Chapter 2 ย้ายไปอยู่อีกบ้าน
“คุณพ่อ…” กฤษณะตะลึงงัน! น้ำตาคลอน้อยใจสุดๆ
“ฮึ่ม!” ศิวะราชสะบัดหน้าเดินเข้าห้องทำงานไป
“หึ!” วิษณุมองอย่างสะใจเหยียดยิ้มมุมปาก
“โธ่” มะลิวัลย์ได้ยินลูกเลี้ยงพูดแบบนั้นก็เข่าอ่อนจนต้องนั่งแปะกับพื้นเกาะลูกกรงราวระเบียง ไม่คิดเลยว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาลูกเลี้ยงจะตีหน้าซื่อได้เก่งขนาดนี้ เธอเคยสงสัยมานานว่าทำไมลูกชายถึงเบะปากทุกครั้งที่เธอพูดชื่นชมลูกเลี้ยง ได้ยินกับหู ได้เห็นกับตา ถึงได้รู้ซึ้งแล้วว่าวิษณุเป็นคนยังไง
“คุณพ่อครับ” วิษณุรีบตามคุณพ่อไป เพราะคงมีหลายเรื่องที่ต้องจัดการโดยเฉพาะการให้ข่าวกับนักข่าว
เมื่อพี่ชายต่างแม่เดินลับตาไปแล้วกฤษณะก็ทรุดลงนั่งแปะกับพื้น น้ำตาแห่งความน้อยใจรินไหลออกมา ไม่มีเสียงร้องไห้ มีแต่น้ำตาเท่านั้นที่ไหลหยดลงพื้น พ่อไม่ถามเขาซักคำว่าเขาทำจริงๆ ไหม พ่อเชื่อแต่สิ่งที่คนอื่นพูดแต่ไม่ถามเขาสักคำ ในเมื่อเป็นแบบนี้เขาก็ไม่มีอะไรจะพูดกับพ่ออีก “ชิ!”
มะลิวัลย์รวบรวมความเข้มแข็งเกาะลูกกรงยืนขึ้นแล้วก็ลงไปหาลูกชาย
“ณะ” เธอเรียกลูกอย่างอ่อนโยน
“แม่” กฤษณะเงยหน้ามองโผกอดแม่ “คุณแม่ครับ ผมไม่ได้ทำนะครับ คุณแม่ต้องเชื่อผมนะครับ”
“แม่เชื่อจ้ะ แม่เชื่อว่าลูกของแม่ไม่มีทางทำแบบนั้นเด็ดขาด ไปคุยกันที่ห้องลูกดีกว่า” มะลิวัลย์บอกพร้อมกับดึงลูกชายให้เดินไปด้วยกัน
“อึกๆ” กฤษณะเช็ดน้ำตาแล้วก็เดินเกาะแม่ไปที่ห้องของตัวเอง คนใช้ก็แยกย้ายกันไปทำงานต่อ
เมื่อเข้าห้องกฤษณะก็เล่าให้แม่ฟังว่าเรื่องราวเป็นมายังไง เล่าไปก็น้ำตาไหลไปด้วยความน้อยใจคุณพ่อไปด้วย “อึกๆ……..”
มะลิวัลย์ได้แต่ปลอบ “เดี๋ยวคุณพ่อก็หายโกรธเองแหละ ณะก็ต้องตั้งใจเรียนนะจะได้เก่งๆ เหมือน…”
เธอชะงักไปแล้วก็รีบพูดว่า “คุณพ่อจะได้ภูมิใจไงจ๊ะ เทอมนี้ก็ให้ได้ A ทุกวิชาเลยนะลูก”
“ได้ A ทุกวิชาเหมือนพี่วิษนะเหรอ ผมไม่ทำหรอก A ที่แลกมาด้วยเงินแบบนั้นน่ะจะมีความหมายอะไรล่ะครับคุณแม่” กฤษณะเบะปาก
“จุ๊ๆ” มะลิวัลย์จุ๊ปาก “ไม่เอาลูก ไม่พูดถึงคนอื่น”
ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอคงจะบอกว่าไม่พูดถึงพี่เขาแบบนั้น แต่พอได้รับรู้ความจริงทำให้เธอเปลี่ยนท่าทีไป
ภายในห้องทำงาน วิษณุก็รีบพูดกับพ่อว่า “คุณพ่อครับผมว่าตอนนี้ให้น้องณะย้ายไปอยู่ที่เรือนริมน้ำคงจะดีกว่านะครับจะได้หลบสายตาคนอื่นหน่อย ใครไปใครมาจะได้ลืมๆ เรื่องของน้องณะได้เร็วขึ้นไงครับ ส่วนเรื่องข่าวก็จัดแถลงข่าวเลยดีกว่านะครับ”
ศิวะราชนิ่งคิด ให้กฤษณะย้ายไปอยู่ที่เรือนริมน้ำก็เข้าท่าอยู่ เพราะบรรดาคู่ค้านักธุรกิจด้วยกันเข้าออกที่นี่บ่อยๆ ยิ่งเห็นก็ยิ่งพูดยิ่งถามเดี๋ยวจะมากความไปซะเปล่าๆ
“แกสั่งให้คนใช้ไปทำความสะอาดเรือนริมน้ำซะ เสร็จแล้วก็ให้มันย้ายไปอยู่ที่นั่นซักพักจะได้หลบหูหลบตาคนอื่นไป ส่วนเรื่องแถลงข่าวอะไรไม่ต้องแถลงทั้งนั้น ยิ่งพูดก็ยิ่งมากความ ให้ทนายไปจัดการยอมความให้มันจบๆ เรื่องไปซะ” เขาสั่งแล้วก็โบกมือไล่
“ครับคุณพ่อ” วิษณุเดินออกไปลอบยิ้มอย่างดีใจที่ทำให้กฤษณะย้ายไปอยู่เรือนริมน้ำได้ เขาจะได้ไม่ต้องเห็นหน้ามันบ่อยๆ ยิ่งเห็นก็ยิ่งเกลียดไอ้ตัวแย่งความรักไปจากพ่อ เขาเกลียดพวกมันทั้งแม่ทั้งลูกเลย
เมื่อลูกชายออกไปแล้วศิวะราชก็เอนหลังนอนบนโซฟาอย่างอ่อนล้า เหนื่อยกายไม่เท่าไหร่แต่เหนื่อยใจนี่ซิ ทำไมกฤษณะต้องหาเรื่องเรียกร้องความสนใจแบบนั้นด้วย เขามีเวลาให้ลูกไม่พอรึไง เงินก็ให้ใช้อย่างเหลือเฟือ ข้าวของอะไรก็ซื้อให้ไม่เคยขาด อยากไปเที่ยวไหนก็ให้ไป แล้วลูกยังต้องการอะไรอีกงั้นเหรอ เขาไม่เข้าใจจริงๆ
วิษณุรีบเรียกคนใช้ให้ไปทำความสะอาดเรือนริมน้ำให้เสร็จภายในวันนี้ บรรดาคนใช้ก็ระดมกำลังไปทำตามคำสั่งเจ้านาย
เมื่อทำความสะอาดเสร็จแล้ววิษณุก็เดินไปเคาะห้องน้องชาย ก็อกๆ
มะลิวัลย์เดินไปเปิดประตูห้อง “วิษเองเหรอ มีอะไรเหรอจ๊ะ?”
“คือคุณพ่อสั่งให้น้องณะย้ายไปอยู่เรือนริมน้ำครับ ท่านว่าจะได้หลบสายตาแขกของท่านน่ะครับ” วิษณุบอก มะลิวัลย์จ้องหน้าลูกเลี้ยงเขม็ง กฤษณะได้ยินพี่ชายบอกก็ยิ่งน้อยใจพ่อ นี่คุณพ่อคงไม่อยากเห็นหน้าเขาจริงๆ ก็ได้ถ้าคุณพ่อต้องการอย่างนั้นเขาจะไม่มาให้คุณพ่อเห็นหน้าอีกเลย “พี่วิษเรียกคนมาเก็บของเลย ในเมื่อคุณพ่อไม่อยากเห็นหน้าผม ผมก็จะไม่มาให้คุณพ่อเห็นอีก”
“ณะ” มะลิวัลย์ห้ามลูก “อย่าใจร้อนซิลูก เดี๋ยวแม่ไปคุยกับคุณพ่อเอง”
“ผมว่าอย่าเพิ่งดีกว่าครับคุณน้า ตอนนี้คุณพ่อเครียดมากครับ ยิ่งพูดยิ่งคุยเดี๋ยวความดันขึ้นคุณพ่อจะแย่นะครับ ผมว่าให้น้องณะไปอยู่เรือนริมน้ำตามที่คุณพ่อสั่งซักพักดีกว่าครับ รอให้เรื่องมันซาลงแล้วค่อยย้ายกลับมาก็ได้ครับ” วิษณุรีบห้าม
“น้าว่าน้าไปคุยกับคุณศิเองดีกว่าค่ะ” มะลิวัลย์บอกเสียงแข็ง
“ไม่ต้องไปคุยหรอกครับคุณแม่ ถ้าคุณพ่ออยากให้ผมไปอยู่ที่นั่นผมก็จะไป ดีซะอีกผมจะได้ทำอะไรก็ได้ไม่ต้องเกรงใจใคร อยากเปิดเพลงดังๆ แค่ไหนก็ได้ คุณแม่มาช่วยผมเก็บของดีกว่าครับ” กฤษณะบอกอย่างถือทิฐิ เขาเดินไปลากกระเป๋าเดินทางออกมาเปิดออกแล้วก็หอบเสื้อผ้าใส่กระเป๋า
“ณะ” มะลิวัลย์เรียกลูกอย่างอ่อนใจ กฤษณะยัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าแล้วก็รูดซิปปิด จากนั้นเขาก็ลากกระเป๋าเดินออกจากห้องไป
“ณะรอแม่ด้วย” มะลิวัลย์รีบตามลูกไป
“หึ!” วิษณุลอบยิ้มสะใจแล้วก็เรียกคนใช้ให้เข้าไปเก็บของในห้องน้องชาย คนใช้ช่วยกันเก็บของแล้วก็ทยอยขนออกจากห้องไปไว้ที่เรือนริมน้ำ กฤษณะส่งกระเป๋าให้คนใช้ที่เจอแล้วก็เดินไปคว้ากุญแจรถของตัวเองที่แขวนไว้บนผนัง จากนั้นเขาก็ขับรถไปที่เรือนริมน้ำทันที
“ณะ” มะลิวัลย์ตามลูกไม่ทันก็เดินไปที่ห้องทำงาน เธอเคาะประตูห้องแล้วก็เปิดเข้าไปเลย “คุณศิคะ คุณสั่งให้ณะย้ายไปอยู่เรือนริมน้ำจริงๆ เหรอคะ?”
ศิวะราชลุกขึ้นนั่ง “จริง ทำไม มีอะไรอีกล่ะ?”
“ทำไมต้องย้ายไปด้วยล่ะคะ?” มะลิวัลย์เดินเข้าไปกอดอก ยืนถามสามีเสียงแข็ง
“มันจะได้หลบสายตาใครๆ เขาหน่อย แขกไปใครมาเห็นมันเข้าเดี๋ยวก็ถามจุกจิกพาลให้โมโหจนได้” ศิวะราชบอกเสียงแข็งใส่ภรรยา
“ฮึ!” มะลิวัลย์สะบัดหน้าพรึ่ด!
เธอเดินออกจากห้องไปอย่างเคืองๆ เธอเดินไปคุมคนใช้ย้ายของของลูก
2 ชั่วโมงต่อมา คนใช้ก็ย้ายของเสร็จ มะลิวัลย์คอยกำกับดูแลให้คนใช้จัดของตามแบบที่ลูกชอบ พอทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยดีแล้วเธอก็ให้คนใช้ไปเอาเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวมาให้เพราะคืนนี้เธอจะนอนกับลูกชายที่เรือนริมน้ำ
“คุณแม่กลับไปนอนที่ห้องเถอะครับ ไม่ต้องห่วงผมหรอก ผมอยู่ได้” กฤษณะบอกเพราะเข้าใจว่าแม่จะมานอนเป็นเพื่อนเพราะกลัวว่าเขาจะกลัวที่ต้องอยู่บ้านคนเดียว
“ไม่ แม่จะนอนที่นี่ ปล่อยคุณพ่อเรานอนคนเดียวไปเถอะ” มะลิวัลย์บอกเสียงแข็งอย่างนึกเคืองสามี กฤษณะอมยิ้ม คุณแม่งอนคุณพ่ออยู่แน่ๆ “ตามใจคุณแม่เถอะครับ”
“ณะหิวไหมลูก? จะทานอะไรล่ะ? แม่จะได้สั่งเด็กให้เอามาให้” มะลิวัลย์ถามเมื่อเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ
“อะไรก็ได้ครับคุณแม่” กฤษณะบอกแล้วก็เอนตัวนอนกลิ้งบนพรมขนแกะกลางห้อง มะลิวัลย์หันไปสั่งคนใช้ “ไปทำ……….”
สั่งแล้วเธอแล้วก็เดินไปนั่งข้างลูกชาย “เป็นไงชอบไหม? ถ้าไม่ชอบก็บอกแม่จะได้จัดบ้านให้ใหม่”
“ขอบคุณครับคุณแม่” กฤษณะขยับหนุนตักแม่ มะลิวัลย์ลูบผมลูกยิ้มอ่อนโยน
นับตั้งแต่วันนั้น กฤษณะก็อยู่ที่เรือนริมน้ำเรื่อยมา เขายังไปเรียนหนังสือแต่ก็เรียนแบบพอให้ผ่านๆ ไป ส่วนเรื่องคดี ทนายก็จัดการยอมความ ชดใช้ค่าปรับตามแต่ผู้เสียหายเรียกร้อง
ศิวะราชรู้สึกผิดหวังกับลูกชายคนเล็กก็หันไปใส่ใจเขี่ยวเข็ญลูกชายคนโตมากยิ่งขึ้น วิษณุก็พยายามทำทุกอย่างให้พ่อพอใจ
ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาก็ระหองระแหงทุกครั้งที่ศิวะราชต่อว่าลูกชายคนเล็กเรื่องทำตัวเรื่อยเฉื่อย ยิ่งถูกดุว่ากฤษณะก็ยิ่งเมินเฉยใส่พ่อ ไม่ว่าแม่จะพูดยังไงกฤษณะก็ไม่คิดจะทำตัวให้เป็นที่พอใจของผู้เป็นพ่อ
เวลาผ่านไปหลายปี กฤษณะเรียนจบปริญญาด้วยเกรดเฉลี่ยต่ำมาก ผู้เป็นพ่อได้แต่ระอาใจกับความไม่เอาไหนของลูกคนเล็ก ส่วนวิษณุก็เรียนจบปริญญาโทจากอเมริกาสร้างความภาคภูมิใจให้คนเป็นพ่ออย่างมาก
ศิวะราชมอบหมายงานที่บริษัทให้วิษณุช่วยงานในตำแหน่งรองผู้จัดการ เขาตั้งความหวังว่าจะมอบตำแหน่งผู้บริหารให้วิษณุในภายภาคหน้า ส่วนลูกคนเล็กหลังจากเรียนจบแล้วก็เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน วันๆ เอาแต่เล่นเกมส์ ออกเที่ยวไม่เป็นโล้เป็นพาย เขาจึงเขียนพินัยกรรมยกบริษัทและบ้านให้วิษณุ ส่วนทรัพย์สินอื่นซึ่งเป็นที่ดิน อพาร์ทเม้นต์ ตึกแถวให้เช่า เขายกให้กฤษณะ ถึงแม้ว่าลูกคนเล็กจะไม่มีหัวทางด้านธุรกิจ แต่ทรัพย์สินที่เขามอบให้ก็จะเป็นทุนให้ลูกได้อาศัยเลี้ยงตัวจากค่าเช่าได้อยู่อย่างสบายไม่ต้องลำบาก ซึ่งพินัยกรรมนี้เขาได้บอกให้ทุกคนได้รับรู้เอาไว้
วิษณุพอใจมาก กฤษณะไม่สนใจใยดีเลยสักนิด มะลิวัลย์ก็พอใจที่สามีทำพินัยกรรมไว้เช่นนี้ แม้ว่าทรัพย์สินส่วนมากจะถูกยกให้ลูกเลี้ยงเธอก็ไม่อินังขังขอบ ขอแค่สามีกับลูกมีความสุขเธอก็พอใจแล้ว
กฤษณะรู้ว่าพี่ชายเกลียดก็คอยหลบเลี่ยงไม่เจอหน้ากัน เขาออกจากบ้านทางประตูด้านหลังไม่เคยใช้ประตูหน้ามานานหลายปีแล้ว เวลาทานข้าวเขาก็ให้คนใช้ทำให้ทานที่เรือนริมน้ำ ไม่ขึ้นไปทานร่วมกับคนอื่นบนตึกใหญ่ แม่ก็คอยเทียวมาทานข้าวกับเขาบ่อยๆ แค่นี้เขาก็มีความสุขพอแล้ว หากวันไหนสิ้นคุณพ่อเขาก็จะย้ายออกจากที่นี่ไปอยู่ที่อื่นและเขาก็จะพาแม่ไปอยู่ด้วยกัน
ทุกๆ วัน ดูเหมือนจะสงบราบรื่นดี จนกระทั่งวันหนึ่งกฤษณะกำลังปั่นจักรยานกลับจากสวนสาธารณะใกล้บ้าน เห็นผู้หญิงถูกอันธพาลล้อมหน้าล้อมหลังก็ทำเฉยผ่านไปไม่ได้ เขาจอดจักรยานตวาดใส่ “เฮ้ย! พวกแกจะทำอะไร!?”
อันธพาลหันไปมองทำกร่างใส่ “มึงยุ่งไรด้วยวะ!? ไปให้พ้นเลยไปไอ้หน้าเห่ย!”
“พวกมึงซิไปให้พ้นๆ ตีนกูเลย ไป๊!” กฤษณะตวาดใส่จ้องหน้าพวกมันด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม
“ง่ะ!” อันธพาลสะดุ้ง! นึกแหยงแต่ก็ยังทำกร่าง “มึงคนเดียวคิดว่าจะสู้พวกกูได้รึไงห๊ะไอ้กระจอกเอ้ย!”
แล้วอันธพาลคนหนึ่งก็พุ่งเข้าต่อย กฤษณะเอียงตัวหลบแล้วก็เตะสวนพลั่ก!
“โอ๊ย!” อันธพาลล้มลงไปนั่งจุกเพราะถูกเตะผ่าหมาก มันหันไปสั่งพรรคพวก “ยืนทำบื้อไรวะ!? รุมมันดิโว้ย!”
กลุ่มอันธพาลก็พากันพุ่งเข้าไปรุมหนุ่มหล่อที่เข้ามาเสือก
กฤษณะหลบหมัดหลบเท้า แต่ก็ไม่พ้นเพราะพวกมันมีกันหลายคน จักรยานล้มเค้เก้เพราะถูกอันธพาลคนหนึ่งถีบล้ม
หญิงสาวเห็นพลเมืองดีถูกรุมก็รีบตะโกนว่า “ตำรวจๆ ช่วยด้วยค้า โจรปล้นค้า ช่วยด้วยโจรปล้น”
อันธพาลชะงัก! หันไปมองพอเห็นแสงไซเรนแว๊บๆ ไกลๆ กำลังใกล้เข้ามาก็แตกฮือ “เฮ้ย! ตำรวจมา”
พวกมันรีบวิ่งหนีไปคนละทิศคนละทาง
หญิงสาวรีบเข้าไปดูพลเมืองดีที่เข้ามาช่วยตัวเอง “คุณเป็นยังไงมั่ง?”
กฤษณะเงยหน้ามอง ก้มลงถ่มเลือดทิ้งแล้วก็เช็ดเลือดที่มุมปากส่ายหน้าบอก “ไม่เป็นไร”
เขามองหญิงสาว
รถฉุกเฉินวิ่งผ่านทั้งสองไป กฤษณะมองรอบๆ ตัวพูดว่า “ผมว่าเรารีบไปกันดีกว่าก่อนที่ไอ้พวกนั้นจะย้อนกลับมาอีก”
“ค่ะ” หญิงสาวพยักหน้าเห็นด้วย เธอรีบเดินไปจับจักรยานตั้งขึ้น “ขอบคุณค่ะที่ช่วยฉัน”
กฤษณะยิ้มให้แล้วก็จับจักรยานขึ้นคร่อม เขามองจักรยานตัวเองก็ไม่มีที่เหยียบตรงไหนพอจะให้หญิงสาวยืนเกาะได้เลย จะปั่นจักรยานไปก็กลัวหญิงสาวจะต้องเดินคนเดียวในซอยเปลี่ยวๆ ยิ่งตอนเย็นๆ แบบนี้ด้วยซอยนี้แทบจะไม่มีใครผ่านเพราะเป็นซอยข้างสุสาน เขาจึงลงจากจักรยานแล้วก็เดินจูงแทน
หญิงสาวมองเขาอย่างงงๆ พอเห็นเขาเดินจูงจักรยานก็เข้าใจว่าเขาไม่อยากปล่อยให้เธอเดินคนเดียว “ขอบคุณค่ะ”
กฤษณะยิ้ม “ทำไมคุณมาเดินคนเดียวในซอยนี้ล่ะ?”
“ฉันจะไปหาป๋าน่ะค่ะ ลงรถทัวร์แล้วเดินลัดมาทางนี้มันใกล้ที่สุดค่ะ” หญิงสาวบอกแล้วก็ถามเขาว่า “คุณชื่ออะไรคะ?”
“ผมชื่อณะ แล้วคุณล่ะ?” กฤษณะถามกลับ
“ฉันชื่อว่านค่ะ” ว่าน หรือชื่อเต็มๆ ว่าใบว่านบอกพลางยิ้มให้เขา เธอเห็นแขนเขาแดงเป็นจ้ำก็ตกใจ “ตายจริง! คุณโดนไปหลายทีเลยนี่!”
กฤษณะก้มมองแขนตัวเองยักไหล่ “นิดหน่อยน่ะ”
“ขอบคุณค่ะที่ช่วยฉัน ทุกทีเดินผ่านแถวนี้ก็ไม่เคยเจอพวกนั้นเลย” ใบว่านบอก
“แถวนี้ตอนเย็นมันเปลี่ยวไม่มีใครเดินหรอกเพราะมันอยู่ข้างสุสานคนเขากลัวผีกันน่ะ แล้วสมัยนี้โจรมันก็เยอะขึ้นคราวหน้าคุณอย่ามาทางนี้อีกล่ะ” กฤษณะบอกอย่างหวังดี
“ขอบคุณค่ะ” ใบว่านยิ้ม
ทั้งสองเดินไปจนถึงถนนใหญ่ผู้คนพลุกพล่าน กฤษณะจึงบอกว่า “ถ้างั้นผมไปล่ะ คุณก็ระวังตัวด้วยล่ะ”
แล้วเขาก็คร่อมจักรยานปั่นจากไป ใบว่านยิ้มโบกมือให้แล้วก็เดินไปบ้านพ่อ พอนึกได้ว่าควรจะถามว่าเขาอยู่ที่ไหนจะได้ซื้อของไปขอบคุณ หันไปอีกทีเขาก็ปั่นจักรยานไปไกลซะแล้ว น่าจะถามเบอร์โทรไว้ก่อนก็ยังดี…เสียดายจัง เธอหันกลับเดินไปบ้านพ่อ ในใจก็หวังว่าคงจะได้พบเขาอีก เธอจะได้ซื้อของให้ตอบแทนน้ำใจที่เขาช่วยเอาไว้ นี่ถ้าพ่อรู้ว่าเธอถูกพวกโจรดักปล้นคงโมโหเป็นฟืนเป็นไฟแน่
เมื่อถึงบ้าน ใบว่านก็เห็นพ่อกำลังทำกับข้าวรออยู่ในครัว “ป๋า! ว่านมาแล้วค่ะ”
ธงชัยละมือจากกระทะวิ่งไปหาลูก “เหนื่อยไหมว่าน มาๆ ป๋าทำกับข้าวไว้ให้มีแต่ของที่หนูชอบทั้งนั้นเลยนะ”
ใบว่านโผกอดพ่อ “คิดถึงจัง”
เธอหอมแก้มพ่อฟอดใหญ่ ธงชัยก็กอดลูกแน่นหอมแก้มซะหลายทีอย่างคิดถึงเช่นกัน “เป็นไงนั่งรถมาเหนื่อยเลยล่ะซิ”
“เห็นหน้าป๋าปั๊บว่านก็หายเหนื่อยเลยค่ะ” ใบว่านอ้อน ธงชัยหอมแก้มลูกอีกที “มาๆ กินข้าวกันลูก”
“ค่ะป๋า” ใบว่านพยักหน้ายิ้มหน้าบาน เธอจะมาหาพ่อทุกเสาร์อาทิตย์ ตั้งแต่พ่อย้ายมาเป็นเทรนเนอร์ค่ายมวยที่อยุธยาเธอก็เทียวไปเทียวมาระหว่างอยุธยา-กรุงเทพฯ เป็นว่าเล่น
แล้วสองพ่อลูกก็เดินเข้าครัวไปนั่งทานข้าวด้วยกัน
บ้านหลังนี้ธงชัยเพิ่งซื้อผ่อนธนาคารเมื่อเดือนก่อน เขาเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ก่อนหน้านี้เขาเป็นเทรนเนอร์อยู่ค่ายมวยในกรุงเทพฯ ครั้นค่ายมวยยุบเขาก็ต้องหางานใหม่ พอดีได้คนรู้จักกันแนะนำให้มาทำงานที่นี่ เขาทำงานที่ค่ายมวยแห่งนี้มา 2 เดือนแล้ว ทีแรกพักอยู่ในค่าย ครั้นมีลู่ทางจึงขยับขยายออกมา อีกอย่างคอนโดก็เพิ่งผ่อนหมดทำให้เขาคิดที่จะซื้อบ้านอยู่เป็นของตัวเอง ส่วนลูกสาวก็เรียนมหาวิทยาลัยเทอมสุดท้ายแล้ว พอลูกเรียนจบเขาก็คิดว่าจะให้ลูกย้ายมาอยู่ที่นี่หางานแถวนี้ทำ ส่วนคอนโดก็คิดว่าจะขายหรือไม่ก็ปล่อยให้เช่าเรื่องนี้เขาเคยคุยกับลูกไว้แล้วซึ่งลูกก็เห็นดีเห็นงามด้วย
