Chapter 98 ลักพาตัวจางเฉียน
“หือ?” ทุกคนหันไปมองเหอซินซือเป็นตาเดียว
“เจ้าเห็นอะไรรึ?” จูลี่ถิงถาม เหอซินซือจึงตอบว่า “ข้าเห็นคุณชายจางพาคุณหนูเฟิ่งเข้าห้องไปเจ้าค่ะ แต่เหตุใดจึงกลายเป็นสาวใช้คนนี้ที่อยู่กับคุณชายจางไปได้ล่ะ? หรือว่าเรื่องราวแท้จริงจะถูกปิดบังเอาไว้ อีกทั้งสาวใช้คนนั้นก็ยืนกรานขวางเอาไว้ตั้งนาน นางไม่ยอมให้ใครเข้าไปได้ เช่นนั้นน่าจะหมายความว่าตอนนั้นคุณหนูเฟิ่งคงอยู่ในห้องกระมัง?”
“หากข้าอยู่ข้างในจริงๆ เช่นนั้นข้าจะมาที่ด้านหน้าเรือนได้อย่างไร? ห้องๆ นั้น ด้านหลังเรือนเป็นกำแพงสูง ข้าที่เป็นคุณหนูในห้องหับปีนกำแพงก็ปีนไม่ไหว หรือว่าท่านคิดว่าข้าปีนไหว?” เฟิ่งหวงถามน้ำเสียงราบเรียบ แล้วหันไปถามแม่นมซื่อว่า “เหตุใดเจ้าจึงไปขวางประตูเอาไว้ล่ะ?”
“บ่าวคิดว่าเป็นคุณหนูที่อยู่ข้างใน บ่าวจึงได้ขวางเจ้าค่ะ” ซื่อเฟิงตอบ เฟิ่งหวงบอก “แต่ว่าข้าไม่ได้อยู่ข้างใน ข้าไปที่เรือนท่านแม่เปลี่ยนเสื้อ เพราะว่าข้าเผลอทำน้ำชาหกใส่เสื้อ สาวใช้ที่เรือนท่านแม่ก็เห็น พวกนางล้วนเป็นพยานให้ข้าได้”
“โอ้ เป็นเช่นนี้เองหรือเจ้าคะ บ่าวหลงเชื่อสาวใช้คนนั้นไปเสียแล้ว บ่าวไม่ดีเองเจ้าค่ะ คุณหนูโปรดลงโทษบ่าวด้วยเจ้าค่ะ” ซื่อเฟิงพูดพลางคุกเข่าลง
“หึ! เป็นพยานงั้นรึ สาวใช้ของฮูหยินเป็นพยานให้คุณหนูเฟิ่ง ข้าว่าคงเข้าข้างกันมากกว่ากระมัง” เหอซินซือแค่นเสียงเยาะ
หลิวฟางอิ่งลุกขึ้นไปตบเหอซินซือ เพี๊ยะ!
“โอ๊ย!” เหอซินซือร้องคำหนึ่ง หน้าหันตามแรงตบ นางหันกลับไปจ้องหน้าฮูหยินหลิว “เจ้า…เจ้ากล้าตบข้า!”
“โอ้!” / “อ้า!” / “ว๊าย” ผู้คนตกใจกันถ้วนหน้า
“เจ้าใส่ร้ายลูกสาวข้า ข้าตบเจ้าก็สมควรแล้ว” หลิวฟางอิ่งพูดน้ำเสียงเย็นชา หน้าตาดุดัน
“ข้าไม่ได้ใส่ร้ายนะ ข้าเห็นจริงๆ” เหอซินซือเถียงเสียงดัง “สาวใช้ของข้าก็เห็น”
นางหันไปถลึงตาใส่สาวใช้ของตัวเอง สาวใช้คนนั้นจึงรีบพูดว่า “ข้าเห็นเจ้าค่ะ”
เพี๊ยะ!
“โอ๊ย!” เหอซินซือถูกตบอีกครั้ง นางร้องคำหนึ่งยังไม่ทันจะได้พูดอะไรก็ถูกฮูหยินหลิวตบอีก เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!…
“โอ๊ย!” เหอซินซือถูกตบรัวๆ ไม่ยั้ง หลิวฟางอิ่งตบไปพลางพูดว่า “กล้าใส่ร้ายลูกสาวข้า ข้าจะตบเจ้า!”
“โอ้” / “ว๊าย!” / “อ้า!” ผู้คนตกใจอีกครั้ง
“ห้ามนาง” จูลี่ถิงสั่ง พวกสาวใช้จึงกรูเข้าไปจับฮูหยินเอาไว้ รุ่ยหลินขวางเอาไว้ นางผลักสาวใช้ของฮูหยินผู้เฒ่าออกอย่างดุร้าย “ห้ามทำร้ายฮูหยินข้านะ!”
เฟิ่งหวงหลิ่วตามองแม่นมซื่อ ซื่อเฟิงจึงรีบลุกไปช่วยรุ่ยหลิน ทำให้เหตุการณ์โกลาหลวุ่นวายไปหมด
“อ้า!” / “ว๊าย!” พวกสาวใช้หวีดร้อง พวกนางเองก็ไม่กล้าเข้าไปจับตัวฮูหยินจริงๆ จังๆ หรอกนะ
นายท่านรักฮูหยินจะตาย ใครบ้างไม่รู้ แตะต้องฮูหยินให้บาดเจ็บ พวกนางได้ถูกนายท่านลงโทษแน่!
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!…
“โอ๊ย!ๆๆๆๆ” เหอซินซือถูกตบจนหน้าหันไปหันมา นางพยายามสู้กลับ แต่ว่าอีกฝ่ายเรี่ยวแรงมากยิ่งนัก อีกทั้งนางเจ็บจนจะตายแล้ว จึงยิ่งไม่มีเรี่ยวแรงไปสู้กลับได้ นางล้มลงไป หลิวฟางอิ่งจึงขึ้นคร่อมแล้วกระหน่ำตบไม่ยั้ง “ใส่ร้ายลูกสาวข้า ข้าจะตบเจ้าให้ตาย!”
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!…
“ชายตาให้สามีข้า คิดว่าข้าไม่รู้รึ!”
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!…
“อยากได้สามีข้าจนตัวสั่น เจ้าคิดว่าข้าโง่นักรึ!”
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!…
หลิวฟางอิ่งตบพลางด่า แต่ละฝ่ามือนั้นทุ่มลงไปสุดกำลังของนางเลยทีเดียว เหอซินซือถูกตบจนหน้าหันไปหันมา แก้มบวมเบ่งเหมือนหัวหมู ซ้ำยังมีฟันกระเด็นหลุดออกมาอีกด้วย
อู๋สี่เห็นภาพฉากนี้ก็ตกตะลึงไปเหมือนกัน ครั้นเขาตั้งสติได้ก็จะก้าวไปห้ามปราม แต่หยางซีถิงกลับยื่นมือขวางเอาไว้ อู๋สี่มองสีหน้านายท่านแล้วจึงชะงักเท้า หยางซีถิงลดแขนลงแล้วมองฮูหยินตบๆ เหอซินซือ
อู๋สี่เข้าใจเจตนาของนายท่านแล้ว อันที่จริงนายท่านของเขาก็ไม่ชอบเหอซินซือเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นางชอบยื่นมือยื่นเท้าเข้ามายุ่มย่ามในจวนบ่อยครั้ง อาศัยว่าเป็นท่านน้าของซื่อจื่อ นายท่านจึงไม่อาจจัดการอะไรได้มากนัก คราวนี้ดีเลย ถูกฮูหยินตบสั่งสอนเสียบ้าง เหอๆๆๆ…
จูลี่ถิงมองเหตุการณ์วุ่นวายตรงหน้าแล้วตวาดเสียงดังว่า “หลิวฟางอิ่ง! เจ้าตบฮูหยินเหอทำไม?”
หลิวฟางอิ่งได้ยินเสียง แต่นางกลับทำเหมือนไม่ได้ยิน ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองแม้แต่น้อย ยังคงตบเหอซินซือต่อไปอีก เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!…
จูลี่ถิงคิดว่าลูกสะใภ้ไม่ได้ยินเสียงของนาง นางจึงรีบเดินไปใกล้ๆ ปากก็ตะโกนว่า “หลิวฟางอิ่ง! หยุด! หยุด! เจ้าหยุดได้แล้ว!”
หลิวฟางอิ่งยังคงตบเหอซินซือต่อไป เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!…
ในเมื่อตบคนแล้ว นางก็อยากจะตบให้หนำใจเสียหน่อย คนๆ นี้ชอบจิกกัดนางมาหลายปี ความแค้นใจนี้นางขอระบายมันบ้างเถอะ ในเมื่อลงมือแล้วก็ต้องเอาให้หนำใจสักหน่อยเถอะ เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!…
“ไอหยา! นางเสียสติไปแล้วกระมัง!” จูลี่ถิงตกตะลึงไป แล้วสั่งลูกชายว่า “เจ้ารีบเข้าไปห้ามนางเร็ว! เดี๋ยวซินซือจะตายคามือนางเสียก่อน”
“ขอรับ” หยางซีถิงรับคำแล้วจึงรีบพุ่งเข้าไปห้ามปราม “อิ่งเอ๋อร์! หยุดนะ!”
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!…
หลิวฟางอิ่งยังคงตบต่อไป คล้ายกับไม่ได้ยินเสียงสามี จูลี่ถิงร้องสั่ง “เร็วเข้า เจ้าจับตัวนางออกซิ”
หยางซีถิงจึงก้าวไปข้างหลังฮูหยิน รวบเอวนางแล้วอุ้มนางออกจากตัวเหอซินซือที่นอนสภาพน่าอนาถอยู่บนพื้น คนถูกตบจนหน้าบวมเป็นหัวหมู ซ้ำข้างๆ ยังมีซี่ฟันหลุดร่วงหลายซี่ทีเดียว เขามองดูสภาพอนาถของเหอซินซืออย่างสะใจลึกๆ อยู่ในใจ สมน้ำหน้า!
หลิวฟางอิ่งแกล้งดิ้นๆ ตะเกียกตะกายไปจะพุ่งไปตบคนต่อ มือไม้นางทุบตีท่อนแขนที่รัดเอวตุบตับๆ แต่หยางซีถิงไม่รู้สึกเจ็บสักเท่าไหร่ เขาจึงมองนางแวบหนึ่ง ที่แท้แล้วนางไม่ได้เสียสติแต่อย่างใด เพราะหากนางเสียสติไปจริงๆ นางย่อมลงมือทุบตีเขาจนเขาเจ็บมาก ไม่แน่อาจถึงขั้นเลือดตกยางออกก็ได้ แต่นี่เรี่ยวแรงที่นางทุบตีลงมากลับหนักเบาพอประมาณคล้ายนางกำลังทุบนวดแขนให้เขาอยู่อย่างไรอย่างนั้น หึๆๆๆ เมียข้าช่างเจ้าเล่ห์จริง
เขาอุ้มนางออกไปพลางกล่อมว่า “อิ่งเอ๋อร์ๆ เจ้าตั้งสติให้ดีๆ หน่อย นี่ข้าเองนะ”
หลิวฟางอิ่งค่อยๆ มีท่าทีสงบลง นางหันไปมองคนข้างหลัง ทำหน้าตางุนงง “ท่านพี่?”
“อืม ข้าเอง” หยางซีถิงพยักหน้า หลิวฟางอิ่งจึงมองไปรอบๆ แล้วทำหน้าฉงนงงงวย “นี่!?”
“ไอหยาๆ ซินซือ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” จูลี่ถิงถามพลางมองเหอซินซือที่นอนสภาพน่าอเนจอนาถอยู่บนพื้น เหอซินซืออ้าปากพะงาบๆ แล้วก็สลบไป หยางซีถิงจึงสั่งว่า “พ่อบ้านอู๋ รีบเชิญหมอ แล้วพาฮูหยินเหอไปพักที่ห้องก่อน”
“ขอรับ” อู๋สี่รับคำสั่งแล้วชี้นิ้วสั่งสาวใช้ “พวกเจ้าช่วยกันหามฮูหยินเหอเร็วเข้า ส่วนเจ้ารีบไปตามท่านหมอมา เขาน่าจะมาถึงแล้วกระมัง”
“เจ้าค่ะ” สาวใช้คนหนึ่งรับคำสั่งแล้วรีบวิ่งออกไปทันที ส่วนคนอื่นๆ ก็รีบหามเหอซินซือขึ้นมา ส่วนสาวใช้ของเหอซินซือก็รีบตามเจ้านายไป สีหน้านางหวาดผวาตื่นกลัวไปหมดแล้ว จู่ๆ นายหญิงของนางก็ถูกทุบตีปางตายในจวนท่านแม่ทัพใหญ่ เรื่องนี้ทำนางตกใจจนขวัญกระเจิดกระเจิงไปหมดแล้ว!
จูลี่ถิงมองดูเหอซินซือที่ถูกหามออกไปแล้วหันไปมองดูลูกสะใภ้ที่ยังอยู่ในอ้อมแขนลูกชายนาง นางจึงมองลูกสะใภ้อย่างโมโห เคาะไม้เท้าในมือดึงกึงๆ “เจ้าตบตีฮูหยินเหอได้อย่างไร!? เจ้าหลงลืมสถานะของตัวเองไปแล้วรึ!?”
หลิวฟางอิ่งทรุดตัวลงคุกเข่า นางไม่พูดแก้ตัวสักคำ เพียงเอ่ยว่า “ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ”
หยางซีถิงก็ไม่กล้าพูดขอร้องแทนนาง หากว่าเขาพูดออกไป ท่านแม่ต้องยิ่งโมโหมากกว่าเดิมน่ะซิ เขาจึงหลิ่วตาสั่งพ่อบ้านอู๋ อู๋สี่เห็นสายตาเจ้านาย เขาจึงก้าวไปหาคุณชายรองคุณชายสาม ดันหลังพวกเขาออกไป
“คนที่ควรตีเจ้ากลับไม่ตี คนที่ไม่ควรตีเจ้ากลับตี คราวนี้ดีเลย เจ้าก่อเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ ข้าจะชดใช้ให้ตระกูลเหอกับตระกูลฉางอย่างไรดี ฮูหยินเหอของตระกูลฉางถูกตบตีในบ้านข้าเช่นนี้!?” จูลี่ถิงตวาดอย่างโมโหจนตัวสั่น “โบยนาง โบยนางร้อยที!”
สาวใช้ไม่กล้าขยับ จูลี่ถิงจึงเคาะไม้เท้าในมือดังกึงๆ “พวกเจ้ายังไม่จับนางโบยอีกรึ? ต้องให้ข้าลงมือเองหรืออย่างไร!?”
“ท่านย่า โบยข้าแทนเถอะขอรับ” หยางจุนรีบวิ่งไปกอดท่านแม่เอาไว้พลางเงยหน้ามองท่านย่าอย่างต้องการรับโทษแทนท่านแม่
“ท่านย่า โบยข้าแทนท่านแม่เถอะขอรับ ข้ายินดีรับโทษแทนท่านแม่ขอรับ” หยางจื้อก็โผไปกอดท่านแม่อีกข้าง พวกเขาสองคนปกป้องนางไว้ตรงกลาง จูลี่ถิงมองหลานชายทั้งสองอย่างจนใจ นางจะโบยตีพวกเขาลงได้อย่างไร โบยตีพวกเขานั่นไม่ต่างอะไรจากนางโบยตีลงบนหัวใจตัวเองเลย “พวกเจ้า!”
“ท่านย่า โบยข้าแทนเถอะขอรับ” หยางจุนกับหยางจื้อพูดแทบจะพร้อมกัน พวกเขากอดท่านแม่เอาไว้ไม่ยอมปล่อย จูลี่ถิงมองหลานชายทั้งสองแล้วจึงเอ่ยว่า “ไม่ต้องโบยแล้ว แต่ว่ามารดาเจ้าทำผิดใหญ่หลวงนัก ข้าต้องลงโทษนาง ให้นางไปคุกเข่าที่ศาลบรรพชน อดข้าว 10 วัน”
หยางซีถิงแอบถอนหายใจโล่งอก เขาหลิ่วตาสั่งพ่อบ้านอู๋ อู๋สี่จึงสั่งสาวใช้ว่า “พาฮูหยินไปขังไว้ในศาลบรรพชน ให้นางอดข้าว 10 วัน”
“เจ้าค่ะ” สาวใช้รับคำสั่งแล้วขยับไปประคองฮูหยินยืนขึ้น หยางจุนกับหยางจื้อรีบบอก “พวกข้าจะพาท่านแม่ไปเอง”
สาวใช้หันไปมองนายท่าน เห็นนายท่านพยักหน้าทีหนึ่งพวกนางจึงหดมือกลับไป หยางจุนจึงให้หยางจื้อประคองท่านแม่เดินไปทางศาลบรรพชน ส่วนตัวเขารั้งรอดูสถานการณ์ต่อไป
“ฮึ!” จูลี่ถิงแค่นเสียงอย่างโมโหคำหนึ่ง นางมองไปรอบๆ แล้วเดินไปนั่งลงพลางเอ่ยว่า “ขออภัยด้วยๆ ขายหน้าทุกคนแล้วๆ”
ทุกคนล้วนไม่กล้าพูดอะไร
“ส่งแขก” หยางซีถิงบอก อู๋สี่จึงรีบส่งแขกเหรื่อออกจากจวน บรรดาแขกเหรื่อทั้งหลายจึงทยอยกันกลับไป แน่นอนว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นย่อมกลายเป็นข่าวดังไปทั่วเมือง แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเรื่องไหนก็ไม่ดังเท่าเรื่องที่ฮูหยินจวนแม่ทัพใหญ่ตบฮูหยินตระกูลฉางจนปางตาย
ในช่วงที่ทุกคนกำลังชุลมุนอยู่นั้น สาวใช้ที่วางยาคุณหนูเฟิ่งก็ถูกลู่สือพาตัวออกไป ลู่สือมอบสัญญาขายตัวกับเงิน 1,000 ตำลึงให้สาวใช้ “เจ้าหนีไปซะ”
“เจ้าค่ะ” สาวใช้รับคำสั่ง นางรู้สึกโล่งอกขึ้นมาทันทีทันใด จากนั้นลู่สือก็ส่งนางออกจากจวนไป สาวใช้คนนั้นรีบจากไปเร็วไวยิ่ง ข้าเป็นอิสระแล้ว ฮ่าๆๆๆ…
แต่นางไม่รู้ตัวเลยว่าถูกชายคนหนึ่งแอบตามไปห่างๆ ทันทีที่นางออกจากเมืองหลวงได้ ชายคนนั้นก็ลงมือฆ่านางที่นอกเมือง เขาทำลายโฉมหน้าบนศพนางแล้วค้นตัวนางมา หยิบเอาสัญญาขายตัวมาเผาทิ้งแล้วเอาเงิน 1,000 ตำลึงนั้นจากไป ทิ้งศพนางไว้ตรงนั้น ชายคนนั้นเร้นกายกลับไปพบลู่สือแล้วมอบเงิน 1,000 ตำลึงให้ลู่สือ
ลู่สือรับเงินมานับๆ ดู เมื่อเห็นว่าจำนวนเงินไม่ขาดหายไปแม้แต่ตำลึงเดียว เขาจึงมอบเงินเพิ่มให้ชายคนนั้นอีก 1,000 ตำลึง รวมแล้วเป็น 2,000 ตำลึง ซึ่งรวมกับค่าจ้างที่จ่ายไปก่อนหน้านี้อีก 500 ตำลึง จึงเท่ากับว่านักฆ่าคนนี้ได้รับเงินค่าจ้างทั้งหมด 2,500 ตำลึง เงินจำนวน 2,500 ตำลึงนี้จ่ายเพื่อจ้างนักฆ่าให้ฆ่าสาวใช้คนหนึ่ง ลู่สือคิดว่าออกจะแพงไปหน่อย แต่ในเมื่อเป็นคำสั่งของซื่อจื่อ ลู่สือจึงได้แต่ทำตามคำสั่ง
เมื่อนักฆ่าได้รับเงินแล้วก็จากไปทันที ลู่สือก็แอบไปรายงานซื่อจื่ออย่างลับๆ เขารู้ดีว่าซื่อจื่อวางแผนทำลายชื่อเสียงคุณหนูเฟิ่งหวงทำไม เขาจึงได้แต่ทำตามคำสั่งของซื่อจื่ออย่างเห็นอกเห็นใจเจ้านายน้อยยิ่งนัก นายน้อยของเขาดันรักคนที่มีเจ้าของแล้ว นี่มันช่างน่ากลุ้มใจจริงๆ
จางหมิงพาจางเฉียนกลับบ้านไป ระหว่างทางก็ด่าทอทุบตีลูกชายไปด้วย “ไอ้ลูกชั่ว! เหตุใดเจ้าจึงได้สิ้นคิดถึงเพียงนี้หา!? หากว่าคนๆ นั้นเป็นคุณหนูเฟิ่ง เจ้ากับข้าได้ทิ้งชีวิตไปแล้ว! เจ้ากินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหนกันถึงได้กล้ากระตุกหนวดเสือหา!?”
เขาด่าพลางทุบตีลูกชาย จางเฉียนร้องโอยๆ แล้วรีบขึ้นรถม้าทันที จางหมิงก็ตามขึ้นไปทุบตีลูกชายต่อ แต่พอสองพ่อลูกเข้าไปในรถม้าแล้ว จางหมิงก็ไม่ได้ตีลูกจริงๆ มีแต่จางเฉียนที่แกล้งส่งเสียงร้องโอยๆ “โอยๆ ท่านพ่อข้าเจ็บ โอยๆ ท่านพ่ออย่าตีข้าอีกเลย โอยๆ…”
รถม้าก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวไป มุ่งหน้ากลับตระกูลจาง
จางเฉียนไม่ได้บอกท่านพ่อเลยสักนิดว่าที่เขาก่อเรื่องในคราวนี้เป็นเพราะหยางถิงเฟิงบงการอยู่เบื้องหลัง เพราะหากท่านพ่อรู้เรื่องไม่แน่ว่าอาจจะเผลอหลุดปากพูดตอนเมาเหล้าก็ได้ หากว่าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป หยางถิงเฟิงได้ฆ่าล้างตระกูลเขาปิดปากแน่แท้!
เขาเจ็บตัวคราวนี้ไม่คุ้มเลยจริงๆ หากว่าเขาได้สตรีที่งดงามเย้ายวนราวกับนางปีศาจจิ้งจอกจำแลงกายมา แค่คิดถึงเรือนร่างของนาง เขาก็รู้สึกแข็งขึงแล้ว เขาจึงนั่งฝันถึงช่วงเวลาที่ได้เสพสมกับนางจนดวงตาเหม่อลอย จางหมิงได้แต่มองลูกชายที่ท่าทางเหม่อลอยแล้วยิ้มหวานเหมือนคนบ้า เขาจึงตีทีหนึ่งอย่างรู้ทัน “ให้มันน้อยๆ หน่อยเฉียนเอ๋อร์ เจ้าเกือบทำให้พวกเราตายแล้ว”
“เอาน่าๆ ท่านพ่อ” จางเฉียนปะเหลาะท่านพ่อประจบเอาใจ จางหมิงขี้เกียจจะเอาเรื่องเอาราวกับลูกชายจึงทำเป็นมองข้ามไปเสีย
เฟิ่งหวงก็ฝากน้องชายไปร่ำลาท่านแม่แทนนาง หยางจุนรับคำแล้วจึงเดินไปหาท่านแม่ที่ศาลบรรพชน เฟิ่งหวงมองน้องชายจนเขาเดินหายลับไปแล้วนางจึงหันไปกุมมือพูดกับฮูหยินผู้เฒ่าว่า “ข้าขอตัวกลับก่อนนะเจ้าคะ ขอให้ท่านมีอายุยืนนานเจ้าค่ะ”
จูลี่ถิงโบกๆ มือ เฟิ่งหวงจึงหันไปพูดกับท่านพ่อเลี้ยงว่า “ข้าขอตัวกลับก่อนนะเจ้าค่ะ”
“อืม ไปเถอะๆ” หยางซีถิงบอก เฟิ่งหวงจึงเดินออกจากห้องโถง วันนี้นางรอดพ้นแผนชั่วของหยางถิงเฟิงไปได้แล้ว นางอยากฉีกหน้ากากเขานัก แต่ว่าต่อให้นางฉีกหน้ากากเขาได้ ท่านพ่อเลี้ยง ฮูหยินผู้เฒ่าจะเข้าข้างนางหรือ? ไม่มีทาง นางเป็นคนนอก ส่วนคนๆ นั้นคือเลือดเนื้อเชื้อไขของพวกเขา พวกเขาย่อมเข้าข้างหยางถิงเฟิงซิ ดังนั้นหนี้ครั้งนี้นางจดไว้ก่อนก็ได้ รอวันหน้ามีโอกาสค่อยแก้แค้นก็ยังไม่สาย!
ซื่อเฟิงรีบเดินตามคุณหนูไปเงียบๆ ใจก็กังวลเรื่องฮูหยิน นางจึงกระซิบกับคุณหนูว่า “คุณหนูเจ้าคะ ฮูหยินจะถูกลงโทษหนักหรือไม่เจ้าคะ?”
“เจ้าไม่ต้องห่วงท่านแม่หรอก ท่านพ่อเลี้ยงรักท่านแม่ออกปานนั้น เขาไม่มีทางยอมให้นางตกระกำลำบากหรอก” เฟิ่งหวงกระซิบบอก ซื่อเฟิงจึงโล่งใจ
ณ บ้านตระกูลจาง หลังจากจางหมิงเข้านอนแล้ว เวลาล่วงเลยไปราวๆ เที่ยงคืน พลันปรากฎคน 2 คนสวมหน้ากากสีดำสนิทลอบเข้าไปในเรือนของจางเฉียน คน 1 ในนั้นล้วงเอากระบอกไม้ไผ่ออกมาจุดไฟแล้วเป่าควันเข้าไปในห้อง พวกเขารอจนควันจางไปแล้วจึงได้ปีนข้ามหน้าต่างที่เปิดอยู่เข้าไปในห้อง จากนั้นก็แบกคนๆ หนึ่งออกมา พวกเขากระโจนหายไปในความมืดพร้อมกับคนที่ถูกแบก จากนั้นคนที่ถูกแบกออกมาก็ถูกโยนเข้าไปในรถม้าเก่าโทรม แล้วรถม้าคันนั้นก็แล่นออกจากตรอกข้างบ้านตระกูลจางอย่างช้าๆ หายลับไปในความมืด
รถม้าแล่นไปถึงบ้านหลังหนึ่งซึ่งเคยเป็นจวนของเสนาบดีคนหนึ่งที่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ ถูกฮ่องเต้สั่งประหารทั้งตระกูล ทรัพย์สินถูกยึดเข้าคลังหลวง จวนหลังนี้ก็ถูกปล่อยทิ้งร้าง ไม่มีขุนนางคนไหนกล้าเข้ามาอาศัยอยู่ เป็นเพราะพวกเขากลัวผีนั่นเอง จะไม่กลัวได้อย่างไร ตอนนั้นคนทั้งจวนตกตายใต้คมดาบอยู่ในจวนนี้ทั้งหมด เลือดไหลนองราวกับธารโลหิต ตามผนังยังมีคราบเลือดเปื้อนอยู่เลย ดังนั้นจวนหลังนี้จึงกลายเป็นสถานที่อัปมงคลไปโดยปริยาย ใครก็ไม่กล้าย่างกรายเข้าใกล้ กลายเป็นสถานที่รกร้างที่แม้แต่ผีสางยังหวาดผวา
รถม้าหยุดลงที่จวนร้างหลังนั้น คนสวมหน้ากากสีดำสองคนนั้นก็ช่วยกันหามคนในรถม้าออกมาแล้วโยนทิ้งไว้ในจวนร้าง จากนั้นคนสวมหน้ากากสีดำทั้งสองคนก็จากไป คนที่ถูกโยนไว้ดิ้นๆ ส่งเสียงอึกๆ พลันแสงตะเกียงก็สว่างไสวขึ้นมาทำให้เห็นใบหน้าของคนที่ถูกโยนทิ้งไว้ชัดเจน เขาก็คือจางเฉียนนั่นเอง เขาเห็นแสงไฟสว่างขึ้นพลันรู้สึกดีใจขึ้นมาแวบหนึ่ง แต่พอเขามองไปรอบๆ ก็ตกใจจนหัวใจแทบจะหยุดเต้น!
จางเฉียนเห็นคนที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้คนหนึ่ง และคนที่ยืนอยู่ข้างๆ คนที่นั่งเก้าอี้อีก 4 คน คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ก็คือซื่อจื่อหยางถิงเฟิง
