Skip to content
ศิษย์ร้ายแกล้งรัก

ศิษย์ร้ายแกล้งรัก 3

Chapter 3 จงใจแก้แค้น

“นี่ๆ ปล่อยมือเถอะ ไม่ถอดออกแล้วจะตรวจแผลได้อย่างไร หรือเจ้าอยากตายงั้นรึ?” อาจารย์คนหนึ่งเกลี้ยกล่อมพลางดึงอาภรณ์

เหอเทียนเหิงไร้เรี่ยวแรง แทบจะดึงอาภรณ์ตัวเองเอาไว้ไม่อยู่แล้ว เขาจึงฝืนตะโกนส่งเสียงดังว่า “เจ้าสำนัก! ช่วยข้าด้วย! คนของท่านจะแก้ผ้าข้าแล้ว!”

หลังเสียงตะโกนนั้นเปล่งออกมา ผู้คนตกตะลึงอึ้งไปครู่ใหญ่ “อ่า…”

บรรดาอาจารย์ที่กำลังดึงอาภรณ์ล้วนชะงักงันกันถ้วนหน้า สักพักไม่รู้ใครส่งเสียงหัวเราะขึ้นมาเป็นคนแรก “ฮ่าๆๆๆ…”

ทำให้คนอื่นๆ หัวเราะตาม “ฮ่าๆๆๆ…”

เสียงหัวเราะจึงดังขึ้นเรื่อยๆ “ฮ่าๆๆๆ…”

บรรดาอาจารย์ทั้งหลายที่กำลังยื้อยุดอาภรณ์กับคนเจ็บก็กลั้นขำไม่ไหว พวกเขาปล่อยมือจากอาภรณ์แล้วกุมท้องตัวเองเปล่งเสียงหัวเราะจนตัวงอเลยทีเดียว “ฮ่าๆๆๆ…”

เหอเทียนเหิงอับอายจนหน้าแดงก่ำ สองมือดึงรั้งอาภรณ์ตัวเองเอาไว้แน่นยิ่ง สองตากวาดมองผู้คนที่อยู่รอบๆ ตัวเองอย่างอับอายปนโกรธ ลูกตาเขาถลึงมองคนเหล่านั้นราวกับจะฟาดฟันคนพวกนั้นให้ตกตาย แต่พอสายตาเขากวาดไปถึงสตรีที่ช่วยประคองเขามา เขาเห็นนางปิดปากหัวเราะเสียงเบา ความโกรธไม่รู้หายไปทางไหนแล้ว เหลือแต่ความอายที่พุ่งขึ้นสูง พุ่งขึ้นเสียจนเขาอยากเหินลอยหนีไปเสียเลย แต่ว่าเขาก็ไม่มีแรงจะเหินลอยแล้ว จึงได้แต่นอนหน้าแดงก่ำอยู่บนตั่งยาว

เจ้าสำนักก้าวเข้ามาในห้องโถง ได้ยินเสียงหัวเราะก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย เมื่อกี้เขาเหมือนจะได้ยินเสียงตะโกนแว่วๆ แต่ก็ไม่ทันฟังว่าเสียงตะโกนนั้นตะโกนว่าอะไร เขาผลักไหล่คนที่ยืนขวางหน้าออก “พวกเจ้าหลีกไป หลีกไป”

ผู้คนที่ถูกผลักไหล่รีบหันไปมองอย่างคิดจะเอาเรื่อง แต่พอเห็นว่าเป็นท่านเจ้าสำนัก คำพูดที่กำลังจะเอ่ยด่าก็พลันกลืนกลับลงท้องไปทันควัน เท้ารีบก้าวหลบเปิดทางให้อย่างว่องไว มือก็กุมขึ้นมาคารวะอย่างไวยิ่ง “ท่านเจ้าสำนัก”

คนอื่นๆ ได้ยินเสียงก็หันไปมองแล้วพากันกุมมือคารวะตามเป็นทิวแถว “ท่านเจ้าสำนัก”

เสียงหัวเราะพลันเงียบลงทันที ผู้คนแหวกหลบเป็นช่อง เจ้าสำนักรีบเดินก้าวไปดูคนเจ็บ เมื่อเห็นหน้าคนผู้นั้น เขาก็รีบกุมมือทักทาย “ท่านเหอเทียนเหิงนี่เอง”

ผู้คนเห็นเจ้าสำนักกุมมือคารวะคนเจ็บผู้นั้นก็พากันเงียบไป แม้แต่เจ้าสำนักยังคารวะเขาอย่างฐานะเท่าเทียมกัน คาดเดาได้ทันทีว่าฐานะของคนเจ็บผู้นั้นย่อมสูงส่งยิ่ง

“เจ้าสำนัก” เหอเทียนเหิงปล่อยมือจากอาภรณ์ตัวเองกุมมือคารวะตอบพลางเอ่ยคล้ายจะฟ้องว่า “ข้าเกือบจะถูกพวกเขาจับแก้ผ้าแล้ว ไยท่านจึงมาช้านักเล่า!”

เจ้าสำนักมุมปากกระตุกทีหนึ่ง กวาดตามองผู้คนที่อยู่รอบๆ แล้วโบกมือไล่ “ไปๆ ใครมีอะไรก็ไปทำเสีย มายืนมุงดูแขกใช้ได้ที่ไหน!”

ผู้คนจึงแยกย้ายกันไปทันที เหลือเพียงอาจารย์ทั้งหลายที่อยากใช้โอกาสนี้เพิ่มประสบการณ์ในการรักษาคนของตัวเองให้สูงขึ้น พวกเขายังคงยืนอยู่ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน

เหอเทียนเหิงเห็นผู้คนแยกย้ายกันไปแล้วจึงผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งเขม็งเมื่อครู่ลง “เฮ้อ…”

แต่เมื่อยังเห็นบรรดาอาจารย์ยังไม่แยกย้ายกันไป เขาจึงเอ่ยปากไล่น้ำเสียงแหบระโหยว่า “เหตุใดพวกเจ้ายังไม่ไปอีกเล่า?”

“พวกเราต้องรักษาท่านอย่างไรล่ะ” อาจารย์คนหนึ่งบอก พลางทำหน้าทำตาราวกับว่าพร้อมจะเป็นลูกมือให้ท่านเจ้าสำนัก ขอเพียงท่านเจ้าสำนักสั่งอะไรมา เขาก็พร้อมจะทำตามคำสั่งทุกอย่างแล้ว

เหอเทียนเหิงจึงหันไปมองเจ้าสำนักพลางเอ่ยว่า “ท่านให้พวกเขาไปเสีย ท่านรักษาข้าคนเดียวก็พอแล้ว”

“ได้ๆ” เจ้าสำนักรับปากพลางมองบรรดาอาจารย์เอ่ยไล่ว่า “พวกท่านมีอะไรทำก็ไปทำเถอะ”

“ไม่มีขอรับ” อาจารย์คนหนึ่งบอก เขาไม่มีอะไรที่ต้องทำเร่งด่วนในตอนนี้จึงอยากอยู่ดูการรักษา ทำให้เจ้าสำนักหน้ากระตุกทีหนึ่ง ถลึงตาใส่อาจารย์คนนั้นพลางเอ่ยไล่อีกครั้ง “ไม่มีอะไรจะทำก็ออกไปเถอะ ท่านผู้นี้ข้ารักษาคนเดียวก็พอแล้ว”

บรรดาอาจารย์ถูกไล่เป็นครั้งที่ 2 จึงพากันกุมมือแล้วรีบถอยออกไปทันที เหอเทียนเหิงเห็นอาจารย์สตรีคนนั้นกำลังจะตามคนอื่นๆ ออกไปเขารีบยกมือชี้ไปที่นางพลางบอก “ท่านให้นางอยู่ทำแผลให้ข้าก่อน”

“ข้าทำแผลให้ท่านได้” เจ้าสำนักบอก เหอเทียนเหิงบอก “นางคงมือเบากว่าท่าน ให้นางทำแผลให้ข้าเถอะ”

“วะ! ยังจะเรื่องมากอีก” เจ้าสำนักด่า 1 ประโยค เหอเทียนเหิงแย้งเสียงแข็ง “ท่านมือหนัก สตรีย่อมมือเบากว่าท่าน”

“เฮอะ! แล้วไยเมื่อก่อนท่านไม่ให้สตรีทำแผลให้เล่า มีแต่ข้านี่แหละที่ทำแผลให้ท่านมาตลอด” เจ้าสำนักด่าอีกครั้ง เหอเทียนเหิงโต้แย้ง “ก็สตรีเหล่านั้นกลิ่นฉุนเกินไปนี่นา ข้าได้กลิ่นแล้วเวียนหัว”

“เฮอะ เรื่องมากจริง มิน่าจนป่านนี้ท่านถึงยังไม่แต่งงานเสียที สมควรแล้วๆ” เจ้าสำนักด่าอีก เขาหันไปมองอาจารย์เฉินที่เดินรั้งท้ายกำลังจะพ้นประตูห้องโถงออกไปแล้ว เขาจึงร้องเรียก “อาจารย์เฉิน ท่านอยู่ช่วยข้าก่อน”

“หา” เฉินรุ่ยฟางหันไปมองเจ้าสำนักพลางอ้าปากน้อยๆ อย่างงุนงง เจ้าสำนักจึงบอกพลางกวักมือ “มาๆ ท่านอยู่ช่วยข้าก่อน”

เจ้าสำนักเห็นนางยังไม่ก้าวเท้ามา เขาจึงบอกว่า “ไหนๆ อาภรณ์ท่านก็เปื้อนเลือดไปแล้ว อย่างไรก็คงไม่ต้องกลัวเปื้อนอีกกระมัง”

พอได้ยินเหตุผลที่เขาพูด เฉินรุ่ยฟางจึงเดินกลับไปที่ข้างตั่ง เจ้าสำนักจึงลงมือตรวจบาดแผล เฉินรุ่ยฟางยืนดูอยู่ข้างๆ อย่างตั้งอกตั้งใจ

“ไปสู้กับใครมา?” เจ้าสำนักถามพลางตรวจบาดแผลไปด้วย เหอเทียนเหิงตอบเสียงแผ่ว “พวกมารน่ะ”

“หือ?” เจ้าสำนักเลิกคิ้วขึ้น เหอเทียนเหิงจึงเล่าว่า “ข้าไปเจอพวกมันล้ำแดนเข้ามา 20 กว่าคน ข้าจึงสู้กับพวกมัน”

“โอ! 20 กว่าคนเชียว” เฉินรุ่ยฟางอุทานอย่างตกใจ เหอเทียนเหิงเห็นนางตกอกตกใจจึงรีบบอก “ข้าฆ่าพวกมันตายหมดแล้ว แม่นางไม่ต้องกลัว พวกมันไม่อาจเข้ามาถึงที่นี่ได้หรอก”

เฉินรุ่ยฟางจึงรู้สึกโล่งอกขึ้นมา เจ้าสำนักแค่นเสียงเยาะ “เฮอะ! มารแค่ 20 กว่าคนทำให้ท่านบาดเจ็บได้ เห็นทีฝีมือท่านตกไปกระมัง”

“ข้าฝีมือตกที่ไหนกัน ในกลุ่มนั้นมีองค์ชายมาร 2 คน ข้าถูกพวกมันรุม เจ็บแค่นี้ก็ดีแล้ว หากเป็นท่าน คงตายแน่นอน” เหอเทียนเหิงเยาะเย้ยกลับไป เจ้าสำนักหน้ากระตุกยึกๆ อย่างเถียงไม่ออก ก็ใช่ หากเป็นเขาเอง เจอกับระดับองค์ชายมารคนหนึ่งก็เต็มกลืนแล้ว เพราะเขาไม่ได้ฝึกฝนด้านการต่อสู้นี่นา เขาฝึกด้านการหลอมโอสถต่างหาก จะให้ไปสู้รบกับใคร เขาย่อมฝีมือเป็นรองจริงๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องหลอมโอสถ หากเขาบอกว่าตัวเองเป็นที่สอง ย่อมไม่มีใครกล้าเป็นที่หนึ่งแน่นอน!

อ่อ แต่ถ้าเป็นการหลอมโอสถประหลาดๆ เขาขอยอมแพ้ให้เทพโอสถทันที ใครใช้ให้เทพโอสถผู้นั้นมุ่งมั่นด้านการหลอมโอสถประหลาดๆ กันล่ะ เรื่องที่สู้ไม่ได้ เขาก็ยอมรับโดยดี

ขณะที่คุยกัน อาภรณ์บนตัวเหอเทียนเหิงก็ถูกถอดออกไปจนเหลือเพียงกางเกงที่ขาดเป็นรอยยาวหลายรอย เจ้าสำนักก็จัดการรักษาแผลบนร่างกายท่อนบนให้เหอเทียนเหิงไปเรื่อยๆ เหอเทียนเหิงไม่ร้องสักคำ สีหน้าเขากระตุกยึกๆ เพราะเจ็บแผล แต่ก็ไม่มีเสียงร้องหลุดรอดออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว เฉินรุ่ยฟางได้แต่ยืนดูอยู่อย่างนั้น เพราะเจ้าสำนักไม่ได้ใช้ให้นางช่วยทำแผลแต่อย่างใด คล้ายกับให้นางมายืนเป็นไม้ประดับอย่างไรอย่างนั้น

จนกระทั่งเจ้าสำนักจับขอบกางเกงของเหอเทียนเหิงกำลังจะดึงลง เฉินรุ่ยฟางมองดูแล้วรีบหันหลังให้ทันที นางหน้าแดงก่ำรีบเอ่ยว่า “เอ่อ ท่านเจ้าสำนัก ข้าขอตัวก่อน”

“อาจารย์เฉินจะรีบไปทำไมล่ะ? ข้าจะให้ท่านช่วยทำแผลตรงขานี่” เจ้าสำนักถามยิ้มๆ แน่นอนว่ารอยยิ้มของเขาย่อมยิ้มเย้ยให้เหอเทียนเหิง เหอเทียนเหิงเองก็รีบจับขอบกางเกงของตัวเองดึงรั้งเอาไว้ เฉินรุ่ยฟางไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นางเดินลิ่วๆ ออกไปจนแทบจะกลายเป็นวิ่งอยู่แล้ว จะให้นางอยู่ดูบุรุษเปลือยกายได้อย่างไร นางเป็นสตรีที่ยังไม่ได้แต่งงานนะ!

“อาจารย์เฉิน” เจ้าสำนักเรียกน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ เหอเทียนเหิงถลึงตาใส่เจ้าสำนัก “ไม่ต้องเรียกนางแล้ว! ท่านจงใจชัดๆ”

“เมื่อครู่ท่านยังอยากให้นางทำแผลให้อยู่นี่นา ไยตอนนี้ไม่ต้องการแล้วล่ะ?” เจ้าสำนักถามยิ้มๆ “ไหนว่าข้ามือหนักอย่างไรล่ะ ให้นางทำแผลที่ขาให้ท่านซิ รับรองว่านางมือเบากว่าข้าแน่นอน”

“เจ้าสำนัก!” เหอเทียนเหิงเรียกเสียงแข็งอย่างโมโหเดือดปุดๆ เจ้าสำนักจงใจแก้แค้นเขาชัดๆ แผลท่อนบนไม่ให้นางช่วยรักษา กลับจะให้นางรักษาแผลที่ขา จงใจให้เขาอับอายชัดๆ มันน่าฟันกระบี่ใส่สักที! “ฮึ่ม!”

เจ้าสำนักยิ้มเย้ยอย่างได้ใจ เจ้าแน่จริงก็แก้ผ้าให้นางรักษาซิ ฮ่าๆๆๆ…

“ท่านปล่อยมือได้แล้ว นางไปแล้ว” เขาบอกพลางดึงขอบกางเกงลง เหอเทียนเหิงเห็นว่าในห้องโถงไม่มีใครแล้ว เขาจึงยอมปล่อยมือจากขอบกางเกง ปล่อยให้เจ้าสำนักถอดออกไป หลังจากถอดกางเกงเปื้อนเลือดตัวนั้นออกไปแล้ว เจ้าสำนักก็โยนกางเกงตัวนั้นปิดไว้ตรงกลางกายของเหอเทียนเหิง ไม่ใช่ว่าเขาเขินอายจนมององคชาติของคนอื่นไม่ได้ แต่ว่าเรื่องอะไรเขาจะต้องมององคชาติของคนอื่นด้วยล่ะ ของเขาก็มีให้มองเหมือนกัน เหอะ!

เหอเทียนเหิงนอนนิ่งปล่อยให้เจ้าสำนักรักษาบาดแผลน้อยใหญ่บนร่างกาย จวบจนเจ้าสำนักรักษาแผลหมดทุกแผลแล้วจึงหยิบโอสถระดับมหาเทพเม็ดหนึ่งยื่นให้เหอเทียนเหิง “เอ้า กินซะ”

เหอเทียนเหิงรับมาแล้วกินลงไป เจ้าสำนักก็หยิบอาภรณ์บุรุษออกมาจากหยกคุนเฉียนยื่นส่งให้ “เอ้า สวมซิ”

เหอเทียนเหิงรับอาภรณ์ชุดใหม่นั้นมา แล้วขยับตัวลุกขึ้นนั่ง เจ้าสำนักก็ช่วยประคองเขาลุกขึ้น อาการเขาบาดเจ็บไม่น้อยเลย ต้องให้อยู่รักษาตัวที่นี่สักเจ็ดแปดวันนั่นแหละ เหอเทียนเหิงนั่งแล้วก็หยิบเสื้อมาสวม เขาทนเจ็บแผลขณะขยับเขยื้อนเอาไว้

“เช่นนั้นข้าจะให้คนไปส่งข่าวที่ตำหนักไป๋หยุนล่ะกัน” เจ้าสำนักบอก เหอเทียนเหิงส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก คนอื่นล้วนเก็บตัวฝึกฝนกันอยู่ ถึงส่งใครไปก็ไม่มีใครออกมาเปิดประตูหรอก”

“อ่อ งั้นก็ไม่ต้อง” เจ้าสำนักเอ่ยแล้วถามว่า “ติ้จวินก็เก็บตัวฝึกฝนด้วยรึ?”

“อืม” เหอเทียนเหิงพยักหน้าตอบ เจ้าสำนักเห็นเขาใส่เสื้อเสร็จแล้วจึงช่วยประคองเขาลุกขึ้นยืน เหอเทียนเหิงลุกขึ้นยืนแล้วสวมกางเกงอย่างทุลักทุเลเพราะเจ็บแผล เจ้าสำนักก็ไม่ได้เรียกใครเข้ามาช่วยใส่อาภรณ์ให้เขา เพราะนิสัยของเหอเทียนเหิงนั้นไม่ชอบให้คนอื่นถูกเนื้อต้องตัว มีเพียงคนสนิทของเขาที่อยู่ในตำหนักไป๋หยุนเท่านั้นที่เขายอมให้แตะเนื้อต้องตัวได้ ดังนั้นเขาจึงปล่อยให้เหอเทียนเหิงใส่อาภรณ์เอง หากไม่ใช่ว่าเขาบาดเจ็บ แม้แต่ตัวเขาที่เป็นถึงเจ้าสำนักโอสถ เหอเทียนเหิงก็ไม่ยอมให้แตะเนื้อต้องตัวเช่นกัน คนผู้นี้นิสัยเย่อหยิ่งคล้ายตี้จวินนั่นแหละ เขาอยู่รับใช้ใกล้ชิดตี้จวินมานานจนติดนิสัยหลายๆ อย่างมาจากตี้จวินโดยไม่รู้ตัว

“ไปๆ ข้าพาท่านไปเรือนรับรอง” เจ้าสำนักบอกหลังจากเห็นว่าเหอเทียนเหิงสวมอาภรณ์เสร็จแล้ว เหอเทียนเหิงพยักหน้า “อืม”

เจ้าสำนักจึงยื่นมือไปประคองเขาเดินออกจากห้องโถง เหอเทียนเหิงยอมให้เจ้าสำนักช่วยประคองเดินเพราะตอนนี้เขาแทบจะคลานแทนเดินแล้ว

เมื่อส่งเหอเทียนเหิงเข้าเรือนรับรองไปแล้ว เจ้าสำนักก็สั่งให้บ่าวรับใช้คอยส่งอาหารและโอสถวันละ 3 เวลาทุกวัน

ส่วนเรื่องอื่นเขากำชับไม่ให้บ่าวรับใช้เข้าไปวุ่นวาย ไม่เช่นนั้นหากเผลอไปแตะเนื้อต้องตัวเจ้าคนหวงเนื้อหวงตัวผู้นั้นเข้า เกรงว่าบ่าวรับใช้คงถูกฆ่าตายแน่แท้

บ่าวรับใช้ได้ยินคำสั่งของท่านเจ้าสำนักก็รับคำแข็งขัน รวมทั้งข้อห้ามที่ท่านเจ้าสำนักกำชับกำชา เขาย่อมไม่อยากตกตาย ดังนั้นจึงจดจำข้อห้ามไว้ให้ดีๆ เลยทีเดียว “ท่านเจ้าสำนักวางใจได้ ข้าน้อยจดจำได้ทุกอย่างขอรับ”

“อืม ดีๆ” เจ้าสำนักวางใจแล้วจึงเดินกลับเรือนตัวเองไป เหอเทียนเหิงก็นอนพักอยู่ในเรือนรับรอง

เฉินรุ่ยฟางกลับถึงเรือนตัวเอง นางเห็นเฉินจิ้งเสียนกำลังตั้งอกตั้งใจหลอมโอสถจึงไม่ได้เข้าไป ปล่อยให้เขาหลอมโอสถเสร็จก่อนนางค่อยเข้าไป เรือนของนางอยู่ห่างจากห้องโถงรับแขกมาก ดังนั้นเสียงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นที่นั่นจึงไม่ดังมาถึงที่นี่ เฉินจิ้งเสียนจึงยังไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่เมื่อเขากลับไปเรือนของเขา ได้พูดคุยกับศิษย์คนอื่น ก็คงจะรู้เรื่องในไม่ช้านี้แหละ

จนกระทั่งเฉินจิ้งเสียนหลอมโอสถเสร็จ เขามองดูโอสถระดับมนุษย์ที่อยู่ในเตาหลอมอย่างพอใจ ครั้นหันไปมองทางหน้าเรือนก็เห็นอาจารย์ตัวเองกำลังพลิกตากสมุนไพรอยู่ เขาจึงรีบหยิบเม็ดโอสถไปอวดทันที “อาจารย์ขอรับ ท่านดูโอสถที่ข้าหลอมซิขอรับ”

เฉินรุ่ยฟางหันไป พลางรับโอสถเม็ดนั้นมาดูแล้วยื่นส่งคืนให้ “ดีมาก เจ้าฝีมือดีขึ้นทุกวัน อีกไม่กี่ปีก็คงหลอมโอสถเทพออกมาได้แน่นอน”

“ขอรับ” เฉินจิ้งเสียนยิ้มดีใจ รับโอสถคืนมา พลันสายตาก็เห็นสีแดงบนอาภรณ์อาจารย์ “หือ?”

เฉินรุ่ยฟางมองตามสายตาเขาที่จ้องมองคราบเลือดบนอาภรณ์ นางจึงบอก “เปื้อนเลือดน่ะ”

“เลือด?” เฉินจิ้งเสียนตกตะลึงงันไปครู่หนึ่ง แล้วก้าวไปจับไหล่นางทั้งสองข้าง “ท่านบาดเจ็บหรือขอรับ!?”

“ไม่ใช่ๆ เลือดคนอื่นน่ะ ไม่ใช่เลือดข้า” เฉินรุ่ยฟางบอกแล้วอธิบายว่า “เป็นคนอื่นบาดเจ็บแล้วข้าไปเจอเข้าพอดี ข้าจึงช่วยประคองเขาเข้ามาในสำนักน่ะ”

“อ่อ ดีแล้วๆ ท่านไม่บาดเจ็บก็ดีแล้วขอรับ” เฉินจิ้งเสียนเอ่ยพลางขยับเข้าไปกอดนาง เฉินรุ่ยฟางตกใจ “อ่ะ!”

ครู่ต่อมานางรีบดันตัวเขาออก “เจ้าปล่อยข้า!”

เฉินจิ้งเสียนอยากจะกอดต่อ แต่ก็กลัวว่าจะทำให้นางโกรธจนตีตัวออกห่าง เขาจึงยอมปล่อยนางพลางแก้ตัวว่า “ขออภัยขอรับๆ ข้าลืมตัวไป เป็นเพราะข้าเป็นห่วงท่านน่ะขอรับ ท่านอย่าได้โกรธข้าเลยนะขอรับ”

เขาถอยห่างพลางทำท่ารู้สึกผิดยิ่งนัก เฉินรุ่ยฟางโบกๆ มือ “ช่างเถอะๆ ต่อไปเจ้าก็ระวังหน่อย หากใครเห็นเข้าย่อมเอาไปพูดเสียหายแน่”

นางบอกแล้วพลางหันไปมองรอบๆ ตัว เห็นว่าบริเวณรอบๆ ไม่มีใครอยู่เลยจึงรู้สึกโล่งใจไม่น้อย หากว่ามีคนเห็นเหตุการณ์เมื่อกี้ นางคงอับอายจนไม่กล้าสู้หน้าคนไปอีกนานทีเดียว

“ขอรับอาจารย์” เฉินจิ้งเสียนรับคำอย่างรู้สึกผิด แต่ในใจนั้นกลับเบิกบานยิ่งนัก เขากอดนาง นางก็ไม่ได้โกรธเขามากนัก แสดงว่าในใจนางต้องมีเขาอยู่บ้างแล้วแน่นอน หึๆๆๆ…

“เจ้ากลับไปเถอะ ข้าจะพักผ่อนแล้ว” เฉินรุ่ยฟางบอก เฉินจิ้งเสียนเอ่ย “เช่นนั้นก่อนกลับ ข้าไปเตรียมน้ำร้อนให้ท่านนะขอรับ”

“อืม” เฉินรุ่ยฟางอนุญาต นางชินกับการที่ลูกศิษย์คอยรับใช้ไปเสียทุกเรื่องอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว งานทุกอย่างในเรือนล้วนเป็นเฉินจิ้งเสียนอาสาทำให้หมด ไม่ว่าจะเป็นปัดกวาดถูเรือน ตักน้ำ ซักผ้า ชงชา ล้วนเป็นเขาอาสาทำจนนางแทบไม่ต้องขยับตัวเลยสักนิด

เฉินจิ้งเสียนจึงก้าวไปต้มน้ำร้อน ตักน้ำไปใส่อ่างอาบน้ำ หลังจากเตรียมน้ำร้อนเสร็จแล้วเขาจึงลากลับไป เฉินรุ่ยฟางก็เข้าเรือนไป ปิดประตูหน้าต่าง เข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์ชุดใหม่ จากนั้นก็เอาตำราโอสถออกมาศึกษาต่อ นางอ่านตำราไปจนดึกดื่น ดวงตาเมื่อยล้ายิ่งนัก จึงได้เก็บตำราแล้วเข้านอน

เวลาผ่านไป 5 วัน เหอเทียนเหิงอาการดีขึ้นมากแล้ว เขาลุกขึ้นเดินเหินได้คล่องตัวราวกับไม่เคยบาดเจ็บอย่างไรอย่างนั้น

เมื่ออาการดีขึ้นแล้วเขาจึงใช้บ่าวรับใช้ไปซื้ออาภรณ์สตรีมาหลายชุด บ่าวรับใช้ทำตามคำสั่งอย่างสงสัยอยู่ในใจ ท่านเหอซื้ออาภรณ์ให้สตรีคนไหน? หรือว่าเป็นคนในใจ?

เขาสงสัยแต่ไม่กล้าเอ่ยถาม แน่นอนว่าเขาย่อมเลือกอาภรณ์ที่แพงที่สุดในร้าน เขาซื้อมา 10 ชุดเลยทีเดียว เพราะท่านเหอสั่งว่า ‘ซื้อมาหลายๆ ตัวหน่อย เลือกที่ดีที่สุดด้วยล่ะ’

ครั้นเขาถามขนาดอาภรณ์ ท่านเหอก็ทำมือทำไม้ ‘สูงประมาณนี้’

‘เอวประมาณนี้’

บ่าวรับใช้จดจำเอาไว้พลางกลั้นขำแทบตายในขณะที่มองดูท่านเหอทำท่าทำทางขนาดตัวของอาภรณ์ที่จะให้เขาซื้อ ทั้งยังยื่นถุงคุนเฉียนให้ใบหนึ่ง เมื่อเขาเปิดดูพบว่ามีหยกปราณสวรรค์ระดับสูงกองเป็นภูเขาเลากาอยู่ในถุงก็อึ้งไปครู่หนึ่ง

เมื่อไปถึงร้านขายอาภรณ์ บ่าวรับใช้ก็ทำท่าทำทางบอกขนาดกับเถ้าแก่เหมือนที่ท่านเหอทำให้เขาดูไม่มีผิดเพี้ยน เถ้าแก่ดูแล้วก็พยักหน้าหงึกๆ จากนั้นก็เลือกอาภรณ์ตามขนาดที่รู้แค่ส่วนสูงกับรอบเอว เมื่อซื้อเสร็จแล้วบ่าวรับใช้ก็นำกลับไปมอบให้ท่านเหอทันที

เหอเทียนเหิงมองดูอาภรณ์ 10 ชุดนั้นอย่างพอใจแล้วก็เก็บอาภรณ์ไป เขาลุกขึ้นกำลังจะก้าวออกไปจากเรือน พลันนึกขึ้นได้ว่า เขาไม่รู้ว่าแม่นาง ‘อาจารย์เฉิน’ คนนั้นอยู่ที่ไหน เขาจึงหันไปถามบ่าวรับใช้ว่า “อาจารย์เฉินอยู่ที่ไหนรึ?”

“อาจารย์เฉินหรือขอรับ?” บ่าวรับใช้ย้อนถาม เหอเทียนเหิงพยักหน้า “ใช่ อาจารย์เฉิน สตรีที่ตัวสูงเท่านี้น่ะ”

“อ่อ” บ่าวรับใช้ส่งเสียงคำหนึ่ง อาจารย์เฉินที่เป็นสตรี มีคนเดียวในสำนัก ดังนั้นเขาจึงตอบได้ทันที “นางอยู่ที่เรือนพักทางทิศตะวันออกขอรับ”

“นำทาง” เหอเทียนเหิงสั่ง บ่าวรับใช้หมุนตัวเดินนำออกไปทันที เหอเทียนเหิงเดินตามไป จนไปถึงเรือนพักของเฉินรุ่ยฟาง บ่าวรับใช้ก็ผายมือ “เรือนนี้ขอรับ”

“อืม” เหอเทียนเหิงพยักหน้า เขามองเข้าไปในเรือนหลังนั้น เห็นผ่านหน้าต่างว่าแม่นางคนนั้นนั่งอยู่ในห้องโถง เขาจึงโบกมือไล่บ่าวรับใช้ บ่าวรับใช้จึงกุมมือคารวะแล้วเดินจากไปอย่างเงียบๆ เหอเทียนเหิงหันไปมองแม่นางอาจารย์เฉิน เขาส่งเสียงเรียกนางอยู่หน้าประตูรั้วเตี้ยๆ “อาจารย์เฉินๆ”

เฉินรุ่ยฟางได้ยินเสียงเรียกจึงเงยหน้าจากกองสมุนไพรตรงหน้า มองผ่านหน้าต่างออกไปก็เห็นเหอเทียนเหิงยืนอยู่หน้าเรือน นางจึงลุกไปหา “คุณชาย ท่านเรียกข้าหรือ?”

“ใช่ ข้ามีธุระจะพูดกับท่านน่ะ” เหอเทียนเหิงพยักหน้า เฉินรุ่ยฟางจึงเชิญเขาเข้าไปนั่งในห้องโถง “เช่นนั้นเชิญคุณชาย”

นางเปิดประตูรั้วพลางผายมือเชื้อเชิญ เหอเทียนเหิงเดินเข้าไป เฉินรุ่ยฟางเดินนำไป พลางผายมือที่เก้าอี้ “เชิญคุณชาย”

เหอเทียนเหิงนั่งลง พลางมองไปรอบๆ ห้องโถง เครื่องเรือนในห้องไม่ใช่ของล้ำค่าราคาแพง เป็นของที่หาซื้อได้ทั่วไป เขามองไปเรื่อยๆ ไม่ได้จับจ้องที่ใดที่หนึ่งเป็นพิเศษ เฉินรุ่ยฟางก็ชงชารับแขก นางไม่รู้ว่าเขาชอบดื่มชาชนิดไหน แต่ที่เรือนของนางมีแต่ชาดอกไม้ที่นางทำเอง ดังนั้นนางจึงชงชาดอกเหมยกุ้ยให้เขา น้ำชาสีชมพูอ่อนอยู่ในถ้วยสีขาวถูกยกไปวางตรงหน้าคุณชายเหอ

“น้ำชา” นางเอ่ย เห็นเขาจ้องน้ำชาในถ้วยคิ้วขมวดนิดๆ นางจึงอธิบายว่า “นี่คือชาดอกเหมยกุ้ยที่ข้าทำเอง ขออภัยด้วยที่ข้าไม่มีชาชนิดอื่น”

“อ่อๆ ไม่เป็นไรๆ ชาอะไรข้าก็ดื่มได้ ขอเพียงไม่หวานก็พอ” เหอเทียนเหิงบอกพลางยกถ้วยชาขึ้นจิบ กลิ่นดอกเหมยกุ้ยหอมอวลในปาก กลิ่นหอมเหมือนกลิ่นกายจากตัวนางไม่มีผิด เขากลืนน้ำชาลงไปแล้วชมว่า “หอมดี”

“เช่นนั้นก็ดี” เฉินรุ่ยฟางยิ้มรับ เหอเทียนเหิงยกชาขึ้นจิบจนหมดถ้วย

เฉินรุ่ยฟางรอจนเขาวางถ้วยชาลง นางยื่นกาน้ำชาไปรินชาเติมให้พลางถาม “ท่านมาหาข้า มีธุระอะไรหรือ?”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!