Chapter 7 (18+)เป่าหลิง
เถากลืนจิตยกเถาขึ้นพลางก้าวเดินอาดๆ ไปหาสตรีนางนั้น ทำให้สตรีนางนั้นกระถดหนีอย่างหวั่นกลัว “เจ้า…เจ้า…เจ้าอย่าเข้ามานะ!”
“ไม่อยากตายก็ปล่อยสหายข้าซะ ไม่งั้นข้าจะตีเจ้าให้ตาย!” เถากลืนจิตข่มขู่น้ำเสียงแข็งกร้าว สตรีนางนั้นกลัวจนหน้าซีดแล้ว นางรีบร้องบอก “ข้ายอมแล้วๆ อย่าฆ่าข้าๆ”
“งั้นก็ปล่อยสหายข้าเสีย” เถากลืนจิตสั่ง สตรีนางนั้นพยักหน้าหงึกๆ “ปล่อยๆ ข้าปล่อย”
นางยกมือขึ้นเก็บตาข่ายเก้าฟ้า เสือเพลิงโลกันต์ตัวนั้นยังคงหมอบกับพื้นเอาหน้าถูไถต้นฝิ่นพยัคฆ์โดยไม่สนใจสิ่งใด “งือๆ”
เถากลืนจิตส่ายๆ หน้าแล้วเดินไปลากคอถังหูลู่จากไป
“เฮ้อ…” สตรีนางนั้นเห็น 1 เถา 1 เสือจากไปไกลลิบแล้วจึงถอนหายใจทีหนึ่ง นางรู้สึกเหมือนเพิ่งรอดจากความตายมาหมาดๆ ครั้นนางมองไปก็เห็นบุรุษใจดำผู้นั้นยังยืนแอบอยู่หลังต้นไม้ห่างออกไป นางจึงตวาดใส่เขาว่า “เจ้ายังไม่มาช่วยข้าอีก!”
เฉินจิ้งเสียนเห็นว่า 1 เถา 1 เสือจากไปแล้ว เขาจึงมองสตรีนางนั้นแล้วคิดถึงผลได้ผลเสีย นางเป็นบุตรสาวของผู้อาวุโสรอง ผู้อาวุโสรองมีอำนาจไม่น้อยในสำนัก หากว่าเขาสามารถประจบประแจงผู้อาวุโสรองได้ ย่อมเป็นเรื่องดี เพียงแค่เขายื่นมือช่วยเหลือสตรีนางนั้น ในอนาคตผู้อาวุโสรองย่อมเห็นแก่หน้าเขาบ้าง เมื่อคิดถึงผลประโยชน์เสร็จเขาจึงเดินไปหานาง สตรีนางนั้นเห็นเขามาหยุดยืนตรงหน้าจึงยื่นมือไป พลางสั่ง “เจ้าช่วยพยุงข้าขึ้นซิ!”
เฉินจิ้งเสียนโน้มตัวลงพยุงนางลุกขึ้นยืน สตรีนางนั้นจึงยืนขึ้นเขย่งเท้าข้างหนึ่งพลางเกาะเขาทั้งยังข่มขู่ว่า “เรื่องในวันนี้ถ้าเจ้ากล้าเล่าให้ใครฟัง ข้าจะฆ่าเจ้าเสีย!”
“ได้ๆๆ ข้าไม่พูดๆ” เฉินจิ้งเสียนกลอกตาพลางรับปาก เขาประคองนางไปนั่งบนก้อนหินก้อนหนึ่งแล้วอาสาว่า “ให้ข้าตรวจข้อเท้าเจ้าก่อนดีไหม?”
ที่เขาอาสาเช่นนี้เพราะเห็นว่าที่เอวนางไม่มีป้ายหยกแสดงฐานะของสำนักโอสถ เดาว่านางไม่ใช่ศิษย์และอาจารย์ของสำนักโอสถกระมัง
“ได้ ให้เจ้าตรวจ” สตรีนางนั้นอนุญาต นางเจ็บข้อเท้าจนใช้ขาข้างนั้นยืนไม่ได้ หากว่าข้อเท้าหักย่อมเป็นเรื่องใหญ่แน่นอน เมื่อเขาอาสานางจึงยินยอม เฉินจิ้งเสียนจึงยอบตัวลงตรวจข้อเท้าให้นาง เขาเลิกกระโปรงขึ้น ดึงขากางเกงตัวในถลกขึ้นไป ถอดรองเท้านางออก
“ซี๊ด!” สตรีนางนั้นสูดปากทีหนึ่ง ความเจ็บแล่นริ้วขึ้นมาจนนางหน้าเบ้ เฉินจิ้งเสียนค่อยๆ ถอดถุงเท้าออกแล้วดูข้อเท้าที่บวมเป่ง เพียงแค่เขาแตะเบาๆ สตรีนางนั้นก็ร้อง “โอย…”
เฉินจิ้งเสียนดูๆ อยู่ครู่หนึ่งจึงบอกว่า “ไปให้อาจารย์ข้าตรวจดีกว่า ข้าไม่แน่ใจว่าหักรึเปล่า”
เขาเป็นเพียงศิษย์ขั้นต้นของสำนัก ประสบการณ์ในการรักษายังไม่มากพอ สตรีนางนี้เป็นถึงบุตรสาวผู้อาวุโสรองเขาจึงไม่กล้ารักษาส่งเดช
“อาจารย์เจ้า? ใครรึ?” สตรีนางนั้นถาม เฉินจิ้งเสียนจึงตอบ “อาจารย์ข้าคืออาจารย์เฉินรุ่ยฟาง”
“อ่อ อาจารย์เฉินนี่เอง” สตรีนางนั้นเอ่ยอย่างจำได้เพราะอาจารย์ที่เป็นสตรีในสำนักมีไม่มากนัก นางจึงพยักหน้า “ได้ เจ้าพาข้าไปหานางที”
เฉินจิ้งเสียนจึงประคองนางลุกขึ้นยืน สตรีนางนั้นเกาะเขาไว้ ครั้นเฉินจิ้งเสียนประคองนางก้าวเดิน สตรีนางนั้นก้าวเดินไป 2 ก้าวก็สูดปาก “ซี๊ด!”
นางเขย่งเท้าข้างที่เจ็บ เงยหน้ามองบุรุษผู้นั้นแล้วสั่งว่า “เจ้าอุ้มข้าไปซิ ข้าเดินเองไม่ได้”
ก่อนหน้านี้บุรุษผู้นี้ก็อุ้มนางแล้ว ให้เขาอุ้มอีกครั้งนางจึงไม่ถือสา อีกทั้งนางเจ็บเท้าขนาดนี้ จะให้นางเดินเขย่งไปหรือ แน่นอนว่านางย่อมไม่ยอมเดินไปเอง เฉินจิ้งเสียนจึงอุ้มนางขึ้นมา เขาทำสีหน้าเรียบเฉย ก้าวเดินไป สตรีนางนั้นอยู่ในอ้อมแขนเขาก็ทำท่าทางเหมือนเขาเป็นบ่าวรับใช้ของตัวเองอย่างไรอย่างนั้น เฉินจิ้งเสียนก้าวเดินไปไม่พูดไม่จา สตรีนางนั้นรู้สึกอึดอัดจึงเอ่ยถามว่า “เจ้าชื่ออะไร?”
“ข้าแซ่เฉิน ชื่อจิ้งเสียน” เฉินจิ้งเสียนตอบ สตรีนางนั้นส่งเสียงคำหนึ่ง “อ่อ”
เฉินจิ้งเสียนเงียบไป ทำเพียงก้าวเดินไปไม่พูดอะไร สตรีนางนั้นรู้สึกอึดอัดจึงชวนคุยว่า “เจ้าเป็นญาติกับอาจารย์เฉินรึ?”
“ไม่ใช่ แค่แซ่เหมือนกันเท่านั้น” เฉินจิ้งเสียนตอบแล้วเงียบไปอีก สตรีนางนั้นส่งเสียง “อ่อ”
เห็นเขาไม่พูดไม่จา นางถามคำเขาถึงจะตอบคำ ท่าทางไม่ประจบประแจงนางสักนิดทำให้นางเกิดรู้สึกดีกับเขาขึ้นมาหน่อย ส่วนใหญ่แล้วคนอื่นล้วนประจบประแจงนางเพราะเห็นว่านางเป็นบุตรสาวของผู้อาวุโสรอง คนเราพอถูกคนประจบประแจงมากๆ เข้าก็ย่อมรู้สึกดูแคลนคนที่ประจบประแจงเหล่านั้นอยู่ในใจ
“ข้าชื่อเป่าหลิง (宝玲) วันหน้าเจ้าต้องการให้ข้าช่วยเหลือก็มาหาข้าได้” นางบอก เฉินจิ้งเสียนไม่พูดอะไรแต่ในใจกลับลิงโลดไม่น้อย ถึงอย่างไรวันนี้เขาก็ช่วยเหลือนาง วันหน้านางย่อมต้องช่วยเหลือเขาบ้าง แม้จะเป็นไมตรีเล็กๆ ย่อมดีกว่าไม่มีไมตรีต่อกัน
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่รึ?” เป่าหลิงถาม เฉินจิ้งเสียนตอบ “แค่เที่ยวเล่นน่ะ”
“อ่อ” เป่าหลิงส่งเสียงคำหนึ่ง
จนกระทั่งไปถึงถ้ำ เฉินจิ้งเสียนจึงเดินเข้าไป เฉินรุ่ยฟางได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเดินมานางรีบเก็บตำราโอสถม้วนนั้นไปแล้วหยิบตำราเล่มอื่นออกมาทำทีอ่าน จนกระทั่งนางเห็นเฉินจิ้งเสียน ในอ้อมแขนเขาอุ้มสตรีไว้คนหนึ่งนางจึงมองทั้งคู่อย่างสงสัย “หือ?”
“อาจารย์ขอรับ ข้าไปพบแม่นางเป่าหลิงได้รับบาดเจ็บ ข้าจึงพานางกลับมาด้วยขอรับ” เฉินจิ้งเสียนรีบบอก เฉินรุ่ยฟางจึงวางตำราลงลุกขึ้นยืนพลางผายมือ “เช่นนั้นก็วางนางลงตรงนี้เถอะ”
“ขอรับ” เฉินจิ้งเสียนก้าวไปวางแม่นางเป่าหลิงบนที่นอนที่อาจารย์นั่งอยู่เมื่อครู่ เมื่อวางนางลงแล้วเขาก็ถอยไปด้านข้าง เฉินรุ่ยฟางยอบตัวลงข้างๆ นางพลางถาม “แม่นางบาดเจ็บตรงไหนหรือ?”
“เท้าข้า” เป่าหลิงชี้ไป เฉินรุ่ยฟางจึงขยับไปตรวจดู เห็นข้อเท้าบวมเป่งเหมือนขาหมู นางจึงค่อยๆ ตรวจดู
“อื้อ! ซี๊ด!” เป่าหลิงร้องหน้าเบ้พลางถาม “หักหรือไม่?”
“ไม่หัก แค่แพลงเท่านั้น” เฉินรุ่ยฟางตอบพลางหยิบโอสถออกมาจากถุงคุนเฉียนแล้วทาลงบนข้อเท้าที่บวมเป่ง
“ซี๊ด! อื้อ!” เป่าหลิงสูดปากหน้าเบ้ รู้สึกโล่งใจที่ข้อเท้าไม่หัก ข้อเท้าแพลงแค่ 10 วันก็หายแล้ว แต่ถ้าหักขึ้นมาย่อมใช้เวลาถึง 2 เดือนจึงจะหายสนิท เจ็บน้อยย่อมดีกว่าเจ็บมาก คิดๆ แล้วก็เจ็บใจนัก นางอยากแก้แค้น รอกลับไปแล้วนางจะฟ้องท่านพ่อให้ช่วยแก้แค้นให้นาง แต่คิดๆ ดูแล้วแม้แต่เทียนจวินยังไม่กล้ามีเรื่องกับเจ้าเถาบ้านั่น ท่านพ่อนางจะกล้าไปเอาเรื่องกับเจ้าเถาบ้านั่นได้อย่างไร ดังนั้นนางจึงได้แต่กล้ำกลืนความคับแค้นใจลงไป
ขณะที่เฉินรุ่ยฟางกำลังรักษาให้เป่าหลิงอยู่นั้น เฉินจิ้งเสียนก็แอบมองตำราที่วางอยู่ เขาไม่แน่ใจว่าใช่ตำราม้วนที่เขาอยากได้รึเปล่า เขาจึงทำทีหยิบมาเปิดดู
เมื่อรักษาเสร็จแล้วเฉินรุ่ยฟางจึงบอก “เท้าข้างนี้แม่นางอย่าได้ใช้สัก 10 วันเถิด”
“อืม” เป่าหลิงพยักหน้ารับ “ขอบคุณอาจารย์เฉินมาก กลับไปข้าจะขอโอสถจากท่านพ่อมาคืนให้ท่าน”
“หือ?” เฉินรุ่ยฟางเลิกคิ้วขึ้น เป่าหลิงจึงบอก “ท่านพ่อข้าคือผู้อาวุโสรองของสำนักโอสถน่ะ”
“อ่อ ที่แท้ก็คนสำนักเดียวกันนี่เอง” เฉินรุ่ยฟางยิ้ม นางไม่ได้ปฏิเสธไม่รับโอสถคืน นิสัยของบรรดาผู้อาวุโสล้วนไม่ชอบติดค้างบุญคุณผู้ใด นางเองก็ไม่คิดจะทวงบุญคุณอะไร ถึงตอนนั้นได้รับโอสถคืนมานางก็แค่รับไว้ เดาว่าผู้อาวุโสรองคงใช้คืนเป็นโอสถระดับสวรรค์กระมัง นางเข้าใจหลักการ ‘น้ำ 1 หยดใช้คืนด้วยแม่น้ำทั้งสาย’ เป็นอย่างดี
เฉินจิ้งเสียนเห็นว่ารักษาเสร็จแล้วจึงชวนว่า “อาจารย์ขอรับ ถ้าอย่างไรพวกเรากลับสำนักกันเถิดขอรับ”
ในเมื่อมีคนเพิ่มมา เขาย่อมไม่สะดวกที่จะทำเรื่องนั้นกับอาจารย์แล้ว ดังนั้นกลับสำนักดีกว่า
“อืม” เฉินรุ่ยฟางพยักหน้าเห็นด้วย เฉินจิ้งเสียนจึงเก็บข้าวของแล้วก้าวไปอุ้มแม่นางเป่าหลิงขึ้นมา เฉินรุ่ยฟางก็เก็บที่นอน เมื่อพับผ้าห่มนางจึงเห็บคราบเลือดเปื้อนที่นอน นั่นเป็นคราบเลือดพรหมจรรย์ของนาง ทำให้นางหน้าแดงนิดหนึ่ง ดีที่แม่นางเป่าหลิงไม่เห็น ไม่เช่นนั้นนางคงรู้สึกอายมากกว่านี้แน่ๆ
เฉินจิ้งเสียนอุ้มแม่นางเป่าหลิงเดินนำออกไป เฉินรุ่ยฟางเดินตามหลังไป เป่าหลิงก็ชวนคุยว่า “อาจารย์เฉิน ท่านกับศิษย์มาเที่ยวเล่นที่นี่นานหรือยัง?”
“ไม่นาน เพิ่งมาเท่านั้น” เฉินรุ่ยฟางตอบพลางก้าวเดินไปอยู่ข้างๆ ลูกศิษย์ตัวเอง เป่าหลิงจึงชวนคุยไปเรื่อยๆ นางรู้สึกสบายใจที่มีสตรีอยู่ด้วย หากว่ามีแค่นางกับเฉินจิ้งเสียน นางคงอึดอัดใจมาก
“แล้วแม่นางเป่าได้รับบาดเจ็บได้อย่างไรหรือ?” เฉินรุ่ยฟางถาม เป่าหลิงอึกอักไป “เอ่อ…”
เฉินจิ้งเสียนช่วยแก้สถานการณ์ว่า “แม่นางเป่าลื่นตกลงมาจากเนินเขาขอรับ”
“ใช่ๆ ข้าลื่นลงมา” เป่าหลิงรีบพยักหน้ารับ เฉินรุ่ยฟางย่อมรู้ว่าบาดแผลที่เกิดขึ้นบนตัวแม่นางเป่าหลิง ไม่ใช่บาดแผลที่เกิดจากการลื่นล้มเท่านั้น ดูแล้วชัดเจนว่าเกิดจากการต่อสู้มา แต่นางก็ไม่คิดจะถามให้มากความ ในเมื่อแม่นางเป่าหลิงคิดปกปิด นางก็ทำไม่รู้ไม่เห็นชวนคุยเรื่องอื่น
เมื่อเดินจนเหนื่อยพวกเขาก็หยุดพักครู่หนึ่ง หายเหนื่อยก็เดินต่อ จากที่อุ้มก็เปลี่ยนเป็นให้เป่าหลิงขี่หลังแทน เป่าหลิงจึงกอดคอเฉินจิ้งเสียนพิงอยู่บนหลังเขาพลางคุยกับอาจารย์เฉินไปเรื่อยๆ สตรีทั้งสองคนคุยกันถูกคอดี ส่วนเฉินจิ้งเสียนทำหน้าเฉย ไม่พูดไม่คุยด้วย เขาอยากรีบกลับไปให้ถึงสำนักเร็วๆ จะตายแล้ว เพราะว่าเรือนร่างอ่อนนุ่มที่พิงอยู่บนหลังเขา ทำเขารู้สึกตื่นตัวจะแย่แล้ว ทรวงอกแม่นางเป่าหลิงใหญ่กว่าของอาจารย์ ทำให้เขาเกิดความคิดเตลิดเปิดเปิงไปถึงไหนต่อไหนแล้ว อีกทั้งหน้าตาแม่นางเป่าหลิงก็งดงามกว่าอาจารย์ แน่นอนว่าใครๆ ก็ชมชอบสิ่งสวยงาม เมื่อมีสิ่งที่สวยงามมากกว่าย่อมมองดูมากหน่อย
พวกเขาเดินๆ หยุดๆ ไปเป็นระยะๆ จนกระทั่งถึงสำนักโอสถก็พาเป่าหลิงไปส่งที่เรือนพักของผู้อาวุโสรอง ผู้อาวุโสรองยังหลอมโอสถอยู่จึงไม่ได้ออกมาต้อนรับ ฮูหยินของผู้อาวุโสรองจึงออกมาต้อนรับ ทั้งยังขอบคุณอาจารย์เฉินกับลูกศิษย์ยกใหญ่ที่พวกเขาช่วยเหลือบุตรสาวของตัวเองเอาไว้ ฮูหยินมอบของให้อาจารย์เฉินกับลูกศิษย์ไม่น้อยเลย เฉินรุ่ยฟางรับมาเพียงบางส่วนตีมูลค่าราคาเท่ากับโอสถที่ใช้ไป ปฏิเสธส่วนที่ล้ำค่าเกินไป นางยึดถือว่าไม่ติดค้างใครย่อมเป็นเรื่องดีที่สุด
ฮูหยินคะยั้นคะยอมอบให้ แต่เฉินรุ่ยฟางปฏิเสธอย่างอ่อนน้อม จากนั้นก็พาลูกศิษย์กลับไป
เมื่อกลับถึงเรือน เฉินจิ้งเสียนก็รีบปิดประตู ดันอาจารย์เข้าไปในห้องนอน เฉินรุ่ยฟางหน้าแดงๆ ถูกโอบกอดพาไปถึงเตียงนางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าศิษย์ของนางคิดจะทำอะไร แน่นอนว่าย่อมเป็นเขาอยากทำเรื่องในม่านมุ้งน่ะซิ เขากอดนาง ก้มหน้าลงจูบ มือไม้ก็ดึงทึ้งอาภรณ์บนตัวนางออกไป ท่าทางรีบร้อนราวกับเขาอดอยากปากแห้งมานานปี เขารีบถอดอาภรณ์บนกายตัวเองออกแล้วลูบไล้นางไปทั่ว มือเขาเลื่อนผ่านที่ใดผิวกายนางก็แทบจะลุกเป็นไฟได้อย่างไรอย่างนั้น ทำนางร้อนรุ่มวาบหวามไปทั้งตัว นางนอนลงบนที่นอน เขาก็ตามมาขึ้นคร่อม จับนางอ้าขาออก ทั้งยังจัดท่าจัดทางให้นางกอดขาตัวเองถ่างอ้า นางอายจนหน้าแดงก่ำ จากนั้นเขาก็ดันองคชาติเข้าไป
“อื้อ!” เฉินรุ่ยฟางสูดปากแล้วก็เม้มปากกลั้นเสียงร้อง เรือนนางไม่ได้ติดตั้งอาคมเก็บเสียง ดังนั้นเสียงในเรือนจึงสามารถเล็ดลอดออกไปได้ เมื่อก่อนนางอยู่ลำพังตัวคนเดียว ไม่เคยทำเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้าน ดังนั้นนางจึงไม่คิดติดตั้งอาคมเก็บเสียง อีกทั้งราคาอาคมเก็บเสียงก็ราคาแพงไปหน่อย ในเมื่อไม่จำเป็นนางก็ไม่อยากจ่ายหยกออกไป หยกของนางล้วนใช้ไปกับการซื้อสมุนไพรมาฝึกหลอมโอสถ หากได้เลื่อนขั้นเป็นระดับผู้อาวุโสแล้ว นางย่อมได้รับเรือนพักที่ดีกว่านี้ ดังนั้นนางจึงมุ่งหมายไปที่การหลอมโอสถเลื่อนขั้นมากกว่า
“อาจารย์ ท่านรัดข้าแน่นนัก ดีเหลือเกิน” เฉินจิ้งเสียนกระซิบข้างหูนาง เฉินรุ่ยฟางหน้าแดงแจ๋
เฉินจิ้งเสียนยิ้มแย้ม ขยับเอวกระทุ้งกระแทกปักๆๆ เตียงโยกสั่น กึกๆ ราวกับเกิดแผ่นดินไหวอย่างไรอย่างนั้น ทั้งสองเม้มปากกลั้นเสียงเอาไว้ มีเพียงการกระทำของเฉินจิ้งเสียนที่ก่อเสียงดังปักๆๆๆ กับเสียงดังแจ๊ะๆๆ
เตียงโยกอยู่พักใหญ่ก็หยุดนิ่งไป เฉินจิ้งเสียนถอนองคชาติออกมา พร้อมกับธารน้ำขาวขุ่นไหลเยิ้มออกมาจากรูอ่อนนุ่ม เมื่อเขาคิดถึงเรือนร่างที่พิงอยู่บนหลัง องคชาติของเขาก็แข็งตั้งขึ้นมาอีกครั้ง เขาจึงกดองคชาติเข้าไปอีกครั้ง เฉินรุ่ยฟางร้องคำหนึ่ง “อ้า…”
นางถูกเขาตอกกระทุ้งอีกครา ส่วนเฉินจิ้งเสียนก็คิดฝันหวาน นำใบหน้าของแม่นางเป่าหลิงมาแทนที่อาจารย์ตัวเอง คิดฝันว่าตัวเองกำลังได้กระทุ้งกระแทกแม่นางคนนั้น ทรวดทรงนั่นถ้าเขาได้จับจูบลูบคลำคงดีไม่น้อย
หากเฉินรุ่ยฟางรู้ถึงความคิดของเขา เกรงว่านางคงโมโหจนถีบเขาตกเตียงแน่แท้ แน่นอนว่าไม่มีสตรีคนใดอยากเป็นตัวแทนคนอื่นหรอก แต่นางไหนเลยจะรู้ได้ คิดว่าเขารักนาง จึงได้เสพสุขกับนางราวกับหมาป่าหิวโหย
จวบจนความหิวโหยของเขาได้รับการเติมเต็มแล้ว เขาจึงถอนองคชาติออกแล้วนอนแผ่ข้างนาง เฉินรุ่ยฟางขยับไปกอดเขา นางอิ่มเอมจนร่องรูเอ่อล้น เฉินจิ้งเสียนนอนหลับไป เฉินรุ่ยฟางก็หลับเช่นกัน
เมื่อเฉินจิ้งเสียนตื่นขึ้นมา เขาก็ผลักคนข้างกายออกอย่างรู้สึกรังเกียจ ใช่! เขารังเกียจที่นางหน้าตาไม่งดงามเหมือนแม่นางเป่าหลิงคนนั้น รังเกียจที่นางมีทรวดทรงไม่เย้ายวนเท่าแม่นางเป่าหลิง นางเหลือข้อดีก็แค่นางเป็นสตรีให้เขาได้ใช้ปลดเปลื้องราคะเท่านั้นเอง เฉินรุ่ยฟางถูกผลักออกก็ยังไม่ตื่น นางหลับสนิทยิ่งนัก เฉินจิ้งเสียนจึงลุกขึ้น ก้าวไปหยิบอาภรณ์ที่ถอดกระจัดกระจายขึ้นมาสวมใส่ จากนั้นก็ออกจากเรือนไป เขากลับไปที่เรือนตัวเอง นั่งครุ่นคิดหาวิธีที่จะเข้าหาแม่นางเป่าหลิง วิธีที่ง่ายที่สุดในตอนนี้ก็คืออาศัยว่านางบาดเจ็บแล้วเขาไปเยี่ยมเยือนอย่าง ‘เป็นห่วงเป็นใย’ อย่างไรล่ะ
เมื่อคิดแผนการได้แล้ว เขาก็ไม่รอช้าสรรหาของเยี่ยมแล้วไปเยี่ยมเยือนแม่นางเป่าหลิง
ขณะที่เฉินจิ้งเสียนไปถึงเรือนของผู้อาวุโสรอง เฉินรุ่ยฟางก็ตื่นขึ้นมา นางมองไปไม่เห็นเฉินจิ้งเสียน จึงลุกขึ้นสวมอาภรณ์แล้วเดินไปหาเขาจนทั่วเรือน ครั้นไม่เห็นเขาอยู่ในเรือนก็คาดว่าเขาคงกลับเรือนไปแล้วกระมัง นางจึงนั่งลงยิ้มบางๆ อย่างเขินอายเมื่อคิดถึงเขา วาดฝันว่าเขาคงกำลังจัดเตรียมงานแต่งงานอยู่กระมัง
ฮูหยินของผู้อาวุโสรองได้ยินว่าบุรุษที่ช่วยเหลือบุตรสาวตัวเองมาเยี่ยมเยือนบุตรสาวก็ให้สาวใช้พาเขาไปหาบุตรสาว เฉินจิ้งเสียนได้พบเป่าหลิงที่ศาลากลางสวน มีสาวใช้ห้อมล้อมนางอยู่หลายคน เขาจึงทักทายนาง “แม่นางเป่าหลิง”
“อืม เชิญ” เป่าหลิงส่งเสียงรับคำหนึ่ง ผายมือไปทางเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม มองดูเฉินจิ้งเสียนที่มาเยี่ยมเยือน เฉินจิ้งเสียนก้าวไปนั่งลงพลางนำของเยี่ยมออกมาวางบนโต๊ะ “แม่นางเป่าอาการเป็นอย่างไรบ้าง? นี่เป็นของที่ข้านำมาให้เจ้า”
“ยังเจ็บอยู่ แต่ดีขึ้นมากแล้ว” เป่าหลิงตอบ เฉินจิ้งเสียนพยักหน้า “ดีแล้วๆ”
สาวใช้รินชาให้พลางถอยออกไปอย่างรู้งาน เฉินจิ้งเสียนยกชาจิบคำหนึ่งแล้วชมว่า “ชาดี”
เขามองนางด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใยพลางดื่มชาจนหมดถ้วยแล้วกล่าวว่า “แม่นางเป่าพักผ่อนให้มากๆ เถอะ ข้าไม่รบกวนแม่นางแล้ว”
“อืม ขอบคุณมากที่มาเยี่ยมข้า” เป่าหลิงเอ่ย เฉินจิ้งเสียนลุกจากไป ไร้ท่าทีประจบประแจงเอาใจ ทำเหมือนว่าที่เขามาเยี่ยมเยือนนั้นเป็นเพราะความเป็นห่วงเท่านั้น เป่าหลิงมองตามจนเขาเดินลับตาไปแล้ว นางจึงมองดูของเยี่ยมบนโต๊ะ นางเปิดกล่องออกเห็นกำยานวางอยู่ในกล่องจำนวนหนึ่งก็หยิบมาดมกลิ่น นางได้กลิ่นดอกเหมยกุ้ยจึงยิ้มพอใจในของเยี่ยม นางให้สาวใช้จุดกำยานที่ได้มาใหม่ สักพักกลิ่นหอมก็กระจายออกมาจากเตากำยาน
“อืม หอมจริง” นางชมอย่างถูกอกถูกใจ แน่นอนว่าสตรีทุกคนล้วนชอบเครื่องหอมทั้งนั้น เฉินจิ้งเสียนจึงเลือกกำยานดอกเหมยกุ้ยของอาจารย์มามอบให้แม่นางเป่าหลิง
กำยานดอกเหมยกุ้ยนั้นมีมาก เฉินจิ้งเสียนจึงนำมาให้อย่างไม่รู้สึกผิดแต่อย่างใด ของๆ อาจารย์ตัวเอง เขาหยิบใช้บ้างนางย่อมไม่ว่ากล่าวอะไร อีกทั้งกำยานนี้ก็ไม่ได้มีราคาค่างวดสักเท่าไหร่
“หอมจริงๆ เจ้าค่ะคุณหนู” สาวใช้คนหนึ่งเอ่ยชม เป่าหลิงพยักหน้า “อืม ต่อไปก็ใช้กำยานนี้เถอะ กลิ่นหอมดี ข้าชอบ”
“เจ้าค่ะคุณหนู” สาวใช้รับคำสั่งแล้วยกกล่องไปเก็บ
เฉินจิ้งเสียนออกจากเรือนของผู้อาวุโสรองแล้วจึงไปที่หอตำรา เขาหยิบตำรามานั่งอ่าน ท่าทางเหมือนกำลังศึกษาตำราอย่างตั้งอกตั้งใจ ใช่ เขากำลังตั้งอกตั้งใจจริงๆ นั่นแหละ เขากำลังศึกษาตำราโอสถสวาท หากว่าเขาลอบใช้โอสถสวาทกับแม่นางเป่าหลิงเหมือนเช่นที่ใช้กับอาจารย์ เขาย่อมได้เชยชมนางแน่นอน แต่ว่าโอสถสวาทก็มีข้อเสียอยู่เพราะสามารถตรวจพบได้
หากว่าผู้อาวุโสรองพบว่าเขาเล่นเล่ห์กับบุตรสาวตัวเอง เกรงว่าคงฆ่าเขาแน่นอน ดังนั้นโอสถสวาทนี้ไม่อาจนำมาใช้กับแม่นางเป่าหลิงได้ เห็นทีเขาต้องคิดหาวิธีอื่นแทน
เฉินรุ่ยฟางไม่เห็นศิษย์มาหาเหมือนเคยก็คิดว่าเขาคงกำลังยุ่งเรื่องเตรียมงานแต่งงานกระมัง นางจึงออกไปจัดเตรียมชุดเจ้าสาวอย่างลับๆ อยากให้เขาประหลาดใจและตื่นเต้นเมื่อได้เห็นนางงดงามที่สุดในวันแต่งงาน
เฉินจิ้งเสียนขลุกตัวอยู่ในหอตำรา ค้นหาตำรับตำราไปเรื่อยๆ จวบจนเย็นค่ำแล้วเขาจึงกลับเรือนไปพักผ่อน
ครั้นเช้าตรู่ เฉินจิ้งเสียนตื่นขึ้นมา เขาออกจากเรือนมุ่งหน้าไปยังเรือนอาจารย์
“เมื่อวานเจ้าหายไปไหนรึ?” เฉินรุ่ยฟางถาม เฉินจิ้งเสียนตอบ “ข้าอยู่ที่หอตำรา”
เขามองนางแล้วหวนคิดถึงแม่นางเป่าหลิง อารมณ์รุ่มร้อนก็คุกรุ่นขึ้นมาทันที เขาจึงดึงแขนอาจารย์เข้าห้องนอน เฉินรุ่ยฟางหน้าแดงเขินอาย นางไม่รู้ตัวเลยว่าทุกการกระทำของนางกับศิษย์ล้วนตกอยู่ภายใต้สายตาของคนผู้หนึ่ง คนผู้นั้นอำพรางกายเอาไว้ เขามองดูอาจารย์เฉินอยู่นอกเรือน มองดูนางทำกิจวัตรของนางไปจนกระทั่งเห็นนางถูกลูกศิษย์จูงเข้าห้องนอนไป เขาก็กำมือแน่นทีหนึ่ง ใช่! คนๆ นั้นก็คือเหอเทียนเหิง เขาแอบมาดูอาจารย์เฉิน หากว่านางมีใจให้ศิษย์ตัวเองจริงๆ เช่นนั้นเขาก็จะยอมตัดใจจากนาง หลังจากได้เห็นท่าทีของนางกับลูกศิษย์แล้วเขาจึงสิ้นสงสัยหมดสิ้นแล้ว ศิษย์คนนั้นกล่าวไม่ผิด อาจารย์เฉินมีใจให้เขาจริงๆ!
มีใจถึงขั้นยอมร่วมอภิรมย์กัน! ถึงขั้นนี้แล้วเขายังตัดใจไม่ได้ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว!
ภายในห้องนอน เฉินจิ้งเสียนก็ถอดอาภรณ์ออกแล้วจับอาจารย์เปลื้องผ้าอย่างเร่งร้อน จากนั้นก็ดันนางลงนอนบนเตียง เฉินรุ่ยฟางเขินอายจนหน้าแดงก่ำ นางนอนอ้าขารอให้เขาสอดใส่เข้ามา เฉินจิ้งเสียนไม่รอช้าจับองคชาติดันเข้าไปในรูอ่อนนุ่ม
“อื้อ!” เฉินรุ่ยฟางเม้มปากกลั้นเสียงครางเอาไว้ เฉินจิ้งเสียนก็ขยับเอวโยกอย่างไม่ปรานีปราศรัย เขาโยกเสียจนเตียงสั่นไหว
เหอเทียนเหิงยืนฟังเสียงที่ดังเล็ดลอดออกมา เสียงครางนั้นแม้จะแผ่วเบายิ่ง แต่เขาหูดียิ่งนัก ต่อให้เสียงเบาราวกับเสียงกระซิบเขาก็ยังได้ยินอยู่ดี เขาจึงจากไปอย่างรู้สึกเจ็บๆ ในใจ ทั้งยังพยายามตัดใจจากอาจารย์เฉิน เขาที่สูงส่งเหนือเทพทั้งหลายจะแยกคู่ยวนยางได้อย่างไร!
แล้วเขาก็ออกจากสำนักโอสถไป ไม่คิดจะหวนกลับมามองดูนางอีกเลย
เฉินจิ้งเสียนโยกเอวไปยกหนึ่งแล้วจึงลุกขึ้นสวมอาภรณ์ จากนั้นก็ออกจากเรือนอาจารย์ มุ่งหน้าไปยังหอตำรา เฉินรุ่ยฟางนอนอารมณ์ค้างอยู่บนเตียง นางยังไม่ทันสุขสมเขาก็สุขสมนำหน้านางไปแล้ว เขาจากไปนางรู้สึกโมโหหงุดหงิด แต่เมื่อคิดว่าเขาคงรีบไปจัดเตรียมงานแต่งงานกระมัง ความรู้สึกโมโหก็จางหายไปทันที นางลุกขึ้นมาสวมอาภรณ์แล้วออกไปทำกิจวัตรของนางไปเรื่อยๆ
เมื่อถึงเวลาเย็น เฉินจิ้งเสียนก็ออกจากหอตำรา มุ่งหน้าไปยังเรือนของผู้อาวุโสรอง ขอเข้าเยี่ยมแม่นางเป่าหลิง ฮูหยินก็ให้สาวใช้พาเฉินจิ้งเสียนไปเยี่ยมบุตรสาวที่ศาลากลางสวน
เป่าหลิงกำลังนั่งนอนอย่างเบื่อหน่ายอยู่ในห้อง พอได้ยินว่าเฉินจิ้งเสียนมาเยี่ยมก็ยินดี อย่างน้อยนางจะได้มีเพื่อนคุยเล่นบ้าง
