Skip to content
Cover น้องสาว

น้องสาวเจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก 112

Chapter 112 ยึดเมืองอี้

แต่พอพวกเขาเห็น ‘คน’ ที่อาบเลือดเดินถือดาบถือกระบี่ พวกเขาก็ตกตะลึงจนขนหัวลุกชัน ‘คน’ พวกนั้นดูน่ากลัวเหลือเกิน พวกเขาใช่ ‘คน’ แน่เรอะ!

ทหารแคว้นซางวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตแล้ว จะให้เขาไปสู้กับ ‘ปีศาจ’ เขาจะสู้ได้อย่างไร!? อ้า! ข้าไม่อยู่แล้ว! ใครอยากสู้ก็สู้ไปซิ!

เมื่อมี 1 คนวิ่งหนี ก็เริ่มมีคนอื่นๆ วิ่งหนีตามไป แน่นอนว่านี่เป็นสัญชาตญาณ ‘รักตัวกลัวตาย’ อันเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของคนทั้งหลายทั้งปวง

“วะ! สู้มันซิวะ! ใครหนี! ประหาร!” รองแม่ทัพตะโกนอยู่บนระเบียงชั้น 2 เขาแค้นใจนักที่ทหารของตัวเองวิ่งหนีศัตรูเหมือนสุนัขที่ขลาดกลัวจนวิ่งหนีหางจุกตูด!

แต่ทหารที่วิ่งหนีไปไหนเลยจะฟังคำของรองแม่ทัพ พวกเขาหวาดกลัวจนไม่มีกะจิตกะใจจะสู้แล้ว!

“พวกเจ้า! อย่าหนีนะ! ใครหนี! ประ…”

ฉึก!

“อั๊ก!” รองแม่ทัพร้องคำหนึ่ง เขาก้มลงมองที่หน้าอกตัวเองซึ่งมีทวนเล่มหนึ่งปักจนปลายทวนทะลุแผ่นหลังของเขา ตำแหน่งที่ทวนปักลงไปเป็นตำแหน่งตรงหัวใจพอดี เขาทิ้งกระบี่คู่ ยกมือกุมทวนเล่มนั้นเอาไว้ แล้วเซตกลงมาจากระเบียงชั้น 2 ตุบๆ

รองแม่ทัพตกลงพื้น นอนตายตาเหลือกค้างอย่างสงสัยยิ่งนักว่า ทวนเล่มนี้ ใครมันขว้างมาห๊ะ!?

ช่างขว้างได้แม่นยำยิ่ง!

“อ้า! ท่านรองแม่ทัพ!” ทหารที่อยู่บนระเบียงชั้น 2 ตะโกนอย่างตกใจ เขาพุ่งไปที่ราวระเบียงชะโงกหน้ามองลงไปที่ร่างของรองแม่ทัพ แล้วมองไปทางพวกศัตรูที่กำลังเดินอยู่บนถนน เขาสบตากับคนๆ หนึ่งในหมู่ศัตรูพวกนั้น เพียงแค่สบตาก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนลำคอถูกฟันแล้ว!

คล้ายกับบางสิ่งที่เย็นเยียบผ่านลำคอของเขาไป เขายกมือกุมลำคอตัวเอง จึงรู้สึกว่าลำคอตัวเองยังอยู่ดี เขาจึงถอยกรูดแล้วหันหลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตแล้ว ศัตรูพวกนั้นน่ากลัวยิ่งนัก ใครอยากสู้ก็สู้เถอะ ข้าไม่สู้แล้ว!

เต๋อผิงก้าวเดินไปหาศพที่ตกลงมาจากระเบียงชั้น 2 เขาก้มลงขยุ้มศีรษะศพขึ้นมาแล้วใช้กระบี่ตัดลำคอศพ ฉั๊วะ!

ศีรษะกับตัวแยกออกจากกัน เลือดไหลย้อมพื้น เต๋อผิงหิ้วศีรษะนั้นแล้วส่งให้ลูกน้องคนหนึ่ง “เก็บไว้ให้ซื่อจื่อที”

“ขอรับ” ทหารรับศีรษะนั้นมาถือไว้ นี่คือความดีความชอบของซื่อจื่อ เพื่อที่จะนำศีรษะนี้ไปรับความดีความชอบจากท่านแม่ทัพใหญ่ตามกฎของกองทัพ ถ้าตัดศีรษะแม่ทัพใหญ่ของศัตรูได้ ย่อมได้รับความดีความชอบมากที่สุด ศีรษะของรองแม่ทัพฝ่ายศัตรูก็ได้รับความดีความชอบลดน้อยลงไปนิดหนึ่ง ส่วนศีรษะของพวกนายกองก็ได้รับความดีความชอบลดลงไปอีก แต่ละตำแหน่งในกองทัพจะมีอัตรารางวัลที่แน่นอนอยู่ ดังนั้นเวลาที่ฆ่าศัตรูได้ ทหารจึงตัดศีรษะของศัตรูเก็บไปด้วย แต่ถ้าเป็นพลทหารทั่วไป จะไม่มีการตัดศีรษะเก็บไปรับรางวัล เพราะว่าไม่มีรางวัลสำหรับศีรษะพลทหาร

“ท่านฝีมือเยี่ยม” เต๋อผิงหันไปชม หยางถิงเฟิงไม่สนใจคำชมของเต๋อผิง เขาเดินหน้าต่อไปหมายจะฆ่าล้างศัตรูให้มากที่สุด นี่ก็เพื่อระบายความโกรธแค้นในใจเขาที่ศัตรูพวกนี้ทำให้เขาต้องจากเมืองหลวงมานาน เขายังจัดการเรื่องของหวงเอ๋อร์ไม่เรียบร้อยเลย หากว่าศัตรูพวกนี้ไม่บุกรุกมา ป่านนี้เขาก็ยังอยู่เมืองหลวง คงจัดการเรื่องระหว่างเขากับหวงเอ๋อร์เรียบร้อยแล้ว ได้แต่งงานกับนาง ได้เสพสุขกับนางทุกวันทุกคืน แต่เพราะศัตรูพวกนี้ทำให้เขาผิดแผนไปหมด เขาจะฆ่าพวกมันให้หมด!

ขณะที่ในเมืองอี้มีเสียงดังอึงอล ทหารแคว้นเซี่ยที่ล้อมเมืองอี้อยู่ล้วนได้ยินเสียงที่ดังมาจากในเมือง พวกเขาจึงตื่นตัวลุกขึ้นคว้าอาวุธมาถือเอาไว้ ทหารก็รีบวิ่งไปรายงานท่านแม่ทัพใหญ่ทันที “ท่านแม่ทัพใหญ่! ในเมืองอี้มีเสียงสู้กันขอรับ”

“หือ?” หยางซีถิงเลิกคิ้วขึ้น เขาเพิ่งจะงีบหลับไปสักพัก

“ในเมืองมีเสียงสู้กันขอรับ” ทหารรายงานซ้ำอีกรอบ หยางซีถิงจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปนอกกระโจม มองไปทางเมืองอี้ มีเสียงสู้กันจริงๆ เขาจึงสั่งทหารว่า “ให้ทุกคนเตรียมพร้อมเอาไว้ หากว่ามีใครออกมาจากเมืองก็จับตัวไว้ก่อน”

“ขอรับ” ทหารรับคำสั่งแล้วรีบถอยไปป่าวประกาศให้ทั่วกองทัพ หยางซีถิงก็มองไปทางเมืองอี้ เขากำลังคิดว่าเกิดอะไรขึ้นในเมือง? ชาวบ้านลุกขึ้นสู้กับพวกซางรึ?

เกรงว่าคืนนี้คงมีคนตายอีกมาก

“ท่านแม่ทัพใหญ่!” กุนซือวิ่งพรวดพราดมา หยางซีถิงหันไปมองกุนซือแล้วบอกว่า “อืม ข้ารู้แล้วๆ ในเมืองสู้กัน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าพอจะรู้บ้างไหม?”

“อ่า…ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” กุนซือส่ายๆ หน้าแล้วมองไปทางเมืองอี้ ทหารคนอื่นๆ ก็มองไปทางเมืองอี้ พวกเขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นในเมืองกันแน่?

ในเมืองอี้ พวกหยางถิงเฟิงสู้กับทหารแคว้นซาง พวกเขาฆ่าๆๆ…ไปตลอดเส้นทางที่เดินผ่าน พวกเขามุ่งหน้าไปทางประตูเมืองด้านหนึ่ง ทหารแคว้นซางหวาดกลัวจนพากันวิ่งหนี ยิ่งได้ยินพวกพ้องร้องว่า ‘ปีศาจ!’ พวกเขาก็ยิ่งกลัวจนพากันถอยกรูด หนำซ้ำพวกเขายังเห็น ‘ปีศาจ’ พวกนั้นถือศีรษะพวกพ้องของพวกเขาเอาไว้ จำนวนศีรษะที่ ‘ปีศาจ’ พวกนั้นถือเอาไว้มีจำนวนมากมายนัก มองไปทางไหนก็เห็นแต่ศีรษะคนตาย นี่ทำให้พวกเขาเกิดความหวาดกลัวจนขนหัวลุกชัน แม้แต่นายกองที่คุมกองทัพก็ยังถอยกรูด พวกพลทหารยิ่งถอยกรูดตาม

“ฆ่า!” ทหารแคว้นเซี่ยร้องตะโกนข่มขวัญ เสียงของพวกเขาดังกึกก้องไปในอากาศ

“ฆ่า!” หยางถิงเฟิงชี้กระบี่ออกไป ทหารแคว้นเซี่ยจึงพุ่งไปฆ่าล้างศัตรูอย่างฮึกเหิม อีกทั้งในเวลากลางคืนเช่นนี้ ทหารแคว้นซางมองอะไรก็ไม่ชัดนัก พวกเขาเห็นแค่ ‘คน’ อาบเปื้อนเลือดเต็มตัว ซ้ำยังถือศีรษะทหารร่วมแคว้นของพวกเขาเอาไว้ ดูแล้วเป็นภาพที่น่าสยดสยองจนขนพองลุกชัน ซ้ำยังมีคนตะโกนว่า ‘ปีศาจ’ พวกเขาจึงเกิดความกลัวขึ้นมาในจิตใจ อีกทั้งรองแม่ทัพของพวกเขาก็ตกตายไปแล้ว จึงไม่มีใครชี้นำพวกเขา ทำให้พวกเขาเหมือนฝูงผึ้งที่ไร้นางพญา พากันบินแตกฝูงไม่อาจร่วมแรงร่วมใจต่อสู้ดีๆ ได้เลย พวกเขาจึงถูกเข่นฆ่า ค่อยๆ ตกตายไปทีละคน…สองคน…

พวกเต๋อผิงบุกตะลุยไปจนถึงประตูเมือง พวกเขาฆ่าทหารแคว้นซางที่เฝ้าประตูเมืองได้แล้วจึงรีบเปิดประตูเมืองเพื่อให้กองทัพบุกเข้ามาช่วยอีกแรง ในเมืองมีทหารแคว้นซางร่วมหมื่น ด้วยกำลังของพวกเขาย่อมไม่เพียงพอที่จะสู้กับทหารร่วมหมื่นได้ พวกเขาอาศัยความรวดเร็วในการบุก เร่งรีบเข้ายึดประตูเมืองเป็นอันดับแรก

ทันทีที่ประตูเมืองเปิดออก หยางถิงเฟิงก็ออกไปยืนตรงประตูแล้วตะโกนสั่งว่า “พี่น้องทั้งหลาย เร่งเข้ามาช่วยกันฆ่าพวกซางเร็วเข้า!”

“หือ?” ทหารที่จับจ้องเมืองอี้พากันมองคนที่ยืนอยู่ตรงประตูเมืองที่เปิดกว้าง พวกเขาเห็นคนๆ นั้น แต่ว่าคนๆ นั้นเปื้อนเลือดเต็มไปหมด นายกองคนหนึ่งจึงร้องถาม “เจ้าเป็นใคร?”

หยางถิงเฟิงยกมือลูบหน้าตัวเอง เขาจึงเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเปื้อนเลือด เขาจึงเช็ดๆ เลือดออกจากใบหน้า แต่เลือดก็ยังเปรอะเปื้อนใบหน้าเขาอยู่ดี แต่ก็ทำให้นายกองพอจะมองเห็นใบหน้าของคนๆ นั้นชัดขึ้น เขาชะโงกเพ่งมอง “ซื่อจื่อ!?”

“อืม ข้าเอง” หยางถิงเฟิงพยักหน้า นายกองจึงวิ่งไปใกล้ๆ ซื่อจื่อ เพ่งมองซื่อจื่อที่จู่ๆ ก็ออกมาจากในเมืองอย่างงุนงงสงสัย “ท่านไม่ใช่ว่านำทัพออกไปล้อมพวกซางไม่ใช่รึ ไยท่าน…”

“ไว้ถามทีหลังเถอะ ตอนนี้สิ่งสำคัญคือพวกเจ้าเร่งตามข้าไปยึดเมืองให้ได้ก่อน เรื่องนี้จะช้าไม่ได้ มาๆ ตามข้ามาเร็ว!” หยางถิงเฟิงสั่ง

นายกองแน่ใจแล้วว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเขาคือซื่อจื่อหยางจริงๆ เขาจึงไม่พูดพร่ำทำเพลง หันไปสั่งทหารในกองตัวเองว่า “ไปๆ พวกเจ้าตามข้ามา”

หยางถิงเฟิงคว้าทหารคนหนึ่งมาแล้วสั่งว่า “เจ้ารีบไปรายงานท่านพ่อทีว่าข้าเปิดประตูเมืองอี้ได้แล้ว ให้ท่านพ่อส่งคนเข้าไปฆ่าพวกซางเร็วเข้า!”

เขายัดหยกพกประจำตัวให้ทหารคนนั้น ทหารคนนั้นกำหยกพกชิ้นนั้นไว้แล้วหมุนตัววิ่งไปรายงานท่านแม่ทัพใหญ่ทันที หยางถิงเฟิงจึงเดินกลับเข้าไปในเมือง นำกำลังทหารไปฆ่าล้างพวกซางต่อ

ทหารวิ่งไปสุดฝีเท้า จนพบท่านแม่ทัพใหญ่ เขาจึงรายงานว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่ ซื่อจื่อให้ข้าน้อยมาบอกว่าเขาเปิดประตูเมืองอี้ได้แล้ว ให้ท่านนำคนไปฆ่าพวกซางในเมืองขอรับ”

ทหารรายงานพลางประคองหยกพกชิ้นนั้นมอบให้ท่านแม่ทัพใหญ่ กุนซือจึงก้าวไปหยิบหยกพกชิ้นนั้นขึ้นมาดูแล้วบอกว่า “นี่เป็นหยกของซื่อจื่อ”

เขาดูแล้วก็มอบให้ท่านแม่ทัพใหญ่ หยางซีถิงรับหยกชิ้นนั้นมาดู นี่เป็นหยกพกของลูกชายเขาจริงๆ แม้ว่าเขาจะสงสัยว่าเฟิงเอ๋อร์ไปอยู่ในเมืองได้อย่างไร? ก็เขาออกไปล้อมศัตรูอยู่ข้างนอกไม่ใช่รึ? แต่ในสถานการณ์ที่เร่งด่วนแบบนี้ ซ้ำยังมีหยกพกมายืนยันตัวตน เขาจึงเร่งตัดสินใจ “แบ่งคนไปตีเมืองอี้คืนมา”

“ขอรับ” นายกองรับคำสั่งแล้วถอยไปแบ่งกำลังคนเข้าตีเมืองทันที หยางซีถิงไม่อาจนำทัพไปเองได้ เพราะเขายังต้องอยู่คุมกองทัพ แม้ใจเขาอยากจะพาคนไปตีเมืองเองจะได้เจอเจ้าลูกชายแล้วถามให้สิ้นสงสัย แต่เขาก็ไม่อาจทำอย่างที่ใจอยากทำได้ ใจเขาตอนนี้จึงรุ่มร้อนกระวนกระวายจนนั่งไม่ติด กุนซือจึงได้แต่บอกว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่สงบใจหน่อยเถิด ถึงอย่างไรซื่อจื่อก็มีฝีมือเก่งกาจ เขาย่อมไม่เป็นอะไรหรอก”

“อืมๆ ข้ารู้ๆ” หยางซีถิงบอก แต่เท้าก็ยังเดินวนไปวนมาอย่างกระวนกระวายใจ กุนซือจึงได้แต่ยืนมองไม่พูดอะไรอีก

ทางด้านทัพใหญ่แคว้นซาง พวกเขาได้ยินเสียงดังแว่วๆ มาจากในเมืองอี้ ทหารจึงวิ่งไปรายงานท่านแม่ทัพใหญ่ทันที “ท่านแม่ทัพใหญ่ขอรับ ข้าได้ยินเสียงดังมาจากในเมืองขอรับ”

แม่ทัพใหญ่กังห้าวไม่ได้ตอบ แต่มีเสียงร้องครางดังออกมาแทน “อ้าๆ…”

ทหารจึงได้แต่ยืนรออยู่หน้ากระโจม เสียงครางนั้นยิ่งนานยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ “อ้า…อ้า…”

“โอววววว…” เสียงแม่ทัพใหญ่ดังออกมา หากว่าทหารแอบมองเข้าไปก็จะเห็นท่านแม่ทัพใหญ่กำลังถอนทวนดำคล้ำออกจากเรือนกายอนุเยาว์วัย ส่วนอนุเยาว์วัยคนนั้นก็นอนหงายอยู่บนฟูกนอน สองมือของนางถูกมัดล่ามไว้กับเสากลางกระโจม สองขาของนางก็ถูกมัดล่ามไว้กับเสากลางกระโจมเช่นกันทำให้ตัวนางนอนหงาย ขากางถ่างอ้าไม่อาจขัดขืนอะไรได้เลย เนื้อตัวนางเต็มไปด้วยรอยขบดูด แดงเป็นจ้ำๆ เต็มตัวไปหมด ร่องรูอ่อนนุ่มบวมแดงมีสายธารขุ่นไหลย้อยออกมา กังห้าวผละจากนางแล้วจึงลุกขึ้นแต่งตัว จากนั้นก็เดินออกไปนอกกระโจม “มีอะไร?”

“ข้าได้ยินเสียงดังมาจากในเมืองขอรับท่านแม่ทัพใหญ่ เกรงว่าในเมืองจะเกิดเรื่องแล้วขอรับ” ทหารรายงาน

กังห้าวหันไปมองทางเมืองอี้ จังหวะหนึ่งลมพัดมาทำให้ผ้าประตูกระโจมเปิดออก ทหารที่เฝ้าประตูกระโจมทั้งสองคน เหลือบมองเข้าไปในกระโจม พวกเขาจึงเห็นอนุคนใหม่ของท่านแม่ทัพใหญ่ซึ่งถูกมัดล่ามไว้กับเสา นางนอนหงายขากางอ้า ไร้ผ้าผ่อนปิดบังเรือนกายขาวนวล ทำให้ทหารทั้งสองแอบกลืนน้ำลายอึกๆ

“เสียงดังจากในเมืองงั้นรึ?” กังห้าวครุ่นคิด ตัวเขาหลังจากที่ยึดเมืองได้ก็แบ่งกำลังทหารเฝ้าเมืองอี้ไว้ 10,000 คน ส่วนกองทัพใหญ่ก็ซุ่มซ่อนอยู่ด้านนอก รอคอยให้พวกเซี่ยมาติดกับ จนกระทั่งพวกเซี่ยมาติดกับจริงๆ เขาจึงนำกำลังทหารล้อมพวกเซี่ยเอาไว้ คราวที่แล้วพวกมันล้อมพวกเขา คราวนี้เขาจะให้ไอ้แม่ทัพใหญ่แซ่หยางนั่นได้รู้รสชาติของการถูกล้อมเสียบ้าง แต่แล้วพวกมันกลับบุกฝ่ากองทัพใหญ่แล้วโอบล้อมพวกเขาอีกที นี่ทำให้เขาแค้นใจจะตายแล้ว เขาคิดไม่ถึงเลยว่าพวกมันจะใช้วิธีแบบนั้นบุกฝ่าออกไปได้!

“ไปสืบมา” เขาสั่งพลางมองไปทางเมืองอี้ เสียงโลหะกระทบกันดังแว่วๆ มา ฟังเสียงแล้วน่าจะเกิดการต่อสู้ในเมือง “หรือว่าพวกชาวบ้านลุกฮือก่อกบฏ?”

เขายกมือกอดอกพลางลูบคางครุ่นคิด คิดเท่าไหร่เขาก็คิดไม่ออก เขาจึงเดินไปขึ้นหลังม้าแล้วขี่ย่างเหยาะออกไป เขามุ่งหน้าไปทางเมืองอี้แล้วหยุดม้าตรงริมค่ายพัก จะเรียกว่าค่ายพักก็คงไม่ถูกนัก ต้องเรียกว่าสถานที่ที่พวกเขาหยุดพักอยู่ต่างหาก พวกทหารนั่งๆ นอนๆ บนพื้นดิน มีกองไฟจุดเอาไว้เป็นหย่อมๆ แต่ตอนนี้ทหารส่วนใหญ่ล้วนลุกขึ้นยืนมองไปทางเมืองอี้กันหมด พวกเขาเองก็สงสัยเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นในเมือง?

ครั้นเห็นท่านแม่ทัพใหญ่ขี่ม้ามา พวกเขาจึงกุมมือคารวะ “ท่านแม่ทัพใหญ่”

ทหาร 2 คนที่เฝ้าอยู่หน้ากระโจม พอเห็นท่านแม่ทัพใหญ่ขี่ม้าไปไกลแล้ว ทหารคนหนึ่งจึงผลุบเข้าไปในกระโจมทันที เขามองดูอนุคนใหม่ของท่านแม่ทัพใหญ่ที่ถูกมัดล่ามเอาไว้ เขามองดูเนินเนื้ออ่อนนุ่มที่มีสายธารหยดลงมา แล้วมองขึ้นไปที่ทรวงอกเล็กๆ ของนาง จากนั้นเขาก็งัดทวนตัวเองออกมากำรูด “อื้มมมม…”

เขาทำแบบนี้หลายหนแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่กลัวว่าท่านแม่ทัพใหญ่จะกลับมาเห็นเข้า เขาก็แค่มองดูนางและใช้มือระบายความใคร่ของตัวเองเท่านั้น เขาไม่ได้แตะต้องนางเลยสักนิด อนุเจียหรูมองดูทหารคนนั้นยืนกำทวนอยู่ตรงหน้านางอย่างไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ตั้งแต่นางถูกจับมาก็ถูกไอ้แก่นั่นทิ่มแทงทุกวันทุกคืน นางถูกมันมัดล่ามเหมือนหมูเหมือนหมา เสื้อผ้าอาภรณ์ไม่ได้สวมใส่ ได้แต่นอนอยู่อย่างนี้ นางอยากตายเหลือเกิน แต่ว่านางก็กลัวเจ็บยิ่งนัก นางไม่กล้ากัดลิ้นตัวเองฆ่าตัวตาย นางไม่กล้าพุ่งชนเสาฆ่าตัวตาย นางจึงได้แต่ทนไปวันๆ

“โอ้…” ทหารหลั่งสายธารออกมา สายธารพุ่งกระฉูดไปตกลงบนขาอ่อนของอนุเจีย เขาเก็บทวนแล้วรีบเดินออกไปยืนเฝ้ากระโจมต่อ เพื่อนที่ยืนเฝ้ากระโจมด้วยกันก็รีบผลุบเข้าไปในกระโจมแล้วทำเหมือนที่เพื่อนทำเมื่อกี้นี้ เจียหรูมองทหารอีกคนด้วยสายตาเฉยเมย จนทหารคนนั้นหลั่งสายธารออกมาแล้วก็ออกไป นางมองดูสายธารของพวกมันที่ตกต้องตัวนางอย่างรังเกียจยิ่ง!

ในเมือง หยางถิงเฟิงก็นำกำลังทหารเข่นฆ่าพวกซางอย่างดุเดือด พวกเขาเจอทหารแคว้นซางก็ฆ่าทันที ทหารแคว้นซางเมื่อไร้หัวหน้าคอยออกคำสั่งก็เหมือนแมลงที่แตกรัง ไม่อาจต่อกรกับทหารเซี่ยที่ฮึกเหิมห้าวหาญได้เลย ทหารแคว้นซางตกตายไปไม่น้อย ศพเกลื่อนพื้น เลือดไหลนองราวกับสายน้ำ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปในอากาศ พวกชาวเมืองอี้ก็ได้แต่ซ่อนตัวอย่างหวาดกลัวจนหัวหด

จวบจนเช้า ทหารแคว้นซางหมื่นกว่าคนก็ตกตายจนหมด ทหารแคว้นเซี่ยเดินขวักไขว่ค้นหาทหารแคว้นซางไปทั่วเมือง พวกชาวเมืองอี้ก็ถูกกวาดต้อนไปรวมกันบนถนนสายหลัก พวกเขาหวาดกลัวพวกทหารจนกลัวหัวหด ในหมู่ชาวเมืองมีสตรีที่ถูกพวกซางฉุดคร่าไปบำเรอกาม พวกนางถูกกระทำทารุณจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน ตอนที่ทหารแคว้นเซี่ยไปเจอพวกนาง พวกเขาก่นด่าพวกซางไป 18 ชั่วโคตรแล้ว

สตรีเหล่านั้นมีตั้งแต่เด็กรุ่นๆ ไปจนถึงหญิงชราก็ไม่เว้น เมื่อพวกนางถูกกวาดต้อนไปรวมตัวกับชาวเมืองคนอื่นๆ พวกนางก็มีสภาพไม่ค่อยปกตินัก บางคนร้องไห้โฮๆ บางคนเงียบขรึม บางคนหัวเราะหัวใคร่อย่างไร้สาเหตุ ชาวเมืองพอเห็นสตรีในครอบครัว บางคนก็ยินดี บางคนก็ก่นด่าว่าพวกนาง จนกลายเป็นความวุ่นวายเสียงดังเซ็งแซ่ไปหมด เต๋อผิงเห็นความวุ่นวายน่าปวดหัวนี้แล้วเขาทนไม่ไหวจึงตะโกนเสียงดังว่า “เงียบบบบ! พวกเจ้าหุบปาก! ใครส่งเสียงดัง ข้าจะฆ่ามันเสีย!”

ชาวเมืองสะดุ้งโหยง พวกเขาหยุดชะงักการกระทำทุกอย่างทันที บางคนรีบนั่งลงไปอย่างกลัวหัวหด บางคนก็ละล้าละลังทำอะไรไม่ถูก

“พวกเจ้าดูดีๆ อย่าให้พวกซางแอบซ่อนปะปนกับชาวบ้านได้ล่ะ” เต๋อผิงสั่งลูกน้อง พวกลูกน้องรับคำสั่งแข็งขัน “ขอรับ”

หยางถิงเฟิงยืนดูพวกเต๋อผิงจัดการเรื่องราวครู่หนึ่งแล้วจึงเดินมุ่งหน้าออกจากเมืองเพื่อไปหาท่านพ่อ เกรงว่าท่านพ่อคงร้อนใจจนนั่งไม่ติดแน่นอน เขาเองก็ไม่อาจบอกท่านพ่อเรื่องที่พวกเขาค้นพบอุโมงค์ลับแห่งใหม่ ท่านพ่อต้องคิดว่าเขายังอยู่ในกองทัพวงล้อมรอบนอกแน่แท้

ครั้นหยางถิงเฟิงได้พบกับท่านพ่อ หยางซีถิงมองลูกชายที่เปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยเลือดอย่างตกใจ เขาจับตัวลูกชายหมุนซ้ายหมุนขวา ถามอย่างเป็นห่วงว่า “เจ้าบาดเจ็บตรงไหนบ้าง?”

“ท่านพ่อ มีแต่แผลเล็กน้อย ไม่นับว่าใหญ่โตอะไร นี่เป็นเลือดศัตรูต่างหาก” หยางถิงเฟิงบอก หยางซีถิงมองลูกชายขึ้นๆ ลงๆ ครั้นเห็นว่าเขามีแผลเล็กซึ่งไม่ถือว่าสาหัสก็เบาใจลง “ดีแล้วๆ ไม่เจ็บมากก็ดีแล้ว”

“อ่า…ซื่อจื่อ ข้าได้ยินว่าท่านเข้าเมืองไป ท่านเข้าไปได้อย่างไร? หรือว่าท่านบุกฝ่าทัพพวกซางเข้ามา?” กุนซือถามอย่างอดทนรอไม่ไหวแล้ว เขาอยากรู้จะตายแล้ว! รีบบอกข้ามาเร็ว รีบบอกกกกก…

“ข้าเจออุโมงค์ลับทางด้านทิศตะวันออก จึงได้บุกเข้าเมืองไปทางอุโมงค์นั่น ตอนนั้นมันเร่งด่วนข้าจึงเคลื่อนกำลังพลโดยพลการ ขอท่านแม่ทัพใหญ่ลงโทษข้าด้วยขอรับ” หยางถิงเฟิงบอกแล้วคุกเข่าลงไปข้างหนึ่ง การเคลื่อนย้ายทหารโดยพลการย่อมมีความผิด ต่อให้เขาจะเป็นลูกชายของท่านแม่ทัพใหญ่ โทษทัณฑ์นี้เขาก็ยังต้องรับโทษอยู่ดี ไม่เช่นนั้นคนอื่นจะเอาเยี่ยงอย่างได้

“ได้!” หยางซีถิงกลั้นใจพยักหน้า แล้วจึงสั่งทหารว่า “พลทหารหยางถิงเฟิงขัดคำสั่ง แอบเคลื่อนกำลังพลโดยพลการ ลงโทษโบย 200 ที ทหารเอาตัวไป”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version