาแบบไม่ต้องบอกก็รู้ว่าลูกใคร

ฟาซินยาเหลือบมองนิดนึงอย่างไว้ตัวแล้วก็เดินนำไป

เมื่อไปถึงห้อง ฟาซินยาก็บอกว่า “นี่ห้องของเรา”

ไผ่หวานเดินตามเข้าไป เธอองไปรอบๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย

Chapter 8 (18+)เจอเจ้าหญิงทั้ง 2

ฟาซินยานึกแปลกใจที่พี่เลี้ยงไม่มีท่าทีตื่นเต้นกับห้องแสนสวยหรูหรา “ห้องเราไม่สวยเหรอ”

ไผ่หวานหันไปมองเจ้าหญิง “สวยค่ะ ห้องของยัวร์ไฮเนสสวยมากค่ะ”

“แต่คุณไม่เห็นทำท่ากระดี้กระด้าเลยอ่ะ ไม่เห็นเหมือนพวกพี่เลี้ยงคนก่อนๆ เลย” ฟาซินยาพูดพลางเอียงคอมอง

“แล้วพี่เลี้ยงคนก่อนๆ เป็นยังไงคะ” ไผ่หวานถาม

“ก็แบบนี้ไง” แล้วฟาซินยาก็ทำท่าเลียนแบบให้ดู “โอ้! นี่พรมเปอร์เซียใช่ไหมคะ อุ้ยต๊าย…ตาย นั่นแจกันทอง อุ๊ย…นี่ผ้าขนแกะ อุ๊ยตาย…บลาๆๆๆ”

ไผ่หวานหัวเราะคิกๆ

ฟาซินยาหยุดเลียนแบบแล้วก็ตีหน้าขรึม “เราบอกไว้ก่อนนะว่าถ้าคุณคิดจะอยู่นานๆ ล่ะก็…ห้ามเอาเสื้อผ้าของเรามาใส่ ห้ามเอาของๆ เรามาใช้ ห้ามแอบไปนอนเตียงของเรา และที่สำคัญห้ามอ่อยคุณพ่อเด็ดขาด! อ่อ…แต่หน้าตาแบบนี้ถึงอ่อยไปคุณพ่อก็ไม่สนหรอก”

ไผ่หวานพยักหน้ารับรู้ “เยสยัวร์ไฮเนส”

แล้วฟาซินยาก็ชี้ไปที่ประตูระหว่างห้องนี้กับห้องพักพี่เลี้ยง “นั่นห้องของคุณ”

ไผ่หวานพยักหน้า “แต๊งกิ้วยัวร์ไฮเนส”

แล้วเธอก็เดินไปดูห้องพักของตัวเอง

ฟาซินยาเดินไปนั่งที่โซฟาแล้วก็หยิบโทรศัพท์มาแชทกับเพื่อน

ไผ่หวานเดินดูรอบๆ ห้องพักขนาดเท่ากับห้องคอนโดขนาดกลาง มีห้องรับแขก มีห้องนอน มีห้องน้ำ ข้าวของทุกอย่างถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย สักพักคนรับใช้ก็ยกกระเป๋าเข้ามา

“คุณคะเปิดกระเป๋าหน่อยค่ะ ฉันจะได้จัดเสื้อผ้าเข้าตู้” คนรับใช้บอก

ไผ่หวานรีบบอกว่า “ไม่เป็นไรค่ะเดี๋ยวฉันจัดเองค่ะ ขอบคุณค่ะ”

คนรับใช้พยักหน้ารับแล้วก็ยกกระเป๋าไปวางไว้ให้หน้าตู้เสื้อผ้าแล้วก็เดินออกไป

ไผ่หวานมองตามแล้วก็ถอนหายใจโล่งอก ขืนให้ช่วยจัดของให้เดี๋ยวความก็แตกกันพอดี เธอรีบเดินไปเปิดกระเป๋าจัดเสื้อผ้าข้าวของให้เรียบร้อย ส่วนอุปกรณ์แปลงโฉมก็เก็บไว้ในกล่องใส่เครื่องสำอางใบใหญ่ล็อคกุญแจเอาไว้ เรื่องนี้เธอกับเพื่อนเตรียมการกันมาอย่างดี

หลังจัดของเสร็จแล้วเธอก็เดินออกจากห้องพักเข้าไปในห้องของเจ้าหญิง

ฟาซินยาได้ยินเสียงเดินเข้ามาก็เงยหน้ามองพอเห็นว่าเป็นพี่เลี้ยงก็ชี้ไปทางเคาน์เตอร์เครื่องดื่มพร้อมกับบอกว่า “คุณหยิบช็อกโกแล็ตในตู้เย็นให้เราหน่อยซิ”

“ค่ะ” ไผ่หวานรับคำแล้วก็เดินไปเปิดตู้เย็นหยิบช็อกโกแล็ตไปให้ “ช็อกโกแล็ตค่ะ”

“ขอบใจ” ฟาซินยาบอกพลางรับกล่องช็อกโกแล็ตไปเปิดหยิบกิน แล้วก็ยื่นให้พี่เลี้ยงอันนึง “อะ…เราให้”

“ขอบคุณค่ะ” ไผ่หวานรับมาถือไว้ยังไม่แกะกิน

“ช็อกโกแล็ตแบรนด์นี้อร่อยมากนะ แพงมากด้วยต้องสั่งมาจากอเมริกาเชียวนะ ลองกินดูซิ” ฟาซินยาบอก

“ค่ะ” ไผ่หวานพยักหน้ารับแกะช็อกโกแล็ตกิน เธอรู้ดีว่าช็อกโกแล็ตแบรนด์นี้แพงขนาดไหน เพราะเธอก็ชอบเหมือนกัน ซึ่งที่เมืองไทยไม่มีขาย เธอต้องสั่งจากอเมริกามาทีละหลายๆ กล่อง แบ่งให้พรพรรณด้วย แต่ก็ไม่ได้กินมากเพราะกลัวอ้วน

“อร่อยใช่ไหมล่ะ” เจ้าหญิงฟาซินยาถาม

“ค่ะ” ไผ่หวานพยักหน้ารับ

“ทำอะไรอยู่เหรอลูก” ไฟซาลเดินเข้ามา

“คุณพ่อทำงานเสร็จแล้วเหรอคะ” ฟาซินยายิ้มดีใจวางไอแพตไว้บนโต๊ะ

ไฟซาลพยักหน้าแล้วก็ถามว่า “เป็นยังไงบ้างล่ะพี่เลี้ยงคนใหม่ ลูกคงไม่ได้แกล้งอะไรเขาใช่ไหม”

“ก็ดีค่ะ แต่คุณพ่อพูดแบบนี้เหมือนว่าหนูเป็นคนเกเรนะคะ” ฟาซินยาย่นจมูกใส่พระบิดา

ไฟซาลยื่นมือไปขยี้ผมลูกอย่างหมั่นเขี้ยว “ลูกน่ะจอมเกเรเลยล่ะ”

“คุณพ่อง่ะ” คนถูกว่างอนค้อนขวับ!

ไผ่หวานเลี่ยงออกไปยืนห่างๆ ปล่อยให้ 2 พ่อลูกมีโอกาสได้คุยกันเป็นส่วนตัว

ไฟซาลเหลือบมองแล้วก็นั่งลงข้างลูกสาวชวนคุยตามประสาพ่อลูก

ส่วนพรพรรณพอไปถึงวัง ซาคินก็ให้คนรับใช้พาเธอไปที่ห้องพัก แล้วเขาก็ชวนลูกไปนั่งคุยกันในสวน

พรพรรณจัดข้าวของๆ ตัวเองเสร็จแล้วก็เดินตามคนรับใช้ไปหาเจ้าหญิง เมื่อไปถึงเธอก็เห็นพ่อลูกกำลังนั่งคุยกันอย่างออกรส เธอจึงยืนรออยู่ห่างๆ อย่างเงียบๆ

ซาคินคุยกับลูกสารพัดเรื่อง เขาพยายามเติมเต็มในส่วนของผู้เป็นแม่ซึ่งตายจากไปเพราะอุบัติเหตุรถชนเมื่อ 2 ปีก่อนพร้อมกับพี่สะใภ้ ชายาของเขากับพี่สะใภ้เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ทั้ง 2 สนิทกันมาก ไปไหนก็มักจะไปด้วยกันจนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุรถตกเขาทำให้ชายาของเขากับพี่สะใภ้รวมทั้งผู้ติดตามเสียชีวิตทั้งหมด เหตุการณ์นั้นสร้างความเสียใจให้แก่ทุกคนโดยเฉพาะเจ้าหญิงทั้ง 2 และผู้เป็นสวามี เขาในฐานะพระบิดาจึงพยายามเติมเต็มความรู้สึกของลูกอย่างเต็มที่ เขาเหลือบเห็นพี่เลี้ยงยืนรออยู่ห่างๆ ก็หันไปกวักมือเรียก “คุณ”

พรพรรณกำลังมอง 2 พ่อลูกเพลินๆ ก็สะดุ้ง หันซ้ายหันขวามองว่าเขาเรียกใคร

“คุณนั่นแหละมิสพินิจนันท์” ซาคินเรียก

พรพรรณค่อยๆ เดินเข้าไปหา หยุดยืนในระยะที่เหมาะสม ไม่ใกล้เกินไปไม่ห่างเกินไป

“เดี๋ยวคุณพาซาคาน่ากลับห้องด้วย” ซาคินสั่งแล้วก็หันไปพูดกับลูกว่า “พ่อต้องไปทำงานนิดหน่อยลูกอยู่กับพี่เลี้ยงดีๆ นะ ห้ามไปทำอะไรเขาละ ถ้าเขาลาออกอีกคนพ่อจะส่งลูกไปอยู่โรงเรียนประจำซะเลย”

“คุณพ่อง่ะ” ซาคาน่าค้อนหน้างออย่างเอาแต่ใจ

ซาคินหอมแก้มลูกแล้วก็ลุกออกไป

ซาคาน่ามองตามพระบิดาไปจนลับตา แล้วเธอก็หันไปมองพี่เลี้ยงคนใหม่ “คุณชื่ออะไรนะ เมื่อกี้เราได้ยินคุณพ่อเรียกอะไรนันๆ”

“พินิจนันท์ค่ะ” พรพรรณตอบ

“ชื่อเล่นล่ะ” ซาคาน่าถามอีก

“พรค่ะ” พรพรรณตอบ

ซาคาน่าทำหน้าเหวอ “พอน!(porn) พอนที่หมายถึงลามกน่ะเหรอ”

พรพรรณส่ายหน้า “ไม่ใช่ค่ะเจ้าหญิง พรภาษาไทยหมายถึงคำอวยพรค่ะ ไม่ใช่พอนที่หมายถึงลามกค่ะ เจ้าหญิงเรียกฉันว่าพรรณก็ได้ค่ะ เพื่อนชาวต่างประเทศก็เรียกฉันว่าพรรณกันค่ะ ฉันชื่อพรพรรณค่ะ พินิจนันท์เป็นนามสกุลค่ะ”

ซาคาน่าพยักหน้าเข้าใจ “คุณพรรณ”

แล้วเธอก็ถามว่า “คุณมีเพื่อนชาวต่างประเทศด้วยเหรอ”

“ค่ะ” พรพรรณพยักหน้า

“เป็นคนประเทศไหนเหรอ” ซาคาน่าถามอย่างอยากรู้

“หลายชาติค่ะ ฉันมีเพื่อนชาวต่างประเทศหลายคนค่ะ” พรพรรณตอบพร้อมกับยิ้มให้

ซาคาน่ามองอย่างครุ่นคิดแล้วก็ถามว่า “ถ้างั้นคุณช่วยดูนี่ให้เราหน่อยซิ เราไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร”

แล้วเธอก็หยิบไอแพดมาเปิดจากนั้นก็ส่งไอแพดให้พรพรรณ

พรพรรณขยับเข้าไปรับมาดู หน้าจอเป็นแอพที่ใช้สำหรับแชททั่วๆ ไป แต่ข้อความที่อีกฝ่ายส่งมามีแต่คำพูดเกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์ทั้งนั้น เธอชะงัก!

“เขาหมายความว่าอะไรเหรอ เราจะถามคนอื่นก็ไม่มีใครรู้ภาษาอังกฤษ เราถามครูภาษาอังกฤษ ครูก็ดุเราแล้วก็ห้ามเราแชทกับเขาอีก” ซาคาน่าถามอย่างใสซื่อ

พรพรรณเกาหัวอย่างลำบากใจ จะพูดยังไงดีล่ะ มองหน้าเจ้าหญิงก็เห็นทำหน้าซื่ออย่างไม่รู้ประสีประสาจริงๆ เธอคุกเข่ากับพื้นหญ้าแล้วก็ยื่นไอแพดไปให้เจ้าหญิงดูด้วยพร้อมกับอธิบายว่า “นี่หมายถึงเขาถึงจุดสุดยอดแล้ว”

ซาคาน่าทำหน้างงๆ “มันคืออะไรเหรอ”

“ก็หมายความว่าเขาแชทไปด้วยแล้วก็กำลังช่วยตัวเองไปด้วยอยู่ยังไงล่ะคะ” พรพรรณบอกพลางทำท่าทางอธิบาย แล้วก็คิดในใจว่าเด็กหนอเด็ก

ซาคาน่าอึ้ง! สักพักก็โกรธจัด “นี่นายคนนี้กล้าดียังไงถึงได้กล้าแชทกับเราแบบนี้น่ะ! ต่ำช้าที่สุด! ยี้!

แล้วเธอก็ฉวยไอแพดไปพิมพ์ข้อความต่อว่าอีกฝ่าย จากนั้นก็บล็อกอีกฝ่ายไปเลย แล้วเธอก็ลุกขึ้นกลับห้องอย่างอารมณ์เสียสุดๆ

พรพรรณรีบเดินตามไปคอยดูแลตามหน้าที่

เมื่อถึงห้องนอน ซาคาน่าก็โทรหาฟาซินยา แล้วก็ระบายความโกรธให้ฟัง

ฟาซินยารับโทรศัพท์พลางรีบลุกออกไปคุยห่างๆ พระบิดา พอคุยเสร็จเธอก็เดินไปนั่งข้างพระบิดา

“มีอะไรรึเปล่า” ไฟซาลถามอย่างอยากรู้

“ไม่มีอะไรค่ะคุณพ่อ ก็แค่ซาคาน่าโทรมาคุยด้วยค่ะ” ฟาซินยาตอบ

ไฟซาลบีบจมูกลูกพร้อมกับดักคอว่า “คงไม่ได้กำลังวางแผนหาเรื่องพี่เลี้ยงกันหรอกนะ”

ฟาซินยาดึงมือพระบิดาออกอย่างงอนๆ “คุณพ่อง่ะ พูดแบบนี้ลูกไม่คุยด้วยแล้ว”

“พ่อขอโทษ” ไฟซาลพูดยิ้มๆ แล้วก็ดึงลูกเข้าไปกอดเอาใจ “เอาล่ะลูกพักผ่อนเถอะนะ พ่อรักลูกนะครับ”

ฟาซินยาหายงอนยิ้มดีใจหอมแก้มพระบิดา “ค่ะคุณพ่อ”

ไฟซาลหอมแก้มลูกตอบแล้วก็ลุกออกไป เขาเดินผ่านไผ่หวานก็สั่งว่า “ดูแลลูกผมให้ดีแล้วผมจะมีโบนัสพิเศษให้”

“ค่ะ” ไผ่หวานรับคำเสียงเรียบ มองตามเขาด้วยสายตาราบเรียบ จนกระทั่งเขาเดินพ้นประตูไปแล้วเธอก็เดินเข้าไปหาเจ้าหญิงฟาซินยา

ฟาซินยาจ้องมองไผ่หวานแล้วก็สั่งว่า “คุณจะไปทำอะไรก็ไปเถอะ เราจะอ่านหนังสือทำการบ้าน”

“ค่ะ” ไผ่หวานรับคำแล้วก็เดินออกจากห้องของเจ้าหญิงไปที่ห้องของตัวเอง ไม่ต้องกลัวว่าใครจะเข้ามาทำอันตรายเจ้าหญิงได้เพราะหน้าห้องมีสาวใช้เฝ้ายามอยู่หน้าประตู 2 คน แล้วก็ยังมีทหารยืนรักษาการณ์ตามทางเดิน อีกทั้งเจ้าหญิงก็ไม่ใช่เด็กเล็กๆ ที่จะต้องคอยติดตามดูแลตลอดเวลา เด็กวัยรุ่นก็ย่อมจะต้องการเวลาส่วนตัวบ้างเป็นธรรมดา

ฟาซินยามองตามพี่เลี้ยงจนอีกฝ่ายเดินออกจากห้องไปแล้ว จากนั้นเธอก็เดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานเปิดโน๊ตบุ๊คทำการบ้าน

ไผ่หวานเดินเข้าห้องพักของตัวเองก็ล็อคประตูห้องแล้วก็เดินเข้าห้องน้ำไปเปิดน้ำอุ่นใส่อ่าง แล้วเธอก็หันไปถอดวิกผมออก ถอดฟันปลอมออก จัดแจงล้างเมคอัพออก “เฮ้อ…ค่อยสบายตัวหน่อย”

เธอมองดูหน้าตัวเองในกระจกแล้วก็หยิบแปรงสีฟันมาแปรงฟัน จากนั้นก็ล้างหน้าจนสะอาด หันไปดูน้ำเห็นเกือบเต็มอ่างก็เอื้อมมือไปปิด เธอถอดเสื้อผ้าใส่ตะกร้าแล้วก็เดินลงไปนอนแช่น้ำในอ่าง “อ้า…สบายดีจัง”

ณ กรุงเทพฯ กรกนกกำลังไล่เบี้ยลูกน้องอย่างหัวเสีย “มึงทำงานประสาห่*เหวอะไรว่ะ! แค่ผู้หญิงคนเดียวมึงยังปล่อยให้มันหนีรอดไปได้ห๊ะ!”

แล้วเขาก็ตบลูกน้องโคร้ม!

“อุ๊บ!” ลูกน้องหน้าหงายเลือดกบปากเซถลาไปแล้วก็รีบเช็ดเลือดพร้อมกับบอกว่า “ผมขอโทษครับนาย ผมจะรีบเอาตัวมันมาให้นายให้เร็วที่สุดครับ”

“จนป่านนี้แล้วมึงยังหาตัวมันไม่เจอเลย มึงคิดว่ามันจะยังอยู่ในกรุงเทพฯ รอให้พวกมึงไปจับมันอีกรึไงไอ้โง่!” กรกนกตวาดใส่ เขาชี้นิ้วกราดอย่างโมโห “ป่านนี้มันคงหนีไปต่างประเทศแล้วแน่ๆ!”

ลูกน้องส่ายหน้า “แต่ผมเช็กพาสปอร์ตกับพวกตม. แล้วนะครับนาย มันยังไม่ได้ออกนอกประเทศครับนาย”

“แล้วมึงจะยืนบื้อหาอะไรว่ะ มึงก็รีบไปหาตัวมันเข้าซิโว๊ย!” กรกนกตวาดลั่น!

“ครับนาย” ลูกน้องรีบเผ่นออกไปอย่างไม่ต้องรอให้สั่งซ้ำ

กรกนกมองลูกน้องอย่างอารมณ์เสียแล้วก็หันไปคว้าแก้วเหล้ายกดื่มแก้โมโห จากนั้นก็เดินเข้าห้องนอนไป

ภายในห้องนอนมีผู้หญิงคนหนึ่งถูกมัดขึงพืดอยู่บนเตียง ไร้เสื้อผ้าปกปิดเรือนกาย ปากถูกผ้ามัดปิดปาก พอเห็นกรกนกเดินเข้ามาก็ได้แต่ส่งเสียงอู้อี้น้ำตาไหลพราก

กรกนกยิ้มกริ่มเดินขึ้นเตียงไปคร่อมหญิงสาว เขาก้มลงบีบคางเรียวเล็กอย่างสะใจ “เป็นไงล่ะมึงทำเชิดใส่กูดีนัก! วันนี้กูจะเอามึงให้สะใจเลย”

มือใหญ่ตะปบทรวงอกนุ่มบีบเค้นอย่างเมามัน

“อื้อ!ๆ” ร่างเล็กสะดุ้งดิ้นหนีส่งเสียงอู้อี้น้ำตาไหลพราก

กรกนกก้มลงดูดทรวงอกอีกข้างอย่างหิวกระหาย

ร่างเล็กดิ้นพล่านอย่างรู้สึกเจ็บ

กรกนกทั้งดูดทั้งขย้ำทรวงนุ่มอย่างมันมือ พอดูดหนำใจแล้วเขาก็ยืดตัวขึ้นปลดกระดุมเสื้อออกทีละเม็ดๆ ตาก็มองใบหน้าสวยของหญิงสาวอย่างสะใจ

หญิงสาวส่งเสียงอู้อี้ๆ ส่งสายตาวิงวอน

กรกนกถอดเสื้อออกโยนไว้ข้างเตียง แล้วก็ลุกขึ้นยืนถอดกางเกงออกพร้อมทั้งกางเกงใน แก่นกายไซส์มาตรฐานชายไทยก็ดีดผึงโชว์หญิงสาว เขามองหญิงสาวอย่างสะใจแล้วก็ก้มลงคร่อมร่างเล็ก “มึงไม่ต้องทำดีดดิ้นไปหรอก ได้ลองแล้วมึงจะติดใจ”

แล้วเขาก็เลื่อนตัวลงไปจับต้นขาขาวให้ถ่างอ้า เขาจับแก่นกายจ่อกับเนินเนื้อนิ่มแล้วก็ดันพรวด!

หญิงสาวตาเหลือกอย่างเจ็บปวด ถึงแม้จะเคยมีแฟนมาแล้วแต่การถูกกระทำโดยที่ร่างกายไม่พร้อมก็ทำให้เธอเจ็บจุกจนร้องลั่น แต่เสียงก็ลอดผ่านผ้าไปได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น “อื้อ! อื้อ!”

ร่างเพรียวดันแก่นกายเข้าออกอย่างเมามัน

Chapter 9 (18+)นั่งเฝ้า 24 ชั่วโมง (1)

“อึกๆ” หญิงสาวได้แต่ร้องสะอื้นอย่างเจ็บปวด ไม่คิดเลยว่าผู้ชายหน้าตาดีท่าทางร่ำรวยจะชั่วช้าต่ำทรามได้ถึงเพียงนี้

กรกนกครางอย่างสุขสมกระแทกแก่นกายใส่ร่องนุ่มเนิ่นนานจนกระทั่งความเสียวถึงขีดสุดเขาก็กระแทกอัดแน่นพ่นน้ำขุ่นขาวเต็มร่องนุ่ม “โอ้ว…”

พอเสร็จสมอารมณ์หมายแล้วเขาก็จ้องตาอย่างสะใจ “เป็นไงล่ะมึง โดนกูเข้าไปมันไหมล่ะอี ดอก”

หญิงสาวได้แต่สะอื้นน้ำตาไหล นี่ชาติก่อนเธอทำเวรทำกรรมอะไรไว้หรือถึงได้ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ เธอเป็นเด็กเสิร์ฟอยู่ที่ร้านอาหาร ผู้ชายคนนี้เป็นลูกค้าของที่ร้านแล้วเกิดถูกใจเธอขึ้นมา เขาชวนเธอไปนอนด้วยแต่เธอปฏิเสธเลยมีปากเสียงกันนิดหน่อย พอเธอเลิกงานกลับบ้านจู่ๆ ก็โดนฉุดขึ้นรถ หลังจากนั้นเธอก็จำอะไรไม่ได้ รู้สึกตัวอีกทีก็ถูกมัดติดเตียงในสภาพเปลือยแบบนี้ซะแล้ว

“มึงไม่ต้องกลัวหรอก วันนี้มึงไม่โดนทีเดียวแน่” กรกนกบอกเข่นเขี้ยวแล้วก็ถอนแก่นกายออกพลิกไปนอนแผ่อย่างหมดแรง

ณ บ้านของคณิต นภากำลังใส่ไฟลูกเลี้ยงอยู่ “คุณไผ่หวานก็ช่างใจดำจริงๆ เชียว ดูซิไม่โทรมาเลยซักครั้งตั้งแต่ออกจากบ้านไป ไม่รู้รึไงว่าทำให้คุณพ่อเป็นห่วงขนาดไหนน่ะแย่จริงๆ เลย”

ปากก็พูดใส่ไฟเต็มที่ มือก็แกล้งทำเป็นกดโทรหาลูกเลี้ยงยิกๆ “ไม่เปิดเครื่องเลยค่ะ ยัยพรก็เหมือนกันค่ะ”

แล้วเธอก็วางโทรศัพท์ไว้บนเคาน์เตอร์เครื่องดื่มจากนั้นก็เดินไปนั่งข้างๆ สามี “นภาว่าคุณไปพักผ่อนก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวเครียดมากๆ ความดันจะขึ้นอีกนะคะ แล้วเดี๋ยวถ้าโทรติดเมื่อไหร่นภาจะรีบเอาโทรศัพท์ไปให้นะคะ”

คณิตเสียใจที่ลูกสาวลาออกจากบริษัทฯ โดยไม่ยอมพูดกับเขาสักคำ มีเพียงคลิปเสียงของลูกสาวที่ภรรยาสาวเปิดให้ฟังเท่านั้น คลิปที่ฟังทีไรหัวใจของคนเป็นพ่อก็แทบจะแตกสลาย เขาไม่คิดเลยว่าลูกสาวจะโกรธเขาถึงขนาดประกาศตัดพ่อตัดลูกได้ ตั้งแต่วันนั้นเขาก็พยายามโทรหาลูกมาตลอดแต่ภรรยาสาวก็บอกว่าลูกปิดเครื่องตลอด เขาไปหาลูกที่คอนโดแต่ก็ไม่มีใครอยู่ เขาให้คนไปตามหาตามโรงแรมต่างๆ แต่ก็ไม่พบเลย หลายวันแล้วที่ลูกไม่กลับบ้านไม่ติดต่อกลับมาเลย เขาได้แต่กลุ้มใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ เขาส่งคนไปตามลูกที่บ้านภรรยา ก็ได้รับคำตอบว่าคุณผู้หญิงไปถือศีลอยู่ที่วัดและลูกสาวก็ไม่ได้ไปหาแม่เลย  เขาไม่น่าพูดรุนแรงกับลูกแบบนั้นเลย ป่านนี้ยัยไผ่จะเป็นยังไงบ้างนะ หายโกรธพ่อแล้วกลับมาบ้านสักทีเถอะลูกเอ๋ย พ่อเป็นห่วงจะตายอยู่แล้ว

“ไปพักก่อนนะคะเชื่อนภานะคะ” นภาดึงแขนสามีคะยั้นคะยอให้ลุกขึ้น

“อืม” คณิตพยักหน้าลุกขึ้นสีหน้าเศร้าเสียใจ

“ก้อนๆ พาคุณผู้ชายไปนอนข้างบนที” นภาหันไปเรียกคนใช้

“ครับคุณผู้หญิง” ก้อนรีบเดินเข้าไปประคองเจ้านาย

“ขอบใจ” คณิตพูดกับคนใช้แล้วก็ค่อยๆ เดินขึ้นห้องนอน

นภาแอบส่งสายตาให้ก้อน ส่วนก้อนก็แอบส่งสายตาให้คุณผู้หญิง แล้วนภาก็แสร้งทำทีหยิบโทรศัพท์มากดโทรหาลูกเลี้ยง

ช่วงที่ในบ้านกำลังวุ่นวาย นภาก็แอบไล่คนใช้เก่าแก่ออกทั้งหมด เหลือแต่คนใช้ของเธอเอง แล้วเธอก็บอกสามีว่าพวกคนใช้เก่าแก่พากันลาออกประชดที่คุณผู้ชายบังคับให้คุณหนูแต่งงาน จะเหลือก็แต่นังเจียมคนเดียวที่เธอไล่ไปไม่ได้เพราะเป็นคนสนิทของสามีที่เขาโปรดปรานมากที่สุด

คณิตโกรธจัดจึงไม่ใส่ใจที่จะโทรไปไต่ถามสาเหตุอะไรทั้งสิ้น “เอ๊อ! มันอยากจะออกก็ให้มันออกไปเล๊ย!

นภาลอบยิ้มที่ทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอคาด ไม่มีนังไผ่หวานซะคน สมบัติของคุณคณิตจะไปไหนเสีย ก็ต้องตกเป็นของเธอน่ะซิ เหลือแค่จัดการให้นังบุษบงเซ็นใบหย่าเท่านั้น แล้วหนทางของเธอก็จะสะดวกสบาย เธอสู้อุตส่าห์วางแผนจับคุณคณิตจนอยู่หมัด ทำให้ผัวเมียแตกแยกกันไปได้ อีกนิดเดียวเท่านั้น…รอให้เธอได้จดทะเบียนสมรสกับคุณคณิตก่อนเถอะแล้วไอ้ผัวแก่ๆ ไร้น้ำยาเนี่ยเธอไม่เอาไว้แน่!

ณ ประเทศเปวาส

ซาคินลอบเดินไปดูการทำงานของพี่เลี้ยงคนใหม่อย่างเงียบเชียบ เขาเห็นพี่เลี้ยงคนใหม่ดูแลลูกสาวตามหน้าที่ก็เบาใจ และซาคาน่าก็ยังไม่แผลงฤทธิ์อะไรกับพี่เลี้ยงเขาก็นึกโล่งใจ จากนั้นเขาก็เดินไปดูการทำงานของคนรับใช้คนอื่นพร้อมกับตรวจตราความเรียบร้อยต่างๆ ไปด้วย

ส่วนไฟซาลพอทำงานเสร็จเขาก็แอบไปดูท่าทีของลูกสาวกับพี่เลี้ยงคนใหม่ เหตุผลที่เขาจ้างพี่เลี้ยงชาวไทยเพราะถ้าจ้างชาวเปวาสมาเป็นพี่เลี้ยงอีก เดี๋ยวก็ได้ลาออกไปไม่ทันข้ามเดือนเพราะทนฤทธิ์เดชของเจ้าหญิงไม่ไหว อีกทั้งจะหาชาวเปวาสที่พูดภาษาอังกฤษคล่องๆ ก็หาได้ยากเต็มที เพราะที่นี่ผู้หญิงส่วนใหญ่พ่อแม่ยังไม่สนับสนุนให้ลูกสาวได้รับการศึกษาสูงๆ เหมือนผู้ชาย เขาอยากให้ลูกพูดภาษาอังกฤษเก่งๆ  และเหตุผลสำคัญก็คือฟาซินยาเคยมีพี่เลี้ยงเป็นหญิงชาวไทย ซึ่งเป็นคนรับใช้คนสนิทของราชินี ฟาซินยารักพี่เลี้ยงคนนั้นมาก แต่น่าเสียดายที่พี่เลี้ยงป่วยตายไปตั้งแต่ฟาซินยาอายุได้ 9 ปี

เมื่อไปถึงห้องของลูกสาว ไฟซาลก็จุ๊ปากไม่ให้คนรับใช้ 2 คนที่เฝ้าอยู่หน้าห้องส่งเสียงดัง เขาค่อยๆ แง้มประตูดูเห็นลูกกำลังนั่งทำการบ้านอย่างขมักเขม้น แต่พอมองไปรอบๆ ห้องก็ไม่เห็นพี่เลี้ยงเลย คิ้วเข้มก็ย่นเข้าหากัน เขาเปิดประตูเดินเข้าไปหาลูก

ฟาซินยาได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาก็เงยหน้ามอง “คุณพ่อ”

ไฟซาลมองไปรอบๆ ห้องแล้วก็ถามลูกว่า “มิสพนาเวชไปไหนล่ะลูก”

“อยู่ที่ห้องมั้งคะ” ฟาซินยาบอก

ไฟซาลขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยพอใจ เขานึกตำหนิในใจว่า ทำงานยังไม่ทันไรก็อู้งานซะแล้วใช้ไม่ได้เลย แย่จริงๆ! แล้วเขาก็เดินออกจากห้องของลูกไป

ฟาซินยามองตามแล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำการบ้านต่อ

ไฟซาลเดินไปเคาะประตูห้องพักพี่เลี้ยง เขาไม่ใช้ประตูที่เชื่อมระหว่างห้องเพราะไม่ต้องการให้ลูกเห็นแล้วก็พาลคิดมาก

เงียบ! ไม่มีเสียงตอบ เพราะไผ่หวานเผลอหลับไป

ไฟซาลเคาะอีกครั้ง ก็ยังเงียบไม่มีใครมาเปิดประตู เขาดันมือจับลงเห็นว่าไม่ได้ล็อคจึงผลักประตูเปิดออกกว้าง

“มิสพนาเวชๆ” เขาเรียกพร้อมกับมองไปทั่วๆ ห้อง

เงียบ! ไร้ซึ่งเสียงขานตอบ ด้วยความใจร้อนเขาจึงเดินเข้าไปดูในห้อง แต่ก็ไม่เห็นเจ้าของห้องเลย เขาเดินไปเคาะประตูห้องน้ำ “มิสพนาเวชๆ คุณอยู่ในห้องน้ำรึเปล่า”

ก็ยังเงียบ! ไร้ซึ่งเสียงใดๆ เขาจับมือจับขยับดู เห็นว่าไม่ได้ล็อคจึงเปิดประตูเข้าไป เขามองไปรอบๆ ห้องก็ไม่เห็นใครเลย เขาขยับไปมองที่อ่างอาบน้ำซึ่งมีม่านกั้นปิดเกือบมิด เขาเห็นน้ำในอ่างนิ่งสนิทคิดว่าไม่มีคนจึงเดินไปเปิดม่านดู เรือนร่างขาวผ่องนอนแช่อยู่ในอ่างน้ำ

“เฮ้ย!” เขาตกใจตะลึงงัน!

เสียงรูดม่านกับเสียงร้องทำให้ไผ่หวานสะดุ้งตื่น! พอลืมตามาเห็นผู้ชายยืนอยู่ เธอก็ตกใจร้องลั่น! “ว๊าย!”

เธอรีบหดขาหมุนตัวหันหลังให้

ไฟซาลสะดุ้งรู้สึกตัวก็รีบหมุนตัวหันหลังให้ไม่มองอย่างสุภาพบุรุษ “ผมขอโทษ”

“ออกไปนะ!” ไผ่หวานแว๊ดใส่หน้าแดงเถือกอย่างอายจัด

ไฟซาลไม่หันไปมองแม้แต่น้อย เขาสั่งว่า “เดี๋ยวคุณแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วออกไปคุยกับผมข้างนอกด้วย”

แล้วเขาก็เดินออกไป

ไผ่หวานเหลือบมองเห็นเขาออกไปแล้วก็โล่งอก “เข้ามาได้ไงอ่ะ”

เธอสงสัย ก็เธอล็อคประตูแล้วนี่น่า เธอรีบลุกขึ้นจากอ่างเอื้อมมือหยิบผ้าเช็ดตัวมาพันกายแล้วก็ค่อยๆ ก้าวออกจากอ่างแอบหลังม่านชะเง้อมอง พอไม่เห็นเขาก็โล่งใจ แล้วเธอก็รีบเดินไปล็อคประตูห้องน้ำ จัดแจงแต่งตัวอย่างว่องไว หยิบวิกมาสวม หยิบฟันปลอมมาใส่ รีบแต่งหน้าพรางโฉมด่วนจี๋

ไฟซาลเดินออกไปนั่งรอในห้องรับแขกให้ตายเถอะ! แม่คนนี้ซ่อนรูปชะมัด! หุ่นนาฬิกาทรายชัดๆ แค่เห็นเพียงแว๊บเดียวเท่านั้น ภาพยังติดตาไม่หาย เขานั่งรอเกือบครึ่งชั่วโมงแม่คนซ่อนรูปก็ยังไม่ออกมาจากห้องน้ำซะที เขาเดินไปเคาะประตู “นี่คุณ มัวทำอะไรอยู่ ผมไม่มีเวลามานั่งรอคุณเป็นวันๆ หรอกนะ”

“รอไม่ได้ก็ไม่ต้องรอค่ะ เดี๋ยวฉันแต่งตัวเสร็จแล้วฉันจะตามไปพบคุณเองค่ะ” ไผ่หวานบอกพลางรีบแต่งหน้าด่วนจี๋

ไฟซาลรู้สึกฉุนขึ้นมาตะหงิดๆ แม่คนนี้กล้าดียังไงถึงได้ปล่อยให้เขารอแบบนี้นะ “ผมให้เวลาคุณอีก 5 นาที ถ้าคุณยังไม่ออกมาผมจะเข้าไปเอง”

“จะบ้าเหรอคุณ! นี่มันห้องน้ำนะ คุณเป็นผู้ชายก็มีมารยาทหน่อยซิ” ไผ่หวานตะโกนกลับ

ไฟซาลรู้สึกหน้าชา แม่คนนี้กล้าดียังไงถึงกล้าว่าเขาแบบนี้น่ะ

“5 นาที” เขาบอกเสียงแข็ง

ไผ่หวานนึกฉุน นายคนนี้เอาแต่ใจตัวเองชะมัด! นี่ถ้าไม่กลัวความแตก เธอจะออกไปฉะให้หน้าหงายเชียว แล้วเธอก็รีบแต่งหน้าเติมรอยกระ พอเสร็จปั๊บเธอก็รีบเดินไปเปิดประตู

ไฟซาลยืนกอดอกอยู่หน้าประตูหน้าหงิกอย่างอารมณ์เสียสุดๆ

ไผ่หวานมองเขาแล้วก็กอดอกบ้าง ยืนจ้องตาเขาอย่างอารมณ์เสียเช่นกัน

“มีอะไรคะ” เธอถามเสียงห้วนอย่างให้รู้กันไปเลยว่าเธอก็อารมณ์เสียเป็นเหมือนกันนะ

“ผมจ้างคุณมาดูแลลูกสาวผมตลอด 24 ชั่วโมงนะ แล้วนี่อะไร ลูกผมยังไม่เข้านอนเลยคุณก็กลับห้องมานอนแช่น้ำสบายใจเฉิบแบบนี้น่ะ” ไฟซาลต่อว่าเสียงเข้ม

“นี่คุณ ลูกสาวคุณอายุ 15 แล้วนะคะไม่ใช่ 5 ขวบจะได้ต้องคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมงน่ะ ลูกคุณโตเป็นสาวแล้วนะคะ เธอไม่ได้ต้องการพี่เลี้ยงตลอดเวลาหรอกค่ะ เธอก็อยากจะมีเวลาส่วนตัวบ้างนะคะ” ไผ่หวานบอกเสียงแข็ง

“คุณอย่ามาอ้างเหตุผลงี่เง่าเพื่อหาข้อแก้ตัวอู้งานหน่อยเลย” ไฟซาลจ้องเธอตาดุ

ไผ่หวานโกรธปรี๊ด! “คุณซิงี่เง่า ลูกสาวคุณไม่ใช่เด็กเล็กๆ แล้วนะคะจะได้ต้องคอยเฝ้าตลอดเวลาอย่างที่คุณต้องการน่ะ”

“นี่คุณด่าผมเหรอ” ไฟซาลโกรธจัด

ไผ่หวานจ้องหน้าเขาเขม็ง “ก็คุณเป็นอย่างที่ฉันว่ารึเปล่าล่ะ ลูกคุณโตแล้วนะคะ เด็กวัยนี้ก็ต้องการมีเวลาส่วนตัวบ้าง ไม่มีใครอยากถูกจับตามองตลอด 24 ชั่วโมงหรอกค่ะ ลองให้ฉันเฝ้าคุณ 24 ชั่วโมงบ้างไหมล่ะจะได้รู้ว่ามันน่ารำคาญขนาดไหนที่ถูกจับตามองตลอดเวลาน่ะ”

“นี่คุณย้อนผมเหรอ” ไฟซาลเข่นเขี้ยวอย่างโกรธจัด เขาคว้าแขนเรียวเล็ก “ได้! ถ้างั้นคุณก็มานั่งเฝ้านอนเฝ้าผมตลอด 24 ชั่วโมงเลยล่ะกัน”

ไผ่หวานอึ้งไปชั่วขณะ พอตั้งสติได้เธอก็ย้อนว่า “ก็ได้! ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าคุณจะทนได้ซักเท่าไหร่กัน”

ทั้ง 2 จ้องตากันอย่างดุเดือด แล้วไฟซาลก็ดึงแขนไผ่หวานให้เดินตามเขาไป

ไผ่หวานเดินตามไปอย่างต้องการเอาชนะ

ไฟซาลเปิดประตูห้องแล้วก็พาไผ่หวานเดินไปที่ห้องทำงานของเขา

คนรับใช้และทหารต่างพากันมองอย่างอยากรู้อยากเห็น แต่พอเจ้านายเดินผ่านหน้าก็พากันก้มหน้างุดๆ พอคล้อยหลังเจ้านายแล้วพวกเขาก็ชะเง้อมองตามพร้อมกับซุบซิบคุยกัน

เมื่อถึงห้องทำงาน ทหารหน้าห้องรีบเปิดประตูให้เจ้านาย

ไฟซาลเดินเข้าไปพร้อมกับจูงแขนไผ่หวานเข้าไปด้วย แล้วทหารก็ปิดประตูให้

เมื่อเข้าไปในห้องแล้วไฟซาลก็ปล่อยมือ แล้วเขาก็เดินไปนั่งทำงานต่อ เลขาก็มองอย่างงงๆ ว่าเจ้านายพาพี่เลี้ยงของเจ้าหญิงมาทำไม แต่เห็นเจ้านายหน้าบึ้งก็ไม่กล้าถาม

ไผ่หวานยืนมองไปรอบๆ ห้อง

ไฟซาลก็นั่งก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารต่างๆ บนโต๊ะอย่างละเอียด แค่ไม่อยู่อาทิตย์เดียวงานก็เต็มโต๊ะไปหมด กว่าจะเสร็จงานคงดึกอีกเช่นเคย

ไผ่หวานเห็นเขาไม่ได้สนใจ เธอเลยก็เดินไปดูหนังสือที่ชั้นวาง

ไฟซาลเหลือบมองนิดนึงแล้วก็ก้มหน้าทำงานต่อ เลขาก็คอยเก็บเอกสารที่เจ้านายเซ็นแล้วไปใส่แฟ้มอย่างเป็นระเบียบ

ไผ่หวานหยิบหนังสือออกมาเปิดดู เธอยืนพิงชั้นวางหนังสือเปิดอ่านไปเรื่อยๆ พอนานเข้าก็ชักเมื่อยขาเธอก็หันมองหาที่นั่งอ่าน เธอเลือกนั่งบนพื้นพรมตรงหน้าชั้นวางนี่แหละ จะไปนั่งที่โซฟาก็กลัวเจ้าของห้องจะว่าเอาได้ว่าไม่มีมารยาทเพราะเธอทำงานในฐานะลูกจ้างของเขาอยู่

เมื่อถึงเวลาอาหาร คนรับใช้ก็ยกอาหารเข้ามาวางไว้ที่โต๊ะใหญ่สำหรับเจ้านายและที่โต๊ะเล็กสำหรับเลขา พอจัดโต๊ะเสร็จแล้วก็ออกไป

เลขาเดินไปยกกาแฟกับบิสกิตไปเสิร์ฟให้เจ้านาย ส่วนตัวเขาเองสนแค่กาแฟกับแซนวิส พอหันไปมองพี่เลี้ยงของเจ้าหญิงก็เห็นกำลังอ่านหนังสืออย่างตั้งอกตั้งใจ เขาไม่รู้ว่าเธอกินอะไรบ้างจึงเดินไปเรียก “มิสครับทานอาหารครับ”

ไผ่หวานเงยหน้ามองอย่างงงๆ เธอมองตามมือเขาที่ผายมือเชิญไปทางโต๊ะเล็กก็ยิ้มขอบคุณ “ขอบคุณค่ะ”

เธอหันไปมองเจ้านายแล้วก็แอบถามเลขาว่า “แล้วท่านไม่ทานเหรอคะ”

เลขายิ้มให้เธอ

“ท่านยังไม่ทานหรอกครับ กำลังบ้างานอยู่ครับ” เขาแอบกระซิบยิ้มๆ

ไฟซาลกระแอมเบาๆ “อะแฮ่มๆ”

“ผมได้ยินนะ” เขาแกล้งทำเสียงดุ

เลขาหันไปมองอย่างขำๆ แล้วก็หันไปพูดกับพี่เลี้ยงว่า “มิสทานก่อนได้เลยครับ ไม่ต้องกลัวท่านว่าหรอกครับ ท่านใจดี” เขาก้มมองนาฬิกาข้อมือ “นี่ก็เลทมากแล้วสำหรับเวลาอาหารที่ประเทศไทย มิสยังไม่ชินกับเวลาที่นี่คงจะหิวแล้วใช่ไหมครับ”

ไผ่หวานยิ้มให้เขา “ก็นิดหน่อยค่ะ”

“บอกให้เธอทานไปก่อนได้เลยไม่ต้องรอ ผมไม่อยากจ่ายค่ารักษาโรคกระเพาะให้ใครหรอกนะ” ไฟซาลพูดกับเลขาเสียงดุ

เลขาหันไปมองเจ้านายอย่างงงๆ เพราะปกติเจ้านายไม่เคยพูดประชดใครแบบนี้เลยสักครั้ง

ไผ่หวานรู้ว่าเขาหมายถึงตัวเองก็ค้อนขวับ “เชอะ!”

เลขาหันไปมองพี่เลี้ยงอย่างอึ้งๆ แล้วก็เหลือบมองเจ้านาย เห็นเจ้านายทำตาดุใส่อีกฝ่ายแล้วก็ก้มหน้าอ่านเอกสารต่อ เอ…มันยังไงกันล่ะนี่ ถ้าเป็นคนอื่นค้อนแบบนี้ได้โดนไล่ออกนอกห้องไปแล้ว แต่นี่เจ้านายของเขาแค่ทำตาดุๆ แล้วก็ไม่พูดอะไรสักคำ มันชักจะยังไงๆ อยู่นะ

ไผ่หวานค้อนแล้วก็ก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ

เลขายิ้มให้เธอแล้วก็เดินไปทำงานต่อ สายตาก็มองเจ้านายอย่างงงๆ

ไฟซาลเหลือบมองเธอแล้วก็มองนาฬิกา ถ้าเทียบเวลากับประเทศไทยก็เลทมากสำหรับดินเนอร์ เขาดันแฟ้มออกแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปหาเธอ

Chapter 10 นั่งเฝ้า 24 ชั่วโมง (2)

“ไปทานอาหารซะ” เขาสั่งเสียงดุ

เลขาได้แต่มองเจ้านายอย่างงงๆ

ไผ่หวานเงยหน้ามองเขา “ขอบคุณค่ะ”

แล้วก็ก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ

ไฟซาลนึกฉุน! เขาก้มลงคว้าแขนเธอดึงให้ลุกขึ้น “ไปทานอาหาร ผมสั่งไม่ได้ยินรึไง”

“อุ้ย!” ไผ่หวานสะดุ้งรีบบิดแขนออก แล้วก็บอกหน้าตายว่า “ได้ยินค่ะ แต่ฉันยังอ่านหนังสือไม่จบค่ะ”

ไฟซาลทำหน้าดุ ดึงหนังสือออกจากมือเธอ “เดี๋ยวค่อยมาอ่านต่อก็ได้ ไปทานอาหารซะ”

“เฮ้! คุณ!” ไผ่หวานหน้างอจ้องหน้าเขาเขม็ง เธอไม่ชอบให้ใครมาออกคำสั่งกับเธอ

ไฟซาลจ้องหน้าเธอพลางเก็บหนังสือเข้าชั้นแล้วบางอย่างก็แว๊บขึ้นมา เขาเหยียดยิ้มนิดนึงอย่างนึกขำ “เอ…หรือว่าต้องให้หอมแก้มเหมือนเพื่อนคุณก่อนรึไงคุณถึงจะยอมทำตามที่ผมสั่งน่ะ”

ไผ่หวานอึ้ง! “เฮ้…อย่านะคุณ!”

เธอผงะถอยห่างจนติดชั้นวางหนังสือ

ไฟซาลขำจนเกือบหัวเราะออกมา เขารีบยืดตัวขึ้นเบือนหน้าไปสั่งเลขาว่า “อามินจัดโต๊ะ 3 ที่แล้วนายก็มานั่งทานข้าวด้วยกันซะเลย”

เลขามองเจ้านายอย่างงงๆ แล้วก็เดินไปจัดโต๊ะตามคำสั่ง

ไฟซาลหันไปดึงแขนพี่เลี้ยง “เชิญ”

ไผ่หวานจ้องเขาตาขุ่น “ปล่อยค่ะ”

ไฟซาลปล่อยมือแล้วก็เดินไปนั่งที่หัวโต๊ะแล้วเขาก็หันไปพูดกับเธอว่า “มานั่งซิ”

ไผ่หวานเดินหน้างอไปนั่งที่เก้าอี้ เลขาก็ช่วยขยับเก้าอี้ให้ตามมารยาท

“ขอบคุณค่ะ” ไผ่หวานหันไปยิ้มให้เลขา

ไฟซาลมองอย่างไม่ค่อยพอใจที่เธอยิ้มให้ผู้ชายคนอื่น

แล้วเลขาก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

ไฟซาลตักอาหารใส่จานตัวเองแล้วก็ตักให้เลขาด้วยจากนั้นเขาก็ตักให้พี่เลี้ยง

“ขอบคุณครับ” / “ขอบคุณค่ะ” เลขากับไผ่หวานพูดเกือบจะพร้อมๆ กัน

“เอ้า ทาน แล้วจะได้รีบไปทำงานต่อให้เสร็จ” ไฟซาลบอกแล้วก็เริ่มทานอาหาร

เลขากับไผ่หวานจึงลงมือทานอาหาร

เมื่อไฟซาลทานอาหารเสร็จแล้วเขาก็ลุกไปนั่งทำงานต่อ

เลขาเหลือบมองเจ้านายแล้วก็พูดกับพี่เลี้ยงว่า “ท่านเป็นห่วงคุณนะครับถึงได้ยอมมานั่งทานอาหารแบบนี้น่ะ ปกติแล้วท่านไม่ค่อยทานหรอกครับถ้างานยังกองเต็มโต๊ะแบบนั้นน่ะครับ”

ไผ่หวานหันไปมองเจ้านายแล้วก็ถามเลขาว่า “มีงานอะไรพอให้ฉันช่วยทำบ้างคะ”

“ไม่มีหรอกครับ เอกสารเป็นภาษาเปวาสทั้งนั้น อีกอย่างถ้าท่านไม่อนุญาตให้คุณช่วยไม่ได้หรอกครับ” เลขาบอกแล้วก็รวบช้อนเก็บ

ไผ่หวานยิ้มให้เขาแล้วก็รวบช้อนบ้าง

เลขาเช็ดปากแล้วก็ลุกไปทำงานต่อ

ไผ่หวานเก็บจานซ้อนกัน

“คุณไม่ต้องเก็บหรอก เดี๋ยวเขาก็เข้ามาเก็บเอง” เลขาบอกพลางทำงานไปด้วย

ไผ่หวานหันไปยิ้มให้เขาแล้วก็เก็บจานเก็บแก้ววางให้เป็นระเบียบ จากนั้นเธอก็เดินไปหยิบหนังสือมานั่งอ่าน

ไฟซาลเหลือบมองเธอแล้วก็ก้มหน้าทำงานต่อ

เลขาก็ลอบมองเจ้านายอย่างสังเกตท่าทาง

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ พอเหลือบมองอีกทีคนนั่งเฝ้าก็นั่งหลับพิงชั้นหนังสือไปซะแล้ว

“อ้าว…” ไฟซาลดันแฟ้มออกลุกไปยืนดูเธอ

“ถ้าเป็นเวลาตามประเทศไทยก็ดึกมากแล้วครับ” เลขาบอกลอยๆ

ไฟซาลยิ้มขำ ย่อตัวลงมองดูเธอใกล้ๆ “ยังไม่ทันไรเลยหลับไปซะแล้ว”

“เธอคงจะเหนื่อยมั้งครับ นั่งเครื่องมาตั้งนานแล้วเวลาที่นี่ยังช้ากว่าที่ประเทศไทยอีก เธอคงยังปรับตัวไม่ได้น่ะครับ” เลขาออกตัวแทนแล้วก็บอกว่า “เดี๋ยวผมให้คนพาเธอไปนอนที่ห้องดีกว่าครับ”

“ไม่ต้อง” ไฟซาลบอกเสียงเข้มแล้วก็พูดว่า “ในเมื่อเธอท้าจะเฝ้าผม 24 ชั่วโมงก็ให้เธอเฝ้าไปให้ครบเวลา”

เลขามองอย่างไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราว “แล้วท่านจะปล่อยให้เธอนอนอยู่อย่างนี้เหรอครับ”

“นายไปเอาผ้าห่มมาซิ” ไฟซาลสั่ง

“ครับ” เลขารับคำแล้วก็เดินออกไป

พอเลขาออกไปแล้วไฟซาลก็ค่อยๆ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างเบามือกลัวเธอจะตื่น เขามองหน้าเธอแล้วก็พึมพำว่า “ตัวเบาจัง หนักถึงร้อยปอน์ดรึเปล่าเนี่ย”

แล้วเขาก็อุ้มเธอไปนอนที่โซฟา กลิ่นหอมอ่อนๆ แตะจมูกพาให้ใจหวั่นไหว

ไผ่หวานหลับสนิทเพราะเพลียจากการเดินทาง

ไฟซาลวางเธอบนโซฟาแล้วก็หยิบหมอนอิงไปสอดหนุนหัวให้เธอ เขามองดูใบหน้าซึ่งไม่ได้ใส่แว่นพลางคิดว่า เธอไม่ใส่แว่นดูดีกว่าเยอะ เขาจ้องหน้าเธอเหมือนถูกดึงดูด นี่ถ้าฟันไม่เหยินไม่ตกกระ เธอคงจะเป็นผู้หญิงที่หน้าตาดีคนหนึ่ง เขาเดาจากโครงหน้าเรียว

เลขากลับเข้ามาพร้อมผ้าห่ม

ไฟซาลรีบถอยห่างแล้วก็ทำสีหน้าเรียบเฉย

เลขาเห็นพี่เลี้ยงนอนอยู่ที่โซฟาก็คิดว่าเจ้านายคงให้คนมาอุ้มเธอล่ะมั้ง เขาเดินเข้าไปคลี่ผ้าห่มคลุมให้เธอ

ไฟซาลเดินไปนั่งทำงานต่อ เลขาก็เดินไปทำงานต่อเช่นกัน

ทั้ง 2 ทำงานไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเลขาแอบหาวถี่ขึ้นเรื่อยๆ ไฟซาลเห็นเข้าก็บอกว่า “นายไปนอนเถอะอามิน นี่ก็ดึกมากแล้ว”

“ไม่เป็นไรครับ” เลขาบอกแล้วก็หาวหวอดๆ

“ไปเถอะ เดี๋ยวผมอ่านนี่เสร็จก็จะไปนอนแล้วล่ะ” ไฟซาลบอกพร้อมกับปิดปากหาวสีหน้าอ่อนล้า

เลขาหันไปมองพี่เลี้ยงของเจ้าหญิงแล้วก็หันไปถามเจ้านายว่า “แล้วมิสล่ะครับ”

ไฟซาลมองแล้วก็บอกว่า “ปล่อยให้นอนอยู่อย่างนั้นแหละ นายไปนอนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาทำต่อ มาสายหน่อยก็ได้ผมอนุญาต ชดเชยที่วันนี้ใช้งานนายซะดึกเลย”

“ครับ ขอบคุณครับ” เลขารับคำแล้วก็ถือแฟ้มไปเก็บเข้าชั้น พอเก็บเสร็จเขาก็หันไปพูดกับเจ้านายว่า “กู้ดไนท์ครับ”

ไฟซาลยิ้มให้แล้วก็ก้มหน้าอ่านเอกสารต่อ

เลขาเดินออกไปพลางหาวไปด้วย นี่ดีนะว่าเจ้านายให้เขาพักในวังด้วย ไม่งั้นล่ะก็กว่าจะขับรถถึงบ้านคงได้เผลอหลับในขับรถลงข้างทางแน่

พออ่านสัญญาฉบับนี้เสร็จไฟซาลก็เลื่อนแฟ้มออก เขาหาวจนน้ำตาไหลแล้วก็หันไปมองพี่เลี้ยงของลูกสาวซึ่งหลับสนิทไม่มีท่าทีว่าจะตื่นเลย เขาลุกขึ้นเดินไปดูเธอ

ใจอยากจะปลุกให้เธอกลับไปนอนที่ห้อง แต่พอเห็นเธอหลับสนิทแบบนี้ก็ไม่อยากปลุก

ไผ่หวานพลิกตัวตะแคงจนผ้าห่มร่วงลงพื้น ชายกระโปรงร่นเปิดขึ้นไปถึงโคนขา

ไฟซาลตะลึง! เผลอมองเรียวขาสวยอย่างลืมตัว พอตั้งสติได้เขาก็รีบก้มหยิบผ้าห่มคลุมให้ ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นจนแข็งเป็นลำ ให้ตายเถอะ! เขาไม่ได้ห่างร้างลาเรื่องอย่างว่าเลยนะจะได้อดอยากปากแห้งถึงขนาดแค่เห็นเรือนร่างผู้หญิงเข้าหน่อยเป็นต้องกระสันอยากแบบนี้ สวยๆ กว่าผู้หญิงคนนี้เขาก็ผ่านมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่ทำไมเขาจะต้องรู้สึกกับผู้หญิงคนนี้ด้วย หน้าตาก็ขี้เหร่สุดๆ

“นอนไปเลยนะแก” เขาสั่งน้องชายกลางลำตัวแล้วก็หมุนตัวเดินไปเปิดประตูระหว่างห้องทำงานกับห้องนอนรีบเดินเข้าห้องนอนไปอย่างรวดเร็ว เขาปิดประตูแล้วก็ยืนสงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เดินไปถอดเสื้อผ้าลงแช่น้ำอุ่นในอ่างจากุสซี่

พอแช่น้ำจนสบายตัวแล้วเขาก็ลุกไปอาบน้ำจากนั้นก็เดินไปหยิบชุดนอนมาใส่แล้วก็เดินไปขึ้นเตียงนอนหลับพักผ่อน

ส่วนฟาซินยาพอทำการบ้านเสร็จก็ลุกไปนั่งทานข้าว ถามถึงคุณพ่อก็ได้คำตอบว่ากำลังทำงานอยู่ เธอจึงนั่งทานข้าวคนเดียว

หลังจากทานข้าวเสร็จแล้วเธอก็ลุกไปนั่งแชทกับเพื่อนๆ ตามประสาวัยรุ่นติดเพื่อน

หลังจากแชทกับเพื่อนจนดึกเธอก็ไปอาบน้ำเข้านอนเพราะพรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนแต่เช้า

ส่วนทางด้านพรพรรณก็คอยดูแลเจ้าหญิงซาคาน่าตามหน้าที่เป็นอย่างดี จริงๆ แล้วหน้าที่พี่เลี้ยงก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรทำง่ายกว่าเป็นเลขาให้ไผ่หวานซะด้วยซ้ำ ไม่ต้องเตรียมเอกสารการประชุม ไม่ต้องทำนัดหมาย แค่คอยดูแลรับใช้ งานง่ายแบบนี้ก็สบายเธอเลยซิ ส่วนเจ้าชายซาคินก็ไม่ได้มาวุ่นวายอย่างที่นึกกลัว เธอก็ยิ่งโล่งใจ ระหว่างที่ดูแลเจ้าหญิง เธอก็แชทกับเพื่อนไปด้วย

“แกอยู่ไหนย่ะไอ้พร ฉันจะบ้าตายอยู่แล้วเนี่ย” ไลน์จากเพื่อนที่บริษัทฯถามเข้ามา

พรพรรณก็พิมพ์ตอบไปว่า “กำลังทำงานย่ะ”

“งานไรย่ะแก”

“พี่เลี้ยงเด็ก”

“เมื่อไหร่แกกลับคุณไผ่จะกลับมาซะทีย่ะ แกรู้ไหมว่าตอนนี้งานรวนไปหมดแล้ว ท่านประธานก็อารมณ์ไม่ดี ยัยนภาก็วางก้ามใหญ่โตจิกหัวพวกฉันจนพวกฉันอยากจะลาออกตามแกมั่งแล้วนะยะ”

“เฮ้ย อย่านะโว้ย แกช่วยอดทนทำงานเพื่อคุณไผ่หน่อยเถอะนะ ถ้าแกออกไปแล้วใครจะเป็นหูเป็นตาให้คุณไผ่ล่ะแก”

“เออ ยังไม่ออกหรอกแก แค่บ่นไปงั้นแหละ แต่ฉันละอยากแช่งชักหักกระดูกให้ยัยนภามันตกบันไดแท้งลูกไปซะวันละหลายๆ หนจะได้เลิกเชิดซะที”

“บาปนะนั่น แค่คิดก็บาปแล้วแก”

“แล้วแกกับคุณไผ่ตอนนี้อยู่ไหนเหรอ”

“อยู่ในที่ๆ ปลอดภัย แกไม่ต้องห่วงหรอก แกคอยสอดส่องเป็นหูเป็นตาไว้นะ ถ้ามีไรไม่ชอบมาพากลก็รีบบอกฉันได้เลย”

“ได้เพื่อน นี่นายกรนรกนั่นก็มาหาท่านประธานอีกแล้ว รับอาสาหาคุณไผ่ซะด้วย ฉันแอบได้ยิน แถมท่านประธานก็เห็นดีเห็นงามไปซะได้ ไม่รู้ว่ามันไปอมของเสน่ห์อะไรมาพูดกันนะถึงได้ทำให้ท่านประธานเห็นผีเปรตเป็นเทพบุตรไปได้”

“แกก็ระวังตัวอย่าให้ยัยนภามันจับได้ล่ะว่าแกเป็นสายให้พวกฉันอยู่น่ะ ไม่งั้นมันบีบแกออกแน่”

“ไม่มีทางซะหรอก มือชั้นนี้แล้วรับรองว่ามันตามฉันไม่ทันหรอกแก”

“ก็ระวังตัวด้วย ขอบใจมากนะเพื่อนเลิฟ”

“แกก็เตือนคุณไผ่ให้ระวังตัวด้วยล่ะ คนของนายนรกนั่นมันยังมาป้วนเปี้ยนแถวๆ บริษัทฯอยู่เลย”

“แกไม่ต้องห่วงหรอก ฉันกับคุณไผ่อยู่ในที่ๆ พวกมันคิดไม่ถึง ต่อให้พวกมันพลิกแผ่นดินหาก็ไม่มีทางเจอหรอก แค่นี้ก่อนนะแกฉันต้องทำงานแล้วล่ะ”

“เออ รักษาตัวด้วย”

จากนั้นพรพรรณก็เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าแล้วก็ลุกไปหาเจ้าหญิง

“คุณไปทานข้าวเป็นเพื่อนเราหน่อยซิ คุณพ่อไม่ว่างปล่อยเราทานข้าวคนเดียวอีกแล้ว” ซาคาน่าบอกแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปที่ห้องทานอาหาร

พรพรรณพยักหน้าแล้วก็เดินตามไป

หลังทานอาหารเสร็จแล้วซาคาน่าก็ไปอาบน้ำเข้านอน หลังจากนั้นพรพรรณก็กลับห้องพักของตัวเองอาบน้ำแล้วก็เข้านอนอย่างอ่อนล้า ก็นั่งเครื่องซะนานแถมยังต้องเริ่มทำงานเลย งานไม่ได้หนักหนาอะไรมาก แต่เวลาที่แตกต่างจากเมืองไทยก็ทำให้ร่างกายเธอรวนๆ ไปเหมือนกัน พอหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย

ส่วนซาคินพอทำงานเสร็จเขาก็แว๊บไปดูลูกสาวก่อนเข้านอน พอเห็นลูกหลับสนิทเขาก็เดินกลับห้องอย่างโล่งใจ ก็หวังว่าพี่เลี้ยงคนใหม่คงจะอยู่ทนๆ นะ พอนึกถึงพี่เลี้ยงคนใหม่เขาก็เผลอยิ้มโดยไม่รู้ตัว เขาเดินกลับห้องอย่างอารมณ์ดีที่ยังไม่มีวี่แววว่าลูกสาวจะก่อปัญหากลั่นแกล้งพี่เลี้ยงเหมือนที่ผ่านๆ มา

พี่เลี้ยงทุกคนที่เขารับเข้ามาทำงาน วุฒิขั้นต่ำจะต้องจบปริญญาตรี พูดภาษาอังกฤษได้ กริยามารยาทเรียบร้อย หน้าตาดี แต่ก็เพราะความหน้าตาดีนี่แหละที่ทำให้พี่เลี้ยงทุกคนอยู่ไม่ได้สักคน ไหนจะปุ๊บปับก็แต่งงานไป ข้อสำคัญก็คือทนเจ้าหญิงกลั่นแกล้งไม่ไหวจนต้องขอลาออกกันเป็นว่าเล่น

ครั้นพอฟาซินยาล็อคสเป็คว่าพี่เลี้ยงต้องหน้าตาขี้เหร่เป็นคนไทยทำให้พี่ชายของเขาต้องถ่อไปรับสมัครถึงประเทศไทยด้วยตัวเอง เขาจึงพ่วงภาระให้หาพี่เลี้ยงให้ลูกสาวเขาด้วยอีกคน เผื่อว่าจะอยู่ทนๆ บ้างล่ะนะ ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าซาคาน่าจะไม่ออกฤทธิ์ออกเดชอะไรกับพี่เลี้ยงคนใหม่ให้เขาต้องเหนื่อยใจอีก

เช้ามืด ทั้งไผ่หวานและพรพรรณต่างก็ตื่นตั้งแต่ตีสี่เพราะร่างกายยังไม่ชินกับเวลาของที่นี่ซึ่งช้ากว่าเมืองไทย 2 ชั่วโมง ปกติพวกเธอตื่นประมาณ 6 โมงเช้าพอเทียบเวลาตามเมืองไทยทำให้พวกเธอตื่นเร็วกว่าเวลาของที่นี่ไป 2 ชั่วโมง

พรพรรณตื่นมาปุ๊บก็รีบอาบน้ำแต่งตัวแปลงโฉมไว้เลย ใส่วิกแต่งหน้าใส่แว่นก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ไอ้ที่น่ารำคาญสุดๆ นี่ก็เป็นฟันปลอมนี่แหละที่ทำให้เธอรำคาญสุดๆ รู้งี้เธอไม่ให้พี่ติงลี่แปลงโฉมให้ฟันเหยินหรอกจะได้ไม่ต้องรำคาญฟันปลอมนี่ ต้องคอยระวังไม่ให้หลุดจนเธอหงุดหงิด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version