Chapter 4 วัดฝ่าเท้า
“ข้าเอาอาภรณ์มาชดใช้ให้น่ะ” เหอเทียนเหิงบอกแล้วก็เอากล่องใส่อาภรณ์ 10 ชุดนั้นออกมาจากหยกคุนเฉียนวางบนโต๊ะ ดันกล่องไปตรงหน้านาง เฉินรุ่ยฟางเลิกคิ้วอย่างงุนงง “อาภรณ์ชดใช้ให้ข้า?”
“วันนั้นข้าทำอาภรณ์เจ้าเปื้อนเลือด ดังนั้นวันนี้ข้าจึงเอาอาภรณ์มาชดใช้คืนให้เจ้า” เหอเทียนเหิงบอก เฉินรุ่ยฟางจึงดันอาภรณ์กลับไป “คุณชายไม่จำเป็นต้องชดใช้ให้ข้าหรอก แค่อาภรณ์ตัวเดียวเท่านั้นเอง”
“ไม่ได้ๆ ข้าไม่ชอบติดค้างใคร เจ้ารับไว้เถอะ ข้าซื้อมาแล้ว เจ้าคืนกลับมาข้าก็ใส่ไม่ได้อยู่ดี” เหอเทียนเหิงดันกล่องใส่อาภรณ์ 10 ชุดไปตรงหน้านางอีกครั้ง เฉินรุ่ยฟางจึงดันกลับไป “ถึงคุณชายจะใส่ไม่ได้ แต่ว่าเอาไปคืนที่ร้านได้นี่นา ท่านเอาไปคืนเถอะ ข้ามีอาภรณ์ตั้งหลายชุด เสียไปแค่ชุดเดียวไม่นับว่าเป็นอะไรเลย ปกติแล้วข้าก็ทำอาภรณ์เปรอะเปื้อนบ่อยๆ ดังนั้นคุณชายไม่ต้องชดใช้ให้ข้าหรอก”
“เอาไปคืน ข้าซื้อของไม่เคยคืนของ อาจารย์เฉินรับไว้เถอะ ของพวกนี้ไม่นับว่ามีค่าอะไร” เหอเทียนเหิงดันกล่องกลับไป เฉินรุ่ยฟางฟังคำพูดเขาแล้วจึงคิดๆ ถ้าให้เขาเอาของไปคืนร้าน เขาคงรู้สึกเสียหน้าไม่น้อยแน่นอน ต่างจากนางที่ไม่เคยรู้สึกเสียหน้าเลยสักนิดถ้าหากต้องเอาของไปคืนที่ร้าน ดังนั้นนางจึงพยักหน้ารับไว้ “ได้ เช่นนั้นข้าจะรับไว้ ขอบคุณคุณชายเหอ”
นางเปิดกล่องดู เห็นอาภรณ์งดงามเนื้อผ้าเลื่อมพรายเปล่งแสงประกายระยิบระยับก็ตกตะลึงอึ้งงันไป นางย่อมรู้จักเนื้อผ้าชนิดนี้ นี่เป็นไหมทะเลที่ทอมาจากเส้นใยที่ได้จากหอยชนิดหนึ่งในทะเล เส้นใยชนิดนี้หายากยิ่งนัก ราคาแพงมาก ในแต่ละปีผลิตได้ไม่กี่ชุดเท่านั้น คนที่สวมใส่เนื้อผ้าชนิดนี้มีแค่บรรดาราชินีของราชาเทพทั้ง 4 ดินแดน คนอื่นอย่าได้หวังเลยว่าจะได้สวมใส่ แค่ได้ยินราคาชุดๆ หนึ่งก็ตกใจตายได้แล้ว!
นางหยิบอาภรณ์ออกมาคลี่ดูอย่างระมัดระวัง นางเคยสัมผัสเนื้อผ้าของไหมทะเลมาก่อน ฮูหยินของท่านเจ้าสำนักมีผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งทำจากไหมทะเล ฮูหยินเคยนำผ้าผืนนั้นมาให้เหล่าสตรีในสำนักได้ชื่นชมเป็นความรู้ เพื่อที่จะได้ไม่ถูกคนอื่นหลอกขายของได้ง่ายๆ ถ้าหากเสียหยกไปมากมายกลับได้ของปลอมย่อมเจ็บใจไม่น้อยแน่นอน ดังนั้นของดีอะไรล้วนนำมาสอนผู้คนในสำนักเป็นความรู้เอาไว้ประดับสมอง
นางลูบเนื้อผ้าไปมา เนื้อสัมผัสเช่นนี้ เหมือนผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นไม่มีผิด!
ขณะที่นางหยิบอาภรณ์ออกมาดู เหอเทียนเหิงก็มองไปทางอื่น พลันสายตาเขาก็เห็นรองเท้าคู่หนึ่งวางอยู่ในมุมหนึ่งของชั้นวาง รองเท้าคู่นั้นเปื้อนเลือดสีคล้ำ เขาจึงเดาว่ารองเท้าคู่นั้นน่าจะเป็นคู่ที่นางใส่ในวันที่พบกับเขาวันนั้นแน่นอน แม้แต่รองเท้าก็เปื้อนเลือดด้วยหรือ!?
เขาลุกไปหยิบมาดู พิศดูอยู่ครู่หนึ่งก็วางลงไป เขาหันไปมองนาง เลื่อนสายตาลงไปมองเท้าที่สวมถุงเท้าอ่อนนุ่มของนาง กะขนาดแล้วเท้าของนางน่าจะใหญ่กว่ารองเท้าเปื้อนเลือดคู่นี้เล็กน้อย นางชอบใส่รองเท้าคับๆ หรือ?
เขาเดินไปดูรองเท้าที่ถอดอยู่หน้าเรือน คู่ที่นางสวมวันนี้ ดูๆ แล้วรองเท้าคู่นี้ใหญ่กว่ารองเท้าเปื้อนเลือดคู่นั้นมาก นางชอบใส่รองเท้าหลวมๆ หรือ?
เขามองรองเท้า 2 คู่สลับไปสลับมาอย่างงุนงง สรุปแล้วนางชอบใส่รองเท้าแบบไหนกันแน่? คับ? หลวม? หรือว่าพอดี?
ทำเขาคาดเดาไม่ถูกเลย เขายืนคิดอยู่นาน ควรซื้อรองเท้าชดใช้ให้นางขนาดไหนดี?
คิดอยู่นานก็คิดไม่ออก ดังนั้นใช้เกณฑ์ตัวเขาเป็นที่ตั้งเถอะ เขาชอบใส่รองเท้าขนาดพอดีกับเท้า เช่นนั้นก็ซื้อรองเท้าที่ขนาดพอดีกับเท้าชดใช้คืนให้นางเถอะ เมื่อคิดได้แล้วเขาจึงเดินไปนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งข้างนาง จับเท้านางขึ้นมาพาดหน้าขาตัวเองพลางวัดขนาดฝ่าเท้าทันที
“อ้า! ท่านทำอะไร!?” เฉินรุ่ยฟางตกใจร้องเสียงแหลม นางชักเท้าหนี แต่ว่าเหอเทียนเหิงจับข้อเท้านางไว้แน่นมาก มืออีกข้างก็กางนิ้ววัดขนาดฝ่าเท้า ตอนที่เขามานั่งอยู่ข้างๆ เฉินรุ่ยฟางมัวแต่ดูอาภรณ์จึงไม่ทันตั้งตัว จนเขาจับเท้านางขึ้นมานางจึงสะดุ้งตกใจ
เหอเทียนเหิงจับข้อเท้านางแน่นไม่ยอมปล่อย “เจ้าอยู่นิ่งๆ ก่อน ให้ข้าวัดเท้าเจ้าดีๆ ซิ”
“วัดเท้าข้า! วัดทำไม!?” เฉินรุ่ยฟางถามเสียงแหลม พยายามชักเท้าตัวเองกลับมา
เหอเทียนเหิงเงยหน้ามองหน้านางพลางบอก “ข้าทำรองเท้าเจ้าเปื้อน ดังนั้นข้าก็ต้องซื้อรองเท้าชดใช้ให้เจ้าซิ เจ้าอยู่นิ่งๆ ครู่เดียว อย่าดิ้น”
“หา!” เฉินรุ่ยฟางอ้าปากค้าง เหอเทียนเหิงก้มหน้าลงไป กางนิ้ววัดขนาดฝ่าเท้าของนาง
เฉินจิ้งเสียนมาถึงเรือนของอาจารย์พอดี เขาได้ยินนางร้องเสียงแหลม อีกทั้งยังได้ยินเสียงบุรุษดังออกมาจากในเรือน เขาจึงรีบวิ่งเข้าไปในเรือนทันที “อาจารย์!”
เมื่อเข้าไปในห้องโถง เขาเห็นอาจารย์นั่งอยู่ที่เก้าอี้ สีหน้าตื่นตกใจ ข้างๆ นางมีบุรุษหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งนั่งอยู่บนพื้น กำลังจับเท้านางเอาไว้ เป็นภาพที่ทำให้เขาตกตะลึงอึ้งไปครู่หนึ่ง “นี่!”
เฉินรุ่ยฟางเห็นเฉินจิ้งเสียนเข้ามา นางก็ตกใจจนชะงักงันไป เหอเทียนเหิงจึงใช้โอกาสนี้วัดขนาดฝ่าเท้านางอย่างละเอียดลออยิ่ง
“เจ้าทำอะไรอาจารย์ข้า!?” เฉินจิ้งเสียนตะคอกเสียงดัง เหอเทียนเหิงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยยิ่ง “วัดฝ่าเท้า”
เขาไม่ได้เงยหน้ามองคนที่เข้ามาใหม่แม้แต่น้อย จนวัดฝ่าเท้านางเสร็จแล้วเขาจึงยกเท้านางลงจากหน้าขาตัวเองวางบนพื้นแล้วยืดตัวลุกขึ้น พลางบอกว่า “ข้าจะไปซื้อมาชดใช้ให้”
สายตาเขามองเฉินรุ่ยฟางเท่านั้นไม่เหลือบแลบุรุษที่เข้ามาใหม่แม้แต่น้อย เมื่อบอกกล่าวแล้วเขาก็เดินจากไป เดินผ่านหน้าบุรุษที่เข้ามาคนนั้น เขาก็เหลือบมองแวบหนึ่งแล้วละสายตาไป ราวกับไม่เห็นบุรุษผู้นั้นอยู่ในสายตาสักนิด เฉินรุ่ยฟางนิ่งอึ้งตกตะลึงยังไม่หาย นางเหมือนทำสมองปลิวหายไปชั่วขณะ มือก็ยังถืออาภรณ์งดงามอยู่ในมือ ได้แต่มองตามเหอเทียนเหิงไปอย่างอึ้งๆ งงๆ
เฉินจิ้งเสียนมองตามบุรุษแปลกหน้าคนนั้นไป สายตาเขาเต็มไปด้วยความโมโหเดือดดาล จู่ๆ ก็มีบุรุษคนหนึ่งมาเกาะแกะกับอาจารย์ของเขา อีกทั้งอาจารย์คนนี้ของเขา เขายังพยายามหลอกให้นางหลงรักเขาให้ไดเ เพราะมุ่งหมายในตำราเก่าๆ ม้วนนั้น ดังนั้นเขาจึงรู้สึกเหมือนเป็นสามีที่กำลังถูกชายชู้สวมเขาให้อย่างไรอย่างนั้น เป็นความรู้สึกที่ทำให้เขาโมโหจนเดือดปุดๆ ได้เลย แต่ครั้นจะพุ่งไปลงมือลงไม้อะไรเขาก็เกิดความรู้สึกไม่กล้าขึ้นมา เพราะบุรุษคนนั้นมีกลิ่นอายที่ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าอีกฝ่ายเป็นราชา ส่วนตัวเองเป็นแค่มดปลวกที่แค่วิ่งไปกัดราชาคนนั้น ตัวเองก็ถูกบี้ตายทันที เป็นความรู้สึกที่เหมือนกับตอนที่เขาเห็นท่านเจ้าสำนักนั่นแหละ เป็นความรู้สึกแบบเดียวกัน อีกทั้งบุรุษผู้นี้ให้ความรู้สึกกดดันแรงกล้ายิ่งกว่าท่านเจ้าสำนักเสียอีก
จนเมื่อบุรุษผู้นั้นเดินลับตาไปแล้ว เฉินจิ้งเสียนจึงหันไปมองอาจารย์ของตัวเอง เขาเห็นนางนั่งทึ่มทื่อปากอ้าน้อยๆ เหมือนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขาจึงกำมือแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ เขาเอ่ยเรียกน้ำเสียงแข็ง “อาจารย์”
เฉินรุ่ยฟางยังไม่ได้สติสตัง ยังคงตกตะลึงอยู่เช่นเดิม เฉินจิ้งเสียนจึงเดินเข้าไปใกล้ๆ นาง ยอบตัวลงคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ยื่นมือไปจับแขนนาง เอ่ยเรียกเสียงแข็ง “อาจารย์!”
“เอ่อ…” เฉินรุ่ยฟางส่งเสียงคำหนึ่ง สติสตังยังไม่กลับมาดีๆ นางเบนหน้ามองใบหน้าศิษย์ตัวเองที่อยู่ข้างๆ ดวงตายังลอยๆ เคว้งคว้าง เฉินจิ้งเสียนจึงเขย่าแขนนางแรงๆ “อาจารย์!”
“อ่ะ!” เฉินรุ่ยฟางสะดุ้งทีหนึ่ง นางกะพริบตาปริบๆ เฉินจิ้งเสียนเขย่าแขนนางอีกพลางถามน้ำเสียงแข็งกร้าวว่า “เจ้าคนนั้นเป็นใคร!?”
“ใคร?” เฉินรุ่ยฟางทวนคำ กะพริบตาปริบๆ พยายามตั้งสติกลับมา เฉินจิ้งเสียนแทบอยากอุ้มนางเข้าห้องแล้วกดลงบนเตียงทำให้นางรู้ว่าใครคือเจ้าของของนาง แต่ว่าเขาก็ไม่อาจทำอย่างที่ใจคิดได้ เรือนพักของอาจารย์ไม่ได้มิดชิด ใครผ่านไปผ่านมาก็มองเห็น ส่งเสียงดังนิดหน่อยก็ได้ยินกันทั่วแล้ว หากว่าเขาทำอย่างที่ใจคิดจริงๆ หากนางยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ย่อมจัดการได้ง่ายดายยิ่ง แต่ถ้านางแข็งขืนขันขืนเขาขึ้นมา สิ่งที่เขาพยายามทำมาก่อนหน้านี้ย่อมสูญเปล่าแน่แท้ เขาข่มใจไว้ เอ่ยถามน้ำเสียงอ่อนลง “อาจารย์ขอรับ เจ้าคนนั้นเป็นใครขอรับ?”
“เขา…” เฉินรุ่ยฟางตั้งสติได้แล้ว นางมองศิษย์ตัวเองแล้วตอบ “เขาคือคุณชายเหอ”
“เขามาเกี้ยวพาท่านหรือ?” เฉินจิ้งเสียนถาม มืออีกข้างกำแน่นจนเล็บจิกเนื้อ
“อ่ะ เจ็บ” เฉินรุ่ยฟางร้อง พลางละมือจากอาภรณ์งามแล้วจับมือของเฉินจิ้งเสียนที่บีบอยู่บนแขนนาง เฉินจิ้งเสียนตั้งสติ คลายมือออก บนท่อนแขนขาวผ่องเกิดเป็นรอยนิ้วมือสีแดงขึ้นมาทันทีทันใด เฉินรุ่ยฟางลูบคลึงแขนตัวเองสูดปากทีหนึ่ง “อูย”
“อ่า…ข้า…ข้าขออภัย ข้าไม่ได้ตั้งใจทำให้ท่านเจ็บนะขอรับ ข้า…ข้า…” เฉินจิ้งเสียนเอ่ยตะกุกตะกักอย่างรู้สึกผิด ทั้งๆ ที่ในใจเขานั้นคิดอยากบีบนางให้แหลกคามือเสียเลย กล้าปล่อยให้บุรุษอื่นมาเกาะแกะได้อย่างไร! เจ้าต้องเป็นสตรีของข้า! ใครหน้าไหนก็ห้ามแตะต้องเจ้า!
“ช่างเถอะๆ ทาโอสถเดี๋ยวก็หายแล้ว” เฉินรุ่ยฟางบอกพลางดึงแขนเสื้อลงมาปิดรอยแดง เฉินจิ้งเสียนจึงลุกไปหยิบตลับโอสถมาคุกเข่าอยู่ข้างนาง เปิดแขนเสื้อนางขึ้นไป แล้วแต้มโอสถค่อยๆ ทาบนรอยแดงอย่างเบามือ เอ่ยถามเสียงเบาว่า “เจ็บไหมขอรับ? ดีขึ้นไหมขอรับ?”
เขาถามออกไป ทั้งๆ ที่ในใจนั้นคิดอยากทาแรงๆ ให้นางรู้สึกเจ็บยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ ส่วนคำถามที่เขาอยากถามจริงๆ ก็คือ ‘เจ็บดีไหม? ครั้งนี้รู้จักเจ็บแล้วซินะ หากคราวหน้าเจ้ากล้าปล่อยให้บุรุษอื่นแตะต้องอีก ข้าจะทำให้เจ้าเจ็บยิ่งกว่านี้อีก!’
“อืม ดีแล้ว” เฉินรุ่ยฟางตอบ มองศิษย์ตัวเองที่ก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด ศิษย์ของนางบางครั้งอารมณ์รุนแรงไปบ้าง แต่เขาก็เป็นคนดีจริงๆ นะ เขาพยายามดูแลอาจารย์อย่างนางให้สุขสบายที่สุด จะให้ศิษย์ของคนอื่นมาเทียบกับศิษย์ของนางย่อมหาไม่ได้จริงๆ
เมื่อทาโอสถเสร็จแล้วเฉินจิ้งเสียนก็ดึงแขนเสื้อลงให้ แล้วลุกขึ้นเอาตลับโอสถไปวางที่ชั้นวาง จากนั้นก็กลับไปนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ นางอีกครั้ง ก้มหน้าลงคล้ายรู้สึกผิดเสียเต็มประดา แต่ในใจกลับคิดหาทางรวบหัวรวบหางอาจารย์ตัวเองอยู่ในใจแล้ว สายตาเขาเหลือบมองอาภรณ์ที่อยู่บนตักอาจารย์ พลางเงยหน้าถามเสียงเบา “อาจารย์ขอรับ นี่คือ?”
“อ่อ คุณชายเหอให้ข้าน่ะ บอกว่าชดใช้ที่ทำอาภรณ์ข้าเปื้อนเลือด” เฉินรุ่ยฟางบอกแล้วส่ายๆ หน้า “เขาก็จริงๆ เลย แค่อาภรณ์ตัวเดียวเท่านั้นกลับชดใช้คืนให้เสียใหญ่โตถึงเพียงนี้ นี่เป็นผ้าไหมทะเล ราคาแพงยิ่งนัก คนทั่วไปอย่างข้าต่อให้ผ่านไปอีกพันปีก็ยังไม่มีปัญญาจะซื้อเลย เขากลับซื้อมาให้ข้าเช่นนี้ ข้าจะกล้าใส่ได้อย่างไร ข้าไม่รับเขาก็ไม่ยอม ข้าจะทำอย่างไรดีนะ? ให้ข้าใส่ข้าไม่กล้าใส่จริงๆ หากทำเปรอะเปื้อนไปข้าคงเสียดายแย่ อืม หรือข้าควรถามเขาดีว่าเขาซื้อมาจากร้านไหน แล้วข้าเอาไปคืนที่ร้านรับเป็นหยกกลับมาดีกว่า”
นางพูดๆ อย่างใช้ความคิด จึงไม่ทันเห็นสีหน้าของเฉินจิ้งเสียนที่มีท่าทีกัดฟันกรอดๆ แล้ว ‘หนอย! เจ้าคนนั้น ถึงกับทุ่มเทซื้อของแพงๆ แบบนี้มาล่อลวงสตรีของข้าเชียวรึ!’
“อาจารย์ขอรับ ท่านไม่อยากรับก็คืนเขาไปดีกว่าขอรับ จะได้ไม่เป็นบุญคุณต่อกัน หากวันหน้าเขาลำเลิกบุญคุณขึ้นมา เรียกร้องให้ท่านตอบแทนด้วยร่างกาย ท่านจะทำเช่นไรขอรับ?” เฉินจิ้งเสียนเอ่ยดักทาง ทำให้เฉินรุ่ยฟางตาโตคล้ายเพิ่งคิดได้ “อ่า…”
“เช่นนั้นให้ข้าเอาไปคืนเขานะขอรับ” เฉินจิ้งเสียนบอกพลางหยิบอาภรณ์ที่อยู่บนตักนางขึ้นมา พับอย่างลวกๆ ใส่กล่องแล้วยกกล่องเหล่านั้นเดินออกไปทันที เฉินรุ่ยฟางไม่ทันพูดอะไรเฉินจิ้งเสียนก็เดินหายลับไปแล้ว
เมื่อเฉินจิ้งเสียนไปถึงเรือนรับรองที่คุณชายเหอผู้นั้นพักอยู่ เขาก็เดินเข้าไปในเขตเรือนทันที ภายในเรือนไม่มีบ่าวรับใช้สักคน บ่าวรับใช้คนเดียวที่คอยรับใช้อยู่ก็ถูกเหอเทียนเหิงใช้ให้ไปซื้อรองเท้าอยู่ ดังนั้นในเรือนจึงเหลือแค่เหอเทียนเหิงอยู่คนเดียว เฉินจิ้งเสียนเดินเข้าไปในห้องโถง เห็นคุณชายเหอกำลังนั่งจิบชาอยู่ เขาจึงเดินไปยืนตรงหน้าคุณชายเหอด้วยท่าทางที่ฝืนทำเหมือนไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย แต่ในใจเขากลับรู้สึกกดดันจนขาแทบจะสั่นพับๆ แล้ว บรรยากาศรอบๆ ตัวคุณชายเหอผู้นี้กดดันเสียยิ่งกว่าท่านเจ้าสำนักเสียอีก ดังนั้นเฉินจิ้งเสียนที่คิดมาตลอดว่าอยากจะโยนของพวกนี้ใส่คุณชายเหอคนนั้น ก็ไม่กล้าทำอย่างที่ใจคิดแม้แต่นิดเดียว เขาวางกล่องลงบนโต๊ะตัวหนึ่งแล้วสะกดข่มความกลัวเอาไว้ในใจ กล่าวเสียงเบาว่า “อาจารย์ให้ข้านำของมาคืนเจ้า นางบอกว่าไม่อยากได้ ต่อไปเจ้าอยู่ให้ห่างอาจารย์ข้าหน่อย นางรักข้า อีกหน่อยนางก็จะแต่งงานเป็นฮูหยินของข้าแล้ว เจ้าอย่าได้คิดแยกคู่ยวนยางเลย ต่อให้เจ้าทุ่มเทมากกว่านี้เป็นพันเท่าหมื่นเท่านางก็ไม่เหลือบแลเจ้าแม้แต่นิดเดียว”
เขาพูดแล้วก็รีบเดินจากไปทันที เหอเทียนเหิงเพียงเลิกคิ้วขึ้นมองดูคนแวบหนึ่ง แล้วเบนสายตาไปเหมือนไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตา จนอีกฝ่ายเดินออกไปแล้ว เขาถึงได้มองกล่องอาภรณ์เหล่านั้น คิดถึงคำพูดของคนๆ นั้น หากว่าสตรีไม่มีใจ บุรุษหรือจะกล้ากล่าววาจาหึงหวงรุนแรงแบบนั้นออกมาได้ ดูท่าแล้วเขาคงกลายเป็นมือที่ 3 ซินะ ช่างเถอะๆ ก็แค่ความรู้สึกชอบที่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ยังดีที่เขาไม่ได้ถลำลึกลงไปมากกว่านี้
เฉินจิ้งเสียนเดินออกไปห่างจากเรือนรับรองแล้ว เขาก็ทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นขาสั่นพับๆ ‘น่ากลัวเกินไปแล้ว เจ้าคนนั้นน่ากลัวเหลือเกิน!’
จนเวลาผ่านไปพักใหญ่ ขาจึงค่อยๆ หายสั่น เขาจึงลุกขึ้นก้าวเดินกลับไปยังเรือนอาจารย์ตัวเอง แน่นอนว่าเขาคิดจะเฝ้านางไว้ไม่ให้ห่างหูห่างตาเลยทีเดียว นางยังมีประโยชน์ต่อเขา เขาย่อมไม่ยอมให้ใครมาแย่งชิงนางไปได้เด็ดขาด!
บ่าวรับใช้กลับมาถึงเรือนรับรองก็รีบนำรองเท้าที่ซื้อมา 10 คู่ไปมอบให้ท่านเหอทันที “ท่านเหอขอรับ รองเท้าที่ท่านให้ข้าน้อยซื้อมาขอรับ”
เขาวางกล่องใส่รองเท้าไว้บนโต๊ะเตี้ยตัวหนึ่ง จากนั้นก็ก้าวไปประคองถุงคุนเฉียนส่งคืนให้ เหอเทียนเหิงหยิบถุงคุนเฉียนคืนมาพลางโบกมือไล่ บ่าวรับใช้จึงกุมมือคารวะแล้วถอยออกไปทันที เหอเทียนเหิงลุกไปมองกล่องรองเท้า 10 กล่องนั้น ยิ้มเยาะตัวเองที่ดันไปชอบสตรีที่มีคู่หมั้นคู่หมายแล้วเสียได้ เขาเก็บรองเท้าและอาภรณ์เหล่านั้นใส่หยกคุนเฉียนไป ต่อไปหากคิดจะชอบสตรีคนไหนอีก เห็นทีต้องสืบสาวให้ดีๆ เสียก่อนว่านางไร้พันธะใดๆ เขาจะได้ไม่ต้องรู้สึกเสียหน้าเหมือนเช่นครั้งนี้
เฉินจิ้งเสียนกลับไปที่เรือนอาจารย์แล้วเขาก็ทำตัวเกาะติดนางแทบจะตลอดเวลา พลางคิดหาวิธีรวบหัวรวบหางนางให้ได้ เขาคิดไปคิดมา จนกระทั่งความคิดหนึ่งสว่างวาบขึ้นมา จริงซิ เขาเคยได้ยินว่ามีโอสถสวาทนี่นา บุรุษหรือสตรีคนไหนกินเข้าไปล้วนต้านทานฤทธิ์โอสถชนิดนี้ได้ยาก จำต้องเสพสมจึงจะสิ้นฤทธิ์ หากว่าเขาแอบให้นางกินลงไป รับรองว่านางย่อมไม่รอดพ้นเงื้อมือเขาไปได้แน่นอน หึๆๆๆ…
เมื่อคิดได้แล้วเขาจึงรีบไปหาข้อมูลเกี่ยวกับโอสถชนิดนี้ทันที
เฉินรุ่ยฟางได้อยู่คนเดียวแล้วนางจึงปิดประตูหน้าต่าง หยิบตำราโอสถออกมาศึกษาต่อ นางพยายามจดจำเนื้อหาในตำราให้มากที่สุด แต่ว่านางความจำไม่ดีเท่าไหร่ ต้องอ่านซ้ำๆ หลายๆ รอบจึงจะจำเนื้อหาได้ขึ้นใจ นางนั่งอ่านไปเรื่อยๆ จนดึกดื่นรู้สึกเมื่อยล้าดวงตาแล้วจึงได้เข้านอน
เฉินจิ้งเสียนก็กำลังศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับโอสถสวาทจนจำได้ขึ้นใจ ทั้งยังรู้ว่าควรจะใช้โอสถระดับไหนให้เหมาะสมกับพลังเทพของคนที่กินโอสถเข้าไป อาจารย์ของเขายังเป็นเทพระดับต่ำ ดังนั้นใช้แค่โอสถระดับปฐพีก็เพียงพอแล้ว โอสถระดับปฐพี ศิษย์ขั้นสูงล้วนหลอมได้ทุกคน ดังนั้นโอสถระดับนี้จึงมีขายมากมาย โอสถระดับปฐพีหาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพงมากนัก เขาสามารถหาซื้อมาได้ เพียงแต่ว่าต้องซื้ออย่างลับๆ ไม่ให้ใครรู้ใครเห็น ดังนั้นเขาจึงไหว้วานสหายที่เป็นผู้ดูแลสวนสมุนไพรออกหน้าซื้อให้
เขาแน่ใจว่าโอสถสวาทนี้อีกไม่นานเขาก็จะได้มาอยู่ในกำมือ แต่ว่าสถานที่เผด็จศึกจะใช้เรือนของอาจารย์ย่อมไม่เหมาะสม หูตาคนแถวนั้นมีมากเกินไป อีกทั้งอาจารย์หลอมโอสถล้วนไวต่อกลิ่นสมุนไพร หากว่ามีอาจารย์คนอื่นตรวจพบว่าได้กลิ่นโอสถสวาทย่อมทำให้แผนการเขาพังไม่เป็นท่ากระมัง จะใช้เรือนพักของเขาก็ยิ่งใช้ไม่ได้ เพราะว่าเรือนพักศิษย์ขั้นต้นก็ไม่ต่างจากเรือนพักอาจารย์เท่าไหร่ อยู่ไม่ห่างกันมาก แค่เสียงดังนิดหน่อยก็ได้ยินกันทั่วแล้ว ครั้นจะใช้อาคมเก็บเสียง เขาก็ไม่รู้เกี่ยวกับอาคมอะไรสักอย่าง เช่นนั้นเขาควรหลอกล่ออาจารย์ออกไปเที่ยวตามป่าเขาลำเนาไพรจะดีกว่า ในป่าอยู่กันตามลำพัง 2 คน แอบใส่โอสถในอาหารให้นางกินลงไป จากนั้นก็…หึๆๆๆ…
เมื่อคิดแผนการได้แล้วเขาก็นอนยิ้มเลยทีเดียว สตรีที่ตกเป็นของเขาแล้ว เขาบอกให้นางมอบตำราให้ นางย่อมมอบให้เขาแน่แท้ ฮ่าๆๆๆ…
วันต่อมา เหอเทียนเหิงก็ลาเจ้าสำนัก กลับไปตำหนักไป๋หยุนทันที เขาไม่อยากอยู่ที่สำนักโอสถ จะได้ไม่ต้องรู้สึกเสียหน้าทุกครั้งที่คิดถึงสตรีนางนั้น เจ้าสำนักก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าเหอเทียนเหิงคงต้องรีบกลับไปดูแลตำหนักไป๋หยุนกระมัง ตี้จวินและคนอื่นๆ ล้วนเก็บตัวฝึกฝน ดังนั้นงานต่างๆ จึงตกลงบนบ่าเหอเทียนเหิงคนเดียว คิดๆ ไปแล้วเหอเทียนเหิงช่วงนี้ก็แบกภาระหนักหนาจริงๆ เหอเทียนเหิงหนอเหอเทียนเหิง…
ส่วนเฉินจิ้งเสียนก็ได้รับโอสถสวาทมาไว้ในกำมือในตอนเย็นวันนั้น เมื่อได้โอสถมาแล้ว เขาจึงชักชวนอาจารย์ว่า “อาจารย์ขอรับ ข้าอยากออกไปเก็บสมุนไพรข้างนอกขอรับ ท่านไปด้วยกันกับข้าดีไหมขอรับ? พวกเราจะได้ท่องเที่ยวชมทิวทัศน์เปลี่ยนบรรยากาศกันบ้าง”
“อืม เอาซิ ข้าไม่ได้ออกไปเที่ยวนานแล้ว รู้สึกเบื่อๆ อยู่เหมือนกัน” เฉินรุ่ยฟางบอก เฉินจิ้งเสียนจึงรวบรัดว่า “เช่นนั้น พรุ่งนี้พวกเราไปกันเลยนะขอรับ”
“ได้ๆ” เฉินรุ่ยฟางพยักหน้าตกลง เฉินจิ้งเสียนจึงรีบกลับไปเตรียมตัวทันที เฉินรุ่ยฟางก็เตรียมตัว จัดเตรียมข้าวของเช่นกัน
วันรุ่งขึ้น เฉินรุ่ยฟางกับเฉินจิ้งเสียนก็ออกจากสำนักโอสถแต่เช้า พวกเขามุ่งหน้าไปยังหุบเขาแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสำนักโอสถเท่าไหร่ ซึ่งหุบเขาแห่งนี้ชื่อว่าหุบเขาซ่างเหรา หุบเขาแห่งนี้ไม่มีสมุนไพรหายาก มีเพียงสมุนไพรที่พบได้ดาษดื่นทั่วไปเท่านั้น ดังนั้นหุบเขาแห่งนี้คนหาสมุนไพรย่อมไม่มา สัตว์ร้ายก็ไม่ค่อยมี เป็นหุบเขาที่เงียบสงบอย่างแท้จริง ที่เฉินจิ้งเสียนเลือกที่แห่งนี้ก็เพราะความเงียบสงบของหุบเขาแห่งนี้นั่นเอง ไม่ต้องกังวลว่าจะพบเจอใคร
“นี่ๆ จิ้งเสียน ที่นี่จะมีเถากลืนจิตจริงๆ หรือ?” เฉินรุ่ยฟางถามขณะที่มองไปรอบๆ เฉินจิ้งเสียนพยักหน้าหงึกๆ “มีขอรับๆ ข้าเคยมาหาสมุนไพรที่นี่กับท่านพ่อท่านแม่ครั้งหนึ่ง เคยพบเถากลืนจิตเถาเล็กๆ 1 เถาขอรับ เถานั้นยังไม่มีจิตวิญญาณ มันฝังอยู่ในดิน ท่านพ่อท่านแม่ขุดไปขายได้หยกมาไม่น้อยเลยขอรับ”
เขาโกหกสีหน้าสมจริงยิ่ง แววตาฉายประกายความตื่นเต้นรางๆ เหมือนกับว่าเรื่องราวครั้งนั้นคือความโชคดีของพวกเขาที่เกิดขึ้นจริงๆ เฉินรุ่ยฟางฟังแล้วรู้สึกดีใจกับเรื่องราวของพวกเขาด้วยอย่างแท้จริง นางจำได้ว่าเถากลืนจิตเป็นพืชหายากมากชนิดหนึ่ง อีกทั้งยังจำได้อีกว่ามีผู้อาวุโสท่านหนึ่งมีเถากลืนจิต และเถากลืนจิตเถานี้ต้นใหญ่มาก ซ้ำยังมีจิตวิญญาณแล้วด้วย แต่ว่าใครๆ ก็ไม่กล้าไปแย่งชิงเถากลืนจิตเถานี้กับผู้อาวุโสท่านนั้นสักคน เป็นเพราะผู้อาวุโสท่านนั้นมีฝีมือร้ายกาจ ใครกล้าแย่งของๆ เขา ย่อมมีจุดจบที่อเนจอนาถยิ่ง
“เช่นนั้นพวกเราลองเดินหาดูเถอะ หากว่าพบเถากลืนจิตจริงๆ ย่อมดีมากแน่ๆ” เฉินรุ่ยฟางบอกพลางมองไปรอบๆ ตัวอย่างละเอียดลออ เฉินจิ้งเสียนพยักหน้ารับ “ขอรับ”
เขาเดินเคียงข้างนาง ทำทีมองหาสมุนไพรไปเรื่อยๆ รอให้ถึงเวลาก่อนเถอะ นางไม่รอดเงื้อมือข้าแน่! ฮ่าๆๆๆ…
ทั้งสองเดินหาสมุนไพรไปเรื่อยๆ รู้สึกเหนื่อยเมื่อไหร่ก็หยุดพัก หายเหนื่อยแล้วก็เดินหากันต่อ จนตะวันเริ่มตกดิน ทั้งสองก็เดินไปถึงบริเวณถ้ำแห่งหนึ่ง เฉินจิ้งเสียนชี้บอก “อาจารย์ขอรับ ท่านดูซิ นี่คือถ้ำที่ข้าเคยมาพักกับท่านพ่อท่านแม่ขอรับ”
“อ่อ” เฉินรุ่ยฟางส่งเสียงคำหนึ่ง มองดูถ้ำลึกที่มืดมิด เห็นเพียงปากถ้ำบางส่วนที่ได้รับแสงสว่างก่อนที่ตะวันจะลาลับไป
“คืนนี้พวกเราพักกันที่นี่เถอะขอรับ” เฉินจิ้งเสียนกล่าวคล้ายขออนุญาต แต่เขารู้อยู่ในใจแน่ชัดว่า อย่างไรคืนนี้ก็ต้องพักค้างคืนที่นี่ จะไปหาที่พักที่อื่นก็คงหาที่อื่นที่ดีกว่าที่นี่ไม่ได้แล้ว ตะวันกำลังจะหมดแสงลงเรื่อยๆ จะไปหาทันได้อย่างไร จะกลับสำนักโอสถก็ไม่อาจกลับไปได้ในตอนนี้ เดินทางค่ำมืดไม่รู้จะไปพบเจอสัตว์ร้ายอะไรหรือเปล่า พวกเขาไม่ได้มีพลังเทพถึงขนาดต่อสู้สะเทือนฟ้าสะท้านดินถึงจะได้กล้าออกไปต่อกรกับสัตว์ร้ายในค่ำคืนอันมืดมิด เขาวางข้อจำกัดดักทางเอาไว้ทุกอย่างแล้ว อย่างไรคืนนี้นางไม่พ้นเงื้อมือเขาแน่นอน!
เฉินรุ่ยฟางมองๆ ตัวเลือกที่มีเพียงหนึ่งเดียวนี้อย่างจำยอม “อืม พักที่นี่แหละ”
“เช่นนั้นข้าก่อไฟก่อนขอรับ” เฉินจิ้งเสียนบอกแล้วเดินไปเก็บกิ่งไม้แห้งมากองใหญ่ ลงมือก่อกองไฟไว้หน้าปากถ้ำ ทั้งยังโรยผงสมุนไพรไล่แมลงและสัตว์ร้ายเอาไว้รอบๆ ปากถ้ำอีกด้วย กลิ่นสมุนไพรชนิดนี้ทำให้แมลงและสัตว์อื่นๆ ล้วนถอยหนีลี้ห่าง แต่สำหรับเทพแล้วกลิ่นนี้เป็นเพียงกลิ่นหอมชนิดหนึ่ง สูดดมเข้าไปก็ไม่เป็นอันตรายอะไร
เมื่อก่อกองไฟแล้ว เฉินจิ้งเสียนก็เอาเสบียงอาหารที่เตรียมมาออกมาวางพลางเชื้อเชิญ “อาจารย์ขอรับ กินข้าวกันเถิดขอรับ”
“อืม” เฉินรุ่ยฟางนั่งลงบนผ้าที่ปูรองเอาไว้ เฉินจิ้งเสียนก็เดินเข้าไปในถ้ำ ปูที่นอนเอาไว้ 2 แห่งใกล้ๆ กัน จากนั้นก็กลับไปนั่งข้างๆ อาจารย์ รินชาให้นาง “อาจารย์ขอรับ น้ำชาขอรับ”
“อืม” เฉินรุ่ยฟางรับถ้วยชามาดื่ม 1 ถ้วยจนหมด นางรู้สึกคอแห้งเพราะวันนี้เดินเกือบทั้งวัน เฉินจิ้งเสียนรีบรินชาเติมให้นางทันที ในน้ำชานี้เขาใส่โอสถสวาทลงไปด้วย นางดื่มน้ำชาลงไปแล้ว อีกประเดี๋ยวโอสถก็ออกฤทธิ์แล้ว เฉินรุ่ยฟางยกถ้วยชาขึ้นดื่มอีก 1 ถ้วย แล้วคีบอาหารกิน เฉินจิ้งเสียนจึงกินข้าวร่วมกับอาจารย์ ในอาหารเขาไม่ได้ใส่โอสถสวาทลงไป ดังนั้นเขาจึงกินอย่างสบายใจยิ่งนัก
