Chapter 2 ยืนยันศพ
ตำรวจรีบจับตัวอนาวิลให้นอนหงายแล้วจัดแจงปฐมพยาบาล “เฮ้ๆ ใครมียาดมมั่ง?”
“เอ้าๆ” ตำรวจคนหนึ่งรีบส่งยาดมให้ ตำรวจรับมาพลางเอายาดมยื่นไปอังจมูก “คุณๆ”
ชาติชายมองพลางเบะปากอย่างดูถูกแวบหนึ่ง ‘เฮอะ! ไอ้ปวกเปียกเอ้ย แค่นี้ก็เป็นลมแล้ว’
เขารีบปรับสีหน้าทำท่าทางเป็นห่วงเป็นใย “เฮ้ วิลๆ”
“วิลๆ ตื่นซิ วิลๆ…” วิญญาณมธุรินร้องเรียกอยู่ข้างกายน้องชายฝาแฝดอย่างเป็นห่วง เธอพยายามเขย่าตัวน้องแต่มือเธอก็ทะลุร่างเขาไป เธอไม่อาจแตะต้องตัวเขาได้เลย “วิลๆ วิล ตื่นซิวิล อย่าเป็นอะไรไปนะวิล วิลลลล—”
ในความมืดมิด อนาวิลยืนงุนงงอยู่ในความมืดที่ไร้แสงใดๆ เขามองไปรอบๆ ตัวอย่างงุนงง “หือ?”
“ที่นี่ที่ไหน?” เขามองฝ่าความมืดไป แต่ก็ไม่เห็นสิ่งใดเลย ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ ตัวเขามืดไปหมด ทำให้เขาไม่กล้าเดินเพราะกลัวว่าจะเดินไปชนอะไรเข้า เขายื่นมือออกไปคลำๆ ในความมืดราวกับคนตาบอด เมื่อคลำๆ ไม่โดนสิ่งใดเลย เขาจึงค่อยๆ ก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าว…ทีละก้าว ราวกับคนตาบอด “ไฟดับเหรอ? เฮ้…มีใครอยู่บ้าง…”
เขาล้วงกระเป๋าหยิบโทรศัพท์ แต่ในกระเป๋าเขาไม่มีโทรศัทพ์ “เอ๋? หายไปไหนอ่ะ?”
เขาตบๆ ไปตามกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง รวมถึงกระเป๋าหลังก็ไม่เจอโทรศัพท์ “เอ๋? ทำตกไว้ไหนเนี่ย?”
เขาก้มมอง แต่ว่ารอบตัวมืดไปหมด มืดจนเขาไม่เห็นแม้แต่พื้น เห็นแค่เท้าตัวเองที่ยืนอยู่ในความมืดมิด เขาเงยหน้ามองฝ่าความมืดอีกครั้ง หูคลับคล้ายคลับคลาว่าจะได้ยินเสียงเรียกแว่วมา “วิ—”
เขามองไปตามทิศทางที่ได้ยินเสียง แต่ก็มองไม่เห็นอะไรอยู่ดี เห็นแต่ความมืดมิดเช่นเดิม พลัน ตรงที่ไกลๆ เขาเห็นแสงรางๆ ตรงนั้นคล้ายกับจะเป็นตึก หน้าตึกมีซุ้มดอกไม้สีแดง กิ่งก้านดอกไม้สีแดงขยับไหวราวกับมีชีวิต ทำให้เขาชะงักงัน “หือ?”
เขามองเลยซุ้มดอกไม้สีแดงไป เห็นกระจกใส หลังกระจกใสมีภาพแขวนเต็มไปหมด คล้ายกับร้านแกลลอรี่ เขามองเลยขึ้นไปเห็นป้ายร้าน ‘Dream Gallery*’ เขาละสายตาจากป้ายร้านมองเข้าไปในร้านอีกครั้ง เขาเห็นในร้านมีคนนั่งอยู่ 2 คน คนหนึ่งเป็นผู้ชาย นั่งหันหลัง อีกคนเป็นผู้หญิง กำลังก้มหน้าจิ้มๆ โทรศัพท์ ทำให้เขารู้สึกดีใจรีบก้าวเท้าไปทันทีที่เห็นคน จนเขาลืมคิดถึงซุ้มดอกไม้สีแดงสดที่ขยับไหวอยู่หน้าร้านๆ นั้น
(ร้าน Dream Gallery จากเรื่อง Dream Gallery ค่ะ)
เขาก้าวเดินไป แต่ร้านๆ นั้นก็อยู่ไกลเหลือเกิน เขาเดินจนเหนื่อยก็ยังเห็นร้านๆ นั้นอยู่ไกลลิบเช่นเดิม เพียงแต่เขาเห็นคนในร้านขยับเคลื่อนไหว ผู้ชายที่นั่งหันหลังลุกขึ้นแล้วเดินไปทางหนึ่ง คล้ายกับเป็นเคาน์เตอร์ ชายคนนั้นเปิดตู้เย็นหยิบขนมเค้กออกมาใส่จาน 2 ชิ้นแล้วถือกลับไปวางตรงหน้าผู้หญิงที่กำลังจิ้มๆ โทรศัพท์ “อ่ะคุณ”
“อืม” ผู้หญิงที่จิ้มๆ โทรศัพท์อยู่หยุดจิ้ม เงยหน้าขึ้นมายิ้ม “ขอบคุณค่ะ”
อนาวิลตกตะลึงงันไป “โอ…”
เพราะผู้หญิงคนนั้นมีใบหน้าสวยมาก สวยเหมือนดาราเลยทีเดียว ไม่ซิ สวยกว่าดาราซะอีก ขณะที่เขาตกตะลึงอยู่นั้น จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเรียก “คุณๆ ฟื้นซิ คุณๆ”
เขารู้สึกเหมือนแก้มถูกตบเบาๆ รู้สึกเหมือนมีมือจับๆ แขนเขาไว้ เขารู้สึกเหมือนตัวถูกดึงไปข้างหลัง วูบ—
“คุณๆ เฮ้…คุณๆ”
“พาส่งโรงพยาบาลเหอะ”
“อืมๆ”
“อ่ะ! ลืมตาแล้ว”
“เฮ้อ…”
อนาวิลลืมตาขึ้นมา เขาเห็นหน้าคนหลายคนรุมล้อมเขาเต็มไปหมด เขากะพริบตาปริบๆ
“คุณเป็นไงมั่ง?” กู้ภัยคนหนึ่งถาม อนาวิลกะพริบตาอีกแล้วตอบ “มะ…หนาว…”
เขาตัวสั่นๆ ทันที รู้สึกหนาวมาก หนาวจนฟันกระทบกันกึกๆ กู้ภัยจึงหันไปตะโกน “เฮ้ ขอผ้าห่มผืนนึง”
“ฮะพี่”
ครู่ต่อมา ผ้าห่มผืนหนึ่งก็คลุมลงบนตัวอนาวิล กู้ภัยถาม “ลุกไหวไหม?”
อนาวิลขยับลุกท่ามกลางมือหลายมือช่วยประคองเขาลุกขึ้น
“เวียนหัวไหม?” กู้ภัยถามอีก อนาวิลรู้สึกเวียนหัวนิดหน่อย เขาจึงพยักหน้า ตำรวจจึงบอก “ส่งโรงพยาบาลดีกว่า งั้นน้องพาไปส่งที เดี๋ยวพี่ยังต้องเก็บหลักฐานอีก”
“ฮะพี่หมวด” กู้ภัยรับคำ จากนั้นก็พยุงอนาวิลไปขึ้นรถกู้ภัย อนาวิลเดินไปที่รถอย่างมึนงง คล้ายกับยังไม่ได้สติดีๆ มือเขาจับผ้าห่มแน่นมาก รู้สึกหนาวอย่างกับอยู่ในตู้เย็นยังไงอย่างงั้น
“วิล” วิญญาณมธุรินวิ่งตามไป อนาวิลขึ้นรถกู้ภัย จากนั้นรถกู้ภัยก็ขับออกไป วิญญาณมธุรินขึ้นรถไปด้วย แต่เมื่อรถขับพ้นรั้วบ้านไป วิญญาณมธุรินก็เด้งออกมาจากรถ ผึง! “อ้า!”
เธอออกจากบ้านไปไม่ได้ เธอติดอยู่ในบ้านหลังนี้มาหลายวันแล้ว หลายวันก่อนเธอพยายามที่จะออกไป แต่เธอก็ออกไปไม่ได้ ทุกครั้งที่เธอพยายามทะลุประตูรั้วออกไป เธอทะลุออกไปไม่ได้ เหมือนว่ามีประตูขวางเธอเอาไว้ ทั้งๆ ที่ภายในบ้านเธอทะลุผนังทะลุประตูเดินไปเดินมาในบ้านได้ทั้งหมด แต่พอเธอจะออกไปนอกบ้านเธอกลับออกไปไม่ได้เลย
“เอ่อ…คุณคือ?” ตำรวจถามชาติชาย ชาติชายจึงตอบ “ผมเป็นเจ้าของบ้านนี้ครับ”
“อ่อ…งั้นผมขอสอบถามเลยนะครับ” ตำรวจบอกพลางผายมือ “เชิญทางนี้ครับ”
“ครับๆ” ชาติชายพยักหน้า เดินตามตำรวจไปนั่งที่โต๊ะหิน ขณะที่เดินไปเขาก็ถามว่า “นี่เกิดอะไรขึ้นครับ? แล้วเมียผมล่ะครับ?”
เขาหันไปมองรอบๆ มองหาภรรยา สีหน้าเป็นกังวลแบบไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย ตำรวจจึงบอก “เราพบศพผู้หญิงคนนึงที่ข้างล่างนั่น”
“ห๊ะ!” ชาติชายตกใจ ตำรวจบอกต่อ “ไม่รู้ว่าเป็นใคร ตอนนี้ทางเราส่งศพไปตรวจชันสูตรที่โรงพยาบาลแล้วครับ”
“ริน!” ชาติชายตกใจ รีบวิ่งไปทันที เขาร้องเรียกเสียงดัง “ริน ริน อยู่ไหน?”
“ไอ้เลว! แกยังกล้าเรียกชื่อฉันอีกเรอะ! เลิกแสดงละครได้แล้วไอ้ชั่ว!” วิญญาณมธุรินตะโกนอย่างโมโห เธอตามไปเตะต่อยชาติชาย แต่มือเท้าเธอก็ทะลุตัวเขาไป ชาติชายวิ่งไป ตำรวจรีบวิ่งไปดึงแขน “เฮ้ คุณ เข้าไปไม่ได้! ผมยังเก็บหลักฐานไม่เสร็จ!”
ชาติชายชะงักกึก! หันไปถามตำรวจ “เมียผมล่ะ? เมียผมอยู่ไหน?”
“เดี๋ยวคุณตามไปที่โรงพยาบาลละกัน ถ้าศพนั้นเป็นเมียคุณ…”
“ไม่ๆ ต้องไม่ใช่ริน!” ชาติชายตะโกนขัดอย่างไม่ยอมรับฟัง ตำรวจก็ยืนขวางเอาไว้ไม่ให้ชาติชายเดินมั่วซั่วจนเผลอไปทำลายหลักฐานในที่เกิดเหตุได้ เขาผายมือสีหน้าขึงขัง “เชิญคุณไปรอทางนู้นก่อนครับ”
“ไม่…ไม่…ต้องไม่ใช่ริน” ชาติชายพึมพำเหมือนได้รับความกระทบกระเทือนใจมาก เกรียงศักดิ์จึงรีบเดินเข้าไปจูงเจ้านาย “นายครับ”
“คุณคือ?” ตำรวจถาม เกรียงศักดิ์จึงตอบ “ผมเกรียงศักดิ์ เป็นผู้จัดการของคุณชาติครับ นี่เกิดเรื่องอะไรเหรอครับ แล้วคุณรินล่ะครับ? รถคุณรินจอดอยู่นี่ แล้วคุณรินล่ะครับ”
เขาชี้ไปที่รถเบนซ์ของมธุรินซึ่งจอดอยู่ด้านหนึ่ง ตำรวจมองตามแล้วหันกลับมาถาม “บ้านนี้มีใครอยู่บ้าง?”
“มีป้าแม้นกับลุงชัยเป็นคนเฝ้าบ้านครับ แต่ว่าช่วงนี้ป้าแม้นกับลุงชัยลากลับขอนแก่นครับ บอกว่าจะกลับมาอาทิตย์หน้าน่ะครับ” เกรียงศักดิ์บอก ตำรวจก็ถามต่อ “แล้วใครเข้าออกบ้านนี้ได้บ้างครับ?”
“ก็หลายคนอยู่ครับ นอกจากป้าแม้น ลุงชัย คุณรินก็มีกุญแจบ้าน ผมก็มี คุณชวิน คุณไผ่ก็มีกุญแจบ้านนี้กันทั้งนั้น ถ้าจะดูว่าใครเข้าออกตอนไหนก็ดูได้จากกล้องครับ” เกรียงศักดิ์บอกพลางชี้ไปที่กล้องวงจรปิดที่ติดอยู่บนผนัง ตำรวจมองตามแล้วตาวาวขึ้นมา ถ้ามีกล้องก็ง่ายขึ้นหน่อย “งั้นผมขอดูภาพหน่อยครับ”
“จะดูภาพต้องติดต่อบริษัทรักษาความปลอดภัยครับ เพราะผมไม่มีกุญแจห้องนั้นครับ” เกรียงศักดิ์บอก
“งั้นจะติดต่อได้ยังไง?” ตำรวจถามต่อ เกรียงศักดิ์หยิบโทรศัพท์ออกมากดดูเบอร์ “นี่ครับ โทรไปแจ้งเดี๋ยวเขาก็ส่งเจ้าหน้าที่มาครับ”
“อ่อ” ตำรวจดูเบอร์แล้วจดไว้ จากนั้นก็โทรไปทันที เกรียงศักดิ์มองสบตากับชาติชายแวบหนึ่ง ทั้งสองละสายตาจากกันรวดเร็วมากจนตำรวจไม่ทันเห็นเพราะเขามัวแต่ฟังเสียงโทรศัพท์อยู่ สักพักก็ได้ยินเสียงตอบรับอัตโนมัติ เขาก็จิ้มๆ ตัวเลขเพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ของบริษัท มีตำรวจอีกคนเข้ามาถามชาติชาย “คุณเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ ถ้าอย่างงั้นขอเชิญคุณไปให้ปากคำที่โรงพักดีกว่าครับ เชิญครับ”
“ครับๆ คุณตำรวจ ว่าแต่เมียผม…” ชาติชายทำท่าเหมือนพูดไม่ออกราวกับได้รับความสะเทือนใจจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูกยังไงอย่างงั้น เขาเดินตามตำรวจไปท่าทางได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจจนช็อคไป เกรียงศักดิ์เดินตามอยู่ข้างๆ คอยประคับประคองเจ้านายเอาไว้ แสดงสีหน้าเหมือนตัวเองก็ได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจเช่นกัน หนึ่งนาย หนึ่งลูกน้อง ร่วมกันแสดงละครให้ตำรวจดูอย่างแนบเนียนมาก
“อย่าไปเชื่อมัน! มันนี่แหละเป็นคนฆ่าฉัน!” วิญญาณมธุรินตะโกนอยู่ข้างๆ ตำรวจ เธอตะโกนจนคอแหบคอแห้ง แต่ก็ไม่มีใครได้ยินเสียงเธอเลย ตำรวจคนอื่นๆ รวมทั้งกู้ภัยคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ยินเสียงของเธอเลยสักคน ทุกคนไม่มีใครเห็นเธอ ทุกคนเดินผ่านไปผ่านมาเหมือนเธอไม่มีตัวตน ทำให้เธอรู้สึกสิ้นหวังห่อเหี่ยว นั่งลงร้องไห้อยู่ตรงนั้น “ฮือๆๆๆ…”
ณ โรงพยาบาล มธุรดาถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉิน ไผ่ตงกับปิ่นโตอยู่ข้างๆ เตียง ชวินก็เดินไปเดินมาอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน หมอก็ซักถามอาการคนไข้พลางตรวจอาการไปตามขั้นตอน ไผ่ตงก็ตอบหมอไป “เมียผมเป็นความดันสูงครับหมอ”
“อ่อ ครับๆ” หมอฟังแล้วตรวจอาการต่อ ปิ่นโตยืนอยู่ด้านข้างอย่างเป็นห่วงเป็นใยเจ้านาย “คุณรดา…”
“ญาติคนไข้ติดต่อที่ห้องบัตรนะคะ” พยาบาลบอก ไผ่ตงจึงสั่ง “ปิ่นเอาบัตรประชาชนรดาไปทำประวัติไป”
“ค่ะคุณไผ่” ปิ่นโตรับคำแล้วเดินออกไป ไผ่ตงยืนมองภรรยาอย่างเป็นห่วง จิตใจเขาเซื่องซึมจนบอกไม่ถูก ศพนั้นเขายังไม่แน่ใจว่าใช่ลูกสาวตัวเองไหม แต่ความน่าจะเป็นว่าเป็นลูกสาวเขาก็มีเกินครึ่งแล้ว ทำให้เขารู้สึกจิตใจเศร้าหมองอย่างบอกไม่ถูก เขาพยายามทำตัวเข้มแข็งเอาไว้
เพราะถ้าเขาล้มลงไป ภรรยาเขาคงแย่ยิ่งกว่านี้แน่นอน ต้องเข้มแข็ง! ต้องเข้มแข็ง!! ต้องเข้มแข็ง!!!…
ต่อมาอนาวิลก็มาถึงโรงพยาบาล เขาถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินเช่นกัน ไผ่ตงเห็นลูกชายเข้ามาก็รีบก้าวไปหา “วิล…”
“พ่อฮะ…” อนาวิลมองพ่อแล้วพูดไม่ออก น้ำตาคลออยู่ในดวงตาเขาจนตาแดงก่ำ “ริน…”
ไผ่ตงก็น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาทันที เขาหันหน้าไปกล้ำกลืนน้ำตาลงไป แต่ก็มีน้ำตาไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่ “อึก…”
“เอ่อ…คุณเป็นญาติกับศพที่เพิ่งถูกส่งมาใช่ไหมครับ? ถ้ายังไงขอเชิญคุณไปดูศพเพื่อยืนยันหน่อยครับ” เจ้าหน้าที่ชันสูตรเดินเข้าไปหาไผ่ตง ไผ่ตงรีบเช็ดน้ำตาหันไปพยักหน้าทีหนึ่ง เจ้าหน้าที่ชันสูตรผายมือ “เชิญทางนี้ครับ”
ไผ่ตงหันไปบอกลูกชาย “อยู่นี่นะ เดี๋ยวพ่อมา”
“ผมไปด้วยฮะ” อนาวิลบอก แล้วเดินตามเจ้าหน้าที่ไปทันที ไผ่ตงเดินตามไปอีกคน เขาหันไปมองภรรยาแวบหนึ่งซึ่งกำลังถูกหมอตรวจอาการอยู่ เขามองอย่างวางใจแล้วจึงเดินตามเจ้าหน้าที่ไป
เมื่อไปถึงห้องเก็บศพ เจ้าหน้าที่ก็เดินนำไปที่เตียงวางศพ “เชิญครับ”
อนาวิลเดินไปมองศพนั้นใกล้ๆ กลิ่นเหม็นเน่าแทบจะทำให้เขาอยากอ๊วกแต่เขาก็พยายามฝืนทนเอาไว้ ยกมือปิดปากปิดจมูกที่ใส่หน้ากากอนามัยที่เจ้าหน้าที่ยื่นให้สวมก่อนเข้ามาในห้องนี้ ไผ่ตงก็แทบจะอ๊วกเช่นกัน เขาฝืนทนเอาไว้ มองดูศพบนเตียง ใบหน้าศพเละจนดูไม่ออก แต่รอยสักรูปดอกกุหลาบที่แขนศพ กับแหวนแต่งงานที่นิ้วก็เป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่า ศพๆ นี้คือลูกสาวของเขา คือมธุรินลูกสาวของเขาที่หายตัวไปหลายวันติดต่อยังไงก็ติดต่อไม่ได้เลย เป็นมธุรินแน่นอน!
“ใช่ญาติคุณไหมครับ?” เจ้าหน้าที่ถาม ไผ่ตงพยักหน้ารับ น้ำตาไหลลงมาอย่างกลั้นไม่อยู่ อนาวิลก็เช่นกัน น้ำตาไหลนองหน้า เขาเป็นผู้ชายที่ถูกพ่อสอนให้อดทนไม่ร้องไห้ง่ายๆ มาตั้งแต่เล็กๆ แต่ตอนนี้เขากลั้นไม่ไหวแล้วจริงๆ พี่สาวฝาแฝดจู่ๆ ก็ตายจากไปแบบนี้ เขาจะไม่เสียใจได้ยังไง ครั้งสุดท้ายที่คุยกันคือเมื่อหลายวันก่อน เขายังวิดีโอคอลกับรินอยู่เลยว่า กลับบ้านครั้งหน้าเขาจะซื้อน้ำหอมจากดิวตี้ฟรีในสนามบินไปฝาก น้ำหอมเขายังไม่ได้ซื้อ คนรับก็ตายจากไปเสียแล้ว “อึก…อึก…”
“ถ้างั้นผมขอเส้นผมส่งตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นญาติหน่อยครับ” เจ้าหน้าที่บอก ไผ่ตงพยักหน้า “ครับ อึก…”
เขาเช็ดๆ น้ำตา เจ้าหน้าที่ก็ขยับไปถอนเส้นผมมาสามสี่เส้นเก็บหลักฐานส่งตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ความเกี่ยวข้องทางสายเลือด เพราะว่าศพใบหน้าเละจนมองไม่ออกว่าเป็นใคร ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ความเกี่ยวข้องทางสายเลือดยืนยันให้แน่ใจว่าใช่ญาติกันจริงๆ
“เชิญครับ” เจ้าหน้าที่ผายมือเชิญออก ไผ่ตงกับอนาวิลจึงเดินออกจากห้องเก็บศพ น้ำตานองหน้ากันทั้งสองคน ทั้งสองเดินกลับไปที่ห้องฉุกเฉินอีกครั้ง มธุรดาฟื้นขึ้นมาแล้ว เมื่อเธอเห็นสามีกับลูกชายก็อ้าปากถาม “ยัยริน…ยัยริน…”
เธอพูดคำว่า ‘ตาย’ ไม่ออก คำๆ นั้นมันจุกอยู่ที่คอหอย พูดไม่ออกจริงๆ น้ำตาก็คลอในดวงตา ไผ่ตงก้าวเข้าไปกุมมือภรรยา ตัดสินใจบอกข่าวร้ายให้เธอรับรู้ “ยัยรินตายแล้ว”
“ไม่จริง…ไม่จริง…” มธุรดาส่ายหน้าอย่างยอมรับความจริงไม่ได้ ไผ่ตงได้แต่กุมมือภรรยาเอาไว้ มธุรดาไม่อยากยอมรับ แต่ความจริงที่เกิดขึ้นมันก็ทำให้เธอไม่อาจไม่ยอมรับ เธอจึงร้องไห้ออกมา “ยัยริน…โฮๆๆๆๆ…”
เธอโผกอดสามีร้องไห้โฮๆ อย่างกลั้นไม่อยู่ ไผ่ตงก็ร้องไห้เช่นกัน อนาวิลก็ร้องไห้ เขาทรุดลงนั่งกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง พยาบาลจึงเข้าไปพยุงเขาไปนั่งที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง ปิ่นโตเดินกลับมาเห็นบรรดาเจ้านายร้องไห้ก็ร้องไห้ตามอีกคน ชวินชะเง้อชะแง้อยู่หน้าห้อง เขาเห็นเจ้านายพากันร้องไห้ก็ตาแดงๆ น้ำตาคลออยู่ในดวงตา เขากับมธุรินเป็นเพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้องในมหาวิทยาลัยเดียวกัน
เขาเป็นรุ่นพี่ของมธุริน 2 ปี เห็นมธุรินเป็นเหมือนน้องสาวมาโดยตลอด หลังเรียนจบแล้วก็มาทำงานกับไผ่ตงด้วยการฝากฝังของมธุริน เขาจึงสำนึกในบุญคุณของรุ่นน้องคนนี้มาโดยตลอด ตั้งใจทำงานจนได้รับความไว้วางใจจากไผ่ตง กลายเป็นเสมือนมือขวาของไผ่ตงไปโดยปริยาย
ส่วนชาติชายก็ให้การกับตำรวจว่ามธุรินหายตัวไปตั้งแต่หลายวันก่อน เขาทั้งตามหาทั้งแจ้งความกับตำรวจในท้องที่เอาไว้ แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย จนกระทั่งพ่อตาไลน์บอกว่าเจอรถของภรรยาเขาอยู่ที่บ้านพักตากอากาศหลังนั้น เขาจึงรีบมาจากกรุงเทพฯ เพื่อมาดูด้วยตัวเองอย่างเป็นห่วงเป็นกังวล ครั้นทราบว่าเจอศพจึงขอตัวไปดูศพนั้นเพื่อดูให้แน่ใจว่าใช่ภรรยาของเขาหรือเปล่า หลังจากนั้นเขาก็ออกจากโรงพักมุ่งหน้าไปโรงพยาบาล ขณะที่อยู่ในรถเขาก็ถามลูกน้องว่า “ไอ้ศักดิ์ มึงจัดการกล้องเรียบร้อยดีแล้วแน่นะ?”
“ครับนาย ผมจัดการดีแล้วครับ รับรองว่าไม่มีหลักฐานแน่นอนครับ” เกรียงศักดิ์ตอบอย่างมั่นใจ ชาติชายก็โล่งใจอีกครั้ง ทีนี้ก็เหลือแค่ยืนยันศพเท่านั้น หลังจากนั้นก็จัดงานศพ แล้วทีนี้เขาก็จะได้เสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทองของศรีภรรยาอย่างสุขสบายล่ะ ฮ่าๆๆๆ…
เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ชาติชายก็ทำหน้ากังวลเป็นทุกข์เป็นร้อน รีบไปดูศพ จากนั้นก็ยืนยันว่าศพผู้หญิงคนนั้นคือภรรยาของเขาที่หายตัวไปเมื่อหลายวันก่อน เจ้าหน้าที่ก็บันทึกเอาไว้ แล้วชาติชายก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นไปที่ห้องฉุกเฉินไปรวมตัวกับครอบครัวพ่อตาแม่ยาย เกรียงศักดิ์ก็คอยปลอบใจเจ้านายอยู่ข้างๆ คอยประคับประคองเจ้านายที่ทำท่าจะเป็นลมล้มพับไปได้ทุกเมื่อ พยาบาลกับหมอก็ได้แต่ดูแลไปตามเรื่องตามราว
หลังจากนั้นไผ่ตงก็รอจนกว่าเจ้าหน้าที่จะตรวจชันสูตรศพเสร็จเรียบร้อย ยืนยันว่าศพนั้นใช่มธุรินจริงๆ หลังจากนั้นเขาจึงจะทำเรื่องรับศพกลับไปทำพิธีได้ ส่วนมธุรดาก็ถูกแอดมิดเข้าห้องพิเศษของโรงพยาบาล ชวินก็คอยจัดการดูแลไปตามเรื่องตามราว ทั้งไปซื้อเสื้อผ้ามาให้เจ้านายทั้งสามรวมถึงสาวใช้ปิ่นโตคนนั้นด้วย แน่นอนว่าเสื้อผ้าที่ซื้อย่อมเป็นเสื้อผ้าพื้นๆ อย่างเช่นเสื้อยืด กางเกงวอร์ม กางเกงชั้นใน ที่มีขายทั่วๆ ไปจากร้านหน้าโรงพยาบาล ทั้งซื้อของกินไปให้เจ้านายทั้งหลาย แม้ว่าเขาจะเสียใจมาก แต่ว่าเขาก็พยายามสะกดกลั้นความเสียใจเอาไว้ ตอนนี้มีแค่เขาที่ช่วยดูแลคนทั้ง 4 เท่านั้น
เวลาผ่านไป เจ้าหน้าที่ก็ตรวจชันสูตรศพเสร็จแล้ว ยืนยันว่าไผ่ตงกับศพๆ นั้นเป็นญาติกันจริงๆ เมื่อได้รับคำยืนยันแน่ชัดแล้วไผ่ตงก็เศร้าเสียใจยิ่งนัก ลูกสาวที่เขาอุตส่าห์เลี้ยงทะนุถนอมมาแต่อ้อนแต่ออก กลับตายจากไปเช่นนี้ ทำให้เขาเสียใจจนอยากจะดื่มเหล้าให้ลืมสิ้นความเศร้าโศกนี้ไปเลย แต่ว่าเขาก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ หากเขาล้มไปเสียคน ภรรยาและลูกชายก็จะไร้หลักยึด หากเป็นเช่นนั้นทั้งสองคนคงโศกเศร้าเสียใจจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคนเลยล่ะมั้ง เขายังต้องเข้มแข็งไว้! ต้องเข้มแข็ง! จะปล่อยให้ตัวเองโศกเศร้าเสียใจจนเจ็บป่วยล้มหมอนนอนเสื่อไม่ได้เด็ดขาด!
ส่วนมธุรดาก็โศกเศร้าเสียใจร้องไห้จนตาบวมแดงก่ำไปหมด เป็นลมไปแล้วเป็นลมไปอีก หมอกับพยาบาลก็คอยดูแลใกล้ชิด อนาวิลก็เสียใจเช่นกัน เขาเศร้าซึมน้ำตาไหลพูดอะไรไม่ออก พี่สาวที่เป็นเสมือนเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยตายจากไปแล้ว ทำเขารู้สึกใกล้เคียงกับคำว่าโลกถล่มทลายเลยทีเดียว
ตำรวจก็ตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด แต่ภาพจากกล้องวงจรปิดก็ไม่อาจดูได้เนื่องจากวันเกิดเหตุเหมือนจะเกิดไฟดับทำให้ระบบไฟสำรองหมดไปด้วยเป็นเหตุให้กล้องไม่ทำงาน นี่ไม่ต่างอะไรจากกล้องเสียเลยสักนิด วันนั้นใครเข้าใครออกบ้างก็ไม่มีใครรู้ ส่วนชาติชายก็มีหลักฐานยืนยันว่าวันนั้นเขาอยู่ที่บริษัทในกรุงเทพฯ ตลอดทั้งวัน ไม่ได้มาที่บ้านพักหลังนี้เลย อีกทั้งเขายังมีภาพยืนยันจากกล้องวงจรปิดที่บริษัทอีกด้วย ดังนั้นชาติชายจึงไม่กลายเป็นผู้ต้องสงสัย และจากร่องรอยในที่เกิดเหตุคาดว่ามธุรินน่าจะพลัดตกลงไปเอง ประกอบกับไม่มีใครอยู่บ้านเลย ทำให้ไม่มีใครรู้เรื่อง มธุรินตกลงไปข้างล่างจึงเสียชีวิตอยู่ตรงนั้น จนกระทั่งพบเป็นศพอยู่ข้างล่างนั่น นี่คือข้อสรุปคร่าวๆ ของตำรวจ
งานศพของมธุรินจัดผ่านไปท่ามกลางความโศกเศร้าของญาติพี่น้องและเพื่อนพ้อง ผู้คนมากมายต่างไปร่วมงานศพ เพราะมธุรินจัดว่าเป็นไฮโซคนหนึ่ง มีคนรู้จักในวงสังคมมากมาย อีกทั้งตระกูลฝ่ายมธุรดาก็ไม่ใช่ตระกูลเล็กๆ มีญาติพี่น้องนับกันไม่หวาดไม่ไหว เสี่ยกิมเฮงซึ่งเป็นตาของมธุรินจัดว่าเป็นไฮโซคนหนึ่งมีคนรู้จักมากมาย มีบริษัทในมือหลายสิบบริษัท ดังนั้นงานศพของมธุรินจึงจัดเป็นงานเล็กๆ ไม่ได้ หลังงานศพผ่านพ้นไป อนาวิลก็ไปที่บ้านพักหลังนั้นตามลำพัง เขาไปเก็บข้าวของๆ พี่สาวที่ยังอยู่ที่นั่น ขณะที่เก็บของเขาก็อยากสืบหาสาเหตุการตายไปด้วย
