Skip to content
ปกดวงใจไฟซาล

ดวงใจไฟซาล 9

Chapter 9 (18+)นั่งเฝ้า 24 ชั่วโมง (1)

“อึกๆ” หญิงสาวได้แต่ร้องสะอื้นอย่างเจ็บปวด ไม่คิดเลยว่าผู้ชายหน้าตาดีท่าทางร่ำรวยจะชั่วช้าต่ำทรามได้ถึงเพียงนี้

กรกนกครางอย่างสุขสมกระแทกแก่นกายใส่ร่องนุ่มเนิ่นนานจนกระทั่งความเสียวถึงขีดสุดเขาก็กระแทกอัดแน่นพ่นน้ำขุ่นขาวเต็มร่องนุ่ม “โอ้ว…”

พอเสร็จสมอารมณ์หมายแล้วเขาก็จ้องตาอย่างสะใจ “เป็นไงล่ะมึง โดนกูเข้าไปมันไหมล่ะอี ดอก”

หญิงสาวได้แต่สะอื้นน้ำตาไหล นี่ชาติก่อนเธอทำเวรทำกรรมอะไรไว้หรือถึงได้ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ เธอเป็นเด็กเสิร์ฟอยู่ที่ร้านอาหาร ผู้ชายคนนี้เป็นลูกค้าของที่ร้านแล้วเกิดถูกใจเธอขึ้นมา เขาชวนเธอไปนอนด้วยแต่เธอปฏิเสธเลยมีปากเสียงกันนิดหน่อย พอเธอเลิกงานกลับบ้านจู่ๆ ก็โดนฉุดขึ้นรถ หลังจากนั้นเธอก็จำอะไรไม่ได้ รู้สึกตัวอีกทีก็ถูกมัดติดเตียงในสภาพเปลือยแบบนี้ซะแล้ว

“มึงไม่ต้องกลัวหรอก วันนี้มึงไม่โดนทีเดียวแน่” กรกนกบอกเข่นเขี้ยวแล้วก็ถอนแก่นกายออกพลิกไปนอนแผ่อย่างหมดแรง

ณ บ้านของคณิต นภากำลังใส่ไฟลูกเลี้ยงอยู่ “คุณไผ่หวานก็ช่างใจดำจริงๆ เชียว ดูซิไม่โทรมาเลยซักครั้งตั้งแต่ออกจากบ้านไป ไม่รู้รึไงว่าทำให้คุณพ่อเป็นห่วงขนาดไหนน่ะแย่จริงๆ เลย”

ปากก็พูดใส่ไฟเต็มที่ มือก็แกล้งทำเป็นกดโทรหาลูกเลี้ยงยิกๆ “ไม่เปิดเครื่องเลยค่ะ ยัยพรก็เหมือนกันค่ะ”

แล้วเธอก็วางโทรศัพท์ไว้บนเคาน์เตอร์เครื่องดื่มจากนั้นก็เดินไปนั่งข้างๆ สามี “นภาว่าคุณไปพักผ่อนก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวเครียดมากๆ ความดันจะขึ้นอีกนะคะ แล้วเดี๋ยวถ้าโทรติดเมื่อไหร่นภาจะรีบเอาโทรศัพท์ไปให้นะคะ”

คณิตเสียใจที่ลูกสาวลาออกจากบริษัทฯ โดยไม่ยอมพูดกับเขาสักคำ มีเพียงคลิปเสียงของลูกสาวที่ภรรยาสาวเปิดให้ฟังเท่านั้น คลิปที่ฟังทีไรหัวใจของคนเป็นพ่อก็แทบจะแตกสลาย เขาไม่คิดเลยว่าลูกสาวจะโกรธเขาถึงขนาดประกาศตัดพ่อตัดลูกได้ ตั้งแต่วันนั้นเขาก็พยายามโทรหาลูกมาตลอดแต่ภรรยาสาวก็บอกว่าลูกปิดเครื่องตลอด เขาไปหาลูกที่คอนโดแต่ก็ไม่มีใครอยู่ เขาให้คนไปตามหาตามโรงแรมต่างๆ แต่ก็ไม่พบเลย หลายวันแล้วที่ลูกไม่กลับบ้านไม่ติดต่อกลับมาเลย เขาได้แต่กลุ้มใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ เขาส่งคนไปตามลูกที่บ้านภรรยา ก็ได้รับคำตอบว่าคุณผู้หญิงไปถือศีลอยู่ที่วัดและลูกสาวก็ไม่ได้ไปหาแม่เลย  เขาไม่น่าพูดรุนแรงกับลูกแบบนั้นเลย ป่านนี้ยัยไผ่จะเป็นยังไงบ้างนะ หายโกรธพ่อแล้วกลับมาบ้านสักทีเถอะลูกเอ๋ย พ่อเป็นห่วงจะตายอยู่แล้ว

“ไปพักก่อนนะคะเชื่อนภานะคะ” นภาดึงแขนสามีคะยั้นคะยอให้ลุกขึ้น

“อืม” คณิตพยักหน้าลุกขึ้นสีหน้าเศร้าเสียใจ

“ก้อนๆ พาคุณผู้ชายไปนอนข้างบนที” นภาหันไปเรียกคนใช้

“ครับคุณผู้หญิง” ก้อนรีบเดินเข้าไปประคองเจ้านาย

“ขอบใจ” คณิตพูดกับคนใช้แล้วก็ค่อยๆ เดินขึ้นห้องนอน

นภาแอบส่งสายตาให้ก้อน ส่วนก้อนก็แอบส่งสายตาให้คุณผู้หญิง แล้วนภาก็แสร้งทำทีหยิบโทรศัพท์มากดโทรหาลูกเลี้ยง

ช่วงที่ในบ้านกำลังวุ่นวาย นภาก็แอบไล่คนใช้เก่าแก่ออกทั้งหมด เหลือแต่คนใช้ของเธอเอง แล้วเธอก็บอกสามีว่าพวกคนใช้เก่าแก่พากันลาออกประชดที่คุณผู้ชายบังคับให้คุณหนูแต่งงาน จะเหลือก็แต่นังเจียมคนเดียวที่เธอไล่ไปไม่ได้เพราะเป็นคนสนิทของสามีที่เขาโปรดปรานมากที่สุด

คณิตโกรธจัดจึงไม่ใส่ใจที่จะโทรไปไต่ถามสาเหตุอะไรทั้งสิ้น “เอ๊อ! มันอยากจะออกก็ให้มันออกไปเล๊ย!

นภาลอบยิ้มที่ทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอคาด ไม่มีนังไผ่หวานซะคน สมบัติของคุณคณิตจะไปไหนเสีย ก็ต้องตกเป็นของเธอน่ะซิ เหลือแค่จัดการให้นังบุษบงเซ็นใบหย่าเท่านั้น แล้วหนทางของเธอก็จะสะดวกสบาย เธอสู้อุตส่าห์วางแผนจับคุณคณิตจนอยู่หมัด ทำให้ผัวเมียแตกแยกกันไปได้ อีกนิดเดียวเท่านั้น…รอให้เธอได้จดทะเบียนสมรสกับคุณคณิตก่อนเถอะแล้วไอ้ผัวแก่ๆ ไร้น้ำยาเนี่ยเธอไม่เอาไว้แน่!

ณ ประเทศเปวาส

ซาคินลอบเดินไปดูการทำงานของพี่เลี้ยงคนใหม่อย่างเงียบเชียบ เขาเห็นพี่เลี้ยงคนใหม่ดูแลลูกสาวตามหน้าที่ก็เบาใจ และซาคาน่าก็ยังไม่แผลงฤทธิ์อะไรกับพี่เลี้ยงเขาก็นึกโล่งใจ จากนั้นเขาก็เดินไปดูการทำงานของคนรับใช้คนอื่นพร้อมกับตรวจตราความเรียบร้อยต่างๆ ไปด้วย

ส่วนไฟซาลพอทำงานเสร็จเขาก็แอบไปดูท่าทีของลูกสาวกับพี่เลี้ยงคนใหม่ เหตุผลที่เขาจ้างพี่เลี้ยงชาวไทยเพราะถ้าจ้างชาวเปวาสมาเป็นพี่เลี้ยงอีก เดี๋ยวก็ได้ลาออกไปไม่ทันข้ามเดือนเพราะทนฤทธิ์เดชของเจ้าหญิงไม่ไหว อีกทั้งจะหาชาวเปวาสที่พูดภาษาอังกฤษคล่องๆ ก็หาได้ยากเต็มที เพราะที่นี่ผู้หญิงส่วนใหญ่พ่อแม่ยังไม่สนับสนุนให้ลูกสาวได้รับการศึกษาสูงๆ เหมือนผู้ชาย เขาอยากให้ลูกพูดภาษาอังกฤษเก่งๆ  และเหตุผลสำคัญก็คือฟาซินยาเคยมีพี่เลี้ยงเป็นหญิงชาวไทย ซึ่งเป็นคนรับใช้คนสนิทของราชินี ฟาซินยารักพี่เลี้ยงคนนั้นมาก แต่น่าเสียดายที่พี่เลี้ยงป่วยตายไปตั้งแต่ฟาซินยาอายุได้ 9 ปี

เมื่อไปถึงห้องของลูกสาว ไฟซาลก็จุ๊ปากไม่ให้คนรับใช้ 2 คนที่เฝ้าอยู่หน้าห้องส่งเสียงดัง เขาค่อยๆ แง้มประตูดูเห็นลูกกำลังนั่งทำการบ้านอย่างขมักเขม้น แต่พอมองไปรอบๆ ห้องก็ไม่เห็นพี่เลี้ยงเลย คิ้วเข้มก็ย่นเข้าหากัน เขาเปิดประตูเดินเข้าไปหาลูก

ฟาซินยาได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาก็เงยหน้ามอง “คุณพ่อ”

ไฟซาลมองไปรอบๆ ห้องแล้วก็ถามลูกว่า “มิสพนาเวชไปไหนล่ะลูก”

“อยู่ที่ห้องมั้งคะ” ฟาซินยาบอก

ไฟซาลขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยพอใจ เขานึกตำหนิในใจว่า ทำงานยังไม่ทันไรก็อู้งานซะแล้วใช้ไม่ได้เลย แย่จริงๆ! แล้วเขาก็เดินออกจากห้องของลูกไป

ฟาซินยามองตามแล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำการบ้านต่อ

ไฟซาลเดินไปเคาะประตูห้องพักพี่เลี้ยง เขาไม่ใช้ประตูที่เชื่อมระหว่างห้องเพราะไม่ต้องการให้ลูกเห็นแล้วก็พาลคิดมาก

เงียบ! ไม่มีเสียงตอบ เพราะไผ่หวานเผลอหลับไป

ไฟซาลเคาะอีกครั้ง ก็ยังเงียบไม่มีใครมาเปิดประตู เขาดันมือจับลงเห็นว่าไม่ได้ล็อคจึงผลักประตูเปิดออกกว้าง

“มิสพนาเวชๆ” เขาเรียกพร้อมกับมองไปทั่วๆ ห้อง

เงียบ! ไร้ซึ่งเสียงขานตอบ ด้วยความใจร้อนเขาจึงเดินเข้าไปดูในห้อง แต่ก็ไม่เห็นเจ้าของห้องเลย เขาเดินไปเคาะประตูห้องน้ำ “มิสพนาเวชๆ คุณอยู่ในห้องน้ำรึเปล่า”

ก็ยังเงียบ! ไร้ซึ่งเสียงใดๆ เขาจับมือจับขยับดู เห็นว่าไม่ได้ล็อคจึงเปิดประตูเข้าไป เขามองไปรอบๆ ห้องก็ไม่เห็นใครเลย เขาขยับไปมองที่อ่างอาบน้ำซึ่งมีม่านกั้นปิดเกือบมิด เขาเห็นน้ำในอ่างนิ่งสนิทคิดว่าไม่มีคนจึงเดินไปเปิดม่านดู เรือนร่างขาวผ่องนอนแช่อยู่ในอ่างน้ำ

“เฮ้ย!” เขาตกใจตะลึงงัน!

เสียงรูดม่านกับเสียงร้องทำให้ไผ่หวานสะดุ้งตื่น! พอลืมตามาเห็นผู้ชายยืนอยู่ เธอก็ตกใจร้องลั่น! “ว๊าย!”

เธอรีบหดขาหมุนตัวหันหลังให้

ไฟซาลสะดุ้งรู้สึกตัวก็รีบหมุนตัวหันหลังให้ไม่มองอย่างสุภาพบุรุษ “ผมขอโทษ”

“ออกไปนะ!” ไผ่หวานแว๊ดใส่หน้าแดงเถือกอย่างอายจัด

ไฟซาลไม่หันไปมองแม้แต่น้อย เขาสั่งว่า “เดี๋ยวคุณแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วออกไปคุยกับผมข้างนอกด้วย”

แล้วเขาก็เดินออกไป

ไผ่หวานเหลือบมองเห็นเขาออกไปแล้วก็โล่งอก “เข้ามาได้ไงอ่ะ”

เธอสงสัย ก็เธอล็อคประตูแล้วนี่น่า เธอรีบลุกขึ้นจากอ่างเอื้อมมือหยิบผ้าเช็ดตัวมาพันกายแล้วก็ค่อยๆ ก้าวออกจากอ่างแอบหลังม่านชะเง้อมอง พอไม่เห็นเขาก็โล่งใจ แล้วเธอก็รีบเดินไปล็อคประตูห้องน้ำ จัดแจงแต่งตัวอย่างว่องไว หยิบวิกมาสวม หยิบฟันปลอมมาใส่ รีบแต่งหน้าพรางโฉมด่วนจี๋

ไฟซาลเดินออกไปนั่งรอในห้องรับแขกให้ตายเถอะ! แม่คนนี้ซ่อนรูปชะมัด! หุ่นนาฬิกาทรายชัดๆ แค่เห็นเพียงแว๊บเดียวเท่านั้น ภาพยังติดตาไม่หาย เขานั่งรอเกือบครึ่งชั่วโมงแม่คนซ่อนรูปก็ยังไม่ออกมาจากห้องน้ำซะที เขาเดินไปเคาะประตู “นี่คุณ มัวทำอะไรอยู่ ผมไม่มีเวลามานั่งรอคุณเป็นวันๆ หรอกนะ”

“รอไม่ได้ก็ไม่ต้องรอค่ะ เดี๋ยวฉันแต่งตัวเสร็จแล้วฉันจะตามไปพบคุณเองค่ะ” ไผ่หวานบอกพลางรีบแต่งหน้าด่วนจี๋

ไฟซาลรู้สึกฉุนขึ้นมาตะหงิดๆ แม่คนนี้กล้าดียังไงถึงได้ปล่อยให้เขารอแบบนี้นะ “ผมให้เวลาคุณอีก 5 นาที ถ้าคุณยังไม่ออกมาผมจะเข้าไปเอง”

“จะบ้าเหรอคุณ! นี่มันห้องน้ำนะ คุณเป็นผู้ชายก็มีมารยาทหน่อยซิ” ไผ่หวานตะโกนกลับ

ไฟซาลรู้สึกหน้าชา แม่คนนี้กล้าดียังไงถึงกล้าว่าเขาแบบนี้น่ะ

“5 นาที” เขาบอกเสียงแข็ง

ไผ่หวานนึกฉุน นายคนนี้เอาแต่ใจตัวเองชะมัด! นี่ถ้าไม่กลัวความแตก เธอจะออกไปฉะให้หน้าหงายเชียว แล้วเธอก็รีบแต่งหน้าเติมรอยกระ พอเสร็จปั๊บเธอก็รีบเดินไปเปิดประตู

ไฟซาลยืนกอดอกอยู่หน้าประตูหน้าหงิกอย่างอารมณ์เสียสุดๆ

ไผ่หวานมองเขาแล้วก็กอดอกบ้าง ยืนจ้องตาเขาอย่างอารมณ์เสียเช่นกัน

“มีอะไรคะ” เธอถามเสียงห้วนอย่างให้รู้กันไปเลยว่าเธอก็อารมณ์เสียเป็นเหมือนกันนะ

“ผมจ้างคุณมาดูแลลูกสาวผมตลอด 24 ชั่วโมงนะ แล้วนี่อะไร ลูกผมยังไม่เข้านอนเลยคุณก็กลับห้องมานอนแช่น้ำสบายใจเฉิบแบบนี้น่ะ” ไฟซาลต่อว่าเสียงเข้ม

“นี่คุณ ลูกสาวคุณอายุ 15 แล้วนะคะไม่ใช่ 5 ขวบจะได้ต้องคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมงน่ะ ลูกคุณโตเป็นสาวแล้วนะคะ เธอไม่ได้ต้องการพี่เลี้ยงตลอดเวลาหรอกค่ะ เธอก็อยากจะมีเวลาส่วนตัวบ้างนะคะ” ไผ่หวานบอกเสียงแข็ง

“คุณอย่ามาอ้างเหตุผลงี่เง่าเพื่อหาข้อแก้ตัวอู้งานหน่อยเลย” ไฟซาลจ้องเธอตาดุ

ไผ่หวานโกรธปรี๊ด! “คุณซิงี่เง่า ลูกสาวคุณไม่ใช่เด็กเล็กๆ แล้วนะคะจะได้ต้องคอยเฝ้าตลอดเวลาอย่างที่คุณต้องการน่ะ”

“นี่คุณด่าผมเหรอ” ไฟซาลโกรธจัด

ไผ่หวานจ้องหน้าเขาเขม็ง “ก็คุณเป็นอย่างที่ฉันว่ารึเปล่าล่ะ ลูกคุณโตแล้วนะคะ เด็กวัยนี้ก็ต้องการมีเวลาส่วนตัวบ้าง ไม่มีใครอยากถูกจับตามองตลอด 24 ชั่วโมงหรอกค่ะ ลองให้ฉันเฝ้าคุณ 24 ชั่วโมงบ้างไหมล่ะจะได้รู้ว่ามันน่ารำคาญขนาดไหนที่ถูกจับตามองตลอดเวลาน่ะ”

“นี่คุณย้อนผมเหรอ” ไฟซาลเข่นเขี้ยวอย่างโกรธจัด เขาคว้าแขนเรียวเล็ก “ได้! ถ้างั้นคุณก็มานั่งเฝ้านอนเฝ้าผมตลอด 24 ชั่วโมงเลยล่ะกัน”

ไผ่หวานอึ้งไปชั่วขณะ พอตั้งสติได้เธอก็ย้อนว่า “ก็ได้! ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าคุณจะทนได้ซักเท่าไหร่กัน”

ทั้ง 2 จ้องตากันอย่างดุเดือด แล้วไฟซาลก็ดึงแขนไผ่หวานให้เดินตามเขาไป

ไผ่หวานเดินตามไปอย่างต้องการเอาชนะ

ไฟซาลเปิดประตูห้องแล้วก็พาไผ่หวานเดินไปที่ห้องทำงานของเขา

คนรับใช้และทหารต่างพากันมองอย่างอยากรู้อยากเห็น แต่พอเจ้านายเดินผ่านหน้าก็พากันก้มหน้างุดๆ พอคล้อยหลังเจ้านายแล้วพวกเขาก็ชะเง้อมองตามพร้อมกับซุบซิบคุยกัน

เมื่อถึงห้องทำงาน ทหารหน้าห้องรีบเปิดประตูให้เจ้านาย

ไฟซาลเดินเข้าไปพร้อมกับจูงแขนไผ่หวานเข้าไปด้วย แล้วทหารก็ปิดประตูให้

เมื่อเข้าไปในห้องแล้วไฟซาลก็ปล่อยมือ แล้วเขาก็เดินไปนั่งทำงานต่อ เลขาก็มองอย่างงงๆ ว่าเจ้านายพาพี่เลี้ยงของเจ้าหญิงมาทำไม แต่เห็นเจ้านายหน้าบึ้งก็ไม่กล้าถาม

ไผ่หวานยืนมองไปรอบๆ ห้อง

ไฟซาลก็นั่งก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารต่างๆ บนโต๊ะอย่างละเอียด แค่ไม่อยู่อาทิตย์เดียวงานก็เต็มโต๊ะไปหมด กว่าจะเสร็จงานคงดึกอีกเช่นเคย

ไผ่หวานเห็นเขาไม่ได้สนใจ เธอเลยก็เดินไปดูหนังสือที่ชั้นวาง

ไฟซาลเหลือบมองนิดนึงแล้วก็ก้มหน้าทำงานต่อ เลขาก็คอยเก็บเอกสารที่เจ้านายเซ็นแล้วไปใส่แฟ้มอย่างเป็นระเบียบ

ไผ่หวานหยิบหนังสือออกมาเปิดดู เธอยืนพิงชั้นวางหนังสือเปิดอ่านไปเรื่อยๆ พอนานเข้าก็ชักเมื่อยขาเธอก็หันมองหาที่นั่งอ่าน เธอเลือกนั่งบนพื้นพรมตรงหน้าชั้นวางนี่แหละ จะไปนั่งที่โซฟาก็กลัวเจ้าของห้องจะว่าเอาได้ว่าไม่มีมารยาทเพราะเธอทำงานในฐานะลูกจ้างของเขาอยู่

เมื่อถึงเวลาอาหาร คนรับใช้ก็ยกอาหารเข้ามาวางไว้ที่โต๊ะใหญ่สำหรับเจ้านายและที่โต๊ะเล็กสำหรับเลขา พอจัดโต๊ะเสร็จแล้วก็ออกไป

เลขาเดินไปยกกาแฟกับบิสกิตไปเสิร์ฟให้เจ้านาย ส่วนตัวเขาเองสนแค่กาแฟกับแซนวิส พอหันไปมองพี่เลี้ยงของเจ้าหญิงก็เห็นกำลังอ่านหนังสืออย่างตั้งอกตั้งใจ เขาไม่รู้ว่าเธอกินอะไรบ้างจึงเดินไปเรียก “มิสครับทานอาหารครับ”

ไผ่หวานเงยหน้ามองอย่างงงๆ เธอมองตามมือเขาที่ผายมือเชิญไปทางโต๊ะเล็กก็ยิ้มขอบคุณ “ขอบคุณค่ะ”

เธอหันไปมองเจ้านายแล้วก็แอบถามเลขาว่า “แล้วท่านไม่ทานเหรอคะ”

เลขายิ้มให้เธอ

“ท่านยังไม่ทานหรอกครับ กำลังบ้างานอยู่ครับ” เขาแอบกระซิบยิ้มๆ

ไฟซาลกระแอมเบาๆ “อะแฮ่มๆ”

“ผมได้ยินนะ” เขาแกล้งทำเสียงดุ

เลขาหันไปมองอย่างขำๆ แล้วก็หันไปพูดกับพี่เลี้ยงว่า “มิสทานก่อนได้เลยครับ ไม่ต้องกลัวท่านว่าหรอกครับ ท่านใจดี” เขาก้มมองนาฬิกาข้อมือ “นี่ก็เลทมากแล้วสำหรับเวลาอาหารที่ประเทศไทย มิสยังไม่ชินกับเวลาที่นี่คงจะหิวแล้วใช่ไหมครับ”

ไผ่หวานยิ้มให้เขา “ก็นิดหน่อยค่ะ”

“บอกให้เธอทานไปก่อนได้เลยไม่ต้องรอ ผมไม่อยากจ่ายค่ารักษาโรคกระเพาะให้ใครหรอกนะ” ไฟซาลพูดกับเลขาเสียงดุ

เลขาหันไปมองเจ้านายอย่างงงๆ เพราะปกติเจ้านายไม่เคยพูดประชดใครแบบนี้เลยสักครั้ง

ไผ่หวานรู้ว่าเขาหมายถึงตัวเองก็ค้อนขวับ “เชอะ!”

เลขาหันไปมองพี่เลี้ยงอย่างอึ้งๆ แล้วก็เหลือบมองเจ้านาย เห็นเจ้านายทำตาดุใส่อีกฝ่ายแล้วก็ก้มหน้าอ่านเอกสารต่อ เอ…มันยังไงกันล่ะนี่ ถ้าเป็นคนอื่นค้อนแบบนี้ได้โดนไล่ออกนอกห้องไปแล้ว แต่นี่เจ้านายของเขาแค่ทำตาดุๆ แล้วก็ไม่พูดอะไรสักคำ มันชักจะยังไงๆ อยู่นะ

ไผ่หวานค้อนแล้วก็ก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ

เลขายิ้มให้เธอแล้วก็เดินไปทำงานต่อ สายตาก็มองเจ้านายอย่างงงๆ

ไฟซาลเหลือบมองเธอแล้วก็มองนาฬิกา ถ้าเทียบเวลากับประเทศไทยก็เลทมากสำหรับดินเนอร์ เขาดันแฟ้มออกแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปหาเธอ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version