Chapter 111 (18+)บุกเข้าอุโมงค์ลับ
ทวน 2 แท่งทิ่มแทงรูทั้งหน้าและหลัง พวกเขามีความสุขยิ่งนัก แต่ลี่อินเจ็บจนแทบอยากตายเสียให้พ้นๆ จากความทุกข์ทรมานที่พวกเขายัดเยียดให้นาง คนอื่นๆ ก็ยืนดูอยู่รอบๆ บางคนก็ยื่นมือไปบีบเค้นเต้าทรวงอ่อนนุ่ม
“โอ…รูนี้รัดข้าแน่นมาก” คนข้างหลังเอ่ย คนข้างหน้าก็เอ่ยว่า “นางรัดแน่นยิ่งกว่าเมื่อกี้อีก ดีจริงๆ โอ้…เสียวเหลือเกิน…”
“พวกเจ้า 2 คนเร็วๆ หน่อย ข้ารออยู่” ทหารคนหนึ่งเร่ง คนที่ประกบหน้าหลังจึงเร่งความเร็วขึ้น พวกเขาช่วยกันยกตัวนางขึ้นๆ ลงๆ
สักพักพวกเขาก็ถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเกือบจะพร้อมๆ กัน “โอ้…” / “อูววววว…”
พวกเขาหลั่งสายธารไว้ในกายนาง แล้วยกตัวนางขึ้นส่งให้ต่อให้พวกพ้อง คนอื่นๆ ก็รับตัวอนุลี่ไป ลี่อินตัวสั่นกระตุกๆ นางเจ็บจนอยากจะตายเสียให้พ้นๆ จากความทุกข์ทรมานนี้ ตอนพวกเซี่ยรุมขืนใจนาง นางยังมีความสุขบ้างนิดหน่อย แต่ตอนนี้นางมีแต่เจ็บกับเจ็บ เนื้อตัวนางเจ็บระบมไปหมดทั้งตัว นางไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนแคว้นเดียวกันจะโหดร้ายกับนางได้ถึงเพียงนี้!
ทหารคนหนึ่งถอดกางเกงแล้วนอนลงไปบนพื้นพลางบอกว่า “มาๆ ยกตัวนางมาสวมทวนข้าเร็ว ส่วนใครอยากได้รูก้นนางก็เข้ามา”
พวกทหารจึงยกตัวอนุลี่ไปสวมทวนของทหารที่นอนอยู่บนพื้น ลี่อินเจ็บยิ่งนัก รูนางบวมเป่งแล้วกระมัง นางพยายามดิ้นหนีแต่พวกเขาก็จับนางกดลงไปจนทวนที่แข็งตั้งแทงเข้าไปในรูนาง ทหารที่นอนอยู่บนพื้นกอดตัวอนุลี่ลงไป ทหารอีกคนจึงขยับไปคุกเข่าประกบด้านหลังของอนุลี่ เขาจับทวนแทงเข้ารูก้น ซึ่งเข้าง่ายขึ้นเพราะว่าถูกทะลวงเบิกทางไปแล้วครั้งหนึ่ง อีกทั้งยังมีสายธารขุ่นอยู่ในรูก้นทำให้ทวนของเขาเข้าไปได้ง่ายขึ้นกว่าครั้งแรก ลี่อินเจ็บจนน้ำตาไหลพรากๆ นางถูกจับคุกเข่าคร่อมคนที่นอนอยู่บนพื้น แล้วทั้งสองคนที่ประกบหน้าหลังก็ช่วยกันแทงรูทั้งสองของนางอย่างไม่บันยะบันยัง
“โอ้…เสียวเหลือเกิน…”
ทหารอีกคนขยับไปคุกเข่าคร่อมศีรษะของคนที่นอนอยู่บนพื้น เขาขยุ้มผมของอนุลี่บังคับให้นางเงยหน้าขึ้นแล้วจับทวนแทงเข้าไปในปากนาง ลี่อินอยากจะกัดทวนนี่นัก แต่ทหารคนนั้นก็ขู่ว่า “ถ้าเจ้ากัดข้า ข้าจะเลาะฟันเจ้าให้หมดปากเลย!”
ลี่อินกลัวจึงไม่กล้ากัด นางได้แต่ปล่อยให้เขาใช้ปากนางแทนรูสวาท ทั้ง 3 คนรุมนางคนเดียว ลี่อินได้แต่ร้องไห้น้ำตาไหลอาบหน้า นางไม่รู้ว่านางต้องทนทุกข์ทรมานอย่างนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ ทุกวินาทีที่ผ่านไปนางรู้สึกเหมือนตกนรกทั้งเป็น!
ทหารแคว้นเซี่ยที่ตามมาล้างแค้นให้พวกพ้องที่ถูกคนชุดเขียวรุมแทงจนต้องกระเสือกกระสนหนีตายไปหาพวกเขา พอพวกเขารู้ว่าเพื่อนถูกคนชุดเขียวรุมฆ่าพวกเขาจึงแบ่งกำลังคนย้อนกลับไปล้างแค้นให้เพื่อน เมื่อพวกเขาตามมาจนถึงสถานที่ที่คนชุดเขียวหยุดพัก พวกเขาจึงได้เห็นการเสพสมที่โหดร้ายต่อเชลยสาวคนนั้น พวกเขาว่าพวกเขาโหดร้ายแล้วนะ แต่พอได้เห็นภาพที่เกิดขึ้นทำให้พวกเขารู้สึกว่าการรุมขืนใจสตรีของพวกเขายังไม่โหดร้ายเท่าคนชุดเขียวพวกนั้นเลย
เต๋อผิงที่นำทหารมาล้างแค้นให้พวกพ้องเห็นเชลยสาวถูกคนแคว้นเดียวกันกับนางรุมขืนใจ 3 ต่อ 1 เช่นนั้น ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองยังโหดร้ายไม่เท่าคนพวกนั้นเลย เขาพลันคิดถึงสตรีร่วมแคว้นที่ตกอยู่ในเงื้อมือพวกมัน เขาไม่รู้ว่าพวกนางจะถูกพวกมันกระทำเยี่ยงนี้หรือไม่!?
คิดๆ แล้วเขาพลันโกรธแค้นขึ้นมาทันที เขาจึงหลิ่วตาสั่งลูกน้อง พวกลูกน้องพยักเพยิดรับแล้วพากันพุ่งออกไปเข่นฆ่าคนชุดเขียวพวกนั้น
ทหารแคว้นซางกว่าจะรู้ตัวว่าศัตรูเข้ามาใกล้ก็จนพวกเซี่ยบุกมาถึงตัวแล้ว ฉึก!
“โอ๊ย!” ทหารแคว้นซางถูกแทงจนเซไป เขารีบจับดาบขึ้นสู้ แต่ทหารแคว้นเซี่ยไวกว่า เขาดึงดาบออกแล้วตวัดดาบตัดคอทหารแคว้นซาง ฉั๊วะ!
ศีรษะทหารแคว้นซางร่วงตกลงพื้นตุบ!
“สู้มัน!” ทหารแคว้นซางตะโกนพลางหยิบอาวุธขึ้นมาสู้
คน 3 คนที่รุมล้อมลี่อินก็รีบผละออกทันที พวกเขารีบคว้าอาวุธขึ้นมาสู้กับพวกเซี่ย แต่ว่าพวกเขาไม่ได้สวมเสื้อเกราะทำให้เสื้อผ้าสีเขียวที่สวมอยู่บนร่างไม่อาจต้านทานอาวุธได้ บางคนจึงถูกฟันถูกแทงจนเสียเปรียบยิ่งนัก อีกทั้งทหารแคว้นเซี่ยเหล่านี้ก็มีฝีมือล้ำเลิศนัก พวกเขาสู้กันไม่เท่าไหร่ทหารแคว้นซางก็ค่อยๆ ล้มตายไปทีละคน…สองคน
ลี่อินนอนคู้ตัวอยู่บนพื้น นางมองผ่านม่านน้ำตาไป เห็นทหารแคว้นเซี่ยนางพลันเกิดความรู้สึกยินดีขึ้นมา ราวกับว่าพวกเขาเป็นคนแคว้นเดียวกันกับนางอย่างไรอย่างนั้น จะว่านางคิดทรยศแคว้นก็ไม่ได้นะ ในเมื่อคนแคว้นเดียวกันกลับขืนใจนางอย่างโหดร้ายยิ่งนัก ส่วนคนต่างแคว้นแม้ว่าพวกเขาจะชั่วร้ายก็ยังชั่วร้ายไม่เท่าคนแคว้นเดียวกันกับนางเลย
ทหาร 2 แคว้นสู้กันสักพัก ทหารแคว้นซางสิบกว่าคนนั่นก็ตกตายจนหมด เลือดสาดกระเซ็นย้อมผืนป่าจนแดงฉาน เต๋อผิงเดินไปดูเชลยสาว เขาดึงผ้าที่อุดปากนางออก ลี่อินร้องเรียกอย่างดีใจนัก “พี่ใหญ่เต๋อ”
นางเรียกเขาเหมือนที่ได้ยินพวกทหารแคว้นเซี่ยเรียกเขา นางมองเขาอย่างดีใจจนน้ำตาไหลพรากๆ เต๋อผิงอุ้มนางขึ้นมา ลี่อินพิงซบอกเขาอย่างไม่รังเกียจ นางกลับรู้สึกว่าอ้อมอกนี้คือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนาง เต๋อผิงส่งนางให้ลูกน้องพลางสั่งว่า “เจ้าพานางไป รอจนกว่าจะกลับค่ายค่อยให้หมอมาตรวจนาง”
“ขอรับพี่ใหญ่เต๋อ” ลูกน้องรับคำสั่งพลางรับตัวเชลยสาวมาอุ้มไว้ เขารู้สึกสงสารนางยิ่งนัก พวกเขาว่าพวกเขาโหดร้ายแล้วนะ แต่พอได้เห็นนางถูกคนแคว้นเดียวกันรุมขืนใจ ความโหดร้ายของพวกเขากลายเป็นน้อยนิดไปทันที ลี่อินพิงอกทหารคนนั้น นางหลับตาลงอย่างอ่อนล้า ไม่กี่อึดใจต่อมานางก็ผล็อยหลับไป
เต๋อผิงส่งตัวเชลยสาวให้ลูกน้องแล้วเขาก็เร่งรุดกลับไปหาซื่อจื่อ เขาฆ่าศัตรูสิบกว่าคนนี้ได้ก็ถือว่าช่วยงานซื่อจื่อได้นิดหน่อย
เมื่อกลับไปรวมตัวกับซื่อจื่อ เต๋อผิงก็รายงานว่า “อุโมงค์ถูกปิดไปแล้วขอรับ”
“อืม” หยางถิงเฟิงพยักหน้ารับรู้แล้วสั่งว่า “ตามข้ามา ข้าจะพาพวกเจ้าไปหาอุโมงค์อื่นดู ข้าไม่คิดว่าพวกซางจะขุดอุโมงค์แค่ที่เดียว น่าจะมีอุโมงค์อื่นอีก”
“ขอรับ” เต๋อผิงรับคำสั่งแล้วสั่งลูกน้องอีกทอดหนึ่ง ลูกน้องก็แบ่งกำลังคนไปค้นหาอุโมงค์ลับ คนที่เหลือก็เข้าร่วมสู้รบกับพวกซาง ศึกนี้เป็นศึกใหญ่ พวกซางยกทัพมาด้วยกำลังพลเรือนแสน ทางพวกเขาก็ยกทัพมาด้วยกำลังพลเรือนแสนเช่นกัน การสู้รบจึงใหญ่โตยิ่งนัก สนามรบขยายวงกว้าง มองไปทางไหนก็เห็น 2 ทัพสู้กัน คนที่ตกตายก็ตกตายไป ทอดร่างบนพื้นดิน เลือดไหลอาบพื้น ย้อมพื้นกลายเป็นสีแดง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปในอากาศ
จวบจนมืดค่ำ 2 ทัพก็ยังสู้กันอยู่ ไม่มีฝ่ายไหนยอมถอยทัพ ทหารทั้งสองฝ่ายสู้กันไปมาจนเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า บางคนถึงกับยืนถือทวนค้ำพื้นต่างไม้เท้าค้ำยันแล้ว คนที่เหน็ดเหนื่อยก็ถอยไปรวมตัวเกาะกลุ่มกันอยู่ คนที่ยังมีแรงสู้รบก็สู้รบกันไป จนดึกดื่นค่ำคืน เสียงการสู้รบจึงค่อยๆ จางไป ทหารทั้งสองฝ่ายล้วนสู้รบไม่ไหวแล้ว พวกเขานั่งลงเกาะกลุ่มกัน นั่งพิงกันงีบหลับกลางสนามรบ ต่างฝ่ายต่างระวังตัว
ทางด้านลี่อิน หลังจากที่นางถูกอุ้มไปไว้ยังที่ที่ปลอดภัย ตกกลางคืนนางก็เริ่มจับไข้จนตัวร้อนจี๋ ทหารที่อยู่กับนางได้แต่ดูแลนางไปตามสภาพ เขาไม่อาจพานางไปหาหมอได้ ซ้ำยังไม่มีสมุนไพรอะไรที่ใช้ลดไข้ได้เลย ลี่อินจับไข้จนหนาวสั่น ฟันกระทบกันดังกึกๆ “นะ…หนาว…หนาวเหลือเกิน…ขะ…ข้าหนาว…”
ทหารจึงได้แต่กอดนางเอาไว้ในอ้อมแขน ใช้ไออุ่นจากตัวเองบรรเทาความหนาวของนาง แต่ว่าตัวนางร้อนยิ่งนัก ร้อนจนแทบจะลวกเขาได้เลย เขากอดนางนอนอยู่บนพื้น
จนกระทั่งเช้าเขาจึงลืมตาตื่นขึ้นมาและพบว่าเชลยสาวสิ้นใจไปแล้ว เขาได้แต่ขุดหลุมอย่างลวกๆ แล้วฝังนางไว้ใต้ต้นไม้พลางกล่าวว่า “แม่นางขอให้เจ้าอยู่บนสวรรค์อย่างมีความสุขเถิด”
สายลมแผ่วเบาพัดพาไอเย็นมากระทบร่าง เขาผละจากหลุมศพเชลยสาวที่แม้แต่ชื่อแซ่ของนางเขาก็ไม่รู้ แต่อย่างน้อยนางก็ยังถูกฝังลงดิน ซึ่งดีกว่าศพในสนามรบที่ยังทอดร่างไร้การเก็บศพ หลังจากฝังนางแล้วเขาก็กลับไปรวมตัวกับพี่ใหญ่เต๋อ
เต๋อผิงรู้ว่าเชลยสาวตายไปแล้วเขาได้แต่ถอนหายใจอย่างสงสารนาง
ยามเช้า ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกกลายเป็นสีพุงปลา กลองศึกจึงตีตึงๆ ปลุกทุกคนในสนามรบให้ตื่น 2 ทัพก็เข้าสู้รบกันอีกครั้ง เพียงแต่ว่าการสู้รบไม่ค่อยดุเดือดสักเท่าไหร่ เพราะว่าทหารทั้ง 2 ทัพล้วนยังเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ทหารบางคนถึงกับถอดใจไม่สู้รบแล้ว คนเหล่านั้นแอบอู้อยู่กลางสนามรบ แม่ทัพใหญ่กังห้าวอยากจะถอยทัพก็ทำไม่ได้ เพราะว่าพวกเซี่ยล้อมทัพของพวกเขาอยู่รอบนอก พวกเขาอยากจะถอยก็ถอยไม่ได้ จะตีฝ่าก็ยากยิ่งนัก สถานการณ์กลายเป็นว่า เมืองอี้อยู่ตรงกลาง ทัพเซี่ยล้อมเมืองอี้อยู่ และทัพของเขาก็ล้อมทัพเซี่ยเอาไว้ ส่วนทัพเซี่ยบางส่วนก็ล้อมพวกเขาเอาไว้อีกชั้น สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ทัพซางยากจะต่อตีเอาชัย ทัพเซี่ยเองก็ยากจะต่อตีเอาชัยเช่นกัน สองทัพยันกันไปยันกันมา
จนกระทั่งตะวันขึ้นตรงหัว แม่ทัพใหญ่ทั้งสองจึงได้ส่งคนไปเจรจาพักทัพชั่วคราว เสียงกลองเป็นสัญญาณพักทัพจึงดังขึ้น ตึง! ตึง! ตึง!
การสู้รบจึงหยุดสักพัก ทหารทั้งสองฝ่ายต่างถอยห่างจากกัน พวกเขามองหน้ากันไปมองหน้ากันมา รอดูว่าเสียงกลองจะดังอย่างไรอีก แต่พวกเขารออยู่นานเสียงกลองก็ไม่ดังขึ้นมา ไม่มีสัญญาณให้ถอยทัพ ไม่มีสัญญาณให้รบต่อ แล้วจะให้พวกเขาทำอะไรรึ!?
จะให้จ้องหน้าศัตรูกันไปมาอย่างนี้น่ะรึ! โว๊ย!
เหล่าทหารที่อยู่ข้างท่านแม่ทัพใหญ่ทั้งสองต่างมองแม่ทัพใหญ่ของพวกเขาแล้วเอ่ยถามว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่ แล้วนี่จะทำอย่างไรต่อ จะถอยทัพดี หรือว่าจะสู้ต่อดี?”
หยางซีถิงมองลูกน้องแล้วถามพวกเขาว่า “แล้วเจ้าจะทำอย่างไรรึ? ถอยก็ไม่ได้ บุกต่อพวกทหารก็สู้ไม่ไหวแล้ว”
“อ่า…” พวกลูกน้องมองๆ หน้ากันเอง พวกเขาก็จนปัญญาเช่นกัน พวกเขาถูกล้อมอยู่ จะบุกเข้าเมืองก็บุกไม่ได้ จะถอยไปก็ติดทัพซาง ทัพซางเองก็ไม่ต่างจากพวกเขา จะบุกมาก็บุกไม่ได้ จะถอยก็ติดทัพของพวกเขาที่แบ่งออกไปล้อมพวกมันอีกที ทัพใหญ่ 2 ทัพยันกันอยู่ ยากจะถอย ยากจะบุกตี นี่เป็นสถานการณ์ที่ช่างน่าปวดหัวยิ่ง!
ทางด้านกังห้าวเองก็ถูกลูกน้องถามคำถามคล้ายๆ กันนี้ เขาเองก็ปวดหัวยิ่งนัก จะถอยก็ถอยไม่ได้ จะตีต่อก็หมดแรง กลายเป็นว่า 2 ทัพได้แต่ยันกันอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ เรอะ!
เวลาผ่านไปจนเย็นค่ำ หยางถิงเฟิงก็พาทหารไปถึงจุดที่มีอุโมงค์ลับ “นั่น ตรงนั้น”
ทหารรีบย่องไปดูทันที จากนั้นก็กลับไปรายงานว่า “ข้าพบอุโมงค์ทางทิศตะวันออกขอรับ มีพวกซางเฝ้าอยู่ 20 กว่าคน”
“ดี!” หยางถิงเฟิงเอ่ยแล้วสั่งว่า “ไป พวกเราไปดูอุโมงค์ลับนี่กันเถอะ”
“ขอรับ” ทหารรับคำสั่งแล้วนำทางซื่อจื่อไปที่อุโมงค์ลับที่ค้นพบทางทิศตะวันออกทันที เต๋อผิงก็ตามไปอารักขาซื่อจื่อ
เมื่อไปถึงทางเข้าอุโมงค์ พวกเต๋อผิงก็ฆ่าทหารที่เฝ้าทางเข้าจนหมด แล้วพวกเขาก็เข้าไปในอุโมงค์ลับซึ่งมีลักษณะไม่ต่างจากอุโมงค์ทางทิศเหนือ พวกเขาจุดคบไฟอันหนึ่งแล้วเดินเรียงแถวเข้าไปทีละคน ตรงปากหลุมหยางถิงเฟิงก็นั่งรออย่างใจจดใจจ่อ เขาแทบอยากจะลงไปดูเองด้วยซ้ำ แต่ว่าตัวเขาเป็นผู้คุมกองทัพ เขาไม่อาจใจร้อนอย่างที่คิดอยากทำได้ เขาได้แต่นั่งรอไปเรื่อยๆ รอแล้วรออีก รอจนสัปหงกงีบหลับไป ทหารคนอื่นๆ ก็ตื่นตัวเฝ้าปากหลุมอย่างระแวดระวังยิ่ง
จนเวลาผ่านไปราว 2 ชั่วโมง เต๋อผิงก็ปีนขึ้นมาจากหลุมอุโมงค์แล้วรายงานว่า “อุโมงค์นี้ยังใช้งานได้ ที่ปากทางอีกด้านมีทหารเฝ้าอยู่ ข้าไม่กล้าบุกไปทำให้พวกมันรู้ตัว”
“ดี!” หยางถิงเฟิงพยักหน้าแล้วบอกว่า “พวกเราจะค่อยๆ บุกเข้าเมืองแล้วยึดเมืองคืนมา หากว่าพวกเรายึดเมืองคืนได้ พวกเราก็มีสิทธิ์ชนะศึกนี้”
“ขอรับ” พวกทหารรับคำแข็งขันฮึกเหิม หยางถิงเฟิงจึงคัดทหารฝีมือเยี่ยมเข้าไปในอุโมงค์ลับ แน่นอนว่าทหารที่ถูกคัดเลือกส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกเต๋อผิง เพราะว่าพวกเขาฝีมือเยี่ยมที่สุดในกองทัพนั่นเอง หลังจากคัดทหารแล้วพวกเต๋อผิงก็เข้าไปในอุโมงค์อีกครั้ง หยางถิงเฟิงก็ตามหลังพวกเต๋อผิงเข้าไปด้วย
พวกเขาเดินเรียงแถวตามๆ กันไปในอุโมงค์ลับ ไม่มีใครพูดคุยกันสักคำ มีเพียงเสียงฝีเท้าที่ดังตึกๆ อยู่ในอุโมงค์
ครั้นใกล้ถึงทางออกอีกด้าน คนที่นำอยู่ข้างหน้าจึงดับคบไฟทันที ทำให้ในอุโมงค์มืดมิดไร้แสง พวกเขาจึงต้องใช้ประสาทสัมผัสทางการได้ยินแทนการมอง คนที่นำหน้าโยนคบไฟไว้ข้างๆ แล้วค่อยๆ ย่องออกไปอย่างเงียบกริบคล้ายแมวย่อง ทันทีที่พ้นอุโมงค์ออกไปเขาก็ลงมือปิดปากทหารที่เฝ้าปากอุโมงค์แล้วเชือดคอทหารคนนั้น ฉึบ!
“อึกๆ” ทหารแคว้นซางคนนั้นดิ้นอึกอักๆ ครู่หนึ่งก็ขาดใจตาย เลือดไหลอาบร่าง ทหารอีกคนที่เฝ้าคู่กับเขาก็มีสภาพไม่ต่างกัน ถูกทหารแคว้นเซี่ยอีกคนจับปิดปากเชือดคอจนตกตายเช่นกัน แล้วทหารแคว้นเซี่ยก็ทยอยออกจากอุโมงค์ทีละคน…ทีละคน พวกเขารีบพุ่งไปแอบตามเงามืดพร้อมกับฆ่าทหารแคว้นซางไปด้วย กว่าทหารแคว้นซางจะรู้ตัวพวกพ้องก็ถูกฆ่าตายไปสิบกว่าคนแล้ว!
“เฮ้ย! มีคนบุกเข้า…!” ทหารแคว้นซางตะโกนขึ้นมายังไม่ทันจบเขาก็ถูกทหารแคว้นเซี่ยตัดคอแล้ว ฉับ!
ศีรษะร่วงตกพื้น ตัวคนก็ล้มลงไปเลือดสาดกระจาย
พอทหารแคว้นซางได้ยินเสียงตะโกน พวกเขาก็แตกตื่นฮือฮาทันที “มีศัตรูๆ”
“ฆ่า!” หยางถิงเฟิงตะโกนสั่งแล้วนำทหารพุ่งไปสู้รบกับพวกซางทันที พวกเต๋อผิงตามไปคุ้มกันซื่อจื่อ พลางเข่นฆ่าพวกซางไปด้วย ทหารที่ตามหลังก็พุ่งกรูตามไป พวกเขาชูดาบชูกระบี่พุ่งเข้าใส่ทหารแคว้นซางที่กำลังแตกตื่น เสียงการสู้รบจึงดังขึ้น อาวุธปะทะกันเสียงดังเคร้งคร้างๆ
“ฆ่ามัน!”
“ฆ่ามัน!”
ทหาร 2 ฝ่ายตะโกนลั่นและสู้กันจนชุลมุนไปหมด ทหารแคว้นเซี่ยออกมาจากอุโมงค์ลับทีละคน…ทีละคน จนมากขึ้นเรื่อยๆ
รองแม่ทัพแคว้นซางที่รักษาเมืองอยู่พลันตกใจตื่นขึ้นมาหลังจากได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวก เขารีบคว้ากระบี่คู่ของตัวเองขึ้นมาถือไว้แล้วออกไปดูสถานการณ์ทันที จากบนชั้น 2 เขามองเห็นทหารตัวเองสู้กับศัตรูอยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง ทำให้เขารู้ทันทีว่าอุโมงค์ลับน่าจะถูกค้นพบแล้ว เขาก่นด่าทหารที่เฝ้าอุโมงค์ว่า “พวกมันเฝ้ากันยังไงห๊ะ!? ถึงได้ปล่อยให้ศัตรูเข้ามาได้! พวกมันตายแล้วรึไง! บัดซบ!”
หากว่าทหารที่เฝ้าอุโมงค์ได้ยิน คงตอบว่า ‘ใช่ พวกข้าตายแล้วขอรับ’ แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่อาจได้ยินคำด่าทอของรองแม่ทัพ เพราะว่าพวกเขาตกตายไปหมดแล้ว ตกตายไปด้วยน้ำมือพวกเซี่ยที่บุกเข้ามาโดยที่พวกเขาก็ไม่ทันตั้งตัวเลย
รองแม่ทัพวิ่งไปเคาะระฆัง แกร๊งๆๆๆๆๆ…
ทำให้ทหารแคว้นซางล้วนตื่นขึ้นมา พวกเขารีบคว้าอาวุธของตัวเองแล้วออกจากที่พักไปดูสถานการณ์ทันที “เกิดอะไรขึ้น!?”
“ไอ้พวกเซี่ยบุกเข้ามาในเมืองแล้ว!” ทหารคนหนึ่งตะโกนบอก คนอื่นๆ ก็ตะโกนตาม ตะโกนต่อๆ กันเป็นทอดๆ ทำให้ทั้งเมืองรับรู้แล้วว่ามีข้าศึกบุกเข้ามา พวกเขาจึงกรูกันไปเข่นฆ่าศัตรูทันที เสียงอาวุธปะทะกันดังเคร้งคร้างๆ ผสมกับเสียงร้อง “โอ๊ย!”ๆ ที่เกิดจากถูกอาวุธฟาดฟันร่าง
คนที่ตกตายก็ตกตายไป คนที่สู้ก็สู้กันไปจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะตกตาย การต่อสู้จึงดุเดือดยิ่งนัก ชนิดว่าเจ้าไม่ตาย ข้าก็ตาย!
หยางถิงเฟิงนำทหารบุกตะลุยไปข้างหน้า เขาพบศัตรูก็ฆ่า! แล้วก็ฆ่า! ฆ่าๆๆๆ…เขาฆ่าฟันจนเลือดของศัตรูอาบร่างราวกับเขาตกลงไปในบ่อเลือดอย่างไรอย่างนั้น เต๋อผิงกับลูกน้องก็มีสภาพไม่ต่างกัน พวกเขาล้วนอาบไปด้วยเลือดของศัตรู สภาพที่อาบเลือดนี้ทำให้ทหารแคว้นซางเห็นแล้วรู้สึกหวาดกลัวจนขนหัวลุกชัน นั่นคือคนรึ! ไม่ใช่แล้ว! พวกนั้นคือปีศาจจากขุมนรกโลกันตร์ที่โผล่ขึ้นมาฆ่าล้างพวกเขาต่างหาก!
ความหวาดกลัวนี้ก่อเกิดขึ้นในจิตใจของทหารแคว้นซาง และค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นเมื่อ ‘ปีศาจ’ พวกนั้นเข้ามาใกล้พวกเขา ทำให้พวกเขาถอยกรูด! “ยะ…”
มือที่เงื้อง่าดาบค้างเติ่ง และในท้ายที่สุดทหารแคว้นซางก็หันหลังวิ่งหนีไป “อ้า! ปีศาจ! ปีศาจ!”
พวกหยางถิงเฟิงเดินหน้าไปเรื่อยๆ เจอศัตรูก็ฆ่า ฉั๊วะ!
ศีรษะตกลงพื้นตุบ!
ชาวเมืองอี้ล้วนแอบซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆ อย่างหวาดกลัว แน่นอนว่าพวกเขาหวาดกลัวพวกซางที่บุกเข้ามายึดเมือง แล้วข่มเหงพวกเขา ยึดทรัพย์สินของพวกเขาไป ฉุดคร่าลูกเมียของพวกเขาไป คนที่ลุกขึ้นสู้ล้วนตกตายไปหมดแล้ว ถูกพวกซางฆ่าตาย คนที่เหลือรอดอยู่ล้วนเป็นคนที่ไม่ลุกขึ้นสู้ ได้แต่ยอมก้มหัวให้พวกซางกดขี่ข่มเหง เมื่อพวกเขาเห็นศัตรูของพวกซางบุกเข้ามา พวกเขาจึงแอบดีใจอยู่ในใจ ‘ฆ่าพวกมันให้หมด!’
