Skip to content
จันทราค้ำบัลลังก์

จันทราค้ำบัลลังก์ 1

วันที่เริ่มเขียน 22 กรกฏาคม 2569

จันทราค้ำบัลลังก์

Chapter 1 ราชครูกลับวัง

ณ คุกใต้ดินอันมืดมิด มีเพียงแสงสลัวจากตะเกียงส่องสว่าง ชายคนหนึ่งถูกมัดมือไพล่หลัง ศีรษะถูกคลุมด้วยผ้าดำ เขาถูกคนชุดดำ 2 คนหิ้วตัวไป กดลงคุกเข่าตรงหน้าชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ชายที่ถูกมัดดิ้นรน “ปล่อยข้า!”

“ปล่อยข้านะ!” เขาดิ้นรนสุดกำลัง “พวกเจ้าจะทำอะไร!?”

“ข้าเป็นคนขององค์ชายรองนะ!”

ชายชุดดำคนหนึ่งดึงผ้าที่คลุมศีรษะออก ชายที่ถูกมัดสะบัดศีรษะเงยหน้าขึ้น ครั้นเขาเงยหน้าขึ้นมอง เขาก็ตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี “จะ…เจ้า!”

“หึ! เหมือนเจ้านายของเจ้าไม่มีผิด” ชายผู้ถือสร้อยประคำซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบติดแววเยาะหยันเล็กน้อย เขามองลูกประคำในมือแล้วเอ่ยว่า “ข้ายังไม่ทันถาม เจ้าก็รีบสารภาพซะแล้ว”

“เจ้า!” ชายที่คุกเข่าเอ่ย “เจ้าคือองค์ชายสี่ ชิงหยาง!”

องค์ชายสี่แห่งแคว้นต้าชิงลุกขึ้นยืน เอ่ยเนิบนาบว่า “เสด็จพ่อมีโอรสธิดา 35 คน พี่ใหญ่ ชิงอวี้ เป็นบุตรคนโตที่เกิดจากอดีตฮองเฮา เขาเป็นคนเย็นชาเสแสร้ง ชอบใช้วิธีการเหี้ยมโหด”

เขาพูดพลางหันไปมองแสงตะเกียง มือก็ลูบลูกประคำในมือเล่น “องค์ชายสามชิงเค่อ เฝ้าอยู่ชายแดนมีอำนาจทหารสูงยิ่ง องค์ชายองค์หญิงองค์อื่นๆ ล้วนมีความสามารถไม่น้อย”

เขาหันหน้ากลับไปมองคนที่คุกเข่าแล้วพูดว่า “แต่เจ้ากลับเลือกที่จะภักดีต่อสวะอย่างชิงเหิง ที่เอาแต่เที่ยวหอนางโลมร่ำสุรา”

“หลายปีที่ผ่านมา เจ้าแสร้งเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา แต่เบื้องหลังแอบซ่องสุมกำลัง เจ้าคิดก่อกบฎหรือ?” ชายที่คุกเข่าเงยหน้าถามพลางจ้องมององค์ชายสี่ พลัน องครักษ์ขององค์ชายสี่ก้าวเข้าไปในห้องขัง เขาคือฉีอาน

“นายท่าน รถม้าท่านราชครูถึงประตูวังแล้วขอรับ” ฉีอานรายงาน

องค์ชายสี่รีบหันไปมองฉีอาน “นางกลับมาแล้วหรือ?”

ชายที่คุกเข่ารีบคลานไปชิดตัวองค์ชายสี่ ใช้ศีรษะถูขาองค์ชายสี่ เขารีบพูดว่า “องค์ชายสี่ไว้ชีวิตด้วย โปรดไว้ชีวิตด้วย กระหม่อมไม่กล้าขัดแย้งกับท่านอีกแล้ว เรื่องในวันนี้ กระหม่อมจะไม่เปิดเผยแม้แต่คำเดียว”

องค์ชายสี่ก้มมองชายที่ถูหน้าแข้งเหมือนสุนัขประจบประแจงเจ้าของอย่างรังเกียจ เขาถีบชายคนนั้นออกไป พลั่ก!

“อ้า!” ชายคนนั้นล้มหงายลงไปสีหน้าหวาดกลัว “เอ่อ…เอ่อ…”

องค์ชายสี่คว้ากระบี่จากองครักษ์มาแล้วสะบัดกระบี่ฟันคอชายคนนั้นฉับ!

“อัก!” ชายคนนั้นร้องคำหนึ่งก็ล้มลงไป ลำคอขาดจนเกือบจะขาดออกจากกัน เลือดกระเด็นเปื้อนองค์ชายสี่ องค์ชายสี่โยนกระบี่เปื้อนเลือดลงพื้นอย่างรังเกียจ กระบี่ตกพื้นเสียงดังเคร้ง!

“เสื้อผ้าชุดนี้ข้าตั้งใจทำมาเพื่อไปพบนางนะ” องค์ชายสี่พูดพลางยิ้มบางๆ แล้วรีบออกจากห้องขังไป ทิ้งศพคอเกือบขาดไว้ให้ลูกน้องจัดการ องครักษ์คนสนิทรีบเก็บกระบี่มาเช็ดเลือดแล้วเก็บเข้าฝัก จากนั้นก็รีบตามองค์ชายไป ส่วนคนอื่นก็จัดการศพคอเกือบขาด

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน

เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งถูกขันที 2 คนหิ้วตัวไปโยนไว้กับพื้นตุบ!

“โอ๊ย!” เด็กชายร้องออกมา ขันทีคนหนึ่งล้วงเอาตู้โต้ว* สีชมพูอ่อนออกมา ยกขึ้นดมกลิ่นอย่างหื่นกามต่อหน้าเด็กชาย ขันทีอีกคนเห็นตู้โต้วก็รีบก้าวไปจับตู้โต้วผืนนั้นท่าทางหื่นกามเช่นกัน

(ตู้โต้ว (肚兜) คือ เสื้อชั้นในและเสื้อทับหน้าอกของผู้หญิงจีนโบราณ เริ่มเป็นที่นิยมอย่างมากในสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง มักทำจากผ้าฝ้ายหรือผ้าไหม มีลักษณะเป็นผ้าผืนเดียวทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนที่ใช้ปิดบริเวณหน้าอกและหน้าท้อง โดยเปิดเปลือยแผ่นหลัง)

“นี่เป็นของท่านแม่ข้า เอาคืนมา เอาคืนมานะ” เด็กชายลุกขึ้นไปแย่งตู้โต้ว “เอาคืนมา เอาคืนมานะ”

ขันทีชูตู้โต้วขึ้นสูง ท่าทางสนุกสนานที่ได้กลั่นแกล้งเด็กชาย “มาๆ มาแย่งไปซิ ฮ่าๆๆๆ…”

“เอาคืนมานะ เอาคืนมา!” เด็กชายพยายามกระโดดขึ้น ชูมือพยายามแย่งตู้โต้วมา แต่ก็ถูกขันทีอีกคนผลักออก “ชิ! ไปให้พ้นเลย”

พลั่ก! เด็กชายล้มลงไป “โอ๊ย!”

เขาเจ็บแต่พยายามอดทนไว้ไม่ร้องไห้ออกมา

“เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นองค์ชายจริงๆ รึ ตั้งแต่เจ้าเกิดมา ในวังก็มีแต่เรื่องร้ายๆ ไม่หยุดไม่หย่อน เจ้ามันตัวหายนะมาเกิดแท้ๆ แม่เจ้าก็เป็นแค่นางกำนัลในตำหนักฮองเฮาเท่านั้น” ขันทีเยาะหยัน ขันทีอีกคนก็เยาะว่า “แม่เจ้า นังแพศยานั่นได้ร่วมอภิรมย์กับฝ่าบาทคืนเดียว ก็ท้องซะแล้ว”

เขายกตู้โต้วขึ้นดมกลิ่นสีหน้าหื่นกามพลางเอ่ยว่า “ร่างกายของนางช่างนุ่มนิ่มยิ่งนัก”

“คืนนี้ให้นางดูแลปรนนิบัติพวกเราเถอะ” ขันทีอีกคนพูดขึ้นมา ขันทีที่ถือตู้โต้วพยักหน้า “ดีๆ ฮ่าๆๆๆ…”

เขาหัวเราะแล้วก้มมองเด็กชาย “นี่ไอ้หนู”

“ไอ้หนู เจ้าช่างน่ารักสดใสจริงๆ” ขันทีอีกคนพูดพลางถูมือไปมา ขันทีทั้งสองมองเด็กชายท่าทางหื่นกาม พวกเขาถูมือไปมา ค่อยๆ ย่างก้าวเข้าหาเด็กชาย “มาๆ”

“อ่ะ!” เด็กชายตะคอก “พวกเจ้าอย่าเข้ามานะ”

เขากระถดตัวหนีถอยหลังไป

“มานี่” ขันทีบอกพลางก้มตัวลงไป ก้าวเข้าหาเด็กชาย เด็กชายตวาด “อย่าเข้ามานะ!”

เมื่อขันทียื่นมือไปจับหน้าเด็กชาย เด็กชายจึงกัดมือขันทีคนนั้น ง่ำ!

“โอ๊ย! กัดข้ารึ!” ขันทีสะบัดมือออกอย่างโมโห “ข้าจะตีเจ้าให้ตาย”

เขาเงื้อมือขึ้นจะตีเด็กชาย พลันเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นว่า “หยุดนะ!”

ขันทีทั้งสองรีบหันไปมอง ครั้นเห็นว่าคนพูดคือใคร พวกเขาก็รีบคุกเข่าลงทันที กุมมือคารวะ “คารวะท่านราชครู”

เด็กชายมองเหตุการณ์ตรงหน้า น้ำตาเอ่อคลอในดวงตา เขาเห็นคนๆ หนึ่งก้าวเดินมา คนๆ นั้นยื่นมือมาตรงหน้าเขา คนๆ นั้นคือจิ่วเยว่ ราชครูแห่งแคว้นต้าชิง

“ลุกขึ้น” จิ่วเยว่บอกยื่นมือไปตรงหน้าเด็กชาย เด็กชายมองนางท่าทางหวาดระแวง จิ่วเยว่โน้มตัวลง ยื่นมือเข้าใกล้เด็กชายพลางบอก “ลุกขึ้นซิ”

เด็กชายมองสตรีนางนั้นและยื่นมือไปจับมือนาง เขาลุกขึ้นพลางมองใบหน้างดงามนั้น

นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าได้พบจิ่วเยว่ ราชครูแห่งแคว้นต้าชิง และเป็นครั้งแรกที่ข้ารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นว่าเป็นอย่างไร องค์ชายสี่ระลึกความหลังด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

อีกครั้งคือตอนที่ชิงเหิง คว่ำจานขนมของข้า ขนมตกพื้น เขาใช้เท้าเหยียบขนมจนบี้แบน พลางเอ่ย “เจ้ากล้าแอบขโมยขนมในโรงครัวหลวง วันนี้ข้าจะให้เจ้ากินเสียให้พอ”

เขาพูดพลางพยักหน้าให้ขันทีคนสนิท ขันทีมองท่าทีองค์ชายรองแล้วจึงหยิบขนมที่ถูกเหยียบจนบี้แบนขึ้นมายัดใส่ปากเด็กชาย เด็กชายดิ้นๆ แต่ว่าเขาตัวเล็กจะสู้ขันทีหลายคนที่จับตัวเขาได้อย่างไร “อุกๆ”

เขาถูกยัดขนมใส่ปากจนสำลักกระอักกระไอ “แค่กๆ”

เมื่อปากหลุดพ้นจากมือขันทีได้ เขาก็ร้องว่า “พี่รอง ข้าไม่กล้าแล้วพะย่ะค่ะ”

“หุบปาก!” องค์ชายรองตวาด “เจ้ามันตัวหายนะ แม่เจ้าเป็นแค่นางกำนัลในตำหนักเสด็จแม่ข้า กลับบังอาจยั่วยวนเสด็จพ่อจนคลอดลูกนอกคอกเช่นเจ้าออกมา อย่างเจ้าคู่ควรเรียกข้าว่าพี่รองรึ”

เขาเงื้อมือขึ้นจะตีเด็กชาย พลัน เสียงหนึ่งก็ดังว่า “หยุดนะ!”

“ชิงเหิง”

องค์ชายรองและคนอื่นๆ รีบหันไปมอง ครั้นเห็นคนพูด พวกเขาก็รีบคุกเข่าลงทันที

“หยางเอ๋อร์?” ฮ่องเต้มองบุตรคนที่ 4 พลางถามน้ำเสียงดุว่า “ใครให้เจ้ามาที่นี่?”

ราชครูมองฮ่องเต้แล้วมองเด็กชายซึ่งเป็นองค์ชายสี่ นางเดินไปหาองค์ชายสี่ ยอบตัวลงตรงหน้าเด็กชายตัวน้อย นางจับใบหน้าเขา ใช้มือเช็ดเศษขนมออกจากใบหน้าเขาอย่างอ่อนโยน นางยิ้มให้เขาแล้วลุกขึ้นมองฮ่องเต้ พลางเอ่ยว่า “ฝ่าบาท เกิดจากสายเลือดเดียวกันจะลำเอียงได้อย่างไร”

“เช่นนั้นก็ให้เขาไปเรียนพร้อมกับองค์ชายคนอื่นเถอะ”

นั่นคือครั้งที่ 2 ที่ข้าพบจิ่วเยว่ ราชครูแห่งแคว้นต้าชิง นางคือนางเซียนที่เกี่ยวพันกับชะตาของแคว้นต้าชิง นางอยู่ยืนยงคู่ฟ้าคู่แผ่นดิน คำพูดประโยคเดียวของนางก็พาข้าออกจากขุมนรกมาสู่โลกมนุษย์ได้

“องค์ชายจะสวมใส่เสื้อผ้าขาดๆ อย่างนี้ได้อย่างไร” ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นพลางมองขันทีอย่างตำหนิ “ยังไม่รีบพาไปแต่งตัวอีก”

“พะย่ะค่ะ” ขันทีรับคำสั่งตัวสั่นๆ อย่างหวาดกลัว แล้วพวกเขาก็รีบประคององค์ชายสี่ลุกขึ้นพาเขาไป

ต่อมา ในห้องเรียน องค์ชายคนอื่นๆ กลั่นแกล้งองค์ชายสี่ พวกเขามักจะแอบปาของเล็กๆ น้อยๆ ใส่องค์ชายสี่อย่างสนุกสนาน ส่วนองค์ชายสี่ก็ไม่สนใจคนอื่นนัก สายตาเขาจับจ้องไปที่ราชครูผู้งดงามที่กำลังนั่งสอนหนังสืออยู่

องค์ชายสี่รีบวิ่งไปที่ประตูวัง ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม เขาดีใจยิ่งนัก อยากจะรีบวิ่งไปถึงประตูวังเร็วๆ รถม้ากำลังเคลื่อนเข้าไปผ่านประตูวังชั้นใน รถม้าหยุดลงหน้าท้องพระโรง ราชครูก้าวออกมาจากรถม้า นางยังคงมีใบหน้างดงามและอ่อนเยาว์ไม่เปลี่ยนแปลง มีเพียงเส้นผมที่เป็นสีขาวราวกับหิมะทั้งศีรษะ องค์ชายสี่วิ่งไปเกือบจะถึงประตูวังชั้นในแล้ว เขาเห็นราชครูบนรถม้าก็เอ่ยอย่างดีใจว่า “จิ่วเยว่”

ราชครูยืนอยู่บนรถม้า นางมองไปรอบๆ กุมมือคารวะฟ้าแล้วเอ่ยว่า “ขอฟ้าคุ้มครองต้าชิงให้รุ่งเรืองตลอดไป”

ทุกๆ คนจึงกุมมือคารวะฟ้าแล้วเอ่ยว่า “ขอฟ้าคุ้มครองต้าชิงให้รุ่งเรืองตลอดไป”

ขุนนางเอ่ยแล้วกระซิบกันว่า “นับตั้งแต่ฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ ท่านราชครูได้ช่วยเหลือฮ่องเต้มา 8 องค์แล้ว รูปโฉมจนบัดนี้ยังไม่เปลี่ยนเลย ต้าชิงได้รับพรจากท่านเทพเช่นนี้ชะตาของแคว้นต้องรุ่งเรืองต่อไปเป็นแน่”

“เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ท่านราชครูออกไปสวดขอพรให้แคว้น คราวนี้ท่านกลับมาเพื่อเป็นประธานในพิธีสถาปนาองค์รัชทายาท” ขุนนางอีกคนกระซิบกระซาบ

องค์ชายสี่วิ่งไปถึงรถม้า เขากุมมือคารวะราชครู “ขอต้อนรับท่านราชครู”

ราชครูมององค์ชายสี่ด้วยสายตาเรียบเฉย

“เจ้าเห็นไหม รูปโฉมของท่านราชครูนับว่าหาได้ยากยิ่ง เฮ้อ…เสียดายที่ท่านมีท่าทางเย็นชาอยู่ตลอด คนธรรมดายากนักจะเข้าใกล้” ขันทีคนหนึ่งกระซิบกระซาบ ขันทีอีกคนก็กระซิบว่า “อย่างองค์ชายสี่คนนั้นก็เอาแต่ประจบสอพลอท่านราชครูทุกวัน เจ้าดูซิ ท่านราชครูยังไม่ชายตาแลเขาเลยสักครั้ง”

“การบำเพ็ญเพียรของท่านราชครูล้ำเลิศยิ่งนัก องค์ชายสี่นั่นเกิดมาเป็นตัวหายนะ เขาเป็นเพียงตัวตลกเท่านั้นแหละ เจ้าดูซิ ดูซิ” ขันทีกระซิบเยาะหยัน

“ขอเชิญท่านลงจากรถม้า” องค์ชายสี่ยื่นมือไปจะประคองราชครู

“องค์ชายสี่ช่างเคารพท่านราชครูยิ่งนักถึงกับยอมประคองท่านราชครูด้วยตัวเอง” ขุนนางคนหนึ่งกระซิบกระซาบ

ราชครูมององค์ชายสี่ นางมองเห็นปราณมังกรสีดำเปล่งออกมาจากร่างเขา นางคิดในใจว่า ‘ไม่ได้พบกัน 10 ปีกว่า เขามีปราณมังกรแท้ปรากฏแล้ว ราชวงศ์ชิงรุ่งเรืองคงอยู่นับพันปี ปราณมังกรนี้ของเขากลับเป็นมังกรแห่งหายนะที่จะทำลายต้าชิง’

นางละสายตาจากองค์ชายสี่แล้วลงจากรถม้า เมินมือที่ยื่นมาช่วยประคองอย่างสิ้นเชิง นางยื่นมือให้สาวใช้ช่วยประคองแทนแล้วก้าวลงจากรถม้าด้วยสีหน้าเย็นชา องค์ชายสี่รู้สึกเสียใจจึงค่อยๆ หดมือไป ราชครูเดินไปตรงหน้าฮ่องเต้ “ฝ่าบาท”

ฮ่องเต้กุมมือคารวะไม่ได้พูดอะไร ราชครูหันไปมององค์ชายสี่อีกครั้งพลางเอ่ยว่า “องค์ชายไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้”

“ท่านราชครูเชิญ” ฮ่องเต้เอ่ยพลางผายมือเชื้อเชิญ ราชครูจึงเดินไปกับเขา

‘เป็นเช่นนี้จริงๆ มีเพียงได้เป็นฮ่องเต้ต้าชิงเท่านั้นถึงจะทำให้ท่านอยู่เคียงข้างข้า มองแต่ข้าคนเดียว จิ่วเยว่ แผ่นดินและท่านต้องเป็นของข้าทั้งหมด’ องค์ชายสี่คิดในใจอย่างหมายมั่นขณะที่มองราชครูเดินเคียงคู่ไปกับเสด็จพ่อ

“พิธีสถาปนารัชทายาทมีกำหนดในอีก 5 วัน ท่านราชครู โอรสทั้งหมดของข้าใครเหมาะจะเป็นรัชทายาท?” ฮ่องเต้ถาม ราชครูฟังแล้วจึงหันกลับไปมององค์ชายและองค์หญิงทั้งหลาย “ฮ่องเต้ของต้าชิงองค์ต่อไปนั้น”

นางมององค์ชายทีละคน…ทีละคน ทำให้องค์ชายแต่ละคนมองตอบอย่างคาดหวังว่าราชครูจะบอกว่าเป็นตนเอง

ราชครูชี้นิ้วไป “คือเขา”

ทุกคนมองตามนิ้วที่ชี้ไป

“ข้าคือฮ่องเต้ ข้า ข้าเอง ข้าคือรัชทายาท” องค์ชายรองพูดอย่างดีใจพลางหันไปจับมือองค์ชายใหญ่ องค์ชายใหญ่ตบๆ ไหล่องค์ชายรองพลางชมว่า “น้องรองเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่เด็ก อีกทั้งยังได้รับการทำนายชะตาจากราชครู ในอนาคตเจ้าต้องเป็นฮ่องเต้ของต้าชิงเป็นแน่”

“ย่อมต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว” องค์ชายรองเอ่ยอย่างได้ใจ องค์ชายใหญ่ได้แต่ยิ้มบางๆ องค์ชายสี่คิดในใจว่า ‘ชิงเหิงโง่เง่าเช่นนี้ เป็นสุนัขรับใช้ข้ายังยาก จิ่วเยว่กลับเลือกเขางั้นหรือ? เฮอะ!’

“องค์ชายรอง ทั้งบุ๋นก็ไม่เก่ง บู๊ก็ไม่ได้ เขากลับได้เป็นรัชทายาทงั้นรึ?” ขุนนางคนหนึ่งกระซิบกระซาบขึ้นมา ขุนนางอีกคนจึงกระซิบว่า “เดิมที ข้าว่าองค์ชายใหญ่มีหวังจะได้ครองบัลลังก์มากที่สุด องค์ชายสามก็มีอำนาจทางทหารสูงยิ่ง เป็นตัวเลือกที่ดีทีเดียว องค์ชายสี่อย่างน้อยก็ยังเก่งกว่าเขามากนัก”

องค์ชายสี่เดินไปหาองค์ชายรอง “ยินดีกับพี่รองด้วย”

“หึ” องค์ชายรองแค่นเสียงดูแคลนทีหนึ่งแล้วพูดว่า “ไม่ใช่ว่าหมาแมวที่ไหนก็ได้ที่จะคู่ควรมาอวยพรให้องค์รัชทายาทอย่างข้า หึ!”

เขาพูดแล้วก็เดินจากไป องค์ชายใหญ่เดินตามไป องค์ชายสี่ยืนมองอย่างเจ็บใจปนดูแคลน เขาพึมพำเบาๆ ว่า “พี่รองที่แสนดีของข้ามีชะตาได้เป็นรัชทายาทแต่ไม่อาจได้ขึ้นครองบัลลังก์หรอก”

ในห้องทรงอักษร ฮ่องเต้นั่งที่เก้าอี้พลางมองราชครูที่อยู่ตรงหน้า เขาเอ่ยว่า “ท่านราชครูได้เลือกองค์รัชทายาทที่ปรีชาที่สุดให้กับต้าชิงแล้ว ท่านจะมาหารือเรื่องพิธีสถาปนากับข้าหรือ?”

“ไม่ใช่” ราชครูตอบ “ข้าอยากจะถามว่าองค์ชายสี่ ชิงหยาง อยู่ในวังมีพฤติกรรมเช่นไรบ้าง?”

“หยางเอ๋อร์หรือ?” ฮ่องเต้ทวนถาม แล้วคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “ตลอดหลายปีนี้ หยางเอ๋อร์หาได้ก่อเรื่องร้ายแรงใดๆ ไม่ เขามีทั้งคุณธรรมและกตัญญูที่รับรู้กันทั่วทั้งราชสำนัก ท่านราชครูทำนายอะไรที่เกี่ยวข้องกับหยางเอ๋อร์ได้งั้นหรือ?”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!