วันที่เริ่มเขียน 9 กรกฎาคม 2559
Ebook Battle Sun 1
Chapter 1 หัวขาดกระเด็น!
ณ ดินแดนมายาซึ่งเป็นมิติคู่ขนานกับโลก ณ ชายแดนระหว่างดินแดนจันทรากับดินแดนสุริยะ ชายหญิงคู่หนึ่งกำลังยืนคุยกันอยู่ริมฝั่งทะเลสาบเล็กๆแห่งหนึ่ง ด้านข้างของพวกเขามีบ้านหลังเล็กๆสร้างจากหินสีขาวนวล ซึ่งเป็นสถานที่ๆพวกเขาทั้งสองใช้ลอบพบปะกัน
“ข้ากำลังจะมีลูก” หญิงสาวบอกกับชายหนุ่ม
หญิงสาวนางนี้คือเจ้าจันดารา น้องสาวของราชาอนธการ ราชาแห่งดินแดนจันทรา ส่วนชายหนุ่มก็คือราชาทินกร ราชาแห่งดินแดนสุริยะ
“เจ้ากำลังจะมีลูก!?” ราชาทินกรดีใจสวมกอดเจ้าหญิงจันดารา
แต่เจ้าหญิงจันดาราไม่ได้ดีใจเลยสักนิด นางกำลังทุกข์ใจ “ข้ากลัวว่าถ้าท่านพี่รู้เข้า ข้าคงตายแน่เจ้าค่ะ”
ราชาทินกรดันตัวเจ้าหญิงจันดาราออก เขามองหน้านางอย่างตัดสินใจ “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไปอยู่ที่นครสุริยะกับข้าเถิด ข้ารับรองว่าข้าจะดูแลเจ้ากับลูกอย่างดีที่สุด ไม่ว่าใครก็ไม่อาจจะทำอะไรเจ้าได้แน่”
“แต่ว่าท่านพี่คงไม่ปล่อยข้าแน่” เจ้าหญิงจันดารากังวลใจเพราะนางรู้ดีว่าหากท่านพี่รู้เรื่อง เขาไม่ปล่อยนางกับลูกแน่นอน ลูกของนางเป็นเด็กต้องห้ามระหว่างสองนครมีหรือท่านพี่จะยอมปล่อยให้หลานมีชีวิตอยู่ลืมตาดูโลกได้
“หากไม่มีผู้ใดรู้ว่าเจ้าหายไปไหน ราชาอนธการก็ย่อมไม่รู้ว่าเจ้าอยู่ที่ไหน เจ้ากับลูกจะปลอดภัยอยู่ในนครสุริยะ ข้าจะไม่ให้ผู้ใดในนครข้ารู้ว่าเจ้าเป็นใคร เพียงเท่านี้เจ้าก็จะปลอดภัยเชื่อข้าซิจันดารา” ราชาทินกรบอกพลางกอดนางปลอบใจ “ไม่มีผู้ใดรู้เรื่องของเราใช่ไหมจันดารา?”
เจ้าหญิงจันดาราส่ายหน้า “ไม่มีเจ้าค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไปนครสุริยะกับข้าเสียเดี๋ยวนี้เถอะ” ราชาทินกรบอก
“เจ้าค่ะ” เจ้าหญิงจันดาราพยักหน้า
จากนั้นราชาทินกรก็พาเจ้าหญิงจันดาราเดินทางไปนครสุริยะด้วยกัน
ส่วนราชาอนธการพอรู้ว่าเจ้าหญิงจันดาราหายไป เขาก็ออกตามหานางด้วยความเป็นห่วง แต่ตามหาจนทั่วทั้งนครก็ยังไม่พบ
“นางหายไปไหน หรือถูกสัตว์ร้ายฆ่าตาย…” เขาไม่อยากจะคิดเช่นนั้นเลย เขายังคงตามหานางแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่เขาก็ยังคงมีความหวังว่านางยังมีชีวิตอยู่ จนกระทั่งเขาได้ข่าวว่า “เจ้าหญิงจันดาราอยู่ที่นครสุริยะขอรับ” ทหารรายงานให้เขารู้
“ว่ายังไงนะ!” ราชาอนธการถามเพราะเขาคงฟังผิดไปกระมัง
“เจ้าหญิงจันดาราอยู่ที่นครสุริยะขอรับ” ทหารรายงานอีกครั้ง
ราชาอนธการตะลึง! “ไม่จริง! นางไปอยู่ที่นั่นได้อย่างไร?”
“ข้าเห็นเจ้าหญิงอุ้มเด็กเดินอยู่ในนครสุริยะกับราชาทินกรขอรับ” ทหารรีบบอก “ข้าสืบข่าวได้ว่าเจ้าหญิงอภิเษกสมรสกับราชาทินกรขอรับ ส่วนเด็กที่เจ้าหญิงอุ้มก็เป็นลูกของนางกับราชาทินกรขอรับ พอข้ารู้ข่าวข้าก็รีบกลับมาบอกท่านนี่แหละขอรับ”
ราชาอนธการอึ้ง! “ไม่จริง…!!!” เขาส่ายหน้าอย่างไม่ยอมรับความจริง
ทหารนิ่งเงียบรอฟังว่าเจ้านายจะว่าอย่างไร
“ข้าจะต้องไปดูให้เห็นกับตา ข้าไม่เชื่อว่านางจะกล้าฝืนกฎระหว่างสองนคร” ราชาอนธการพูดแล้วก็รีบลุกออกไป ทหารก็รีบตามไป
ณ นครสุริยะ ราชาอนธการโพกผ้าปิดบังใบหน้า สวมหมวกปีกกว้างเหมือนเช่นพ่อค้าในนครสุริยะ เขาแสร้งทำทีเร่ขายของกับทหารของเขา เขาเดินเร่ขายของไปจนใกล้กับปราสาท แล้วเขาก็ได้เห็นเจ้าหญิงจันดาราตรงทางเข้าปราสาทพอดี
นางกำลังหยอกล้อกับเด็กทารกซึ่งอยู่ในอ้อมแขนของราชาทินกร “ลูกแม่ไหนยิ้มซิ”
“ไหนๆยิ้มให้ท่านแม่ซิลูก” ราชาทินกรอุ้มลูกหยอกล้อกับราชินี
“ท่านพ่อ ขอข้าอุ้มน้องบ้างซิขอรับ” เจ้าชายภากรเดินเข้าไปหาทั้งสาม
ราชาทินกรหันไปยิ้มให้ลูกชายแล้วก็ส่งลูกให้คนเป็นพี่ได้อุ้ม “ค่อยๆนะสุริยะ ระวังน้องหลุดมือด้วยล่ะ”
“ขอรับท่านพ่อ” เจ้าชายภากรรับคำพร้อมกับอุ้มน้องอย่างระวัง แล้วเขาก็หันไปพูดกับราชินีจันดาราว่า “ท่านแม่ขอรับดูซิขอรับน้องยิ้มใหญ่เชียว”
ราชินีจันดารายิ้มให้เจ้าชายลูกเลี้ยงแล้วก็หันไปยิ้มให้พระสวามี
ราชาอนธการได้เห็นได้ยินคำสนทนาทุกอย่างชัดเจน เขาถลันจะเข้าไปหาน้องสาวทันที ทหารของเขาเห็นท่าทีเข้าก็รีบสกัดไว้ก่อน “อย่าขอรับ” ทหารกระซิบบอกพร้อมกับรีบคล้องแขนพาเจ้านายหลบไป ปากก็ตะโกนว่า “เจ้าหิวแล้วหรือ? ถ้าเช่นนั้นข้าจะพาเจ้าไปกินอาหารขึ้นชื่อของร้านอัสดง ตามข้ามาทางนี้ซิเจ้าเพื่อนรัก”
ราชาอนธการได้สติ เขารีบข่มอารมณ์เดินตามคนของเขาไป
ทหารยามหน้าปราสาทมองทั้งสองคนที่มีท่าทางประหลาดๆ แต่เมื่อเห็นทั้งสองเดินเข็นรถเข็นไปไกลแล้วแล้วก็เลิกสนใจ
พอไปถึงที่ลับตาผู้คน ราชาอนธการก็ปลดมือทหารออก เขากำมือแน่นด้วยความโกรธปนเสียใจ “ข้าไม่คิดเลยว่านางจะกล้าฝืนกฎ”
ทหารได้แต่ยืนดูอย่างเงียบๆ
“คืนนี้ข้าจะลอบเข้าไปในปราสาท เจ้าจงคอยดูต้นทางให้ข้าด้วย” ราชาอนธการกระซิบสั่ง
“ขอรับ” ทหารกระซิบตอบ
จากนั้นทั้งสองคนก็ทำทีเดินเร่ขายของรอบๆปราสาทสำรวจลู่ทาง
พอค่ำแล้วราชาอนธการก็ใช้พลังในร่างกระโดดข้ามกำแพงปราสาทเข้าไปภายใน ส่วนทหารของเขาก็ซุ่มรออยู่ข้างกำแพงอย่างเงียบๆ
ราชาอนธการลอบเดินหาน้องสาวไปทั่วปราสาท จนกระทั่งไปถึงห้องของเจ้าหญิงน้อย พี่เลี้ยงหลับอยู่ข้างเปล เขาค่อยๆย่องเข้าไปอุ้มเจ้าหญิงน้อยผู้เป็นหลานของเขาขึ้นมา ทารกน้อยหลับสนิท เขาค่อยๆ เปิดผ้าห่อตัวดูที่ต้นคอของทารกน้อย ตราราหูเด่นหราเหมือนกับในตำราไม่มีผิด เด็กคนนี้คือสายเลือดระหว่างสองนครจริงๆ เด็กต้องห้ามที่จะนำภัยพิบัติมาสู่ดินแดนมายา ผู้ที่จะบดบังสุริยะให้เลือนหาย กลืนกินจันทราให้ลาลับ
เขาจ้องหน้าหลานมือสั่น นี่ข้าจะต้องฆ่าหลานของตัวเองหรือนี่!? เขาถามตัวเอง อีกเสียงหนึ่งในใจก็สั่งว่า เจ้าต้องทำ…หากปล่อยไว้เด็กคนนี้จะนำภัยมาสู่ดินแดนแห่งนี้
พอตั้งสติดีแล้วเขาก็ตัดสินใจที่จะฆ่าหลานของตัวเอง เขาวางทารกลงในเปลแล้วก็แบมือออก พลัน! ก็ปรากฏดาบขึ้นมา เขาตวัดดาบ
ฉับ!
พี่เลี้ยงคอขาดกระเด็นเลือดสาดกระจาย พี่เลี้ยงยังไม่ทันได้ร้องสักแอะก็ตกตายเสียแล้ว
ราชาอนธการหันไปมองหลานแล้วก็ฟันดาบลงไป
ฉับ!
ทารกน้อยหัวขาดออกจากตัว เลือดสาดกระเด็นเต็มเปล เปลขาดออกจากกัน ร่างทารกน้อยก็กลิ้งตกจากเปล กลิ้งหลุนๆไปทางประตูห้อง
ราชินีจันดารากำลังเดินมาดูลูกตามปกติได้ยินเสียงเปิดแปลกๆก็รีบประตูเข้าไปทันที นางมาเห็นเหตุการณ์พอดี “ลูก!”
“กรี๊ดดดด…!!!” นางกรีดร้องลั่น! ถลันเข้าไปหาลูก นางอุ้มลูกขึ้นมาน้ำตานองหน้า “ลูกแม่!—–” นางหันไปจ้องหน้าคนที่ฆ่าลูกตัวเอง แล้วก็ตกตะลึงงัน! “ท่านพี่!”
พอรู้ตัวอีกทีนางก็ถือดาบอยู่ในมือแล้วก็แทงสวนไปที่อกของพี่ชาย “ฉั๊วะ!”
“โอ๊ะ!” ราชาอนธการสะดุ้งเฮือก! ดาบเรียวเล็กปักคาอก เขาจ้องหน้าน้องสาวอย่างตะลึง! “เจ้า!”
“เกิดอะไรขึ้น…” เจ้าชายภากรพรวดพราดเข้ามาในห้อง เด็กชายชะงักค้าง! เห็นแม่เลี้ยงอุ้มน้องไว้มือหนึ่ง อีกมือกุมดาบเสียบอกผู้ชายคนหนึ่ง
พลัน! หัวของน้องก็ตกปุ๊! กลิ้งหลุนๆมาหยุดแทบเท้าเขา เขาก้มมองแล้วก็ก้มลงประคองหัวน้องขึ้นมาอย่างตกตะลึง! มองหัวเล็กๆในอุ้งมือ “น้องข้า…!!!”
โดยไม่ทันรู้ตัวเขาก็พุ่งเข้าใส่ชายคนนั้น “เจ้าฆ่าน้องข้า!”
ราชาอนธการตวัดดาบฉับ! เลือดสาดพุ่งกระจายพร้อมกับหัวของราชินีจันดาราขาดจากตัวห้อยร่องแร่ง เพราะนางถลันเข้าไปเอาตัวบังลูกเลี้ยงเอาไว้
“จันดารา!” ราชาอนธการตะลึงงัน!
เจ้าชายภากรก็ตะลึงเช่นกัน “ท่านแม่—–”
แล้วเจ้าชายภากรก็พุ่งเข้าใส่คนที่ฆ่าแม่เลี้ยงของตัวเอง “เจ้า!”
ราชาอนธการตวัดดาบฉับ! หัวขาดกระเด็นเลือดพุ่งกระฉูด แต่ไม่ใช่หัวของเจ้าชายกลับกลายเป็นหัวของราชาทินกรซึ่งถลันเข้าไปปกป้องลูกชาย
“ท่านพ่อ!—–” เจ้าชายภากรตะลึงงัน!
วินาทีที่คมดาบตัดคอราชาทินกร เขาก็ร้องขอต่อเทพสุริยะว่า “เทพสุริยะจงปกป้องลูกข้าด้วย ข้าขอบูชายันด้วยเลือดของข้า ณ บัดนี้—–”
เลือดของราชาทินกรไม่ได้กระจายตกพื้นแต่กลับพุ่งกระฉูดรวมกันเป็นกลุ่มก้อน แล้วก็กลายเป็นลูกบอลเลือดสีแดงฉาน พร้อมกับเทพสุริยะในร่างสิงโตจำแลงปรากฏตัวขึ้น
ราชาอนธการเห็นเทพสุริยะก็ตัดสินใจรีบหนีเอาชีวิตรอด เพราะเขาไม่อาจต่อกรกับเทพผู้มากฤทธาได้แม้แต่น้อย เขาพุ่งตัวหนีไปทางหน้าต่างแล้วก็รีบวิ่งทุลักทุเลไปจนถึงที่ทหารของเขาซุ่มรออยู่
เทพสุริยะมองตามราชาอนธการไป เขาไม่คิดจะตามไปแม้แต่น้อย เพียงเท่านี้ราชาผู้นั้นก็เจ็บปวดใจเจียนตายแล้วเพราะเผลอพลั้งมือฆ่าน้องสาวที่รักมากที่สุด ตราบาปนี้จะเกาะกินหัวใจของราชาผู้นั้นไปตราบจนสิ้นชีวิต
เจ้าชายภากรมองร่างของท่านพ่อที่ค่อยๆล้มตึงลงไป ปากน้อยจิ้มลิ้มอ้ากว้าง ดวงตาเบิกโตอยู่อย่างนั้น เขายืนนิ่งตะลึงค้างดั่งรูปปั้น
เทพสุริยะยืนมองลูกบอลสีเลือดที่ยังลอยอยู่กลางอากาศ แล้วมองไปยังเจ้าชายน้อยที่จู่ๆก็ต้องสูญเสียครอบครัวไปในคืนเดียวอย่างสงสาร หากไม่มีเขาคอยดูแล เกรงว่าเจ้าชายน้อยคงถูกคนฆ่าในอีกไม่ช้าแน่ อำนาจของบัลลังก์จะดึงดูดให้ผู้คนมาแย่งชิงแล้วเข่นฆ่าเจ้าชายน้อยให้ตกตาย ชีวิตราชาทินกรก็ไม่อาจเก็บคืนกลับมาได้ คำบูชายัญก็กล่าวออกมาแล้ว เลือดก็ลอยอยู่กลางอากาศ รอคอยให้เขาเก็บอยู่ตรงหน้า เขาถอนหายใจ “เฮ้อ…” แล้วก็กวักขาหน้าเรียกลูกบอลเลือดที่ลอยอยู่เข้ามา แล้วดูดซับพลังเลือดเข้าไป ยอมรับคำบูชายัญอย่างจำยอม
ผู้คนได้ยินเสียงกรีดร้องก็รีบวิ่งมาดู แล้วพวกเขาก็ตกใจจนร้องกรีดเลยทีเดียว
“กรี๊ดดดด…” นางกำนัลกรีดร้องลั่น ทรุดลงไปนั่งแปะกับพื้น ทหารรักษาวังก็ตกใจจนร้องลั่นเช่นกัน “เหวออออ…”
เทพสุริยะดูดซับพลังเลือดไปจนหมดแล้วก็หันไปมองพวกนางกำนัลกับทหารที่ตกใจจนปากอ้าตาค้างอยู่นอกห้อง แล้วสั่งว่า “เข้ามาเก็บศพไปฝังในสุสานของราชวงศ์ ตามพวกขุนนางมาทั้งหมด ให้พวกเขาเร่งทำพิธีแต่งตั้งเจ้าชายภากรเป็นราชาองค์ใหม่”
สั่งจบแล้ว เทพสุริยะในร่างจำแลงก็เดินออกไปจากห้อง พร้อมกับร่างที่ยืนแข็งทื่อของเจ้าชายภากรก็ลอยตามเขาออกมาด้วย
กว่าพวกนางกำนัลและพวกทหารจะตั้งสติได้ ก็ผ่านไปครู่ใหญ่ พวกทหารพอตั้งสติได้แล้วก็รีบเดินโซซัดโซเซไปตามเหล่าขุนนาง ส่วนนางกำนัลก็ยังนั่งแปะอย่างไร้เรี่ยวแรง เบิกตามองดูศพทั้ง 4 ในห้องซึ่งเลือดไหลนองเต็มพื้น
เทพสุริยะเดินเข้าไปในห้องของเจ้าชายภากร ร่างของเจ้าชายภากรก็ลอยไปหยุดบนพรมขนแกะหนานุ่มกลางห้อง เทพสุริยะเดินเข้าไปลูบศีรษะเจ้าชายน้อย เจ้าชายภากรสะดุ้ง! เบิกตามองเทพสุริยะ ดวงตากลมโตกะพริบสองทีแล้วใบหน้าเล็กๆกลมป้อมก็เบะหน้าร้องตะโกนว่า “ท่านพ่อ!—– ท่านแม่!—– น้องเล็ก!—–”
หยดน้ำตากลมวาวราวไข่มุกก็ร่วงตกจากดวงตากลมโต ตามด้วยเสียงร้องไห้ลั่นห้อง เทพสุริยะยืนลูบศีรษะเจ้าชายน้อยปลอบประโลมอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเจ้าชายภากรร้องไห้จนแทบไม่มีน้ำตาแล้วก็พูดว่า “ข้าจะแก้แค้นมัน!”
ดวงตากลมโตมองอย่างมุ่งมั่น แล้วมองเทพสุริยะแน่วแน่ ยื่นแขนไปตรงหน้าท่านเทพ “ท่านเอาชีวิตข้าไป ข้าขอใช้ชีวิตข้าบูชายัญต่อท่าน ให้ท่านแก้แค้นให้ข้า”
เทพสุริยะใช้ขาหน้าดันแขนเล็กๆลงไป “ต่อให้เจ้าฆ่าตัวตายใช้เลือดเจ้ามาบูชายัญเพื่อให้ข้าไปแก้แค้นให้ ข้าไม่อาจทำได้ พวกเราเหล่าเทพมีกฎไม่อาจแก้แค้นแทนใครได้ หากเจ้าอยากจะแก้แค้น เจ้าต้องทำด้วยตัวเอง เจ้าต้องแข็งแกร่ง เข้าใจหรือไม่?”
เจ้าชายภากรมองจ้องดวงตาเทพสุริยะแล้วก็พยักหน้า “ข้าจะแข็งแกร่ง! ข้าจะแก้แค้นมัน!”
เทพสุริยะถอนหายใจอย่างสงสารเจ้าชายน้อยที่ถูกความแค้นเข้าครอบงำเสียแล้ว เขาก็ได้แต่หวังว่า เมื่อเจ้าชายน้อยเติบโตขึ้น ความแค้นในใจจะจางหายไปตามกาลเวลา
บรรดาขุนนางพอรู้ข่าวก็ตกอกตกใจ “เจ้าว่าอะไรนะ!?”
“องค์ราชา องค์ราชินี เจ้าหญิงน้อย ถูกฆ่าตายแล้วขอรับ” ทหารรายงานอีกครั้ง
“เกิดเรื่องเช่นนี้ได้ยังไง!?” ขุนนางใหญ่ตวาดถาม แล้วก็รีบวิ่งออกจากบ้านมุ่งตรงไปยังพระราชวังทันที ลืมแม้กระทั่งจะขี่สัตว์พาหนะของตัวเองไป เขาวิ่งพุ่งทะยานไปด้วยพลังเร็วจี๋
บรรดาขุนนางคนอื่นๆ พอรู้ข่าวก็ตกอกตกใจรีบวิ่งไปยังพระราชวังเช่นกัน แต่ละคนพอไปเจอกันระหว่างทางก็หยุดซักถามกันครู่หนึ่ง ซักถามกันไปซักถามกันมา ไม่ได้ความอะไรมาก จึงพากันรีบมุ่งหน้าเข้าวังทันที
เมื่อไปถึงพระราชวัง บรรดาขุนนางก็มุ่งตรงไปยังที่เกิดเหตุซึ่งยังไม่ทันได้เก็บกวาดอะไรสักอย่าง พวกเขามองดูศพทั้ง 4 แล้วก็หันไปซักถามนางกำนัลว่า “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
“ข้าไม่รู้เจ้าค่ะ ข้าเห็นคนร้ายวิ่งหนีไปไวๆ ไม่รู้ว่าเป็นใครเจ้าค่ะ ส่วนเจ้าชายภากรตอนนี้อยู่กับท่านเทพในห้องเจ้าค่ะ” นางกำนัลตอบตามจริง เหล่าขุนนางก็เบิกตาโต “ท่านเทพ?”
“เจ้าหมายถึงเทพสุริยะงั้นรึ?” ขุนนางอีกคนถามย้ำ นางกำนัลก็พยักหน้าหงึกๆ “เจ้าค่ะ”
เหล่าขุนนางตกตะลึง มีหลายๆคนที่แอบคิดว่า เป็นผู้ใดกันทำพิธีบูชายัญอัญเชิญท่านเทพมา? แล้วขุนนางใหญ่ เสนาบดีฝ่ายซ้ายก็รีบหมุนตัวกลับเดินไปยังห้องเจ้าชายน้อยทันที ทำให้บรรดาขุนนางคนอื่นๆรีบชักขบวนตามไป
เมื่อไปถึง ประตูห้องปิดอยู่ เสนาบดีฝ่ายซ้ายก็ยกมือขึ้นเคาะประตู “เจ้าชายขอรับ เจ้าชายขอรับ”
ประตูห้องเปิดออก เสนาบดีฝ่ายซ้ายก็ผงะเมื่อเห็นร่างสิงโตของท่านเทพยืนอยู่ด้านในของฝั่งประตู เขารีบโค้งกายลงทำความเคารพ “ทะ…ท่านเทพ”
“อืม” เทพสุริยะส่งเสียงคำหนึ่ง มองเลยไปยังข้างหลังของเสนาบดีหัวล้านเลี่ยน สั่งว่า “พวกเจ้ารีบไปเตรียมจัดพิธีแต่งตั้งเจ้าชายภากรเป็นราชาองค์ใหม่เร็วๆ แล้วนำศพไปฝังให้เรียบร้อยด้วย”
“ขอรับ” เสนาบดีฝ่ายซ้ายรับคำสั่ง ประตูห้องก็ปิดลง เสนาบดีฝ่ายซ้ายค่อยๆยืดตัวขึ้น ไม่คิดเลยว่าท่านเทพจะสั่งเช่นนี้ เขาหลุบตาลงกดแววตาลึกล้ำลงไป แล้วรีบหมุนตัวไปสั่งทหารให้นำศพไปฝังในสุสาน
พวกทหารก็เดินไปขนย้ายศพไปฝังในสุสาน ส่วนศพพี่เลี้ยงก็นำไปมอบให้ครอบครัวผู้ตาย นำไปฝังที่สุสานของวงศ์ตระกูลต่อไป พวกนางกำนัลก็เร่งทำความสะอาดห้องจนไร้คราบเลือด ข้าวของที่เปื้อนเลือดก็ถูกขนออกไปในหมด แล้วแทนที่ด้วยของใหม่ แต่เมื่อเจ้าชายภากรรู้เรื่องให้สั่งให้พวกนางกำนัลนำของเปื้อนเลือดกลับมาไว้ในห้องเหมือนเดิม พวกนางกำนัลก็เร่งทำตามคำสั่ง
ฝ่ายพวกขุนนางก็เร่งจัดพิธีแต่งตั้งราชาองค์ใหม่อย่างเร่งรีบ ป่าวประกาศออกไปทั่วดินแดน เมื่อประชาชนทราบข่าวการตายของราชาก็พากันสาปแช่งคนร้าย อีกทั้งยังสงสารเจ้าชายน้อยที่ต้องมากำพร้าพ่อ
พิธีแต่งตั้งจัดขึ้นในอีก 3 วันถัดมา เจ้าชายภากรขึ้นสวมมงกุฎนั่งบัลลังก์เป็นราชาภากร มงกุฎใหญ่ครอบลงไปบนศีรษะเล็กจนปิดแทบถึงปาก แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าพูดอะไรสักคำ เพราะท่านเทพซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ใหญ่ข้างบัลลังก์ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากสักคำ
เทพสุริยะในร่างสิงโต นั่งเอนหลังพิงพนัก ขาหลังไขว้กันด้วยท่วงท่านั่งไขว้ห้าง ยกขาหน้าใช้กรงเล็บแคะเล็บไปมา ดวงตาก็เหลือบมองพวกมนุษย์ที่ยืนเรียงแถวตรงหน้าบัลลังก์เป็นระยะๆ ผู้คนแอบเหลือบตามองท่านเทพแล้วก็รีบหลุบตาหลบเป็นแถวเมื่อท่านเทพมองกราดมา ราชาภากรดันมงกุฎขึ้นไป มองกวาดผู้คนที่อยู่เบื้องหน้า แล้วก็มองไปยังท่านเทพซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ หากไม่ใช่เพราะท่านเทพ เขาจะสามารถนั่งอยู่บนบัลลังก์เช่นนี้ได้หรือ ถึงแม้ว่าตัวเองจะยังเป็นเด็ก แต่เขาก็มีความฉลาดไม่น้อยอีกทั้งถูกอบรมสั่งสอนมาเพื่อเป็นราชาปกครองดินแดน ดังนั้นจึงมีความเฉลียวฉลาดมากกว่าเด็กทั่วไป อีกทั้งพลังในร่างก็สูงกว่าเด็กวัยเดียวกัน เขามองตรงไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น ข้าจะแข็งแกร่ง!
Chapter 2 ก่อสงครามยึดดินแดน
วันคืนผ่านไป ราชาภากรเติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆวัน เขาก็จะคร่ำเคร่งฝึกฝนฝีมือการต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย เทพสุริยะก็คอยวนเวียนดูแลราชาน้อย ทำให้บรรดาพวกที่คิดจะแย่งชิงบัลลังก์จำต้องเก็บงำความคิดของตัวเองให้มิดชิด ตราบที่ท่านเทพยังคอยคุ้มครองราชาอยู่เช่นนี้ ใครจะกล้ายื่นหน้าออกไปหาความตายกันล่ะ
หลังจากที่เฝ้าดูแลมานานหลายปี ความผูกพันของหนึ่งเทพหนึ่งมนุษย์ก็เพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ราชาภากรรู้สึกเหมือนเทพสุริยะคือพี่ชาย ส่วนเทพสุริยะก็รู้สึกว่าราชาภากรคือน้องชาย จนกระทั่งวันหนึ่งราชาภากรก็อยากไปเห็นที่อยู่ของพี่ชายบ้าง จึงได้เอ่ยปากขอ “ข้าอยากเห็นบ้านของท่านบ้าง เป็นอย่างไร? สวยงามยิ่งกว่าวังของข้าหรือไม่?”
“เจ้าอยากเห็นงั้นรึ?” เทพสุริยะย้อนถามลดหนังสือในมือลง มองใบหน้าสง่างามที่เปลี่ยนจากเด็กน้อยมาเป็นชายหนุ่มผู้สง่างาม แต่ใบหน้านี้มีข้อเสียคือความเย็นชาที่ฝังลึกอยู่บนหน้า ทำให้ดูแล้วออกจะน่าหวั่นเกรงจนผู้คนรู้สึกหวาดผวา หากใบหน้านี้อ่อนโยนสักหน่อย สาวๆคงรุมล้อมทิ้งผ้าเช็ดหน้าให้ตามรายทางเป็นแน่
“ข้าอยากเห็น” ราชาภากรกล่าวน้ำเสียงจริงจัง แววตาคล้ายลูกสุนัขน้อยที่อยากออกไปวิ่งเล่นในทุ่งหญ้ากว้างใหญ่
“เจ้าอยากเห็น ข้าก็จะพาไป แต่ด้วยกายเนื้อของเจ้าเช่นนี้ แค่ผ่านประตูเข้าไปก็มอดไหม้แล้ว เช่นนั้นข้าจะแบ่งพลังให้เจ้าไว้ป้องกันร่างกายจากไอร้อนสักหน่อยก็แล้วกัน” เทพสุริยะกล่าวแล้วก็ยกขาหน้าขึ้นวางบนศีรษะราชาภากร
ราชาภากรรู้สึกถึงไอร้อนที่แผ่ออกมาจากขาหน้าบนศีรษะ พลัน พลังสายหนึ่งก็แทรกเข้ามาในศีรษะของเขา เขารู้สึกว่าพลังสายนี้ร้อนจนสามารถเผาทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นจุณได้ในพริบตา เขารู้สึกร้อนจนหลั่งเหงื่อออกมาจนท่วมตัว
เทพสุริยะดึงขาหน้ากลับไป “เอาล่ะ ข้าแบ่งพลังให้แล้ว”
“ขอบคุณ” ราชาภากรกล่าว แล้วก็เร่งเร้าว่า “ไปได้หรือยัง? ข้าอยากเห็น”
“อืม” เทพสุริยะพยักหน้าแล้วก็ยกขาหน้ากรีดอากาศ พลัน! อากาศก็แยกเปิดออก กลายเป็นประตูสีทองบานใหญ่ แล้วประตูก็เปิดออก เทพสุริยะเดินนำเข้าไป ราชาภากรก็เดินตามเข้าไป เมื่อทั้งสองเข้าไปแล้วประตูก็ปิดลง
ราชาภากรเดินตามเทพสุริยะไปเรื่อยๆ ทางที่เดินไปคล้ายอุโมงค์ถ้ำ แต่อุโมงค์นี้กลับเป็นอุโมงค์ที่มีแต่แสงสว่างเจิดจ้า สว่างจนเขาต้องยกมือป้องดวงตา หยีตาลง แล้วเขาก็รู้สึกถึงพลังงานร้อนๆที่หมุนวนอยู่ในร่าง พลังงานนั้นเคลื่อนขึ้นมาที่ดวงตาทั้งสองข้าง แล้วก็ถอยกลับไปอยู่ตรงกลางศีรษะดังเดิม เมื่อพลังสายนั้นถอยกลับไปแล้ว เขาก็รู้สึกว่าแสงเจิดจ้า ไม่ได้เจิดจ้าอีกต่อไป เขาจึงลดมือลง ครั้นมองไปอีกครั้งเขาจึงเห็นว่ารอบๆอุโมงค์เป็นลาวาสีแดงอมส้มไหลวนไปมา
เทพสุริยะเดินนำหน้าออกจากอุโมงค์ เมื่อพ้นอุโมงค์ออกมาราชาภากรก็เห็นปราสาทขาวตั้งตระหง่าน เทพสุริยะเดินนำเข้าปราสาทไป ราชาภากรมองไปรอบอย่างตะลึง เขาแหงนหน้าขึ้นไป เบื้องบนเป็นฟ้าสีแดงอมส้ม สีเดียวกับแสงตะวันยามลับฟ้าอย่างไรอย่างนั้น
“ว้าว!!! บ้านท่านสวยยิ่งนัก” ราชาภากรชมพลางมองไปรอบๆ
เทพสุริยะก็พาราชาภากรเดินชมปราสาท จนกระทั่งถึงเวลาที่ร่างกายของราชาภากรเริ่มถึงขีดจำกัด เขาก็พาราชาภากรกลับ
เมื่อกลับมาถึงวังของตัวเองแล้ว ราชาภากรก็แยกตัวไป ส่วนเทพสุริยะก็นั่งลงอ่านหนังสือที่อ่านค้างอยู่ต่อ เมื่ออยู่ในห้องตามลำพังแล้ว ราชาภากรก็ยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมา อันที่จริงแล้วเขาไม่ได้อยากเห็นบ้านของเทพสุริยะหรอก แต่เพราะเขาอ่านตำราโบราณเล่มหนึ่งที่บันทึกไว้ว่าหากสามารถทำให้เทพสุริยะประทานพลังได้ ก็จะสามารถใช้พลังของเทพสุริยะได้ ซึ่งตำราโบราณเล่มนี้เขาเจอมันในช่องลับในห้องของท่านพ่อ ในที่สุดเขาก็สามารถหลอกล่อให้เทพสุริยะแบ่งพลังมาให้เขาได้แล้ว แม้ว่าพลังที่ได้รับมาจะไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็เพียงพอที่จะแก้แค้นได้แล้ว หึๆๆๆๆ
หลังจากนั้น เขาก็แอบสั่งการทหารอย่างลับๆ เตรียมกำลังพลอย่างเงียบเชียบ ไม่ให้เทพสุริยะระแคะระคายสักนิด จนกระทั่งกำลังพลพร้อมแล้ว และเทพสุริยะกลับปราสาทสุริยะไปแล้ว ราชาภากรก็นำกำลังทหารลอบเข้าไปในดินแดนจันทราอย่างเงียบกริบ กำลังทหารโอบล้อมปราสาทจันทราอย่างเงียบเชียบ
ผู้คนในปราสาทกำลังหลับใหล ไม่ได้รู้สึกถึงภัยที่กำลังโอบล้อมปราสาทสักนิด ราชาภากรนำกำลังทหารส่วนหนึ่งย่องเข้าไปในปราสาท เมื่อพบห้องของราชาอนธการก็ค่อยๆเปิดเข้าไป ย่องไปยืนอยู่ข้างเตียงด้วยฝีเท้าไร้เสียง ดาบในมือก็ยื่นไปจ่อคอราชาอนธการซึ่งกำลังนอนหลับอยู่ เขากดปลายดาบลงไปจนแทงเข้าไปในผิว
ราชาอนธการรู้สึกเจ็บก็ลืมตาขึ้น เมื่อมองเห็นคนยืนอยู่ข้างเตียงกดดาบแทงตัวเองอยู่ ก็ไม่ขยับ มองจ้องคนผู้นั้นแล้วถามอย่างมีสติว่า “เจ้าเป็นใคร? ต้องการอะไร?”
“เจ้าฆ่าพ่อข้า ฆ่าแม่เลี้ยงข้า ฆ่าน้องสาวของข้า ข้าก็ย่อมมาเพื่อเอาชีวิตเจ้าน่ะซิ” ราชาภากรกล่าวอย่างเหี้ยมเกรียม กดปลายดาบลงไปอีกนิด
ราชาอนธการจะขยับมือปล่อยพลังออกมา แต่ราชาภากรชิงลงมือก่อน เขาโบกมือวูบเดียวก็ปรากฏเชือกเพลิงออกมาจากมือเส้นหนึ่งพุ่งเข้ารัดพันรอบตัวราชาอนธการ
“เชือกเพลิง!” ราชาอนธการเบิกตาโตอย่างตกใจ “พลังเทพสุริยะ!” เขารีบแผ่พลังออกจากตัวเป็นม่านบางๆกันไอความร้อนจากเชือกเพลิงเส้นนั้นไม่ให้เผาเนื้อของตัวเอง
“ไม่ผิด” ราชาภากรกล่าว รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมยิ่งกดลึกขึ้น
“เจ้า! คนแดนสุริยะ!” ราชาอนธการกล่าวอย่างตะลึง ในขณะที่เครื่องนอนเมื่อถูกเชือกเพลิงก็ลุกไหม้ขึ้นมา
ราชาภากรดึงดาบออกแล้วจิกผมราชาอนธการขึ้นมา ดึงออกจากกองเพลิง ราชาอนธการมองมือที่บังอาจจิกผมตัวเอง แต่เขาก็ไม่อาจขยับมือได้เพราะพลังของเชือกเพลิงที่พันรอบตัวเขานั้นมีพลังมากกว่าพลังของเขาหลายเท่านัก เขาพยายามใช้พลังดับเชือกเพลิงเส้นนี้แต่ก็ไม่อาจดับได้ แม้แต่จะผลักเชือกให้ออกไปยังไม่อาจทำได้เลย
เสียงเพลิงลุกไหม้กับกลิ่นไหม้ทำให้นางกำนัลที่นอนอยู่มุมห้องลืมตาขึ้นมอง ผุดลุกขึ้นมา พวกนางก็ต้องตกใจเมื่อเห็นเตียงกำลังไหม้ไฟ “ไฟไหม้!”
พวกนางกำนัลยังไม่ทันจะได้ตะโกนอะไรต่อก็รู้สึกถึงความร้อนพาดที่คอ ครั้นเหลือบไปมองก็เห็นชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งยืนอยู่ข้างๆพวกนางแล้ว พวกเขาเอาดาบจ่อคอพวกนางดุว่า “เงียบ!”
“คนแดนสุริยะ!” นางกำนัลคนหนึ่งเอ่ยออกมาอย่างตกใจ ดาบที่แผ่พลังไอร้อนเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่คนดินแดนจันทราแน่นอน
“มัดตัวพวกมัน ลากออกไป!” ราชาภากรสั่งพร้อมกับจิกผมราชาอนธการกระชากให้เดินออกจากห้องไป
“โอ๊ยๆ! เจ้า! ผมข้าจะหลุดแล้ว!” ราชาอนธการร้องลั่น ทั้งยังต้องแผ่พลังป้องกันไม่ให้เชือกเพลิงเผาเนื้อหนัง
ทหารของราชาภากรก็จัดแจงเอาเชือกออกมามัดพวกนางกำนัล พวกเขาใช้เชือกสะกดพลังของคนแดนจันทรา มัดรอบคอชาวจันทราก่อน เมื่อถูกมัดด้วยเชือกสะกดพลัง ชาวแดนจันทราก็ไม่อาจใช้พลังออกมาได้ ทำให้พวกนางกำนัลไร้พลังที่จะต่อสู้ เมื่อไร้พลัง พวกนางก็หมดหนทางที่จะดิ้นรนขัดขืน จากนั้นพวกทหารก็เอาเชือกธรรมดามามัดแขนพวกนางเอาไว้ นางกำนัลนางหนึ่งจะร้องตะโกนขึ้น ทหารก็รีบมัดปากนางทันที พวกนางกำนัลก็ถูกมัดจนไม่อาจร้องได้ แล้วพวกนางก็ถูกลากดึงออกไป ภายในห้อง เตียงก็ลุกไหม้จนควันโขมง
ราชาอนธการถูกจิกผมลากไปตามทางเดิน เขาร้องตะโกนด่า “เจ้าเด็กไร้พ่อแม่สั่งสอน!”
“ใช่ ข้าไร้พ่อแม่สั่งสอน เพราะเจ้าฆ่าพ่อข้าไปอย่างไรล่ะไอ้แก่!” ราชาภากรตะคอกกลับ
ราชาอนธการพยายามมองชายหนุ่ม แล้วคิดว่าเขาเป็นใคร? มีความแค้นอะไรกับตัวเอง? แต่เมื่อเห็นลายบนชุดเกราะของชายหนุ่มผู้นี้ เขาก็ปากอ้าตาค้างไป “เจ้าคือราชาแดนสุริยะ!?”
“อืม” ราชาภากรส่งเสียงคำหนึ่ง นิ้วจิกผมลากราชาอนธการเดินไปยังห้องโถงใหญ่ของปราสาท
ราชาอนธการเกิดความคิดหนึ่งสว่างวาบขึ้นมา ข่าวสารทางฝั่งดินแดนสุริยะเขาย่อมรู้มาไม่น้อย หลังจากที่ราชาทินกรตายแล้ว เจ้าชายภากรก็ถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นราชาองค์ใหม่ ในเมื่อชายหนุ่มผู้นี้คือราชาภากร เช่นนั้นคนผู้นี้มาก็เพื่อแก้แค้นที่เขาไปฆ่าราชาทินกรซินะ ภาพในวันนั้นยังติดตาเขาไม่เคยลบเลือน โดยเฉพาะภาพที่คมดาบฟันลงไปบนร่างของน้องสาวตัวเองมันยังแจ่มชัดฝังแน่นอยู่ในใจมาตลอด เขามองชายหนุ่มอย่างปลงตก หากราชาหนุ่มผู้นี้ต้องการชีวิตเขาก็เอาไปเถอะ
เมื่อถึงห้องโถงใหญ่ ราชาภากรก็เหวี่ยงร่างราชาอนธการล้มลงไปบนพื้นหินเย็นเยียบ ราชาอนธการยันตัวลุกขึ้นนั่งอยู่บนพื้น ส่วนราชาภากรก็เดินไปนั่งบนบัลลังก์ มองลงไปยังราชาอนธการที่นั่งเฉยราวไม่รู้สึกทุกข์ร้อน ทหารชาวสุริยะก็ลากพวกนางกำนัลมาเหวี่ยงกองๆรวมกันไว้มุมห้อง ส่วนพวกทหารวังก็ถูกมัดลากเหวี่ยงเข้ามาทีละคนสองคน
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น!?” ทหารที่ไม่ได้ถูกมัดปากร้องถามอย่างตกอกตกใจ จู่ๆก็ถูกคนเอาดาบจ่อคอแล้วมัดตัวลากมา แต่เมื่อเห็นองค์ราชาของพวกเขาถูกมัดนั่งอยู่กลางห้องโถง พวกทหารนางกำนัลก็ร้องเรียกอย่างตกใจ “องค์ราชา!”
ราชาอนธการเหลือบมองคนของตัวเอง แล้วก็หันไปพูดกับราชาหนุ่มว่า “เจ้าอยากฆ่าข้า ก็ฆ่า แต่อย่าได้แตะต้องคนบริสุทธิ์พวกนั้นเลย ปล่อยพวกเขาไปเถอะ”
“เฮอะ! ปล่อยงั้นรึ!?” ราชาภากรแค่นเสียงเย็ยเยียบ แล้วมองไปทางพวกนางกำนัล ทหารที่ถูกลากตัวเข้ามาทีละคนสองคน จนมากขึ้นเรื่อยๆ
พลัน! ก็มีเสียงต่อสู้ดังมาจากชั้นบนของตัวปราสาทด้านหนึ่ง
“ตู้ม!—–”
“เจ้าหญิงระวังเจ้าค่ะ”
“พวกเจ้ากล้าบุกเข้ามาในห้องข้า บังอาจนัก!” เสียงหวานกังวานตวาดลั่น
เสียงนี้ทำให้ราชาอนธการร้อนใจขึ้นมาทันที เขารีบตะโกนเสียงดังก้องว่า “จันทรา—–! หนีไป—–!”
เมื่อเสียงไปถึงหูเจ้าหญิงจันทรา เจ้าหญิงก็หยุดชะงักกึก! “ท่านพ่อ!” ในดวงตางามเกิดความกังวลขึ้นมา นางรีบใช้พลังผลักจนผู้บุกรุกกระเด็นไปกระแทกผนัง
“โคร้ม!”
“โอ๊ย!” / “โอ๊ย!” ผู้บุกรุกทั้งสองคนกระอักเลือดออกมาแล้วก็สลบไป แล้วเจ้าหญิงจันทราก็รีบวิ่งตามเสียงไป นางกำนัลประจำตัวก็รีบตามเจ้านายไป “เจ้าหญิงรอข้าด้วยเจ้าค่ะ—–”
เจ้าหญิงวิ่งไปจนถึงห้องโถงใหญ่ พอสายตาตกกระทบกับคนที่นั่งอยู่กลางห้องโถง นางก็รีบถลาเข้าไปทันที “ท่านพ่อ!”
มือเรียวงามยื่นไป หวังจะช่วยแก้เชือกเพลิงออกจากตัวท่านพ่อ แต่พอนางยื่นมือไปใกล้ก็รู้สึกได้ถึงความร้อนรุนแรงจนผิวแทบไหม้ นางรีบแผ่พลังออกมาปกป้องตัว พยายามยื่นมือไปแก้เชือกให้ท่านพ่อ
“จันทรารีบหนีไปซะ!” ราชาอนธการสั่งอย่างร้อนใจ สายตาเหลือบมองคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ เจ้าหญิงจันทราก็มองตามไป แล้วก็เห็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้น มองมาด้วยสายตาประสงค์ร้าย “เจ้าเป็นใคร? รีบปล่อยท่านพ่อข้าเดี๋ยวนี้นะ!”
ราชาภากรมองด้วยสายตาเย็นเยียบ กล่าวว่า “เจ้ายอมให้จับเสียโดยดี ไม่งั้นข้าจะตัดหัวพ่อเจ้าเสียตรงนี้แหละ!” แล้วเขาก็แบมือขึ้น พลัน! บนฝ่ามือก็ปรากฏวงไฟหมุนวนราวใบมีดขึ้นมา แล้ววงไฟนั้นก็ลอยพุ่งมา
เจ้าหญิงจันทรา รีบถลาเอาตัวบังท่านพ่อเอาไว้ “อย่า!—–”
“จันทราหลบไป!—–” ราชาอนธการร้องลั่น รีบลุกขึ้นเอาตัวชนลูกสาวออกไป “พลั่ก!”
เจ้าหญิงจันทรากระเด็นไป ขณะที่กำลังจะล้มลงไป พลัน นางก็เห็นเงาร่างวูบมารับตัวนางไว้ ครั้นมองคนผู้นั้น นางก็พบว่าเป็นชายที่นั่งอยู่บนบัลลังก์นั่นเอง นางรีบหันไปมองท่านพ่อทันที เห็นวงไฟหมุนวนจ่อคอท่านพ่ออยู่
“จะสู้หรือจะยอมแพ้ ถ้าสู้ พ่อเจ้าก็ถูกฆ่า! เลือก!” ราชาภากรกล่าวน้ำเสียงเด็ดขาด
เจ้าหญิงจันทราเข่าอ่อนยวบ “ข้ายอมแพ้ ข้ายอมแพ้แล้ว อย่าฆ่าท่านพ่อของข้า”
“ดี!” ราชาภากรกล่าวคำหนึ่ง แล้วก็เอาเชือกผนึกพลังออกมามัดรอบคอระหง เชือกเส้นบางสีเงินปลายทั้งสองเชื่อมติดกันอยู่บนลำคอเจ้าหญิงจันทราราวกับเป็นสายสร้อยเส้นหนึ่ง เมื่อถูกผนึกพลังแล้ว เจ้าหญิงจันทราก็ไม่อาจใช้พลังออกมาต่อสู้ได้
ราชาภากรมองไปทางราชาอนธการแล้วดึงวงไฟเข้ามาเก็บ มองราชาอนธการด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม แล้วก็เบนสายตาไปมองเจ้าหญิงจันทรา กล่าวว่า “เจ้าฆ่าน้องสาวข้าเพียงเพราะนางเป็นลูกครึ่ง เช่นนั้นข้าก็จะให้เจ้าดูลูกสาวเจ้าคลอดเด็กลูกครึ่งออกมา!”
ราชาอนธการจ้องราชาภากร ปากอ้าตาค้าง “เจ้า!”
เจ้าหญิงจันทราฟังความหมายที่ชายผู้นี้พูดออก นางก็ก้าวถอยหลังไปทันที แต่ยังไม่ทันจะได้ถอยไปอีก นางก็ถูกรวบตัวแบกขึ้นบ่าแล้ว “ปล่อยข้า!”
“เจ้า! อย่าทำอะไรลูกข้านะ! เจ้าฆ่าข้าเสีย แล้วปล่อยทุกคนไป!” ราชาอนธการตะโกนลั่น แล้วพุ่งไปหมายช่วยลูกให้พ้นจากมือคนชั่วช้า
ราชาภากรมองอย่างเย็นชา ใช้พลังสะกดการเคลื่อนไหวของราชาเฒ่าเอาไว้ แล้วก็สั่งทหารว่า “เฝ้าพวกมันไว้ให้ดี อย่าให้ใครหนีไปได้เด็ดขาด!”
“ขอรับ” ทหารรับคำสั่ง แล้วก็ยืนเฝ้าเชลยอย่างแข็งขัน
รอบๆปราสาทก็ปรากฏเสียงต่อสู้เป็นระยะๆ ทหารชาวจันทราตกตายไปไม่น้อย พวกที่เหลือรอดก็ล้วนถูกจับทั้งหมด แต่ละคนถูกมัดแล้วลากตัวไปกองรวมกันในห้องโถงใหญ่
เจ้าหญิงจันทราก็ดิ้นรนทั้งทุบทั้งตีทั้งถีบ หวังจะให้หลุดจากเงื้อมือชายผู้นี้ ซึ่งแบกนางเข้าไปในห้องๆหนึ่ง เมื่อเข้าไปในห้องแล้วราชาภากรก็ถีบประตูปิดดังตึง! เจ้าหญิงจันทราสะดุ้งเฮือก! “เจ้าปล่อยข้า!”
ราชาภากรโยนเจ้าหญิงผู้งดงามลงไปกับพื้นอย่างไม่ถนอมสักนิด “ตุ๊บ!”
“โอ๊ย!” เจ้าหญิงร้องเจ็บ แล้วก็รีบขยับตัวถอยหนี
ราชาภากรก้มลงไปจับมือนางเอาไว้ เจ้าหญิงก็ใช้มืออีกข้างตีมือเขาไม่ยั้ง “ปล่อยข้า!”
นางพยายามดึงพลังออกมา แต่ก็ไม่มีพลังใดๆออกมาสักนิด นางจึงพยายามดึงเชือกผนึกพลังที่คอออก แต่เชือกก็ไม่ขาด ยิ่งดึงเชือกก็ยิ่งบาดผิวรอบคอจนแดงถลอก
“หึๆๆๆ พ่อเจ้าฆ่าน้องสาวข้า เพียงเพราะนางเป็นเด็กลูกครึ่งต้องห้ามของสองดินแดน เช่นนั้น ข้าก็จะให้มันดูเจ้าตั้งท้องแล้วคลอดเด็กลูกครึ่งต้องห้ามออกมานับสิบนับร้อย!” ราชาภากรกล่าวอย่างเย็บยะเยียบ ยอบตัวลงไปจับมือเรียวนุ่มนิ่มยึดเอาไว้แล้วยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้มนวลปลั่ง
“ไม่!” เจ้าหญิงจันทราตะโกนลั่น ถอยหนีพลางยกขาถีบใส่คนตรงหน้า แต่ระยะประชิดเช่นนี้นางก็ถีบออกไปไม่ถนัดนัก
แต่พอราชาภากรได้กลิ่นกายของเจ้าหญิงคนงาม เขาก็ชะงักกึก! กลิ่นกายที่เหมือนกับแม่เลี้ยงตัวเอง ทำให้เขาเห็นภาพในวันนั้นผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง เขาผละออก มองใบหน้างดงามที่มีความละม้ายกับแม่เลี้ยงอยู่สามส่วน
เจ้าหญิงจันทราเห็นเขาผละออก นางก็นิ่งชะงัก มองเขาอย่างหวั่นกลัว หวังว่าเขาจะยังมีจิตใจด้านดีไม่ลงมือย่ำยีนาง “ได้โปรด อย่าทำข้า…”
ราชาภากรมองใบหน้างดงามนั้นแล้วก็เห็นความละม้ายคล้ายกับราชาอนธการบนใบหน้านาง ความโกรธความแค้นก็พุ่งขึ้นมาอีกระลอก เขาจับนางคว่ำลงกับพื้น ใช้พลังตรึงนางเอาไว้แล้วแบมือออก พลัน! ในมือก็ปรากฏแส้เส้นหนึ่งขึ้นมา แล้วเขาก็ฟาดลงไปบนแผ่นหลังบอบบาง
“ขวับ!”
“โอ๊ย!” เจ้าหญิงร้องลั่น เจ็บหลังจนแสบ
“ขวับ! ขวับ! ขวับ! ขวับ!…”
“โอ๊ย!ๆๆๆ—–” เจ้าหญิงร้องลั่น น้ำตาไหลพราก
เสียงร้องของเจ้าหญิงจันทราทำให้ราชาอนธการตะโกนลั่น “เจ้าอย่าทำอะไรลูกข้านะ! เจ้ามาฆ่าข้าเสีย ปล่อยลูกข้าไป!”
เสียงตะโกนของราชาอนธการดังมา ทำให้ราชาภากรยิ่งเฆี่ยนเจ้าหญิงคนงามไม่ยั้ง ยิ่งได้ยินเสียงไอ้แก่นั้น เขาก็ยิ่งสะใจ!
“โอ๊ย!ๆๆๆๆๆๆ—–” เจ้าหญิงจันทราถูกเฆี่ยนจนสลบ ราชาภากรจึงได้หยุดมือ แส้ในมือหายวับไป แล้วเขาก็เดินไปเปิดประตู เดินออกไป พลางจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ราชาอนธการเห็นประตูห้องเปิดออก ก็มองเข้าไปในห้อง เห็นร่างลูกสาวตัวเองนอนคว่ำอยู่กลางห้อง ราชาภากรเดินออกมาด้วยท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่อง ราวกับได้ปลดปล่อยแล้วเช่นนั้น เขาก็ทรุดลงไปนั่งแปะกับพื้น น้ำตาไหลรินจากดวงตาทั้งสองข้าง
ราชาภากรดึงประตูปิด ทำให้ไม่อาจเห็นคนที่นอนสลบอยู่ได้อีก เขามองไปยังราชาเฒ่าแล้วกล่าวว่า “ลูกสาวเจ้าไม่เลวเลย”
“ข้าจะฆ่าเจ้า!” ราชาอนธการตะโกนลั่นอย่างคลั่งแค้น ดิ้นจนหลุดจากพลังสะกดได้ แล้วก็พุ่งเข้าไปหมายจะฆ่าราชาหนุ่มให้ตกตาย
ราชาภากรยกเท้าถีบทีหนึ่ง “พลั่ก!” ราชาอนธการก็กระเด็นไปกระแทกพื้น “อั๊ก!” กระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง พลังที่แผ่คุ้มกายเอาไว้ก็สลายไป ทำให้ผิวหนังถูกเชือกเพลิงแผดเผา “อ๊ากกกก—–”
Chapter 3 ไปเที่ยว
ราชาภากรโบกมือวูบเชือกเพลิงก็สลายไป จะให้มันตายง่ายๆได้อย่างไร!
แล้วเขาก็เดินเข้าไปจิกผมราชาอนธการขึ้นมา เอาเชือกสะกดพลังมัดรอบคอ แล้วลากตัวราชาอนธการไปขังเอาไว้ สถานที่คุมขัง ก็เลือกเอาหอคอยข้างปราสาทนี่แหละ เขาจะให้มันมองดูผู้คนของมันต้องทุกข์ทรมาน ฟังเสียงร้องของลูกสาวตัวเองที่ถูกเขาย่ำยีทุกวัน!
เขาจิกลากมันไปตามทางอย่างไร้ความปราณี จนตัวราชาอนธการล้มลุกคลุกคลานครูดไปกับพื้น เมื่อลากไปถึงยอดหอคอย เขาก็ปล่อยพลังเทพออกมาสร้างเป็นกรงไฟขึ้นกรงหนึ่ง แล้วโยนราชาเฒ่าเข้าไปในกรงไฟ กรงนี้จะไม่เผามันให้ตาย แต่จะทำให้มันเจ็บปวดทุกครั้งที่มันมาจับกรง เขาจะคอยฟังเสียงร้องโหยหวนของมัน!
แล้วเขาก็เดินลงจากหอคอย สั่งทหารให้ไปเฝ้าล้อมรอบลานจันทราเอาไว้ ป้องกันไม่ให้ใครเข้าไปทำพิธีบูชายัญได้ จากนั้นเขาก็ให้ทหารบุกทุกบ้าน นำเชือกสะกดพลังไปมัดชาวบ้านทุกคนเอาไว้ ป้องกันไม่ให้ชาวบ้านรวมตัวกันลุกฮือขึ้นต่อสู้
ชาวบ้านตกอกตกใจที่จู่ๆก็มีคนบุกเข้ามา เอาเชือกสะกดพลังมามัดคอพวกเขาเอาไว้ ชาวบ้านบางคนก็ลุกขึ้นสู้ แต่เมื่อลุกขึ้นสู้ไหนเลยจะสู้กับพวกทหารที่ถูกฝึกมาได้ บางคนถูกฆ่าตายไป บางคนก็ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส พวกสตรีและเด็กเล็กก็ส่งเสียงกรีดร้อง พากันวิ่งหลบหาที่ซุกที่แอบกันอย่างอลม่าน
เสียงร้องอย่างตกอกตกใจ ผสมกับเสียงต่อสู้ดังเป็นระยะๆไม่หยุด ทำให้ราชาอนธการซึ่งอยู่บนยอดหอคอยยิ่งร้อนใจ พุ่งไปหมายจะพังกรงออกไป แต่พอจับถูกกรง มือก็ถูกแผดเผาจนร้องลั่น “โอ๊ยยยย…”
ราชาอนธการสะบัดมือออกอย่างเจ็บปวด มองไปรอบๆกรงไฟอย่างพยายามหาช่องโหว่ที่จะพังออกไป แต่ก็ไม่เห็นช่องโหว่แม้แต่น้อย เขายืนอยู่กลางกรงอย่างจนปัญญา พยายามจะดึงเชือกสะกดออกจนผิวเนื้อรอบคอถลอกปอกเปิก
ค่ำคืนที่แสนโหดร้ายดำเนินไป ล่วงเข้าเช้าวันใหม่ กองทัพราชาภากรก็บุกยึดดินแดน จับพวกชาวบ้านมัดด้วยเชือกสะกด แล้วก็จากไป บุกไปทุกบ้าน ทำเช่นนี้กับชาวดินแดนจันทราทุกคน
ระหว่างที่ทหารบุกไปนั้น ราชาภากรก็ปล่อยพลังเทพสุริยะออกมาปกคลุมดินแดนจันทราเอาไว้ ทำให้ฝนไม่ตก เมื่อฝนไม่ตก พืชผักที่ปลูกไว้ก็ย่อมขาดน้ำตาย เขาต้องการจะให้คนดินแดนจันทราตกตายอย่างทรมาน ให้ราชาเฒ่าได้ฟังเสียงร้องคร่ำครวญของประชาชน!
ณ โลกมนุษย์ ดวงดาวสีฟ้าสวยสด
“ทิวา ทางนี้ๆ” ชายหนุ่มโบกมือเรียกน้องสาวของเพื่อนซึ่งกำลังมองหาตัวเขา
ทิวาโบกมือตอบแล้วก็รีบเดินไปหาตะวัน เขาเป็นเพื่อนกับพี่ชายของเธอตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม เขาแก่กว่าทิวาหกปี เธอสนิทกับเขามาก เขาเป็นเหมือนพี่ชายของเธออีกคน ปัจจุบันเขาเป็นเจ้าของบริษัทอิมพอร์ตเอ็กซ์พอร์ต รายใหญ่หนึ่งในสิบของประเทศ เขาทั้งหล่อทั้งรวยจึงเป็นที่หมายปองของหญิงสาวมากมาย
ส่วนเธอกำลังจะเรียนจบในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ตะวันจึงล็อคตัวเธอให้ไปทำงานด้วยในตำแหน่งผู้ช่วยเลขา
วันนี้ตะวันนัดสองพี่น้องมากินข้าวด้วยกัน ทิวามาถึงก่อนส่วนอารยะเพื่อนรักยังมาไม่ถึง
“สวัสดีค่ะพี่ตะวัน” ทิวายกมือไหว้
“หวัดดีจ้ะ” ตะวันรับไหว้แล้วก็บอกว่า “ไอ้ยะยังไม่มาเลย นั่งก่อนซิ”
ทิวานั่งตรงข้ามกับเขา วางกระเป๋าไว้ข้างเก้าอี้แล้วบอกว่า “มาช้าตามเคยแหละค่ะ”
ตะวันพยักหน้า “ถ้างั้นเราสั่งอาหารเลยละกัน” แล้วเขาก็หันไปเรียกเด็กเสิร์ฟ
เด็กเสิร์ฟรีบเดินไปบริการพร้อมกับยื่นเมนูให้ “สวัสดีค่ะ”
ทั้งสองรับเมนูไปเปิดดูสักครู่แล้วก็สั่งอาหาร
“ผมเอาชุดนี้กับน้ำแร่ครับ” ตะวันสั่งแล้วก็หันไปถามทิวาว่า “แล้วทิวาจะกินอะไรล่ะ?”
“วาเอาอันนี้ล่ะกันค่ะ” ทิวาชี้ที่เมนู
เด็กเสิร์ฟจดรายการ “รอซักครู่นะคะ” จากนั้นก็เดินไปยื่นรายการที่เคาน์เตอร์
ครู่ต่อมาเด็กเสิร์ฟก็ยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้
ประตูร้านเปิดออก อารยะเดินเข้าไปพลางมองหาเพื่อน
ตะวันหันไปเห็นพอดีก็โบกมือ “ทางนี้ๆ”
ทิวาหันไปมอง “ข้ออ้างเดิมชัวร์” เธอพูดลอยๆ
ตะวันหันไปยิ้มกับทิวา “ก็รู้ๆกันอยู่นี่เนาะ”
ทิวายิ้มขำ
พออารยะมาถึงก็รีบขอโทษว่า “โทษทีๆ มาช้าไปหน่อย รถมันติดน่ะ”
ทิวาค้อนขวับ “พี่ก็สายตลอดนั่นแหละ ไม่รู้ทำงานกับเจ้านายฝรั่งได้ไง”
อารยะตบไหล่น้องสาวพลางแก้ตัวว่า “ก็นั่นมันงาน ส่วนนี่คนกันเอง” เขานั่งลงข้างน้องแล้วก็หันไปถามเพื่อนว่า “แกมานานรึยัง?”
“สักพัก ฉันมาถึงก่อนทิวาสักสิบนาทีล่ะมั้ง” ตะวันตอบแล้วก็หันไปเรียกเด็กเสิร์ฟ
เด็กเสิร์ฟก็เดินเข้าไปส่งเมนูให้อารยะ “สวัสดีค่ะ”
อารยะรับเมนูไปเปิดดู แล้วก็สั่งอาหาร จากนั้นก็ส่งเมนูคืนให้เด็กเสิร์ฟ
“รอสักครู่นะคะ” เด็กเสิร์ฟรับเมนูคืนแล้วก็เดินไปยื่นรายการที่เคาน์เตอร์
ตะวันมองทิวาแล้วก็ถามว่า “เดือนหน้าก็ปิดเทอมแล้วใช่ไหม”
“ค่ะพี่ตะวัน” ทิวาพยักหน้า
“ถ้างั้นพอปิดเทอมแล้วทิวาก็มาทำงานกับพี่เลยนะ” ตะวันบอก
อารยะก็แทรกว่า “เฮ้ย! แกจะฉกตัวยัยวาไปทำงานเลยได้ไง แล้วทริปที่แพลนกันไว้แล้วล่ะ ไม่ได้ๆ ต้องพายัยวาไปเที่ยวก่อนซิ แกลืมไปแล้วเหรอไอ้วัน”
ตะวันนึกขึ้นได้ “เออจริงซิ ถ้างั้นก็หลังจากกลับจากนครวัดล่ะกัน ดีไหมทิวา” เขาหันไปถามทิวา
ทิวาพยักหน้า “ก็ได้ค่ะ” แล้วก็พูดต่อว่า “พี่ตะวันก็อย่าลืมเคลียร์งานให้เรียบร้อยล่ะกันค่ะ”
“จ้ะ” ตะวันพยักหน้า
แล้วเด็กเสิร์ฟก็ยกอาหารมาเสิร์ฟ ทั้งสามก็กินกันไปคุยกันไป จนกระทั่งอิ่มแล้วตะวันก็เช็คบิล จากนั้นทั้งสามก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
ทิวานั่งรถกลับกับพี่ชาย ส่วนตะวันก็ขับรถกลับบ้าน เขาสนิทกับทิวามากกว่าผู้หญิงคนไหนๆจนใครๆต่างก็คาดว่าเขาคงจะแต่งงานกับทิวาแน่ เขาเคยนั่งคิดหลายครั้งว่าเขารู้สึกเช่นไรกับทิวา และทุกครั้งเขาก็ตอบตัวเองว่าเขาเห็นเธอเป็นน้องสาว ส่วนเธอก็เห็นเขาเป็นเพียงพี่ชาย ซึ่งอารยะก็รับรู้ความรู้สึกของเขากับทิวา อารยะจึงไว้ใจปล่อยให้เขาไปไหนมาไหนตามลำพังกับทิวาบ่อยๆ
เวลาผ่านไปจนกระทั่งถึงวันไปเที่ยวนครวัด ตะวันนั่งรอเพื่อนที่สนามบิน พออารยะกับทิวามาถึงเขาก็ลากกระเป๋าลุกไปหาทั้งสอง
“ขอโทษค่ะที่มาสาย” ทิวายกมือไหว้
ตะวันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ไม่เป็นไรจ้ะ”
อารยะก็รีบแก้ตัวว่า “รถติดชะมัด นี่ขนาดออกจากบ้านเร็วแล้วนะ ดันมาเจออุบัติเหตุรถชนกันอีก กว่าจะหลุดมาได้แทบแย่”
“ไปเช็คอินกันเถอะ” ตะวันบอกแล้วก็เดินนำหน้าทั้งสองคนไปที่เคาน์เตอร์เช็คอิน
ครั้นพอเช็คอินเรียบร้อยทั้งสามคนก็เดินไปรอขึ้นเครื่อง
ระหว่างเดินผ่านร้านดิวตี้ฟรี ทิวาก็แวะซื้อโฟมล้างหน้า ส่วนสองหนุ่มก็ชวนกันเดินไปดูสินค้าสำหรับผู้ชาย
พอทิวาซื้อของเสร็จก็เดินไปหาทั้งสอง แต่ก็ไม่เห็นทั้งสองคนเลย เธอชะเง้อมองหาเท่าไหร่ก็ไม่เห็น “เอ…ไปไหนกันนะ?”
แต่พอหันหลังกลับก็เจอดอกไม้ช่อใหญ่ “อุ้ย!”
“ฉลองที่เรียนจบจ้า” อารยะยิ้มแฉ่ง
ทิวายิ้มดีใจ “ขอบคุณค่ะพี่ยะ” เธอรับช่อดอกไม้ไปดมแล้วก็ถามว่า “ซื้อมาตอนไหนคะ?”
“พี่ฝากไอ้วันมันซื้อให้ อุตส่าห์วางแผนเซอร์ไพร้สเชียวนะเนี่ย” เขาตอบแล้วก็ถามว่า “ชอบไหม”
ทิวาพยักหน้า “ชอบมากค่ะ ขอบคุณคะ รักพี่ที่สุดในโลกเลยค่ะ” เธอบอกแล้วก็หอมแก้มขอบคุณ พอผละออกจากพี่ชาย ตะวันก็ยื่นช่อดอกไม้ที่ซ่อนไว้ข้างหลังให้ทิวา
“ฉลองที่เรียนจบเช่นกันจ้ะ” เขาบอกพลางยิ้มให้
ทิวารับมาพลางยิ้มตอบ “ขอบคุณค่ะพี่ตะวัน”
อารยะยื่นกล่องเล็กๆส่งให้น้อง “ของขวัญที่เรียนจบจากพี่” แล้วเขาก็ฉวยช่อดอกไม้ส่งไปให้ตะวันถือ
ทิวาหันไปมอง “อะไรคะพี่ยะ?” เธอรับมาพลางเขย่าเบาๆ
“ก็แกะดูซิ” อารยะคะยั้นคะยอ
ทิวาจึงค่อยๆแกะห่อของขวัญออก ข้างในเป็นกล่องกำมะหยี่สีแดง เธอเปิดฝากล่องแล้วก็เห็นสร้อยทองเส้นนึงกับจี้วงกลมทับทิมล้อมเพชร “สวยจังค่ะพี่ยะ”
อารยะยิ้มแฉ่งที่น้องชอบ เขาเอื้อมมือไปหยิบสร้อยขึ้นมา “พี่ใส่ให้นะ”
ทิวาพยักหน้า
อารยะจับน้องหันหลังแล้วเขาก็สวมสร้อยให้น้อง
ทิวาหันไปหอมแก้มพี่ชายอีกที “ขอบคุณค่ะพี่ยะ” แล้วเธอก็หันไปรับดอกไม้จากตะวัน ก็จะปล่อยให้เขาถือได้ไงเสียลุคหนุ่มหล่อมาดแมนกันพอดี
ตะวันยิ้มให้แล้วก็บอกว่า “ส่วนของพี่ไว้กลับมาจากนครวัดแล้วพี่ค่อยเอาให้นะ เพราะมันใหญ่มาก”
ทิวาพยักหน้า “ค่ะ” แล้วก็ถามว่า “พี่ซื้ออะไรให้ทิวาเหรอคะ?”
“ไม่บอกจ้ะ บอกก็ไม่เซอร์ไพร้สซิจ๊ะ” ตะวันบอกยิ้มๆ แล้วก็บอกว่า “ไปกันเถอะใกล้จะได้เวลาขึ้นเครื่องแล้ว”
อารยะก้มดูนาฬิกา “เออจริงด้วย”
ทิวาพยักหน้า “ค่ะ”
แล้วทั้งสามก็เดินไปที่เกท นั่งรอขึ้นเครื่อง
พอสายการบินประกาศให้ขึ้นเครื่อง ผู้โดยสารทั้งหมดก็ทยอยลุกไปต่อแถวขึ้นเครื่อง จากนั้นเครื่องบินก็เทคออฟจากสนามบินมุ่งหน้าสู่เสียมเรียบประเทศกัมพูชา
ทริปนี้เป็นทริปที่ทิวาใฝ่ฝันมานานแล้ว ครั้นพออารยะหาโอกาสลางานได้ เขาก็รีบจัดทริปนี้ให้เป็นของขวัญเนื่องในโอกาสที่ทิวาเรียนจบทันที ส่วนตะวันถูกชวนมาเป็นเพื่อน อีกอย่างตะวันก็ยังไม่เคยไปเที่ยวนครวัดเช่นกัน พอถูกชวนเขาก็ตกลงทันที
อารยะกับทิวามีกันอยู่แค่สองคนพี่น้อง พ่อแม่ตายไปเพราะอุบัติเหตุรถคว่ำตั้งแต่อารยะเพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ อารยะจึงทำหน้าที่แทนพ่อแม่ส่งเสียน้องสาวคนเดียวเรียนต่ออย่างไม่ย่อท้อ สองพี่น้องจึงรักกันมาก
ครั้นพอถึงเสียมเรียบ ทั้งสามคนก็เรียกรถไปส่งที่โรงแรม
หลังจากเช็คอินเอากระเป๋าเก็บไว้ในห้องพัก สองพี่น้องพักอยู่ห้องเดียวกัน ส่วนตะวันก็พักห้องติดกัน แล้วทั้งสามคนก็ออกไปเดินเที่ยวใกล้ๆโรงแรม
“เฮ้ยไอ้วัน แกซื้ออะไรให้ยัยวาเหรอ?” อารยะกระซิบถามอย่างอยากรู้
เดี๋ยวกลับไปแกก็เห็นเองแหละ” ตะวันตอบแล้วก็บุ้ยปากเมื่อทิวาเดินมาสมทบ
อารยะเอาศอกกระทุ้งเอวเพื่อน “หนอย…แค่นี้ก็ต้องปิดกันด้วย”
ตะวันยิ้ม “อ้าว…ขืนบอกไปเดี๋ยวแกก็เผลอไปบอกทิวาน่ะซิ”
อารยะเลยกระทุ้งอีกทีอย่างหมั่นใส้ “หนอยแน่ะ เห็นฉันเป็นพวกปากสว่างไปได้”
“คุยอะไรกันอยู่เหรอคะพี่ยะพี่ตะวัน” ทิวาถามพลางยื่นขวดน้ำให้ทั้งสองคน
“ก็คุยกันว่าพวกเราจะไปไหนดีล่ะ” ตะวันรีบบอก
ทิวามองทั้งสองคน แล้วก็หันไปมองรอบๆ “เอ…ไปไหนก่อนดีนะ?” แล้วก็ชี้ไปทางริมคลอง “ไปทางนี้ก่อนก็แล้วกันค่ะ”
“จ้ะ” สองหนุ่มรับคำพร้อมกัน
อารยะเดินจูงมือน้องเดินนำหน้า ส่วนตะวันก็เดินตามหลังทำหน้าที่คอยถ่ายรูปให้ทิวา
ทั้งสามเดินเที่ยวจนเริ่มเหนื่อยจึงพากันเดินกลับโรงแรม เข้านอนแต่หัวค่ำเก็บแรงไว้เดินเที่ยวพรุ่งนี้ต่อ
เช้าตรู่ ทั้งสามตื่นแต่เช้าอาบน้ำแต่งตัวไปกินอาหารเช้าที่ทางโรงแรมเตรียมบุฟเฟ่เอาไว้ หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จแล้วทั้งสามก็เรียกรถไปเที่ยวนครวัด
พอถึงนครวัด ทิวาก็มองไปรอบๆอย่างตื่นเต้นดีใจ “สวยจังค่ะพี่ยะ”
ทั้งสามคนมองไปรอบๆตัวอย่างตื่นตาตื่นใจ
ตะวันก็ทำหน้าที่ตากล้องกดทุกช็อต “หนึ่ง…สอง…สาม…แช๊ะ”
ทั้งสามคนเดินเที่ยวชมนครวัดอย่างสนุกสนาน บางครั้งอยากจะได้รูปครบทั้งสามคนก็ขอให้นักท่องเที่ยวคนอื่นช่วยถ่ายรูปให้
“ขอบคุณครับ” ตะวันขอบคุณนักท่องเที่ยวคนไทยด้วยกันที่ช่วยถ่ายรูปให้พวกเขา
“ยินดีครับ” นักท่องเที่ยวคนนั้นบอกแล้วก็ส่งกล้องคืนให้กับตะวัน จากนั้นเขาก็เดินไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ
“พี่ตะวันไปทางนู้นกันเถอะค่ะ” ทิวาชี้ชวนแล้วก็จูงมือพี่ชายเดินไปด้วยกัน
“จ้ะ” ตะวันพยักหน้าแล้วก็เดินตามไป
ณ ดินแดนมายา
ณ ปราสาทจันทรา หลังจากราชาภากรเข้ายึดดินแดนได้แล้วก็สั่งให้ทหารนำพวกทหารชาวจันทราไปขังเอาไว้ ส่วนเจ้าหญิงจันทราที่นอนสลบอยู่ในห้องก็ให้นางกำนัลพาตัวกลับไปรักษาแผลที่ห้องของนาง สองนางกำนัลคนสนิทประคับประคองเจ้าหญิงกลับห้องอย่างหวาดกลัว เจ้าหญิงสะลึมสะลืมมอง เห็นว่าคนที่ประคองตัวเองเป็นนางกำนัลจึงไม่ได้ดิ้นหนี หลับตาลงอย่างอ่อนแรงและเจ็บปวดแผ่นหลังเป็นที่สุด นางกำนัลประคองเจ้าหญิงไปนอนที่เตียง มองดูเสื้อด้านหลังที่ขาดยับเยินอย่างปวดใจ เศษเสื้อบางส่วนจมลงไปในบาดแผลบนแผ่นหลังบอบบาง
“เจ้าหญิง…อึก…อึก…” นางกำนัลทั้งสองมองดูสภาพเจ้าหญิงแล้วก็สะอึกสะอื้นน้ำตาไหลพราก แล้วนางกำนัลคนหนึ่งก็กล่าวว่า “ช่วยกัน…อึก…อึก…ทำแผลให้เจ้า…อีก…อีก…หญิงก่อนเถอะ…อีก…อีก…”
“อึก…อึก…อืม” นางกำนัลอีกคนพยักหน้า แล้วก็ช่วยกันถอดเสื้อออกจากตัวเจ้าหญิง
“โอย…” เจ้าหญิงจันทราสะดุ้งเมื่อถูกจับขยับตัว นางกำนัลทั้งสองก็ชะงักกึก! “โถ…ทูลหัวของข้า…อึก…อึก…ข้าจะค่อย…อึก…อึก…ถอดนะ…อีก…อีก…เจ้าคะ”
เจ้าหญิงจันทรากัดฟันข่มความเจ็บ กล่าวเสียงอ่อนแรงว่า “ทำเถอะ”
นางกำนัลทั้งสองจึงช่วยกันถอดเสื้อออกจากตัวเจ้านาย ยามที่พยายามถึงเศษเสื้อออกจากบาดแผลก็พยายามดึงอย่างเบามือที่สุด ดึงไปน้ำตาก็ไหลพรากๆไปได้ “เจ้า…อึก…อึก…คนชั่วช้านั่นช่างโหด…อึก…อึก…ร้ายนัก…อีก…อีก”
เจ้าหญิงจันทรากัดฟันแน่น เจ็บแสบแผ่นหลังเป็นที่สุด แต่เจ็บตัวก็ยังดีกว่าถูกมันย่ำยี นางไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเจ้าคนชั่วนั่นถึงได้ไม่ลงมือขืนใจนาง กลับเปลี่ยนมาเฆี่ยนตีนางแทน
นางกำนัลทั้งสองดึงเศษเสื้อออกไปจนหมดแล้วก็เอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดคราบเลือดออกไป เจ้าหญิงจันทราก็กัดฟันแน่น สะดุ้งทุกครั้งที่ผ้าสัมผัสกับบาดแผล นางกำนัลทั้งสองช่วยกันเช็ดไปพลางร้องไห้ไปด้วย สงสารเจ้านายยิ่งนัก
ครั้นเช็ดเสร็จแล้วก็หยิบยามาทาแผลให้อย่างเบามือที่สุด เจ้าหญิงจันทราก็สะดุ้งทุกครั้งที่บาดแผลถูกแตะต้อง น้ำตาไหลนองจนหมอมเปียกชุ่ม หลังจากใส่ยาแล้ว นางกำนัลก็เอาผ้ามาพันแผลเอาไว้แล้วก็ช่วยกันใส่เสื้อให้เจ้าหญิง
หลังจากทำแผลเสร็จแล้ว เจ้าหญิงจันทราก็หลับไปทันที นางกำนัลทั้งสองก็นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง พยายามกลั้นเสียงร้องไห้เอาไว้
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ เจ้าหญิงจันทราตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เพียงแค่ขยับตัวเบาๆ ก็เจ็บปวดแผ่นหลังจนร้อง “โอย…”
นางกำนัลทั้งสองสะดุ้งตื่นทันที พอเห็นว่าเจ้านายตื่นแล้วก็รีบถามว่า “เจ็บมากหรือเจ้าคะ?”
Chapter 4 ความทรงจำอันโหดร้าย
“เจ็บ” เจ้าหญิงจันทราตอบเสียงแผ่ว
“เช่นนั้น ข้าจะเอายามาให้นะเจ้าคะ”
“อืม” เจ้าหญิงจันทราส่งเสียงคำหนึ่ง นางกำนัลคนหนึ่งก็รีบลุกไปหยิบยามาให้ อีกคนก็รินน้ำจากเหยือกทองใส่แก้วทอง แล้วทั้งสองก็ช่วยกันประคับประคองเจ้านายขึ้นมากินยา เจ้าหญิงจันทราก็กัดฟันข่มความเจ็บปวดเอาไว้ ลุกขึ้นมากินยาดื่มน้ำ แล้วก็นอนลงไป
“เจ้าอยู่นี่นะ เดี๋ยวข้าไปยกซุปมาให้เจ้าหญิงก่อน” นางกำนัลคนหนึ่งบอกกับอีกคน
“อืม” นางกำนัลอีกคนก็พยักหน้า แล้วนางกำนัลก็เดินออกจากห้องไป แต่เมื่อเดินไปเปิดประตูก็เห็นทหารชาวสุริยะยืนเฝ้าอยู่หน้าห้อง 4 คน ทหารทั้ง 4 หันมามองนางเป็นตาเดียว
“จะไปไหน!?” ทหารคนหนึ่งตวาดถาม
“ขะ…ข้า…ข้าจะไป…เอาซุป…มะ…มา…ให้…จะ…เจ้าหญิง” นางกำนัลตอบตะกุกตะกักอย่างหวาดกลัว
“ราชามีคำสั่ง ไม่ให้ใครเข้าออก” ทหารตวาดใส่ “ถึงเวลาจะมีคนยกอาหารมาให้พวกเจ้าเอง กลับเข้าไปซะ!”
นางกำนัลรีบถอยกลับ ปิดประตูมือสั่นเทา คนชั่วช้าพวกนี้น่ากลัวนัก!
นางรีบกลับไปหาเจ้าหญิงทันที นางกำนัลอีกคนเห็นเพื่อนเดินหน้าตาตื่นกลัวก็ถามว่า “เกิดอะไร?”
“พะ…พวกมัน…เฝ้าอยู่หน้าห้อง มะ…ไม่ให้พวกเราออกไป” นางกำนัลตอบตะกุกตะกักตัวสั่นๆอย่างหวั่นกลัว
“นี่พวกมันคิดจะขังพวกเราไว้อย่างนั้นรึ!?” นางกำนัลเดินเข้าไปกุมมือเพื่อนนางกำนัลแล้วโอบไหล่ปลอบประโลม
เจ้าหญิงจันทราเอียงหน้ามองนางกำนัลทั้งสองแล้วก็กัดริมฝีปากอย่างแค้นใจ หากไม่ใช่เพราะท่านพ่อถูกพวกมันจับตัวเอาไว้ นางคงสู้กับพวกมันจนถึงที่สุด ไหนเลยจะยอมให้มันจับกุมเฆี่ยนตีเช่นนี้ได้ แล้วนางก็ครุ่นคิด สองดินแดนต่างคนต่างอยู่มานานแล้วนับตั้งแต่สงครามครั้งใหญ่เมื่อหลายร้อยปีก่อน เหตุใดวันนี้คนจากดินแดนสุริยะจึงได้บุกมาทำศึกเล่า?
ขณะกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น พร้อมกับเสียงตะโกนบอกว่า “อาหารของพวกเจ้ามาแล้ว รีบมาเอาไปซะ!”
นางกำนัลทั้งสองสะดุ้งสุดตัว มองหน้ากันเอง แล้วก็พากันค่อยๆย่องไปเปิดประตูดู เห็นอาหารจานหนึ่งวางอยู่หน้าประตู มีเพียงขนมปัง 3 ก้อนวางอยู่ในจาน พอนางจะเอ่ยปากถาม ทหารที่ยืนเฝ้าก็ตวาดว่า “ยังไม่รีบเอาไปอีก! ถ้าไม่เอาข้าจะได้เอาไปให้คนอื่น”
นางกำนัลจึงยื่นมือออกไปดึงจานใส่ขนมปังเข้ามาแล้วก็รีบปิดประตู
“เจ้าหญิงเจ้าคะ พวกมันให้เราแค่ขนมปังชั้นเลวเพียงเท่านี้เองเจ้าค่ะ” นางกำนัลถือจานขนมปังไปข้างเตียง น้ำตาคลอในดวงตา
“พวกมันน่าตายนัก!” เจ้าหญิงจันทราขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กำมือแน่นอย่างแค้นใจ พวกมันบุกเข้ามา ทำเหมือนชาวจันทราคือนักโทษที่พวกมันจะข่มเหงอย่างไรก็ได้ คอยดูเถอะ หากข้ากระชากเจ้าเชือกสะกดนี่ออกได้เมื่อไหร่ข้าจะขับไล่พวกเจ้าออกไปให้หมด!
“เจ้าช่วยป้อนให้ข้าที” เจ้าหญิงสั่ง ดวงตาดุวาว นางต้องกินให้มีแรงมีกำลังจึงจะสามารถสู้กับพวกมันได้!
“เจ้าค่ะ” นางกำนัลรับคำแล้วก็หยิบขนมปังแข็งโป๊กมาบิทีละนิดแล้วค่อยๆป้อนเจ้าหญิง
เจ้าหญิงจันทราก็พยายามกล้ำกลืนฝืนกินขนมปังลงไป ทั้งแข็งทั้งจืดชืดจนแทบอยากถ่มทิ้ง แต่ก็ยังฝืนกินจนหมด หลังจากนั้นนางกำนัลทั้งสองก็พยายามฝืนกินขนมปังลงไป พวกนางก็ไม่ได้โง่ ต้องกินต้องมีแรง จึงจะสู้กับพวกมันได้ อย่างน้อยพลังไม่มีแต่กำลังกายยังมี
เวลาผ่านไปนานอีกเท่าไหร่ก็ไม่อาจรู้ได้ พลันประตูห้องก็ถูกถีบเปิดออก “ตึง!”
นางกำนัลทั้งสองสะดุ้งผวาเฮือก! ขยับจับมือกันแน่น แล้วมองไปทางต้นเสียง
ราชาภากรเดินเข้าไปในห้อง กวาดตามองไปรอบๆห้องรับแขกรอบหนึ่งแล้วก็เดินตรงไปยังห้องนอน เมื่อก้าวเข้าไปก็เห็นเจ้าหญิงคนงามนอนคว่ำอยู่บนเตียง มีนางกำนัล 2 คนยืนอยู่ข้างเตียง เขาเดินไปที่เตียงด้วยสายตามุ่งร้าย นางกำนัล 2 คนนั่นก็ปราดเข้ามาขวางหน้า เอ่ยปากไล่ตะกุกตะกักว่า “อะ…ออกไป…”
“เจ้าอยากตาย ข้าก็จะช่วยสงเคราะห์ให้” ราชาภากรกล่าวเย็นเยียบเหี้ยมโหด ยื่นมือคว้าหมับไปที่คอเล็กๆของนางกำนัลทั้งสอง
นางกำนัลทั้งสองขยับถอยกรูด “ยะ…อย่า…” ราชาภากรก้าวพรวดเดียวก็ถึงตัวพวกนางแล้ว เขาคว้าลำคอพวกนางหมับ! แล้วออกแรงบีบ
“อ๊อกๆ” นางกำนัลทั้งสองพยายามแกะมือใหญ่ออกจากลำคอตัวเอง ทั้งทุบทั้งตีแขนเจ้าคนโหดเหี้ยมพัลวัน เท้าก็ยกถีบสุดแรง
เจ้าหญิงจันทราขยับลุกขึ้น เพียงแค่ขยับตัว ความเจ็บปวดก็แล่นปราดจนต้องล้มตัวลงไปดังเดิม “โอย…” ดวงตาคู่งามมองจ้องชายผู้โหดร้าย ตวาดว่า “ปล่อยพวกนาง!”
ราชาภากรเบนหน้าไปมองเจ้าหญิงคนงามด้วยสายตาเย้ยหยัน มือก็ออกแรงบีบเพิ่มขึ้น จนนางกำนัลทั้งสองหน้าเขียวตาเหลือก มือที่ทุบตี ค่อยๆอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ตกห้อยลง พร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่ปลิดปลิว
“ไม่!—–” เจ้าหญิงจันทรากรีดร้องเสียงหลง ตาเบิกโต ราชาภากรก็โยนศพนางกำนัลทั้งสองไปด้านข้าง สั่งทหารว่า “ลากพวกมันออกไป”
“ขอรับ” ทหารรีบกรูกันเข้าไปลากศพนางกำนัลทั้งสองออกไป
“เจ้ามันไม่ใช่คน! เจ้าคือปีศาจร้าย!” เจ้าหญิงจันทราชี้นิ้วด่า ราชาภากรก็แบมือขึ้น แส้ปรากฏบนฝ่ามือ แล้วเขาก็ฟาดแส้ใส่นางอีกครั้ง “ขวับ!”
“โอ๊ย!” เจ้าหญิงจันทราร้องลั่น แผลเดิมยังไม่ทันบรรเทา ก็ถูกแส้ฟาดอีกแล้ว นางเจ็บปวดแทบขาดใจ ยิ่งได้ยินเสียงนางร้อง ราชาภากรก็ยิ่งกระหน่ำฟาดลงไป “ขวับ! ขวับ! ขวับ! ขวับ! ขวับ! ขวับ!——”
“โอ๊ยยยยย—–” เจ้าหญิงจันทราร้องลั่น เจ็บจนน้ำตาร่วง เสียงร้องของนางดังไกลออกไป ดังไปจนถึงหอคอย ราชาอนธการได้ยินเสียงลูกสาวร้องก็โผพุ่งไปพยายามแหกทำลายกรง “จันทรา—– จันทราลูกข้า—–โอ๊ยยยยย—–”
มือของราชาอนธการถูกกรงไฟเผาจนผิวเนื้อบวมพอง แต่เขาก็ยังไม่หยุดแหกกรง
“ร้องเข้าไป ร้องดังๆ ร้องอีก!” ราชาภากรตะคอกสั่งพลางฟาดแส้กระหน่ำลงไป จนเสื้อบนแผ่นหลังบอบบางฉีกขาดอีกครั้ง เลือดซึมออกมาจนผ้าที่ใช้พันปิดแผลแดงฉาน
“เจ้าคนอำมหิต เจ้าปีศาจร้าย! โอ๊ยยยย—–” เจ้าหญิงจันทราจ้องอย่างกินเลือดกินเนื้อ นางร้องจนสลบไป ราชาภากรจึงได้หยุดมือ เขาได้ยินเสียงร้องของราชาอนธการดังลอยมาก็ยิ้มอย่างสะใจ แล้วเดินออกจากห้องไป สั่งทหารว่า “เลือกคนมาอยู่รับใช้นางใหม่ จัดยาจัดอาหารให้นางกินด้วย ข้าไม่ต้องการให้นางตายเร็วนัก”
“ขอรับ” ทหารรับคำสั่งแล้วก็รีบแบ่งคนให้ไปทำตามคำสั่งเจ้านาย ทหารคนหนึ่งก็รีบแยกตัวไป แล้วราชาภากรก็เดินไปนอนในห้องนอนห้องหนึ่ง ก่อนมาทำศึกเขาก็สั่งพวกทหารแล้วว่าให้กดขี่ข่มเหงผู้คนอย่างไรก็ได้ ยิ่งทำให้ชาวจันทราทนทุกข์มากเท่าไหร่ยิ่งดี! พวกทหารจึงคิดแผนการที่จะกดขี่ข่มเหงชาวนครจันทราไม่หยุดไม่หย่อน ทั้งแย่งเสบียง ทั้งย่ำยีสตรีชาวจันทรา หากมีคนไหนลุกขึ้นสู้ก็ฆ่าทิ้ง
การบุกยึดดินแดนของราชาภากรครั้งนี้สร้างความโกรธแค้นให้ชาวจันทราไม่น้อย แต่พวกเขาถูกผนึกพลังเอาไว้ ไหนเลยจะสู้กับกองทหารที่ถูกฝึกมาได้ ขนาดตอนมีพลังยังไม่อาจสู้ได้ คนที่ถูกฆ่าตายก็มีไม่น้อย คนที่เหลือรอดอยู่ก็ได้แต่ก้มหน้าทนรับไป
เจ้าหญิงจันทราฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ภายในห้องมีแสงเพียงรางๆ มองออกไปด้านนอกก็พบว่าเป็นเวลากลางคืนแล้ว เพียงขยับตัวเบาๆ ก็เจ็บจนร้อง “โอย…”
“เจ้าหญิง” เสียงเรียกพร้อมกับเงาร่างผอมบางขยับมาถึงข้างเตียง เจ้าหญิงจันทราเอียงหน้ามองดู ก็เห็นว่าเป็นนางกำนัลที่คอยรับใช้ในวัง แต่ไม่เคยได้มารับใช้ใกล้ชิด
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?” นางกำนัลถามอย่างเป็นห่วง ในดวงตาทั้งสองข้างมีน้ำตาคลออยู่
“เจ็บ” เจ้าหญิงจันทราตอบคำเดียวอย่างอ่อนแรง นางเจ็บจนไม่อยากขยับตัวสักนิด
“เช่นนั้น กินยาก่อนนะเจ้าคะ” นางกำนัลบอก แล้วก็รีบหันไปเปิดกล่องใส่เม็ดยา แล้วหยิบยาออกมาป้อนเจ้านาย เจ้าหญิงกินยาลงไปแล้วก็ดื่มน้ำอีกสองอึก แล้วก็นอนคว่ำลงกับหมอนดังเดิม
“อึก…อึก…” นางกำนัลเช็ดน้ำตาแล้วกล่าวว่า “ไม่รู้ว่าเจ้าคนชั่วช้าพวกนั้นโกรธแค้นอะไรพวกเราชาวจันทรานักหนา ถึงได้ก่อสงครามใหญ่โตถึงเพียงนี้ กดขี่พวกเราราวกับพวกเราเป็นสัตว์เดรัจฉาน ข้าอยากไปบวงสรวงเทพีจันทราก็ไม่อาจฝ่าคนชั่วช้าพวกนั้นไปได้”
“ไม่อาจเลยหรือ?” เจ้าหญิงถามหรี่ตาลงครุ่นคิด
“ไม่อาจเจ้าค่ะ พวกมันล้อมรอบลานจันทราไว้หนาแน่นนัก ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินว่ามีอยู่สองสามคนฝ่าไปได้ แต่ก็ถูกพวกมันฆ่าตายหมดเจ้าค่ะ” นางกำนัลส่ายหน้าอย่างสิ้นหวัง พลันก็ได้ยินเสียงท้องร้องดังออกมาจากคนบนเตียง นางจึงชะงักงัน “เอ่อ…ท่านหิวแล้ว เช่นนั้นท่านกินซุปเห็ดก่อนนะเจ้าคะ”
“อืม” เจ้าหญิงจันทราพยักหน้า ขยับศีรษะชันขึ้น นางกำนัลก็หยิบซุปเห็ดเย็นชืดค่อนข้างใสราวน้ำมาตักป้อนให้เจ้านาย เจ้าหญิงก็ฝืนกลืนซุปลงไป นางกำนัลก็ค่อยๆตักป้อนทีละคำอย่างใส่ใจ สงสารเจ้าหญิงเหลือเกินต้องถูกเจ้าคนชั่วช้านั้นข่มเหงรังแกถึงเพียงนี้
ครั้นกินหมดแล้ว เจ้าหญิงก็นอนคว่ำลงไปอีกครั้ง เจ็บแผ่นหลังจนน้ำตาร่วง แต่นางก็พยายามฝืนเอาไว้ นางกำนัลก็ยกชามไปเก็บ
ประตูห้องเปิดดังตึง! นางกำนัลสะดุ้งเฮือก หันไปมองที่ประตูก็เห็นราชาภากรเดินเข้ามา เจ้าหญิงจันทราชันศีรษะขึ้นหันไปมองด้วยสายตาโกรธแค้นอย่างกินเลือดกินเนื้อ ด่าว่า “เจ้าสารเลว เข้ามาทำไมอีก? ยังทำร้ายข้าไม่พอหรือ? เจ้าฆ่าข้าเสียเลยซิ!”
ราชาภากรเดินเข้าไปทีละก้าว…ทีละก้าว นางกำนัลก็รีบปราดไปขวางเสียงสั่นเทา “อะ…อย่า…ได้…โปรด…”
นางพูดยังไม่ทันจบ ก็ถูกราชาภากรปล่อยพลังกะแทกใส่จนกระเด็นไปกระแทกกับผนังแล้ว “พลั่ก!”
“อั๊ก!” นางกำนัลร่วงลงตกพื้น กระอักเลือดออกมาจนปากคางแดงฉาน
“เจ้าหยุดทำร้ายคนของข้าเสียที!” เจ้าหญิงจันทราตวาดอย่างเหลืออด ชันตัวลุกขึ้นมา “โอย…” แต่นางก็เจ็บจนต้องล้มลงไปนอนคว่ำดังเดิม
“ข้าทำร้ายคนของเจ้าแล้วจะทำไม? เจ้าก็ลุกมาฆ่าข้าซิ มีปัญญาก็มาซิ” ราชาภากรเย้ยหยันเสียงเย็นเยียบ ยิ่งเห็นใบหน้าที่ละม้ายคล้ายกับราชาอนธการก็ยิ่งโกรธแค้น ภาพคืนวันนั้นผุดขึ้นมาอีกครั้ง
“จะ…เจ้า…ยิ…หญิง…” นางกำนัลพยายามจะขยับตัวเข้าไปขวาง แต่ภาพตรงหน้าก็ค่อยๆพร่าเลือนไป แล้วก็สลบล้มลงไปนอนกองอยู่ตรงนั้น
แล้วราชาภากรก็แบมือขึ้น แส้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เจ้าหญิงจันทราสะดุ้งเฮือก! ด่าว่า “เจ้าปีศาจร้าย! เจ้าคนชั่วสารเลวที่ทำเป็นแต่ข่มเหงคนไร้ทางสู้! แน่จริงเจ้าเอาเชือกผนึกออกไปซิ ข้าจะสับเจ้าให้เป็นน้ำเลย!”
“ปีศาจร้ายงั้นรึ? สารเลวงั้นรึ? พ่อเจ้าสารเลวยิ่งกว่าข้าเสียอีก เข่นฆ่าหลานตัวเองที่ยังเป็นทารกได้ลงคอ ฆ่าน้องสาวตัวเองซึ่งไม่ได้ทำความผิดอันใด เพียงเพราะแค่นางรักกับท่านพ่อข้าจนให้กำเนิดน้องสาวที่น่ารักของข้าออกมาเท่านั้น ฆ่าท่านพ่อข้า แล้วยังจะฆ่าข้าอีก ใครสารเลวกว่ากัน!?” ราชาภากรตวาดสวนกลับ แส้ในมือก็ฟาดขวับ!
“โอ๊ย!” เจ้าหญิงจันทราร้องเสียงดัง ตะโกนสวนว่า “เจ้าโกหก! ท่านพ่อข้าจะทำเรื่องโหดเหี้ยมเช่นนั้นได้อย่างไร? เจ้าโกหก!”
“ข้าโกหกงั้นรึ! เช่นนั้นข้าจะให้เจ้าดูด้วยตาตัวเอง!” ราชาภากรถลันเข้าไปจับแขนนางกระชากขึ้น แล้วฟาดแส้กรีดอากาศ พลัน! อากาศก็แยกออกเป็นช่องทางดำมืด แล้วเขาก็กระชากตัวนางเข้าไปในช่องทางนั้น
เมื่อเข้าไปในช่องทางดำมืดแล้ว เจ้าหญิงจันทราก็เห็นภาพตรงหน้าปรากฏขึ้น ราวกับนางกำลังยืนอยู่ในห้องๆหนึ่ง ตรงหน้านาง มีท่านพ่อยืนอยู่ กับท่านน้าจันดารา มือท่านน้ากุมด้ามดาบซึ่งปักอยู่บนอกของท่านพ่อ
พลัน! หัวของเด็กคนหนึ่งก็ตกปุ๊! กลิ้งหลุนๆมาหยุดแทบเท้านาง นางก้มมองแล้วก็ก้มลงประคองหัวเล็กๆนั่นขึ้นมาอย่างตกตะลึง! มองหัวเล็กๆในอุ้งมือ หูก็ได้ยินเสียงตะโกนว่า “น้องข้า…!!!”
โดยไม่ทันรู้ตัวนางก็พุ่งเข้าใส่ท่านพ่อ หูก็ได้ยินเสียงอีกว่า “เจ้าฆ่าน้องข้า!”
ท่านพ่อตวัดดาบฉับ! เลือดสาดพุ่งกระจายพร้อมกับหัวของท่านน้าจันดาราขาดจากตัวห้อยร่องแร่ง เพราะนางถลันเข้ามาเอาตัวบังนางเอาไว้
“จันดารา!” ท่านพ่อของนางตะลึงงัน!
นางก็ตะลึงเช่นกัน หูได้ยินเสียงว่า “ท่านแม่—–”
แล้วนางก็พุ่งเข้าใส่ท่านพ่อ หูก็ได้ยินเสียงว่า “เจ้า!”
ท่านพ่อตวัดดาบฉับ! หัวขาดกระเด็นเลือดพุ่งกระฉูด แต่ไม่ใช่หัวของนาง กลับกลายเป็นหัวชายคนหนึ่งซึ่งถลันเข้ามาปกป้องนาง
“ท่านพ่อ!—–” นางตะลึงงัน! หูก็ได้ยินเสียงตะโกนอย่างเจ็บปวดใจเสียงนั้นอีกแล้ว
วินาทีที่คมดาบตัดคอชายผู้นั้น นางก็ได้ยินเขาก็ร้องขอต่อเทพสุริยะว่า “เทพสุริยะจงปกป้องลูกข้าด้วย ข้าขอบูชายันด้วยเลือดของข้า ณ บัดนี้—–”
เลือดของชายคนนั้นไม่ได้กระจายตกพื้นแต่กลับพุ่งกระฉูดรวมกันเป็นกลุ่มก้อน แล้วก็กลายเป็นลูกบอลเลือดสีแดงฉาน พร้อมกับเทพสุริยะในร่างสิงโตจำแลงปรากฏตัวขึ้น
ท่านพ่อเห็นเทพสุริยะก็รีบหนีไป แล้วภาพต่างๆก็หายวับไป
ราชาภากรก็กระชากนางออกจากสถานที่เวิ้งว้างมืดมิด นางกลับมาอยู่ในห้องนอนตัวเองอีกครั้ง ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อในภาพที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นั้นนางรู้ดีว่ามันคือการเปิดภาพจากความทรงจำออกมา แล้วนางก็หวนคิดไปถึงในอดีตที่นางเห็นท่านพ่อบาดเจ็บกลับมา นอนรักษาตัวอยู่หลายวัน หลังจากนั้นก็ไม่เคยออกไปตามหาท่านน้าจันดาราอีกเลย นางส่ายหน้า “ไม่จริง! ไม่จริงใช่ไหม!”
ราชาภากรปล่อยแขนนาง เจ้าหญิงจันทราก็รูดลงไปนั่งแปะกับพื้น หน้าตายังไม่อยากจะเชื่อกับภาพความทรงจำที่เห็น นางส่ายหน้าไปมา พร่ำตะโกนซ้ำๆว่า “ไม่จริง! ไม่จริงใช่ไหม!”
“มัน…คือ…ความ…จริง” ราชาภากรกล่าวช้าๆชัดๆทีละคำ
เสียงนั้นราวกับเสียงปีศาจร้ายที่ทำลายภาพดีงามของท่านพ่อในใจเจ้าหญิงจันทราลงไป พังทลายลงไปอย่างไม่เหลือชิ้นดี
“ไม่!—–” เจ้าหญิงจันทราตะโกนลั่นแล้วก็สลบไป
ราชาภากรมองด้วยสายตาเย็นชา แส้ในมือก็หายวับไป แล้วเขาก็ได้ยินเสียงร้องตะโกนของราชาอนธการดังลอยมา “เจ้าอย่าทำอะไรลูกข้านะ! เจ้ามาฆ่าข้า ฆ่าข้า! ปล่อยลูกข้าไป อ๊ากกกก!—–”
แล้วราชาภากรก็เดินออกจากห้องไปอย่างสะใจ
เจ้าหญิงจันทราลืมตาขึ้นอีกครั้งก็พบว่าตัวเองนอนคว่ำอยู่บนเตียงแล้ว ข้างเตียงมีนางกำนัลคนเดิมนั่งเฝ้าอยู่ พอนางขยับตัวก็เจ็บแผ่นหลังจนร้อง “โอย…”
“เจ้าหญิง” นางกำนัลก็ขยับเข้ามาจนชิด เรียกอย่างดีใจ ถามอย่างเป็นห่วงว่า “เจ็บตรงไหนหรือเจ้าคะ?”
“เจ็บหลัง” เจ้าหญิงจันทราตอบเสียงแผ่ว แล้วนางก็ผินหน้าไปอีกทางหนึ่ง น้ำตาไหลรินออกมา นางกัดริมฝีปากกลั้นเสียงร่ำไห้เอาไว้ ท่านพ่อที่แสนใจดีของนาง เหตุใดจึงได้ลงมือฆ่าหลานของตัวเองได้ น้องสาวตัวน้อยๆนั่นยังอายุไม่ถึงขวบเลยด้วยซ้ำ ท่านพ่อ! ท่านทำลงไปได้อย่างไร!? เด็กคนนั้นทำความผิดอะไรหรือจึงต้องถูกฆ่าตายอย่างโหดร้ายเช่นนั้น!?
เจ้าหญิงจันทราร่ำไห้จนหลับไปอีกครั้ง
แสงแดดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ปลุกให้เจ้าหญิงจันทราตื่นขึ้นมา นางมีท่าทางเฉยชาจนนางกำนัลอดที่จะเป็นห่วงเป็นกังวลไม่ได้ “เจ้าหญิงเจ้าขา ข้าจะทำแผลให้นะเจ้าคะ”
แต่สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงความเงียบงันเท่านั้น จนนางกำนัลยิ่งรู้สึกเป็นกังวล หรือว่าเจ้าหญิงจะถูกทำร้ายจนถึงขั้นคิดอยากตาย?
นางมองเจ้าหญิงอย่างเป็นห่วงแล้วก็ค่อยๆเปิดเสื้อขึ้นไป ค่อยๆเปิดผ้าพันแผลออก บาดแผลเหวอะหวะเต็มแผ่นหลังบอบบางยิ่งทำให้นางรู้สึกสงสารเจ้าหญิงมากขึ้น มือที่ค่อยๆทำแผลจึงยิ่งพยายามลงมืออย่างแผ่วเบาราวขนนก
เจ้าหญิงจันทราสะดุ้งทุกครั้งที่แผลถูกแตะต้อง แต่สีหน้าก็ยังเฉยเมยราวรูปปั้นที่ไร้ชีวิต
เมื่อทำแผลใส่ยาแล้ว นางกำนัลก็จัดแจงเช็ดตัวให้เจ้าหญิงไปด้วย หลังจากนั้นก็ปิดแผลแล้วดึงเสื้อลงมา ชายเสื้อเพิ่งจะตกลงปิดแผ่นหลัง ประตูห้องก็เปิดออกดังตึง! ราชาภากรเดินเข้ามาในห้อง นางกำนัลก็ผวาเฮือก ถอยกรูดไปจนติดผนังอย่างหวาดกลัว
เจ้าหญิงจันทรา หันไปมองคนที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเฉยเมย นางกล่าวกับเขาว่า “เจ้าจะฆ่าจะแกงข้าอย่างไรก็ทำเถอะ ข้าขออย่างเดียว ขอให้เจ้าปล่อยท่านพ่อข้าไป ข้าขอรับผิดแทนท่านพ่อเอง”
“เฮอะ!” ราชาภากรแค่นเสียงเย็นชาคำหนึ่ง แบมือออก แส้ก็อยู่ในฝ่ามือ เงื้อขึ้นฟาดขวับ!
เจ้าหญิงจันทราสะดุ้ง! แต่สีหน้าก็ยังเฉยเมยราวรูปปั้นดังเดิม ไม่มีแม้เสียงร้องสักแอะ
ราชาภากรก็ฟาดลงไปอีกสองที ขวับ! ขวับ! เจ้าหญิงจันทราก็ยังมีท่าทีเฉยเมยเช่นเดิม
“ร้องซิ! ข้าสั่งให้เจ้าร้อง!” ราชาภากรตะโกนลั่นฟาดไปอีกที ขวับ! เจ้าหญิงจันทราก็ยังมีท่าทีเฉยเมยดังเดิม ราชาภากรจึงหันแส้ไปฟาดนางกำนัลแทน ตะคอกว่า “ถ้าเจ้ายังไม่ร้องอีก ข้าจะเฆี่ยนนางให้ตาย!”
“โอ๊ย!” นางกำนัลร้องลั่น ก้มหมอบอย่างหวาดกลัว ปากก็ร้องว่า “เจ้าหญิง ช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ”
Chapter 5 บวงสรวงด้วยเลือด
เจ้าหญิงจันทรามองอย่างเฉยเมยเช่นเดิม ราวกับนางคือรูปปั้นที่ไร้ชีวิตจิตใจ
ราชาภากรก็ฟาดนางกำนัลผู้นั้นไม่ยั้ง “ขวับ! ขวับ! ขวับ!ๆๆๆๆๆๆ—–”
“โอ๊ยๆๆๆๆ” นางกำนัลร้องลั่นอย่างเจ็บปวด ก้มหมอบอย่างไร้ทางสู้ สองมือกำเชือกผนึกพลังแน่น พยายามที่จะกระชากเชือกให้ขาดออก แต่เชือกก็ไม่ขาด นางดึงจนมือแทบฉีก เจ้าเชือกบัดซบนี่ก็ไม่ยอมขาดเสียที
สายตาราชาภากรก็มองเจ้าหญิงจันทรา ดูปฏิกิริยาของนาง แต่นางก็ไร้ปฏิกิริยาตอบโต้ ราวกับนางเป็นรูปปั้นไร้ชีวิตอย่างไรอย่างนั้น เขาจึงยิ่งโมโหหนัก ฟาดสุดแรงจนนางกำนัลร่างแยกออกเป็นสอง เลือดสาดกระจายเปื้อนไปทั่ว แต่ดวงตางดงามนั่นจะกะพริบสักนิดก็หาไม่
“ฮึ่ม!” เขาคำรามเสียงต่ำคำหนึ่งปล่อยแส้ให้หายวับ แล้วก็กระแทกเท้าเดินออกไปจากห้อง เสียงปิดประตูดังตึง! เจ้าหญิงจันทราก็หาสะดุ้งไม่ ยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียง ดวงตาเหม่อลอยมองร่างนางกำนัลที่กลายเป็นซากศพด้วยสายตาเฉยชาเช่นเดิม
ราชาภากรโมโหจัด ไม่ว่าเขาจะเดินไปทางไหน ข้าวของก็พลันถูกพลังระเบิดจนแหลกเป็นจุณ ปากก็ร้องตะโกนสั่งว่า “เอาเหล้ามา!”
“ขอรับ” ทหารรับคำสั่งแล้วก็รีบไปยกเหล้ามาให้เจ้านายอย่างเร็วจี๋
วันคืนผ่านไป เจ้าหญิงจันทราก็ราวกับรูปปั้นที่ไร้ชีวิตจิตใจไปแล้ว
เทพสุริยะกลับมาที่นครสุริยะอีกครั้ง เขารู้สึกว่าภายในวังเงียบอย่างประหลาด ปกติจะต้องเห็นผู้คนไม่น้อยเดินกันไปมาบ้าง แต่เขาเดินอยู่ในปราสาทตั้งนานแล้วกลับเห็นคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น จึงหยุดอยู่หน้าทหารที่ยืนเฝ้ายามคนหนึ่ง ถามว่า “คนหายไปไหนกัน? แล้วภากรอยู่ที่ใด?”
ทหารคนนั้นรับโค้งตัวลง ตอบอย่างนอบน้อมว่า “ไม่ทราบขอรับ”
เทพสุริยะจึงเดินต่อไป ออกไปยืนมองท้องฟ้าที่ระเบียง แล้วเขาก็สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่าง “หืม? เหตุใดฟากฝั่งดินแดนนครจันทราจึงมีพลังของข้าปกคลุมเล่า?”
ด้วยความสงสัย เขาจึงรีบใช้พลังเทพไปยังนครจันทราทันที
ครั้นเมื่อปรากฏตัวที่นครจันทราแล้ว เขาก็ตกใจที่พลังของตัวเองครอบคลุมเหนือท้องฟ้าเหนือดินแดนจันทรา เมื่อพินิจพิจารณาอีกนิดเขาก็รู้ว่าเป็นพลังที่เขามอบให้ราชาภากรเมื่อคราวนั้น เขาขมวดคิ้ว พอจะเข้าใจอะไรได้ลางๆแล้ว เจ้าเด็กนั่นไม่ได้ต้องการดูบ้านของเขา แต่ต้องการให้เขาแบ่งพลังให้ต่างหาก จึงหยิบยกเรื่องดูบ้านขึ้นมาเป็นข้ออ้าง แล้วเขาก็โง่ตกหลุมพรางเจ้าเด็กนั่นไปเต็มๆ
“ภากร!” เขาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันกรอดๆ จะดึงพลังกลับก็ไม่อาจทำได้ ด้วยพลังนั้นเป็นเขาเต็มใจแบ่งให้เอง ทำให้พลังสายนั้นจะกลับคืนสู่เขาได้ก็ต่อเมื่อเจ้าเด็กภากรเต็มใจจะมอบคืนให้กับเขา หากเขาฝืนดึงพลังกลับ เจ้าเด็กร้อยเล่ห์นั่นได้ตกตายแน่ “ฮึ่ม!”
ไม่คิดเลยว่าเจ้าเด็กนั่นจะลอบวางแผนเอาไว้เช่นนี้ เพราะนับตั้งแต่เจ้าเด็กนั่นนั่งบัลลังก์ก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องแก้แค้นอีกเลย จนเขาวางใจว่าเจ้าเด็กนั่นคงจะไม่คิดจะแก้แค้นแล้ว ที่ไหนได้! กลับลอบวางแผนอย่างเงียบกริบจนแม้กระทั่งเขายังตามไม่ทัน
วันนี้ เจ้าหญิงจันทรากำลังนั่งมองดวงสุริยะลับฟ้าที่ระเบียงห้อง
ฉับพลัน! ประตูห้องก็เปิดออก เจ้าหญิงหันไปมองด้วยสายตาเฉยชา
“เจ้าต้องไปร่วมงานเลี้ยงกับข้า” เสียงทุ้มทรงอำนาจสั่งนำมาก่อนตัว แล้วเจ้าของเสียงก็เดินเข้าไปในห้อง
“ราชาภากร” นางกำนัลเรียกอย่างตกใจปนหวาดกลัว
เจ้าหญิงจันทราเบือนหน้ากลับไปมองดวงสุริยะแล้วก็พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ข้าไม่ไป”
“แต่เจ้าต้องไป” ราชาภากรสั่งอย่างไม่พอใจที่ถูกปฏิเสธ แล้วเขาก็ก้าวเข้าไปหาเจ้าหญิงจันทรา
“ข้าไม่ไป” เจ้าหญิงปฏิเสธซ้ำ
ราชาภากรปรายตามองนางกำนัลแล้วก็พูดว่า “หากเจ้าไม่ไป นางก็ตาย”
เจ้าหญิงจันทราหันไปมองอย่างเย็นชา แล้วก็ตอบคำเดิมว่า “ข้าไม่ไป”
ราชาภากรขบกรามด้วยความโกรธ แล้วนางกำนัลก็ลอยขึ้นเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นบีบคอหิ้วลอยจากพื้น นางดิ้นทุรนทุราย “เจ้าหญิง…ช่วยข้า…ด้วย”
เจ้าหญิงจันทรามองด้วยสายตาเฉยชาดังเดิม แล้วก็พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ข้าไม่ไป”
ราชาภากรขบกรามแน่น พูดลอดไรฟันว่า “เช่นนั้นนางก็ตาย!” แล้วนางกำนัลก็ถูกพลังรัดคอจนลำคอขาดกระเด็น เลือดพุ่งสาดกระจายไปทั่ว
เจ้าหญิงจันทรามองด้วยสายตาเฉยชา แล้วก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้อง ขณะที่เดินผ่านเขา นางก็บอกว่า “ข้าจะไปชมจันทรา”
“เจ้า!” ราชาภากรมองอย่างโกรธจัดแล้วก็เหวี่ยงศพนางกำนัลไปฟาดผนังห้อง โคร้ม!
เขาคว้าข้อมือเรียวเล็กกระชากดึงรั้งไว้ “ข้าไม่ให้เจ้าไป!” เขาบีบข้อมือนางแน่น
เจ้าหญิงจันทรากัดฟันข่มความเจ็บ แล้วก็บอกด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ข้าจะไปชมจันทรา”
ราชาภากรจ้องตานางอย่างโกรธสุดขีด แล้วเขาก็สะบัดข้อมือนาง “หากเจ้าไปที่ลานจันทรา พวกนางก็ตาย!”
นางกำนัลทั้งหมดสะดุ้งกลัว! “เจ้าหญิง…” พวกนางอ้อนวอนเจ้านาย
เจ้าหญิงจันทราปรายตามองด้วยสีหน้าเฉยชาแล้วก็ก้าวเดินออกจากห้องไป
ราชาภากรมองตามด้วยความโกรธ แล้วเหล่านางกำนัลทั้งหมดก็หัวขาดกระเด็น “กรี๊ด!” เลือดพุ่งสาดกระจายเกลื่อนห้อง
เจ้าหญิงจันทรายังคงก้าวเดินไปอย่างไม่สะทกสะท้าน
ราชาภากรมองตามแล้วก็สั่งทหารของเขาว่า “ทำความสะอาดซะ!” สั่งเสร็จแล้วเขาก็เดินออกไป
“ขอรับ” ทหารรับคำแล้วก็ใช้พลังเผาร่างนางกำนัลทั้งหมด เพียงพริบตาเดียวศพทั้งหมดก็มอดไหม้ไม่เหลือแม้แต่เถ้าธุลี
เจ้าหญิงจันทราเดินออกไปนอกปราสาทตรงไปยังลานหินด้านหลังปราสาท ซึ่งเรียกว่า ลานจันทรา เป็นลานพิธีบูชาดวงจันทรา ซึ่งพิธีบูชาดวงจันทราได้ถูกสั่งห้ามไม่ให้กระทำพิธีนับตั้งแต่ราชาภากรเข้ายึดครองนครจันทรา
ฝนที่เคยตกตามฤดูกาลก็กลับหายสิ้น ผู้คนในนครจันทราต่างอยู่กันอย่างอดอยากแร้งแค้น นางไม่รู้ว่าราชาภากรโกรธแค้นอะไรนครมจันทรานักหนาจึงได้กระทำการข่มเหงชาวนครจันทราเยี่ยงทาสเช่นนี้ เมื่อก่อนเขาเคยจับนางเฆี่ยนตีจนเนื้อแตกเลือดไหล ยิ่งนางกรีดร้องเขาก็ยิ่งสะใจ จนกระทั่งนางไม่เคยร้องอีกเลย ไม่ว่าเขาจะทำเช่นไร นางก็ไม่เคยกรีดร้องให้เขาได้ยิน เขาจึงหมดสนุกในการเฆี่ยนตีตัวนาง ไม่ใช่นางไม่มีหัวใจแต่เพราะหากนางยิ่งร้องคร่ำครวญหวนไห้ ผู้คนของนางก็ยิ่งถูกเขาทรมานย่ำยี
ครั้นพอถึงลานบวงสรวง ทันทีที่เจ้าหญิงจันทราก้าวเท้าเข้าไปในลาน ฉับพลัน! รอบลานก็มีแสงนวลพุ่งขึ้นมาจากพื้น แสงนี้ช่วยบังตาไม่ให้ราชาภากรมองเห็นภายในลานได้ นางเดินไปคุกเข่าลงกลางลานแล้วก็ร้องไห้ให้กับพวกนางกำนัลที่ถูกฆ่าตาย “ฮือๆๆๆ…ข้าขอโทษ เป็นเพราะข้า พวกเจ้าถึงต้องตาย ฮือๆๆๆ”
เสียงดนตรีจากงานเลี้ยงดังกังวานมายิ่งทำให้เจ้าหญิงจันทราร่ำไห้หนัก ชาวนครจันทราจะต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้ไปอีกนานเท่าไหร่กันหรือ? “ฮือๆๆๆ…”
นางก้มลงซบหน้ากับฝ่ามือร้องไห้แทบขาดใจ ยิ่งได้ยินเสียงหญิงชายกรีดร้องเพราะถูกทรมานดังมาจากงานเลี้ยงนางก็ยิ่งร่ำไห้จนตัวสั่นสะท้าน
ข้อมือนางข้างที่ถูกบีบบวมช้ำยังไม่เจ็บปวดเท่าเสียงกรีดร้องอย่างทุกข์ทรมานที่ลอยมาให้ได้ยิน นางสะดุ้งทุกครั้งที่เสียงกรีดร้องดังขึ้น “ฮือๆๆๆ…ข้าจะทำเช่นไรหรือจึงจะช่วยผู้คนของข้าได้ เทพีจันทราเจ้าขาได้โปรดช่วยพวกเราด้วย…”
นางซบหน้ากับลานหินร่ำไห้อย่างเจ็บปวด นางร้องไห้อยู่อย่างนั้นจนกระทั่งดวงจันทราเคลื่อนอยู่กึ่งกลางนภา
พลัน! ก็มีลำแสงพุ่งลงมาจากดวงจันทรา
“ธิดาแห่งข้าเอ๋ย ข้าก็อยากจะช่วยเจ้าเหลือเกิน”
เจ้าหญิงจันทราหยุดร้องไห้ เงยหน้ามอง นางเห็นเทพีจันทรายืนอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
“เทพีจันทรา” เจ้าหญิงเรียกอย่างดีใจ
เทพีจันทราก้มลงกรีดน้ำตาออกจากใบหน้าเจ้าหญิงจันทรา แต่มือนางก็ทะลุผ่านตัวเจ้าหญิงไป
เจ้าหญิงมองอย่างตกตะลึง! “เหตุใดกายท่านจึงเป็นเช่นนี้เล่า”
เทพีจันทราดึงมือกลับ ก้มลงมองมือตัวเองอย่างเศร้าสร้อย “เพราะผู้คนเริ่มลืมเลือนข้าไปแล้วอย่างไรล่ะ”
เจ้าหญิงจันทราส่ายหน้า “ไม่นะ! ต้องไม่เป็นเช่นนี้!”
“มันเป็นไปแล้ว” เทพีจันทราบอกเสียงเศร้า
“แล้วท่านจะเป็นเช่นไรต่อไป” เจ้าหญิงจันทราถามพลางมองร่างอันเลือนรางตรงหน้า
“ข้าก็จะค่อยๆหายไป แล้วดวงจันทราก็จะดับสูญไปจากดินแดนนี้” เทพีจันทราบอก
เจ้าหญิงจันทราตะลึงงัน! “ไม่นะ!” เพราะการดับสูญของจันทราก็หมายถึงการสูญสิ้นนครจันทราด้วยเช่นกัน ชาวนครจันทราอาศัยแสงจันทราเป็นพลังชีวิต เมื่อไร้ซึ่งแสงจันทรา พลังชีวิตของชาวนครจันทราก็ดับสูญไปด้วยเช่นกัน
“ท่านจะหายไปไม่ได้!” นางบอกแล้วก็เอื้อมมือคว้าแขนเทพีจันทรา แต่นางก็คว้าได้แต่อากาศ มือของนางทะลุผ่านแขนเทพีผู้งามสง่า
นางตะลึงมองมือตัวเอง น้ำตารินไหล “ฮือๆๆ…ข้าจะทำเช่นไร ข้าควรทำเช่นไรเทพีจันทรา ฮือๆๆๆ”
เทพีจันทราก้มมองเจ้าหญิงจันทราพลางถามว่า “เจ้ากล้าสละชีวิตตัวเองรึไม่เจ้าหญิงจันทรา”
เจ้าหญิงจันทราเงยหน้ามองเทพีจันทราแล้วก็ตอบว่า “ข้ากล้าเจ้าค่ะ”
เทพีจันทรายิ้มแล้วก็บอกว่า “เช่นนั้นเจ้าจงกรีดเลือดบวงสรวงแด่ข้าเถิด ธิดาแห่งข้า แล้วข้าจะช่วยให้เจ้าหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานนี้เอง”
เจ้าหญิงจันทราชะงัก! “ท่านจะช่วยให้ข้าพ้นจากความทุกข์ทรมานนี้ได้อย่างไรเจ้าคะ”
“ความตายอย่างไรล่ะ” เทพีจันทราตอบอย่างปราณี
เจ้าหญิงนิ่งคิดแล้วก็ถามว่า “แล้วถ้าหากข้าต้องการสละชีวิตของข้าเพื่อให้ท่านช่วยชาวนครจันทราท่านทำได้รึไม่เจ้าคะ”
“สิ่งที่เจ้าขอนั้นเกินอำนาจแห่งข้ายิ่งนัก พลังแห่งจันทราหรือจะสู้พลังแห่งสุริยะได้” เทพีจันทราตอบ แล้วก็พูดต่อว่า “หากเจ้าต้องการช่วยชาวนครจันทราแม้ไม่อาจช่วยได้ทั้งหมด เจ้าจะยอมรับได้รึไม่”
“ข้ายอมเจ้าค่ะ” เจ้าหญิงจันทราตอบอย่างไม่ลังเล “หากชีวิตข้าสามารถช่วยชาวนครจันทราได้แม้จะเพียงน้อยนิดข้าก็ยอมเจ้าค่ะ”
เทพีจันทรายิ้มปราณี “ข้ารอฟังคำนี้มานานเหลือเกิน” แล้วนางก็สั่งว่า “เช่นนั้นเจ้าก็จงกรีดเลือดบวงสรวงแด่ข้าเถิดเจ้าหญิงจันทรา”
เจ้าหญิงจันทราชะงักนิ่ง!
เทพีจันทรารู้ว่านางคิดสิ่งใดก็บอกว่า “ที่ข้าไม่อาจปรากฏตัวก่อนหน้านี้ก็เพราะพลังแห่งสุริยะกล้าแข็งยิ่งนัก อีกทั้งไร้ผู้บวงสรวงแด่ข้า พลังของข้าจึงอ่อนแอยิ่งนัก เจ้าก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือว่าตัวข้านั้นเป็นเช่นไร แต่เพราะขณะนี้สุริยะกำลังถูกบดบังข้าจึงปรากฏตัวต่อหน้าเจ้าได้ แต่ก็เพียงแค่เฉพาะในลานพิธีแห่งนี้เท่านั้น และในยามนี้เท่านั้น หากสุริยะไร้ซึ่งเงาบดบังแล้วตัวข้าก็จะเลือนหายไปอีกครั้ง เร็วเข้าเถอะธิดาข้า จงหลั่งเลือดบูชาข้าบัดนี้เถิด”
เจ้าหญิงจันทราพยักหน้า ดึงปิ่นปักผมออกจากมวยผมแล้วก็กรีดฉับ! บนข้อมือตัวเอง
นางกัดฟันข่มความเจ็บ มองดูเลือดไหลออกจากปากแผล
เทพีจันทรามองอย่างเศร้าโศก หากมีทางอื่นให้เลือก นางไม่เลือกวิธีบวงสรวงด้วยเลือดเช่นนี้แน่
เลือดไม่ได้หยดลงพื้นดินแต่กลับไหลเป็นสายไปสู่มือเทพีจันทรา
เจ้าหญิงจันทรารู้สึกหน้ามืด ตาเริ่มพร่า นางมองหน้าเทพีจันทราแล้วก็บอกว่า “ได้โปรดช่วยชาวนครจันทราด้วย”
เทพีจันทราพยักหน้ารับ เลือดค่อยๆรวมกันเป็นก้อนกลมใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งลูกแก้วเลือดใหญ่ขึ้นเท่าไหร่ เจ้าหญิงจันทราก็ยิ่งสายตาพร่าเลือนเท่านั้น จนกระทั่งนางล้มลงฟุบกับพื้น
ครั้นพอลูกแก้วเลือดลูกใหญ่พอแล้ว เทพีจันทราก็ใช้มืออีกข้างประคองลูกแก้วเอาไว้ นางชูลูกแก้วขึ้นฟ้า ฉับพลัน! แสงจันทราก็สาดส่องลงมาที่ลูกแก้วเลือด
ลูกแก้วเลือดค่อยๆเลือนหายไป ร่างของเทพีจันทราก็ค่อยๆทึบขึ้น จนเลือดหายไปหมดร่างของเทพีจันทราก็กลับคืนสู่ปกติ
นางก้มลงมองเจ้าหญิงจันทรา ร่างของเจ้าหญิงจันทราก็ลอยขึ้น แล้วแสงจันทราก็ฟาดเปรี้ยงลงมาดั่งสายฟ้าผ่า เปรี้ยง! เสียงดังสนั่นหวั่นไหวจนพื้นดินสั่นสะเทือน
ผู้คนต่างแตกตื่นตกใจ พลางวิ่งมองหาที่มาของเสียง แล้วทุกคนก็เห็นแสงจันทร์เจิดจ้าส่องสว่างเป็นลำสู่ลานจันทรา
ราชาภากรรีบลุกไปดูที่หน้าต่าง ครั้นพอเห็นแสงจันทราสว่างไสวก็สถบว่า “บัดซบ! ใครกันบังอาจบวงสรวงเทพีจันทรา”
เขารีบพุ่งไปที่ลานจันทรา
ณ นครวัด ฉับพลัน! ก็เกิดสุริยุปราคา ท้องฟ้าค่อยๆมืดมิดลง ผู้คนต่างแตกตื่นแหนดูปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
“พี่ยะพี่ตะวัน ดูซิคะสุริยุปราคา” ทิวาชี้บอกอย่างตื่นเต้น เธอกำลังยืนถ่ายรูปอยู่กลางบารายหน้าเทวสถาน
สองหนุ่มแหนหน้ามองผ่านแว่นกันแดด “อืม…สุริยุปราคาจริงๆด้วย”
ท้องฟ้ามืดมิด นกกาแตกตื่นบินกลับรัง สรรพสัตว์ส่งเสียงร้องอย่างตื่นตระหนก พอดวงอาทิตย์ถูกบดบังเต็มดวงท้องฟ้าก็มืดสนิท
พลัน! แสงจันทร์ก็สาดส่องฟาดเปรี้ยง! ลงมาใส่ทิวา “ว๊าย!”
ทั้งอารยะและตะวันสะดุ้งสุดตัว! “เฮ้ย! อะไรวะ” / “เฮ้ย!”
ทั้งสองหลับตาปี้เพราะแสงสว่างวาบดั่งสายฟ้าผ่า ส่วนคนอื่นๆก็หลับตาปี๊สะดุ้งกลัว!
ชั่วพริบตานั้น! ทิวาก็ถูกดูดวูบขึ้นไปตามลำแสง กลางลำแสงนั้นเธอเห็นผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวคล้ายๆนางเอกหนังจีนโบราณ ครั้นพอมองหน้าผู้หญิงคนนั้นเธอก็ตกใจ เพราะใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นเหมือนกับตัวเธอเองอย่างกับกำลังส่องกระจก
วูบนั้น! เธอก็ถามว่า “ใครกัน เธอเป็นใครเหรอ?”
ผู้หญิงคนนั้นลืมตาขึ้นมองตอบ “ข้าคือเจ้าหญิงจันทรา”
แล้วทิวาก็เห็นเหมือนมีผู้หญิงอีกคนยืนอยู่ข้างหลังผู้หญิงคนนั้น
ผู้หญิงคนนั้นยิ้มให้ทิวาแล้วก็พูดว่า “ข้าคือเทพีจันทรา โปรดช่วยชาวนครจันทราด้วย”
ทิวาทำหน้างง แล้วก็รู้สึกว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่มันขยับไปขยับมา
เธอก้มลงมองตัวเองแล้วก็เห็นเสื้อผ้าที่สวมใส่ซึ่งเป็นเสื้อเชิ้ตกับกระโปรงค่อยๆสลายวิ่งเป็นสายไปหาผู้หญิงที่บอกว่าเป็นเจ้าหญิง แล้วเสื้อผ้าของเจ้าหญิงก็กำลังสลายวิ่งเป็นสายมาล้อมรอบตัวเธอ
“เอ๋!” เธอมองอย่างงงๆ
แล้วเทพีจันทราก็บอกว่า “ถึงเวลาแล้ว”
จากนั้นแสงสว่างก็สว่างวาบจนแสบตาไปหมด ทิวายกมือป้องตาพยายามมองฝ่าแสงออกไป “เดี๋ยว!” แล้วทุกอย่างก็ดับมืดไป
ส่วนทางด้านตะวันกับอารยะ พอแสงหายไปแล้วทั้งสองก็หันไปมองทิวาอย่างเป็นห่วง
สุริยุปราคาก็เคลื่อนตัวออกอย่างรวดเร็ว ท้องฟ้ากลับมาสว่างไสวดังเดิม
อารยะเห็นน้องนอนฟุบอยู่กับพื้นก็ตกใจ!” ยัยวา!” เขากระโจนพรวดเข้าไปประคองน้องสาว
ตะวันก็รีบเข้าไปดูอย่างเป็นห่วง “ทิวา!”
อารยะตบแก้มเบาๆ “ยัยวาๆๆ”
ตะวันเหลือบเห็นเลือดที่ข้อมือทิวาก็ยิ่งตกใจ! “เฮ้ย! เลือด!”
อารยะมองตาม “เฮ้ย! เลือด!” แล้วเขาก็เขย่าเรียกอย่างตื่นตระหนก “ยัยวาๆๆๆ”
“พาส่งโรงบาลก่อนเถอะไอ้ยะ” ตะวันบอกแล้วก็รีบคว้ากระเป๋าที่ตกอยู่ข้างๆตัวทิวา
“เออ” อารยะพยักหน้าเห็นด้วยแล้วก็รีบช้อนอุ้มตัวน้องสาวขึ้นมา
ผู้คนที่อยู่แถวนั้นต่างก็แตกตื่นพากันยืนมุงดูอย่างอยากรู้
“ขอทางหน่อยครับๆ” ตะวันบอกเป็นภาษาอังกฤษพลางแหวกทางนำหน้า
Chapter 6 ฝัน?
อารยะรีบอุ้มทิวาวิ่งตามไป พอถึงรถที่เหมาเอาไว้ ตะวันก็รีบบอกกับคนขับเป็นภาษาอังกฤษว่า “ไปโรงพยาบาลด่วนครับ น้องผมได้รับบาดเจ็บ”
คนขับรถมองตาม “เยสเซอร์” แล้วก็รีบเปิดประตูสตาร์ทรถ
ตะวันรีบเปิดประตูรถรอ “เข้าไปเลยไอ้ยะ”
อารยะวางทิวาลงแล้วก็รีบก้าวเข้าไปนั่งข้างน้อง พลางรีบควักผ้าเช็ดหน้ามาผูกข้อมือห้ามเลือด
ตะวันปิดประตูรถแล้วก็รีบวิ่งไปนั่งข้างหน้าคู่กับคนขับ “ไปได้เลยครับ”
คนขับรถก็รีบขับรถไปโรงพยาบาลทันที
พอถึงโรงพยาบาล ทิวาก็ถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉิน อารยะยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องอย่างเป็นห่วง ส่วนตะวันก็เดินไปจัดการเรื่องเอกสารให้
สักพักใหญ่ๆ หมอก็ออกมาบอกว่า “ต้องแอดมิดนะครับ คนไข้เสียเลือดมากต้องให้เลือดด่วนครับ ส่วนแผลที่ข้อมือเราทำแผลให้เรียบร้อยแล้วครับ”
“เยสๆๆๆ” อารยะพยักหน้ารับอย่างเดียว จะรักษายังไงก็ทำไป ขอให้ยัยวาปลอดภัยก็พอ แล้วหมอก็ขอตัวเข้าไปข้างใน
ตะวันเดินมาทันได้ยินหมอพูดก็เข้าไปตบบ่าเพื่อนให้กำลังใจ “หมอต้องรักษาได้ แกเชื่อฉันซิ”
“เออ” อารยะพยักหน้ารับ แล้วก็พูดอย่างงงๆว่า “ยัยวาบาดเจ็บได้ไงวะ แกเห็นรึเปล่าไอ้วัน?”
“ไม่เห็นเหมือนกัน เห็นแต่ฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมา จากนั้นก็เห็นทิวานอนอยู่กับพื้นแล้วว่ะ” ตะวันบอกอย่างงงๆเช่นกัน
“มันเกิดอะไรขึ้นวะ?” อารยะถามลอยๆ
ตะวันส่ายหน้า “ไม่รู้ว่ะ?”
สองหนุ่มมองตากันอย่างงงๆ
เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง คนไข้ก็ถูกย้ายขึ้นห้องพัก สองหนุ่มก็ตามไปเฝ้าไม่ห่าง
อารยะนั่งจับมือน้องเอาไว้ตลอดเวลา ส่วนตะวันก็กลับไปที่โรงแรมไปเอาเสื้อผ้าของตัวเองกับเพื่อนแล้วก็กลับไปที่โรงพยาบาล
ณ ลานจันทรา ราชาภากรเหาะพุ่งพรวดทันเห็นแสงจันทราเลือนหาย แล้วร่างของเจ้าหญิงจันทราก็ลอยลงสู่พื้น
“เจ้ากล้าบวงสรวงจันทรารึนี่!” ราชาภากรขบกรามแน่น เขาเดินเข้าไปยืนคล่อมตัวเจ้าหญิงจันทราผู้บังอาจขัดคำสั่งเขาทำพิธีบวงสรวงจันทรา
เขาก้มลงจ้องมองใบหน้างามอย่างโกรธจัด
ดวงตาคู่สวยค่อยๆกะพริบลืมตาขึ้น “หือ…พี่ยะ”
“เจ้ากล้าขัดคำสั่งข้าถึงเพียงนี้เชียวรึเจ้าหญิงจันทรา” ราชาภากรเข่นเขี้ยว
ทิวากะพริบตาปริบๆ ในความมืดเธอเห็นเงาผู้ชายตะคุ่มๆ “ทำไมมันมืดแบบนี้ล่ะพี่ยะ” เธอถามแล้วก็ยื่นมือไปคว้าตัวอีกฝ่ายเพื่อเป็นหลักดึงตัวเองลุกขึ้น
ราชาภากรชะงักงัน! ปกติเจ้าหญิงจันทราไม่เคยแตะต้องตัวเขาเลยสักครั้ง
“พี่ยะช่วยดึงวาขึ้นหน่อยซิคะ วาเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวไปหมดเลยเนี่ย แล้วทำไมมันมืดแบบนี้ล่ะคะ” ทิวาดึงตัวเองลุกขึ้นนั่ง
ราชาภากรแบมือออกก็ปรากฏเปลวไฟขึ้นกลางฝ่ามือของเขา
ทิวาหันมองแว๊บนึง เธอนึกว่าแสงเทียน “อ้าวไฟดับเหรอพี่ยะ แล้วนี่มันกี่โมงแล้วคะ” เธอก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ แต่พอเห็นแขนเสื้อตัวเองก็ชะงัก! “เอ๊ะ!”
เธอก้มลงมองเสื้อผ้าตัวเองอย่างงงๆ “เอ๊ะ! นี่ทำไมวาใส่เสื้อผ้าแบบนี้ล่ะพี่ยะ?” เธอเงยหน้ามองแล้วก็ร้องลั่น “ไม่ใช่พี่ยะนี่! ว๊าย!”
แล้วเธอก็กระถดผงะถอยหลัง “แกเป็นใคร! แล้วเข้ามาในห้องฉันได้ไง!” เธอตวาดถามอย่างตกใจกลัว
“พี่ยะช่วยวาด้วย ใครก็ไม่รู้เข้ามาในห้องค่ะ” เธอตะโกนลั่นมือก็ควานหาอาวุธป้องกันตัว แล้วก็เจอสิ่งหนึ่งเข้า เธอกำสิ่งนั้นไว้แน่น
ราชาภากรมองอย่างงงๆ เขาไม่เข้าใจว่านางเรียกหาใครกัน เขาขยายเปลวไฟขึ้น แสงสว่างส่องไปรอบลาน
ทิวาตะลึง! “อะไรกันเนี่ย!?” เธอมองเปลวไฟกลางฝ่ามือใหญ่อย่างงงๆ “ฉันฝันอยู่เหรอ?” เธอถามตัวเองแล้วก็มองไปรอบๆตัว เห็นแต่ลานกว้างๆ แล้วเธอก็หันกลับไปมองผู้ชายตรงหน้าอีกครั้ง
“ฉันกำลังฝันอยู่ใช่ไหมคะ?” เธอถามเขาแล้วภาพตรงหน้าก็ค่อยๆดับวูบไป
สิ่งที่เธอกำไว้ในมือก็หล่นลงพื้น กริ๊ก! มันคือปิ่นปักผมที่เจ้าหญิงจันทราใช้กรีดข้อมือนั่นเอง
ราชาภากรจ้องมองอย่างงงๆกับท่าทีที่นางกระทำเมื่อครู่ เขาเดินเข้าไปจ้องหน้านางอย่างงุนงง “นางเป็นอะไร? เหตุใดนางจึงพูดจาแปลกประหลาด?”
เขาจ้องมองนางเขม็ง ใบหน้างามก็ไม่ได้มีสิ่งใดผิดแผกแปลกไปจากเดิม เขากำมือดับไฟแล้วก็ช้อนตัวนางขึ้นมา
“ไยนางตัวเล็กลง?” เขาพึมพำอย่างสงสัย เพราะเคยอุ้มนาง เขายังจำได้ว่าตัวนางใหญ่กว่านี้
ครั้นพอได้กลิ่นกายนางเขาก็ยิ่งสงสัย “ไยกลิ่นนางจึงเปลี่ยนไป?” เพราะกลิ่นกายเจ้าหญิงจันทรามีกลิ่นของดอกจันทรา ซึ่งเป็นกลิ่นที่เขาเกลียด
เขาอุ้มนางขึ้นมาแล้วก็พุ่งตัวเหาะกลับปราสาท เมื่อถึงปราสาท เขาก็วางนางลงบนเตียงแล้วก็หันไปจุดไฟจนทั่วทั้งห้องสว่างไสวดั่งกลางวัน
เขาเพ่งพิศใบหน้างามพลางก้มลงไปดมกลิ่นกายอย่างสงสัย เขาสูดกลิ่นแล้วก็ต้องแปลกใจ “กลิ่นอะไร? ข้าไม่เคยได้กลิ่นเช่นนี้เลย?”
แล้วเขาก็สูดกลิ่นอีกครั้ง ก็ยังได้กลิ่นเช่นเดิม เขาได้กลิ่นดอกจันทราจางๆผสมกับกลิ่นบางอย่างที่เขาไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน กลิ่นนั้นหอมหวานอ่อนๆ
ทิวาค่อยๆลืมตาขึ้น พอเห็นใบหน้าอยู่ตรงหน้าเธอก็ถามว่า “พี่ยะเหรอ?”
ราชาภากรถอยห่าง
ทิวามองเห็นใบหน้านั้นชัดเจนขึ้นก็ผงะตกใจ “เหวอ!…ใครง่ะ?”
เธอลุกพรวด! ถอยหลังจนติดหัวเตียง “ออกไปนะ!”
ราชาภากรจ้องมองอย่างสังเกต
ทิวาจ้องอย่างตื่นกลัว เธอมองไปรอบๆอย่างงงๆ “ที่นี่ที่ไหนง่ะ? ไม่ใช่ห้องในโรงแรมนี่น่า?”
ราชาภากรขยับเข้าไปใกล้
ทิวาควานอะไรได้ก็ปาใส่เต็มแรง “ถอยไปนะ! จะทำอะไร อย่าเข้ามานะ!”
ราชาภากรปัดหมอนทิ้งแล้วก็กระชากแขนนางเข้าหาตัว “เจ้ากล้าสั่งข้ารึ!”
“ว๊าย! ปล่อยนะ!” ทิวากรี๊ดลั่น มืออีกข้างก็ต่อยเปรี้ยง!
ราชาภากรเอียงหน้าหลบแล้วก็คว้าเอวบางกระชากเข้าไปกอด
“ว๊าย! ปล่อยฉันนะไอ้บ้า!” ทิวาดิ้นสุดฤทธิ์ มือข้างที่ต่อยพลาดก็ตะกุยหน้าเต็มแรง
“โอ๊ย! เจ้า! กล้าทำข้าถึงเพียงนี้เชียวรึ!” ราชาภากรรีบจับแขนเรียวเล็กยึดเอาไว้
“ปล่อยนะไอ้บ้า! ปล่อย! บอกให้ปล่อย!” ทิวาตวาดลั่น ดิ้นสุดแรง
ราชาภากรมองจ้องพลางตวาดว่า “หยุด!”
ทิวาชะงักนิ่ง! เหมือนถูกสตาฟเอาไว้ “อะไรง่ะ!? ทำไมขยับไม่ได้ล่ะ?”
ราชาภากรยิ้มเหี้ยมแล้วก็พูดว่า “เจ้าคงจะห่างแส้ไปเสียนานจนลืมความเจ็บปวดไปแล้วกระมัง”
แล้วเขาก็ผลักนางล้มลงบนเตียง
ทิวาล้มคว่ำหน้าตัวแข็งทื่อ “ว๊าย! จะทำอะไรน่ะ?”
ราชาภากรแบมือออกก็ปรากฏแส้ขึ้นมา แล้วเขาก็กระชากเสื้อนางลง เงื้อแส้ฟาดสุดแรง
“ว๊าย! ไอ้บ้า! จะทำอะไรฉันอย่านะ!” ทิวาร้องลั่นน้ำตาไหลพราก“ว๊าย! ปล่อยนะ!”
ราชาภากรชะงัก! เมื่อเห็นแผ่นหลังขาวเนียน ไร้รอยแผล “ไม่มีแผล! เป็นไปได้อย่างไร!”
เขาก้มลงลูบแผ่นหลังนวลเนียนหารอยแผลเป็น
“ไอ้บ้า! อย่ามาจับตัวฉันนะ!” ทิวาร้องลั่น
“ไม่มีแผล! แผลเจ้าหายไปได้อย่างไร!?” ราชาภากรตวาดถามอย่างงุนงง จะว่าเป็นพลังลวงตาก็ไม่ใช่ เพราะเขาลูบสัมผัสเช่นนี้ก็ต้องพบรอยแผลเป็นซิ รอยแผลเป็นจากแส้เต็มหลังมันจะหายไปได้อย่างไรกัน เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
เขาพลิกตัวนางขึ้นมาจ้องหน้า “แผลเจ้าหายไปไหน!?” เขาตะคอกถาม
ทิวาน้ำตาไหลพราก “แผลอะไร ฉันไม่รู้”
พอรู้ตัวอีกทีเธอก็พนมมือไหว้เขา อาการตัวแข็งหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ “อย่าทำอะไรฉันเลยนะ ฉันขอร้อง ฉันกลัวแล้ว ได้โปรด…”
ราชาภากรมองใบหน้านองน้ำตาท่าทางตัวสั่นกลัวแล้วก็ชะงัก! นางไม่เคยอ้อนวอนเขาเช่นนี้เลยสักครั้ง เขาปล่อยแส้หายไปโดยไม่รู้ตัว ในอกรู้สึกตื้อๆพิกล เขาค่อยๆก้าวถอยห่าง ตาก็มองใบหน้างามเหมือนดั่งเห็นสิ่งแปลกประหลาด แล้วเขาก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
พอเสียงประตูปิดดังปัง! ทิวาก็ปล่อยโฮอย่างขวัญเสีย “โฮๆๆๆ ฮือๆๆๆ…” เธอร้องไห้จนกระทั่งเผลอหลับไป
รู้สึกตัวอีกทีก็รู้สึกว่ามีมือมาจับแขน “เจ้าหญิงเจ้าขาตื่นเถอะเจ้าค่ะ”
ทิวาลืมตาขึ้นมอง เธอเห็นผู้หญิงข้างเตียงก็ชะงักมอง “เอ่อ…”
“ขอบพระคุณเจ้าหญิงที่ท่านเสียสละทำพิธีบวงสรวงเทพีจันทราเมื่อคืนนี้เจ้าค่ะ” นางกำนัลจับมือไปทูนหัวตัวเอง
ทิวากะพริบตาปริบๆมองอย่างงุนงง “เอ่อ…”
“แม่จ๋า รีบเอายาทาให้เจ้าหญิงเถอะ เมื่อคืนคงจะถูกท่าน…เฆี่ยนแน่เจ้าค่ะ ข้าได้ยินเสียงเจ้าหญิงร้องเสียงดังลั่นเลย” นางกำนัลสาวรุ่นบอกแล้วก็ส่งถ้วยยาสีน้ำเงินข้นให้แม่
“จริงซินะ” นางกำนัลคนแรกพยักหน้าแล้วก็บอกลูกว่า “เจ้าช่วยเจ้าหญิงพลิกตัวคว่ำที ข้าจะได้ทายาให้ท่าน”
“เจ้าค่ะ” นางกำนัลสาวรุ่นรับคำแล้วก็จับเจ้าหญิงพลิกตัว
ทิวาร้องห้าม “เฮ้ย! เดี๋ยวๆ อะไรกันคะคุณป้า” เธอจับสาบเสื้อรวบเข้าหากันอย่างตกใจ
“ข้าจะทายาให้ท่านไงเจ้าคะ” นางกำนัลบอกพลางชูถ้วยยาให้ดู
ทิวาทำหน้างง “ทายา! ทำไมต้องทายาด้วยล่ะ?”
“ก็เจ้าหญิงถูกเฆี่ยนก็ต้องทายาซิเจ้าคะ” นางกำนัลสาวรุ่นพูดแล้วก็บอกว่า “ท่านนอนคว่ำซิเจ้าคะ แม่จะได้ทายาให้ท่านไงเจ้าคะ”
ทิวาโบกมือ “ฉันไม่ได้ถูกตีถูกเฆี่ยน ไม่ต้องทายาหรอกค่ะ”
“งั้นหรือเจ้าคะ ถ้างั้นข้าก็โล่งอก” นางกำนัลถอนหายใจ ส่งถ้วยยาให้ลูกสาว “เจ้าเอาไปเก็บที”
“เจ้าค่ะ” นางกำนัลคนลูกรีบรับไปเก็บในตู้
ทิวามองทั้งสองแล้วก็ถามว่า “ป้าชื่ออะไรคะ? แล้วเธอล่ะชื่ออะไรเหรอ?”
ทั้งสองจ้องหน้าเจ้าหญิงอย่างงงๆ แล้วก็หันไปมองหน้ากันเอง
นางกำนัลคนลูกชี้ที่ตัวเองแล้วก็บอกว่า “ข้ารัตติไงเจ้าคะ แล้วนี่ก็แม่ของข้ารัตตาไงเจ้าคะ”
ทิวาทวนชื่อ “รัตตากับรัตติ รัตตา…รัตติ” เธอชี้ตัวพลางพูดย้ำๆเพื่อให้จำขึ้นใจ
รัตตากับรัตติหันไปมองหน้ากันเองอย่างงงๆ
“เชิญเจ้าหญิงไปอาบน้ำดีกว่าเจ้าค่ะ” รัตติบอกพลางยื่นแขนไปให้เจ้าหญิงเกาะ
“อาบน้ำเหรอก็ดีเหมือนกันนะ” ทิวาพยักหน้าเห็นด้วย เธอมองแขนรัตติแล้วก็เกาะแขนยันตัวลุกขึ้น
แล้วเธอก็นึกขึ้นได้ว่า “เอ่อ…เดี๋ยวนะ เมื่อกี้เธอเรียกฉันว่าเจ้าหญิงเหรอ?”
รัตติพยักหน้า “เจ้าค่ะ ก็เจ้าหญิงเป็นเจ้าหญิงไม่เรียกว่าเจ้าหญิงแล้วจะให้ข้าเรียกว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
ทิวาชี้ที่ตัวเอง “เจ้าหญิงเหรอ?” เธอทำหน้างง แล้วก็คิดว่านี่เธอคงกำลังฝันอยู่แน่ๆเลย เออ…ฝันว่าได้เป็นเจ้าหญิงก็ดีนะ เธอมองไปรอบๆห้องแล้วก็ยิ้ม เป็นเจ้าหญิงก็ต้องอยู่ห้องหรูๆแบบนี้ซินะ ดีจังเลย…เจ้าหญิงทิวา อร๊าย…แค่คิดก็ปลื๊ม…ปลื้ม
“เชิญเจ้าค่ะ” รัตติเดินไปเปิดประตู
ทิวามองแล้วก็เดินไป พลางคิดว่าเอาวะ…นานๆจะได้ฝันดีซะทีก็ขอฝันต่อยาวๆนะคะ
เธอก้าวเข้าไปในห้องน้ำแล้วก็ร้อง “ว้าว!”
ห้องน้ำกว้างใหญ่ กลางห้องน้ำมีสระน้ำใสแจ๋ว ต้องเรียกว่าสระเพราะขนาดมันใหญ่เท่าๆกับสระว่ายน้ำตามสโมสรออกกำลังกายได้ล่ะมั้ง
รัตติเดินไปยืนข้างหลังเจ้าหญิงแล้วก็ช่วยถอดเสื้อออกให้
ทิวายืนเฉยให้รัตติช่วยอย่างไม่รู้สึกอายเพราะคิดว่านี่คือความฝัน
รัตติถอดเสื้อออกแล้วก็พับวางไว้ นางจับเส้นผมเจ้าหญิงแล้วก็ถามว่า “ทำไมผมท่านสั้นลงล่ะเจ้าคะ?”
ทิวาจับปลายผมตัวเอง “ไม่สั้นนะ นี่มันก็ยาวมากแล้วนะ ฉันยังไม่ได้ตัดเลยนะตั้งหลายเดือนแล้ว”
รัตติทำหน้างงๆ แต่ครั้นพอเห็นแผ่นหลังเจ้าหญิงก็ทักว่า “แผลท่านหายหมดแล้วนี่เจ้าคะ” นางเอื้อมมือไปลูบแผ่นหลัง “เอ…หรือว่าเทพีจันทราช่วยรักษาแผลให้ท่านกระมัง”
ทิวายื่นมือไปลูบคลำหลังตัวเอง “แผลอะไรเหรอรัตติ? เธอถามฉันเหมือนไอ้บ้าคนนั้นอีกคนแล้วนะ”
“ก็แผลที่ถูกท่าน…เฆี่ยนอย่างไรล่ะเจ้าคะ” รัตติตอบแล้วก็บอกว่า “หายไปเสียได้ก็ดีแล้วเจ้าค่ะ ผิวท่านจะได้งามเหมือนเดิมเสียที”
ทิวาทำหน้างง
“อาบน้ำเถอะเจ้าค่ะ” รัตติบอก
“ฮื้ม” ทิวาพยักหน้ารับแล้วก็ก้าวลงไปในสระ เพียงแค่เท้าแตะน้ำเธอก็ขนลุกซู่ “น้ำเย็นจัง”
เธอกลั้นใจจุ่มตัวลงน้ำพรวด “อื้ย!”
รัตติถือฟองน้ำขัดตัวตามลงไปช่วยขัดตัวให้อย่างเบามือ
“ฮื้อ…สบายจัง นี่ถ้าน้ำมันอุ่นๆซะหน่อยล่ะแจ๋วเลย” ทิวาบอกพลางวักน้ำล้างหน้า
รัตติถามย้ำ “น้ำอุ่นเหรอเจ้าคะ”
“ฮื้อ…ก็น้ำอุ่นน่ะซิ” ทิวาบอกพลางวักน้ำเล่น
“อาบน้ำอุ่นไม่ได้นะเจ้าคะ เดี๋ยวเจ้าหญิงจะเป็นไข้อีกนะเจ้าคะ” รัตติห้ามแล้วก็บอกว่า “ครั้งที่แล้วที่ท่านโดนจับแช่น้ำอุ่นท่านเป็นไข้เสียนานจนพวกเราคิดว่าท่านคงไม่รอดแน่ แต่ท่านก็ยังรอดมาได้ น้ำอุ่นทำให้พวกเราเป็นไข้ถึงตายได้เชียวนะเจ้าคะ สำหรับพวกเราต้องน้ำเย็นเจ้าค่ะ ยิ่งเย็นยิ่งดีเจ้าค่ะ”
ทิวาฟังแล้วก็ทำหน้างงๆ
พอขัดตัวเสร็จรัตติก็วักน้ำล้างตัวให้ “เสร็จแล้วเจ้าคะ ไปแต่งตัวกันเถอะเจ้าค่ะ”
ทิวาพยักหน้าแล้วก็เดินขึ้นจากสระ
รัตติรีบหยิบผ้ามาซับน้ำจนตัวแห้งแล้วก็ช่วยใส่เสื้อผ้าให้
พอแต่งตัวเสร็จทิวาก็มองไปรอบๆ “เอ…กระจกอยู่ไหนนะ?”
“ตรงนั้นไงเจ้าคะ” รัตติชี้ไปที่กระจก
Chapter 7 ผลักลงสระน้ำร้อน
ทิวาเดินไปยืนหน้ากระจกซึ่งเป็นแผ่นน้ำใสแจ๋ว เธอมองกระจกอย่างงงๆ “เนี่ยเหรอกระจก?”
“เจ้าค่ะ” รัตติพยักหน้า
ทิวาขยับเข้าไปส่องกระจก ก็เห็นภาพสะท้อนตัวเองแจ่มชัดเสียยิ่งกว่ากระจกแก้วซะอีก
เธอถอยออกมายืนส่องกระจกเต็มตัว “โห…ไปเล่นหนังจีนได้เลยนะเนี่ย”
รัตติฟังอย่างงุนงง นางรู้สึกว่าวันนี้เจ้าหญิงพูดมากกว่าปกติ อีกทั้งยังพูดจาประหลาดๆอีกด้วย
ทิวาหมุนซ้ายหมุนขวามองดูเงาตัวเองอย่างแปลกตา
“เชิญเจ้าค่ะ” รัตติบอกแล้วก็เดินไปเปิดประตูรอ
ทิวาเดินกลับเข้าไปในห้อง แต่พอเห็นคนที่ยืนอยู่กลางห้องเธอก็ชะงัก! “เฮ้ย! ไอ้บ้านั่นนี่หว่า”
เธอรีบหลบหลังรัตติแล้วก็ชะเง้อหน้าไปมองอย่างกลัวๆ
รัตตานั่งหมอบอยู่ห่างๆ อย่างหวาดกลัว พอเห็นเจ้าหญิงเดินเข้ามาก็รีบบอกว่า “ราชาภากรมาเจ้าค่ะ”
รัตติรีบคุกเข่าลงนั่งหมอบอย่างหวาดกลัว
ทิวารู้สึกเหมือนไร้ที่กำบัง เธอก็รีบเดินไปแอบหลังเสาชะเง้อมองด้วยความกลัว
ราชาภากรหันไปมองแล้วก็รู้สึกว่านางเหมือนเด็กน้อยตัวเล็กๆที่หวาดกลัวคนแปลกหน้า
เขาเดินเข้าไปหานาง
ทิวาขนลุกซู่ เธอรีบแอบหลังเสา “อึ๊ย…”
“เจ้ากล้าขัดคำสั่งข้าบวงสรวงเทพีจันทราเมื่อคืนนี้ ข้าจะลงโทษเจ้า” ราชาภากรพูดเสียงเหี้ยมแล้วก็เดินอ้อมเสาไปคว้าข้อมือนาง
“ว๊าย!” ทิวาร้องลั่น
“มานี่!” ราชาภากรกระชากนางให้เดินไปทางห้องน้ำ
“เฮ้ย! จะพาฉันไปไหน! ฉันไม่ไป! ปล่อยฉันนะไอ้บ้า!” ทิวาขืนตัวมืออีกข้างกอดเสาแน่น แต่เสาก็ต้นใหญ่เกินกว่าที่เธอจะโอบรอบ
พอราชาภากรออกแรงดึง นางก็เซถลาหลุดจากเสา แล้วก็เซไปกระแทกตัวเขา
ทิวาผงะออก เธอหันหน้าจะสะบัดแขนวิ่งหนี แต่ก็ถูกเขาลากเข้าไปในห้องน้ำ
รัตติกับรัตตาได้แต่นั่งมองอย่างสงสาร อยากจะช่วยเหลือเกินแต่ก็ทำไม่ได้ โชคดีแค่ไหนที่เมื่อคืนไม่ใช่เวรของพวกนางที่คอยรับใช้เจ้าหญิง ไม่ใช่นั้นพวกนางคงตายไปแล้วเป็นแน่
“ปล่อยฉันนะ! ปล่อยซิ!” ทิวาตวาดลั่น!
ราชาภากรมองด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม เขามองน้ำในสระ พลัน! ไอน้ำก็ลอยกรุ่นจางๆ
ทิวามองตามแล้วก็คิดว่าน้ำในสระคงจะกลายเป็นน้ำร้อนไปแล้วแน่ๆ
“ไม่เอานะ! อย่าฆ่าฉันแบบนี้นะ! ฉันยังไม่อยากเป็นไก่ต้ม!” เธอร้องลั่น พลางขืนตัวสุดฤทธิ์
ราชาภากรยิ้มเหี้ยมแล้วก็กระชากนางเหวี่ยงลงสระ ตู้ม!
ทิวาใจหายวาบ วินาทีนั้นหัวใจแทบหยุดเต้น “ไม่นะ!”
เธอทะลึ่งตัวพรวดขึ้น “ไม่เอานะ มันร้อน!”
แต่พอครู่ต่อมาเธอก็ทำหน้างง “เอ๋…” เธอจุ่มตัวลงในน้ำ “อ้าว…ไม่ร้อนนี่น่า แค่อุ่นๆเอง”
เธอยิ้มชอบใจที่ได้แช่น้ำอุ่น เพราะปกติเธอแช่น้ำร้อนกว่านี้อีก แล้วเธอก็ว่ายน้ำเล่นซะเลย
“หือ…?” ราชาภากรมองอย่างงุนงง ทีแรกก็เห็นนางกรีดร้องเสียงหลงก็นึกสะใจ แล้วไฉนนางจึงยิ้มชอบใจเช่นนั้นเล่า
ส่วนรัตตากับรัตติต่างก็ชะเง้อมองไปทางห้องน้ำอย่างสงสาร “โธ่เจ้าหญิง”
ทิวาว่ายน้ำเล่นกลับไปกลับมาอย่างชอบใจ “สบายจังเลย”
ราชาภากรยืนมองนางเล่นน้ำอย่างสนุกก็ยิ่งงุนงง พลางคิดว่า นางเล่นน้ำเหมือนปลายิ่งนัก
“น้ำไม่ร้อนรึไงกันนะ” เขาสงสัยจนต้องเดินไปเอามือจุ่มน้ำ “น้ำก็ร้อนนี่น่า”
เขาจ้องมองนางอย่างงงๆ นางเป็นชาวนครมายาไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดนางจึงชอบน้ำร้อนเล่า… ครั้งก่อนที่โยนนางลงน้ำอุ่น นางเป็นไข้เสียหลายวัน แล้วเหตุใดครั้งนี้นางถึงไม่เป็นอะไรเลย…น่าประหลาดยิ่งนัก
ทิวาว่ายไปว่ายมาแล้วก็หยุดว่าย เธอเดินลุยน้ำเข้าไปหาเขาแล้วก็บอกว่า “นี่คุณ น้ำไม่ค่อยร้อนแล้วล่ะ ช่วยทำให้น้ำร้อนหน่อยซิคะ”
ราชาภากรชะงักงัน!
ทิวาเห็นเขาเหม่อจึงเอื้อมมือไปดึงชายแขนเสื้อเขาเขย่าเบาๆ “คุณๆ ทำให้น้ำร้อนหน่อยซิคะ”
ราชาภากรสะดุ้งรู้สึกตัว กะพริบตามองจ้องหน้านาง
ทิวาไม่รู้ตัวว่าสายรัดเอวหลวมจนสาบเสื้อเผยอออกจนมองเห็นเนินเนื้อหน้าอก
ราชาภากรเหลือบมองต่ำลงไป เห็นเนินเนื้อขาวผ่องก็เผลอมองอย่างลืมตัว
ทิวาเห็นเขาจ้องเอาๆก็ก้มมองตัวเอง “ว๊าย!” เธอร้องลั่นตะครุบสาบเสื้อดึงเข้าหากันแล้วก็หมุนตัวหันหลังขวับ! แก้มร้อนฉ่า
แล้วเธอก็เดินหนีห่างไปจนสุดสระ
ราชาภากรยิ้มขำ มองตามนางไปอย่างไม่อาจจะละสายตาได้ ภาพเมื่อครู่ยังติดตาติดใจ ไม่ใช่ภาพที่เห็นเนินเนื้อขาวผ่องหรอกนะ แต่เป็นภาพที่นางก้มลงเห็นตัวเองแล้วก็รีบตะครุบเสื้ออย่างเขินอายนั่นต่างหากที่ติดตาติดใจ
ทิวาเดินไปยืนเกาะขอบสระ หันหลังให้เขา “น่าอายชะมัด!”
“ไม่เล่นน้ำแล้วรึ” ราชาภากรถามอย่างขำๆ
ทิวาตอบสะบัดอย่างเคืองๆว่า “ไม่”
ราชาภากรทำให้น้ำร้อนขึ้นนิดนึง เขาอยากเห็นนางเล่นน้ำอีกครั้ง
ทิวายืนแช่น้ำอยู่นิ่งๆ รู้สึกว่าน้ำร้อนขึ้นก็ใช้ขาตีน้ำเล่น
ราชาภากรเอนตัวนอนตะแคงข้างใช้แขนท้าวหัวเอาไว้แล้วก็หลับตาลง
ทิวาหันไปมองแล้วก็หันกลับไปใช้ขาตีน้ำเล่นไปมา พอเริ่มเบื่อเธอก็หันไปมองเขา เห็นเขานอนตะแคงหลับตาอยู่อย่างนั้นก็คิดว่าเขาคงจะหลับ เธอจึงเริ่มแหวกว่ายอีกครั้ง
ราชาภากรหรี่ตามองไม่ให้นางรู้ตัว เขามองตามอย่างไม่อาจจะละสายตาได้ เขาไม่เคยเห็นสีหน้าแบบนี้เลยสักครั้ง นางเหมือนเด็กที่กำลังเล่นสนุกสนาน
ทิวาว่ายจนเริ่มเหนื่อย เธอเหลือบมองเขา เห็นเขานอนหลับนิ่งอยู่อย่างนั้นก็ค่อยๆย่องๆขึ้นจากสระแล้วก็เข้าไปในห้องนอน
รัตตากับรัตติรีบลุกไปหาเจ้าหญิง
“โถ…แช่น้ำร้อนตั้งนาน เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?” รัตตาถามอย่างสงสาร
รัตติรีบเอาผ้ามาเช็ดตัวให้ พลางช่วยถอดเสื้อผ้าเปียกออก
“สบายตัวขึ้นตั้งเยอะน่ะซิ” ทิวาพูดแล้วก็บอกว่า “ได้แช่น้ำอุ่นๆแบบนี้ค่อยสบายตัวหน่อย”
รัตตารีบหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่มาสวมให้
ส่วนราชาภากรก็ลุกขึ้นไปแอบดูเงียบๆ ไม่ให้พวกนั้นรู้ตัว
พอสวมเสื้อผ้าใหม่แล้วทิวาก็เริ่มรู้สึกเพลีย เพราะออกแรงว่ายน้ำตั้งนาน เธอเดินไปที่เตียงแล้วก็นอนซุกหมอนอย่างอ่อนเพลีย
เพียงครู่เดียวเธอก็หลับสนิท
ราชาภากรเดินไปยืนข้างเตียง เขาโบกมือไล่ข้ารับใช้แล้วก็จ้องหน้านางอย่างไม่อาจละสายตาได้
รัตตากับรัตติรีบออกไปนอกห้องทันที
ทั้งสองนั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องแล้วก็คุยกันว่า “แม่ว่าแปลกประหลาดไหมเจ้าคะ”
“นั่นซิ” รัตตาพยักหน้าเห็นด้วย “ปกติเจ้าหญิงจะทั้งเงียบทั้งเฉยเหมือนรูปปั้น ถามคำตอบคำ เหตุใดวันนี้ท่านจึงได้พูดจาเช่นนี้เล่า?”
“นั่นซิเจ้าคะ” รัตติเห็นด้วย แล้วก็กระซิบว่า “ส่วนท่าน…ก็มองแต่เจ้าหญิง ข้าเห็นจ้องตาไม่กะพริบเชียวเจ้าค่ะ”
ภายในห้อง ราชาภากรนั่งลงบนเตียง สายตาจ้องมองใบหน้างามซึ่งนอนหลับพริ้มอย่างไม่ระแวดระวังตัวเลยสักนิด
เขาครุ่นคิดหนัก นางนอนหลับได้อย่างไรกัน ปกติเพียงแค่เห็นเขาเฉียดกรายเข้าใกล้สักหน่อย นางจะระแวดระวังตัวแจ นี่ก็แปลกอีก ปกติเขาจะได้กลิ่นดอกจันทรากระจายกรุ่นจากกายนางจนฟุ้งเข้าจมูก แต่นี่กลิ่นนั้นกลับอบอวลจางๆไม่ได้ฟุ้งดั่งเช่นแต่ก่อน
เขายื่นหน้าก้มลงสูดกลิ่น “แปลกจริง กลิ่นอะไรกัน?” เขาได้กลิ่นหอมหวานอ่อนๆกำจายจากตัวนาง ยิ่งคิดก็ยิ่งประหลาดใจ ยิ่งมองนางใกล้ๆเช่นนี้เขาก็เผลอจรดจมูกบนผิวแก้มนวลปลั่ง
เขาชะงักงัน! นี่ข้า… เขาผงะออก ตกใจกับการกระทำของตัวเอง เขาผุดลุกขึ้น ตาจ้องมองใบหน้างามด้วยความเกลียดชิงชัง แล้วก็รีบออกจากห้องไป
รัตตากับรัตติสะดุ้ง! ที่จู่ๆประตูก็เปิดผาง! แล้วราชาภากรก็เดินลิ่วออกไป ทั้งสองมองจนราชาเดินลับตาไปแล้วก็หันไปมองหน้ากันเอง
“เกิดอะไรขึ้น? ท่าน…น่ากลัวยิ่งนัก” รัตติขยับเข้าหาแม่
“นั่นซิ หรือว่าเจ้าหญิง…?” รัตตารีบลุกเข้าไปในห้อง “เจ้าหญิงเจ้าขา” ขออย่าให้เป็นอย่างที่ข้าคิดเลย…
รัตติงง “อะไรหรือเจ้าคะ?”
แต่พอรัตตาเห็นเจ้าหญิงนอนหลับพริ้มก็โล่งใจ “เฮ้อ…”
รัตติรีบตามไปดูอย่างงงๆ “มีอะไรหรือเจ้าคะ?”
รัตตาส่ายหน้า “ไม่มีอะไรแล้ว เมื่อกี้ข้าเพียงคิดว่า เจ้าหญิงอาจจะถูกท่าน…ฆ่า…”
รัตติตกใจรีบหันไปมองเจ้าหญิง พอเห็นเจ้าหญิงยังมีชีวิตอยู่ก็โล่งใจ
รัตตาสะกิดลูกสาวแล้วก็บุ้ยปากให้ออกไปข้างนอก ก็นานแล้วที่ไม่ได้เห็นเจ้าหญิงนอนหลับสนิทเช่นนี้นับตั้งแต่ราชาภากรเข้ายึดครองนครจันทรา
ส่วนราชาภากรก็เดินขึ้นหอคอยไป บนหอคอยที่เขากักขังราชาอนธการเอาไว้
“เจ้า!” ราชาอนธการเรียกอย่างชิงชัง
ราชาภากรยิ้มเยาะ “อยู่บนหอคอยนี้ช่างดีจริงๆนะ เจ้าได้เห็นผู้คนของเจ้าทนทุกข์ทุกวันทุกคืน ได้ยินเสียงพวกมันกรีดร้อง ฟังเสียงพวกมันร้องไห้ชัดเจนดี โดยเฉพาะเสียงกรีดร้องของเจ้าหญิงจันทรา…”
ราชาอนธการถลันเกาะลูกกรงไฟอย่างลืมตัว “เจ้าคนโฉด!” ถึงแม้ว่ามือของเขาจะไหม้เกรียมเขาก็พยายามจะง้างลูกกรงออก “เจ้าทำอะไรลูกข้า…ข้าจะฆ่าเจ้า!”
“เจ้าได้ยินเสียงนาง เจ้าก็น่าจะรู้นะว่านางถูกข้าทำอะไรบ้างนี่นา” ราชาภากรแกล้งเย้ยหยัน
ราชาอนธการยิ่งแค้นหนัก เขาพยายามจะยื่นมือไปคว้าตัวเจ้าคนโฉดชั่ว อย่างน้อยขอให้ทำมันเจ็บได้สักแผลแม้ตัวเขาจะถูกลูกกรงไฟนาบตัวก็ยอม! เมื่อคืนเขาได้ยินเสียงนางกรีดร้องลั่น นางคงถูกมันเฆี่ยนตีย่ำยีอีกเป็นแน่ ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น!
“ข้าอยากให้นางได้เห็นสภาพเจ้าตอนนี้เสียจริง ฮ่าๆๆๆ” ราชาภากรหัวเราะเยาะ
ราชาอนธการชะงักงัน! หากเจ้าเห็นข้าในสภาพนี้เจ้าคงเจ็บปวดใจเจียนตายแน่ โธ่…ลูกข้า เขาถอยออกห่างจากลูกกรงอย่างสิ้นแรง
ราชาภากรมองอย่างสะใจ ยิ่งเจ้าเจ็บปวดเท่าไหร่ข้าก็ยิ่งสะใจเท่านั้น แต่ความเจ็บปวดเพียงแค่นี้มันยังไม่สาสมกับสิ่งที่พวกเจ้าทำไว้กับข้าหรอก
แล้วเขาก็เดินลงจากหอคอยไป
ส่วนราชาอนธการก็นั่งเซื่องซึมอย่างหมดอาลัยตายอยาก
ณ โรงพยาบาล
เจ้าหญิงจันทราลืมตาขึ้น
อารยะเห็นน้องฟื้นก็ดีใจ “ยัยวา!” แล้วเขาก็หันไปเรียกเพื่อน “ไอ้วันๆ ยัยวาฟื้นแล้ว”
ตะวันสะดุ้งตื่น! “อะไรวะไอ้ยะ?”
“ยัยวาฟื้นแล้ว” อารยะบอกอย่างดีใจ
ตะวันลุกจากโซฟาทันที “ทิวา!”
เจ้าหญิงจันทรามองผู้ชายสองคนที่จ้องหน้านางอย่างงงๆ ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรก็มีคนเข้ามาซะก่อน
“มิสเตอร์บุญดี คุณหมอเชิญไปพบค่ะ” นางพยาบาลพูดกับอารยะ
“ครับๆ” อารยะพยักหน้าแล้วก็บอกน้องว่า “ยัยวา รอพี่แป๊บนะ เดี๋ยวพี่มานะจ๊ะ”
แล้วเขาก็รีบตามนางพยาบาลไป
ตะวันมองตามเพื่อนแล้วก็หันไปมองน้องของเพื่อน “รู้สึกเป็นยังไงมั่งทิวา”
เจ้าหญิงจันทรากะพริบตาปริบๆ “ทิวา?” นางมองหน้าเขาแล้วก็ไปรอบๆห้องอย่างงงๆ
“ข้าอยู่ที่ไหน?” นางถามแล้วก็ขยับตัวลุกขึ้น
ตะวันชะงัก! มองหน้าอีกฝ่ายอย่างประหลาดใจ
เจ้าหญิงจันทราขยับแขนรู้สึกเจ็บก็มองที่แขนตัวเอง “เอ๊ะ! นี่มันอะไรกันน่ะ?” นางเห็นบางสิ่งเสียบติดกับท่อนแขนเป็นสายระโยงระยางก็ดึงออก “อูย”
ตะวันตกใจ! “ดึงออกทำไมทิวา!?”
“ก็ข้าเจ็บ แล้วข้าก็ไม่ได้ชื่อทิวา ข้าชื่อจันทรา” เจ้าหญิงจันทราบอกแล้วก็ขยับลงจากเตียง พลัน! นางก็เซวูบ!
“ทิวา!” ตะวันถลันเข้าประคอง ฝ่ามือของเขาสัมผัสกับแผ่นหลังบอบบาง “หือ…” เขาสงสัย ก็แผ่นหลังที่ควรจะเรียบเนียนกลับเป็นรอยนูนแปลกๆ
แล้วประตูห้องก็เปิดออก อารยะเดินเข้ามาสีหน้าเคร่งเครียด “เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!” เขาพูดเป็นภาษาอังกฤษ เขาก้าวพรวดถึงตัวน้องแล้วก็ดึงคอเสื้อข้างหลังลง
สิ่งที่เห็นทำให้เขาถึงกับอึ้ง!
หมอเดินตามเข้ามาสีหน้าเคร่งเครียด “ผมพูดจริงๆ คุณก็เห็นแล้วว่าเธอถูกทุบตีอย่างทารุน ถึงทำให้เธอคิดสั้นฆ่าตัวตายแบบนี้ ทางเราจะตามจิตแพทย์มาพบเธอโดยเร็วที่สุดครับมิสเตอร์บุญดี”
ตะวันมองอย่างงุนงง เขาชะโงกมองแผ่นหลังคนตรงหน้า
แล้วเขาก็อึ้ง! อีกคน “ทิวา…!!!”
หมอหันไปสั่งพยาบาลให้ตามจิตแพทย์ พยาบาลรับคำสั่งแล้วก็เดินออกไปจากห้อง
อารยะเดินอ้อมไปดันตัวเพื่อนออก เขาจับใบหน้าเรียวให้เงยสบตากับเขา “ใครทำกับแกแบบนี้ห๊ะยัยวา!? บอกพี่มาซิ! พี่จะไปฆ่ามัน!” เขาถามน้ำตาคลอในดวงตา ทั้งเจ็บแค้นเจ็บปวด
“แกมีเรื่องอะไรทำไมไม่บอกพี่ห๊ายัยวา!? ทำไมแกต้องปิดพี่ด้วยห๊ะ!” เขาเขย่าไหล่บางอย่างปวดใจ
เจ้าหญิงจันทรามองคนตรงหน้าที่น้ำตาค่อยๆไหลออกมาด้วยความปวดใจ นางดันเขาออก
“ท่านเป็นใครหรือ? ข้าไม่รู้จักท่าน อย่ามาจับเนื้อต้องตัวข้าเช่นนี้” นางถามแล้วก็บอกอย่างถือตัว
อารยะตะลึงช็อก! เขาเซถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว ตาจ้องมองหน้าน้องอย่างช็อกสุดขีด “แกพูดอะไรง่ะยัยวา!?”
“ข้าชื่อจันทราเป็นเจ้าหญิงแห่งนครจันทรา” เจ้าหญิงจันทราบอกแล้วก็หย่อนตัวลงจากเตียง
Chapter 8 กรุ๊บเลือดเปลี่ยนไป!
หมอเห็นสายน้ำเกลือสายเลือดหลุด ทั้งน้ำเกลือทั้งเลือดไหลหยดเปียกเตียงก็รีบเข้าไปปรับปุ่มปิดน้ำเกลือปิดขวดเลือด
“เดี๋ยวครับ! คุณนอนก่อนนะครับ คุณต้องนอนให้เลือดให้น้ำเกลือก่อนครับมิสบุญดี” หมอบอกแล้วก็รีบเดินไปดักหน้าคนไข้
เจ้าหญิงจันทราจ้องหน้าหมอแล้วก็บอกว่า “อย่ามาขวางข้า ถอยไปนะ”
หมอส่ายหน้า “คุณไปไหนไม่ได้ทั้งนั้นครับมิสบุญดี” แล้วหมอก็จับไหล่ทั้งสองข้างของคนไข้
“ข้าบอกว่าให้ถอยไป!” เจ้าหญิงจันทราระเบิดพลังใส่ ที่นางสามารถใช้พลังออกมาได้เป็นเพราะเทพีจันทราช่วยตัดเชือกสะกดพลังออกไปแล้ว
พลั่ก! “โอ๊ย!” หมอกระเด็นเซล้มลง นั่งจุกเจ็บลุกไม่ขึ้นอยู่อย่างนั้น
“เฮ้ย! ยัยวา แกผลักหมออย่างงี้ได้ไง” อารยะดุแล้วก็รีบเข้าไปพยุงหมอให้ลุกขึ้น “ผมต้องขอโทษแทนน้องสาวผมด้วยนะครับคุณหมอ ขอโทษจริงๆครับ”
ตะวันถลันเข้าไปจับตัวทิวา “หยุดนะทิวา!” เขาตวาดดุ
เจ้าหญิงจันทราสะบัดแขนแล้วก็จะระเบิดพลังใส่ แต่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็ดับวูบไป… นางเป็นลม
ตะวันตกใจ! “ทิวา!” เขารีบประคองร่างอรชรไว้ในอ้อมแขนแล้วก็อุ้มไปวางบนเตียง
“เฮ้ย! ยัยวา!” อารยะพุ่งไปดูน้องทันที
หมอหายจุกแล้วก็รีบเดินเข้าไปดูคนไข้ เขาเปิดเปลือกตาคนไข้ตรวจดู ตรวจวัดหัวใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็บอกว่า “เธอเป็นลมน่ะครับ”
แล้วเขาก็กดออดเรียกพยาบาลให้เอาน้ำเกลือมาให้ใหม่
ครู่ต่อมาพยาบาลก็รีบเอาน้ำเกลือมาให้ หมอก็จัดการจิ้มเข็มให้น้ำเกลือกับคนไข้ พอเสร็จแล้วเขาก็หันไปมองถุงเลือดอย่างกังวลแล้วก็บอกว่า “แต่ที่ผมเป็นห่วงก็คือ นี่คือเลือดถุงสุดท้ายที่เรามีอยู่ครับ เลือดถุงนี้ปนเปื้อนเชื้อซะแล้ว ใช้ไม่ได้แล้วครับ แต่คนไข้จำเป็นจะต้องได้รับเลือดซะด้วยซิครับ”
“ถ้างั้นก็เอาเลือดผมไปครับคุณหมอ” อารยะบอก
“เลือดคุณกรุ๊ปอะไรครับ?” หมอถาม
“กรุ๊ปบีครับ” อารยะตอบแล้วก็จัดแจงถลกแขนเสื้อขึ้น
หมอส่ายหน้า “ใช้ไม่ได้ครับ เราต้องการเลือดกรุ๊ปเอบีเนกกะทิปเท่านั้นครับ น้องสาวของคุณเลือดกรุ๊บเอบีเนกฯครับ กรุ๊ปนี้หายากมากด้วยครับ”
อารยะทำหน้างง “น้องผมเลือดกรุ๊ปบีนะครับคุณหมอ คุณหมอตรวจผิดรึเปล่าครับ?”
“ไม่ผิดครับ คุณจำผิดมั้งครับมิสเตอร์บุญดี ผลเทสออกมาว่าน้องคุณเลือดกรุ๊ปเอบีเนกฯนะครับ” หมอบอกแล้วก็เดินไปหยิบชาร์ทประวัติคนไข้ที่ตกบนพื้นขึ้นมาส่งให้ญาติคนไข้ดู
อารยะรับไปดูอย่างงงๆ เลือดยัยวาจะเป็นเอบีเนกฯได้ไง เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด หมอต้องตรวจผิดแน่ๆ แต่พอก้มอ่านประวัติเขาก็ยิ่งงงหนัก เพราะในนั้นผลเลือดระบุว่าเป็นเอบีเนกฯ
“คุณหมอเจาะเลือดน้องผมไปตรวจใหม่เลยครับ ยังไงผมก็ยืนยันว่าน้องผมกรุ๊ปบีครับ” เขาบอกหมอแล้วก็ส่งชาร์ทคืนให้
หมอมองหน้าญาติคนไข้แล้วก็รับชาร์ทคืนไป จากนั้นก็หันไปสั่งพยาบาลว่า “เจาะเลือดไปตรวจใหม่ด้วยนะ แล้วก็สั่งห้องแล๊บด้วยว่าขอผลด่วน”
“เยส” พยาบาลรับคำสั่งแล้วก็เดินไปหยิบอุปกรณ์เจาะเลือดมา
อารยะถอยไปยืนข้างตะวันแล้วก็พูดกันเป็นภาษาไทยว่า “ไอ้ะโรงบาลนี้ตรวจยัยวาผิดแน่ๆว่ะ จะเป็นเอบีเนกฯได้ไง มันต้องตรวจสับกับของคนอื่นแน่ๆเลยไอ้วัน”
ตะวันพยักหน้ารับ “นั่นซิ ก็ทิวาเลือดกรุ๊ปบีชัดๆ จะเป็นเอบีเนกฯได้ไง”
“ฉันว่าฉันพายัยวากลับไปรักษาที่กรุงเทพฯดีกว่าว่ะ” อารยะบอกแล้วก็มองหน้าน้องอย่างเป็นห่วง
ตะวันพยักหน้าเห็นด้วย แล้วก็ถามว่า “แล้วรอยที่หลังนั่นล่ะไอ้ยะ มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่วะ?”
อารยะส่ายหน้า “ไม่รู้ว่ะ” แล้วเขาก็นึกโกรธตัวเองที่ไม่ดูแลน้องให้ดี นึกโกรธคนที่ทำกับน้องตัวเองแบบนี้ “โธ่โว้ย!” แล้วเขาก็หันไปชกกำแพงเปรี้ยง!
ตะวันรีบห้าม “เฮ้ย! ใจเย็นๆไอ้ยะ”
หมอก็รีบเข้าไปห้าม “ใจเย็นๆก่อนครับมิสเตอร์บุญดี”
พยาบาลตกใจ พอเจาะเลือดเสร็จก็รีบเอาเลือดไปส่งให้ห้องแล๊บ
อารยะหันไปตวาดเพื่อน “เอ็งจะให้ข้าใจเย็นอีกเหรอวะไอ้วัน! ยัยวาถูกทารุนถึงขนาดนี้น่ะ แม่งเอ้ย! อย่าให้กูรู้นะว่ามันเป็นใครกูจะยิงแม่งให้ดิ้นเหมือนหมาเลยมึง!”
“เออๆ ข้าเข้าใจแกนะไอ้ยะ แต่โวยวายไปตอนนี้มันจะมีประโยชน์อะไรวะ เอาไว้ให้เจอตัวก่อนซิวะ ข้ารับรองว่ามันต้องได้รับโทษสาสมกับที่มันทำกับทิวาแน่” ตะวันปลอบ
อารยะฮึดฮัดข่มความโกรธแล้วก็ไปนั่งสงบสติอารมณ์ที่โซฟา
หมอถอยไปยืนมองอย่างเงียบๆ
ตะวันยืนมองเพื่อนแล้วก็หันไปขอโทษแทนเพื่อนที่ส่งเสียงดัง
หมอพยักหน้าอย่างเข้าใจ
สักพักใหญ่พยาบาลก็ถือผลตรวจเลือดมาให้ “ได้แล้วค่ะคุณหมอ”
หมอรับไปดูแล้วก็พูดกับญาติคนไข้ว่า “ผลตรวจมาแล้วครับ มิสบุญดีเลือดกรุ๊ปเอบีเนกกะทิปครับ”
ตะวันยื่นมือไปรับผลตรวจมาดู “จะเป็นไปได้ยังไงครับ!?”
อารยะลุกพรวดไปดึงผลตรวจมาดู “เอบีเนกกะทิปได้ไงวะ ต้องเป็นบีซิ ก็ยัยวากรุ๊ปบีจริงๆนะ”
เขามองหน้าหมออย่างอึ้งๆ จะบอกว่าหมอตรวจผิดอีกก็ไม่น่าจะใช่ จากกรุ๊ปบีเป็นเอบีเนกฯได้ยังไงกัน มันเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง…
แล้วพยาบาลก็บอกกับหมอว่า “เลือดกรุ๊ปนี้หาไม่ได้เลยค่ะคุณหมอ ไม่มีโรงพยาบาลไหนมีสำรองไว้เลยค่ะ”
หมอหน้าเครียด
ตะวันจ้องหมอแล้วก็ถามว่า “โทรเช็คหมดทุกโรงพยาบาลแล้วเหรอครับ”
“เยสเซอร์” พยาบาลตอบ
ตะวันหันไปพูดกับเพื่อนว่า “ไอ้ยะถ้างั้นฉันว่าพาทิวากลับไปรักษาที่กรุงเทพฯดีกว่าว่ะ”
“เออ” อารยะพยักหน้าเห็นด้วยแล้วก็บอกว่า “แกจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินเลยไอ้วัน”
“ได้” ตะวันพยักหน้าแล้วก็บอกว่า “แต่ฉันว่าเหมาเครื่องกลับเลยคงจะเร็วกว่านะ”
อารยะเห็นด้วย “เออ…จะยังไงก็ได้ว่ะ ขอแค่ส่งยัยวาไปถึงมือหมอที่กรุงเทพให้เร็วที่สุด”
ตะวันพยักหน้าแล้วก็โทรสั่งเลขาให้จัดการเรื่องเหมาเครื่องกลับ
อารยะหันไปพูดกับหมอว่า “ถ้างั้นคุณหมอช่วยจัดการเรื่องออกจากโรงพยาบาลด้วยครับ ผมจะย้ายน้องผมไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯครับ”
“เยสเซอร์” หมอรับคำแล้วก็หันไปสั่งพยาบาล
“ไอ้วัน ถ้างั้นฉันไปจัดการเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมก่อนนะ แกเอาคีย์การ์ดมาให้ฉันด้วย” อารยะบอกเพื่อนแล้วก็แบมือ
ตะวันล้วงคีย์การ์ดส่งให้ ปากก็สั่งงานเลขาเป็นชุด
อารยะรับคีย์การ์ดไปแล้วก็รีบเดินไปเรียกแท็กซี่กลับโรงแรม
ครั้นพอไปถึงโรงแรม เขาก็จัดการเก็บกระเป๋าของทุกคนแล้วก็ไปจัดการเช็คเอ้าท์ จากนั้นก็กลับไปโรงพยาบาล
ส่วนตะวันก็จัดการเรื่องค่าใช้จ่ายกับทางโรงพยาบาลแทนเพื่อน เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลารอให้อารยะกลับมาจ่าย
พออารยะกลับมาถึงโรงพยาบาล คนไข้ก็พร้อมเดินทางไปสนามบินแล้ว
จากนั้นทุกคนก็ขึ้นรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลไปสนามบิน
พอถึงสนามบิน เครื่องบินก็พร้อมเดินทางรออยู่แล้ว
จากนั้นครึ่งชั่วโมงต่อมาเครื่องบินก็เทคออฟออกจากสนามบินมุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ
แต่พอถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ก็กลับมีปัญหาที่ด่านตรวจคนขาเข้าเพราะลายนิ้วมือของทิวาไม่ตรงกับในพาสปอร์ต
“มันจะเป็นไปได้ไงครับคุณเจ้าหน้าที่” อารยะถามอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าจะเกิดเรื่องบ้าๆแบบนี้
“นั่นซิครับ” ตะวันถาม
เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจคนเข้าเมืองก็ชี้แจงว่า “ลายนิ้วมือของคุณทิวาไม่ตรงกับฐานข้อมูลครับ”
อารยะกับตะวันมองหน้ากันเอง
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะไอ้วัน!?” อารยะสบถอย่างหงุดหงิด
“นั่นซิวะ” ตะวันพยักหน้า
แล้วเจ้าหน้าที่ก็บอกว่า “ถ้างั้นเชิญพวกคุณทางนี้ก่อนเถอะครับ”
ตะวันพยักหน้ากับเพื่อนแล้วก็เดินตามเจ้าหน้าที่ไป
จากนั้นทุกคนก็ถูกพาไปนั่งรอในห้องรับรอง
เจ้าหน้าที่ระดับสูงก็เข้าไปคุยกับตะวันและอารยะ เจ้าหน้าที่จับนิ้วมือของทิวาวางบนเครื่องสแกนให้สองหนุ่มได้ดูชัดๆ แล้วก็ถามว่า “คุณเอาพาสปอร์ตมาผิดรึเปล่าครับ ในกรณีนี้อาจจะเป็นไปได้ว่าคุณคงจะรีบกลับมาจนหยิบพาสปอร์ตของคุณฝาแฝดอีกคนมาก็ได้ครับ”
อารยะกับตะวันงงดั่งถูกค้อนทุบ
“ฝาแฝดอะไรกันครับ น้องผมไม่มีฝาแฝดครับ เราไปเที่ยวกันสามคนมีผมมีไอ้วันแล้วก็น้องสาวผมเท่านั้นครับ” อารยะอธิบาย
ตะวันก็ช่วยพูดอีกคนแต่ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งเขาต้องโทรไปขอร้องผู้ใหญ่ให้ช่วยเหลือ
กว่าจะหลุดจากสนามบินไปได้ก็เสียเวลาไปนาน ตะวันกับอารยะเครียดจนปวดหัว
พอถึงโรงพยาบาล หมอก็จัดแจงตรวจคนไข้อย่างละเอียดแล้วก็ให้เลือดให้น้ำเกลือ
หลังจากคนไข้ถูกส่งเข้าห้องพักแล้ว อารยะก็นั่งมองหน้าน้องเขม็งแล้วก็หันไปพูดกับตะวันว่า “ไอ้วันนี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นวะ?”
ตะวันส่ายหน้า “ไม่รู้ว่ะ รู้แต่ว่าตอนนี้ทิวาที่เคยมีเลือดกรุ๊ปบีกลับกลายเป็นเอบีเนกฯไปแล้ว ลายนิ้วมือก็ไม่ตรงกับพาสปอร์ต”
“แกจะบอกว่าคนนี้ไม่ใช่น้องฉันงั้นเหรอ” อารยะถามพลางชี้ไปที่น้องสาว
“ไม่รู้ซิวะ เพราะฉันก็ยังงงๆอยู่เหมือนกันว่ะ” ตะวันบอกแล้วก็แนะนำว่า “ทิวามีไฝฝ้ามีปานตรงไหนแกก็ย่อมจะรู้ดีอยู่แล้ว แกก็ตรวจดูซิว่าใช่ทิวาไหม”
อารยะอึ้ง! แล้วก็นิ่งคิดตามคำแนะนำของเพื่อน เขาหันไปจับมือน้องดูรอยแผลเป็นที่เกิดจากมีดบาดเมื่อตอนเด็กๆ
“ไม่มี” แล้วเขาก็เดินไปดูที่ฝ่าเท้าแล้วก็หันไปพูดกับตะวันว่า “ไม่มีว่ะไอ้วัน ยัยวามีไฝที่ฝ่าเท้าเม็ดนึง แต่นี่ไม่มีเลยว่ะ”
เขามึนงงยิ่งกว่าถูกค้อนทุบ
ตะวันเดินเข้าไปดูบ้าง เพราะเขาจำได้ว่าทิวามีไฝที่ฝ่าเท้าเช่นกัน พอดูแล้วเขาก็หันไปพูดว่า “ไม่มีจริงๆนั้นแหละ”
อารยะนั่งมึน “นี่มันเกิดอะไรขึ้นวะ แล้วยัยวาหายไปไหน แล้วผู้หญิงคนนี้เป็นใครวะทำไมหน้าถึงเหมือนยัยวายังกะฝาแฝดแบบนี้ล่ะ”
ตะวันไม่รู้จะพูดอะไรเพื่อปลอบใจเพื่อน เขาได้แต่เดินเข้าไปนั่งข้างๆโอบบ่าให้กำลังใจ แล้วก็ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
อารยะเอื้อมมือไปจับมือเพื่อน “ฉันไม่อยากจะคิดหรอกนะว่าเป็นเพราะไอ้ปรากฎการณ์สุริยุปราคากับฟ้าผ่านั่นที่มันทำให้น้องฉันหายไปน่ะ”
เขาหันไปมองหน้าเพื่อนแล้วก็ถามว่า “ถ้าฉันคิดแบบนี้แกจะว่าฉันบ้าไหมไอ้วัน”
ตะวันตบบ่าเพื่อนแล้วก็บอกว่า “ฉันก็กำลังคิดแบบนี้เหมือนกัน ถ้าจะบอกว่าบ้าแกกับฉันก็คงจะบ้าด้วยกันทั้งคู่นั้นแหละ”
อารยะยิ้มดีใจที่เพื่อนเข้าใจ “ขอบใจว่ะ”
พอกำลังใจกลับคืนมา เขาก็ถามว่า “แกคิดเหมือนฉันไหมวะ ว่ายัยวาต้องยังอยู่ที่นครวัดน่ะ”
“เออ” ตะวันเห็นด้วย
“ถ้างั้นฉันจะกลับไปรับยัยวา” อารยะบอกแล้วก็ลุกขึ้น
ตะวันลุกขึ้นตบบ่าเพื่อน “เออ เดินทางปลอดภัยนะ รีบไปรีบมา ส่วนเรื่องผู้หญิงคนนี้ฉันจะดูแลเอง แกไม่ต้องห่วง แล้วถ้ามีปัญหาอะไรก็โทรมานะไอ้ยะ”
“เออ ขอบใจ” อารยะตบบ่าตอบแล้วก็ยิ้มให้
จากนั้นเขาก็เดินไปหิ้วกระเป๋าสะพายกับกระเป๋าเดินทาง ก่อนออกไปเขาหันไปโบกมือให้เพื่อน
จากนั้นเขาก็มุ่งหน้าไปสนามบิน ระหว่างทางเขาก็จัดการจองตั๋วไปด้วย ถึงแม้ราคาตั๋วจะแพงแค่ไหนเขาก็ยอมจ่าย ขอแค่ให้ไปถึงเสียมเรียบโดยเร็วที่สุด โชคดีที่เที่ยวบินที่เขาต้องการยังมีตั๋วว่างอยู่หนึ่งที่พอดี
ส่วนตะวันก็นั่งลงข้างเตียงมองดูผู้หญิงที่หน้าตาเหมือนกับทิวา นี่ถ้าไม่มีเรื่องกรุ๊ปเลือดกับลายนิ้วมือเขาคงจะคิดว่าทิวาต้องบ้าไปแล้วที่บอกว่าตัวเองไม่ใช่ทิวา แต่หลักฐานสำคัญสองสิ่งนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าเธอไม่ใช่ทิวาแน่ๆ แล้วเธอเป็นใครกันล่ะ? เอ…เธอบอกว่าเธอชื่ออะไรนะ จำไม่ได้แล้วซิ แต่ก็น่าแปลกที่เธอใส่เสื้อผ้าของทิวา รวมทั้งเครื่องประดับด้วย ก็นาฬิกาข้อมือของทิวาที่เขาซื้อให้เธอตอนวันเกิดเขาสั่งทำพิเศษบนหน้าปัดยิงเลเซอร์สลักชื่อทิวาเป็นภาษาอังกฤษ ยืนยันได้ว่าสิ่งของเหล่านี้เป็นของทิวาแน่
เขาจับข้อมือเรียวขึ้นมาดู ไม่มีรอยสวมนาฬิกา สีผิวเรียบเนียนเสมอกันแตกต่างจากข้อมือของคนที่สวมนาฬิกาทุกวัน ยังไงเธอก็ไม่ใช่ทิวา แล้วเธอไปเอาเสื้อผ้ากับของๆทิวามาใส่ตั้งแต่ตอนไหนนะ เพราะตั้งแต่ไปเที่ยวไม่เคยมีเลยสักครั้งที่ทิวาจะคลาดสายตาจากเขากับอารยะไปได้ นี่พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับเรื่องพิลึกพิลั่นอยู่รึไง… ยิ่งคิดก็ยิงปวดหัว มีแต่คำถามที่หาคำตอบไม่ได้
นิ้วเรียวขาวขยับ ทำให้เขาหันไปมองหน้าคนไข้
เจ้าหญิงจันทราลืมตาขึ้น
ตะวันลุกขึ้นยืนชะโงกมอง “คุณรู้สึกเป็นยังไงมั่งครับ?”
เจ้าหญิงจันทราลุกขึ้นนั่ง หันไปเห็นสายระโยงระยางเสียบที่แขนก็จะดึงออก
ตะวันรีบห้าม “อย่าดึงออกนะ คุณต้องให้เลือดให้น้ำเกลือเพราะคุณเสียเลือดไปมาก”
เจ้าหญิงจันทราชะงักมองมือที่จับข้อมือนาง แล้วก็มองหน้าอีกฝ่าย
“คุณนอนก่อนเถอะ ลุกขึ้นมาแบบนี้เดี๋ยวจะเป็นลมอีก” ตะวันบอกด้วยน้ำเสียงอาทร
เจ้าหญิงจันทรารู้สึกได้ถึงความหวังดี นางจึงยอมนอนลง
“คุณชื่ออะไรเหรอครับ?” ตะวันถามพลางยิ้มให้
เจ้าหญิงจันทรามองหน้าเขาแล้วก็บอกว่า “จันทรา”
“จันทรา…ชื่อเพราะดี” แล้วตะวันก็บอกว่า “ผมชื่อตะวันครับ เดี๋ยวผมตามหมอมาตรวจคุณก่อนนะ” แล้วเขาก็หันไปกดเรียกหมอ “คุณพยาบาลครับช่วยตามหมอให้ด้วยครับ คนไข้ฟื้นแล้วครับ”
“ค่ะ รอสักครู่นะคะ” เสียงพยาบาลตอบกลับมา
เจ้าหญิงจันทรามองอย่างงุนงงสงสัย
“รอแป๊บนึงนะครับ เดี๋ยวหมอก็มาครับ” ตะวันบอกแล้วก็นั่งลง
เจ้าหญิงจันทรามองอย่างงงๆอย่างระวังตัว
Chapter 9 พบเทพีจันทรา
ตะวันเห็นแววหวาดกลัวในดวงตาเธอก็พูดปลอบว่า“คุณไม่ต้องกลัวนะ คุณปลอดภัยแล้ว”
เสียงเคาะประตูดังขึ้น แล้วหมอก็เปิดประตูเดินเข้ามาในห้อง
“สวัสดีครับ” หมอพูดทักทาย
“สวัสดีครับ” ตะวันลุกขึ้นยืนไหว้แล้วก็บอกว่า “เธอเพิ่งฟื้นเมื่อสักครู่นี้เองครับ”
หมอพยักหน้ารับรู้แล้วก็หันไปทักทายคนไข้ว่า “สวัสดีครับ รู้สึกเป็นยังไงบ้างครับ”
เจ้าหญิงจันทรามองอย่างระวังตัว
“ขอหมอตรวจหน่อยนะครับ” หมอพูดเสียงนุ่มพลางยิ้มให้
เจ้าหญิงจันทราพยักหน้า
หมอก็จัดแจงตรวจตามหน้าที่ เขาสั่งให้ทำอะไรเจ้าหญิงจันทราก็ทำตามอย่างงุนงง
พอตรวจเสร็จหมอก็บอกว่า “โอเคครับ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง อาการโดยรวมทั่วไปปกติดีครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
“ขอบคุณครับคุณหมอ” ตะวันพูดพลางยกมือไหว้
หมอยิ้มรับแล้วก็เดินออกไป
แล้วตะวันก็หันไปถามเจ้าหญิงจันทราว่า “หิวไหมครับ”
เจ้าหญิงจันทราส่ายหน้าแต่เสียงท้องร้องเบาๆ
ตะวันยิ้มแล้วก็บอกว่า “ถ้างั้นเดี๋ยวผมสั่งอาหารมาให้นะครับ” แล้วเขาก็หันไปโทรสั่งอาหาร
พอสั่งเสร็จเขาก็นั่งลง
เจ้าหญิงจันทรามองเครื่องโทรศัพท์อย่างสงสัยว่ามันคืออะไร ที่นี่มีแต่ข้าวของแปลกๆ คนก็ใส่เสื้อผ้าแปลกๆ มีแต่คนแปลกหน้าที่นางไม่รู้จัก นางอยู่ที่ไหนหรือ…? นางมองไปรอบๆตัวอย่างงงๆสงสัย
เสียงเคาะประตูดังขึ้น แล้วเจ้าหน้าที่ก็เปิดประตูเข้ามา “อาหารที่สั่งมาแล้วค่ะ”
“ขอบคุณครับ” ตะวันลุกขึ้นยืน
เจ้าหน้าที่วางอาหารไว้บนโต๊ะแล้วก็ออกไป
“โจ๊กมาแล้ว ทานสักหน่อยนะครับ” ตะวันบอกแล้วก็กดปุ่มปรับหัวเตียง
“ว๊าย!” เจ้าหญิงจันทราตกใจผวาลุก
ตะวันชะงัก! รีบบอกว่า “ใจเย็นๆนะครับ ผมแค่จะปรับหัวเตียงให้” แล้วเขาก็กดปุ่ม
เจ้าหญิงจันทรามองอย่างหวาดระแวง
“ใจเย็นๆนะครับ ไม่ต้องตกใจครับ” ตะวันปลอบ พอปรับหัวเตียงเสร็จเขาก็เอาหมอนวางรองให้ “นั่งตรงนี้นะครับ” เขายื่นมือไปแตะไหล่
เจ้าหญิงจันทราปัดมือเขาออกอย่างถือตัว
ตะวันหดมือกลับพลางยิ้มให้ แล้วเขาก็หันไปเลื่อนโต๊ะอาหารเข้าไปให้
เจ้าหญิงจันทรามองอย่างสงสัย นางมองดูทุกการกระทำของเขาอย่างแปลกใจ
ตะวันเปิดฝาชามออก
เจ้าหญิงจันทราจ้องอาหารในชามเขม็ง กลิ่นอาหารลอยเตะจมูกชวนกิน นางเห็นช้อนวางอยู่ข้างชามก็เอื้อมมือไปหยิบ แต่มือไม่ค่อยมีแรง นางจึงทำช้อนตก เคร้ง!
“คุณไม่มีแรง งั้นให้ผมช่วยนะ” ตะวันบอกอย่างอาสา
เจ้าหญิงจันทราเงียบ
ตะวันจึงถือวิสาสะช่วย เขาหยิบช้อนตักโจ๊กเป่าให้แล้วก็ป้อน
เจ้าหญิงจันทรามองหน้าเขา
ตะวันพยักหน้า “ทานหน่อยนะคุณจะได้มีแรง”
เจ้าหญิงจันทราจึงยอมอ้าปากกินโจ๊ก
ตะวันตักป้อนอีก
เจ้าหญิงจันทรากินโจ๊ก น้ำตาเริ่มคลอในดวงตา นานแล้วที่ไม่เคยมีใครป้อนอาหารให้แบบนี้นับตั้งแต่ท่านแม่จากไป ภาพในอดีตหวนคืนมาให้คิดถึง น้ำตาค่อยๆรินไหล
ตะวันชะงัก! “โจ๊กร้อนเหรอครับ?”
เจ้าหญิงจันทราส่ายหน้าแล้วก็ปล่อยโฮ “ฮือๆๆๆ…” นางผวากอดเขาเหมือนหาที่พึ่ง
ตะวันตกใจ รีบวางช้อนลง ไม่รู้จะทำยังไงได้แต่กอดพลางลูบหลังปลอบ
เจ้าหญิงจันทราร้องไห้พักใหญ่ก็เริ่มเบาลง นางสะอื้นผละออกพลางปาดน้ำตาทิ้ง
“รู้สึกดีขึ้นแล้วใช่ไหมครับ” ตะวันถามพลางย่อตัวลงจ้องดวงตาคู่สวย เขาเห็นนัยน์ตาคู่นั้นชัดๆเป็นครั้งแรก เธอไม่ใช่ทิวาแน่นอนเพราะทิวามีดวงตาสีน้ำตาลเข้ม แต่ดวงตาคู่นี้เป็นสีน้ำเงินเข้ม
เจ้าหญิงจันทราพยักหน้าแล้วก็ก้มหน้าหลบอย่างขัดเขิน ก็นางไม่เคยให้ใครได้เห็นความอ่อนแอของนางเช่นนี้เลยสักครั้ง
ตะวันล้วงผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาให้ แล้วก็บอกว่า “ถ้างั้นทานต่อนะครับ คุณจะได้แข็งแรงไวๆ
เจ้าหญิงจันทราพยักหน้า ตะวันตักโจ๊กป้อน
จนกระทั่งกินไปได้ค่อนชาม เจ้าหญิงจันทราก็ยกมือทำท่าว่าพอ
ตะวันหยุดป้อนแล้วก็ส่งแก้วน้ำให้
เจ้าหญิงยกแก้วขึ้นดื่มจนหมดแล้วก็วาง
ตะวันเลื่อนโต๊ะออกแล้วก็นั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง แล้วก็ถามว่า “คุณรู้สึกดีขึ้นไหมครับ”
เจ้าหญิงจันทราพยักหน้า
ตะวันก็ถามอีกว่า “คุณมาจากไหนเหรอครับ?”
“นครจันทรา” เจ้าหญิงจันทราตอบ
“แล้วคุณเอาเสื้อผ้าของทิวามาจากไหนครับ?” ตะวันถามแล้วก็หันไปหยิบถุงใส่เสื้อผ้าที่เก็บมาจากโรงพยาบาลพลางหยิบเสื้อผ้าเครื่องประดับทั้งหมดออกมาวางข้างเตียง
เจ้าหญิงจันทราส่ายหน้าอย่างงุนงง
ตะวันจ้องหน้าอีกฝ่ายแล้วก็ถอนหายใจอย่างหนักใจ เขาหยิบโทรศัพท์มาเปิดรูปแล้วก็ยื่นให้อีกฝ่ายดูพร้อมกับถามว่า “แล้วคุณรู้จักผู้หญิงคนนี้ไหมครับฦ”
เจ้าหญิงจันทราจ้องภาพบนมือถืออย่างงงๆ “เอ๊ะ! นั่นข้าหรือ” นางจับโทรศัพท์ไปจ้องมองใกล้ๆ “ไม่ใช่” แล้วนางก็ถามว่า “นางเป็นใครหรือ? ไยจึงหน้าตาเหมือนข้ายิ่งนัก”
“นี่คือทิวา เธอเป็นน้องสาวของเพื่อนของผมครับ เธอเหมือนกับคุณมาก ส่วนเสื้อผ้าพวกนี้ของพวกนี้ก็เป็นของเธอ” ตะวันบอกแล้วก็ถามว่า “แต่ทำไมคุณถึงใส่เสื้อผ้าของเธอล่ะครับ?”
เจ้าหญิงจันทราชี้ไปที่เสื้อผ้าแล้วก็ถามว่า “ข้าสวมใส่สิ่งของพวกนี้หรือ?”
ตะวันพยักหน้าแล้วก็เล่าว่า “คือตอนที่พวกเราพบคุณน่ะครับ คุณนอนสลบไม่ได้สติ คุณใส่เสื้อผ้าพวกนี้อยู่ แล้วเราก็เห็นคุณได้รับบาดเจ็บ” เขาชี้ที่แผลที่ข้อมือแล้วก็เล่าต่อว่า “พวกเราก็เลยรีบพาคุณส่งโรงพยาบาล คุณหน้าตาเหมือนกับเธอมาก พวกเราก็เข้าใจผิดคิดว่าคุณคือเธอ ส่วนทิวา” เขาชี้ที่รูปในมือถือ “เธอหายไปไหนก็ไม่รู้ ผมถึงอยากรู้ว่าคุณเอาของๆเธอมาได้ยังไงครับ”
เจ้าหญิงจันทราส่ายหน้า “ข้าไม่รู้”
ตะวันเครียด แล้วเขาก็ถามว่า “ถ้างั้นแผลนี่คุณไปได้มายังไงครับ” เขาชี้ที่ข้อมือ
เจ้าหญิงจันทราก้มมองแผลที่ข้อมือ “ข้ากรีดเลือดบวงสรวงเทพีจันทรา”
ตะวันอึ้ง! กรีดข้อมือตัวเองเนี่ยนะ…พระเจ้าช่วย นี่เขากำลังคุยกับคนบ้าอยู่รึไง
“เมื่อกี้คุณว่าคุณมาจากไหนนะ นครๆอะไรนะครับ?” เขาถามอีก
“นครจันทรา” เจ้าหญิงจันทราตอบ
“นครจันทราเหรอ?” ตะวันทวนคำแล้วก็ถามว่า “แล้วนครจันทรานี่มันอยู่ตรงไหนของแผนที่โลกเหรอครับ?”
“ท่านอยากเห็นนครของข้าหรือ?” เจ้าหญิงจันทราถาม
“ครับ” ตะวันพยักหน้า
เจ้าหญิงจันทรามองไปรอบๆห้องแล้วก็ชี้มือไปที่กะละมังสแตนเลส “สิ่งนั้นมีน้ำหรือไม่?”
ตะวันมองตามแล้วก็ส่ายหน้า “ไม่มีครับ” แล้วเขาก็ถามว่า “คุณอยากเช็ดตัวเหรอครับ?”
เจ้าหญิงจันทราส่ายหน้าแล้วก็บอกว่า “ไม่ใช่ ข้าจะให้ท่านดูนครของข้า” นางหันไปเห็นเหยือกน้ำข้างเตียง นางก็สั่งว่า “ท่านเอาสิ่งนั้นมาให้ข้า”
ตะวันลุกไปหยิบกะละมังให้อย่างงงๆ
เจ้าหญิงจันทราชี้ให้วางกะละมังบนเตียงข้างตัวนาง ตะวันทำตาม
แล้วเจ้าหญิงก็สั่งว่า “ท่านเอาน้ำเทใส่ให้ข้าด้วย”
ตะวันหันไปหยิบเหยือกน้ำเทน้ำลงไป
“เททั้งหมด” เจ้าหญิงจันทราสั่ง ตะวันทำตาม พอเทหมดแล้วเขาก็วางเหยือกไว้ที่เดิม
เจ้าหญิงจันทรายกมือขึ้นเหนือกะละมัง “ท่านดูในน้ำนี่ซิ” นางสั่งเขา
ตะวันก้มมองน้ำ พลัน! ก็มีแสงสว่างอ่อนๆเปล่งออกมาจากมือของเจ้าหญิงจันทรา
“เฮ้ย!” ตะวันตกใจ แล้วในน้ำก็มีภาพขึ้นมา เขาจ้องมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่อาจจะละสายตาได้ เขาเห็นเมืองกลางหุบเขา ใจหนึ่งอยากจะใส่เกียร์หมาแล้วโกยอ้าว แต่อีกใจสั่งให้เผชิญหน้ากับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เอาวะ! จะเป็นไงให้มันรู้กันไปซิวะ
“นครจันทรา” เจ้าหญิงจันทราบอก นางก็ก้มลงมองภาพในน้ำเช่นกัน
ภาพในน้ำเป็นภาพมุมสูงแล้วก็เปลี่ยนเป็นตึกรามบ้านช่อง
ตะวันหยิกแขนตัวเองให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้ฝันและมีสติดีทุกอย่าง แมร่งเอ้ย…เจ็บฉิบ เธอทำได้ยังไง…!?
“เมืองของข้า” เจ้าหญิงจันทราบอก
แล้วภาพก็เลื่อนไปเหมือนกำลังเดินไปที่ปราสาท
ภาพหายวับ! พร้อมกับเจ้าหญิงจันทราฟุบหมดแรง
“เฮ้ย!” ตะวันตกใจรีบยกกะละมังน้ำออกไป แล้วเขาก็ช่วยพยุงเธอ “คุณๆ คุณเป็นอะไรครับ?”
เจ้าหญิงจันทราฝืนเงยหน้ามองบอกเสียงแผ่วว่า “ข้าเหนื่อย”
“เหนื่อยเหรอ…ถ้างั้นคุณก็นอนก่อนนะครับ” ตะวันรีบกดปุ่มปรับหัวเตียงลง แล้วก็พยุงเธอนอนลง
เขาเห็นเหงื่อเต็มหน้าเธอจึงล้วงกระเป๋าหยิบผ้าเช็ดหน้าเช็ดเหงื่อให้
เจ้าหญิงจันทราตะลึงงัน! ใจหนึ่งอยากจะปัดมือนั้นออก แต่อีกใจหนึ่งกลับสั่งให้นิ่งเฉย นี่ข้าเป็นอะไรไป…ไยข้าจึงยอมให้เขาทำเช่นนี้…
ตะวันซับเหงื่อให้แล้วก็ถามว่า “ดื่มน้ำสักหน่อยไหมครับ”
เจ้าหญิงจันทราส่ายหน้าแล้วก็หลับตาลง
ตะวันมองใบหน้างามอย่างครุ่นคิด นี่เขากำลังเผชิญหน้ากับอะไรอยู่? คนที่มีพลังพิเศษแบบในหนังไซไฟรึไงกัน หรือว่ามนุษย์ต่างดาว? หรือว่า…เอ่อ…คิดไม่ออก
เขาหันไปมองกะละมังพลางยกขึ้นสำรวจ ก็กะละมังธรรมดาๆ น้ำก็น้ำดื่มธรรมดา งั้นที่ไม่ธรรมดาก็คือเธอแล้วล่ะ ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว เจอแต่เรื่องปวดหัวทั้งนั้น นับตั้งแต่สุริยะปราคานั่นแล้วล่ะ สุริยะปราคาที่เกิดขึ้นฉับพลันจนกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก แต่สิ่งที่เขาเผชิญอยู่ในขณะนี้มันพิลึกพิลั่นเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด นี่เขาควรจะทำยังไงดีนะ?
เขาหลับตาลงอย่างต้องการพักสายตาชั่วครู่
“เจ้า…เจ้า…” เขาได้ยินเสียงเรียกจึงลืมตาขึ้น “เฮ้ย!” เขาตกใจ ก็เขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ เขามองรอบตัวแล้วก็ต้องตกใจยิ่งกว่า “เฮ้ย! ไรวะเนี่ย” ก็ตัวเขากำลังลอยอยู่กลางอากาศเช่นกัน เบื้องล่างของเขากับผู้หญิงคนนั้นเป็นดวงจันทร์ส่องแสงเรืองๆ
“ไม่ต้องตกใจไปหรอก สิ่งที่เจ้าเห็นขณะนี้เป็นเพียงการชักนำจิตวิญญาณของเจ้ามาสู่โลกของข้า” ผู้หญิงคนนั้นพูดแล้วก็บอกว่า “ข้าคือเทพีจันทรา”
ตะวันมองอย่างอึ้งๆ นี่มันอะไรอีกวะเนี่ย?
“ข้าอยากขอร้องเจ้าให้เจ้าช่วยดูแลนางด้วย ข้าขอฝากนางไว้ในโลกของเจ้าสักพัก” เทพีจันทราพูด
ตะวันงง นางไหนวะ เพียงแค่คิด…เบื้องหน้าของเขาก็ปรากฏภาพเจ้าหญิงจันทราขึ้น
“นางคือเจ้าหญิงจันทรา” เทพีจันทราบอกแล้วก็พูดอีกว่า “ข้าขอร้องเจ้าให้เจ้าช่วยดูแลนางสักพักจนกว่าสถานการณ์ในนครจันทราจะกลับสู่สภาวะปกติ เจ้าคงสงสัยว่าสิ่งที่ข้าพูดหมายถึงเรื่องใด ข้าให้เจ้าเห็นเองดีกว่า เจ้าจะได้เข้าใจเรื่องราวได้เร็วขึ้น”
แล้วภาพเจ้าหญิงจันทราก็หายไป กลายเป็นภาพนครจันทราปรากฏขึ้น
ตะวันมองอย่างงุนงง
ตึกรามบ้านช่องในนครมายาสว่างไสวสะท้อนแสงจันทร์อ่อนๆ ผู้คนต่างใช้ชีวิตอย่างปกติสุขจนกระทั่งภาพเปลี่ยนไปกลายเป็นชายคนหนึ่งปรากฏขึ้น
“ราชาภากร” เทพีจันทราบอก แล้วภาพใหม่ก็ปรากฏขึ้นกลายเป็นกลุ่มคนมากมายดูฮึกเหิมคล้ายๆทหารในกองทัพ
“กองทัพของราชาภากร” เทพีจันทราบอกอีก แล้วภาพราชาภากรกับกองทัพบุกเข้านครมายา
กองทัพของทั้งสองนครห้ำหั่นฆ่าฟันกันด้วยพลังแห่งสุริยะและพลังแห่งจันทรา แล้วกองทัพของราชาภากรก็ยึดครองนครจันทราได้
ภาพเปลี่ยนไปเป็นภาพราชาอนธการถูกราชาภากรทารุน ภาพเจ้าหญิงจันทราถูกเฆี่ยนตี ผู้คนในนครมายาถูกทารุนอย่างโหดร้าย
ตะวันตะลึง! เสียงผู้คนกรีดร้องโหยหวนอย่างทุกข์ทรมานดังก้องอยู่ในหัว “หยุด! หยุดนะโว้ย!”
ภาพหายวับ! เหลือเพียงความเงียบสงัด ตะวันมองเทพีจันทรา “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!?”
“เจ้าก็ได้เห็นแผลที่หลังของนางแล้ว เจ้าคงเข้าใจแล้วว่าเหตุใดข้าถึงส่งนางไปที่โลกของเจ้า” เทพีจันทราพูดแล้วก็อธิบายว่า “ดินแดนมายาเป็นมิติคู่ขนานของโลกมนุษย์ เมื่อสิ่งหนึ่งหายไปย่อมต้องมีสิ่งหนึ่งเข้ามาทดแทน”
ตะวันมองเทพีจันทราอย่างงุนงง
“ข้ามอบสิ่งนี้ให้แก่เจ้า” เทพีจันทราพูดพร้อมกับวาดมือกลางอากาศ พลัน! ก็ปรากฏดวงจันทร์ดวงเล็กขนาดเท่าลูกเทนนิสขึ้นมา
แล้วดวงจันทร์ดวงนั้นก็แปรสภาพกลายเป็นสร้อยคอกับจี้รูปดวงจันทร์กลมๆเล็กๆ จากนั้นสร้อยก็ลอยไปสวมที่คอของตะวัน
“เมื่อถึงเวลาเจ้าจะรู้ว่าสิ่งนี้มีไว้เพื่ออะไร” เทพีจันทราบอกแล้วร่างของตะวันก็ตกวูบลงไป
“เหวอ…” ตะวันร้องลั่น ตะเกียดตะกายไขว้คว้า
“คุณ คุณคะ คุณ” นางพยาบาลเขย่าตัวตะวัน
“เหวอ…” ตะวันสะดุ้งลืมตาขึ้น
“คุณเป็นอะไรคะ?” นางพยาบาลถาม
Chapter 10 สิงโตพูดได้!!!
ตะวันกะพริบตาปริบๆ หันไปมองนางพยาบาล
นางพยาบาลจ้องหน้าเขา
ตะวันมองหน้านางพยาบาลแล้วก็มองไปรอบๆตัว เขาคงจะฝันไปล่ะมั้ง เขามองพยาบาลแล้วก็ลุกไปเข้าห้องน้ำ
นางพยาบาลมองตามแล้วก็หันไปตรวจคนไข้ “คุณคะขอวัดไข้วัดความดันหน่อยนะคะ”
ตะวันเข้าไปล้างหน้าในห้องน้ำแล้วก็หยิบผ้าข้างอ่างล้างหน้ามาเช็ดหน้า เขาเลื่อนไปเช็ดที่คอแล้วก็สะดุดกับบางอย่าง เขาก้มลงดึงบางสิ่งบางอย่างที่คอออกมาดู
สร้อยสีเงินกับจี้ดวงจันทร์
“เฮ้ย!” เขาตะลึง! เงยหน้ามองเงาสะท้อนในกระจกแล้วก็ก้มลงมองสร้อยเส้นนั้น “อะไรกันเนี่ย…มันอยู่นี่ได้ไง!?” ก็เขาฝันไม่ใช่เหรอ…!?
พลัน! เขาก็ได้ยินเสียงเบาๆดังออกมาจากจี้ดวงจันทร์ว่า “ฝากนางด้วย”
เขาตะลึงอีกครั้ง
พอตั้งสติได้เขาก็ถอดสร้อยออก
“เฮ้ย!” ทำไมมันถอดไม่ออกล่ะ” เขาหมุนสร้อยวนไปรอบๆพยายามจะถอดออกแต่ก็ถอดไม่ได้ เขาก้มมองหาตะขอ แต่ก็ไม่มี พยายามจะถอดให้ได้แต่ก็ทำไม่ได้เขาจึงตัดสินใจกระชากออก “โอ๊ย!” แต่สร้อยก็ไม่ขาดออกแถมเขายังเจ็บตัวอีก
“ถอดไม่ได้จนกว่าจะถึงเวลา” เสียงออกมาจากจี้ดวงจันทร์อีกครั้ง
ตะวันก้มมองจี้อย่างหงุดหงิด “โธ่โว้ย!” นี่ถ้าเขาเป็นพวกขวัญอ่อนคงสติแตกไปแล้วแน่ๆ เขาเปิดประตูห้องน้ำ พลัน! ก็ได้ยินเสียงพยาบาลพูดว่า “ล้างแผลก่อนนะคะ”
“เจ็บเหรอคะ? ขอโทษค่ะ ทนแสบนิดนึงนะคะ เธอหยิบเบตาดีนให้ฉันหน่อยซิ”
ตะวันเปิดประตูเดินออกไป เขาเห็นพยาบาลกำลังล้างแผลให้เธออยู่ เขาตะลึง! เมื่อเห็นแผลบนแผ่นหลังบอบบาง แล้วภาพที่เห็นเธอถูกเฆี่ยนตีอย่างทารุนก็แว๊บเข้ามา
มันเป็นความจริงอย่างนั้นเหรอ…? เขาจ้องแผ่นหลังบอบบางอย่างลืมตัว รอยแตกยับนับไม่ถ้วน เรือนร่างบางสั่นสะท้านทุกครั้งที่สำลีสัมผัสกับบาดแผล
“ทนนิดนึงนะคะ เดี๋ยวก็เสร็จแล้วค่ะ” พยาบาลบอกขณะทายาให้
ตะวันขบกรามกำมือแน่น มันเป็นคนแบบไหนกันถึงทำกับผู้หญิงตัวเล็กๆได้ถึงขนาดนี้น่ะ! ไอ้เลวชาติชั่วเอ้ย! เขาถอยกลับไปยืนพิงผนังห้องน้ำ รอจนกว่าพยาบาลจะล้างแผลเสร็จ ตอนที่เห็นครั้งแรกเขาเห็นแค่นิดเดียวก็โกรธจนแทบอยากฆ่าไอ้คนที่ทำให้ตายคามือ แต่พอได้เห็นชัดๆเต็มตา เขาก็อยากแล่เนื้อมันให้เป็นหมื่นเป็นแสนชิ้นให้สาสมกับความโหดร้ายทารุนของมัน
“เสร็จแล้วค่ะ” เสียงพยาบาลบอก สักพักเขาก็ได้ยินพยาบาลพูดว่า “หายไวๆนะคะ ดิฉันขอตัวก่อนค่ะ”
แล้วพยาบาลก็เดินออกมา “อุ๊ย!”
ทั้งสองคนยิ้มให้เขาแล้วก็พูดว่า “สวัสดีค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ”
ตะวันพยักหน้า ทั้งสองคนก็เดินออกไป
แล้วตะวันก็เดินเข้าไป เขาเห็นเธอนอนตะแคง เขาก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้ มองเธออย่างเงียบๆ
ผู้หญิงตัวเล็กๆต้องเผชิญกับความโหดร้ายทารุนขนาดนั้น เธอช่างน่าสงสารนัก เขาเอื้อมมือไปลูบหัวเบาๆ
เจ้าหญิงจันทราสะดุ้ง! ผงะออก
“ไม่ต้องกลัวนะครับ ผมจะดูแลคุณเอง ไม่มีใครทำอะไรคุณได้ทั้งนั้น” ตะวันพูดปลอบเสียงนุ่ม
เจ้าหญิงจันทรามองเขาอย่างหวาดระแวง แต่พอเห็นสายตาอ่อนโยนของเขา นางก็ยอมให้เขาลูบหัว นางหลับตาลงอย่างคลายความหวาดกลัว ไออุ่นที่ลูบหัวอย่างทนุถนอมทำให้นางหลับอย่างง่ายดาย
สักพักใหญ่ตะวันเห็นเธอหลับไปแล้ว เขาก็ลุกขึ้นเดินไปกดโทรศัพท์ในห้องน้ำ
พอปลายสายรับสาย “มีไรวะไอ้วัน?”
“แกอยู่ไหนแล้ววะไอ้ยะ?” ตะวันถาม
“ฉันก็อยู่สนามบินซิวะ รอขึ้นเครื่องอยู่เนี่ย” อารยะตอบ
“กี่โมง?” ตะวันถามอีก
“อีกชั่วโมงนึงว่ะ” อารยะตอบ
ตะวันก้มลงดูนาฬิกาข้อมือแล้วก็บอกว่า “แมร่งเอ้ย! แค่ชั่วโมงเดียวงั้นเหรอ?”
“ก็เออซิวะ มีไรวะไอ้วัน” อารยะถามอย่างสงสัย
“ก็ถ้ามีเวลามากว่านี้ฉันก็อยากให้แกกลับมาที่โรงบาลก่อนไง แค่ชั่วโมงเดียวไปกลับก็ไม่ทันแล้วล่ะ” ตะวันบอก
“แกมีเรื่องไรวะไอ้วัน?” อารยะถามอย่างรู้นิสัยเพื่อน
“คืองี้ว่ะ…” แล้วตะวันก็เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้เพื่อนฟัง
“เฮ้ย! พระเจ้าช่วยกล้วยทอดไหม้!” อารยะสบถหน้าเครียดหลังจากได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด แต่พอหันไปมองรอบๆตัวก็เห็นคนอื่นๆจ้องมาที่เขาเป็นตาเดียว “เอ่อ…ขอโทษครับ ไม่มีอะไรครับ”
คนอื่นเลิกสนใจแล้วก็หันไปทำกิจกรรมของตัวเองต่อ
แล้วอารยะก็พูดกับเพื่อนว่า “แมร่งเอ้ย! นี่ถ้าฉันเจอกับตัวเองอย่างที่แกเจอนะไอ้วัน ฉันนิมนต์หลวงพ่อโกยแล้วล่ะว่ะ”
“ฉันว่าแกกลับมาตั้งหลักก่อนไม่ดีกว่าเหรอ?” ตะวันบอก
อารยะส่ายหน้า “ไม่ล่ะ ยังไงฉันก็ต้องหายัยวาให้เจอให้ได้ ขอบใจนะ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายที่แกออกไปก่อนเดี๋ยวฉันจะโอนคืนให้ทีหลัง”
“เฮ้ย! เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ แต่แกจะไปตามหาทิวายังไงล่ะ?” ตะวันถามอย่างเป็นห่วง
“ก็ยัยวาหายไปตรงไหน ฉันก็ไปหาตรงนั้นแหละ เริ่มจากตรงนั้นก่อนไง ฉันเชื่อว่ายังไงๆฉันต้องได้พบยัยวา” อารยะบอกอย่างมั่นใจ
ตะวันพยักหน้า “เออ งั้นก็ขอให้แกเดินทางปลอดภัย โชคดีนะไอ้ยะ”
“แต๊งกิ้วไอ้วัน” อารยะบอกแล้วก็ตัดสาย เขาเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าแล้วก็มองไปข้างหน้าอย่างมีความหวัง เขาจะต้องหาน้องสาวให้พบก่อนที่วันลาหยุดจะหมดลง
ณ นครจันทรา
ทิวาตื่นขึ้นเพราะรู้สึกหิว “หิวข้าวจัง”
รัตติได้ยินเสียงเจ้าหญิงก็รีบหันไปมอง “ท่านตื่นแล้ว”
ทิวาลุกขึ้นนั่งพลางลูบท้อง “เอ…ในฝันมันหิวขนาดนี้เลยเหรอ?”
“ท่านหิวเหรอเจ้าคะ” รัตติเดินเข้าไปนั่งคุกเข่าข้างเตียง
ทิวาพยักหน้า
“ถ้าเช่นนั้นเดี๋ยวข้าไปยกอาหารมาให้ท่านนะเจ้าคะ” รัตติบอกแล้วก็ลุกไป
รัตตาก็เดินเข้าไปคุกเข่าข้างเตียงอีกด้านแล้วก็บอกว่า “เชิญเจ้าค่ะ” นางผายมือไปที่โต๊ะริมหน้าต่าง
ทิวามองตามแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปนั่งที่เก้าอี้พลางมองออกไปนอกหน้าต่าง เธอเห็นต้นไม้เหี่ยวเฉาก็รู้สึกหดหู่
รัตติถือถาดอาหารเข้ามา นางวางอาหารลงบนโต๊ะ “วันนี้มีซุปข้าวโพดกับขนมปังเจ้าค่ะ”
ทิวามองดูอาหารอย่างรู้สึกหิว “ขอบคุณค่ะ” เธอพูดแล้วก็หยิบช้อนมาตักซุปกิน
รัตติชะงัก! ที่ได้ยินเจ้าหญิงพูดว่าขอบคุณค่ะ นางหันไปมองหน้าแม่อย่างประหลาดใจ
รัตตามองเจ้าหญิงอย่างประหลาดใจ ปกติเจ้าหญิงเพียงแค่พยักหน้าเท่านั้น เหตุใดวันนี้ท่านจึงได้พูดจาเช่นนี้เล่า
ทิวากินซุปหมดแล้วก็บิขนมปังกินต่อ เพียงครู่เดียวเธอก็จัดการอาหารหมดเรียบ แล้วเธอก็ยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม
“ขอบคุณค่ะ” เธอพูดกับทั้งสองคนแล้วก็ลุกขึ้นยืน
ทั้งสองคนมองเจ้าหญิงอย่างประหลาดใจ
ทิวามองไปรอบๆแล้วก็บอกว่า “ออกไปเดินเล่นดีกว่า”
ทั้งสองตะลึง! “เดินเล่น!”
แล้วทิวาก็เดินไปที่ประตูที่เห็นรัตติเดินออกไปยกอาหารมา เธอเปิดประตูออกแล้วก็เดินไปตามทางเดิน
เธอมองไปรอบๆอย่างตื่นตาตื่นใจ ปราสาทใหญ่สวยงาม “โห…ฝันเหมือนจริงมาก ทั้งรูปรสกลิ่นเสียง ฝันสี่มิติเลยใช่ไหมเนี่ย อะไรจะฝันเป็นจริงเป็นจังได้ขนาดนี้ล่ะเนี่ย ว๊าว! สุดยอดเลย” เธอลูบผนังไปอย่างตื่นเต้น
เธอเดินไปตามทางเดินแล้วก็ลงบันไดไปข้างล่าง พลัน! เธอก็ได้ยินเสียงร้อง “โอ๊ย!”
เธอหันไปมองขวับ
“นังซุ่มซ่าม! รีบเช็ดให้สะอาดเชียว!”
ผู้ชายสองคนกำลังเงื้อแส้ฟาดใส่ผู้หญิงคนหนึ่ง “โอ๊ย!ๆ”
“เฮ้ย! ไรง่ะ!?” ทิวาตกใจรีบเดินไปดูทันที “หยุดนะ!” เธอตวาดลั่น
ผู้ชายสองคนนั้นชะงัก! หันมามอง “เจ้าหญิงจันทรา” แล้วทั้งสองก็หันไปเฆี่ยนผู้หญิงคนนั้นต่อ ขวับ!ๆ “โอ๊ย!ๆ”
ทิวาโกรธเลือดขึ้นหน้า เธอวิ่งเข้าไปผลักผู้ชายคนที่อยู่ใกล้ที่สุด “หยุดนะ! ไอ้พวกชั่วรังแกผู้หญิง!”
“โอ๊ะ!” ผู้ชายคนนั้นเซไป แล้วก็หันขวับมามองอย่างโกรธจัด “เจ้ากล้าผลักข้ารึ!”
“เออซิ!” ทิวากระแทกเสียงตอบพลางชี้หน้าด่า “ไอ้พวกหน้าตัวเมียรังแกผู้หญิงไม่มีทางสู้! พวกแกมันเลวยิ่งกว่าสัตว์ซะอีก!”
“เจ้าหญิง” ผู้หญิงคนนั้นเรียกอย่างเป็นห่วงปนซึ้งใจที่เจ้าหญิงเข้ามาปกป้องตัวเอง
ผู้ชายสองคนมองอย่างโกรธจัดที่ถูกด่า “เจ้าหญิงจันทรา!” แล้วคนหนึ่งก็เงื้อแส้ฟาดสุดแรง ขวับ!
ทิวาเบี่ยงตัวหลบอย่างว่องไวมือก็คว้าปลายแส้กระชากสุดแรง
แส้หลุดจากมือชายคนนั้น “โอ๊ะ!”
แล้วทิวาก็ใช้อีกมือคว้าด้ามแส้หมับ ต้องขอบคุณกีฬายิมนาสติกที่ทำให้เธอมีทักษะในการใช้แส้
พอมีแส้อยู่ในมือเธอก็ฟาดใส่ผู้ชายคนนั้น ขวับ! “โอ๊ย!”
แล้วทิวาก็ฟาดแส้ใส่ผู้ชายอีกคน ขวับ! “โอ๊ย!”
ทั้งสองมองอย่างโกรธสุดขีด “เจ้ากล้าเฆี่ยนพวกข้า ข้าจะเฆี่ยนเจ้าให้สลบเชียว! เจ้าหญิงจันทรา!”
“มีอะไรรึ?” เสียงหนึ่งถามพร้อมกับเจ้าของเสียงก้าวเข้ามา
ทั้งหมดหันไปมอง
“ราชาภากร” ผู้ชายสองคนรีบก้มหัวให้
ทิวาชะงัก! ผู้ชายคนนี้อีกแล้วเหรอ…?
ส่วนผู้หญิงคนนั้นก็มีท่าทีหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา
“นางแย่งแส้ข้าไปแล้วยังเฆี่ยนพวกข้าอีก” ผู้ชายทั้งสองคนบอกเหมือนจะฟ้อง
ราชาภากรมอง ‘เจ้าหญิงจันทรา’ อย่างไม่พอใจ “ดูท่าทางว่าเจ้าคงจะลืมความเจ็บปวดไปแล้วกระมังถึงได้กล้าหาเรื่องใส่ตัวเช่นนี้น่ะ”
ทิวารู้สึกกลัวแต่ก็เชิดหน้าสู้ “แล้วจะทำไม? จะสามรุมหนึ่งรึไง?” เธอกำแส้แน่น ทำใจสู้ เอาวะ! ตายเป็นตาย!
ราชาภากรประหลาดใจกับคำพูดของนาง เขาแบมือออกก็ปรากฏแส้ขึ้นมา แล้วเขาก็ฟาดขวับ!
ทิวากระโดดถอยหลังหลบ ฉับพลัน! ตรงที่เธอเคยยืนอยู่ก็ปรากฏสิงโตสีทองขึ้น สิงโตตัวนั้นงับปลายแส้เอาไว้
“ท่านมาขวางข้าทำไม?” ราชาภากรถามเทพสุริยะในร่างจำแลง
เทพสุริยะคายแส้ออกแล้วก็พูดว่า “ข้าก็แค่ถูกใจนาง”
ทิวามองสิงโตตัวนั้นอย่างตะลึง! “สิงโต!” ตัวเบ้อเริ่มเทิ้มเลยด้วย
ราชาภากรมองเทพสุริยะอย่างไม่พอใจ
แล้วเทพสุริยะก็หันขวับไปกระโจนงับคอเสื้อทิวาหมับ!
“ว๊าย!” ทิวาตกใจร้องลั่น! กลัวสุดขีด ก็สิงโตตัวเบ้อเริ่มเทิ้มกระโจนใส่ไม่กลัวก็บ้าล่ะ
เทพสุริยะงับคอเสื้อทิวาแล้วก็คาบวิ่งออกไปจากปราสาท
“ว๊าย!” ทิวากรีดร้องลั่น! ตายแน่! ฉันโดนสิงโตเขมือบชัวร์!!!
ราชาภากรฟาดแส้ลงพื้นอย่างไม่พอใจ “ชิ!”
ผู้ชายสองคนรีบเดินเลี่ยงไปทันที ก็จะอยู่ให้โดนลูกหลงรึไง
ส่วนผู้หญิงคนนั้นก็รีบหลบไปเช่นกัน
เทพสุริยะวิ่งออกไปที่ทุ่งหญ้าแห้งแล้งแล้วก็ปล่อยทิวาลง
ทิวาตัวสั่นเทา กอดตัวเองก้มหน้าคู้ตัวจนคล้ายตัวนิ่มกลมๆที่ป้องกันตัวด้วยการขดตัว
เทพสุริยะใช้ขาหน้าเขี่ยต้นแขนอีกฝ่าย “นี่เจ้า เงยหน้าซิ”
“ไม่นะ อย่ากินฉันนะ ฉันไม่อร่อยหรอก ฉันทั้งผอมทั้งแห้งไม่มีเนื้อให้แกกินหรอกนะ” ทิวาตะโกนบอกอย่างหวาดกลัวทั้งๆที่ยังคู้ตัวอยู่อย่างนั้น
เทพสุริยะนึกขำก็แกล้งแหย่ว่า “ผอมๆแห้งๆแบบนี้ล่ะข้าชอบนัก เคี้ยวแต่ละทีอร่อยอย่าบอกใครเชียว”
ทิวาสะอึก! “เหวอ…ตายแน่ฉ้าน!”
เทพสุริยะหัวเราะ “ฮ่าๆๆๆ” แล้วก็บอกว่า “ข้าไม่กินเจ้าหรอก เงยหน้าหน่อยซิ”
ทิวาชะงัก! “ไม่กินจริงๆนะ” เธอเหลือบมองอย่างหวาดกลัว พลางคิดในใจว่า สิงโตพูดได้ด้วย…ก็ฝันนี่เน้อ…
เทพสุริยะพยักหน้า “ข้าไม่กินเจ้าหรอก ข้าจะเก็บเจ้าเอาไว้เลี้ยงให้อ้วนๆแล้วค่อยกิน”
ทิวาสะอึก! “ง่ะ!”
“เจ้าเป็นใครกันหรือเจ้าเด็กน้อย เจ้าไม่ใช่เจ้าหญิงจันทรา” เทพสุริยะถามพลางจ้องมองนาง
ทิวาเงยหน้ามองสิงโตตัวเท่าม้าอย่างงงๆ “อ้าว…จะไม่ใช่ได้ไง? ใครๆก็เรียกฉันว่าเจ้าหญิงจันทราทั้งนั้นนี่น่า”
“แค่กลิ่นก็ไม่ใช่แล้วเจ้าเด็กน้อย เจ้าอาจจะหลอกใครๆได้ แต่หลอกข้าไม่ได้หรอกนะ” เทพสุริยะพูดแล้วก็เดินเข้าไปจ้องหน้านางเขม็ง
ทิวาผงะออก “อึ๋ย…” ก็เธอกลัวโดนกัดนี่น่า
“แล้วใครล่ะเจ้าหญิงจันทรา” เธอย้อนถามอย่างอยากรู้
เทพสุริยะวาดขาหน้าเป็นวงกลมกลางอากาศ พลัน! ก็ปรากฏภาพเจ้าหญิงจันทราขึ้น
ทิวามองภาพนั้นเคลื่อนไหวไปเหมือนกำลังดูทีวี จมูกก็ได้กลิ่นหอมแรง กลิ่นคล้ายกับดอกซ่อนกลิ่น
“นี่แหละเจ้าหญิงจันทรา” เทพสุริยะบอก “ส่วนเจ้าถึงจะเหมือนแต่ก็ไม่ใช่ แค่กลิ่นก็ต่างกันแล้ว เสื้อผ้าเจ้ามีกลิ่นดอกจันทราแต่ก็ไม่อาจจะกลบกลิ่นของตัวเจ้าได้”
ทิวาก้มลงดมตัวเองอย่างงงๆ “ฉันมีกลิ่นตัวด้วยเหรอ ตายแล้ว กลิ่นคงเหม็นฉึ่งแน่ๆเลย”
เทพสุริยะส่ายหน้า “ไม่ใช่กลิ่นเหม็น แต่เจ้ามีกลิ่นหอมที่ข้าไม่รู้จัก ข้าไม่อาจจะบอกได้ว่ากลิ่นเจ้าเหมือนกับสิ่งใดในดินแดนมายา”
