เรือนศิลา
ตอนที่ 1 ดูที่
ณ ริมแม่น้ำกกจังหวัดเชียงราย บนสวนลิ้นจี่เนื้อที่ห้าสิบไร่มีบ้านเก่าแก่หลังหนึ่งเป็นเรือนชั้นเดียวอายุนับหลายร้อยปี สร้างจากหินก้อนใหญ่เรียงต่อกันแบบสถาปัตยกรรมปราสาทขอมโบราณ มีช่องประตูหน้าต่าง ตามผนังด้านนอกด้านในมีเถาไม้เลื้อยขึ้นพันหนาแน่นรกรุงรัง
ชาวบ้านแถบนี้ขนานนามบ้านเก่าแก่หลังนี้ว่า เฮือนศิลา ตามภาษาพื้นเมืองภาคเหนือ หรือ เรือนศิลา ตามภาษาไทยภาคกลาง
เรือนศิลามีประวัติความเป็นมาอย่างไรไม่มีใครรู้แน่ชัด ชาวบ้านเล่าต่อ ๆ กันมาว่า เจ้าของเดิมเป็นพ่อค้าชาวจีนล่องเรือค้าขายในแม่น้ำโขงมาจากเมืองจีน จนมาพบรักกับหญิงสาวชาวเชียงรุ้ง ทั้งสองแต่งงานกันและย้ายมาตั้งรกราก ณ เมืองเชียงราย มีบุตรธิดาหลายคน แต่จะด้วยเหตุผลเช่นไรไม่มีใครรู้เพราะหลังจากทั้งสองเสียชีวิตแล้ว บุตรและธิดาต่างมีความเห็นตรงกันคือขายเรือนศิลาแล้วย้ายไปตั้งรกรากอยู่ ณ นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่(ชื่อเมืองเชียงใหม่ในสมัยก่อน) หลังจากขายเรือนศิลาแล้ว ข่าวคราวเกี่ยวกับบุตรและธิดาของพ่อค้าชาวจีนผู้สร้างเรือนศิลาก็หายไปตามกาลเวลา
เจ้าของใหม่ผู้ซื้อเรือนศิลาเป็นเพื่อนของพ่อค้าชาวจีน ซื้อให้เป็นเรือนหอของบุตรชายและสะใภ้ แต่จะด้วยเหตุผลกลใดไม่มีใครรู้ เพราะหลังจากนั้นไม่นานเจ้าของใหม่ผู้อยู่อาศัยก็ย้ายออกจากเรือนพร้อมกับบอกขายเรือนศิลาในเวลาต่อมา หลังจากนั้นเป็นต้นมาเรือนศิลาก็เปลี่ยนเจ้าของคนแล้วคนเล่าเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ซึ่งเจ้าของคนปัจจุบันคือ นายศิริชัย ธนารักษ์ชาวไทยเชื้อสายจีน อายุ 52 ปี สูง 160 ซ.ม. ผิวขาว ผมสีดำแซมขาว รูปร่างท้วม เป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายย่อยจากกรุงเทพฯ ที่ซื้อเรือนศิลาเอาไว้เพราะต้องการที่ดินติดริมแม่น้ำกกเพื่อทำโครงการบ้านจัดสรร
แต่เมื่อเริ่มต้นโครงการเขาหาผู้รับเหมาที่เป็นคนในพื้นที่ไม่ได้เลย ทุกรายที่เขาติดต่อด้วยต่างปฏิเสธที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรือนศิลาทั้งสิ้น แม้กระทั่งคนงานยังหาไม่ได้แม้แต่คนเดียว เพราะทุกคนต่างเชื่อว่าเรือนศิลามีอาถรรพ์ จึงไม่มีใครหน้าไหนหาญกล้าเข้ามารับงาน แม้แต่ผู้รับเหมาที่เป็นคนนอกพื้นที่ยังหาไม่ได้เลย
จนเวลาผ่านไปนานหลายเดือน ดอกเบี้ยแบงค์ก็พุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว นักลงทุนรายย่อยเช่นเขาไม่อาจแบกรับภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นต่อไปได้ จึงต้องประกาศขายเรือนศิลาเพื่อนำเงินไปหมุนธุรกิจต่อไป
หลายเดือนแล้ว ตั้งแต่เขาประกาศขายเรือนศิลาก็ยังไม่มีใครติดต่อขอซื้อเลยซักคนเดียว จนเขาเริ่มเชื่อว่าเรือนศิลามีอาถรรพ์ดังเช่นที่คนอื่นๆ หวาดกลัว เพราะตั้งแต่เขาซื้อเรือนศิลามา ธุรกิจที่เคยรุ่งเรืองก็ประสบปัญหามาตลอด จนแทบล้มละลายอยู่รอมร่อ
จนกระทั่งมีโทรศัพท์เข้ามาติดต่อนัดหมายขอดูที่ดินและเรือนศิลาก่อนตัดสินใจซื้อ เพียงแค่นี้เขาก็เต้นแร้งเต้นกาทันทีที่อย่างน้อยก็มีคนสนใจขึ้นมาแล้ว
จนกระทั่งวันนัดหมายที่เขาตั้งตารอคอยก็มาถึง เขาไปรอ คุณนัทชัย ว่าที่ผู้ซื้อซึ่งเป็นทนายความที่มีชื่อเสียงของเมืองไทย พร้อมกับภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของเขา รัชนี หญิงชาวไทยเชื้อสายจีนเช่นเดียวกับเขา อายุ 49 ปี สูง 155 ซ.ม. ผิวขาว ผมบ็อบสีน้ำตาลเข้มแซมขาว รูปร่างเจ้าเนื้อ ณโรงแรมในตัวเมืองเชียงรายล่วงหน้าหนึ่งวันทีเดียว เขาติดต่อเช่ารถยนต์จากบริษัทรถเช่าที่อยู่ใกล้ๆกับโรงแรมเพื่อความสะดวกในการเดินทางไปยังเรือนศิลา เขาและภรรยานั่งรอคุณนัทชัยอยู่บริเวณล็อบบี้ของโรงแรมที่พักตามที่ได้นัดหมายกันเอาไว้ก่อนหน้านี้ จนเข็มนาฬิกาบอกเวลาว่าอีก 10 นาทีจะถึงเวลานัดหมาย เขาก็เห็นว่าที่ผู้ซื้อเดินผ่านประตูหน้าเข้ามาในบริเวณล็อบบี้ด้วยความที่เคยเห็นหน้าค่าตาว่าที่ผู้ซื้อจากข่าวหนังสือพิมพ์นิตยสารต่างๆ บ่อยครั้งจึงคุ้นหน้าคุ้นตา
เขารีบเข้าไปทักทายว่าที่ผู้ซื้อทันที “สวัสดีครับคุณนัทชัยใช่มั้ยครับ ผมศิริชัยเจ้าของที่ดินที่คุณนัดเอาไว้ครับ”
“อ้อ สวัสดีครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ มารอนานหรือยังครับ” นัทชัยถามพร้อมกับยิ้มแย้มให้
ศิริชัยตอบพร้อมกับแนะนำภรรยาให้รู้จักทันที “ไม่นานครับ นี่รัชนีภรรยาผมครับคุณนัทชัย”
“สวัสดีค่ะคุณนัทชัย” รัชนีกล่าวทักทายพร้อมกับยกมือไหว้อ่อนช้อย
นัทชัยรีบยกมือไหว้ตอบทันทีพร้อมกับกล่าวทักทายว่า “ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณรัชนี ผมว่าเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรารีบไปดูที่กันดีกว่าครับ คุณศิริชัยขับรถนำไปนะครับ เดี๋ยวผมขับตามไปครับ”
“ครับๆ ได้ครับ อ้อรถของผมเป็นโตโยต้าวีออสสีเงินนะครับ” ศิริชัยบอกแล้วก็จูงมือภรรยาเดินตามนัทชัยออกจากล็อบบี้โรงแรมไปยังลานจอดรถทันที
นัทชัยเดินไปขึ้นรถโตโยต้าออติสสีเทาที่จอดอยู่ด้านหนึ่งของลานจอดรถ
รอจนศิริชัยขับรถออกจากลานจอดนำหน้าไป เขาจึงขับตามไปทิ้งระยะไม่ห่างเกินไป ในรถของนัทชัยมีสาวน้อยหน้าใสนั่งเคียงข้างมาด้วยคนหนึ่ง
เจ้าหล่อนเอ่ยถามนัทชัยเสียงใสทันทีด้วยสำเนียงภาษาไทยไม่ค่อยชัดนักแบบเด็กลูกครึ่งที่อยู่ต่างประเทศตั้งแต่เกิดว่า “คุณปู่คะ ที่ดินแปลงที่เราจะไปดูอยู่ไกลจากตัวเมืองมากมั้ยคะ”
“ลินจี้บอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ให้เรียกคุณปู่ เรียกคุณลุงซิลินจี้ โธ่เรียกซะแก่งั่กเลย” นัทชัยหันไปดุสาวน้อยทันที
สาวน้อยนามลินจี้เลยลำดับญาติให้ฟังซะเลยว่า “จะให้เรียกคุณลุงได้ยังไงล่ะคะ ก็ในเมื่อคุณปู่เป็นเพื่อนกับคุณปู่ของลินจี้นี่คะ ไม่ใช่เพื่อนของคุณพ่อซักหน่อยจะได้เรียกคุณลุง หรือว่าลินจี้ลำดับญาติผิดคะคุณปู่”
“เฮ้อ…ลินจี้ลำดับญาติไม่ผิดหรอก เออ…ปู่ก็ปู่ ผิดตรงที่ลุงดันไปเป็นเพื่อนกับคุณปู่ของลินจี้ต่างหาก” นัทชัยถอนหายใจเมื่อเห็นสาวน้อยทำหน้าเหรอหรา
มันก็ถูกของลินจี้แหละ ต้องโทษที่เขาดันไปเป็นเพื่อนข้ามรุ่นกับปู่ของลินจี้ซึ่งเสียชีวิตไปตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ถ้ายังมีชีวิตอยู่ป่านนี้คงอายุ 80 กว่าได้แล้วมั้ง ทั้งที่ตัวเขาปัจจุบันนี้อายุ 48 ปีเท่านั้นเอง แก่กว่าพ่อของลินจี้ 2 ปีเท่านั้นเอง
ลินจี้หรือลินจิรา ฟาเวอร์เรส สาวน้อยลูกครึ่งไทย-อเมริกัน อายุ 24 ปี สูงราว 170 ซ.ม. ผมยาวเป็นลอนสลวยสีน้ำตาลทองล้อมใบหน้ารูปไข่เรียวสวย ตาสีเขียวมรกตใต้คิ้วเรียวโค้งดั่งคันศร
รับกับจมูกโด่งและริมฝีปากสีแดงระเรื่อรูปกระจับ ผิวขาวอมชมพู เรียนจบจาก CULA ในอเมริกา ด้านแฟชั่นดีไซน์ เพึ่งเริ่มเข้าทำงานกับบริษัทเสื้อผ้าแบรนด์เนมดังได้ไม่นานก็มีอนาคตไกลว่าจะเป็นดีไซน์เนอร์ชื่อดัง
แต่แล้วก็มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อพ่อและแม่ของเธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตทั้งคู่เมื่อหกเดือนที่แล้ว
ทำให้สาวน้อยอนาคตไกลโศกเศร้าเสียใจกับการจากไปของบุคคลอันเป็นที่รักทั้งสองจนไม่เป็นอันทำงานทำการได้เลย
ร้อนถึงนัทชัยที่สนิทสนมกับครอบครัวของเธอมากที่สุด ต้องหอบหิ้วเธอมาเมืองไทยด้วยหลังจากไปร่วมพิธีฝังศพ
เพราะเธอไม่กินไม่นอนเอาแต่ตรอมใจ จะฝากฝังญาติมิตรที่เธอมีอยู่ก็เห็นจะไม่ได้เรื่อง พวกญาติกระสือที่คอยจ้องจะหาโอกาสสูบเอาทรัพย์สมบัติที่พ่อและแม่ของสาวน้อยทิ้งเอาไว้ให้ไปเป็นของตัว อย่างไร้ยางอาย
ปล่อยสาวน้อยเอาไว้ก็เท่ากับปล่อยลูกกวางน้อยเอาไว้ท่ามกลางฝูงหมาป่าชัดๆ
กว่าจะพาลินจิรากลับมาเมืองไทยด้วยได้ก็ต้องทะเลาะกับเหล่าญาติๆของเธอแทบฆ่ากันตายไปข้างหนึ่ง นี่ดีว่าเธอไม่ใช่ผู้เยาว์แล้วนะเรื่องต่างๆ เลยง่ายขึ้นเยอะ
เมื่อกลับมาเมืองไทย ภรรยาของเขาซึ่งเป็นแพทย์หญิงประจำอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งก็คอยช่วยดูแลเธอ จนสภาพจิตใจดีขึ้นเป็นลำดับจนเป็นปกติ
หลังจากนั้นเธอก็ลุกขึ้นมาจัดการบริหารทรัพย์สมบัติที่พ่อและแม่ทิ้งไว้ให้ และยังอาศัยอยู่กับเขาและภรรยาเรื่อยมา
ซึ่งภรรยาของเขาก็ไม่ขัดข้อง กลับดีใจซะอีกที่สาวน้อยตกลงใจจะอาศัยอยู่ด้วย เพราะไม่มีลูกจึงรักและห่วงลินจิราดั่งลูกในใส้
จนกระทั่งวันหนึ่งลินจิราเปิดอินเตอร์เน็ตแล้วพบที่ดินผืนนี้ หล่อนก็ขอให้เขาเป็นผู้ติดต่อขอซื้อที่ดินผืนนี้ให้หน่อย
เขาจึงติดต่อกับเจ้าของที่ตามเบอร์โทรที่มี แล้วนัดหมายดูพื้นที่จริงก่อนตกลงใจซื้อ ภรรยาของเขาเดินทางมาด้วยไม่ได้เพราะติดงาน เขากับลินจิราจึงเดินทางมากันเพียงสองคนปู่หลาน
ลินจิราเหม่อมองวิวข้างทางจนรถยนต์ของเจ้าของที่นำมาหยุดลงหน้าสวนลิ้นจี่ที่ค่อนข้างรกเรื้อต้นหญ้าและวัชพืชขึ้นเต็มไปหมด ทำเลที่ตั้งเรียกได้ว่าอยู่กลางเมืองทีเดียว แต่เป็นอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำกกคนละฝั่งกับโรงแรมดุสิตไอร์แลนด์รีสอร์ท
หากมองจากริมแม่น้ำหน้าเรือนศิลาจะเห็นตัวอาคารของโรงแรมดุสิตไอร์แลน์ รีสอร์ทลิบๆ ไม่ไกลนัก
นัทชัยจอดรถต่อท้ายรถของเจ้าของที่ เปิดประตูรถลงมายืนข้างตัวรถมองไปรอบๆ อย่างสำรวจตรวจตรา
ลินจิราเปิดประตูรถลงเดินมายืนข้างเขาแล้วมองไปรอบตัว
เขาจึงพาลินจิราเดินเข้าไปหาศิริชัยและรัชนีพร้อมกับแนะนำให้รู้จักกัน
“คุณศิริชัย คุณรัชนีครับ นี่ลินจิราหลานสาวผมเองครับ”
“สวัสดีค่ะคุณศิริชัย คุณรัชนี ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” ลินจิรายกมือไหว้ทั้งสองอย่างอ่อนช้อยสมกับที่แม่ของเธอพร่ำสอนเอาไว้
ทั้งสองมองดูสาวน้อยลูกครึ่งนึกชื่นชมกริยามารยาทที่ถูกอบรมมาอย่างดีอยู่ในใจ ยกมือรับไหว้พร้อมกับเอ่ยทักทายตอบสีหน้ายิ้มแย้ม “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณหนูลินจิรา”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณหนูลินจิรา เชิญขึ้นรถผมดีกว่าครับคุณนัทชัย ผมจะได้ขับรถพาคุณดูให้ทั่วๆ เดินดูไม่ไหวหรอกครับตั้งห้าสิบไร่ เชิญครับคุณนัทชัย คุณหนูลินจิรา” ศิริชัยบอกพร้อมกับเดินไปนั่งประจำที่คนขับ
นัทชัยหันไปกดรีโมทล็อกรถให้เรียบร้อยแล้วไปนั่งหน้าคู่กับศิริชัย สองสาวต่างวัยจึงขึ้นนั่งคู่กันยังเบาะด้านหลัง
แล้วศิริชัยก็ขับรถไปตามทางดินเข้าไปในสวนลิ้นจี่ช้าๆ เขาชี้ให้ดูแนวเขตโดยรอบที่มีรั้วก่อด้วยก้อนหินสูงประมาณ 1 เมตรโดยรอบ ตลอดเวลาที่นั่งรถสำรวจดูพื้นที่ นัทชัยก็คอยซักถามเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับที่ดินอย่างละเอียดยิบ
จนถึงเรือนศิลาริมแม่น้ำกกท่ามกลางหมู่ไม้ใหญ่รอบตัวเรือน
ศิริชัยก็จอดรถหน้าตัวเรือน พร้อมกับสาธยายคล่องปากว่า “นั่นไงครับเรือนศิลา หรือที่ชาวบ้านแถวนี้เรียกว่าเฮือนศิลาครับ คำว่า เฮือน ภาษาเหนือก็คือ เรือน นั่นแหละครับ เป็นเรือนเก่ามากๆ ครับ ไม่รู้กี่ร้อยปีมาแล้ว ไปดูกันเถอะครับ”
นัทชัยลงจากรถเป็นคนแรกตามด้วยศิริชัยและสองสาวต่างวัยที่ทยอยลงจากรถตามมาติดๆ
ศิริชัยเดินนำหน้าพาทุกคนชมรอบบริเวณเรือนศิลา เขาแอบขยิบตาให้กับรัชนีภรรยาของเขาให้พยายามเก็บอาการหวาดกลัวเรือนโบราณเต็มที่ มิให้ว่าที่ผู้ซื้อหวาดกลัวตามไปด้วย ไม่งั้นเดี๋ยวขายไม่ออกกันพอดี
แค่มีคนติดต่อนัดดูที่ก็ดีอกดีใจนักหนาแล้ว ถ้าขายออกไปได้จะยิ่งดีใหญ่ ขอให้ซื้อจริงๆ เถอะราคาเท่าไหร่ก็ไม่เกี่ยงเล้ย!
ปากก็อธิบายถึงเรือนศิลาไปเรื่อยตามความรู้ที่มีในฐานะนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ยกเว้นเรื่องอาถรรพ์ของเรือนโบราณที่ไม่มีวันแพร่งพรายให้รู้เป็นอันขาด มือไม้ก็ชี้ให้ว่าที่ผู้ซื้อดูตามที่อธิบาย
“ตัวบ้านเป็นบ้านชั้นเดียวสร้างจากศิลาแลงเรียงต่อกันเหมือนสถาปัตยกรรมปราสาทขอมโบราณครับ ผมว่าเชิญคุณนัทชัยเดินดูให้ทั่วๆตามสบายเลยครับ” ศิริชัยผายมือเชื้อเชิญ
นัทชัยพยักหน้ารับแล้วก็เดินสำรวจดูรอบๆทันที
ลินจิรารีบเดินตามคุณปู่ไป ทั้งสองคนเดินวนรอบตัวบ้านจนมาหยุด ณ ทางเข้าด้านหนึ่งซึ่งอยู่ทางด้านริมแม่น้ำ เพราะคนสมัยก่อนเดินทางทางน้ำ ด้านหน้าของตัวเรือนจึงหันออกทางด้านริมน้ำ
นัทชัยมองไปรอบๆแล้วก็หันไปพูดกับศิริชัยว่า “รกมากเลยนะครับ นี่ถ้าซื้อจริงๆ คงต้องจ้างคนมาถางกันยกใหญ่ ค่าจ้างค่าแรงก็แพ๊ง…แพงซะด้วยซิครับ”
ศิริชัยฟังแล้วก็ยิ้มรับ ส่วนรัชนีได้ยินก็นึกในใจว่า ขอให้ซื้อทีเถอะ ถ้าขายได้จะถวายหัวหมูเลี้ยงเลยเจ้าประคู้ณ
นัทชัยก็ถามอีกเมื่อไม่เห็นมีระบบไฟฟ้าและน้ำประปาเลย “ไม่มีไฟฟ้ากับน้ำประปาหรือครับคุณศิริชัย”
“อ้อ ไม่มีครับ เรือนศิลาไม่มีคนอยู่มานานแล้วครับ” ศิริชัยตอบน้ำเสียงเรียบๆ
นัทชัยมองไปรอบๆแล้วก็เดินไปดูตรงริมน้ำ สองสามีภรรยาเจ้าของที่ก็รีบเดินตามไปทันที
ส่วนลินจิราอยากเข้าไปดูข้างในจึงรีบบอกคุณปู่ว่า “คุณปู่คะ ลินจี้เข้าไปดูข้างในนะคะ”
นัทชัยพยักหน้าพร้อมกับเตือนอย่างห่วงใยว่า “มันรกนะลูก ระวังๆหน่อยล่ะ”
“ค้าคุณปู่” ลินจิราขานตอบแล้วก็ก้าวเท้าเดินขึ้นบันไดเตี้ยๆหน้าเรือนไปทันที
หล่อนเดินสำรวจไปเรื่อยๆจนถึงห้องด้านในสุด แต่แล้วก็รู้สึกว่าเหมือนมีใครจ้องมองอยู่ด้านหลัง หล่อนจึงหันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว
ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้เธอตกตะลึง!
บนผนังด้านหนึ่งของห้องเป็นภาพนาคราชลวดลายงดงาม
ตัวนาคราชสีทองสะท้อนแสงสว่างเป็นประกายระยิบระยับ
ขดซ้อนเป็นชั้นๆ ชูคอสง่างาม มีหงอนและเคราสีทองสุกสว่าง ดวงตาสีแดงเจิดจ้า อ้าปากน้อยๆ อวดเขี้ยวขาวเงาวับ ทุกรายละเอียดแจ่มชัดจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นเพียงภาพบนผนัง ลินจิราเดินเข้าไปดูภาพบนผนังใกล้ๆ
ภาพนาคราชฐานด้านล่างอยู่สูงระดับอกของเธอจนต้องแหงนมองหากจะมองส่วนหัวที่อยู่สูงขึ้นไป
เธอเอื้อมมือไปลูบภาพนั้นอย่างสงสัยใคร่รู้ ว่าสีทองบนลำตัวนาคราชในภาพเป็นสีอะไรจึงได้ระยิบระยับสะท้อนแสงพร่างพรายแบบนี้
แต่เมื่อนิ้วมือเรียวสวยของเธอสัมผัสกับภาพ ก็รู้สึกเจ็บแปล๊บทันที “อุ๊ย!” เพราะถูกเกล็ดในภาพบาดเอา
เลือดไหลทันตาเปรอะเปื้อนภาพบนผนัง พร้อมๆ กับลมกรรโชกแรงเมฆฝนตั้งเค้าครึ้มมืดมิดทันทีทันใด ฝุ่นและใบไม้ปลิวว่อนไปทั่วจนต้องยกมือป้องตามิให้ฝุ่นปลิวเข้าตา
เสียงตะโกนเรียกหาของนัทชัยดังลั่นทันทีผสมกับเสียงของสองสามีภรรยาเจ้าของที่ “ลินจี้อยู่ไหนลูก ฝนจะตกแล้วกลับกันเถอะลูก!”
“คุณนัทชัยครับ รีบกลับกันเถอะครับ ลมแรงอย่างนี้น่ากลัวจะมีพายุใหญ่นะครับ คุณหนูครับกลับกันเถอะครับ”
“คุณคะ! ชั้นกลัว! ลมแรงน่ากลัวจังค่ะ รีบกลับกันดีกว่าค่ะ”
ลินจิราจึงรีบออกไปสมทบกับคนอื่นๆ ทันที
ท่ามกลางเสียงลมที่พัดแรงหล่อนได้ยินเสียงหัวเราะอยู่ในสายลม แต่เมื่อตั้งใจฟังอีกครั้งกลับไม่มีเสียงหัวเราะให้ได้ยิน หล่อนจึงคิดว่าหูแว่วไปเอง
เมื่อลินจิราวิ่งมาสมทบแล้ว ทั้งสี่ก็รีบตรงไปที่รถทันที
ศิริชัยโอบประคองภรรยาพาวิ่งลิ่วตรงไปที่รถ เปิดประตูรถดันภรรยาให้นั่งเบาะหน้าแล้วตัวเขารีบวิ่งไปนั่งประจำที่คนขับอย่างว่องไว
นัทชัยโอบประคองหลานสาวเอาไว้พากันวิ่งขึ้นนั่งเบาะหลังตามสองสามีภรรยาไปติดๆ เมื่อประตูรถปิดเรียบร้อยทุกคนอยู่ในรถครบถ้วน ศิริชัยก็ใส่เกียร์ออกรถไม่รอช้าสักวินาที
เม็ดฝนเริ่มโปรยปรายลงมาเป๊าะแปะ
นัทชัยไม่ลืมที่จะนัดหมายเรื่องซื้อที่ดินในขั้นต่อไป “คุณศิริชัยครับ แล้วผมจะติดต่อไปอีกทีนะครับว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ อีกอย่างจะได้ตกลงราคาให้มันชัวร์ๆ ด้วยครับ ขอบคุณมากครับที่สละเวลามาพาชมครับ”
“ครับคุณนัทชัย” ศิริชัยตอบพร้อมกับเหลือบมองภรรยาแวบนึง ต่างช่วยกันภาวนาในใจขอให้นัทชัยตกลงซื้อเถอะ
เมื่อออกมาถึงถนนตรงที่รถของนัทชัยจอดอยู่ ฝนก็โปรยปรายหนาตา ปู่กับหลานคนละสายเลือดก็รีบย้ายก้นจากรถของเจ้าของที่ไปยังรถเช่าของตนเองทันที
แล้วนัทชัยรีบขับรถกลับโรงแรม เพราะเปียกซกกันทั้งปู่ทั้งหลาน
ตอนที่ 2 ขอให้ขายได้ทีเถอะ
ณโรงแรมที่พัก หลังจากกลับมาถึงโรงแรมแล้วศิริชัยและรัชนีก็อาบน้ำอาบท่าล้างฝุ่นจากแรงลมพายุกันทันที
หลังจากสบายเนื้อสบายตัวแล้วรัชนีก็นั่งคุยกับสามีว่า “คุณคะ คุณว่าเราจะขายได้มั้ยคะ เขาจะซื้อรึป่าวคะ”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ภาวนาขอให้เขาซื้อเหอะ เฮ้อ…ไม่น่าหลวมตัวซื้อมาเล้ย…ไอ้เรือนอาถรรพ์นั่นน่ะ ซื้อมาแล้วมีแต่เรื่องเดือนร้อนไม่หยุดหย่อน!” ศิริชัยจับมือภรรยากุมเอาไว้มองสบตากัน
แล้วรัชนีก็ถามขึ้นมาอย่างกลัวปาบกรรมเพราะเหมือนกับหลอกขายของไม่ดีให้เขา “คุณคะ แล้วถ้าเขาซื้อไปแล้วเขาก็ต้องโดนอาถรรพ์ของเรือนศิลาซิคะ มันจะดีเหรอคะ”
“คุณอย่าไปใส่ใจนักเลย ขอให้เขาซื้อๆไปเหอะ หรือคุณอยากจะเก็บไอ้เรือนเฮงซวยนั่นเอาไว้รอให้อาถรรพ์ของมันทำให้เราสิ้นเนื้อประดาตัวกันล่ะ”
รัชนีรีบส่ายหน้า
“ไม่เอาหรอกค่ะ แค่นี้ก็จะล้มละลายอยู่แล้ว ทั้งถูกหลอกถูกโกงสารพัด วิ่งเต้นฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลไม่เว้นแต่ละวันแค่นี้ก็จะตายอยู่แล้ว แถมทำโครงการออกมากี่อันๆก็ยังขายไม่ออกอีก สาธุ!…สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายขอให้เขาตัดสินใจซื้อด้วยเถ้อ! แล้วลูกช้างจะถวายหัวหมูเครื่องเซ่นไหว้รำแก้บนให้นะเจ้าคะ สาธุ!”
หล่อนยกมือไหว้ท่วมหัว
“สาธุ!” ศิริชัยยกมือไหว้ท่วมหัวตามภรรยา แล้วเขาก็ดึงภรรยาเข้ามาโอบเอาไว้อย่างให้กำลังใจกันและกัน
ด้านนัทชัยและลินจิราเมื่อกลับมาถึงโรงแรมก็แยกเข้าห้องใครห้องมันจัดการตัวเองให้เรียบร้อย
จากนั้นปู่กับหลานต่างสายเลือดก็ชวนกันไปทานอาหารกลางวันภายในโรงแรม เพราะฝนยังตกหนักชนิดไม่ลืมหูลืมตา
ระหว่างนั่งรออาหารที่สั่งนัทชัยก็ถามความคิดเห็นของหลานว่า “ลินจี้คิดว่าที่แปลงนั้นเป็นยังไงลูก ถูกใจรึป่าว”
“อืม…ทำเลก็ดีนะคะคุณปู่ เรียกว่าอยู่กลางเมืองเลยแหละค่ะ แต่ลินจี้สงสัยจังว่าทำไมเจ้าของที่ถึงจะขายยกแปลงทั้งๆ ที่เค้าก็ทำธุรกิจจัดสรรอยู่แท้ๆ ถ้าเอามาทำบ้านจัดสรรหรือพวกโรงแรมรีสอร์ท ลินจี้ว่าได้ราคาดีกว่าขายยกแปลงตั้งไม่รู้กี่เท่าแน่ะ”
ลินจิราตอบพร้อมกับเอียงหน้าน้อยๆ อย่างใช้ความคิดกับข้อสงสัยที่เธอพยายามคิดหาคำตอบ
นัทชัยเองก็สงสัยเหมือนกับหลานสาวเช่นกัน “อันนี้ลุงก็สงสัยเหมือนหนูแหละ อาจจะเป็นเพราะเจ้าของเค้าไม่มีเงินทุนพอล่ะมั้ง เพราะมีข่าวว่าโครงการอื่น ที่เค้าทำน่ะขายไม่ออก แบงค์ก็ไม่ปล่อยกู้ แถมยังมีข่าวว่าถูกเพื่อนร่วมหุ้นโกงเงินไปเยอะมีเรื่องฟ้องร้องประจำ ก็คงจะไม่มีทุนจะทำมั้งลูกเขาก็เลยต้องตัดใจขายยกแปลงจะได้เอาเงินไปหมุนต่อดีกว่าปล่อยเอาไว้เฉยๆ จะทำอะไรก็ทำไม่ได้อย่างนี้”
สาวน้อยคิดตามแล้วก็ดีดนิ้วทันที “โป๊ะเชะ! เลยคุณปู่”
“เพี๊ย!”
“โอ้ย! เจ็บนะคะคุณปู่ตีมาได้!” ลินจิราร้องลั่นหน้างอทันที เมื่อถูกคุณปู่ตีมือที่ดีดนิ้วประกอบคำพูดของเธอ
เลยเจอนัทชัยดุซ้ำ “ก็อยากสอนเท่าไหร่ไม่เคยจำ บอกแล้วว่าไม่ให้ดีดนิ้ว เป็นผู้หญิงทำอย่างนี้มันไม่ดี ใครเห็นเข้าเค้าจะคิดว่าเราไม่ได้รับการอบรมสั่งสอน ทั้งๆ ที่ลุงกับป้าสอนจนปากจะฉีกถึงรูหูอยู่แล้ว!”
“ปากจะฉีกถึงรูหูเป็นยังไงคะ ลินจี้ยังเห็นปากคุณปู่กับคุณย่าก็ปกติดีนี่คะ ไม่เห็นจะฉีกซักหน่อย”
คำถามด้วยสีหน้างงๆ ของสาวน้อยทำให้นัทชัยพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ
เพราะรู้ว่าหลานไม่ค่อยเข้าใจภาษาไทยที่เป็นคำเปรียบเทียบเช่นนี้ เลยตัดบทบอกสั้นๆว่า “คำเปรียบเทียบน่ะลูก ไม่ต้องไปสนใจหรอก”
ลินจิราเอียงหน้ามองตาปริบๆ อย่างไม่เข้าใจครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นว่าคุณปู่ไม่อธิบายเพิ่มเติม แถมส่ายหน้าเป็นเชิงบอกไม่ให้เธอใส่ใจกับคำพูดของท่าน หล่อนจึงกลับมาสนทนาเรื่องเดิมต่อ
“เหตุผลของคุณปู่เข้าเค้าอยู่ น่าจะเป็นอย่างที่คุณปู่ว่านั่นแหละค่ะ แล้วคุณปู่คิดว่าจะต่อรองราคาซักเท่าไหร่ดีคะ”
“ลุงว่าราคาที่เค้าตั้งไว้มันก็ถูกมากนะ พรุ่งนี้ลุงว่าจะโทรไปถามราคาอีกครั้งแล้วค่อยต่อรองราคาอีกที เราก็ต้องต่อราคาให้มากๆ เข้าไว้ แล้วต้องดูว่าเค้าจะยืนราคาเท่าไหร่ หลังจากนั้นเราก็ค่อยซื้อ เอ้า! ข้าวมาแล้วทานข้าวก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง กองทัพเดินด้วยท้อง”
“กองทัพเดินด้วยท้องคืออะไรคะคุณปู่” ลินจิราถาม เพราะมีประโยคที่ฟังแล้วไม่เข้าใจ ตาก็มองดูกับข้าวที่พนักงานกำลังลำเลียงวางบนโต๊ะ
“ก็หมายความว่าไม่ทานข้าวก็ไม่มีแรงน่ะซิลินจี้ หยุดถามได้แล้ว ทานข้าวเร็วลูก” นัทชัยตอบหลานสาวช่างซักที่กำลังสนใจอาหารตรงหน้า
เขาและภรรยาพยายามสอนภาษาไทยวันละเล็กวันละน้อยให้กับลินจิราอย่างไม่รู้สึกเบื่อหน่าย แล้วทุกๆวันหลานสาวก็มักจะมีคำถามเกี่ยวกับภาษาไทยที่เธอไม่เข้าใจมาถามเขาและภรรยาวันละหลายๆรอบ
ช่วงแรกที่สาวน้อยมาเมืองไทย พูดภาษาไทยสำเนียงแย่กว่านี้เยอะ พูดภาษาไทยสลับกับภาษาอังกฤษ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นภาษาอังกฤษซะมากกว่าเพราะพูดภาษาไทยทีไรพูดผิดๆถูกๆเป็นกระบุงโกย จนเขาและภรรยาต้องช่วยกันสอนให้เธอพูดภาษาไทยให้ถูกต้อง
เสียงใสเปรยขึ้นเมื่อมองไปด้านนอก “ฝนตกแรงจังค่ะคุณปู่ ตกมาตั้งนานแล้วยังไม่หยุดเลย”
“เดี๋ยวมันก็หยุดตกเองแหละ แล้วคิดรึยังว่าที่แปลงนั้นจะเอามาทำอะไร” นัทชัยถาม เมื่อเห็นว่าหลานสาวรวบช้อนแสดงอาการว่าอิ่มแล้ว
“คิดว่าจะทำรีสอร์ทค่ะคุณปู่ รีสอร์ทท่ามกลางธรรมชาติเพราะทำเลเหมาะมาก ๆเลย ที่กว้างๆอย่างนั้นต้นไม้เยอะๆ อยู่กลางเมือง ไม่ห่างจากสนามบินมากด้วย เหมาะที่สุดเลยค่ะ แต่บ้านหลังนั้นลินจี้คิดว่าจะกั้นรั้วแบ่งออกจากรีสอร์ทเอาไว้เป็นบ้านพักสำหรับเวลาลินจี้มาที่นี่แล้วพักที่บ้านหลังนั้นมันต้องสุดยอดมากๆ เลยค่ะคุณปู่ ตอนแรกที่เห็นบ้านหลังนั้นลินจี้ก็ชอบมากเลยค่ะ ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดโลกไปเลยเวลาที่อยู่บ้านหลังนั้นมันสงบ มันเงียบ มันเย็นสบายเหมือนตอนที่ลินจี้ดำน้ำเลยค่ะ”
ท่าทางและสีหน้าของลินจิราที่ประกอบคำพูดดูเหมือนกำลังตกอยู่ในความฝันทำให้นัทชัยมีความสุขมากที่เห็นหลานสาวกลับมาร่าเริงเหมือนเช่นแต่ก่อนได้อีกครั้ง แล้วสายตาก็สะดุดกับพลาสเตอร์ปิดแผลสีเนื้อตรงปลายนิ้วชี้ข้างขวาของหลานสาว
เขาคว้ามือน้อยๆนั่นมาดูทันที “ลินจี้มือไปโดนอะไรมา มีแผลตั้งแต่เมื่อไหร่ลูก เมื่อเช้านี้ลุงยังไม่เห็นมีแผลเลยนี่”
“อ้อ…ลินจี้โดน…หินบาดตอนอยู่ในบ้านหลังนั้นน่ะค่ะ แผลไม่ใหญ่หรอกค่ะคุณปู่ ลินจี้ล้างทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วค่ะ เดี๋ยวก็หาย”
สาวน้อยเอ่ยปากจะพูดถึงภาพนาคราชบนผนังต้นเหตุที่ทำให้นิ้วของเธอได้เลือดให้คุณปู่ฟัง แต่เหมือนมีบางสิ่งดลใจให้บอกออกไปว่าเป็นหินซะงั้น พร้อมกับชักมือกลับมา เมื่อผลไม้จานใหญ่ตบท้ายมื้ออาหารถูกยกมาวางตรงหน้าแทนที่กับข้าวที่ถูกยกออกไป หล่อนไม่รอช้าจิ้มผลไม้จากจานมาตัดแบ่งใส่ปากทันที
ท่าทีของหลานสาวทำให้นัทชัยเลิกสนใจแผล แล้วหันไปสนใจผลไม้ตรงหน้าแทน จนผลไม้หมดจาน ฝนก็หยุดตกพอดี
ปู่กับหลานจึงเช็กบิลแล้วพากันออกไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ที่ขึ้นชื่อของเมือง อย่างอนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายฯ, หอวัฒนธรรม, วัดพระสิงห์, วัดพระแก้ว,วัดงำเมือง, วัดกลางเวียง, พิพิธภัณฑ์อูบคำ, ฯลฯ และร้านค้าสินค้าพื้นเมืองที่มีอยู่ดาษดื่น ทั้งสองแวะร้านนี้เข้าร้านนั้นอย่างสนุกสนาน ช่วยกันหอบหิ้วของฝากที่ลินจิราซื้อไปฝากคุณย่าขยันซื้อถุงแล้วถุงเล่า หิ้วกันจนแขนแทบหลุด
นัทชัยบ่นพึมพำเบาๆ ว่า “เฮ้อ…บ้าช้อปเหมือนคุณย่าไม่มีผิดเล้ย!”
“อะ อะ ลินจี้ได้ยินนะคะ ดีล่ะกลับไปลินจี้จะเอาไปฟ้องคุณย่าให้หมดเลย ว่าคุณปู่นินทาว่าคุณย่าบ้าช้อป” ลินจิราหันกลับมายิ้มล้อเลียน มือก็กำลังเลือกผ้าไหมจากแผงตรงหน้า
นัทชัยเลยบ่นประชดให้ซะเลย “ก็เหมือนกันจริงๆ นี่ เวลาคุณป้าของหนูไปช้อปตอนสิ้นปีทีไร ลุงต้องหิ้วพะรุงพะรังทุกที แล้วนี่กะจะซื้อมันทุกร้านเลยรึไงลินจี้ เห็นเข้าร้านไหนเป็นซื้อ ลุงว่าขากลับนี่ต้องเช่าเครื่องบินเหมาลำซะมั้งจะได้ขนของที่หนูซื้อได้หมดเนี่ย”
“แหมคุณปู่คะ ก็ลินจี้คิดว่าจะซื้อแล้วส่งไปให้เพื่อนๆ ที่นู้นน่ะค่ะ ซื้อที่นี่ถูกกว่าซื้ออยู่ที่นู้นตั้งเยอะ คุณปู่ก็รู้นี่คะผ้าไหมที่นู้นราคาแพ๊ง…แพง นี่เดี๋ยวซื้อเสร็จแล้วก็ไปไปรษณีย์กันต่อ ลินจี้จะได้ส่งไปให้พวกเพื่อนๆของลินจี้เลยค่ะ ไม่ต้องหิ้วให้หนัก ขอลินจี้เลือกอีกซักสามสี่ผืนนะคะคุณปู่”
นัทชัยถอนหายใจเล็กน้อยแล้วก็ส่งยิ้มให้หลานสาว “งั้นลินจี้ก็เลือกไปเถอะ เดี๋ยวลุงเอาของไปเก็บที่รถก่อนนะลูก”
“คุณปู่รอลินจี้ที่รถเลยนะคะ เดี๋ยวลินจี้ตามไปค่ะ” ลินจิรายิ้มแก้มปริให้คุณปู่แล้วหันไปเลือกผ้าไหมต่อ
นัทชัยจึงหิ้วของฝากเอาไปเก็บไว้ที่รถ แล้วสตาร์ทรถเปิดแอร์เย็นๆไว้รอหลานสาว
เมื่อลินจิราช้อปปิ้งเสร็จแล้ว เขาก็ขับรถตรงไปยังไปรษณีย์ตามทางที่ได้สอบถามจากแม่ค้าขายผ้ารายหนึ่ง
หลังจากส่งพัสดุทั้งในประเทศและต่างประเทศเสร็จแล้ว ก็พากันกลับโรงแรมที่พัก เอาของฝากคุณย่าไปเก็บไว้ที่ห้องพัก แล้วก็พากันไปย่ำราตรีแถวตลาดไนท์บาซาร์กันอย่างสนุกสนาน ดึกดื่นเที่ยงคืนจึงพากันกลับโรงแรมนอนพักผ่อน
นัทชัยส่งหลานสาวเข้าห้องพักพร้อมกับหอมแก้มเซย์กู้ดไนท์ “จู๊บจ้าลินจี้ นอนหลับฝันดีนะลูก”
“จู๊บๆค่ะคุณปู่ Good night ค่ะ” ลินจิราปิดประตูห้องเรียบร้อย
นัทชัยจึงเดินเข้าห้องพักของตนเองซึ่งอยู่ติดกัน แล้วโทรหาภรรยา(รายงานตัว)เหมือนเช่นทุกครั้งที่เขาไม่อยู่บ้าน “ฮัลโหลคุณจิน ผมเองครับ”
“ค้าคุณนัท จินเพึ่งจะเข้าบ้านเองค่ะ วันนี้งานที่โรงพยาบาลยุ่งมากๆ เลยค่ะ คนไข้เย้อ…เยอะ แล้วไปดูที่กันมาเป็นไงบ้างคะ เจ้าของที่ดูท่าทางเขี้ยวหรือป่าวคะ”
จินตนาวางกระเป๋ากับกุญแจรถเอาไว้บนโต๊ะกระจกเตี้ย หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนานุ่มในห้องรับแขก พร้อมกับรับแก้วน้ำจากแต้วเด็กรับใช้ในบ้าน
นัทชัยเลยสาธยายให้ภรรยาฟังว่า “เรื่องที่น่ะเหรอ ทำเลดีมากเลย อยู่เรียกว่ากลางเมืองเลยแหละ เป็นสวนลิ้นจี้รกไปหน่อย แล้วก็มีบ้านเก่าๆอยู่หลังนึงอยู่ติดริมแม่น้ำ คนที่นี่เค้าเรียกบ้านหลังนี้ว่าเฮือนศิลากันครับ ตัวบ้านสร้างจากศิลาแลงเหมือนปราสาทขอมแถวเขมรที่เราเคยไปเที่ยวนั่นแหละครับ ดูท่าลินจี้จะถูกอกถูกใจบ้านหลังนั้นเป็นพิเศษ เห็นแกวางแผนว่าจะทำเป็นรีสอร์ท ส่วนบ้านแกกะว่าเอาไว้เป็นที่พักของแกเวลามาที่นี่น่ะครับ เสียดายที่ยังไม่ทันได้ถ่ายรูปบ้านฝนก็ตกซะก่อน ขากลับเล่นเอาผมกะลินจี้เปียกมะล่อกมะแล๊กกันเลยครับ ไม่งั้นจะส่งรูปบ้านไปอวดคุณซะหน่อย ส่วนเจ้าของที่เขี้ยวรึป่าวไม่รู้นะครับเพราะยังไม่ได้คุยเรื่องราคากันเลยครับ แต่ดูท่าทางเค้าคงอยากขายแหละครับ ดูที่เสร็จแล้วผมก็พาลินจี้ไปเที่ยวไปไหว้พระ ถ้าคุณมาด้วยต้องสนุกมากกว่านี้แน่ๆ วัดที่นี่สวยมากๆ เลยครับ ลินจี้ขนซื้อผ้าไหมกะใบชาไปฝากคุณเพียบเลย เข้าร้านไหนเป็นซื้อ ผมงี้หิ้วจนแขนโก่งหมดแล้ว ไม่รู้ติดนิสัยบ้าช้อปจากใครมา อ้อ…ลืมไป ติดมาจากคุณนั่นแหละ ไอ้นิสัยบ้าช้อปเนี่ย”
“อ้าว…ไหงมาโยนให้จินอย่างงี้ล่ะคุณนัท จินไม่ได้บ้าช้อปซักหน่อยนะ เวลาไปห้างก็ซื้อเฉพาะที่จำเป็นนะคะ” จินตนารีบปฏิเสธทันทีเมื่อสามีว่าเธอบ้าช้อปปิ้ง
นัทชัยเลยกระเซ้าภรรยาเล่น “คร้าบๆไอ้จำเป็นของคุณน่ะ ช้อปทีก็แค่ชุดชั้นในแค่โหลสองโหลเองคร้าบ เสื้อผ้าก็แค่ยี่สิบกว่าชุด รองเท้าแค่สิบยี่สิบคู่เอง อ้อยังไม่รวมกระเป๋าอีกเป็นสิบๆ ใบ แค่นี้เองครับเฉพาะที่จำเป็นของคุณ”
“แหมคุณก็…จินช้อปแค่ปีละครั้งเองนะคะ แล้วอีกอย่างก็ซื้อเฉพาะช่วงลดราคาล้างสต๊อกทั้งนั้นเลยนะคะ ไอ้ประเภทไม่ลดจินไม่ซื้อหรอกค้า เสียดายตังค์ แล้วนี่ลินจี้นอนแล้วเหรอคะ” จินตนารีบเปลี่ยนเรื่องถามหาหลานสาว
นัทชัยอ้าปากหาวหวอดก่อนจะตอบคำถามคุณย่ายังสาวว่า “เข้าห้อง อาบน้ำนอนแล้วครับ คุณก็ไปนอนเถอะครับ พรุ่งนี้มีเวรมีกรรมแต่เช้าเลยไม่ใช่เหรอครับ ฮ่าๆๆๆๆ”
“คุณนัทน่ะ! เข้าเวรค่ะ! เข้าเวร! คุณก็รีบๆเข้านอนนะคะ จินก็จะไปนอนเหมือนกัน ราตรีสวัสดิ์ค่ะคุณนัท” แล้วจินตนาก็วางสายไป
นัทชัยจึงวางโทรศัพท์มือถือไว้ข้างหัวเตียง เดินผิวปากอย่างอารมณ์ดีเข้าห้องน้ำอาบน้ำก่อนนอน
ลินจิรากำลังสวดมนต์ก่อนนอนตามที่คุณย่าจินตนาสอนให้สวดมนต์ก่อนเข้านอนทุกคืน สวดเสร็จแล้วก็ก้มกราบลงบนหมอนหนุนสามครั้ง แล้วก็ล้มตัวลงนอนดึงผ้าห่มคลุมจนถึงอกเข้าสู่นิทรารมณ์ เพียงชั่วอึกใจต่อมา
ไม่ได้รับรู้เลยซักนิดว่าตรงข้างเตียงมีเงารางๆ ร่างหนึ่งปรากฏขึ้น จากเลือนรางค่อยๆชัดเจนเป็นร่างของชายผู้หนึ่ง นุ่งผ้าหยักรั้งสีทองระเลื่อมพรายระยิบระยับคาดด้วยเข็มขัดทองลายนาคราช ส่วนหัวเป็นนาคราชสีทองมีหงอนและเคราสีทอง ตัวเส้นเข็มขัดเป็นตัวนาคราชเกล็ดสีทองระยิบระยับจนถึงปลายที่เป็นรูปหาง มีครีบสีทอง เปลือยแผงอกและกล้ามท้องเป็นลอนสวย มีสร้อยสังวาลลายนาคราชพาดจากบ่าทั้งสองข้างไขว้กัน ที่คอสวมสร้อยเส้นยาวเป็นลายนาคราชงับหางตัวเอง ข้อมือและข้อเท้าสวมกำไรเป็นรูปนาคราชข้างละวง ต้นแขนรัดด้วยกำไรนาคราชทั้งสองข้าง บนศรีษะสวมมงกุฏเป็นรูปนาคราช ผมสีทองยาวเป็นเงาดั่งเส้นทองคำเนื้องาม วงหน้าเรียวคมสัน คิ้วเข้มโค้งดั่งคันศร ขนตางอนยาว ดวงตาสีแดงฉายฉาน จุดกึ่งกลางดวงตาเป็นสีทอง จมูกโด่งเป็นสัน ปากเรียวรูปกระจับสีแดงตัดกับผิวแก้มขาวผ่อง ผิวกายขาว ทั่วทั้งร่างทอรัศมีสีทองเปล่งประกายระยิบระยับ ดวงตาสีแดงจ้องมองร่างบนเตียงเหยียดรอยยิ้มหยัน
เสียงทุ้มนุ่มดังกังวานดั่งระฆังแก้วเนื้อดีหลุดออกมาจากริมฝีปากสีแดงรูปกระจับว่า “แม่สร้อย ในที่สุดวันที่ข้ารอคอยก็มาถึง เจ้าตระบัดสัตย์ที่ให้ไว้กับข้า ยังมิพอเจ้ายังกักขังข้าเอาไว้อีกด้วย นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ข้าก็สาบานว่าหากวันใดข้าเป็นอิสระ ข้าจะชำระหนี้แค้นให้สาสมแม้เจ้าจะสิ้นลมหายใจ ลูกหลานของเจ้าก็ต้องชดใช้หนี้แค้นแทนเจ้า เวลานั้นได้มาถึงแล้วแม่สร้อยเอ๋ย หนี้แค้นที่สุมอยู่ในอกข้ากำลังจะได้รับการชำระแล้ว ฮ่าๆๆๆๆ เจ้าเห็นหรือยังว่าต่อให้เจ้าหนีข้าสุดหล้าฟ้าเขียวยังไง ก็ไม่มีทางหนีข้าพ้น น่าสมเพชนักแม่สร้อย เจ้าสู้อุตส่าห์กักขังข้าด้วยเลือดของเจ้าแท้ๆ แล้วเจ้าดูซิข้าเป็นอิสระอีกครั้งก็ด้วยเลือดจากลูกหลานของเจ้า ณ บัดนี้การแก้แค้นของข้าได้เริ่มต้นขึ้นแล้วแม่สร้อย มิว่าเจ้าจะอยู่ภพใดเจ้าจงดูให้เต็มตาเถิด ว่าโทษที่เจ้าตระบัดสัตย์ต่อข้ามันร้ายแรงเพียงใด ฮ่าๆๆๆๆๆ”
เขาเอื้อมมือไปจะสัมผัสผิวแก้มนวลที่โผล่พ้นผ้า แต่แล้วก็มีแสงสีทองสว่างวาบผลักเขากระเด็นออกมา “โอ้ย!”
พร้อมๆ กับการปรากฏของพระภิกษุรูปหนึ่งลอยเด่นอยู่อีกด้านหนึ่งของเตียงตรงข้ามกับเขา
“เจริญพรเถิดโยม อาตมาขอบิณฑบาตเถอะนะโยม อย่าก่อกรรมทำเข็ญให้เป็นบาปติดตัวเลย”
เขานั่งลงคุกเข่าพนมมือไหว้ภิกษุรูปนั้น ก้มหน้านิ่งเอ่ยด้วยความเจ็บแค้นว่า “ลูกให้หลวงพ่อมิได้หรอก ความแค้นมันสุมอกลูกมิมีวันดับมอดหากลูกมิได้ชำระแค้นให้สาแก่ใจ”
“แค้นชำระด้วยแค้นเมื่อใดมันจะสิ้นสุดกันล่ะ ให้อภัยจึงจะยุติบาปกรรม กรรมใดใครก่อกรรมนั้นจักคืนสนองเฉกเช่นปลูกพืชใดย่อมได้พืชนั้น กฏแห่งกรรมมิมีวันเปลี่ยนแปลง จำเอาไว้ให้ดีนาคินทร์ จ้าวแห่งนาคราช” ภิกษุรูปนั้นทิ้งท้ายไว้ให้คิดก่อนจะเลือนหายไป
นาคินทร์ก้มลงกราบแล้วลุกขึ้นยืนชิดเตียงนอน เอื้อมมือไปลูบไล้ผิวแก้มนวล ดวงตาสีแดงแน่วแน่เป็นประกาย ตั้งจิตมั่นที่จะชำระแค้นให้สมใจ
“แม่สร้อยเอ๋ย ความแค้นของข้าจะมิมีวันดับมอดจนกว่าข้าจะพบเจ้า ข้าจะทำให้เจ้าทุกข์ทรมานดั่งเช่นที่ข้าเคยเป็น ลูกหลานของเจ้าจะต้องชดใช้หนี้แค้นที่เจ้าเป็นผู้ก่อ เริ่มจากแม่หญิงน้อยที่ปลดปล่อยข้าก่อนก็แล้วกัน ข้าจะทำให้นางทุกข์ร้อนทุรนทุรายมิเป็นสุขเหมือนเช่นที่ข้าเคยเป็น! เจ้าคอยดูให้ดีเถิดแม่สร้อยเอ๋ย ฮ่าๆๆๆๆๆ”
แล้วนาคินทร์ก็เลือนหายไป
ลินจิราสะดุ้งตื่น หล่อนมองไปรอบๆด้วยความงัวเงีย แล้วก็ล้มตัวลงไปนอนอีกครั้ง
ตอนที่ 3 เจอเพื่อนของคุณยาย(คุณป้า)
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ศิริชัยรีบล้วงโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋าเสื้อมากดรับทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นนัทชัยโทรมา “สวัสดีครับคุณนัทชัย มีอะไรให้ผมรับใช้หรือครับ”
“สวัสดีครับคุณศิริชัย ผมสนใจที่แปลงนั้นของคุณเลยอยากจะรู้ว่าคุณจะขายราคาเท่าไหร่ครับ” นัทชัยไม่พูดพร่ำทำเพลง ยิงคำถามตรงเป้าตามประสา ทนายความชื่อดังทันที
เพียงแค่นี้ก็ทำให้ศิริชัยแทบร้องไชโยทันที ดีว่าระงับอาการไว้ทัน รีบละล่ำละลักตอบว่า “ผมขายตามราคาบนหน้าเน็ตนั่นแหละครับคุณนัทชัย”
“ลดลงอีกซักหน่อยไม่ได้เหรอครับ” นัทชัยต่อราคาหยั่งเชิงดูก่อน
ศิริชัยแม้จะอยากขายเต็มที่ แต่ก็ยังรักษาชั้นเชิงทางธุรกิจเล็กน้อย “ราคานี้ผมว่ามันถูกมากนะครับคุณนัทชัยถ้าเทียบกับที่แปลงอื่นๆที่ติดกับที่แปลงนี้ แม้จะอยู่ถนนสายเล็ก แต่ที่ดินผืนใหญ่ติดแม่น้ำกกราคาขนาดนี้ถือว่าถูกมากนะครับ หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วนะครับคุณนัทชัย คุณลองคิดดูก่อนก็ได้ครับ แต่ต้องรีบหน่อยนะครับเพราะว่ามีหลายเจ้าเหมือนกันที่ติดต่อขอซื้อที่แปลงนี้อยู่ครับ”
“ถ้าอย่างงั้นผม…ตกลงซื้อครับ วันนี้เราไปสำนักงานที่ดินได้เลยครับ คุณคงเตรียมเอกสารมาเรียบร้อยแล้วใช่มั้ยครับ จะได้เซ็นสัญญาซื้อขายทำเรื่องโอนให้เรียบร้อยวันนี้เลยครับ”
นัทชัยกำลังจะบอกเจ้าของที่ว่าขอเวลาคิดดูก่อน แต่เขาชะงักไปนิดนึงแล้วตอบตกลงซื้อที่ดินเสร็จสรรพ
สร้างความแปลกใจให้ลินจิราที่นั่งฟังอยู่ตรงข้ามมากมาย เพราะคุณปู่บอกว่าวันนี้จะโทรไปต่อราคาก่อนแล้วพรุ่งนี้จึงค่อยโทรไปคุยอีกที คิ้วโค้งเรียวขมวดน้อยๆ แต่ในใจก็นึกยินดีที่คุณปู่ตอบตกลงซื้อ แถมยังคุยกับเจ้าของที่ไปทำเรื่องโอนวันนี้อีกต่างหาก หล่อนมองคุณปู่ที่ยังคุยโทรศัพท์กับเจ้าของที่
“ครับคุณศิริชัย แล้วพบกันที่สำนักงานที่ดินตอน 10 โมงครับ สวัสดีครับ”
“สวัสดีครับ”
หลังจากวางสายแล้ว ศิริชัยก็กระโดดกอดรัชนีตะโกนไชโยโห่หิ้วลั่นห้อง “ไชโย! เค้าตกลงซื้อแล้วคุณ ไอ้ที่เฮงซวยนั่นขายออกแล้ว ไชโย! ไชโย! เรารีบไปสำนักงานที่ดินกันเถอะคุณ จะได้เตรียมเอกสารไว้รอคุณนัทชัยให้เรียบร้อย เค้าจะได้ไม่เสียเวลามาก จะได้ทำเรื่องโอนให้เสร็จๆวันนี้ไปเลย ไปกันเถอะคุณ”
“ค่ะคุณ ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ช่วยให้ลูกช้างขายที่ออก ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ แล้วลูกจะรีบแก้บนให้นะเจ้าคะ สาธุ” รัชนียกมือพนมไหว้ท่วมหัวกล่าวขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ทำให้ศิริชัยรีบยกมือไหว้ท่วมหัวตามภรรยาทันที “ทำเรื่องขายที่เสร็จแล้วลูกจะรีบแก้บนให้ครับ ไปกันเถอะคุณ”
แล้วศิริชัยกับรัชนีก็พากันออกจากห้องพักรีบไปทานอาหารเช้า เพื่อจะได้รีบไปเตรียมเอกสารไว้รอคนซื้อ
ส่วนทางด้านนัทชัยหลังจากวางสายแล้วลินจิราก็ถามทันทีว่า “ไหนคุณปู่บอกว่าจะต่อราคาก่อนไงคะ แล้วทำไมถึงตกลงซื้อเลยล่ะคะ”
“ลุงคิดว่าไหนๆ เราก็อยู่ที่นี่แล้ว อีกอย่างเจ้าของที่เค้าก็อยู่ที่นี่แล้วด้วย แล้วที่ดินแปลงใหญ่ทำเลดีๆราคาถูกอย่างนี้คงหาไม่ได้อีกแล้ว ลุงก็เลยตัดสินใจตกลงซื้อซะเลย ดีมั้ยล่ะลินจี้ ไหนๆหนูก็อยากได้ที่แปลงนั้นอยู่แล้วนี่ เอ้า! เราก็ไปทานข้าวเช้ากันก่อนเถอะ เสร็จแล้วจะได้ไปธนาคารให้เค้าออกเช็คเงินสดให้แล้วก็ไปสำนักงานที่ดินเซ็นสัญญาซื้อขายให้เรียบร้อย ไปกินข้าวเถอะลูก ลุงหิวแล้ว”
คำตอบของคุณปู่ทำให้ลินจิราเลิกสงสัย
ก็อย่างที่คุณปู่ว่านั่นแหละ ที่แปลงใหญ่สวยๆราคาถูกอย่างนี้หาไม่ได้อีกแล้ว หล่อนจึงกอดเอวคุณปู่เดินออกจากห้องพักไปทานอาหารเช้าที่ทางโรงแรมเตรียมไว้ให้สำหรับแขก
ขณะที่กำลังตรงไปยังห้องอาหารของโรงแรมทั้งคู่ก็พบกับนักท่องเที่ยวชาวไทยกลุ่มใหญ่ที่ยืนรวมตัวกันบริเวณล็อบบี้ หนึ่งในนั้นมีคนหนึ่งเป็นเพื่อนกับจินตนาภรรยาของนัทชัย
เสียงของสาวใหญ่ร่างท้วม เพื่อนของจินตนาในกลุ่มนักท่องเที่ยวนั้นร้องเรียกนัทชัยพร้อมกับตรงรี่มาที่ทั้งคู่ทันที
“คุณนัทชัยค้า อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณนัทชัย แหมโลกมันกลมจริงๆนะคะ มาพบกันที่เชียงรายได้ แล้วนี่จินไปไหนซะล่ะคะ ถึงได้ปล่อยให้คุณมาเดินควงกะกิ๊กได้”
นัทชัยเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ กับคำพูดของเพื่อนภรรยาผู้ได้ฉายาว่า ปากหมา, ปากปลาร้า, ปากเน่า ปากหนอน ฯลฯ เขาข่มอารมณ์เอาไว้ ยิ้มสู้เอ่ยทักทายเสียงเรียบว่า “อ้าว…อรุณสวัสดิ์ครับคุณพรนภา เมืองไทยมันแค๊บ…แคบสำหรับคุณพรนภาจริงๆนะครับเนี่ย อ้อ…ขอแนะนำหลานสาวให้รู้จักหน่อยนะครับ จะได้รู้จักกันเอาไว้ นี่ลินจิราหลานสาวผมครับ ลินจี้นี่คุณย่าพรนภาเพื่อนของคุณย่าไงลูก”
ลินจิรายกมือไหว้เพื่อนของคุณย่าพร้อมกับเอ่ยทักทายด้วยสีหน้าเรียบๆ เพราะรู้สึกไม่ถูกชะตากับเพื่อนของคุณย่าคนนี้เอาซะเลย “สวัสดีค่ะคุณย่าพรนภา”
พรนภาหน้าแตกเพล้งๆ ยกมือไหว้ตอบ จ้องมองสาวน้อยข้างกายนัทชัยตั้งแต่หัวจรดเท้า ขมวดคิ้วเอ่ยถามด้วยความข้องใจ แอบแขวะเล็กๆว่า “เอ…หลานข้างไหนกันคะคุณนัทชัย ก็คุณกับจินไม่มีลูกนี่คะ”
“แหมคุณพรนภาล่ะก็…ชอบตอกย้ำกันจริงนะครับว่าจินเป็นหมัน อ้อ…ลินจิ้เป็นหลานของลูกของเพื่อนผมน่ะครับ แกเกิดที่อเมริกาโตที่อเมริกาเพิ่งจะมาเมืองไทยเป็นครั้งแรกครับก็เลยพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ครับ พอดีผมมาติดต่อธุระกับลูกความที่นี่ก็เลยพาแกมาเที่ยวด้วย นี่ถ้าจินไม่ติดงานก็คงมาเที่ยวด้วยแหละครับ คุณพรนภาก็รู้ๆ กันอยู่งานโรงพยาบาลยุ่งขนาดไหน จะให้เหมือนคุณพรนภาได้ยังไงล่ะครับ มีสามีคอยเลี้ยงไม่ต้องทำงาน เลยมีเวลาว่างเยอะ แล้วนี่สามีคุณพรนภาไปไหนล่ะครับ ไม่เห็นมาด้วยกัน หรือว่ามัวไปตีกอล์ฟอยู่ครับ ระวังนะครับเดี๋ยวจะได้ของแถมร้องอุแว้ ๆมาแบ่งสมบัติสามีคุณพรนภาอีกคน”
นัทชัยกระเซ้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแถมเหน็บแนมอีกเล็กน้อย
ทำเอาสาวใหญ่ร่างท้วมชักสีหน้าไม่พอใจเอ่ยล่ำลาทันที “ฮึ…ขอตัวก่อนนะคะคุณนัทชัย เดี๋ยวเพื่อนๆจะรอนาน ลาล่ะค่ะ”
พรนภาสะบัดหน้าเดินจากไป ทำให้นัทชัยหัวเราะคิกคักอย่างสะใจ ส่วนลินจิราทำหน้าเหรอหรา เพราะไม่เข้าใจว่าคุณปู่พูดอะไรกับเพื่อนของคุณย่า ถึงทำให้เพื่อนของคุณย่าคนนั้นโกรธจนเดินหนีไปแบบนั้น
“คุณปู่ขา คุณปู่พูดอะไรกับเค้าคะ เค้าถึงได้โกรธจนเดินหนีไปแบบนั้นคะ”
“ก็เค้าอยากมาว่าลินจี้ก่อนนี่ หาว่าลินจี้เป็นเกิร์ลเฟรนด์ของลุง ลุงก็แค่ถามหาสามีเค้าเท่านั้นเอง อย่าไปสนใจเลยลูก ไปทานข้าวกันดีกว่า”
นัทชัยโอบบ่าหลานสาวพาเดินไปยังห้องอาหารของโรงแรม ไม่สนใจหน้าสวยใสที่ขมวดคิ้วผูกโบด้วยความไม่เข้าใจอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าคุณปู่ไม่ยอมอธิบายให้ฟัง สาวน้อยจึงเลิกใส่ใจ
ทางด้านพรนภาเดินบ่นอาฆาตแค้นหน้าหงิกงอตรงไปสมทบกับกลุ่มเพื่อนที่มาเที่ยวด้วยกัน “ฮึ…ไอ้ทนายปากหมา! คอยดูเถอะแม่จะเผาให้อยู่ไม่เป็นสุขเล้ย!”
เมื่อเดินมาใกล้กลุ่มเพื่อนๆ พรนภารีบปรับสีหน้าทันควันพร้อมกับเม้าแหลกทันทีว่า “ขอโทษด้วยค่ะที่ทำให้รอนาน พอดีเจอกับคุณนัทชัยสามีของคุณหมอจินตนาเพื่อนสมัยเรียนประถมด้วยกันน่ะค่ะ เลยทักทายกันนิดหน่อย เค้าพากิ๊กมาเที่ยวค่ะ คงไม่อยากให้ภรรยารู้หรอกค่ะ เมื่อกี้เค้าเลยรีบออกตัวว่าเป็นหลานสาวน่ะค่ะ แต่แหม…ไม่อยากจะพูดเลยนะคะ หลานสาวแบบไหนก็ไม่รู้ เดินกอดกันกลมซะขนาดนั้น สงสัยว่าคงเป็นหลานแบบว่าท้องชนกันซะมากกว่าค่ะ พวกคุณเห็นแล้วก็ช่วยๆ เหยียบไว้นะคะ เดี๋ยวคุณหมอจินตนารู้เข้าจะบ้านแตกซะเปล่า ๆ”
“เห็นเค้าคุยกันว่าสามีคุณหมอจินตนาออกจะรักภรรยาจะตายไป ต๊าย…ตาย นี่ไม่เห็นกับตาไม่เชื่อนะคะเนี่ยว่าสามีคุณหมอจินตนาจะหัวงูกับเค้าด้วย โถ…น่าสงสารคุณหมอจินตนานะคะ วันๆ ทำแต่งานไม่ได้รู้เลยว่าสามีแอบนอกใจ น่าสงสารจริ๊ง”
“ไม่เห็นกับตาอย่างนี้ไม่มีทางเชื่อนะคะว่าคุณนัทชัยทนายความชื่อดังของเมืองไทยจะเป็นเฒ่าหัวงูด้วย เด็กคนนั้นดูเด๊ก…เด็ก อายุถึง 18 รึเปล่าก็ไม่รู้ หน้าตาดูเหมือนจะเป็นลูกครึ่งด้วยซิคะ คงเป็นลูกคุณโส(โสเภณี)แน่ๆ เลยค่ะ ถึงได้กล้าควงผู้ชายอายุคราวพ่ออย่างนี้น่ะ เดี๊ยนว่าคุณนัทชัยคงจะเลี้ยงดูให้เงินเยอะนะคะ เห็นเสื้อผ้าที่เด็กคนนั้นใส่รึเปล่าค่ะ แบรนด์เนมทั้งนั้นเลยค่ะ ไม่ใช่ของก๊อปด้วยนะคะ น่าสงสารคุณหมอจินตนานะคะ เป็นเมียหลวงที่อาภัพนักใช้แต่ของลดราคา ส่วนเมียน้อยใช้ของแบรนด์เนมใหม่ล่าสุด”
บลาๆๆๆๆๆๆ
เสียงเม้าแตกของกลุ่มสาวใหญ่สร้างความพอใจให้กับพรนภามาก เพราะหลังจากนี้ข่าวว่านัทชัยมีเมียน้อยคงกระพือไปทั่วแน่ๆ
จนเมื่อไกด์หนุ่มเรียกขึ้นรถ พรนภาจึงสำทับอีกครั้งปั้นสีหน้าสงสารเพื่อนสมัยประถมเต็มที่ แต่ในใจกระหยิ่มยิ้มย่องด้วยความสะใจ ฮิๆๆๆๆๆ บ้านแตกแน่ๆ ไอ้ทนายปากหมา
“พวกคุณก็ช่วยๆ เหยียบให้มิดเลยนะคะ ขืนคุณหมอจินตนารู้เข้าจะทะเลาะกันซะเปล่าๆ ไปขึ้นรถเถอะค่ะ ไกด์เรียกแล้ว”
แล้วกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มนั้นก็พากันขึ้นรถออกจากโรงแรมเพื่อกลับกรุงเทพฯ พร้อมกับเสียงเม้าแตกของสาวใหญ่ทั้งหลาย ที่ยังเม้าไม่เลิกถึงข่าวเรื่องนัทชัยมีเมียน้อย
ส่วนหนุ่มใหญ่บรรดาสามีของพวกสาวใหญ่ก็รวมหัวกันเล่นไพ่ดื่มกินร้องเพลงกันสนุกสนาน
หลังทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว นัทชัยก็ขับรถพาลินจิราไปธนาคารเพื่อให้ธนาคารออกเช็คเงินสดสั่งจ่ายให้กับศิริชัยเป็นค่าที่ดิน
จากนั้นก็พากันไปยังสำนักงานที่ดินเพื่อจัดการเรื่องซื้อขายให้เสร็จสิ้น
ตอนที่ 4 ซื้อที่
ณ สำนักงานที่ดิน ศิริชัยและภรรยามารอคอยอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นนัทชัยและลินจิรามาถึง ทั้งคู่ก็รีบเดินไปทักทายทันที “อรุณสวัสดิ์ครับคุณนัทชัย คุณหนูลินจิรา”
“อรุณสวัสดิ์ครับคุณศิริชัย คุณรัชนี” นัทชัยเอ่ยทักทายตอบ
ลินจิรายกมือไหว้เจ้าของที่ดินทั้งสองคน “สวัสดีค่ะ”
ทั้งสองคนรีบรับไหว้สาวน้อย พร้อมกับเชื้อเชิญให้เข้าไปด้านในสำนักงานที่ดิน “เชิญทางนี้ครับคุณนัทชัย ผมมาติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตั้งแต่เช้าแล้วครับ เค้าเตรียมเอกสารไว้ให้เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ เหลือแค่คุณนัทชัยอ่านแล้วก็เซ็นสัญญาซื้อขายเท่านั้นเองครับ”
นัทชัยเดินตามศิริชัยไปนั่งยังเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ที่ทางสำนักงานที่ดินจัดไว้ให้สำหรับผู้มาติดต่อกับทางสำนักงาน ส่วนรัชนีก็รับสัญญาซื้อขายและเอกสารต่างๆ จากเจ้าหน้าที่มาให้นัทชัยได้อ่านก่อนเซ็นสัญญา “นี่ค่ะคุณนัทชัย สัญญาซื้อขาย”
นัทชัยรับสัญญาซื้อขายจากรัชนีมาอ่านอย่างละเอียด ซึ่งชื่อผู้ซื้อที่พิมพ์ไว้ในสัญญาซื้อขายเป็นชื่อของลินจิราเด่นหรา เขาจึงเอ่ยทักท้วงว่า “เอ่อ…คุณศิริชัยครับ ทำไมชื่อผู้ซื้อถึงเป็นชื่อลินจี้ล่ะครับ”
“ก็เมื่อเช้านี้คุณนัทชัยส่งอีเมลมาให้ผมอย่างนี้นี่ครับ ผมก็ให้เจ้าหน้าที่เค้าพิมพ์ตามที่คุณนัทชัยสั่งนั่นแหละครับ มีอะไรผิดพลาดหรือครับ” ศิริชัยถามพร้อมกับขมวดคิ้วนิดๆ
นัทชัยขยับปากจะบอกว่าใส่ชื่อลินจิราเป็นผู้ซื้อไม่ได้เพราะลินจิราถือสัญชาติอเมริกัน แต่ปากของเขากลับพูดอีกอย่างว่า “อ้อ ไม่มีอะไรผิดหรอกครับ เอ้าลินจี้เซ็นซิลูก จะได้ให้เจ้าหน้าที่เค้าจัดการโอนให้เสร็จๆไป”
นัทชัยส่งสัญญาซื้อขายพร้อมปากกาให้ลินจิราเซ็น สาวน้อยรับมาเซ็นโดยดี
ศิริชัยรับสัญญาซื้อขายจากสาวน้อยมาเซ็นชื่อแล้วส่งให้เจ้าหน้าที่ซึ่งนั่งรออยู่
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็นำเอกสารต่างๆ ไปจัดการตามขั้นตอนซื้อขายที่ดิน
นัทชัยคุยกับศิริชัยและรัชนีระหว่างนั่งรอเจ้าหน้าที่ดำเนินการ ลินจิราก็นั่งฟังผู้ใหญ่คุยกันอยู่เงียบๆ
“ทีแรกผมคิดว่าคุณนัทชัยจะเป็นคนซื้อซะอีก กลับกลายเป็นคุณหนูลินจิราเป็นคนซื้อซะนี่ แต่ไม่เป็นไรครับใครซื้อก็เหมือนกัน”
“โถ…อาชีพทนายความอย่างผมจะไปมีปัญญาซื้อได้ยังไงล่ะครับ พอดีว่าหลานผมเค้าเห็นที่ดินแล้วเกิดอยากจะได้เอาไว้ทำรีสอร์ท ก็เลยให้ผมมาติดต่อขอซื้อให้”
เรื่องที่ลินจิราเป็นชาวต่างชาติไม่มีใครเอ่ยถึงเลยซักคน ทุกคนถูกทำให้ลืมหมดสิ้น การดำเนินการต่างๆ รวดเร็วมากไม่มีติดขัดแม้แต่น้อย เป็นไปตามความประสงค์ของนาคินทร์ที่ต้องการให้ลินจิราได้ครอบครองเรือนศิลา จนกระทั่งเจ้าหน้าที่นำโฉนดที่ดินและเอกสารต่างๆ มายื่นให้ผู้ขายและผู้ซื้อจึงเป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนต่างๆ
ศิริชัยเก็บเช็คเงินสดใส่กระเป๋าเอกสารของตนแล้วเอ่ยล่ำลาเพื่อนำเช็คไปฝากธนาคารโดยเร็ว “ลาล่ะครับคุณนัทชัย คุณหนูลินจิรา โชคดีนะครับ”
“คุณทั้งสองคนก็เหมือนกันนะครับ ขอให้โชคดี ถ้ามีอะไรให้ผมรับใช้เรื่องกฏหมายเชิญเรียกใช้บริการได้นะครับ ผมคิดราคาพิเศษให้ครับ”
ลินจิรายกมือไหว้อดีตเจ้าของที่ แล้วมองดูโฉนดในมือก่อนจะส่งให้นัทชัยเก็บใส่แฟ้มเอกสารที่ถือมาด้วย แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “คุณปู่เอาพาสปอร์ตของลินจี้ไปก๊อปปี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ค่ะ ลินจี้ไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
“ก็เมื่อเช้านี้ไงล่ะ ตอนที่ลินจี้เอาให้พนักงานที่ธนาคารเค้าไปถ่ายเอกสารให้ ลุงก็เลยให้เค้าก๊อปปี้ให้ด้วยเลย ไม่งั้นลุงก็ต้องหาร้านถ่ายเอกสารก่อนมาที่นี่น่ะซิลูก จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไงลูก”
สาวน้อยจึงไม่ติดใจสงสัยอะไรอีก
จากนั้นทั้งคู่ก็ออกจากสำนักงานที่ดิน กลับโรงแรมนำเอกสารไปเก็บให้เรียบร้อย แล้วก็พากันไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ กันต่อ ไม่ได้รับรู้ถึงตัวตนของพญานาคที่คอยติดตามลินจิราตั้งแต่หลุดพ้นจากการจองจำไว้ในเรือนโบราณแม้แต่น้อย
ปู่กับหลานต่างสายเลือด หลังจากพากันท่องเที่ยวจนเย็นย่ำค่ำมืดจึงพากันกลับโรงแรมที่พัก แพ็คกระเป๋าแล้วอาบน้ำพักผ่อนเตรียมตัวกลับกรุงเทพฯเช้าวันพรุ่งนี้
ลินจิราลากกระเป๋าเดินทางนำไปไว้ใกล้กับประตูห้อง เตรียมพร้อมกลับกรุงเทพ เตรียมเสื้อผ้าที่จะใส่ในวันพรุ่งนี้แขวนไว้ในตู้เสื้อผ้า แล้วก็ขึ้นเตียงสวดมนต์ก่อนนอน เมื่อสวดมนต์เสร็จสาวน้อยก็ซุกตัวใต้ผ้าห่มนอนหลับในเวลาอันรวดเร็ว
นาคินทร์ปรากฏกายขึ้นข้างเตียงสาวน้อยหน้าใสที่หลับใหลไม่รู้สึกตัว ทรุดกายลงนั่งบนเตียงจ้องมองใบหน้าสวยที่ผสมผสานความงามของสองชาติอย่างลงตัว ยื่นมือไปปัดปอยผมสีน้ำตาลทองที่ปรกใบหน้าให้พ้นวงหน้าสวย ปลายนิ้วไล้พวกแก้มเนียนใสชมพูระเรื่อ
“หึๆๆๆๆๆ แม่หญิงน้อยอีกมินานเจ้าก็จะได้ลิ้มรสความทุกข์ทรมานเฉกเช่นที่ข้าเคยได้รับแล้ว อีกมินานหรอก”
ริมฝีปากรูปกระจับสีแดงระเรื่อเหยียดยิ้มนิดๆ แล้วต้องสะดุ้งเมื่อมือเรียวนุ่มนิ่มคว้าข้อมือที่กำลังไล้พวกแก้มเอาไว้แน่นพร้อมกับพึมพำออกมาเบาๆ เป็นภาษาอังกฤษว่า “Dad…Mom I missing you so much” (พ่อขา… แม่ขา หนูคิดถึงพ่อกับแม่มากนะคะ”
นาคินทร์จะชักข้อมือกลับ แต่เมื่อได้ยินประโยคต่อมาที่สาวน้อยพึมพำทำให้เขายอมให้เธอกุมมือของเขาเอาไว้ “Don’t leave me alone. Please take me go with you. Dad…Mom the world not have you it bad world. I feeling alone.” (อย่าทิ้งหนูไว้คนเดียว ได้โปรดพาหนูไปด้วยนะคะ พ่อขาแม่ขาาาาา…..โลกที่ไม่มีพ่อกับแม่อยู่มันไม่น่าอยู่เลย หนูเหงาจัง)
หยาดน้ำตาใสๆรินไหลออกมาจากทางหางตาคู่สวยซึ่งหลับพริ้มอยู่
เขาเอื้อมมืออีกข้างกรีดหยาดน้ำตาบนพวกแก้มเนียนใส แล้วแตะมือลงบนหน้าผากเนียนของสาวน้อยเพื่อดูภาพอดีตที่ทำให้เธอละเมอร้องไห้พึมพำออกมา เขาหลับตาลง
ครู่ต่อมาเขาลืมตาขึ้น คิ้วเข้มโค้งขมวดแน่น “เหตุไฉนข้าถึงมองมิเห็นอดีตของนาง เพราะอะไรถึงเห็นแต่แสงสีทอง เพราะอะไรกันนะ”
นิ่งคิดอยู่ครู่ แล้วนัยน์ตาสีแดงก็เบิกกว้างนิดนึงอย่างตริตรองได้ “ข้ารู้แล้วเพราะนางสวดมนต์ก่อนนอนนั่นเอง มนต์นั่นพิทักษ์นางเอาไว้ หึๆๆๆๆๆ จะต้องมีสักวันที่นางลืมสวดมนต์บ้างล่ะ ข้าจะรอวันนั่น หึๆๆๆๆๆ”
นาคินทร์แงะนิ้วมือเรียวนุ่มนิ่มพยายามจะชักมือออก แต่มือน้อยๆนั่นกลับกำแน่นขึ้นอีก แถมอีกข้างยังวาดมาเกาะกุมเอาไว้อย่างเหนียวแน่น กดท่อนแขนกำยำลงกับทรวงอกนุ่มใต้ผ้าห่ม แล้วพลิกตัวนอนตะแคงกอดแขนข้างนั้นเอาไว้ดิบดี วงหน้าสวยหวานระบายรอยยิ้มน้อยๆ ดั่งทารกอยู่ในอ้อมอกแม่
ทำให้เขาเลิกล้มที่จะดึงแขนออกมา เพราะหากเขาใช้แรงมากกว่านี้ สาวน้อยที่หลับอย่างเป็นสุขต้องรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาแน่ๆ เขาจึงต้องนั่งอยู่เช่นนั้นจนถึงเช้า มือน้อยนุ่มนิ่มจึงคลายออก
นาคินทร์ค่อยๆ ดึงมือของตนออกจากอ้อมแขนของสาวน้อยพร้อมกับหายตัวไปทันทีเมื่อเห็นว่าสาวน้อยบนเตียงเริ่มรู้สึกตัวตื่นรับรุ่งอรุณแล้ว
ตอนที่ 5 เข้าวัด
ลินจิราลืมตาตื่นขึ้นมา เพราะความฝันเมื่อคืนที่ฝันว่าพ่อกับแม่อยู่กับเธอส่งเธอเข้านอนรอจนเธอหลับเหมือนเช่นทุกครั้งเมื่อท่านทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ ทำให้เธอนอนหลับสนิทที่สุดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทั้งสองจากเธอไป จำได้ถึงความอบอุ่นจากมือพ่อที่เธอชอบกอดยามนอนหลับ ดวงตาสีเขียวมรกตมองไปนอกหน้าต่างห้องพัก คลี่ยิ้มสดใส
“พ่อขาแม่ขาคอยดูหนูอยู่บนสวรรค์นะคะ หนูจะเข้มแข็งอย่างที่พ่อกับแม่สอนเอาไว้ค่ะ”
แล้วลินจิราก็ลุกจากเตียง เข้าห้องน้ำอาบน้ำแต่งตัวรวดเร็ว แล้วไปเคาะห้องคุณปู่ซึ่งอยู่ติดกัน
คุณปู่ยังหนุ่มเดินงัวเงียมาเปิดประตูห้องอ้าปากหาวหวอดๆ เอ่ยถามด้วยความแปลกใจเพราะวันนี้หลานสาวดูร่าเริงมากผิดจากทุกวัน “ลินจี้หุ้นขึ้นหรือไงลูกถึงได้ร่าเริงจัง”
“ไม่ใช่ซักหน่อย เมื่อคืนนี้หนูฝันถึงพ่อกับแม่ต่างหากล่ะคะ” ลินจิราเดินตามคุณปู่เข้าไปในห้องพร้อมกับปิดประตูห้องให้เรียบร้อย
นัทชัยยิ้มน้อยๆ ที่เห็นหลานสาวร่าเริงมากขึ้นทุกวัน “ดีแล้วล่ะลินจี้ จำไว้นะลูกว่าพ่อกับแม่หนูเค้าคอยดูเราอยู่บนสวรรค์ เราต้องทำให้เค้าเห็นว่าเรามีความสุข เค้าจะได้ไม่ทุกข์ใจนะลูก ลุงไปอาบน้ำก่อน แล้วจะได้ไปทานข้าวเช้า หลังจากนั้นจะได้ไปพบลูกความของลุงกัน เสร็จเรื่องแล้วจะได้กลับบ้านกันซะที ป่านนี้คุณย่าหนูบ่นคิดถึงแย่แล้ว”
นัทชัยตบบ่าหลานสาว แล้วก็เดินเข้าห้องนอนคว้าเสื้อผ้าเข้าห้องน้ำ
ลินจิราเดินไปยังมินิบาร์ในห้องจัดแจงชงชาร้อนๆให้ตัวเอง แล้วหย่อนตัวลงนั่งบนโซฟามุมห้อง หล่อนหยิบรีโมทกดทีวีเปิดดูระหว่างนั่งรอคุณปู่อาบน้ำ
ครู่ใหญ่ นัทชัยก็เดินออกจากห้องนอน แต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเขียวใบไม้อ่อนกับกางเกงสเลคสีดำทับด้วยเข็มขัดหนังสีดำ เขาเดินมาหยุดด้านหลังหลานสาววางมือทั้งสองข้างลงบนบ่าเล็กบอบบาง ตามองดูทีวีที่กำลังรายงานข่าวพยากรณ์อากาศที่หลานสาวกำลังดูอยู่ “มีข่าวอะไรน่าสนใจรึเปล่าลูก”
“ไม่มีเลยค่ะ มีแต่ข่าวเรื่องเดิมๆ ไปกันดีกว่าค่ะคุณปู่ ลินจี้หิวแล้ว” ลินจิราหยิบรีโมทกดปิดทีวีแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปยืนข้างคุณปู่ คว้าแขนคุณปู่มาควงพากันเดินออกจากห้องไปทานอาหารเช้า
สาวน้อยยื่นมือไปลูบท้องคุณปู่พร้อมกับกระเซ้าเย้าแหย่ว่า “คุณปู่ขา ลินจี้ว่าท้องคุณปู่ชักจะโตแล้วนะคะ กี่เดือนแล้วคะคุณปู่”
“หนอยแน่! ริอาจล้อลุงเหรอลินจี้ นี่แน่ะ!” นัทชัยบีบจมูกโด่งสวยของสาวน้อยข้างกายเบาๆ
แล้วทั้งสองก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน เมื่อทั้งสองออกจากห้องไปแล้ว นาคินทร์ก็ปรากฏกายขึ้น รู้สึกไม่พอใจที่เห็นลินจิราสนิทสนมกับชายอื่นแม้จะเป็นคุณปู่ก็เหอะ
เขาเอ่ยตำหนิด้วยสีหน้าบึ้งตึงนิดๆว่า “เดี๋ยวนี้ผู้หญิงช่างไร้ยางอายนัก ถูกเนื้อต้องตัวชายอย่างมิอายฟ้าอายดิน มิรักนวลสงวนตัวกันเลยสักนิด น่าอับอายยิ่งนัก ยุคสมัยมันเปลี่ยนถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
เขาหวนคิดถึงภาพต่างๆที่ได้เห็นนับตั้งแต่หลุดพ้นจากการกักขัง ภาพหนุ่มสาวเดินจับมือถือแขน บ้างก็เดินกอดกันกลม ไม่สนใจสายตาผู้ใด ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับยุคนี้ไปแล้ว
นาคินทร์ส่ายหน้ากับศีลธรรมในจิตใจผู้คนที่ตกต่ำมากๆ ต่างจากสมัยก่อนยิ่งนัก แล้วเขาก็หายตัวไปคอยติดตามเฝ้าดูลินจิราต่อ
หลังทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว นัทชัยก็พาลินจิราไปพบกับลูกความของเขาที่บ้านของลูกความ นัทชัยคุยธุระกับลูกความนานถึง 3 ชั่วโมงโดยมีลินจิรานั่งฟังอยู่ใกล้ ๆ
เมื่อคุยธุระเสร็จแล้วก็ลาเจ้าของบ้าน
ระหว่างทางผ่านวัดเล็กๆ แห่งหนึ่ง ลินจิราก็ขอให้นัทชัยแวะที่วัดแห่งนั้น “คุณปู่ขา เลี้ยวรถกลับไปวัดที่เพิ่งจะผ่านมาได้มั้ยคะ ลินจี้อยากไปไหว้พระที่วัดนั้นค่ะ”
“อ้อ…ได้ซิลินจี้ ทำไมจะไม่ได้ล่ะลูก ลุงหาที่กลับรถก่อนนะ”
เพราะถนนคับแคบ นัทชัยจึงขับรถเลยไปอีกนิด จึงพบที่เหมาะๆ พอให้กลับรถได้ เขาเลี้ยวรถกลับ พาลินจิราไปยังวัดเล็กๆ แห่งนั้น เขาจอดรถเอาไว้ใต้ต้นพิกุลต้นใหญ่ แล้วพากันเดินเข้าไปไหว้พระในวิหาร
เมื่อไหว้พระเสร็จแล้วก็พากันออกจากวิหาร ระหว่างที่กำลังออกจากวิหารไปยังรถที่จอดอยู่ ทั้งคู่สวนทางกับพระภิกษุชรารูปหนึ่งจึงหยุดรอให้พระภิกษุรูปนั้นเดินผ่านไปก่อน แล้วนัทชัยก็เดินไปยังรถที่จอดไว้ใต้ต้นพิกุล
ลินจิรากำลังจะเดินตามคุณปู่ไป แต่ภิกษุชรารูปนั้นหันกลับมาเรียกเธอเอาไว้“สีกา อาตมาขอคุยกับสีกาซักประเดี๋ยวได้มั้ย”
“คะหลวงตา” ลินจิราหันกลับไปพร้อมกับพนมมือไหว้ภิกษุชรารูปนั้น ค้อมตัวลงต่ำเหมือนที่คุณย่าสอนยามอยู่ต่อหน้าพระสงฆ์
ส่วนนัทชัยทีแรกก็คิดจะหยุดยืนกับหลาน แต่เหมือนมีอะไรดลใจให้เขาเดินไปรอที่รถ
ภิกษุชรารูปนั้นมองตามนัทชัยไปแล้วหันกลับมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงใสปานระฆังแก้วไพเราะเสนาะหูกับสีกาหน้าแฉล้มว่า “เขาและสีกามีบุญกรรมต่อกัน สีการักษาความดีเอาไว้นะ ความดีเท่านั้นจะช่วยสีกาได้ แล้วซักวันความอาฆาตแค้นจะสูญสิ้นไปจากใจเขา อาตมาพูดกับสีกาเพียงเท่านี้แหละ สีกาไปได้แล้วล่ะพวกเขารอสีกาอยู่”
ลินจิราทำหน้างง แต่พอสบตากับดวงตาเหี่ยวย่นเปี่ยมไปด้วยความเมตตาปราณีหล่อนจึงรับคำหนักแน่นว่า “ลินจี้จะจำเอาไว้ค่ะหลวงตา”
หล่อนไหว้พระภิกษุชรารูปนั้น รอจนท่านเดินลับตาไปหล่อนจึงเดินไปขึ้นรถ
เมื่อเห็นลินจิรานั่งลงคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย นัทชัยก็ออกรถทันที พร้อมกับเอ่ยถามกระเซ้าเล่นว่า “ลินจี้หลวงตาคุยอะไรกับหนูเหรอ ท่านให้เลขเด็ดรึเปล่า”
“แหมคุณปู่ก็…ท่านเป็นพระนะคะ ไม่ใช่อาจารย์ใบ้หวย ท่านบอกให้ลินจี้รักษาความดีค่ะ ถ้าคุณปู่อยากได้เลขเด็ดคุณปู่ต้องไปถามกับพี่แต้วนู้นเลยค่ะ ถ้าเรื่องนี้พี่แต้วรู้ดี เสียตังค์ทุกเดือนไม่เคยได้รับตังค์เลยค่ะ”
คำตอบของลินจิราทำให้นัทชัยหัวเราะลั่น หลังจากหยุดหัวเราะแล้วเขาก็เอ่ยต่อแถมท้ายว่า “ตั้งแต่เค้าอยู่กับลุงมา ยังไม่เคยได้ยินเค้าบอกเลยว่าถูกหวยเลยซักครั้งเดียว ลุงเคยถามเค้าเหมือนกันนะว่าแล้วทำไมเค้ายังเล่นหวย เค้าก็บอกว่าเค้าเล่นเพราะมันสนุกตรงได้ลุ้น อ้อ…หลวงตาท่านบอกให้รักษาความดีหนูก็รักษาเอาไว้ให้ดีล่ะลูก ขยันทำความดีเอาไว้เยอะๆ แล้วหนูก็จะมีความสุข ลุงก็มีความสุขที่เห็นหนูมีความสุข”
ลินจิรายิ้มให้คุณปู่แล้วมองวิวสองข้างทาง
นัทชัยเห็นหลานสาวมีความสุขกับการชื่นชมทิวทัศน์จึงไม่ชวนคุยอีก
จนกระทั่งถึงโรงแรมที่พัก ปู่กับหลานก็เก็บกระเป๋าจัดการเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม แล้วขับรถไปสนามบินคืนรถที่เช่ามาให้เรียบร้อย
จากนั้นก็ไปยังเคาน์เตอร์ออกบัตรโดยสารของสายการบินไทย จัดการเช็คอินกระเป๋าแล้วก็ไปทานอาหารระหว่างรอขึ้นเครื่องบิน
ภายในร้านอาหาร ทั้งสองคนนั่งทานอาหารไปคุยกันไปอย่างออกรส จนใกล้จะถึงเวลาขึ้นเครื่อง นัทชัยก็จัดการเช็คบิลแล้วชวนหลานสาวเดินไปยังเกทรอขึ้นเครื่อง
ทั้งคู่นั่งรอหน้าเกท ต่างคนต่างก็หยิบสมาร์ทโฟนของตัวเองมาเปิดเล่น จนกระทั่งเสียงประกาศขึ้นเครื่องดังขึ้น ปู่กับหลานต่างสายเลือดจึงลุกขึ้นเดินไปขึ้นเครื่อง
แอร์สาวสวยยืนรอไหว้พร้อมด้วยรอยยิ้มต้อนรับผู้โดยสาร พอนัทชัยส่งบัตรโดยสารให้แอร์สาว แอร์สาวสวยก็ก้มดูเลขที่นั่งแล้วเดินนำผู้โดยสารไปยังที่นั่งที่ระบุไว้
พอปู่กับหลานนั่งเรียบร้อย ทั้งคู่ก็จัดการปิดสัญญาณโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของตัวเองตามกฎระเบียบของการโดยสารเครื่องบิน
นาคินทร์ซึ่งตามลินจิรามา ก็เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งโดยมีทางเดินขั้นกลาง แอร์สาวนำผู้โดยสารชายมาแล้วผายมือไปที่เก้าอี้ที่นาคินทร์นั่งอยู่ “เชิญค่ะ”
แอร์สาวยิ้มแล้วเดินเลยไปนิดนึงเพื่อเปิดทางให้ผู้โดยสารเข้าไปนั่งยังที่นั่งของตัวเอง ผู้โดยสารคนนั้นมองไปยังที่นั่งของตัวเองก็สบตากับนาคินทร์พอดี
แล้วผู้โดยสารก็หันไปมองแอร์สาวพร้อมกับท้วงว่า “คุณครับ ดูผิดหรือป่าวครับ ตรงนี้มีคนนั่งแล้วนี่ครับ”
แอร์สาวมองหน้าผู้โดยสาร “ไม่ผิดนะคะก็…” แล้วหล่อนก็ก้มลงดูเลขที่นั่งบนบัตรโดยสารอีกครั้ง
ฉับพลัน! เลขที่นั่งที่ระบุไว้ก็เปลี่ยนไปในพริบตา แอร์สาวดูแล้วก็รีบเงยหน้าขอโทษผู้โดยสารทันที “อุ๊ย! ขอโทษค่ะ ดิฉันดูผิดจริงๆด้วยค่ะ” แล้วหล่อนก็รีบเดินนำผู้โดยสารคนนั้นไปยังที่นั่งที่ระบุไว้
นาคินทร์ยิ้มพรายมองตามแอร์สาวและผู้โดยสารคนนั้นไป แล้วเขาก็เบือนหน้ากลับมามองลินจิราซึ่งนั่งเล่นเกมในสมาร์ทโฟนอย่างสนุกสนาน
ลินจิรารู้สึกเหมือนมีใครมองจ้องอยู่จึงเงยหน้าขึ้นแล้วมองไปทางเก้าอี้ที่นาคินทร์นั่งอยู่ แต่หล่อนก็ไม่เห็นใครเลย เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามทั้งสองตัวว่างเปล่า
“อ้าว…ไม่เห็นมีใครเลย สงสัยเราคงคิดไปเองมั้ง” หล่อนพึมพำกับตัวเองแล้วก็หันไปเล่นเกมต่อ
ตอนที่ 6 เดินชนนาคราช
สองชั่วโมงต่อมา ปู่กับหลานต่างสายเลือดก็กลับมาถึงบ้าน
แต้วรีบยกน้ำเย็นมาเสิร์ฟ “น้ำเย็นๆมาแล้วค้า”
“ขอบใจนะ” / “ขอบคุณค่ะพี่แต้ว”
นัทชัยดื่มน้ำแล้วก็ถามหาภรรยาทันที “คุณจินล่ะ”
“คุณจินยังไม่กลับค่ะ แต่เดี๋ยวคงมาถึงมั้งคะ”
นัทชัยพยักหน้ารับรู้แล้วก็โบกมือไล่ แต้วจึงเดินเลี่ยงไป เอาถาดไปเก็บแล้วก็จัดแจงเอากระเป๋าของเจ้านายไปเก็บบนห้อง
พอดื่มน้ำหมดแก้ว นัทชัยก็หันไปบอกกับหลานสาวว่า “ลินจี้หนูไปอาบน้ำไปลูก เดี๋ยวคุณย่ากลับมาจะได้มาทานข้าวกัน”
“ค่ะคุณปู่” ลินจิราวางแก้วน้ำแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปยังเรือนเล็กของตัวเอง
นาคินทร์รีบตามสาวน้อยไปทันที
เรือนเล็ก เป็นบ้านหลังเล็กขนาดกระทัดรัด 1 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก ที่นัทชัยสร้างให้ลินจิราเมื่อปีที่แล้ว บริเวณรอบๆ รายล้อมไปด้วยต้นไม้นานาพรรณ ดูร่มรื่นน่าอยู่
สาวน้อยเจ้าของบ้านเลื่อนประตูกระจกเปิดออก ก้มลงถอดรองเท้าวางไว้หน้าบ้านแล้วเดินเข้าไปภายใน ก็เจอกับแต้วกำลังเดินออกมาจากห้องนอน
“คุณลินจี้ขา พี่แต้วเอากระเป๋าไปเก็บในห้องให้แล้วนะคะ”
“ขอบคุณค่ะพี่แต้ว” ลินจิรายิ้มให้
แต้วก็รีบถามว่า “คุณลินจี้จะอาบน้ำเลยมั้ยคะ พี่แต้วจะได้เปิดน้ำอุ่นใส่อ่างให้ค่ะ”
“ค่ะพี่แต้ว”
แต้วจึงเดินกลับเข้าไปในห้องนอน เดินเข้าไปในห้องน้ำจัดแจงเปิดน้ำอุ่นใส่อ่างอาบน้ำ
ลินจิราเดินเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง วางกระเป๋าถือไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง พอดีกับที่แต้วเดินออกมาจากห้องน้ำ
“ไปเชียงรายสนุกมั้ยคะ” แต้วถามพร้อมกับเดินไปนั่งแปะบนพรมขนแกะหนานุ่มหน้าชั้นวางทีวี
ลินจิราเดินไปเปิดกระเป๋าเดินทางที่แต้วเอามาวางไว้ตรงปลายเตียง พลางหันไปตอบสาวใช้ช่างจ้อว่า “สนุกค่ะ คุณปู่พาไปเที่ยวหลายที่เลยค่ะ ลินจี้ซื้อของมาให้พี่แต้วด้วยนะคะ”
แล้วหล่อนก็หยิบถุงของฝากออกจากกระเป๋าส่งให้แต้ว
“ขอบคุณค่ะคุณลินจี้” แต้วรับมาแล้วก็เปิดดูทันที
หล่อนหยิบเสื้อผ้าฝ้ายทอมือสีขาวออกมาดูอย่างถูกอกถูกใจ “อ๊าย…กรี๊ด…สวยถูกใจพี่แต้วมากค้า ขอบคุณนะคะ ถ้างั้นพี่แต้วขอไปลองเสื้อก่อนนะคะ”
แล้วแต้วก็รีบพับเสื้อใส่ถุง ลุกขึ้นเดินออกไปอย่างปลื้มอกปลื้มใจกับเสื้อตัวใหม่ แต่พอแต้วเดินผ่านห้องรับแขกก็รู้สึกขนลุกเหมือนมีใครจ้องมองอยู่
“อึ๋ย…ทำไมอยู่ๆขนแขนมันแข่งกันสแตนอัพอย่างนี้ล่ะ” แต้วมองไปรอบๆตัวอย่างหวาดๆ
นาคินทร์จึงเลิกมองแต้วที่เดินออกมาจากห้องด้านใน แล้วหันไปมองรูปภาพบนชั้นแทน
แต้วจึงรีบเดินออกจากเรือนเล็กแบบจ้ำอ้าว
นาคินทร์เดินสำรวจจนทั่วห้องรับแขก แล้วก็เดินไปยังประตูห้องที่เห็นสาวน้อยเดินหายเข้าไป ประตูห้องเปิดทิ้งเอาไว้ นาคินทร์เดินเข้าไปข้างใน เขาเห็นลินจิรากำลังรื้อของออกจากกระเป๋า เขาจึงเดินไปยืนอยู่ข้างเตียงมองดูการกระทำของหล่อน
ลินจิราชะงักกึกรู้สึกเหมือนมีใครกำลังจ้องมองอยู่ หล่อนจึงเงยหน้าขึ้นมองตรงไปยังจุดที่นาคินทร์ยืนอยู่ แต่ก็ไม่เห็นใครเลย
“ไม่เห็นมีใครซักหน่อย หมู่นี้เราเป็นอะไรไปเนี่ย ทำไมถึงได้รู้สึกเหมือนมีใครอยู่ด้วยแบบนี้นะ” หล่อนพึมพำกับตัวเองแล้วมองไปรอบๆห้อง
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเลย หล่อนจึงรื้อของในกระเป๋าต่อ
ครู่ต่อมาหล่อนก็จัดข้าวของเก็บเรียบร้อย สาวน้อยจึงเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบเสื้อคลุมออกมาวาง แล้วก็จัดการเปลื้องเสื้อผ้าออกจากตัวทันที
นาคินทร์ซึ่งกำลังมองเพลินๆก็สะดุ้ง! “เฮ้ย!”
ศีลธรรมที่มีในใจทำให้เขาเกิดความละอายใจ จึงรีบเดินออกจากห้องไปทันที
หน้าขาวแดงก่ำได้แต่สถบอยู่ในใจ แม่เด็กนี่!…จะผลัดผ้าก็มิบอกกล่าวกันบ้างเลย มันน่านักเชียว…
ลินจิราสวมเสื้อคลุมแล้วก็เดินเข้าห้องน้ำไป น้ำในอ่างเต็มอ่างพอดี หล่อนจึงปิดน้ำแล้วเดินไปยืนตรงอ่างล้างหน้า
จัดการล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ผลักประตูกระจกเข้าไปในห้องอาบน้ำ หล่อนถอดเสื้อคลุมออกแขวนไว้กับขอแขวนบนผนังแล้วก็เปิดน้ำอุ่นอาบน้ำล้างเนื้อตัวให้สะอาด จากนั้นก็เดินออกมานอนแช่น้ำในอ่างอย่างสบายอารมณ์
นาคินทร์ซึ่งยืนมองต้นไม้ใบหญ้าอยู่ พอได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาเดินออกมาจากห้อง เขาก็หันไปมอง จึงเห็นสาวน้อยใส่ชุดเดรสกระโปรงบานพริ้วสีม่วงอ่อนเดินออกมา ใบหน้าสวยไม่ได้แต่งแต้มเครื่องสำอางใดๆมีเพียงลิปกลอสสีชมพูอ่อนแต่งแต้มบนริมฝีปากเท่านั้น
ลินจิราปิดประตูห้องนอนแล้วก็เดินผ่านห้องรับแขกไปเลื่อนบานประตูกระจกเปิดออก หล่อนใส่รองเท้าแล้วหันมาเลื่อนประตูปิด แล้วก็เดินไปยังตึกใหญ่
นาคินทร์ก็รีบตามไปทันที
นัทชัยในเสื้อผ้าชุดใหม่ กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในห้องรับแขก
พอเห็นหลานสาวเดินเข้ามาก็รีบบอกว่า “คุณย่ายังสาวของหนูกลับมาแล้วจ้า กำลังอาบน้ำอยู่ข้างบน เดี๋ยวก็คงลงมาล่ะ”
“ค่ะคุณปู่” ลินจิราเดินไปจะนั่งลงตรงข้ามกับคุณปู่
พลัน! หล่อนก็นึกขึ้นได้ “อุ๊ย! คุณปู่ขาลินจี้ลืมหยิบของฝากคุณย่ามาด้วย เดี๋ยวลินจี้มานะคะ”
แล้วหล่อนก็หมุนตัวเดินกลับไปยังเรือนเล็กทันที
นัทชัยมองตามพลางยิ้มเอ็นดูแล้วก็ก้มลงอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ
พอลินจิราเดินพ้นประตูตึกด้านข้างออกมา หล่อนก็ชนกับนาคินทร์ที่เพิ่งเดินมาถึง
“อุ๊บ!” ร่างบางเซถลาทันที
นาคินทร์รีบตวัดวงแขนรั้งไว้ไม่ให้สาวน้อยล้มลงไป
ลินจิราอุทานขอโทษอย่างลืมตัวว่า “อุ๊ย! Sorry”
ร่างบางแนบชิดกับร่างสูงสง่า ดวงตากลมโตมองนาคินทร์อย่างตกใจ
ส่วนนาคินทร์เองก็ตกใจเช่นกัน แต่เขาตกใจที่สถานการณ์ทำให้เขาปรากฎร่างให้สาวน้อยในอ้อมแขนได้เห็นก่อนจะถึงเวลาอันสมควร
พอตั้งสติได้ ลินจิราก็ผละออกจากคนที่ช่วยหล่อนทันที
“เอ๊ะ!…คุณเป็นใครคะ” หล่อนถามพร้อมกับจ้องหน้าเขาไม่วางตา
นาคินทร์จึงรีบยกมือขึ้นโบกผ่านใบหน้าสวย “จงหลับ!”
ฉับพลัน! ลินจิราก็หลับวูบไป
นาคินทร์รีบช้อนอุ้มเรือนร่างบางขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน แล้วเดินกลับไปยังเรือนเล็กทันที
ดวงตาแดงเจิดจ้าตวัดตามองประตูกระจกแวบเดียว ประตูกระจกก็เลื่อนเปิดเอง
แล้วเขาก็อุ้มหล่อนเข้าไปภายในห้องรับแขก แล้วประตูกระจกก็เลื่อนปิดดังเดิม
เขาค่อยๆวางสาวน้อยลงบนโซฟายาว แล้วถอยห่างออกมาเล็กน้อย ดวงตาคมงามสง่าจ้องมองวงหน้าที่หลับพริ้มละมัย พลางปัดเส้นผมนุ่มสลวยให้พ้นจากวงหน้าสวย
“อีกมินานเจ้าก็จะได้รู้ว่าข้าเป็นใคร แต่ตอนนี้ยังมิถึงเวลา รออีกนิดนะเจ้าลิน”
เสียงทุ้มกังวานกระซิบบอก นิ้วเรียวขาวไล้ไปตามแก้มนวล ดวงตาคมงามสง่าทอดมองใบหน้าสวยด้วยแววตาอ่อนโยน
เขานั่งมองหล่อนอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งได้ยินเสียงแต้วดังนำหน้ามาก่อนตัว “คุณลินจี้ขา คุณจินให้มาตามไปทานข้าวค่ะ”
นาคินทร์รีบผละออกห่างจากลินจิราทันที เรือนร่างสูงสง่าเลือนหายไปพร้อมกับแต้วเลื่อนประตูเปิดออก
“คุณลินจี้ขา” แต้วเรียกอีก แล้วเดินเข้าไปในบ้าน
พอเห็นเจ้านายสาวนอนอยู่บนโซฟาก็ยิ้มอย่างเอ็นดู “สงสัยคงจะเดินทางเหนื่อยถึงได้มานอนหลับอยู่ตรงนี้”
แต้วจึงเดินเข้าไปปลุก “คุณลินจี้ขา ตื่นเถอะค่ะ”
“อือ…” ลินจิราครางเบาๆในลำคอ
แต้วจึงเขย่าแขนเบาๆ “คุณลินจี้ขา คุณจินให้มาตามไปทานข้าวค่ะ”
“ฮื้อ” ลินจิราค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย
“พี่แต้วว่าอะไรนะคะ” หล่อนถามพร้อมกับค่อยๆลุกขึ้นนั่ง
“คุณจินให้มาตามไปทานข้าวค่ะ” แต้วบอก
“งั้นพี่แต้วไปบอกคุณย่านะคะว่าลินจี้ขอบายค่ะ ง่วงนอนจังเลยค่ะ ลินจี้ไปนอนก่อนล่ะค่ะ ฝากกู้ดไนท์คุณย่ากับคุณปู่ด้วยนะคะ จุ๊บๆค่ะ”
แล้วลินจิราก็ลุกขึ้นยืนท่าทางง่วงนอนสุดๆ พร้อมกับปิดปากหาวอีกหลายที แล้วหล่อนก็เดินเซๆเข้าห้องนอนไป
แต้วได้แต่มองตามอย่างขำๆปนเอ็นดู “โถ คงจะเหนื่อยคงจะเพลียมากถึงได้ง่วงนอนซะขนาดนั้น”
แต้วจึงเดินกลับไปที่ตึกใหญ่
ลินจิราเดินเซเข้ามาในห้องนอน หล่อนตรงดิ่งไปที่เตียงนอน ตวัดผ้าห่มหนานุ่มขึ้นแล้วแทรกตัวลงไปนอนหลับพริ้ม
เสียงสมาร์ทโฟนในกระเป๋าถือบนโต๊ะเครื่องแป้งดังติ๊งๆบ่งบอกว่ามีข้อความเข้า แต่ก็ไม่สามารถทำให้สาวน้อยบนเตียงลืมตาตื่นขึ้นมาดู วงหน้างามละมัยยังหลับสนิทอยู่เช่นเดิม
จนกระทั่งนาคินทร์เดินเข้ามาในห้อง ได้ยินเสียงข้อความเข้าจากสมาร์ทโฟนดังไม่หยุด เขาจึงโบกมือผ่านวูบไปที่กระเป๋าถือใบน้อย สมาร์ทโฟนก็ดับวูบไปทันที
ใบหน้างามสง่ายิ้มพรายอย่างพอใจ แล้วเขาก็เดินไปยืนตรงข้างเตียงก้มลงมองสาวน้อยซึ่งหลับสนิทด้วยอิทธิฤทธิ์ของตน
“หลับเสียเถิดเจ้าลิน แล้วจงลืมให้สิ้นว่าเจ้าได้พบกับข้า” เสียงทุ้มกังวานแทรกซอนเข้าสู่โสตประสาทร่างบางบนเตียงประดุจดังสะกดจิต
คิ้วโค้งเรียวสวยขมวดเข้าหากัน วงหน้าสวยขยับส่ายอย่างอึดอัดเล็กน้อย คล้ายจะต่อต้าน แต่เพียงครู่เดียววงหน้างามละออก็คลายความอึดอัดกลับคืนสู่นิทราอันแสนสุข
นาคินทร์ยิ้มพรายอย่างพึงพอใจ แล้วเขาก็เดินไปนั่งลงบนโซฟาใหญ่ยาวติดผนังกระจกที่ผู้เป็นเจ้าของห้องชอบใช้เป็นที่นั่งอ่านหนังสือ ร่างสูงเอนลงนอนหนุนหมอนขวานรูปสามเหลี่ยม แล้วมองออกไปยังต้นไม้ใบหญ้าในสวนสวยนอกบ้าน
หญิงสาวร่างอรชรอ้อนแอ้นห่มสไบสีครามนุ่งซิ่นยกดอกลายข้าวหลามตัดสีดำสลับเหลือง ถือพวงมาลัยดอกมะลิสลับกับใบแก้วลวดลายงดงามส่งให้นาคินทร์
“ข้ากรองมาลัยมาให้ท่านเอาไปบูชาพระที่วัดเจ้าค่ะ”
“ขอบใจแม่สร้อย มาลัยแม่งามนัก” นาคินทร์รับมาพลางทอดสายตาหวานมองสร้อยมณี
สร้อยมณียืนยิ้มเอียงอายขวยเขินจนหน้าแดงซ่าน
พลัน! ก็มีเสียงตะโกนเรียกดังแว่วมา “แม่สร้อย แม่สร้อย”
สร้อยมณีชะงักตกใจ “พ่อตามหาข้าแล้ว ข้าต้องกลับล่ะ” แล้วร่างอรชรก็หมุนตัวจะผละไปตามเสียงเรียก
นาคินทร์จึงรีบบอกกว่า “วันพรุ่งนี้พบกันที่วัดนะแม่สร้อย”
สร้อยมณีพยักหน้ารับเขินๆแล้วก็รีบวิ่งจากไปตามเสียงเรียก ร่างสูงสง่ายิ้มพึงใจมองตามร่างอรชรไปจนลับตา
นาคินทร์สะดุ้งลืมตาตื่นพึมพำเรียก “แม่สร้อย”
วงหน้างามสง่าปรากฎแววอาลัยอาวรณ์ ครั้นพอมองไปรอบๆตัว แววอาลัยอาวรณ์ก็เปลี่ยนเป็นโกรธขึ้งทันที
“แค้นของข้าจะต้องได้รับการชำระ” เสียงทุ้มกังวานเข่นเขี้ยวพลางมองจ้องไปที่ร่างน้อยบนเตียง
ณ สถานที่ใดก็ไม่อาจจะรู้ รอบๆตัวเหมือนจะเป็นป่ารกทึบ
ลินจิรายืนหมุนตัวมองไปรอบๆอย่างงุนงง
“เจ้าลิน” เสียงทุ้มกังวานใสดั่งระฆังแก้วดังขึ้นข้างหลัง
หล่อนรีบหมุนตัวหันไปมองทันที
“เอ๊ะ!” สาวน้อยอุทานงุนงง เมื่อเห็นร่างหนึ่งเลือนรางยืนห่างออกไป ทั้งๆที่ดูแล้วก็ไม่ได้ห่างอะไรมากมาย แต่ทำไมหล่อนจึงมองเห็นไม่ชัดเจน เหมือนว่ากำลังมองผ่านแผ่นกระจกขุ่นๆ
ร่างนั้นดูสูงผอมสมส่วน น่าจะเป็นผู้ชาย แต่งกายคล้ายๆภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังตามวัด ด้วยความอยากเห็นผู้ชายคนนั้นให้ชัดๆหล่อนจึงเดินเข้าไปหาเขา
“เมื่อกี้คุณเรียกใครคะ คุณเรียกฉันเหรอ” เสียงหวานใสถามออกไปพลางก้าวเข้าไปหาจนใกล้แค่เอื้อม
“ข้าเรียกเจ้านั่นแหละ เจ้าลิน” เสียงทุ้มกังวานใสตอบพลางเอื้อมมือมาลูบแก้มนวล
ลินจิราเอียงหน้าหนีทันทีพร้อมกับบอกว่า “คุณคงเรียกผิดคนแล้วล่ะค่ะ ฉันชื่อลินจิราค่ะ”
มือขาวเรียวตามมาลูบแก้มอีก “ใช่…เจ้าชื่อลินจิรา และก็เจ้าลินด้วย เจ้าลินๆๆๆๆ”
เสียงเรียกเจ้าลินดังซ้ำๆ สะท้อนกลับไปกลับมาจนลินจิราได้แต่ยืนนิ่งฟังอยู่อย่างนั้น หล่อนนึกอยากจะปฏิเสธ แต่หางเสียงที่ทอดหวานเรียกเจ้าลินนั้นฟังดูไพเราะหวานตรึงจิต ริมฝีปากบางจึงคลี่ยิ้มจางๆ วงหน้าสวยซุกแนบหมอนยิ้มจางๆ
ทำให้แต้วที่เดินเข้ามาปลุกยิ้มอย่างเอ็นดู “คุณลินจี้คะ ตื่นเถอะค่ะ”
แต้วแตะมือเรียวสวยที่โผล่พ้นผ้าห่มออกมาพร้อมกับปลุกอีกครั้ง “คุณลินจี้คะ เดี๋ยวไม่ทันใส่บาตรนะคะ”
“ฮื้อ…กี่โมงแล้วคะพี่แต้ว” เสียงหวานพึมพำถามทั้งๆที่ยังไม่ลืมตา
“จะหกโมงแล้วค่ะ”
ลินจิราลุกพรวด “คะ…จะหกโมงแล้ว” ดวงตากลมโตหันไปมองนาฬิกาปลุกข้างหัวเตียงแล้วก็ทำตาโตยิ่งกว่าเดิม
“ตายแล้ว…จะทันใส่บาตรกับคุณย่ามั้ยเนี่ย”
ร่างบางระหงลุกพรวด พุ่งตัวเข้าห้องน้ำล้างหน้าแปรงฟันอย่างรีบด่วน
แต้วจึงจัดการทำเตียงให้เรียบร้อยแล้วเดินไปหน้าบ้านช่วยจินตนาเตรียมของใส่บาตร
ลินจิราหัวยุ่งนิดๆแต่ดูสวยใสเป็นธรรมชาติหลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จแล้วก็รีบเดินไปหน้าบ้านทันที
“มานี่เร็วลูก พระท่านเดินมานู้นแล้ว” จินตนาร้องเรียกเมื่อเห็นหลานสาวเดินแกมวิ่งมา
“วันนี้คุณลินจี้ตื่นสาย สงสัยเมื่อวานคงจะเพลียจัดจริงๆค่ะ” แต้วแซวยิ้มๆ
จินตนาไม่พูดอะไรรีบยกถาดส่งให้หลานสาว “อธิฐานก่อนลูก”
“ค่ะคุณย่า” ลินจิรารับถาดมาแล้วยกขึ้นอธิฐานตามที่คุณย่าสอน พออธิฐานเสร็จก็ยกถาดลง ถือเอาไว้รอใส่บาตร
พอพระเดินมาถึงทั้งสามคนก็ช่วยกันใส่บาตรจนครบทุกรูป แล้วก็นั่งลงรอฟังพระให้ศีลให้พร
นาคินทร์ซึ่งยืนดูอยู่ห่างๆ ก็ยอบตัวลงคุกเข่าพนมมือฟังพระสวดเช่นเดียวกัน
พอใส่บาตรเสร็จแล้วทั้งสามคนก็ช่วยกันเก็บโต๊ะเก็บถาด
ที่โต๊ะรับประทานอาหารบนตึกใหญ่ นัทชัยนั่งคู่กับจินตนา ส่วนลินจิรานั่งฝั่งตรงข้าม ทั้งสามคนทานอาหารเสร็จแล้ว ลินจิรารีบบอกก่อนที่คุณปู่คุณย่าจะแยกตัวไปว่า “คุณปู่คุณย่าคะ วันนี้ลินจี้ขอกลับดึกนะคะ ลินจี้จะไปปาร์ตี้วันเกิดไมเคิลค่ะ”
“จ้าลูก แต่อย่าดึกมากล่ะ ป้าเป็นห่วง” จินตนาบอกแล้วเอื้อมมือไปจับมือหลานสาวไว้อย่างห่วงใย
“หนูไม่ต้องขับรถไปเองก็ได้นะลูก นั่งแท็กซี่ไปแล้วขากลับโทรให้ลุงไปรับก็ได้นะลูก ขับรถค่ำๆมืดๆคนเดียวมันอันตราย” นัทชัยเสนอ
ลินจิรายิ้มแป้น “ขอบคุณค่ะคุณปู่คุณย่า แต่ไม่ต้องห่วงค่ะขากลับลินจี้ไม่ได้กลับมาคนเดียวค่ะ ส้มแป้นจะกลับมากับลินจี้ด้วยค่ะ ลินจี้นัดกับส้มแป้นไว้แล้วค่ะ”
“อ้อ…งั้นเหรอลูก” จินตนาพยักหน้ารับรู้ นึกดีใจที่เพื่อนของหลานสาวซึ่งบ้านอยู่ติดกันจะกลับมาด้วย จึงคลายความกังวล “งั้นก็ขับรถกลับดีๆนะลูก ป้ากับลุงไปทำงานล่ะ”
สองสามีภรรยาจึงลุกไป
ลินจิราจัดการเก็บจานชามไปวางไว้ในครัว แล้วเดินไปที่เรือนเล็กอาบน้ำแต่งตัวเตรียมตัวไปซื้อของขวัญวันเกิดให้เพื่อนสนิท
ตอนที่ 7 งานเลี้ยงวันเกิดไมเคิล
ภายในผับเล็กๆ ซึ่งเป็นของจอห์นสันเพื่อนสนิทของไมเคิล ถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานวันเกิดของไมเคิล
เจ้าของวันเกิดกำลังเดินทักทายแขกเหรื่อในงาน
ส้มแป้นนั่งแท็กซี่จากที่ทำงานมาถึงหน้าผับ พอลงจากแท็กซี่ก็มองหาลินจิราทันที เพราะนัดกันเอาไว้ว่าจะเจอกันที่หน้าผับ แต่ดูเหมือนว่าเพื่อนยังมาไม่ถึง ส้มแป้นจึงโทรหาลินจิรา
“ลินจี้ถึงไหนแล้ว ฉันรอเธออยู่หน้าผับแล้วนะ”
“ถึงแล้วล่ะ รอแป๊บนะ ฉันหาที่จอดรถก่อน” แล้วลินจิราก็กดตัดสาย พลางมองหาที่จอดรถ
ซึ่งวันนี้รถเยอะเป็นพิเศษเพราะแขกของไมเคิลมีมากมาย
พอหาที่จอดรถได้ ลินจิราก็คว้ากล่องของขวัญรีบล็อกรถแล้วเดินลิ่วๆ ตรงไปหาเพื่อนทันที
“ทางนี้ลินจี้” ส้มแป้นโบกมือเรียก
พอลินจิราเดินไปถึงหล่อนก็รีบจูงมือเพื่อนเข้าไปข้างในทันที
สองสาวช่วยกันมองหาเจ้าของงานท่ามกลางแสงไฟสลัวและแขกเหรื่อมากมาย
“นั่นๆ ไมเคิลอยู่นั่น” ส้มแป้นชี้อย่างจดจำได้แม่นยำ เพราะหล่อนแอบชอบไมเคิลนั่นเอง จึงจดจำลักษณะรูปร่างหน้าตาของชายในดวงใจได้แม้จะเห็นเพียงเสี้ยวหน้า
“ตาดีจังนะเธอ เห็นแค่ข้างหลังยังจำได้แม่นขนาดนี้ ไม่รีบบอกเค้าว่าชอบ ระวังคนอื่นจะคว้าไปนะเธอ” ลินจี้แกล้งแซว
ส้มแป้นเขินจนเผลอตีแขนเพื่อนแก้เขิน “ลินจี้นี่ เงียบๆไว้เลยนะ”
ลินจิรามองเพื่อนยิ้มๆ แล้วจึงจูงมือส้มแป้นเข้าไปทักทายเจ้าของงาน “Hi Micle.”
“Hi Linchee. Hi Orange” ไมเคิลทักทายตอบ เขาเรียกส้มแป้นว่า Orange เพราะออกเสียงง่ายกว่า พร้อมกับเข้าไปกอดและหอมแก้มทักทายแบบฝรั่ง
ทำให้นาคินทร์ซึ่งตามลินจิรามาด้วยมองอย่างไม่พอใจ “ฮึ่ม…ศีลธรรมเสื่อมทรามลงทุกทีๆ แม่หญิงสมัยนี้เหตุใดจึงมิรักนวลสงวนตัวกันเลย น่าชิงชังนักปล่อยให้ชายถูกเนื้อต้องตัวต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ น่าอนาจจริงๆ”
“แฮปปี้เบิร์ดเดย์ค่ะ” สองสาวพูดพร้อมกันแล้วยื่นกล่องของขวัญให้ไมเคิล
“Thank you ครับ” ไมเคิลรับกล่องของขวัญแล้วแกะออกดูทันที เขาแกะกล่องของขวัญของลินจิราก่อน
พอเปิดออกดูข้างในเป็นอุปกรณ์วาดรูป เขาก็อุทานตาโตอย่างถูกอกถูกใจ “Oh! Very good”
แล้วเขาก็เงยหน้าบอกขอบคุณลินจิราอย่างดีใจ “Thank you very much” พลางยื่นหน้ามาจุ๊บแก้มลินจิราแบบธรรมเนียมฝรั่ง
“คุณชอบ ฉันก็ดีใจแล้วล่ะไมเคิล” ลินจิราบอก
ไมเคิลจึงส่งของขวัญให้เพื่อนคนหนึ่งถือไว้ก่อน แล้วเขาก็หยิบกล่องของขวัญของส้มแป้นมาเปิดดู พอเห็นว่าเป็นเน็คไทผ้าไหมลวดลายสีสันถูกใจเขามากเขาก็บอกกับส้มแป้นว่า “Thank you very much”
แล้วเขาก็ยื่นหน้ามาจุ๊บแก้มส้มแป้น “ขอบคุณครับออเร้นท์ ผมชอบมากๆครับ”
ส้มแป้นยิ้มเขินจนหน้าแดง แล้วก็มีแขกคนอื่นเข้ามาทักทายกับไมเคิล สองสาวจึงเลี่ยงออกมา
ลินจิรากับส้มแป้นเลี่ยงไปนั่งที่โต๊ะ บริกรรีบถือถาดเครื่องดื่มเดินโฉบเข้าไปบริการทันที
ส้มแป้นหยิบแก้วค๊อกเทลมาแก้วนึงสำหรับตัวเอง แล้วก็สั่งกับบริกรว่า “น้องขอน้ำส้มแก้วนึงจ๊ะ”
“ครับ” บริกรรับคำแล้วก็เดินออกไป
เพียงครู่เดียวบริกรคนเดิมก็กลับมาพร้อมกับแก้วน้ำส้มวางเสิร์ฟบนโต๊ะ “น้ำส้มครับ”
“Thank you” ลินจิรายื่นทิปส่งให้แล้วก็หยิบน้ำส้มมาดื่ม
“เมื่อไหร่เธอจะบอกไมเคิลไปซักทีว่าเธอชอบเค้า มัวแต่แอบชอบแอบรักอยู่แบบนี้แล้วเมื่อไหร่เขาจะรู้ละส้มแป้น” ลินจิราพูดอย่างหงุดหงิดใจแทนเพื่อน เพราะเธอโตมากับวัฒนธรรมฝรั่ง ถ้าชอบใครก็บอกตรงๆไม่ต้องมีแอบมีซ่อน
“จุ๊ๆ เบาๆซิลินจี้” ส้มแป้นยกนิ้วจุ๊ปากห้ามปราม พร้อมกับเขยิบไปนั่งชิดกับเพื่อน
“เธอโตมากับวัฒนธรรมอเมริกัน แต่ฉันโตมากับวัฒนธรรมไทยนะ เธอก็รู้ผู้หญิงไทยร้อยเปอร์เซ็นแบบฉันจะทำอย่างที่เธอว่าไม่ได้หรอก จะให้ฉันเดินไปบอกไมเคิล Hey!…Micle…I love you… แบบที่เธอว่าน่ะ ฉันทำไม่ได้หรอก เกิดไมเคิลเค้าบอกว่าเค้าไม่ได้รักฉัน ฉันก็แย่ซิลินจี้ ฉันคงไม่กล้ามองหน้าเค้าอีกแน่ๆถ้าเขาพูดแบบนั้น” ส้มแป้นว่าแล้วก็มองตามไมเคิลที่ยังทักทายแขกอย่างเป็นกันเอง
ลินจิราได้แต่ถอนหายใจอย่างหงุดหงิด “ตามใจเธอ แต่ถ้าเกิดไมเคิลแต่งงานกับคนอื่นเธอจะว่าฉันไม่บอกไม่ได้นะ ผู้หญิงที่อยากจีบไมเคิลมีตั้งเยอะแยะ ชอบก็แค่บอกว่าชอบ ไม่ชอบจะได้หันไปมองผู้ชายคนอื่นแทน…”
ลินจิราพูดยังไม่ทันจบจอห์นสันก็เดินเข้ามา “Hi Linchee. Hi Orange”
แล้วจอห์นสันก็จะเข้าไปนั่งข้างๆลินจิรา แต่ก็ต้องเบรกพรึ่ด! เพราะจู่ๆเขาก็รู้สึกเหมือนกับว่าที่นั่งข้างๆลินจิราร้อนวูบขึ้นมาทันทีทันใด เขาจึงเลี่ยงไปนั่งข้างส้มแป้นแทน
สองสาวทักทายจอห์นสันพร้อมกันว่า “Hi John”
สองสาวมองกริยาที่จอห์นสันเปลี่ยนไปนั่งเก้าอี้อีกตัวอย่างงงๆ
“สบายดีมั้ยครับคนสวย” จอห์นสันถามทั้งสองคน แต่ส่งสายตาหวานเชื่อมให้ลินจิรา
ลินจิราเพียงยิ้มตอบตามมารยาทว่า “สบายดีค่ะ”
ส่วนส้มแป้นก็ตอบตามมารยาทว่า “สบายดีค่ะ”
“ไปเที่ยวเชียงรายสนุกมั้ยครับลินจี้” จอห์นสันถามพลางเอื้อมมือไปแตะปลายนิ้วลินจิราบนโต๊ะ
นาคินทร์มองจอห์นสันอย่างไม่ชอบใจ จนคนถูกมองรู้สึกร้อนๆหนาวๆพิกล แต่เพราะต้องการคุยกับหญิงสาวที่เขาชอบเขาจึงฝืนทนเอาไว้
ลินจิราค่อยๆดึงมือตัวเองออกแล้วทำเป็นยกแก้วน้ำส้มขึ้นจะดื่มอย่างเนียนๆ
“ก็สนุกดีค่ะ” หล่อนตอบพลางยกแก้วน้ำส้มขึ้นจิบ
นาคินทร์จ้องจอห์นสันเขม็ง ไอนาคราชแผ่พุ่งเข้าใส่จนจอห์นสันรู้สึกร้อนรุ่มเหงื่อออกท่วมตัวประหนึ่งว่ากำลังยืนอยู่กลางทะเลทรายยามเที่ยงวันยังไงอย่างงั้น
“เอ…ทำไมตรงนี้มันร้อนขนาดนี้ละ” จอห์นสันพึมพำกับตัวเองพร้อมกับหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อ
“เอ๊ะ! คุณเป็นอะไรคะจอห์น ทำไมเหงื่อท่วมตัวขนาดนี้ล่ะคะ ไม่สบายรึเปล่าคะ” ส้มแป้นทักพร้อมกับมองอย่างเป็นห่วง
แล้วหล่อนก็เอาหลังมือแตะแขนจอห์นสัน “อุ้ย!…ตัวร้อนๆนะคะจอห์น”
ลินจิรามองอย่างเป็นห่วงเช่นกัน หล่อนรีบหันไปเรียกบริกรคนนึงที่อยู่ใกล้ๆ “น้องๆ มานี่ซิ”
บริกรรีบเดินมาทันที “ครับ” เขาเลือกที่จะไปยืนข้างๆส้มแป้นแทน
ส้มแป้นจึงรีบบอกว่า “เจ้านายน้องท่าจะไม่ค่อยสบายนะรีบพาไปพักผ่อนก่อนดีกว่า ในนี้แอร์คงจะหนาวเกินไปจนไข้ขึ้นล่ะมั้ง”
บริกรคนนั้นหันไปมองเจ้านายตัวเองอย่างงงๆและเป็นห่วง “คุณจอห์นสันครับ ไม่สบายเหรอครับ”
จอห์นสันมองหน้าลูกน้องตัวเอง “ไม่รู้ซิ มันร้อนๆยังไงไม่รู้ แอร์เสียรึเปล่า”
บริกรมองไปที่ช่องแอร์ เห็นริบบิ้นหน้าแอร์ยังพัดไหวๆ อากาศก็เย็นเป็นปกติดี “แอร์ยังทำงานดีอยู่เลยครับ อากาศก็ไม่ร้อนนะครับ ออกจะหนาวกว่าปกติด้วยครับ เพราะวันนี้แขกเยอะเลยต้องเร่งแอร์แรงกว่าทุกวันครับ”
จอห์นสันพยักหน้าพลางยกผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อตัวเองอีกครั้ง “สงสัยไอคงจะไม่สบายจริงๆมั้ง ถึงได้รู้สึกร้อนอย่างนี้”
แล้วเขาก็หันไปพูดกับสองสาวว่า “ผมคงจะไม่สบายจริงๆ คงต้องขอตัวก่อนนะครับ แล้วพบกันใหม่นะครับลินจี้ ออเร้นท์”
แล้วจอห์นสันก็ลุกไป บริกรคนนั้นก็เดินตามเจ้านายไปอย่างเป็นห่วง
หลังจากนั้นก็ถึงเวลาร้องเพลงเป่าเค้กวันเกิด พอไฮไลท์ของงานจบลงส้มแป้นกับลินจิราก็ไปลาเจ้าของงาน
ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน ส้มแป้นก็หันไปมองเบาะข้างหลังบ่อยๆ จนลินจิราอดถามไม่ได้ว่า “เป็นไรส้มแป้น ฉันเห็นเธอมองข้างหลังบ่อยๆ มีรถใครขับตามมาเหรอ”
แล้วลินจิราก็เหลือบมองกระจกมองข้างทั้งซ้ายขวาแล้วก็กระจกมองหลัง “ก็ไม่เห็นมีรถใครขับตามมาซักหน่อยนี่”
ส้มแป้นหันไปมองเบาะหลังอย่างหวาดๆ แล้วก็หันไปบอกเพื่อนว่า “ไม่รู้ซิ ฉันรู้สึกเหมือนมีใครนั่งอยู่ข้างหลังอย่างงั้นแหละ”
ลินจิราชะงักกึก! หล่อนก็รู้สึกเหมือนกับส้มแป้นนั่นแหละ แต่ไม่อยากทำให้เพื่อนกลัวจึงรีบกลบเกลื่อนว่า “ฮื่อ…คิดมากน่า เธอก็เห็นอยู่ว่ามีใครซะที่ไหนล่ะ”
จะว่าไปความรู้สึกนี้มันเริ่มรู้สึกได้ตั้งแต่ที่หล่อนออกจากเรือนศิลานั่นแล้วล่ะ รู้สึกเหมือนมีใครซักคนคอยมองตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปทางไหนก็รู้สึกเหมือนมีใครซักคนติดตามไปด้วยเสมอ แต่หล่อนไม่เชื่อเกี่ยวกับเรื่องผี วิญญาณหรือสิ่งลี้ลับใดๆทั้งสิ้น หล่อนเชื่อในเรื่องที่พิสูจน์ได้ จับต้องได้
ส้มแป้นเห็นเพื่อนทำหน้าเฉยๆ จึงพยายามเลิกกลัว “พรุ่งนี้เช้าฉันตื่นไปใส่บาตรกับเธอนะ”
“ตื่นไหวเหรอ” ลินจิราเหลือบมองเพื่อนแว๊บนึง “นึกยังไงถึงจะตื่นเช้าไปใส่บาตรล่ะ เห็นทุกทีตื่นเกือบเจ็ดโมงนี่”
“ก็แบบว่าอยากจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลเผื่อแผ่ให้ใครๆที่เขาตามมาขอส่วนบุญอ่ะ” ส้มแป้นบอกแล้วเหลือบมองไปข้างหลังพลางลูบแขนตัวเองไปมา
ลินจิราหัวเราะขำๆ “อ๋อ…เธอคิดว่ามีผีตามมาขอส่วนบุญพวกเราเหรอ ถึงคิดจะตื่นแต่เช้าไปใส่บาตรเนี่ย”
ส้มแป้นดุเพื่อนทันที “ลินจี้! กลางค่ำกลางคืนเขาห้ามพูดถึงผ…” หล่อนไม่กล้าพูดคำว่าผีจึงรีบเลี่ยงคำ “พวกแบบนั้น เขาถือรู้มั้ย”
ส่วนนาคินทร์ก็ไม่พอใจทันที ที่จู่ๆถูกเพื่อนหญิงของลินจิราเหมาว่าเป็นผี
ฮึ่ม…แม่คนนี้นี่! หาว่าข้าเป็นผีมาขอส่วนบุญเสียได้
ดวงตาแดงเจิดจ้าจึงฉายแววกรุ่นโกรธจ้องมองส้มแป้นเขม็ง
“อึ๊ย…ทำไมจู่ๆก็ขนลุกแบบนี้ล่ะ” ส้มแป้นพึมพำกับตัวเองพลางลูบแขนตัวเองไปมา สายตาชำเลืองมองไปข้างหลังอย่างหวาดๆ นึกในใจว่า อย่ามาหลอกมาหลอนหนูเลยนะคะ พรุ่งนี้หนูจะใส่บาตรทำบุญไปให้นะคะ
ลินจิราเหลือบมองเพื่อนอย่างขำๆปนสงสาร หล่อนรู้ดีว่าส้มแป้นเป็นคนขวัญอ่อนมากจึงพยายามไม่พูดอะไรที่จะทำให้เพื่อนหวาดกลัวไปมากกว่านี้ ขนาดหนังผีไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่ยังทำให้เพื่อนของหล่อนผวาจนนอนไม่หลับไปซะหลายคืน
จนถึงหน้าบ้านส้มแป้น เจ้าของบ้านก็รีบลงจากรถทันที “พรุ่งนี้เจอกันจ้า อย่าลืมโทรมาปลุกฉันด้วยนะลินจี้”
“จ้า” ลินจิรารับคำแล้วยิ้มขำๆ
“อย่าลืมนะ” ส้มแป้นย้ำอีกครั้ง
ลินจิราจึงยกมือโอเคให้ “โอเค ไม่ลืมแน่ๆ”
ส้มแป้นล้วงกุญแจบ้านไขประตูรั้วบานเล็ก หล่อนผลักประตูเข้าไปแล้วก็ล็อกกุญแจพลางโบกมือให้เพื่อน “Good night.”
“Good night.” ลินจิราโบกมือตอบแล้วขับรถออกไป
ภายในเรือนเล็ก ลินจิราเดินเข้าห้องนอนไป หล่อนผลักประตูห้องน้ำเปิดไฟแล้วก็เดินไปเปิดน้ำอุ่นใส่อ่าง
นาคินทร์รู้ว่าลินจิราจะอาบน้ำจึงไม่ได้เดินตามเข้าไปในห้องนอนด้วย เขาเดินไปนั่งที่โซฟารอจนกว่าเจ้าของบ้านจะอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย ระหว่างรอเขาก็เดินไปหยิบอัลบั้มรูปของสาวน้อยที่วางเรียงอยู่บนชั้นมาเปิดดู เป็นรูปตั้งแต่แรกคลอดจนถึงปัจจุบัน เรียงลำดับวันเดือนปีอย่างเป็นระเบียบ
จนกระทั่งได้ยินเสียงหวานใสสวดมนต์ดังแว่วมา เขาจึงเก็บอัลบั้มรูปเข้าที่แล้วเดินเข้าไปในห้องนอน
ลินจิราก้มลงกราบบนหมอนเสร็จแล้วก็ตวัดผ้าห่มออก สอดตัวลงไปนอนใต้ผ้าห่มนุ่ม ดวงตาคู่สวยหลับพริ้ม ไม่นานนักสาวน้อยก็หลับสนิท
นาคินทร์เดินไปนั่งบนเตียงข้างร่างบางอรชรใต้ผ้าห่มนุ่ม มือขาวเรียวลูบเส้นผมนุ่มสลวยแผ่วเบา เขาจ้องมองวงหน้าสวยใสแววตาอ่อนโยน นิ้วขาวเรียวไล้พวงแก้มนุ่มไปมา แล้วมือเรียวนุ่มนิ่มก็เลื่อนออกจากผ้าห่มมาทาบทับบนมือของเขา
นาคินทร์สะดุ้งตกใจ “โอ๊ะ!”
เสียงหวานละเมอพึมพำเบาๆ “แม่ขาลินจี้รักแม่นะคะ”
นาคินทร์ลอบถอนหายใจ “เฮ้อ…นอนละเมออีกแล้วนะเจ้าลิน”
ลินจิราละเมอไขว้คว้าสะเปะสะปะ พอคว้าเจอท่อนแขนของนาคินทร์เข้า หล่อนก็ดึงแขนข้างนั้นมากอดแน่น
ทำให้นาคินทร์ถลาล้มลงจะทับตัวสาวน้อย “โอ๊ะ! เจ้าลิน”
เขารีบใช้มืออีกข้างยันตัวไว้ไม่ให้ล้มลงไป จึงกลายเป็นว่าตัวเขากำลังคร่อมอยู่บนตัวสาวน้อยจอมนอนละเมอ ใบหน้างามสง่าอยู่ห่างจากวงหน้าหวานแค่คืบ
เขาจ้องมองวงหน้าสวยคลี่ยิ้มน้อยๆอย่างสุขใจ ทำให้เขาเผลอยิ้มโดยไม่รู้ตัว
นาคินทร์ลอบถอนหายใจแผ่วเบา “เฮ้อ…” แล้วเขาก็ยันตัวเองผละออกมานอนตะแคงข้างร่างบางอรชร ยอมให้หล่อนนอนกอดแขนเขาเอาไว้อย่างนั้น เขานอนมองวงหน้าสวยหลับพริ้มยิ้มละมัยแล้ววางมือทาบลงบนมือเรียวนุ่มนิ่มที่กอดแขนเขาแน่น
ตอนที่ 8 เจ้าต้องชดใช้!
ใต้ร่มไม้ใหญ่ ลินจิรากำลังนอนหนุนตักมารดาอยู่ ส่วนบิดากำลังนั่งทานแซนวิซอยู่ข้างมารดา หล่อนคุยจ้อถึงเรื่องเพื่อนที่มหาวิทยาลัยอย่างสนุกสนาน ทั้งสองฟังหล่อนคุยแล้วก็ยิ้มไปหัวเราะไป
ฉับพลัน! จู่ๆก็มีลมพัดแรง พัดทุกสิ่งทุกอย่างหายไป เหลือเพียงหล่อนยืนอยู่เดียวดายกลางทุ่งกว้าง
“Dad! Mom!” หล่อนตะโกนเรียกหาแต่ก็ไม่มีเสียงใดๆตอบกลับมา
แล้วลมก็พัดมาอีกวูบหนึ่ง เบื้องหน้ามีพญานาคตนหนึ่งขดซ้อนกันเป็นวงสูงจนต้องแหงนหน้ามอง
หล่อนตกใจกลัวอุทานลั่น “Snake!”
แล้วจิตใต้สำนึกก็บอกหล่อนว่า Not snake. This is a naga. (ไม่ใช่งูแต่เป็นพญานาค) หล่อนเงยหน้ามองสำรวจพญานาคอย่างตะลึง!
พญานาคชูคอยื่นหน้าเข้ามาใกล้ หล่อนรีบยกแขนขึ้นป้องกันตัว ตากลมโตเบิกกว้างอย่างตกใจ “Oh no!…Don’t eat me!” (ไม่นะ!…อย่ากินฉันนะ!)
เสียงทุ้มกังวานใสกล่าวว่า “เจ้าลิน เจ้าจะต้องชดใช้สิ่งที่บรรพบุรุษของเจ้ากระทำไว้กับข้า”
“ชดใช้อะไรล่ะ ไม่เอานะ อย่ามายุ่งกับฉันนะ” แล้วลินจิราก็พุ่งตัววิ่งหนีพญานาค
พญานาคจึงไล่ตามไป “เจ้าหนีข้ามิพ้นหรอก เจ้าลิน”
“ไม่เอานะ อย่าตามมานะ ไปให้พ้นนะ” หล่อนวิ่งหนี แต่พญานาคก็ยังตามหล่อนอย่างไม่ลดละ หล่อนหันกลับไปมอง แต่พญานาคก็ยังตามมา หล่อนจึงหยุดวิ่ง แล้วหันกลับไปเผชิญหน้ากับพญานาคตนนั้น
“หยุดนะ! ฉันบอกว่าอย่าตามฉันมา ไม่ได้ยินรึไง!” ดวงตากลมโตวาวโรจน์อย่างเริ่มโกรธ จ้องมองดวงตาแดงเจิดจ้าเขม็ง “อย่าตามมานะ! ถ้าตามมาล่ะก็…จะจับขอดเกล็ดรูดกับใบข่อยให้เกลี้ยงเล้ย! คอยดูซิ!”
พญานาคโวยวายคำรามลั่น “จ๊ากกกกกก!!!!!! ข้าคือพญานาคนะ! ไม่ใช่ปลาไหลนะเจ้าลิน! จะได้จับขอดเกล็ดรูดกับใบข่อยอย่างที่เจ้าว่า ข้าเป็นถึงจ้าวแห่งนาคราชเชียวนะ!”
ดวงตาแดงเจิดจ้าวาววาบอย่างกรุ่นโกรธ จ้องมองร่างบางระหงอรชรดุดัน “หนอย…เห็นข้าใจดีด้วยเลยไม่กลัวกันเลยใช่มั้ย ดีล่ะ! งั้นข้าจะแสดงให้เจ้าดูว่าพญานาคเช่นข้าเป็นเช่นไร”
แล้วพญานาคก็พุ่งเข้าไปรัดตัวลินจิราเหมือนงูเหลือมรัดเหยื่อ
“กรี๊ด!…” ลินจิรากรี๊ดลั่นพยายามดิ้นรนสุดฤทธิ์
“เจ้าหนีข้ามิพ้นหรอกเจ้าลิน หึๆๆๆ” แล้วพญานาคก็ยื่นหน้าเข้าไปชิดใบหน้าสวย
“ไม่นะ ออกไปนะ ไม่!” ลินจิราดิ้นสุดแรง พลั่ก!
“โอ๊ย!” นาคินทร์กระเด็นตกเตียง
พร้อมกับลินจิราผุดลุกขึ้นนั่งเหงื่อซึมเต็มหน้า หล่อนลืมตามองไปรอบๆตัวอย่างงุนงง “ฝันเหรอ”
มือเรียวนุ่มเสยเส้นผมยาวที่ระหน้าไปไว้ข้างหลัง “ฝันบ้าอะไรก็ไม่รู้ น่ากลัวจัง” หล่อนพึมพำกับตัวเอง
วิ๊ง……………..
นาคินทร์ผุดลุกขึ้นยืนอย่างโมโห “เจ้าลิน! เจ้าเป็นอะไรถึงผลักข้าเสียตกเตียงเช่นนี้!”
“อุ้ย!” ลินจิราตกใจหันขวับไปมองทันที พอเห็นว่าเป็นคนยืนอยู่ หล่อนก็ตกใจอีกรอบ “ใครน่ะ!”
หล่อนผงะถอยไปชิดหัวเตียงทันที แล้วเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟ แสงไฟสว่างพรึ่บ! สาดส่องให้เห็นร่างนั้นชัดเจน หล่อนจ้องมองอย่างตื่นตะลึง!
นาคินทร์จ้องมองกลับอย่างดุดัน
ลินจิรารีบถลาลงจากเตียง พร้อมกับคว้านาฬิกาปลุกมาถือไว้มือหนึ่ง อีกมือก็คว้าสมาร์ทโฟนกดโทรหาตำรวจทันที
“ออกไปนะไอ้ขโมย! แกเข้ามาในนี้ได้ยังไง ออกไปเดี๋ยวนี้นะ!” เสียงหวานใสตวาดไล่ดังลั่น
นาคินทร์ถอนหายใจ “เฮ้อ…” แล้วนึกในใจว่า คงต้องคุยกันยาว… “เจ้าลิน ฟังข้าก่อน”
ลินจิราไม่ได้ฟังเลยแม้แต่น้อย หล่อนตวาดใส่อีกครั้ง “ออกไปนะไอ้ขโมย ถ้าแกไม่รีบออกไปตำรวจมาลากแกเข้าคุกแน่!”
นาคินทร์จึงโบกมือวูบ สมาร์ทโฟนกับนาฬิกาปลุกก็ลอยวูบมาอยู่ในมือของเขา
“เอ๊ะ!” ลินจิราตกใจก้มลงมองมือตัวเอง “โทรศัพท์…นาฬิกา…” หล่อนพึมพำอย่างงงๆ
“ข้ามิใช่ขโมย” นาคินทร์บอกหนักแน่น
ลินจิราเงยหน้ามองเขาอย่างหวาดหวั่น แล้วมองของสองสิ่งที่อยู่ในมือเขา
“แกเอาไปได้ยังไง” เสียงหวานอุทานถามเบาหวิว
นาคินทร์โบกมือวูบ ของทั้งสองอย่างก็ลอยไปวางตรงหน้าทีวี
เรือนร่างบางระหงค่อยๆสั่นเทาอย่างหวาดกลัวต่อเรื่องพิลึกพิลั่นที่เห็นเต็มสองตา ไม่ใช่มายากลแน่ๆ
“แก…ปะ…เป็น…คะ…ใคร” หล่อนถามเสียงสั่น
“ข้าคือนาคินทร์ พญานาคราช” แล้วนาคินทร์ก็กลายร่างจากรูปกายทิพย์คืนสู่ร่างนาคราช
ลินจิรามองพญานาคที่ขดร่างซ้อนกันเป็นวงเหมือนภาพบนผนังในเรือนศิลาไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่นิดเดียว หล่อนตกตะลึงเข่าอ่อนจนนั่งแปะลงกับพื้น ตาจ้องมองพญานาคตะลึงลาน!
วงหน้าสวยซีดเผือด ได้แต่จ้องมองพญานาคอยู่อย่างนั้น
นาคินทร์เห็นสาวน้อยตกใจหน้าซีดแข้งขาอ่อนแต่ไม่ถึงกับเป็นลมล้มพับ ก็เอ่ยชมว่า “เจ้าใจแข็งดีนี่”
แล้วเขาก็เปลี่ยนจากร่างนาคราชเป็นร่างทิพย์ แล้วเดินเข้าไปหาหล่อน
“เจ้าลิน ลุกไหวมั้ย” เสียงทุ้มกังวาลถามอย่างเป็นห่วง
ลินจิรามองเขาอย่างหวาดกลัว ใจสั่งให้วิ่งหนีสุดชีวิต แต่ร่างกายกลับไม่มีแรงแม้แต่จะขยับนิ้ว มีเพียงเสียงหวานสั่นเทาเบาหวิวหลุดจากปาก “ยะ…อย่า…ขะ…เข้า…มานะ”
นาคินทร์ยิ้มพรายขำๆ เขาก้มลงกระซิบข้างหูสาวน้อยว่า “อย่ากลัวไปเลยเจ้าลิน ข้ายังมิทำอะไรเจ้าหรอก”
แล้วเขาก็ช้อนอุ้มร่างบางระหงขึ้นมามาวงแขน
ลินจิราพยายามจะผลักเขาออก แต่กลับไม่มีแรงเลยซักนิด “ยะ…อย่านะ”
นาคินทร์อุ้มลินจิราไปวางบนเตียงนอน แล้วก็ห่มผ้าให้ จากนั้นเขาก็ถอยมานอนตะแคงข้างๆสาวน้อย แล้วก็เอื้อมมือไปปัดปอยผมให้พ้นวงหน้าสวย
ทุกการกระทำอ่อนโยนนุ่มละมุนมิได้จาบจ้วงล่วงเกินแม้แต่นิดเดียว ทำให้ลินจิราค่อยๆคลายความหวาดกลัว พอเริ่มมีแรง หล่อนก็ค่อยๆเขยิบตัวออกห่าง
นาคินทร์เห็นเช่นนั้นก็นึกอยากแกล้ง เขาจึงเขยิบตัวตามไป “เจ้าจะเขยิบหนีข้าไปไหนล่ะ”
“เอ่อ…” ลินจิราเขยิบไปอีก
นาคินทร์ก็แกล้งเขยิบตามไปอีก หล่อนก็เขยิบออกห่างอีกจนเกือบจะตกเตียง
เขารีบรวบตัวสาวน้อยใต้ผ้าห่มหนาทันที
“ว๊าย!” ลินจิราพยายามผลักเขาออก
“เจ้าเขยิบหนีข้าจนเกือบจะตกเตียงแล้วรู้มั้ย” นาคินทร์บอก แล้วก็แกล้งขู่ว่า “ถ้าเจ้ายังคิดจะเขยิบหนีข้าเช่นนี้ ข้าจะกินเจ้าเสียเลย”
“อย่านะ! ไม่หนีแล้ว อย่ากินฉันนะ” ลินจิราหลับตาปี๋ กำผ้าห่มเอาไว้แน่น
“หึๆๆๆๆ” นาคินทร์หัวเราะขำท่าทางของสาวน้อย
ลินจิราลืมตามามองเขาพร้อมกับพูดขอร้องว่า “อย่ากินฉันเลยนะคะ ถ้าคุณหิวเดี๋ยวฉันหาอะไรให้คุณกินก็ได้ แต่อย่ากินฉันเลยนะคะ”
นาคินทร์ยิ้มพราย “ข้ายังไม่หิวหรอกเจ้าลิน”
ลินจิราสะดุดใจกับคำว่าเจ้าลิน จึงจ้องหน้าเขาเขม็งอย่างลืมกลัว “ทำไมคุณถึงเรียกฉันว่าเจ้าลินคะ”
นาคินทร์สบตากับดวงตากลมโต “มิรู้ซิ จู่ๆคำว่าเจ้าลินก็ผุดขึ้นมาในหัวข้าตอนที่ข้าได้ยินชื่อของเจ้า ข้าจึงเรียกเจ้าว่าเจ้าลินยังไงล่ะ เจ้ามิชอบหรือ ข้าว่าฟังแล้วไพเราะออก เจ้าลิน…เจ้าลิน…เจ้าลิน…” หางเสียงทอดหวานจนคนฟังหน้าแดง ก้มหน้าซุกผ้าห่มใจเต้นแรงตึกๆ
นาคินทร์ยิ้มละไมอย่างอ่อนโยน “เมื่อครู่เจ้าผลักข้าตกเตียง เจ้าเป็นอะไรไปหรือเจ้าลิน หรือว่าเจ้าฝันร้าย”
ลินจิรานึกถึงความฝันแล้วก็หน้าแดงกว่าเดิม ความฝันก็เป็นแค่ความฝันนั้นแหละ หล่อนบอกตัวเอง
พลัน! ก็นึกขึ้นได้ว่า “เอ๊ะ! เมื่อกี้นี้คุณบอกว่าฉันผลักคุณตกเตียงงั้นเหรอ” ดวงตากลมโตจ้องหน้าเขาเขม็ง
นาคินทร์พยักหน้า “ใช่แล้ว เจ้าผลักข้าแรงมากจนข้าตกเตียงเลยเชียวล่ะ”
“แล้วนี่คุณเข้ามาอยู่ในห้องของฉันได้ยังไง!” เสียงหวานใสเข้มขึ้น เตรียมเอาเรื่องผู้บุกรุกอย่างลืมตัวว่าสถานการณ์ตัวเองเป็นรองเขาอยู่
“คุณเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเข้ามายังไง เข้ามาทำไม แล้วคุณมาจากไหน ทำไมถึงต้องเข้ามาบ้านฉันด้วย!” หล่อนถามเป็นชุดดวงตาวาววับ
นาคินทร์ยิ้มขำ ดุเป็นแม่เสือขึ้นมาเชียวนะเจ้าลิน เมื่อกี้ข้ายังเห็นเจ้ากลัวจนหน้าซีดอยู่เลย หึๆๆๆ
เขาเอานิ้วเขี่ยแก้มนุ่ม ลินจิรารีบเอียงหน้าหนีพร้อมกับดึงผ้าห่มขึ้นมาบังแก้มอย่างหวงตัว
นาคินทร์จึงแกล้งเลื่อนมือไปโอบเอวแทน ร่างบางระหงตัวเกร็งทันที
แม้จะมีผ้าห่มหนากั้นไว้แต่หล่อนก็รู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมา จะดิ้นแผลงฤทธิ์ก็กลัวจะถูกจับกิน จึงได้แต่นอนนิ่งไม่กล้ากระดุกกระดิกมาก แต่ตากลมโตยังคงจ้องมองเขาตาวาวอย่างเอาเรื่อง
“เจ้าเป็นผู้ปลดปล่อยข้าออกมาจากเรือนนั้นเองนะ เจ้าจำได้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง” นาคินทร์ถาม ทอดหางเสียงนุ่มนวล
ลินจิราทำหน้างงๆ “ปล่อยคุณออกมาจากเรือน…เรือนอะไรคะ”
“เรือนศิลายังไงล่ะ” นาคินทร์บอก
แต่ลินจิราก็ยังทำหน้านึกไม่ออก เขาจึงรีบบอกเพิ่มว่า “ที่ดินผืนที่เจ้าเพิ่งซื้อไว้ที่เชียงรายยังไงล่ะ”
“อ๋อ…บ้านหินร้างนั่นเอง” ลินจิรานึกออกแล้ว “คุณจะบอกว่าคุณคือนากะตัวที่อยู่บนผนังนั่นน่ะเหรอคะ”
“ใช่ ข้าคือนากะตนนั้นแหละ” นาคินทร์พยักหน้ารับ
“แล้วคุณออกมาได้ยังไงคะ” ลินจิราถามเหมือนอยากรู้ แต่ในใจกลับคิดว่าถ้าออกมาได้ มันก็ต้องมีวิธีกลับไปอยู่ในนั้นได้เหมือนเดิมแหละ คอยดูนะถ้ารู้วิธีเมื่อไหร่ จะเอากลับไปขังลืมไม่ให้ออกมาได้เลยเชียว ฮึ่ม!
“เลือดของเจ้าไงที่ช่วยปล่อยข้าออกมา”
“แล้วทำไมคุณถึงไปอยู่บนผนังได้ล่ะคะ หรือว่าที่นั่นคือบ้านของคุณคะ” ลินจิราแอ๊บใสซื่อเต็มพิกัด ทำตาแบ๊วสุดฤทธิ์
“ที่นั่นคือคุก!…ที่คุมขังข้าต่างหาก” เสียงทุ้มเข้มขึ้น
ความโกรธแค้นแล่นขึ้นเป็นริ้วๆ “บรรพบุรุษ…” นาคินทร์ชะงักกึก!
แล้วเขาก็รีบพูดว่า “แม่หญิงนางหนึ่งเคยให้คำสัตย์ต่อข้าไว้ว่าจะแต่งงานกับข้า แต่พอถึงวันสยุมพร นางกลับหนีข้าไป นางพาครอบครัวของนางหนีไปพร้อมกับนางด้วย ข้าเฝ้าตามหานางหลายปีจนพบว่านางแต่งงานแล้วกับผู้ชายชาวมนุษย์เหมือนกับนาง” น้ำเสียงของเขาเศร้าจนคนฟังสะท้านไปทั้งใจ
“เมื่อข้าได้พบกับนางอีกครั้ง นางมีบุตรธิดาหลายคน นางหวาดกลัวข้ามากเมื่อเราทั้งสองได้พบกัน ข้าเพียงต้องการจะถามถึงเหตุผลว่าเพราะเหตุใดนางจึงหนีข้าไป วันนั้นข้าจำได้ดีมิมีวันลืม นางหลอกข้าเข้าไปในเรือนนั้น แล้วนางก็กักขังข้าเอาไว้ในห้องนั้น นางขังข้าไว้ด้วยเลือดของนางเอง!”
ดวงตาแดงเจิดจ้า แดงก่ำด้วยแรงโทสะ ทั้งรัก เสียใจ เศร้าใจ และโกรธแค้นสุดจะบรรยาย
ลินจิรามองเขาอย่างเห็นใจ เศร้าใจ สงสาร จึงเอื้อมมือไปลูบใบหน้าขาวงามสง่าที่กำลังขบกรามข่มอารมณ์ตนเองไว้อย่างยิ่งยวด
“ถ้าคุณอยากจะร้องไห้ก็ร้องออกมาเถอะค่ะ ลินจี้จะคอยเช็ดน้ำตาให้คุณเอง” หล่อนค่อยๆโน้มใบหน้าของเขาให้เลื่อนมาซุกอกตัวเอง หล่อนปลอบเขาหมือนอย่างที่แม่เคยปลอบหล่อน
นาคินทร์ซุกหน้าแนบกับอกสาวน้อย ภาพความทรงจำต่างๆแล่นหวนมาอีกครั้งอย่างแจ่มชัด แม้จะไม่มีน้ำตารินไหล แต่ร่างสูงสง่าก็สั่นไหวสั่นสะท้านประดุจดังกำลังร้องไห้
มือเรียวสวยนุ่มนิ่มโอบกอดลูบหลังลูบไหล่เขาปลอบประโลม พลางคิดในใจว่า ฉันขอโทษนะคะที่คิดจะจับคุณไปขังอีกครั้ง หล่อนลูบหลังเขาไปมา จนเผลอหลับไป
ส่วนนาคินทร์ก็รู้สึกว่าอ้อมแขนน้อยๆที่พยายามปลอบโยนเขานั้น ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นจริงๆ
เหมือนเขาได้ปลดปล่อยความรู้สึกแย่ๆ ออกไปจนเกือบหมดสิ้น เขาเผลอหลับไปเมื่อไหร่ก็ไม่อาจจะรู้ได้เหมือนกัน วงแขนแกร่งโอบกอดเรือนร่างน้อยใต้ผ้าห่มหนาแนบแน่น
วิ๊ง……………………….
นิมิตรที่เกิดขึ้นในชั่ววินาทีที่นาคินทร์ถูกผลักตกเตียง ทำให้เขาหันไปมองลินจิราที่ผุดลุกขึ้นนั่งหอบหายใจเหงื่อซึมเต็มหน้า
ลินจิราหันขวับไปมอง รู้สึกได้ว่าเหมือนมีใครมองอยู่
วินาทีนั้น! ร่างสูงงามสง่าก็เลือนหายไป
ลินจิราเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟ แสงไฟสาดส่องสว่างไสวไปทั่วห้อง หล่อนมองไปรอบๆตัว พลางถอนหายใจ “เฮ้อ…ฝันไปเหรอเนี่ย น่ากลัวชะมัด”
หล่อนเหลือบมองนาฬิกาปลุกบอกเวลาว่าตีห้าครึ่ง หล่อนจึงลุกขึ้นเดินออกไปนอกห้อง
นาคินทร์ปรากฎกายขึ้นอีกครั้งเมื่อเจ้าของห้องพ้นประตูออกไป
ลินจิราเดินไปเปิดตู้เย็นพลางปิดปากหาวไปด้วย หล่อนสะบัดหัวไปมาให้คลายความง่วงแล้วรินน้ำเย็นใส่แก้ว ได้น้ำเย็นเข้าไปทำให้รู้สึกตื่นตัวขึ้นมาหน่อย แล้วหล่อนก็เดินกลับเข้าไปในห้องนอน หยิบสมาร์ทโฟนมากดโทรปลุกส้มแป้น
หลังจากใส่บาตรแล้วลินจิราก็กลับไปนอนต่อ
ตอนที่ 9 รู้สึกเหมือนมีใครอยู่ด้วย
เกือบเที่ยงลินจิราตื่นนอนสดชื่นกว่าเมื่อเช้า หล่อนลุกขึ้นเดินไปหยิบบอร์ดสเก็ตภาพกับดินสอแล้วเดินไปนั่งที่โซฟาริมผนังกระจก หล่อนลงมือสเก็ตภาพบ้านโบราณที่ฝันเห็น
แต้วเคาะประตูห้องนอนแล้วเรียก “คุณลินจี้คะ ตื่นหรือยังคะ”
ลินจิราชะงัก! หันไปทางประตูห้องนอน “ตื่นแล้วค่ะพี่แต้ว พี่แต้วมีอะไรเหรอคะ”
แต้วจึงเปิดประตูห้องแล้วเดินเข้าไป
ลินจิรามองแต้วแล้วก็หันกลับไปสเก็ตภาพต่อ ปากก็ถามว่า “มีอะไรคะพี่แต้ว”
“เที่ยงนี้คุณลินจี้อยากทานอะไรคะ พี่แต้วจะได้ทำให้ค่ะ” แต้วบอกแล้วก็เห็นเตียงนอนยังไม่ได้เก็บ หล่อนจึงเดินไปทำเตียงให้
ลินจิรายังสนใจสเก็ตรูปขยุกขยิก “พี่แต้วอยากทำอะไรก็ทำเถอะค่ะ ลินจี้กินหมดแหละค่ะ”
“ค่ะคุณลินจี้” แต้วเห็นเจ้านายสาวสนใจวาดรูปอยู่จึงไม่เซ้าซี้ รีบทำเตียงนอนให้เสร็จแล้วก็เดินกลับไปที่ตึกใหญ่ พร้อมกับคิดเมนูมื้อกลางวันว่าจะทำอะไรให้เจ้านายกินดี
นาคินทร์ยืนกอดอกพิงผนังกระจกอยู่ตรงมุมห้องมองลินจิราไปเรื่อยๆ ยังคิดไม่ออกว่าจะแก้แค้นแบบไหน ยังไง จึงจะสาสมกับความแค้นดี
พอสเก็ตภาพเสร็จลินจิราก็รู้สึกเหมือนกับว่ามีใครมองอยู่ หล่อนเงยหน้ามองตรงไปที่มุมห้องตรงที่ประสาทสัมผัสจับความรู้สึกได้ว่าเหมือนมีใครซักคนอยู่ตรงนั้น แต่ก็ไม่เห็นมีใครเลยซักคน
“ก็ไม่เห็นมีใครนี่” หล่อนถอนหายใจ “เฮ้อ…หมู่นี้เราเป็นอะไรไปนะ ถึงได้รู้สึกว่ามีใครมองอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ เฮ้อ…สงสัยคงต้องไปหาจิตแพทย์ซักหน่อยแล้วล่ะมั้ง”
แล้วลินจิราก็ลุกขึ้นเอาบอร์ดสเก็ตภาพไปวางไว้ที่เดิม พอหล่อนหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำปั๊บ นาคินทร์ก็เดินออกไปนอกห้องนอนทันที
ลินจิราหันกลับไปมองรอบๆห้อง นึกสงสัยอยู่ในใจ ที่จู่ๆความรู้สึกเหมือนมีใครคอยมองมักจะหายไปทุกครั้งที่หล่อนเริ่มทำธุระส่วนตัว
“แปลกจัง” หล่อนพึมพำกับตัวเองแล้วถอดชุดนอนหย่อนลงตะกร้า
ลินจิราอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้วก็เดินไปที่ตึกใหญ่ แต้วเพิ่งจะจัดมื้อกลางวันเสร็จพอดี พอหันไปเห็นเจ้านายสาวก็ยิ้มแฉ่ง “วันนี้จะออกไปไหนคะคุณลินจี้ แต่งตัวซะสวยเชียวค่ะ”
“ว่าจะเข้าไปดูงานที่บริษัทค่ะ” ลินจิราตอบแล้วก็นั่งลงพร้อมกับมองอาหารบนโต๊ะ
“น่ากินจังค่ะพี่แต้ว ขอบคุณนะคะ” หล่อนหันไปยิ้มให้แต้ว
“น่ากินก็ต้องกินให้หมดนะคะ ไม่งั้นมีโกรธค่ะ” แต้วแกล้งว่า แล้วก็เดินไปรินน้ำมาให้ แล้วแต้วก็หันไปมองรอบๆเพราะรู้สึกว่าเหมือนมีใครอยู่ในห้องด้วยอีกคน
“เอ่อ…คุณลินจี้คะ คุณลินจี้รู้สึกแปลกๆอะไรมั่งมั้ยคะ” แต้วถามพลางลูบแขนตัวเองที่ขนแขนจู่ๆก็แข่งกันสแตนอัพทุกครั้งที่อยู่กับเจ้านายสาว
ลินจิราซึ่งกำลังเริ่มทานข้าวหันไปมองอย่างงงๆ “รู้สึกอะไรคะพี่แต้ว”
“เอ่อ…ก็…ก็…รู้สึกแบบว่าเหมือนมีใครอยู่ด้วย…แต่…เอ่อ…” แต้วมองไปรอบๆอย่างกลัวๆพลางยื่นหน้าไปกระซิบใกล้ๆว่า “เอ่อ…แต่มองไม่เห็นตัวแบบนี้น่ะค่ะ คุณลินจี้ไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอคะ”
ลินจิราชะงักกึก! ทำไมจะไม่รู้สึกล่ะ รู้สึกซิ รู้สึกจนจะบ้าอยู่แล้วเนี่ย
แต่หล่อนก็รีบปรับสีหน้าแล้วพูดว่า “รู้สึกซิคะ ก็รู้สึกว่ามีพี่แต้วอยู่นี่ไงคะ”
“โธ่…คุณลินจี้คะ พี่แต้วไม่ได้หมายถึงคนค่ะ พี่แต้วหมายถึงเอ่อ…” แต้วมองไปรอบๆตัวอีกครั้งอย่างหวาดๆ “ผีน่ะคะ”
แล้วหล่อนก็ชี้ให้ลินจิราดูที่แขนตัวเอง “คุณลินจี้ดูซิคะ ขนแขนพี่มันแข่งกันสแตนอัพขนาดเนี่ย”
ลินจิรารีบตัดบท เพราะแต้วก็เป็นประเภทขวัญอ่อนพอๆกับส้มแป้นนั่นแหละ เกิดกลัวผีจนลาออกไปคงแย่ คนรับใช้ที่ซื่อสัตย์ขยันทำงานดีๆยิ่งหายากอยู่ด้วย
“ผีอะไรกันคะพี่แต้ว สงสัยพี่แต้วคงไปดูหนังผีมาแน่ๆเลยใช่มั้ยคะ ถึงได้เก็บเอามาคิดเองเออเองแบบเนี่ย น่าให้ไปรวมหัวกันจัดตั้งชมรมคนกลัวผีกับส้มแป้นซะเลยนะคะ” หล่อนพูดยิ้มๆ
“คุณลินจี้นี่ละก็…พูดเล่นอีกล่ะ” แต้วดุเบาๆ “พี่แต้วไปเก็บล้างในครัวดีกว่าค่ะ”
แล้วแต้วก็เดินออกไป ลินจิราจึงก้มลงทานข้าวต่อ พอทานข้าวเสร็จแล้ว หล่อนก็เก็บจานชามแก้วน้ำไปไว้ในครัว แล้วก็เดินกลับไปที่เรือนเล็ก หล่อนหยิบกระเป๋าถือใส่รองเท้าแล้วเดินตรงดิ่งไปที่รถของตัวเอง
ที่บริษัทฯ นัทชัยซึ่งทำหน้าที่รองประธานกำลังประชุมกับพนักงานอยู่
เลขาสาวหน้าห้องพอเห็นประธานบริษัทเดินเข้ามาก็รีบลุกขึ้นทักทันที “Good afternoon ค่ะคุณลินจี้”
“สวัสดีค่ะ คุณปู่ล่ะคะ” ลินจิรายิ้มทักทายตอบ
“คุณนัทกำลังประชุมกับฝ่ายการตลาดอยู่ค่ะ” เลขาตอบ แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า “อ้อ…คุณจอห์นสันส่งดอกไม้มาให้คุณลินจี้อีกแล้วค่ะ ดิฉันวางไว้ให้ในห้องแล้วค่ะ”
“ขอบคุณค่ะ” แล้วลินจิราก็เดินตรงไปยังห้องทำงานของตัวเองที่อยู่ติดกับห้องของคุณปู่
เลขารู้สึกขนลุกวาบตั้งแต่ลินจิราเดินเข้ามาและเดินจากไป “เอ…ทำไมขนลุกอย่างนี้ล่ะ แปลกจริงเชียว” แล้วหล่อนก็นั่งลงทำงานต่อ
ภายในห้องทำงาน ช่อดอกกุหลาบสีแดงช่อใหญ่วางเด่นบนโต๊ะทำงาน
ลินจิราหยิบขึ้นมามองอย่างชื่นชม แม้จะไม่สนใจคนให้ก็เหอะ แต่ดอกไม้สวยๆหล่อนไม่โยนทิ้งเด็ดขาด แล้วหล่อนก็หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมากดข้อความส่งไลน์ไปขอบคุณจอห์นสันตามมารยาท
หลังจากนั้นหล่อนก็หาแจกันใบใหญ่มาใส่ช่อดอกกุหลาบ
นาคินทร์เดินดูนั่น นี่ โน้นไปเรื่อยวนไปวนมาระหว่างที่เจ้าของห้องนั่งทำงาน
แม้จะรู้สึกว่ามีใครซักคนอยู่ในห้องด้วยและมองดูหล่อนอยู่ตลอดเวลา แต่พอเริ่มทำงานความรู้สึกนั้นก็ไม่สามารถรบกวนสมาธิของลินจิราได้เลย จนกระทั่งเสียงอินเตอร์คอมดังขึ้น “คุณลินจี้คะ คุณจอห์นสันมาขอพบค่ะ” เสียงเลขาบอก
ลินจิรารีบตอบกลับไปทันทีว่า “เชิญค่ะ”
แล้วหล่อนก็เก็บแฟ้มงานลุกขึ้นเดินตรงไปยังประตูห้อง
เสียงเคาะประตูดังขึ้น แล้วก็เปิดออก
จอห์นสันในชุดลำลองหล่อเนี๊ยบยิ้มแฉ่งดั่งดอกทานตะวันเข้ามา “Hi Linchee.”
“Hi John.” ลินจิราทักตอบพลางยื่นมือไปจับมือทักทาย
จอห์นสันจับมือตอบแล้วฉวยโอกาสดึงลินจิราเข้าไปกอดแล้วหอมแก้มทักทายแบบฝรั่งอย่างเนียนๆ
นาคินทร์ตาวาวมองอย่างไม่ชอบใจ
ลินจิรารีบเบี่ยงตัวออกอย่างเนียนๆเช่นกัน
“เชิญนั่งค่ะจอห์น” หล่อนผายมือไปที่โซฟาแล้วเลือกนั่งลงบนโซฟาเดี่ยว
ทำให้จอห์นสันจำต้องไปนั่งที่โซฟายาวคนเดียว ซึ่งมีนาคินทร์นั่งอยู่ก่อนแล้ว
จอห์นสันพูดเข้าประเด็นอย่างไม่รีรอว่า “ไมเคิลชวนผมไปว่ายน้ำด้วยกันเย็นนี้ ผมก็เลยอยากจะชวนคุณไปด้วยครับ คุณว่างมั้ยครับลินจี้”
เลขายกกาแฟมาเสิร์ฟพอดี จอห์นสันจึงหันไปขอบคุณพร้อมรอยยิ้ม “ขอบคุณครับ”
แล้วเขาก็หันกลับไปพูดกับลินจิราต่อ “ชอบดอกกุหลาบที่ผมให้หรือเปล่าครับ”
“ชอบค่ะ ขอบคุณนะคะจอห์น” ลินจิรายิ้มตอบ “แต่ฉันก็บอกคุณแล้วนะคะว่าฉันชอบคุณในฐานะเพื่อนค่ะ อย่าพยายามอีกเลยค่ะจอห์น”
จอห์นสันเอื้อมมือไปกุมมือหล่อนไว้ “ผมก็บอกคุณไปแล้วเหมือนกันว่า ผมจะทำให้คุณเปลี่ยนใจมารักผมให้ได้”
เขาส่งตาหวานยิ้มอ่อนโยน หมายมั่นในใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอสาวน้อยเชียวล่ะว่า คนนี้แหละคือผู้หญิงที่เขาจะแต่งงานด้วย
นาคินทร์มองจอห์นสันจับมือลินจิรา ตาดุดัน
เสียงสมาร์ทโฟนบนโต๊ะทำงานดังขึ้น ลินจิรารีบดึงมือตัวเองออก “ขอตัวซักครู่นะคะ” แล้วหล่อนก็ลุกขึ้นไปรับโทรศัพท์ “ฮัลโหล”
“Hi Linchee.” เสียงไมเคิลทักทายทันที แล้วเขาก็พูดว่า “ผมคิดว่าตอนนี้จอห์นต้องอยู่กับคุณแน่เลยใช่มั้ยครับ”
“ค่ะ” ลินจิราเหลือบไปมองคนที่ถูกพูดถึงนิดนึง
“เย็นนี้มาว่ายน้ำด้วยกันซิลินจี้ พวกเพื่อนๆมากันครบแก๊งเลยนะ ถ้าขาดคุณไปคงไม่สนุกแน่ ต้องมานะลินจี้ ถ้าไม่มาล่ะก็…เลิกคบ” แล้วไมเคิลก็ตัดสายไปทันที
“เฮ้!…เดี๋ยวซิไมเคิล” ลินจิรามองโทรศัพท์อย่างหงุดหงิดนิดๆ
ส่วนจอห์นสันก็นั่งอมยิ้มเพราะรู้ว่ายังไงลินจิราก็ต้องไปแน่ๆ
ลินจิรารีบโทรหาส้มแป้นทันที พอปลายสายกดรับ หล่อนก็รีบบอกว่า “เย็นนี้ไปว่ายน้ำด้วยกันนะเธอ เลิกงานแล้วเดี๋ยวฉันไปรับนะ”
“เฮ้…อย่าบอกนะว่าจะลากฉันไปเป็นกันชนจอห์นอีกแล้วน่ะ” ส้มแป้นเดา
“ใช่เลย เลิกงานแล้วฉันจะแวะไปรับนะ แล้วเจอกันจ้ะ บาย” ลินจิราวางสายแล้วก็หันมายิ้มให้จอห์นสัน “ลินจี้ชวนออเร้นท์ไปด้วยอีกคนคงไม่ขัดข้องนะคะ”
จอห์นสันยิ้ม แม้จะรู้ทันว่าหล่อนชวนส้มแป้นไปด้วยทำไม “ไปหลายๆคนสนุกดีครับ”
พอมองไปบนโต๊ะทำงานเขาก็รีบบอกว่า “ถ้างั้นลินจี้ทำงานต่อเถอะครับ ผมไม่รบกวนเวลาทำงานของคุณแล้วล่ะครับ”
แล้วเขาก็ลุกไปหาลินจิราพร้อมกับดึงเข้ามากอดและหอมแก้มลาอย่างสุภาพ “เจอกันที่คลับนะครับคนสวย”
“ค่ะจอห์น” ลินจิราดันตัวออกห่างพร้อมโบกมือลา
จอห์นสันจึงเดินออกไปอย่างผิดหวังนิดๆ เพราะเขาหวังว่าจะมีโอกาสพาลินจิรานั่งรถสปอร์ตคันใหม่ล่าสุดของเขาไปด้วยกัน แต่ในเมื่อหล่อนนัดว่าจะไปรับส้มแป้นด้วย ความหวังที่วาดฝันไว้ก็พังทลายทันที
ณ ฟิตเนสหรู ไมเคิลและเพื่อนอีกหลายคนทั้งชายและหญิงกำลังว่ายน้ำแข่งกันอย่างสนุกสนาน
ลินจิรากับส้มแป้นเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดว่ายน้ำบิกินีสีสดใสสวมเสื้อคลุมทับเอาไว้เดินออกมาจากห้องล็อคเกอร์หญิง พอมาถึงสระว่ายน้ำ ทั้งสองคนก็ถอดเสื้อคลุมออกแล้วกระโดดลงน้ำตู้ม! เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดและเสียงหัวเราะจากกลุ่มเพื่อนๆทันที
นาคินทร์ได้แต่มองอย่างไม่ชอบใจ “เฮ้อะ…นุ่งผ้าปิดแค่นี้ มิแก้ผ้าเล่นน้ำไปเลยล่ะเจ้าพวกมนุษย์”
จอห์นสันรีบว่ายไปใกล้ลินจิราทันที “ลินจี้แข่งกันมั้ย ใครว่ายแตะขอบสระก่อนคนนั้นชนะ”
“ได้เลย” ลินจิรายิ้มแล้วก็พุ่งตัวนำไปก่อน
จอห์นสันก็รีบว่ายตามไปทันที
ลินจิราแตะขอบสระก่อน แล้วหันไปมองคู่แข่งซึ่งว่ายมาแตะขอบสระทีหลัง
พอจอห์นสันโผล่พ้นน้ำมายืนข้างๆ หล่อนก็ต่อว่าเขาว่า “แกล้งแพ้ชัดๆเลยนะจอห์น ไหนว่าแข่งกันไงล่ะ”
จอห์นสันยิ้มรับทำหน้าละห้อย
หล่อนจึงแกล้งวักน้ำสาดใส่พลางหัวเราะร่าเริง แล้วหล่อนก็ว่ายน้ำกลับไปรวมตัวกับเพื่อนๆ
จอห์นสันลูบน้ำออกจากหน้าแล้วรีบว่ายตามไป เขาคอยว่ายคลอเคลียตามลินจิราประดุจเงาตามตัว ชวนคุยหยอกล้อสารพัด แต่ก็ไม่เคยคิดจะล่วงเกินหญิงสาวที่เขาหมายปองเลยซักครั้งเดียว
ส้มแป้นซึ่งกำลังว่ายน้ำอย่างสนุก จู่ๆก็เกิดเป็นตะคริวขึ้นมา “ช่วยด้วย”
“Orange!” ไมเคิลซึ่งว่ายอยู่ใกล้ที่สุดเห็นเข้าก็รีบเข้าไปช่วยทันที
เขาพยุงหล่อนเข้าขอบสระ แล้วรีบอุ้มส่งขึ้นจากสระว่ายน้ำ แล้วเขาก็โผขึ้นตามไปดูแล “เป็นไงมั่งออเร้นท์”
“ตะคริวค่ะ โอ๊ย!” ส้มแป้นจับขาตัวเองสีหน้าเจ็บปวด
ไมเคิลรีบช่วยนวดขาให้ทันที เพื่อนๆก็รีบเข้ามารุมล้อมดูอาการอย่างห่วงใย
ลินจิรารีบขึ้นจากสระ แล้วแหวกเพื่อนๆเข้าไปถามทันทีว่า “เป็นไรมากมั้ยเธอ ไหวป่ะ”
“ไม่เป็นไรมากหรอก อูย…เริ่มดีขึ้นแล้วล่ะ” ส้มแป้นตอบแล้วยิ้มให้เพื่อนๆ
ลินจิราเห็นเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้ไมเคิลกับส้มแป้นได้ใกล้ชิดกันจึงรีบขยิบตาให้เพื่อนๆ คนอื่นๆจึงแยกย้ายไปว่ายน้ำต่อ
ส้มแป้นมองไมเคิลอย่างซึ้งใจ “ขอบคุณนะคะที่ช่วยฉัน”
ไมเคิลยิ้มรับคำขอบคุณแล้วก้มหน้าก้มตานวดขาให้อย่างเป็นห่วง “หายรึยังครับ”
“ดีขึ้นแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ” ส้มแป้นมองเขาอย่างเขินๆ
ไมเคิลก็มองหล่อนตาหวาน
ทั้งสองคนมองสบตากันหวานเชื่อม จนเหมือนกับว่ามีกันและกันเพียงแค่สองคน
บรรดาเพื่อนๆต่างก็ลอบมอง ลุ้นกันสุดๆ นึกเชียร์ให้ทั้งคู่ปิ๊งกันตัวโก่ง
พอว่ายน้ำจนเหนื่อย ทุกคนก็ขึ้นจากสระไปนั่งสังสรรค์กันอยู่ข้างขอบสระ
หลังจากพูดคุยสังสรรค์กันแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
ลินจิราขับรถไปส่งส้มแป้นที่หน้าบ้าน จากนั้นหล่อนก็ขับรถกลับบ้าน
พอกลับถึงบ้าน หล่อนก็แวะคุยกับคุณปู่คุณย่าก่อน
“ลินจี้ ลุงว่าเราคงต้องขึ้นไปจัดการเรื่องที่จะทำรีสอร์ทที่เชียงรายเองแล้วล่ะลูก” นัทชัยบอกหลานสาว หน้าเครียด
“อ้าว…ทำไมล่ะคะคุณปู่”
“ลุงโทรหาบริษัทรับเหมาทุกแห่งที่รู้จักแล้วนะลูก แต่ไม่มีบริษัทไหนรับงานเลยน่ะซิลูก เขาว่าเขากลัวอาถรรพ์เรือนศิลาน่ะซิ มิน่าล่ะเจ้าของเขาถึงขายให้เราถูกๆ”
“ก็ไม่เป็นไรนี่คะคุณปู่ เราก็ขึ้นไปคุมงานเองเลยซิคะ จะได้ถือโอกาสพักผ่อนไปด้วย อากาศที่นั่นดี๊…ดีออกค่ะ ลินจี้ยังติดใจอากาศที่นั่นอยู่เลยค่ะ” ลินจิรายิ้มสู้
แล้วหล่อนก็ถามว่า “แล้วเราจะไปกันวันไหนดีล่ะคะคุณปู่คุณย่า ลินจี้จะได้จองเที่ยวบินจองโรงแรมไว้เลยค่ะ”
“ป้าคงไปได้แค่ซักสามสี่วันแหละลูก ลางานนานๆไม่ได้หรอก ป้าห่วงคนไข้น่ะ” จินตนาออกตัว
“ลุงก็คงจะอยู่นานๆไม่ได้เหมือนกันนั่นแหละ ห่วงงานทางนี้จะไม่มีใครดูแล งานนี้คงต้องยกให้หนูคุมแล้วล่ะลูก” นัทชัยบอก
“หนูคิดว่าทำไหวรึป่าวลูก ถ้าหนูทำไม่ไหว เรายกเลิกโครงการนี้ไปก่อนก็ได้นะลูก” จินตนาถามอย่างเป็นห่วง
ลินจิรายิ้มกว้าง “ไหวซิคะคุณย่า ลินจี้ซะอย่างค่ะ”
จากนั้นหล่อนก็ขอตัวกลับไปพักผ่อน
ตอนที่ 10 (18+)ล้มทับนาคราช
สามวันต่อมานัทชัย จินตนาและลินจิราก็เข้าพักในโรงแรมแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงราย
จากนั้นทั้งสามคนก็ออกไปดูที่ด้วยกัน
“ที่นี่เหรอคะคุณนัท” จินตนาถามพร้อมกับมองไปรอบๆที่ดินที่หลานสาวคิดจะทำรีสอร์ท “รกจังคะ”
ลินจิรามองไปรอบๆพร้อมกับสมุดสเก็ตภาพและกล้องถ่ายรูป
แล้วหล่อนก็หันไปบอกกับทั้งสองคนว่า “ถ้าคุณปู่คุณย่าร้อนก็เข้าไปนั่งรอในรถก็ได้ค่ะ”
“ไม่ร้อนนักหรอกลูก ต้นไม้ครึ้มขนาดนี้ป้ากับลุงนั่งรอใต้ร่มไม้ได้จ้ะ เย็นดีซะอีกลูก ออกซิเจนเพียบ” จินตนาบอกแล้วก็เดินไปหลบแดดใต้ต้นไม้
นัทชัยเดินตามไปอีกคน ปล่อยให้หลานสาวทำงานอย่างสะดวก
ลินจิราเดินดูทางนั้นที ทางนู้นที ทั้งถ่ายรูปทั้งร่างแบบ วางผังรีสอร์ทคร่าวๆ ถึงแม้แสงแดดจะร้อนแรง แต่ก็มีลมพัดโชยๆตลอดเวลาช่วยให้คลายความร้อนได้มากโข แต่ใบหน้าหวานใต้หมวกสานก็ยังร้อนแดดจนแก้มใสๆแดงระเรื่อ
“ลินจี้มาดื่มน้ำเย็นๆก่อนลูก” จินตนาเรียกพลางกวักมือ
“ค้าคุณย่า” ลินจิราเดินไปหาทันที
จินตนาส่งขวดน้ำให้ แล้วก็โบกพัดช่วยคลายร้อน
ลินจิรารับน้ำมาดื่มหมดไปครึ่งขวด แล้วหันไปพูดกับนัทชัยว่า “ลินจี้ว่าเราไปดูที่อื่นกันต่อดีกว่าค่ะคุณปู่คุณย่า ตรงนี้ลินจี้เก็บรายระเอียดหมดแล้วค่ะ”
จากนั้นทั้งสามคนก็เข้าไปนั่งในรถ นัทชัยก็ขับรถไปบริเวณอื่นต่อ
ลินจิราถ่ายรูปสเก็ตภาพไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเรือนศิลา
“ที่นี่น่ะเหรอคะเรือนศิลาที่เขาว่ามีอาถรรพ์น่ะคะ” จินตนาถามสามีแล้วก็มองไปรอบๆ
“ที่นี่แหละครับคุณจิน” นัทชัยพยักหน้าตอบหน้าเครียด
“คุณปู่คุณย่าเข้าไปดูข้างในซิคะ ลินจี้มีอะไรจะโชว์ค่ะ” ลินจิราบอกยิ้มๆแล้วก็เดินไปจูงมือทั้งคู่
จินตนากับนัทชัยมองหลานสาวอย่างสงสัย
“อะไรเหรอลูก” นัทชัยถาม
“Surprise ค่ะ บอกไม่ได้ค่ะคุณปู่” ลินจิราอมยิ้ม หล่อนจูงมือทั้งคู่เดินเข้าไปจนถึงด้านในสุด
แต่พอมองไปบนผนังด้านที่มีภาพพญานาค หล่อนกลับต้องประหลาดใจซะเอง “เอ๊ะ!”
“มีอะไรเหรอลินจี้” จินตนาถาม
ลินจิราปล่อยมือคุณปู่คุณย่าแล้วเดินไปลูบผนังตรงที่เคยเห็นมีภาพพญานาค “หายไปไหนล่ะเนี่ย หายไปได้ยังไงกันล่ะ วันนั้นยังเห็นอยู่เลย”
“อะไรหายเหรอลูก” จินตนาถามพลางมองหลานอย่างสงสัย
“นั่นซิลินจี้ อะไรหายเหรอ” นัทชัยถามอีกคน
“ก็รูป Naga บนผนังไงคะ วันนั้นลินจี้ยังเห็นอยู่เลยค่ะ แต่ทำไมวันนี้ถึงไม่มีแล้วล่ะคะ หายไปได้ยังไงเนี่ย” ลินจิราตอบอย่างงงๆ
นัทชัยกับจินตนาจึงช่วยกันมองหาตามผนังไปจนทั่ว แต่ก็เห็นแต่เถาไม้รกเรื้อ
“ไม่เห็นมีเลยลูก ลุงว่าหนูคงจำผิดแล้วมั้ง” นัทชัยบอก
แต่พอเห็นสีหน้าหลานสาวที่ทำท่าผิดหวังก็รีบปลอบว่า “ลุงว่าหนูคงเห็นที่อื่นมั้งลูก แต่คงจะจำไม่ได้ว่าที่ไหน เอาไว้เดี๋ยวเราไปเที่ยวกันอีกทีนะลูกนะ”
“คงอย่างงั้นมั้งคะคุณปู่” ลินจิราพยักหน้า เสียความรู้สึกนิดๆที่อุตส่าห์จะอวดให้คุณปู่คุณย่าดูซักหน่อย แต่กลับกลายเป็นว่าหน้าแตก
“ถ้างั้นป้าว่าหนูรีบทำงานต่อเถอะ ใกล้จะเที่ยงแล้วลูก จะได้ไปหาอะไรกินกัน” จินตนาบอกพร้อมกับยิ้มปลอบ
“ลินจี้เก็บรายละเอียดหมดแล้วล่ะค่ะ”
“งั้นเหรอจ๊ะ ถ้างั้นป้าว่าพวกเราก็ไปกันเถอะลูก ป้าชักอยากจะเข้าห้องน้ำแล้วล่ะ” จินตนาบอก
ทั้งสามคนจึงออกจากเรือนศิลา แล้วขึ้นรถออกไปหาร้านอาหารสำหรับมื้อกลางวัน
พอทานอาหารเสร็จทั้งสามคนก็ไปเที่ยวกันต่อ จนกระทั่งเย็นค่ำจึงพากันกลับโรงแรม
หลังจากทานอาหารค่ำแล้ว จินตนาและนัทชัยก็แยกตัวเข้าห้องพักของตัวเอง
ภายในห้องพัก
“คุณนัทคะ” จินตนาเรียกสามีซึ่งกำลังถอดแจ็กเก็ตออก
“อะไรเหรอคุณ” นัทชัยหันไปมองภรรยา
“คุณรู้สึกแปลกๆอะไรบ้างมั้ยคะ”
นัทชัยทำหน้างง “รู้สึกอะไรล่ะคุณจิน ถ้ารู้สึกเหนื่อยล่ะก็…ตอนนี้บอกได้คำเดียวว่าเหนื่อยมากครับ”
“ก็รู้สึกขนลุกทุกทีเวลาที่อยู่กับลินจี้ไงคะ คุณไม่รู้สึกมั่งรึไงคะ” จินตนาท่าทางกังวล
นัทชัยนิ่งคิด “อืม…นี่คุณก็รู้สึกแบบนี้ด้วยเหรอ ผมคิดว่าผมรู้สึกอยู่คนเดียวซะอีก”
“จินรู้สึกเหมือนกับว่ามีใครซักคนกำลังมองตลอดเวลาเลยค่ะ จินรู้สึกแบบนี้ทุกครั้งที่ลินจี้อยู่ด้วย เมื่อก่อนก็ไม่รู้สึกนะคะ เพิ่งจะมารู้สึกแบบนี้ก็ตั้งแต่ที่คุณกับลินจี้กลับจากเชียงรายนั่นแหละคะ จินไม่ได้คิดไปเองนะคะ แต่จินรู้สึกแบบนี้จริงๆนะคะ”
จินตนาทำหน้าเครียด “มันจะเป็นเพราะบ้านอาถรรพ์หลังนั้นรึป่าวคะคุณนัท”
นัทชัยมีสีหน้ากังวลเช่นกัน “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะคุณจิน ทีแรกผมคิดว่าตัวเองคงคิดฟุ้งซ่านเครียดเรื่องงานมั้งถึงได้รู้สึกแบบนั้น แต่พอคุณพูดแบบนี้ผมก็ชักจะห่วงลินจี้ซะแล้วซิคุณ”
“แล้วเราจะทำยังไงกันดีคะคุณนัท เกิดบ้านหลังนั้นมีอาถรรพ์จริงๆเราจะทำยังไงกันดีล่ะคะ” จินตนาจับมือสามีท่าทางกระวนกระวายไม่สบายใจ
หล่อนไม่เชื่อถือเรื่องไสยศาสตร์ใดๆทั้งสิ้น หล่อนคิดว่าหล่อนคงเครียดกับงานมากไป จนคิดฟุ้งซ่านไปเอง แต่เมื่อสามีก็รู้สึกแบบเดียวกันมันก็ชักจะยังไงๆอยู่
“จินว่าพรุ่งนี้เราไปกราบพระแล้วขอให้ท่านรดน้ำมนต์ให้ดีมั้ยคะ”
“อืม…ก็ดีเหมือนกันนะครับ เผื่ออะไรๆมันจะดีขึ้น” นัทชัยบอกแล้วก็ยิ้มขำๆ “นี่ถ้าใครรู้เข้าว่าพวกเราจะไปรดน้ำมนต์คงแซวกันไม่เลิกละมั้ง”
“ใครจะว่ายังไงก็ช่างเขาเถอะค่ะ ตอนนี้จินขอแค่ทำยังไงก็ได้อย่าให้มีอาถรรพ์ใดๆมันมาทำให้พวกเราต้องเจอเรื่องแย่ๆก็แล้วกันค่ะ” จินตนามีสีหน้ามุ่งมั่น
ส่วนทางด้านลินจิรา ก็กำลังนั่งมองภาพสเก็ตสลับกับดูรูปถ่ายบนหน้าจอโน๊ตบุ๊ค หล่อนค่อยๆร่างแบบรีสอร์ทไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าล้าจึงปิดโน๊ตบุ๊คเก็บสมุดสเก็ตภาพแล้วลุกไปเปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำออกมารินใส่แก้ว หล่อนดื่มน้ำแล้วก็เดินไปยืนริมหน้าต่างมองดูวิวทิวทัศน์ด้านนอก พลางนึกวางแผนในใจว่าพรุ่งนี้จะทำอะไรจะไปที่ไหน
พอดูวิวจนเบื่อหล่อนก็หมุนตัวจะเดินกลับไปที่เตียง แต่เท้ากลับสะดุดขาโซฟาริมหน้าต่าง
“ว๊าย!” ร่างบางระหงถลาล้มลงบนโซฟายาวซึ่งนาคินทร์นอนอยู่ “เฮ้ย!”
พอตัวของลินจิราแตะถูกร่างกายของนาคินทร์ทำให้มนตราที่คลุมร่างหายไป ร่างของนาคินทร์จึงปรากฎกายขึ้น เรือนร่างบางอรชรทาบทับอยู่บนกายแกร่งงามสง่า จมูกโด่งสวยแนบชิดกับผิวแก้มขาวคมคาย
ลินจิราค่อยๆลืมตาขึ้นหลังจากหายตกใจพร้อมกับยันตัวจะลุกขึ้น แต่พอสองมือสัมผัสกับผิวนุ่มเรียบลื่นอุ่นร้อนหล่อนก็แปลกใจ “เอ๊ะ!”
และยิ่งแปลกใจมากขึ้นเมื่อรู้สึกถึงลมหายใจร้อนเป่ารดพวงแก้ม หล่อนผงะออกทันที “…..”
นาคินทร์เองก็ตกใจเช่นเดียวกัน
หัวใจดวงน้อยแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นใบหน้าคมคายงามสง่าห่างแค่คืบ ดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างตกใจ ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนจะหยุดนิ่ง ดวงตาสวยเก็บภาพใบหน้างามสง่าเหมือนกล้องบันทึกภาพไว้ในความทรงจำ
วินาทีต่อมา สองมือที่ยันบนแผงอกแกร่งก็ออกแรงดันเต็มที่ หล่อนดีดตัวออกห่างทันที
“คุณ!” คำแรกที่หลุดออกจากปากเบาหวิว
คำต่อมาที่กำลังจะหลุดตามออกมาก็คือเสียงกรี๊ด นาคินทร์รีบโบกมือผ่านใบหน้าสวยวูบ! “จงหลับ!”
ฉับพลันนั้น! ลินจิราก็หลับไป เรือนร่างบางทรุดวูบลงทาบทับกายแกร่ง วงหน้าสวยซุกซบบนบ่าแข็งแรง ทรวงอกนุ่มทาบทับกับแผงอกกว้าง
นาคินทร์ถอนหายใจโล่งอก “เฮ้อ…เกือบไป”
เขายกท่อนแขนโอบร่างงามจะขยับตัวพลิกขึ้น แต่กลิ่นกายสาวกับสัมผัสนุ่มนิ่มทำให้เขาเผลอกอดหล่อนแนบแน่น
ชั่ววินาทีนั้น เหมือนโลกหยุดหมุน เขาอยากจะกอดหล่อนเช่นนี้ไปตลอดกาล
“เจ้าลิน” เสียงทุ้มกังวานพึมพำเบาๆ จมูกโด่งคมสันซุกไซ้เรือนผมนิ่มสลวย สูดกลิ่นกายสาวหอมหวานเย้ายวนอย่างหลงไหลลืมตัว
ครั้นพอรู้สึกตัว เขาก็หยุดการกระทำของตัวเอง
“ข้าขอโทษนะเจ้าลิน” เขาละอายใจที่แอบล่วงเกินหล่อน จึงค่อยๆพลิกตัวขึ้น แล้วลุกขึ้นอุ้มเรือนร่างงดงามยวนตาไปวางไว้บนเตียงนอน
เขาห่มผ้าให้อย่างเบามือแล้วปัดเส้นผมสลวยให้พ้นวงหน้าสวย นิ้วเรียวขาวลูบไล้ผิวแก้มนวลละออ ความรู้สึกบางอย่างแล่นริ้วจนร่างกายร้อนรุ่มไปหมด
นาคินทร์ขบกรามแน่นแล้วรีบผละออกกลับไปนอนที่โซฟาดังเดิม เขาพยายามข่มตาหลับสะกดกลั้นความต้องการอย่างยากเย็น
…………..แต่ดูเหมือนว่ายิ่งสะกดกลั้น อารมณ์ก็ยิ่งพลุ่งพล่านจนร่างแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ จนสุดที่จะทนทานต่อไปได้
นาคินทร์จึงลุกขึ้นพุ่งพรวดไปที่เตียงนอนตวัดผ้าห่มออกแล้วจ้องมองเรือนร่างงดงามตรงหน้าดั่งเสือจ้องมองเหยื่อ เขาก้าวขึ้นไปบนเตียงแล้วเอนตัวลงนอนตะแคงเคียงข้างหล่อน มือข้างหนึ่งท้าวขึ้นค้ำคาง ดวงตาแดงเจิดจ้ามองจ้องวงหน้าสวย แล้วเขาก็โบกมือวูบคลายมนต์สะกดออก
ลินจิราลืมตาตื่นอย่างงงๆ แต่พอหันมาเห็นเขาหล่อนก็ผงะทันที “อ่ะ!”
หล่อนผลักเขาออกพร้อมกับตวาดลั่นว่า “ออกไปนะ!”
แต่แรงของหล่อนไม่ได้ทำให้เขาขยับเขยื้อนเลยแม้แต่นิดเดียว
นิ้วเรียวขาวแตะริมฝีปากชมพูระเรื่อ “ชู่ว! อย่าไล่ข้าเลยนะเจ้าลิน” ดวงตาคมเข้มสบตาหล่อนหวานซึ้งตรึงใจ
“ถอยออกไปเดี๋ยวนี้นะ!” ลินจิราตวาดซ้ำพร้อมกับเขยิบตัวหนี
วงแขนแกร่งจึงรีบรัดหมับรอบเอวอรชร “เจ้าลิน เป็นของข้าเถิดนะ”
เสียงทุ้มทอดหวานจนคนฟังแทบจะละลาย แล้วเขาก็ก้มลงจูบหล่อนทันที
ลินจิราเม้มปากแน่นพร้อมกับยกแขนดันเขาสุดแรง แต่ก็เหมือนดันหินผา ไม่ขยับเขยื้อนเลยซักนิด ริมฝีปากคมเฉียบบดกลีบปากนุ่ม มือเรียวขาวจับปลายคางมนตรึงไว้ไม่ให้ขยับหนี
“อื้อ!” สาวน้อยดิ้นขลุกขลักสุดฤทธิ์ ปลายลิ้นอุ่นร้อนพยายามจะแทรกเข้าไปในโพรงปากหอมหวาน แต่สาวน้อยก็เม้มปากแน่น
นาคินทร์จึงเลื่อนมือไปทาบกับทรวงอกนุ่มใต้เสื้อนอนบางเบา
ลินจิราตกใจร้องห้าม จึงเปิดโอกาสให้ปลายลิ้นร้อนแทรกเข้าไปภายใน ปลายลิ้นร้อนควานไปทั่วโพรงปากหอมหวานเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นเล็กซึ่งร่นหนี มือเรียวขาวคลึงทรวงอกอวบเต่งตึง
ลินจิรางอตัวหนีมือของเขา แต่ยิ่งหนี ฝ่ามือข้างนั้นก็ยิ่งทาบลงแนบแน่น นิ้วเรียวขาวบดคลึงยอดมณีกลางทรวงซึ่งเริ่มแข็งชูชันสู้มือ จากที่งอตัวหนีก็กลับแอ่นอกเข้าหายอมให้เขาคลึงเค้นเต็มมือ
ริมฝีปากร้อนถอนออกจากปากนุ่ม แล้วซุกไซ้ไปตามซอกคอหอมกรุ่น
ลินจิราเผลอครางอย่างลืมตัว “อาห์….” สองมือจิกบ่าแกร่งเสียวสยิวจนขนลุกชัน
ปากร้อนไต่ไปตามผิวเนื้อ พอสะดุดกับสาบเสื้อก็โบกมือผ่านวูบ ชุดนอนสีหวานก็หายวับไปพร้อมกับอาภรณ์บนกายแกร่ง
“เจ้าช่างหอมหวานเหลือเกินเจ้าลิน” นาคินทร์พึมพำหลงไหล
ริมฝีปากร้อนเข้าครอบครองยอดทรวงข้างหนึ่ง ปลายลิ้นร้อนเลียดุนดันมณีสีหวานอย่างหิวกระหาย
“อู้ว…อาห์…” เสียงหวานใสครวญคราง
ยิ่งทำให้นาคินทร์ระรัวลิ้นกระตุ้นเร็ว มืออีกข้างก็คลึงเค้นทรวงสวยไม่หยุด เรือนร่างบางระหงบิดเร่าด้วยเพลิงปรารถนา วงหน้าสวยแดงก่ำดวงตาเยิ้มฉ่ำ นิ้วเรียวนุ่มจิกบ่าแกร่งระบายแรงปรารถนาที่แผดเผาจนแทบมอดไหม้
แล้วริมฝีปากร้อนก็ละจากมณียอดทรวงไต่ไปตามหน้าท้องนวลเนียนจนกระทั่งไปถึงพงหญ้าสีน้ำตาลทอง ดวงตาแดงเจิดจ้าจ้องมองดอกไม้สีหวานกลางพงหญ้าอย่างตะลึงลาน “งามเหลือเกินเจ้าลิน เจ้างามเหลือเกิน”
นาคินทร์ประกบปากกับกลีบดอกไม้นุ่ม แทรกปลายลิ้นร้อนผ่านกลีบสีสวยลงไปตวัดเลียเกษรกลางดอกไม้งาม
“โอ้ว….” ลินจิราครวญครางลั่น
บิดตัวส่ายสยิว น้ำหวานไหลรินจนเปียกชุ่ม นาคินทร์ดื่มกินน้ำหวานรสอร่อยจนเกลี้ยง แล้วปลายลิ้นร้อนก็เลียกระตุ้นให้ดอกไม้งามหลั่งรินน้ำหวานอีก
ลินจิราแอ่นสะโพกอ้าขาให้เขาดูดกินดอกไม้อย่างเต็มที่ สองมือน้อยละจากบ่าแกร่งมาขย้ำทรวงตนอย่างเสียวซ่าน
“อ้าห์…ได้โปรดช่วยฉันด้วย” เสียงหวานเว้าวอนขอร้อง
นาคินทร์จึงยิ่งระรัวลิ้นดูดดุนเกษรกลางดอกไม้งาม
สาวน้อยบิดกายส่ายเร่าร้อนเพลิงปรารถนาพุ่งถึงขีดสุด “โอ้ววววว…”
ร่างบางเกร็งกระตุกปลดปล่อยน้ำหวานชั้นยอดให้เขาได้ดื่มกิน ลิ้นร้อนเลียกินน้ำหวานจนแห้งเหือดแล้วจึงผละหวนไปจูบปากนุ่ม
สองมือทาบทับบนมือน้อยแล้วแทรกลงคลึงเค้นทรวงสวยนุ่มมือ ริมฝีปากร้อนผละออกห่างแล้วขานเรียก “เจ้าลิน” เสียงทุ้มทอดหวานจนคนฟังปรือตามองตาปรอย
“ขา” เสียงหวานใสขานรับอ่อนหวาน
นาคินทร์จึงทาบทับลงบนเรือนร่างงดงาม สอดขาแยกเรียวขาสวยออกจากกัน แล้วเขาก็ค่อยๆแทรกตัวผ่านช่องทางนุ่มซึ่งยังมิเคยมีผู้ใดผ่านเลย
“โอ๊ย!” ร่างบางระหงสะดุ้งเจ็บ สองมือผลักยันเรือนกายแกร่งให้ออกห่าง “ลินจี้เจ็บค่ะ”
“มิต้องกลัวนะเจ้าลิน เจ็บนิดเดียวเท่านั้น” นาคินทร์ปลอบประโลมแล้วก้มลงดูดยอดทรวงนุ่มกระตุ้นอารมณ์
“อ้าห์” ร่างน้อยครวญครางอีกครั้ง
นาคินทร์ก็ค่อยๆแทรกกายชำแรกแทรกผ่านช่องทางนุ่มแน่น
วงหน้าสวยเหยเกเจ็บแปลบ เขาหยุดนิ่งเพื่อให้หล่อนทำความคุ้นเคยกับเรือนกายแกร่ง พอเห็นวงหน้าหวานคลายความเจ็บ เขาก็ขยับเขยื้อนเคลื่อนกาย “อื้มห์”
ช่องทางนุ่มตอดรัดจนแทบคลั่ง “โอ้วววว…เจ้าลิน…”
“อ้าห์…ลินจี้เสียวเหลือเกิน…” ร่างบางแอ่นรับเร่งเร้า
นาคินทร์จึงขยับกายอย่างเร่าร้อน จนสายธารหลั่งริน
“โอ้วววว…เจ้าลิน…”…………..
นาคินทร์สะดุ้งตื่นลุกพรวด ภาพวงหน้าสวยแดงก่ำเพราะเพลิงราคะยังติดตาตรึงใจ พอมองไปรอบๆตัวจึงรู้ตัวว่าฝันไป “ฝันไปเหรอเนี่ย”
เขามองไปที่เตียง เห็นสาวน้อยยังนอนหลับพริ้ม ก็ยิ้มจางๆ “ขนาดข้าหลับเจ้ายังตามไปกวนใจข้าในความฝันได้นะเจ้าลิน”
ตอนที่ 11 เข้าวัดรดน้ำมนต์
เช้าวันต่อมา นัทชัยขับรถเข้าไปจอดใต้ร่มต้นพิกุล
จินตนารีบเปิดประตูรถแล้วก้าวออกไปยืนมองไปรอบๆอย่างชอบใจ
บรรยากาศภายในวัดเงียบสงบร่มรื่น พอเห็นพระรูปหนึ่งกำลังกวาดใบไม้อยู่ หล่อนก็เดินเข้าไปหาทันที
“นมัสการค่ะหลวงพ่อ” หล่อนไหว้อย่างนอบน้อม
“เจริญพรสีกา” หลวงพ่อทักตอบ แล้วก็ถามว่า “มีธุระอะไรหรือสีกา”
นัทชัยกับลินจิราเดินตามไปสมทบแล้วไหว้พระพร้อมๆกัน
หลวงพ่อจึงบอกว่า “เจริญพร”
จินตนาหันไปมองสามีกับหลานสาวแว๊บนึงแล้วก็หันมาพูดกับหลวงพ่อว่า “ดิฉันอยากขอให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์ให้พวกเราหน่อยค่ะ”
หล่อนมองหลวงพ่ออย่างอึดอัดใจ เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยไปขอให้พระท่านทำอะไรแบบนี้เลย
หลวงพ่อมองหน้าแล้วก็บอกว่า “ถ้างั้นก็เชิญที่ศาลาก่อน”
แล้วหลวงพ่อก็เดินนำทั้งหมดไปที่ศาลาหลังหนึ่ง มีชุดเก้าอี้รับแขกทำจากไม้สักวางเรียงราย
หลวงพ่อวางไม้กวาดพิงเสา แล้วเดินเข้าไปนั่งลง “เชิญนั่งซิโยม”
ทั้งสามคนจึงเข้าไปนั่งอย่างเรียบร้อย
นาคินทร์ตามไปนั่งเคียงข้างกับลินจิรา
หลวงพ่อก็ถามทันทีเมื่อทุกคนนั่งลงแล้ว “มีเรื่องอะไรหรือพวกโยมถึงอยากจะรดน้ำมนต์”
จินตนาทำหน้าลำบากใจ “คือว่า…เอ่อ…”
นัทชัยก็อ้ำๆอึ้งๆพูดไม่ออกเช่นกัน ส่วนลินจิราก็ทำหน้าตาไม่รู้เรื่อง
หลวงพ่อยิ้มให้อย่างเมตตาแล้วบอกว่า “มีเรื่องอะไรก็พูดมาเถอะโยม อาตมาฟังได้ทุกเรื่องนั้นแหละ จะเรื่องทางพุทธหรือเรื่องทางผีสิ่งลี้ลับ อาตมาก็ฟังได้ทั้งนั้นแหละโยม บางคนก็มาขอหวย บางคนก็มาขอพระ บางคนก็มาขอน้ำมนต์ บางคนก็ว่าถูกผีหลอกมา แล้วโยมล่ะมีเรื่องร้อนใจอะไรถึงต้องมาพึ่งพระล่ะ อาตมาจะได้ช่วยเหลือให้ถูกจุด”
“คือว่าหมู่นี้ไม่รู้เป็นยังไงค่ะหลวงพ่อ รู้สึกเหมือนมีคนคอยมองอยู่ตลอดเวลาค่ะ ไม่เฉพาะดิฉันนะคะหลวงพ่อ คุณนัทก็รู้สึกเหมือนกันค่ะ” จินตนาเหลือบมองสามีนิดนึง แล้วก็พูดต่อว่า “พวกเราจึงอยากขอให้หลวงพ่อช่วยรดน้ำมนต์ให้หน่อยค่ะ เผื่อว่าอะไรๆมันจะดีขึ้นค่ะ”
หลวงพ่อมองทั้งสามคนและหนึ่งตนอย่างเข้าใจ “ถ้ามันจะทำให้พวกโยมสบายใจอาตมาก็จะรดให้ รอเดี๋ยวนะ”
จากนั้นหลวงพ่อก็เดินไปที่โบสถ์ แล้วกลับมาพร้อมกับขันน้ำมนต์และมัดตอก
“เอ้า…พนมมือแล้วระลึกถึงพระพุทธพระธรรมกันนะโยม”
ทั้งสามคนพนมมือขึ้น นาคินทร์ก็พนมมือเช่นกัน
แล้วหลวงพ่อก็พรมน้ำมนต์ให้ “เอ้า…เสร็จ”
ทั้งสี่ลดมือลง หลวงพ่อก็บอกว่า “ไม่มีอะไรแล้วอาตมาก็ขอตัวไปกวาดใบไม้ต่อนะโยม ถ้าโยมจะเข้าไปไหว้พระในโบสถ์ก็เชิญตามสบายนะโยม”
แล้วหลวงพ่อก็หันไปมองนาคินทร์พร้อมกับส่งกระแสจิตบอกว่า “ส่วนโยม อาตมาขอคุยด้วยหน่อยนะ”
นาคินทร์ยกมือไหว้พร้อมกับส่งกระแสจิตตอบ ขอรับพระคุณเจ้า
ทั้งสามคนจึงกราบลาหลวงพ่อแล้วเดินไปไหว้พระในโบสถ์
พอทั้งสามคนเข้าไปในโบสถ์แล้ว หลวงพ่อก็หันมาพูดกับนาคินทร์ว่า “โยมตามเขามา ทำให้เขารู้สึกกลัวมันบาปนะโยม”
“ขอรับพระคุณเจ้า”
“รู้ว่าบาปก็หยุดเสียซิ เป็นนาคก็อยู่ส่วนนาค เป็นคนก็อยู่ส่วนคน โยมจะมาข้องแวะกับมนุษย์ให้เป็นบาปเป็นกรรมทำไมล่ะ ความอาฆาตพยาบาทเป็นบาปเป็นกรรมผูกพันไม่จบไม่สิ้น ตัดความอาฆาตพยาบาทลงเสียแล้วโยมจะหลุดพ้น อาตมาก็ชี้ทางให้โยมได้เท่านี้แหละ” หลวงพ่อยิ้มให้แล้วก็เดินไปหยิบไม้กวาดเดินจากไป
“สาธุ” นาคินทร์ลดมือลง แล้วก็เดินตามไปไหว้พระในโบสถ์
หลังจากไหว้พระแล้ว นัทชัยก็ขับรถหาบริษัทรับเหมาก่อสร้าง พอเจอก็รีบจอดรถหน้าบริษัทแล้วก็ชวนกันเข้าไปติดต่อดู
พนักงานสาวคนหนึ่งยกมือไหว้อย่างอ่อนน้อม “สวัสดีค่ะ เชิญนั่งก่อนค่ะ มาติดต่อเรื่องอะไรคะ”
“มาติดต่อเรื่องสร้างรีสอร์ทครับ” นัทชัยบอกแล้วก็เดินไปนั่งที่โซฟารับแขก
จินตนากับลินจิราก็ตามไปนั่งที่โซฟาอีกตัว
“ถ้างั้นรอซักครู่นะคะเดี๋ยวดิฉันจะเรียนหัวหน้าให้ค่ะ” แล้วพนักงานสาวก็เดินเข้าไปข้างใน
พนักงานอีกคนก็รีบยกน้ำมาเสิร์ฟ
ซักครู่พนักงานสาวคนแรกก็เดินกลับมาพร้อมกับสถาปนิกชายคนหนึ่ง
“สวัสดีครับ” สถาปนิกยกมือไหว้ทุกคนแล้วก็ถามว่า “มาติดต่อเรื่องสร้างรีสอร์ทหรือครับ เอ่อ…เคยมาติดต่อไว้หรือยังครับ”
“ยังเลยครับ” นัทชัยตอบพร้อมรอยยิ้ม
“เอ่อ…จะสร้างรีสอร์ทนี่คุณมีแบบหรือยังครับว่าจะสร้างแบบไหนยังไงสไตน์ไหนอะไรยังไงครับ” สถาปนิกนั่งลงตรงข้ามกับนัทชัย
“เรื่องแบบมีแล้วครับ ทางเราขาดแต่ผู้รับเหมาครับ ผมก็เลยมาถามบริษัทคุณก่อนว่าคิดจะเสนอราคาให้ผมได้เท่าไหร่ครับ” นัทชัยตอบแล้วก็หันไปทางหลานสาว “ลินจี้ขอเอกสารหน่อยลูก”
“นี่ค่ะคุณปู่” ลินจิรายื่นแฟ้มเอกสารส่งให้สถาปนิก
สถาปนิกมองหน้านัทชัยสลับกับลินจิราแล้วก็คิดในใจว่า อายุไม่เท่าไหร่เองได้เป็นปู่มีหลานโตขนาดนี้เลยเหรอ แล้วเขาก็รับแฟ้มไปเปิดดูคร่าวๆ
“ถ้างั้นเดี๋ยวผมขอเอาเอกสารไปให้หัวหน้าดูก่อนนะครับ”
“ครับ ได้ครับ เชิญเลยครับ” นัทชัยบอกด้วยรอยยิ้ม
สถาปนิกจึงเดินกลับเข้าไปด้านใน
ครู่ต่อมาสถาปนิกก็กลับมาพร้อมกับเจ้าของบริษัท
“สวัสดีครับ” เจ้าของบริษัทยกมือไหว้ทักทาย แล้วก็นั่งลงตรงข้ามกับนัทชัย
“สวัสดีครับ” นัทชัยทักตอบพร้อมกับรับไหว้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
เจ้าของบริษัทถือแฟ้มเอกสารของนัทชัยแล้วเปิดไปตรงหน้าแผนที่ทันที
“เอ่อ…ที่ดินแปลงนี้ใช่ที่ดินแปลงเดียวกับที่อยู่ริมแม่น้ำกกที่มีเรือนศิลารึป่าวครับ” เขาถามอย่างไม่อ้อมค้อม
“ใช่ครับ” นัทชัยพยักหน้ารับ
เจ้าของบริษัททำหน้าเครียดทันที แล้วบอกอย่างลำบากใจว่า “เอ่อ…ผมขอพูดตรงๆนะครับ คือว่าเราไม่กล้ารับสร้างรีสอร์ทให้คุณหรอกครับ”
แล้วเขาก็พูดต่อว่า “ถ้าเป็นที่ดินแปลงอื่นผมไม่เกี่ยงเลยครับ แต่ถ้าเป็นที่ดินแปลงนี้เอ่อ…ผมไม่กล้าเสี่ยงจริงๆครับ ที่แปลงนี้ใครๆเขาก็ว่ามันมีอาถรรพ์ครับ ผมต้องขอโทษด้วยจริงๆครับที่ไม่สามารถรับงานนี้ได้ ขอโทษจริงๆครับ”
นัทชัยกับจินตนาทำหน้าอึ้ง! ส่วนลินจิราก็ฟังเข้าใจแค่ว่าเจ้าของบริษัทปฏิเสธที่จะรับงาน
“เอ่อ…ขอโทษนะคะคือที่ตรงนี้มันมีอาถรรพ์อะไรยังไงเหรอคะ พอดีพวกเราเพิ่งจะซื้อที่แปลงนี้มาไม่นานนี่เองคะ” จินตนาถามพลางมองเจ้าของบริษัทด้วยแววตาขอร้อง
เจ้าของบริษัทมองตอบอย่างเห็นใจแล้วก็เล่าว่า “เอ่อ…คือว่าที่ตรงนี้นะครับ เขาว่ากันว่าถ้าใครครอบครองเอาไว้ก็จะล่มจมครับ ทำมาหากินไม่ขึ้น ทำอะไรก็เจ๊ง ทำอะไรก็ล้มเหลวครับ มีแต่เรื่องมีแต่ปัญหาตลอดครับ เลยไม่มีใครกล้าเข้าไปทำอะไรบนที่ดินแปลงนี้กันหรอกครับ เขากลัวเจออาถรรพ์กันครับ”
แล้วเจ้าของบริษัทก็แนะนำว่า “ผมว่าพวกคุณรีบขายที่แปลงนี้ไปซะดีกว่าครับ ไม่งั้นพวกคุณก็จะเจออาถรรพ์เรือนศิลาเหมือนกับเจ้าของคนก่อนนั่นแหละครับ”
หลังจากนั้นทั้งสามคนก็ออกจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างด้วยความรู้สึกต่างกัน
นัทชัยกับจินตนาเครียดเรื่องอาถรรพ์เรือนศิลา
ส่วนลินจิราเครียดที่ถูกปฏิเสธงาน
พอเข้ามานั่งในรถ นัทชัยก็ถามว่า “จะเอาไงกันดีล่ะ”
“แล้วนี่เราจะทำยังไงล่ะคะคุณ จินชักจะห่วงลินจี้ซะแล้วซิคะ อยู่ๆก็ไปซื้อที่อาถรรพ์มาแบบนี้” จินตนาทั้งเครียดทั้งกังวลมากกว่าสามี
“ลินจี้ว่าเราลองไปติดต่อบริษัทอื่นก่อนดีมั้ยคะ บริษัทรับเหมามีตั้งเยอะตั้งแยะ มันต้องมีซักแห่งแหละค่ะที่รับก่อสร้างให้เรา” ลินจิราบอกอย่างมุ่งมั่น
นัทชัยก็คิดเหมือนหลานสาว “ถ้างั้นเราก็ลองไปติดต่อบริษัทอื่นดู มันต้องมีซักแห่งละนะที่รับงาน”
“แต่ว่า…” จินตนาจะแย้ง
นัทชัยก็รีบบอกว่า “ไม่เอาน่าคุณ มันอาจจะเป็นที่อาถรรพ์สำหรับคนอื่น แต่อาจจะถูกโฉลกกับลินจี้ก็ได้นะคุณจิน ผมว่าอย่าเพิ่งคิดมากดีกว่า เราลองหาผู้รับเหมาดูก่อน ก็ให้มันรู้ไปซิครับว่าติดต่อจนครบทุกบริษัทแล้วยังไม่ได้ก็ให้มันรู้กันไปเลยว่าที่แปลงนี้มันมีอาถรรพ์จริงๆ ลองดูก่อนนะครับคุณจิน ถ้าหาผู้รับเหมาไม่ได้จริงๆ ก็ค่อยว่ากันอีกทีนะครับ”
จินตนาพยักหน้ารับอย่างกังวลใจ “ค่ะ”
นัทชัยจึงขับรถออกจากบริษัทรับเหมาก่อสร้าง
หลังจากตะเวนขับรถมาทั้งวันแล้ว นัทชัยก็ขับรถกลับโรงแรม
พอเข้าห้องพัก สองสามีภรรยาก็แข่งกันนอนแผ่บนเตียง
“แล้วนี่เราจะทำยังไงดีล่ะคะคุณนัท ตะเวนหาผู้รับเหมาจนจะทั่วเชียงรายแล้วก็ยังไม่มีใครกล้ารับงานเลยซักคน” จินตนาหันไปมองสามี
“จนจะทั่วแต่ก็ยังไม่ทั่วนะครับคุณจิน พรุ่งนี้ลองใหม่” นัทชัยยิ้มให้ภรรยา แล้วก็พูดต่อว่า “ผมว่าคุณโทรไปจองสปาดีกว่า ผมขับรถทั้งวันปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัวแล้วละครับ”
“ค่ะคุณนัท” แล้วจินตนาก็ลุกไปโทรจองคอร์สนวดกับสปาของโรงแรม
ส่วนทางด้านลินจิราก็เสิร์จหารายชื่อบริษัทรับเหมาอย่างไม่ยอมแพ้
นาคินทร์เฝ้าดูสาวน้อยทำงานเพลิน
ฉับพลัน! จู่ๆก็มีลมพัดวูบเข้ามาในห้องจนแผ่นกระดาษบนโต๊ะปลิวกระจาย
“เอ๊ะ!” ลินจิราเงยหน้ามองอย่างฉงน “ลมอะไรเนี่ย พัดเข้ามาได้ไงอ่ะ ประตูก็ปิด หน้าต่างก็ไม่ได้เปิด เอ๊ะ…หรือว่าลมจากแอร์”
หล่อนหันไปมองทางช่องแอร์ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติจึงเลิกใส่ใจแล้วก้มหน้าเสิร์จหารายชื่อต่อ
เบื้องหน้านาคินทร์ ปรากฎร่างชายผู้หนึ่งขึ้น
“จ้าวนาคินทร์ จ้าวนาคินทร์จริงๆด้วย” เขาเข้าไปคุกเข่าจับมือนาคินทร์อย่างตื่นเต้นดีใจ
“นาคา!” นาคินทร์เรียกอย่างตกตะลึง!
แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นยินดีปรีดา “ข้าดีใจนักที่ได้พบเจ้า นาคา”
“ท่านหลุดพ้นจากการจองจำแล้ว ข้าดีใจเหลือเกิน” นาคาซบหน้ากับมือเรียวขาว น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างปิติยินดี
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าหลุดพ้นจากการจองจำแล้ว” นาคินทร์ถามบริวารผู้ภักดี
นาคารีบซับน้ำตาแล้วเงยหน้ามองผู้เป็นนาย “ข้าไปที่เรือนศิลาไม่เห็นท่านอยู่ที่นั่นแล้ว ข้าจึงรู้ว่าท่านหลุดพ้นจากการจองจำแล้ว ข้าก็รีบตามหาท่านทันที เหตุใดท่านจึงมิกลับไปยังบาดาลล่ะขอรับ”
“ข้ามีความแค้นที่จะต้องชำระสะสางเสียก่อนน่ะซิ” ดวงตาแดงเจิดจ้าวาววาบด้วยเพลิงโทสะ ตวัดมองไปยังร่างน้อยบนเตียงที่ง่วนอยู่กับสมาร์ทโฟน
นาคาหลบตาวูบอย่างหวั่นเกรงบารมี แล้วลอบมองตามสายตาผู้เป็นนาย “นางเป็นใครหรือขอรับ”
“นางคือเชื้อสายของนางมนุษย์ที่จองจำข้าอย่างไรล่ะนาคา”
สายตาที่มองอย่างโกรธแค้น ทำให้ลินจิรารู้สึกเสียววาบจนขนลุกชัน “เอ๊ะ!…ทำไมจู่ๆก็ขนลุกแบบนี้ล่ะ”
“แล้วท่านจะทำเช่นไรกับนางหรือขอรับ” นาคาหันกลับมามองผู้เป็นนาย
“ข้าก็จะทำให้นางทุกข์ทรมานเหมือนเช่นที่ข้าเคยเป็นยังไงล่ะ!” นาคินทร์เข่นเขี้ยว ขบกรามแน่นจ้องมองคนถูกคาดโทษเขม็ง
แล้วเขาก็หันกลับไปมองบริวารผู้ภักดี “เจ้ามาก็ดีแล้ว ข้ามีอะไรจะให้เจ้าทำ”
“ขอรับ” นาคาพร้อมรอฟังคำบัญชา
นาคินทร์สั่งความกับบริวาร น้ำเสียงดุดัน
นาคาก้มหน้าฟังขานรับเป็นระยะๆ พอผู้เป็นนายสั่งความเสร็จ เขาก็หายตัวไป
พอนาคาไปแล้ว นาคินทร์ก็หันกลับไปมองลินจิราต่อ
“เอ…วันนี้มันเป็นยังไงนะ จู่ๆก็ขนลุกแบบนี้” มือเรียวสวยลูบแขนตัวเองไปมา นึกแปลกใจที่รู้สึกขนลุกไม่หยุดไม่หย่อน
ทั้งๆที่หล่อนก็เริ่มชินกับความรู้สึกเหมือนมีใครคอยมองตลอดเวลาแล้วเชียว แต่วันนี้กลับรู้สึกต่างออกไป เหมือนมีใครมองด้วยสายตาโกรธเกลียดชิงชังจนรู้สึกเสียวๆหวาดๆยังไงก็ไม่รู้
ความรู้สึกนี้รบกวนจิตใจจนไม่มีแก่ใจจะเสิร์จหาข้อมูลต่อ หล่อนจึงวางสมาร์ทโฟนไว้บนโต๊ะแล้วลุกไปถอดเสื้อผ้าเตรียมจะอาบน้ำ หล่อนปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกแล้วถอดเสื้อวางไว้ข้างกระเป๋าเสื้อผ้า
ความรู้สึกเหมือนมีใครมองอยู่ ไม่ได้หายไปเหมือนเช่นทุกครั้ง ทำให้หล่อนหวั่นกลัวลึกๆในจิตใจ
นาคินทร์จ้องมองดูหล่อนถอดเสื้อออก ไม่ยอมลุกออกไปจากห้องเหมือนเช่นเคย ความโกรธแค้นเข้าครอบงำทำให้เขาลืมความละอายใจไป หรือว่าเป็นเพราะภาพความฝันที่ตรึงตาตรึงใจ ทำให้เขาอยากเห็นเรือนร่างสาวน้อยเปลือยเปล่าก็ไม่อาจตอบได้ว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่
ลินจิรารูดซิปกระโปรงแล้วถอดออก เรือนร่างบางระหงเหลือเพียงบรากับบิกินี่สีดำปกปิดเรือนกาย ครู่ต่อมาเรือนร่างสาวน้อยก็ไร้อาภรณ์ปกปิด
นาคินทร์จ้องมองเรือนร่างเปลือยเปล่าอย่างตื่นตะลึง “อาห์…เจ้าลิน…”
ภาพตรงหน้างดงามยิ่งกว่าในความฝัน จนอารมณ์โกรธแค้นมลายหายไปสิ้น
เสียงสมาร์ทโฟนดังว่ามีข้อความเข้า ลินจิราจึงเดินไปดู หล่อนยืนอ่านข้อความในสมาร์ทโฟนห่างจากนาคินทร์แค่เอื้อม
พออ่านจบหล่อนก็หัวเราะขำ แล้วก็พิมพ์ข้อความตอบกลับไป
ดวงตาแดงเจิดจ้าจับจ้องมองเรือนร่างเปลือยเปล่าตรงหน้าไม่วางตา มือเรียวขาวกำเท้าแขนโซฟาแน่นข่มใจมิให้ยื่นมือไปลูบไล้ผิวเนียนขาวที่ยืนล่อตาล่อใจอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเอาซะเลย มันน่านักเชียว!
สายตาของนาคินทร์ ทำให้ลินจิรารู้สึกหนาวๆร้อนๆวูบวาบประหนึ่งว่าหล่อนกำลังยืนเปลือยกายต่อหน้าคนนับร้อยนับพันอย่างนั้นแหละ
พอส่งข้อความเสร็จ หล่อนก็รีบเดินเข้าห้องน้ำไปทันที
“ฮึ่ม!…เจ้าลินนะเจ้าลิน!” นาคินทร์นั่งหลับตาข่มอารมณ์ร้อนรุ่มที่พุ่งพรวดขึ้นมาอย่างยากเย็น แล้วร่างสูงสง่าก็หายไปเพื่อสงบสติอารมณ์ข่มใจมิให้เผลอตัวกระทำผิดศีลธรรม
ตอนที่ 12 ตระเวนหาผู้รับเหมา
เช้าวันต่อมา นัทชัยก็ขับรถตะเวนหาบริษัทรับเหมาก่อสร้าง
มีจินตนานั่งข้างและลินจิรานั่งข้างหลัง เปิดสมาร์ทโฟนดูแผนที่บอกทาง “ถึงสี่แยกข้างหน้าแล้วเลี้ยงซ้ายเลยค่ะคุณปู่”
นัทชัยเลี้ยวรถไปตามเส้นทางที่หลานสาวบอก แต่ก่อนจะถึงจุดหมาย ทั้งสามก็เห็นป้ายบริษัทรับเหมาก่อสร้างเด่นหราอยู่ทางซ้ายมือ
Nakin Construction
“คุณนัทคะ นั่นบริษัทรับเหมานี่คะ” จินตนาชี้ให้ดูป้าย
นัทชัยกับลินจิรามองตาม
แล้วนัทชัยก็ชะลอรถชิดซ้ายเลยป้ายหน้าบริษัทไปเล็กน้อย “แวะบริษัทนี้ก่อนก็แล้วกันนะ”
“ค้า” สองสาวพยักหน้าเห็นด้วย
นัทชัยจึงขับถอยหลังมาจอดหน้าบริษัท ซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์สองคูหาตกแต่งหรูหราสะดุดตา
นาคินทร์ซึ่งนั่งอยู่ข้างลินจิรายิ้มพรายอย่างสมใจ
พอทั้งสามเดินเข้าไปด้านใน พนักงานสาวสวยก็เดินมาต้อนรับ “สวัสดีค่ะ นาคินทร์คอนทรักชั่นยินดีต้อนรับค่ะ”
“สวัสดีครับ” / “สวัสดีค่ะ” ทั้งสามไหว้ตอบ
“เชิญนั่งค่ะ” พนักงานสาวผายมือไปที่เก้าอี้รับแขกไม้สักแกะสลักลายงดงามมีเบาะรองนั่งสีขาวสะอาดสะอ้าน
ทั้งสามคนนั่งลงแล้วพนักงานสาวก็ถามว่า “ท่านลูกค้ามาติดต่อเรื่องอะไรคะ”
“ผมกำลังหาบริษัทรับเหมามารับงานก่อสร้างรีสอร์ทอยู่ครับ พอดีผ่านมาก็เลยลองแวะถามดูน่ะครับ” นัทชัยบอกสีหน้ายิ้มแย้ม
พนักงานชายคนหนึ่งยกน้ำมาเสิร์ฟด้วยกริยานอบน้อม ทั้งสามยิ้มแย้มให้พลางกล่าวขอบคุณ แล้วพนักงานชายก็ถอยออกไป
พนักงานสาวบอกอย่างสุภาพว่า “ถ้างั้นรอสักครู่นะคะ ดิฉันจะเรียนบอสให้ค่ะ”
แล้วหล่อนก็เดินหายเข้าไปด้านใน
นัทชัยมองไปรอบๆแล้วเอ่ยชม “ที่นี่ตกแต่งสวยดีนะ”
“แอร์ที่นี่เย็นดีจังค่ะคุณ” จินตนาชมตาม อากาศภายในบริษัทเย็นฉ่ำชุ่มชื่นเหมือนอยู่กลางสายน้ำฉ่ำเย็น
ลินจิรามองไปรอบๆอย่างชอบใจสไตส์การตกแต่งสถานที่
พนักงานสาวเดินกลับมาพร้อมกับชายหนุ่มรูปงาม แต่งตัวภูมิฐาน “ท่านลูกค้าคะนี่คือบอสของดิฉันค่ะ คุณนาคินทร์ค่ะ”
“สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับครับ” นาคินทร์ยกมือไหว้ตามมารยาท แต่ดูอ่อนน้อมสง่างาม
“สวัสดีครับ” / “สวัสดีค่ะ” นัทชัยและจินตนารับไหว้ทักทายยิ้มแย้ม
ส่วนลินจิรานั่งตะลึงมองนาคินทร์
ภาพเหตุการณ์ที่หล่อนเดินชนกับเขา และภาพที่หล่อนล้มทับเขาผุดขึ้นมาในห้วงความคิดวูบเดียวแล้วก็เลือนหายไป
จินตนาหันไปเห็นท่าทางชะงักค้างของหลานสาวจึงแอบสะกิดเรียก “ลินจี้”
“คะคุณย่า” สาวน้อยหายตะลึงรีบหันไปมองคนเรียก
จินตนาจึงหันไปยิ้มแหยกับนาคินทร์
นาคินทร์ยิ้มรับแล้วก็เดินเข้าไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับทั้งสามคน “ลูกน้องผมบอกว่าคุณกำลังมองหาผู้รับเหมาจะทำรีสอร์ทเหรอครับ”
ดวงตางามสง่าคมกริบกวาดตามองทั้งสามด้วยแววตาอบอุ่นเป็นมิตรแล้วลอบมองจ้องสาวน้อยฉายแววสมใจอย่างไม่ให้ทั้งสามรู้ตัว
“ครับ” นัทชัยตอบ พลางหันไปบอกหลานสาวว่า “ลินจี้เอาแฟ้มให้คุณเขาซิลูก”
“ค่ะคุณปู่” ลินจิราหันไปเปิดกระเป๋าเอกสารหยิบแฟ้มส่งให้ “นี่ค่ะ รายละเอียดทั้งหมดของโครงการค่ะ”
นาคินทร์ยิ้มแย้ม ยื่นมือไปรับแล้วจงใจแตะปลายมือนุ่ม
ลินจิรารู้สึกเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าช๊อตวาบ ภาพหล่อนเปลือยเปล่ามีเรือนกายแกร่งทาบทับอยู่บนตัวหล่อนผุดวาบขึ้นมาในห้วงความคิด
“ขอบคุณครับ” เสียงทุ้มกังวาน ทำให้สาวน้อยกระพริบตาได้สติ
หล่อนรีบปล่อยมือทันที สองแก้มแดงระเรื่อนิดๆ บ้าจริงเชียว! คิดอะไรบ้าๆได้ไงเนี่ย หล่อนต่อว่าตัวเองในใจ แล้วหลุบตามองแก้วน้ำกลบเกลื่อนอาการ
นาคินทร์รับแฟ้มมาเปิดดูตั้งแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้าย ถึงไม่ดูเขาก็จำรายละเอียดได้ทั้งหมด แต่ก็ต้องแกล้งเปิดดูไม่ให้มีพิรุจ
“น่าสนใจมากครับ” เขาเงยหน้าบอกกับทุกคนด้วยรอยยิ้ม
“เอ่อ…แล้วคุณไม่กลัวอาถรรพ์เรือนศิลาเหรอครับ” นัทชัยถามเพราะไม่ต้องการให้มีปัญหาทิ้งงานในภายหลัง
นาคินทร์ยิ้มอบอุ่น “ไม่กลัวครับ คุณวางใจได้เลยว่าถ้าผมรับงานนี้ไม่มีปัญหาเรื่องทิ้งงานอย่างที่คุณกังวลแน่ครับ” เขาเอ่ยหนักแน่น แล้วก็พูดต่อว่า “ถ้าคุณยังกังวลใจกลัวเรื่องทิ้งงาน เอาเป็นว่าทางเราจะรับเงินก็ต่อเมื่อสร้างรีสอร์ท เสร็จแล้วดีมั้ยครับ ไม่มีเบิกล่วงหน้าใดๆทั้งสิ้นครับ”
นัทชัยจึงหันไปถามสองสาวว่า “คิดว่าไงครับคุณจิน ลินจี้ล่ะลูก”
“ก็ดีนะคะคุณนัท เป็นข้อเสนอที่ดีทีเดียวค่ะ” จินตนาตอบแล้วก็หันไปมองหลานสาว “หนูล่ะคิดว่าไงลูก”
“แล้วแต่คุณปู่กับคุณย่าจะตัดสินใจค่ะ” ลินจิราบอกพยายามไม่สบตากับหนุ่มรูปงาม
สองสามีภรรยามองหน้ากัน จินตนาพยักหน้าให้
นัทชัยจึงหันไปบอกกับนาคินทร์พร้อมกับยื่นมือไป “ถ้างั้นก็ยินดีที่จะได้ร่วมงานกันครับ”
“เช่นกันครับ” นาคินทร์จับมือเขย่าตอบโปรยยิ้มให้ถ้วนหน้า
โปรดติดตามตอนต่อไปใน
“เรือนศิลา ภาค 1 เล่ม 2”
ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้
ขอบคุณค่ะ
