Chapter 9 (18+)ท่านตายไปเสียเถอะ
“อา!” ฮูหยินฟังแล้วอ้าปากค้าง ครู่ต่อมานางก็พยักหน้าหงึกๆ “ข้าจะรีบไปเกลี้ยกล่อมเขาเจ้าค่ะ”
“ไปๆ เจ้ารีบไปเถอะ” ผู้อาวุโสรองโบกมือ ฮูหยินจึงรีบออกไป
เมื่อไปถึงห้องโถง ฮูหยินก็เข้าไปไต่ถามว่า “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
เฉินจิ้งเสียนเงยหน้ามองฮูหยินแล้วก้มหน้าลงเหมือนได้รับความอัปยศอดสู เขาไม่พูดอะไรสักคำ ฮูหยินร้อนใจจนรีบแตะแขนเขาเอ่ยว่า “เรื่องนี้…เรื่องนี้เจ้าถูกหลิงเอ๋อร์กลั่นแกล้ง เช่นนั้นข้ายกหลิงเอ๋อร์ให้แต่งกับเจ้าเป็นอย่างไร?”
เฉินจิ้งเสียนฟังแล้วรีบเงยหน้าขึ้น แกล้งเบิกตาโตอย่างเหลือเชื่อ แล้วก็ทำสีหน้าเหมือนกลืนโอสถขมปี๋ลงไป กล่าวเสียงเบาว่า “ข้าน้อยต่ำต้อย ไหนเลยจะกล้าอาจเอื้อมแม่นางเป่า ยังมีบุรุษอีกมากที่ดีกว่าข้าน้อย ข้าน้อยไม่กล้าอาจเอื้อมจริงๆ ขอรับ”
เขาก้มหน้าลงทำท่าเหมือนตัวเองต่ำต้อยด้อยค่าไม่คู่ควรกับดวงดาราบนฟากฟ้าอย่างไรอย่างนั้น ฮูหยินร้อนใจจะตายแล้วรีบเอ่ยว่า “หรือเจ้ามีคนในดวงใจแล้วจึงได้ปฏิเสธหลิงเอ๋อร์ของข้า?”
เฉินจิ้งเสียนรีบเงยหน้าขึ้นเอ่ยเสียงดังว่า “ไม่ใช่นะขอรับ”
เขาก้มหน้าลงเอ่ยเสียงเบาว่า “ข้าน้อยยังไม่มีใครทั้งนั้นขอรับ ท่านพ่อท่านแม่ยังไม่ได้หมั้นหมายให้ข้าน้อย เพียงแต่แม่นางเป่าสูงส่งถึงเพียงนั้น ข้าน้อยเป็นเพียงศิษย์ขั้นต้นของสำนักเท่านั้น จะคู่ควรกับแม่นางเป่าได้อย่างไร หากว่าแม่นางเป่าแต่งกับข้าน้อย นั่นเป็นเรื่องที่ข้าน้อยหลับฝันก็ยังยิ้มจนตื่นเลยขอรับ”
ฮูหยินฟังแล้วรู้สึกยินดี เจ้าหนุ่มนี้ไม่มีคู่หมั้นคู่หมาย หัวจิตหัวใจยังว่างเปล่า อีกทั้งยังถ่อมตัวกลัวว่าตัวเขาจะไม่คู่ควรกับบุตรสาวของนาง บุรุษที่ดีเช่นนี้ก็ควรให้แต่งกับหลิงเอ๋อร์เถอะ!
“ในเมื่อเจ้าไม่ขัดข้อง เช่นนั้นข้าจะรีบจัดงานแต่งงานให้เจ้ากับหลิงเอ๋อร์โดยเร็วที่สุดก็แล้วกัน” นางบอกพลางตบไหล่เขา เฉินจิ้งเสียนเงยหน้าขึ้นแกล้งทำปากอ้าตาค้าง สีหน้าเหลือเชื่อ เขากะพริบตาปริบๆ เหมือนว่าตัวเองได้ยินไม่ชัดหรือต้องฟังผิดไปกระมัง ฮูหยินจึงตบๆ ไหล่เขาแรงๆ เอ่ยว่า “ยังไม่เรียกท่านแม่อีก”
“ทะ…ท่านแม่” เฉินจิ้งเสียนเรียกตะกุกตะกัก แกล้งทำท่าทางเหมือนส้มหล่นใส่หัวเขาอย่างไรอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ในใจเขากระหยิ่มยิ้มย่องยิ่งนัก หากว่าไม่ยกเป่าหลิงให้แต่งงานกับเขา นางยังจะแต่งงานกับผู้ใดได้อีก? บุรุษคนใดหรือจะอยากได้สตรีที่ผ่านมือบุรุษอื่นมาแล้ว สตรีที่สูญเสียพรหมจรรย์ไปแล้วล้วนเหมือนอาภรณ์ขาด เหมือนชิ้นเนื้อที่คนเคี้ยวกลืนแล้วคายทิ้งออกมานั่นแหละ
“ดีๆ” ฮูหยินพยักหน้ารู้สึกโล่งใจไปเปลาะหนึ่งแล้ว เจ้าหนุ่มนี้ตกลงก็ถือว่าบรรลุจุดประสงค์ไปเกินครึ่งแล้ว ส่วนหลิงเอ๋อร์ของนางหากว่าไม่ยอมแต่งงานก็ต้องบังคับให้แต่งล่ะ!
ยอมก็แต่ง ไม่ยอมก็ยังต้องแต่งอยู่ดี!
ถึงวันมงคลหากนางยังไม่ยินยอม นางผู้เป็นมารดาก็จะจับนางมัดยัดใส่เกี้ยวเจ้าสาวเสียเลย!
ใครใช้ให้นางเล่นเลยเถิดจนถึงขั้นเสียพรหมจรรย์เล่า!
เมื่อตกลงกันได้แล้ว เฉินจิ้งเสียนจึงออกจากเรือนผู้อาวุโสรองไปทันที เขามุ่งหน้ากลับบ้านนำข่าวไปแจ้งให้บิดามารดารับรู้ เพื่อที่บิดามารดาจะได้จัดเตรียมสินสอดให้พรักพร้อมรอให้ถึงวันมงคล
กว่าเฉินรุ่ยฟางจะรู้ข่าวมงคลของผู้อาวุโสรองก็ผ่านไปหลายวันแล้ว นางมัวแต่ยุ่งกับการหลอมโอสถจนไม่ได้ออกจากเรือนหลายวัน ทั้งยังลืมไปว่าเฉินจิ้งเสียนไม่ได้มาหานางหลายวันแล้ว หรือเขาอาจจะมา แต่เห็นนางกำลังหลอมโอสถจึงไม่กล้ารบกวนกระมัง จนนางได้ข่าวแน่ชัดว่าคนที่จะแต่งงานกับบุตรสาวของผู้อาวุโสรองคือเฉินจิ้งเสียนลูกศิษย์ของนางเอง นางก็ตกใจยากจะเชื่อจริงๆ เป็นเขาไปได้อย่างไร!?
ก็เขาจะแต่งงานกับข้านี่นา!
ไม่ๆ ต้องไม่ใช่เขา!
ข้าต้องถามเขาให้รู้เรื่อง!
นางคิดแล้วจึงรีบไปหาเฉินจิ้งเสียนทันที แต่เมื่อไปถึงเรือนพักของเฉินจิ้งเสียน ตัวเฉินจิ้งเสียนไม่อยู่ที่เรือน สอบถามเพื่อนบ้านของเขาก็ได้ความว่าเขากลับบ้านไปแล้ว นางจึงตามไปหาเขาที่บ้านทันที
เฉินจิ้งเสียนพบอาจารย์ตัวเองหลังจากที่เขากำลังเดินทางจากบ้านกลับสำนักโอสถ เมื่อเฉินรุ่ยฟางเจอหน้าเฉินจิ้งเสียน นางจึงรีบถามเขาว่า “ไยจึงมีข่าวว่าเจ้าจะแต่งงานกับบุตรสาวของผู้อาวุโสรองเล่า?”
“เอ่อ…” เฉินจิ้งเสียนอึกอักไป เขามองไปรอบๆ ตัว เมื่อเห็นว่ามีแค่เขากับนางที่อยู่ตรงนี้ รอบด้านเป็นป่ารก บนเส้นทางยังไม่มีผู้ใดสัญจรผ่านมา เขาจึงเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา เขารีบก้าวเข้าไปโอบเอวนางประจบเอาใจว่า “อาจารย์ ท่านฟังผิดแล้วกระมัง ข้าจะแต่งงานกับนางได้อย่างไร?”
“แล้วไยจึงมีข่าวเช่นนั้นเล่า?” เฉินรุ่ยฟางถามคาดคั้น นางจ้องหน้าเขาเขม็ง เฉินจิ้งเสียนจึงรั้งนางเข้ามากอดแน่น “อาจารย์ขอรับ ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ที่ข้ารีบกลับบ้านไปก็เพื่อที่จะบอกท่านพ่อท่านแม่ให้จัดเตรียมเรื่องแต่งงานของข้ากับท่านอย่างไรล่ะขอรับ ข้าอยากทำให้ท่านประหลาดใจจึงได้เก็บเป็นความลับไม่ยอมบอกท่าน หากท่านไม่เชื่อท่านก็ไปบ้านข้าเถอะ ไปพบท่านพ่อท่านแม่ของข้า ท่านพ่อท่านแม่จะได้เห็นลูกสะใภ้ของตัวเองเสียที”
เฉินรุ่ยฟางฟังแล้วถามว่า “เป็นเช่นนั้นจริงๆ รึ?”
“จริงซิขอรับ ถ้าหากท่านไม่เชื่อ ท่านก็ไปพบท่านพ่อท่านแม่ข้าเดี๋ยวนี้เลยขอรับ” เฉินจิ้งเสียนบอกแล้วผละออกพลางจูงมือนางออกเดิน เฉินรุ่ยฟางจึงเดินตามไปโดยดี
เฉินจิ้งเสียนพาอาจารย์เดินไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งถึงทางแยกด้านหนึ่งเขาก็พานางเดินเลี้ยวไปทางทางแยกสายเล็กนั้น เส้นทางนี้ไม่ได้ไปบ้านของเขา แต่เส้นทางนี้มุ่งหน้าสู่หุบเขาแห่งหนึ่ง
เฉินรุ่ยฟางไม่รู้ว่าบ้านของเฉินจิ้งเสียนอยู่ที่ใด รู้แค่บ้านเขาอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง อยู่ในเมืองแห่งหนึ่งเท่านั้น นางมาตามที่อยู่คร่าวๆ ที่ได้รับรู้มา ส่วนภูมิประเทศเป็นอย่างไรนางไม่รู้โดยละเอียด ในเมื่อเขานำทางนางไป นางก็เดินตามเขาไป ทั้งยังรู้สึกกังวลและตื่นเต้นอยู่ในใจ กังวลว่าบิดามารดาของเขาจะชอบนางหรือไม่? ตื่นเต้นที่จะได้เจอบิดามารดาของสามี
เฉินจิ้งเสียนจูงมือนางพาเดินไปตามเส้นทางสายเล็กๆ ยิ่งเดินลึกเข้าไป เส้นทางก็แคบลงเรื่อยๆ จนเหลือแค่ทางเดินเล็กๆ ที่เหมือนรอยทางสัตว์ป่าใช้สัญจร เขาเห็นนางมองไปรอบๆ คิ้วนางขมวดคล้ายสงสัยเขาจึงรีบบอกว่า “นี่เป็นทางลัดขอรับ หากว่าเดินไปตามทางสายหลักจะอ้อมกว่านี้ เส้นทางนั้นรถม้าผ่านได้ แต่เส้นทางนี้รถม้าผ่านไม่ได้ขอรับ”
“อ่อ” เฉินรุ่ยฟางพยักหน้ารับรู้ คิ้วนางคลายออก เฉินจิ้งเสียนจึงลอบถอนหายใจ
จนกระทั่งเดินลึกเข้าไปในป่าเขาที่เงียบสงบ เฉินจิ้งเสียนก็ดึงตัวนางไปกอดรัดบดจูบ เฉินรุ่ยฟางตกตะลึงเบิกตาโต แต่ก็ยอมให้เขากอดจูบ
เฉินจิ้งเสียนล้วงเข้าไปในกระโปรงนาง ผละริมฝีปากออกพลางสั่งว่า “อ้าขาซิ”
“อื้อ” เฉินรุ่ยฟางอ้าขาออก เฉินจิ้งเสียนล้วงเข้าไปในกางเกงตัวใน บีบเคล้นกลีบเนื้ออ่อนนุ่ม เฉินรุ่ยฟางครางออกมา “อื้อ…จิ้งเสียน…”
เฉินจิ้งเสียนบีบเคล้นอยู่ครู่หนึ่งจนมือเขาเปียกชื้น เขาจึงดึงมือนางออกมาแล้วจับนางเปลื้องอาภรณ์ออก เฉินรุ่ยฟางขัดขืน “อื้อ…อย่าจิ้งเสียน เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า”
“แถวนี้ไม่มีใครมาหรอกขอรับ ท่านวางใจได้” เฉินจิ้งเสียนบอกอย่างรับรองสีหน้าหนักแน่น มือก็ดึงรั้งอาภรณ์ออกไปพลางอ้อนว่า “ข้าไม่ได้พบท่านตั้งหลายวัน ข้าหิวเหลือเกิน”
เฉินรุ่ยฟางถูกเขาเร้าอารมณ์จนนางเองก็อยาก นางจึงปล่อยให้เขาถอดอาภรณ์ออกไป
เมื่อถอดอาภรณ์ออกจนหมดแล้ว เฉินจิ้งเสียนก็อ้อนอีกว่า “อาจารย์ ข้าอยากลองท่าทางใหม่ๆ ดูบ้าง”
“ฮื้อ เจ้าน่ะ” เฉินรุ่ยฟางเขินอายจนหน้าแดง เฉินจิ้งเสียนจึงยิ่งอ้อนว่า “ให้ข้าลองนะขอรับ”
“อื้ม” เฉินรุ่ยฟางพยักหน้าอนุญาต เฉินจิ้งเสียนจึงเอาเชือกออกมาจากถุงคุนเฉียน เฉินรุ่ยฟางมองเชือกเส้นนั้นอย่างสงสัยใคร่รู้ เฉินจิ้งเสียนเอาเชือกเส้นนั้นมัดข้อมืออาจารย์เอาไว้แล้วโยงเชือกขึ้นไปผูกบนกิ่งไม้ เฉินรุ่ยฟางจึงถูกผูกโยงยืนเปลือยเปล่าอยู่อย่างนั้น นางมองเขาอย่างฉงนสงสัย “นี่เจ้าจะทำอะไรรึ? ไยต้องมัดข้าเช่นนี้ด้วยล่ะ?”
“ลองท่าใหม่อย่างไรล่ะขอรับ เชื่อเถอะว่าท่านต้องชอบแน่นอน” เฉินจิ้งเสียนยิ้มแย้มหน้าระรื่น อันที่จริงที่เขามัดนางไว้ก็เป็นเพราะว่าเขากลัวนางจะหนีอย่างไรล่ะ มัดไว้ก่อน เมื่อมัดไว้แล้วอย่างไรนางก็หนีเขาไปไม่ได้แล้ว หึๆๆๆ…
เขาเอาเชือกออกมาอีกเส้นหนึ่งแล้วมัดไว้ที่ใต้ข้อพับเข่าของนาง จากนั้นก็โยงเชือกขึ้นไปมัดไว้กับกิ่งไม้ ทำให้เฉินรุ่ยฟางยืนขาเดียว ขาอีกข้างห้อยงอลงมา กลีบเนื้ออ่อนนุ่มอ้าออก เฉินจิ้งเสียนมองดูนางที่ถูกมัดจนอยู่ในท่าทางเย้ายวนก็ยิ้มถูกใจ เขาขยับเข้าไปกอดนาง ถอดกางเกงออกไป แล้วจับองคชาติดุนดันเข้าไปในรูอ่อนนุ่มที่ชื้นฉ่ำ
“อื้อ…” เฉินรุ่ยฟางครางออกมา นางเสียว ทั้งยังกังวลว่าใครจะมาเห็นเข้า หากว่ามีใครเห็นท่าทางในตอนนี้ของนาง นางยังจะสู้หน้าผู้คนได้อย่างไร หรือหากเกิดเรื่องเลวร้ายมากกว่านั้นล่ะ อย่างเช่น คนๆ นั้นมาเห็นนางในตอนนี้แล้วคิดฆ่าจิ้งเสียนแล้ว…แล้ว…
นางกังวลมากจริงๆ เฉินจิ้งเสียนโยกเอวกระทุ้งกระแทกพลางบอกว่า “อาจารย์ ท่านอย่ากังวลไปเลย แถวนี้ไม่มีใครมาหรอก พวกเรามามีความสุขกันเถอะ”
“ฮื้อ…แต่ว่า…” เฉินรุ่ยฟางแย้ง ปากนางก็ถูกเขาจูบปิดปากเสียแล้ว เฉินจิ้งเสียนจูบอยู่ครู่หนึ่งก็ถอนริมฝีปากออก พลางตั้งอกตั้งใจโยกเอวใส่นาง เฉินรุ่ยฟางเสียวจนได้แต่ร้องคราง “อ้า…จิ้งเสียน อื้อ…”
เฉินจิ้งเสียนกระทุ้งกระแทกอยู่พักหนึ่งก็หลั่งธารน้ำ “โอ…”
เขาหอบหายใจอย่างมีความสุข เมื่อคิดว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่เขาจะได้เสพสมกับนางองคชาติของเขาจึงแข็งขึงขึ้นมาอีกครา ราวกับอยากจะตักตวงความสุขนี้ให้คุ้มค่า เขาจึงโยกเอวใส่นางอีกครั้ง เฉินรุ่ยฟางที่ยังไม่สุขสมจึงครวญครางอย่างพอใจ “อื้อ…จิ้งเสียน วันนี้เจ้าหิวมากจริง”
“ต้องโทษท่านที่ทำให้ข้าเป็นแบบนี้” เฉินจิ้งเสียนเย้าแหย่พลางกระทุ้งกระแทกอย่างไม่ปรานีปราศรัย เฉินรุ่ยฟางเขินอายจนหน้าแดง “อืมๆ เป็นข้าผิดเอง”
“ใช่ เป็นท่านผิดเอง ดังนั้นท่านก็ยอมรับการลงโทษจากข้าดีๆ เถอะ” เฉินจิ้งเสียนเอ่ยพลางกระทุ้งกระแทกไม่หยุดไม่พัก เขากระทุ้งจนนางหวีดร้องเสียงแหลม “อ้าาาาาา…”
เฉินรุ่ยฟางสุขสมจนตัวเกร็ง เฉินจิ้งเสียนถูกนางบีบรัดแทบขาดจึงไม่อาจทานทนไหว เขาจึงกระทุ้งอีกไม่กี่ทีก็สุขสมตามนางไปติดๆ “โอ…”
เฉินรุ่ยฟางกำลังรู้สึกล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ พลัน! หูได้ยินเสียงดังฉึก! นางรู้สึกเจ็บแปล๊บที่แผ่นหลัง! “อึก!”
เมื่อนางเหลือบมองไปข้างหลังก็เห็นมือหนึ่งกำด้ามมีดแทงใส่แผ่นหลังของนาง ครั้นนางมองตามมือนั้นไป ตามท่อนแขนไปเรื่อยๆ ก็พบว่ามือนั้นคือมือของเฉินจิ้งเสียน นางมองหน้าเขาอย่างงุนงงไม่เข้าใจ “เจ้า?”
“อาจารย์ ท่านตายไปเสียเถอะ เมื่อท่านตายแล้วตราเทพของท่านก็แตกสลาย ของทุกอย่างของท่านก็จะกลายเป็นของข้า อีกอย่างข้าจะแต่งงานกับแม่นางเป่า มีท่านอยู่ย่อมไม่สะดวกจริงๆ ดังนั้นท่านตายไปเถอะ เพื่อข้าจะได้มีความสุข” เฉินจิ้งเสียนบอกอย่างไม่รู้สึกผิดเลยสักนิด เขายิ่งกำด้ามมีดแน่น กดลึกลงไป จนปลายมีดทะลุทรวงอก ฉึก!
“อึก!” เฉินรุ่ยฟางสะอึกทีหนึ่ง นางไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะฆ่านางได้ลงคอ!
เฉินจิ้งเสียนดึงมีดออกแล้วแทงซ้ำอีกครั้งอย่างเหี้ยมโหด เฉินรุ่ยฟางร้อง “อัก!”
นางเจ็บจนแทบสิ้นสติ รู้สึกถึงเลือดอุ่นๆ ไหลออกจากบาดแผล นางดิ้นรน แต่นางถูกเขามัดไว้เหลือเพียงขาข้างเดียวที่ยังเป็นอิสระ แต่ขาข้างเดียวหรือจะสู้เขาได้ เขาจับขานางไว้แน่นจนนางไม่อาจต่อสู้ได้เลย เป็นนางโง่เอง ปล่อยให้เขามัด จนสุดท้ายก็ถูกเขาฆ่าตายอย่างเลือดเย็น!
นางแค้นเหลือเกิน! นางแค้นจนอยากลากเขาลงไปปรโลกด้วยกัน!
ตัวนางกระตุกเกร็ง ลมหายใจขาดห้วงไป จิตวิญญาณหลุดออกจากร่าง วิ๊ง!
เฉินจิ้งเสียนเห็นว่านางขาดใจตายแล้ว เขาจึงปล่อยมือจากด้ามมีด ทิ้งมีดไว้ค้างคาบนแผ่นหลังนาง จากนั้นเขาจึงก้มลงหยิบถุงคุนเฉียนของนางขึ้นมา เมื่อนางตายตราเทพบนถุงคุนเฉียนก็สลายหายไป ทำให้เขาสามารถเปิดถุงดูได้ สิ่งของข้างในที่มีตราเทพของนางล้วนตราเทพแตกสลายสิ้น กลายเป็นสิ่งของที่ไร้เจ้าของทันที เขาเทสิ่งของเหล่านั้นออกมาตรวจดู ทรัพย์สินของนางมีมากพอสมควรเขาหัวเราะ “ฮ่าๆๆๆ…”
จิตวิญญาณของเฉินรุ่ยฟางมองดูเฉินจิ้งเสียนอย่างแค้นใจนัก สิ่งของอื่นใดของนางก็ไม่สำคัญเท่าตำราโอสถม้วนนั้น!
นางไม่ยินยอมให้ตำราโอสถม้วนนั้นตกอยู่ในมือเจ้าศิษย์ชั่วช้านี่เด็ดขาด!
ดังนั้นนางจึงพุ่งเข้าไปในตำราโอสถแล้วใช้พลังจิตวิญญาณที่มีอยู่ทั้งหมดพาตำราโอสถม้วนนั้นลอยพุ่งหนีไปทันที
“อ่ะ!” เฉินจิ้งเสียนตกใจ ตำราโอสถม้วนหนึ่งจู่ๆ ก็ลอยพุ่งหายลับตาไป เขาจะคว้าก็คว้าไม่ทัน ทำเขาโมโหแทบตาย “ฮึ่ม!”
เขามองดูร่างอาจารย์ที่ยืนตายตาเบิกโพลง แล้วตบต่อยร่างนางระบายความโกรธ “หนอย! นางตัวดี! แม้ตายแล้วก็ยังหวงของอีกรึ! นางสารเลว!”
เขาตบต่อยเตะตีศพนางอยู่พักใหญ่จนเขาเหนื่อยหอบแล้วจึงแก้มัดเอาศพนางลงมา จับนางสวมใส่อาภรณ์อย่างลวกๆ จัดแจงเก็บข้าวของๆ นางที่เหลือใส่เข้าไปในถุงคุนเฉียนแล้วเก็บถุงคุนเฉียนเอาไว้ จากนั้นก็แบกศพนางขึ้นหลัง วิ่งกลับไปสำนักโอสถด้วยท่าทางเร่งร้อน ปากก็ร้องไปตลอดทางว่า “อาจารย์! ท่านจะตายไม่ได้นะ! ท่านห้ามตาย! ท่านจะต้องไม่เป็นอะไร ต้องไม่เป็นไร”
เขาพร่ำร้องไปตลอดทาง จนคนที่สัญจรผ่านทางไปมาล้วนตกอกตกใจมองดูเขาอย่างตกตะลึง
จนกระทั่งถึงสำนักโอสถ เฉินจิ้งเสียนแบกอาจารย์พุ่งไปหาบรรดาอาจารย์ทั้งหลาย พลางร้องตะโกนว่า “อาจารย์! ช่วยอาจารย์ข้าด้วย! ได้โปรดช่วยอาจารย์ข้าด้วย!”
“หือ?” บรรดาอาจารย์มองอย่างตกใจ คนอื่นๆ ในสำนักก็มองอย่างตกอกตกใจเช่นกัน “เกิดอะไรขึ้นรึ!?”
ผู้คนพากันล้อมวงดู “เกิดอะไรขึ้น?”
เฉินจิ้งเสียนวางร่างอาจารย์ลงนอนบนตั่งตัวหนึ่ง เขาร้องตะโกนว่า “ช่วยด้วยๆ ช่วยอาจารย์ข้าด้วย!”
อาจารย์คนอื่นๆ ล้อมเข้าไปดู อาจารย์คนหนึ่งยื่นมือไปจับชีพจรครู่หนึ่งแล้วดึงมือกลับพลางส่ายๆ หน้า
คนอื่นๆ เข้าใจความหมายนั้นก็อึ้งงันไป อาจารย์เฉินตายแล้ว! ช่วยชีวิตไม่ได้แล้ว!
อาจารย์อีกคนจึงถามว่า “เกิดอะไรขึ้นรึ?”
“ฮือๆๆ…อาจารย์กับข้าถูกปล้น พวกมันจะฆ่าข้า อาจารย์เอาตัวบังข้าไว้ ฮือๆๆ…” เฉินจิ้งเสียนโกหกสีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่นิดเดียว คนอื่นๆ ฟังแล้วก็รู้สึกโกรธแค้นขึ้นมาทันที “ใครกันช่างกล้าลงมือกับคนของสำนักเรา!?”
“ฮือๆ ข้าไม่รู้ พวกมันมีกันหลายคน ข้าสู้พวกมันไม่ได้ ฮือๆ…” เฉินจิ้งเสียนร้องไห้พลางบอกเล่าออกมา “พวกมัน………..”
คนอื่นๆ ฟังแล้วรู้สึกโกรธแค้นแทน “ฮึ่ม!”
พวกเขารอจนผู้อาวุโสท่านหนึ่งมาถึง ผู้อาวุโสท่านนั้นสอบถามเรื่องราวสักพักแล้วเดินไปที่ศพอาจารย์เฉิน เขาเปิดใช้อาคมขึ้นมา อาคมสีเงินลอยขึ้นมาจากศพแล้วฉายภาพสุดท้ายที่บันทึกไว้ในดวงตาศพออกมา ภาพนั้นเป็นใบหน้าของเฉินจิ้งเสียน!
เมื่อทุกคนเห็นภาพนั้นก็ไม่ได้นึกสงสัยในคำพูดของเฉินจิ้งเสียนเลย เขาเล่าว่าอาจารย์เฉินเอาตัวบังเขาไว้ ดังนั้นภาพสุดท้ายที่บันทึกอยู่ในดวงตาศพย่อมเป็นภาพของเฉินจิ้งเสียน
ในเมื่อสืบสาวตัวคนร้ายจากภาพสุดท้ายในดวงตาศพไม่ได้ ก็เหลือแค่วิธีเดียวคือให้เฉินจิ้งเสียนบอกลักษณะท่าทางของคนร้ายกลุ่มนั้นออกมา เฉินจิ้งเสียนร้องไห้พลางบอกกล่าวลักษณะท่าทางคนร้ายที่เขาโกหกออกมา เขาสะอึกสะอื้นบอกเล่า “พวกมัน…………”
คนที่วาดภาพได้ก็ล้วนวาดภาพตามคำบอกเล่าของเขา ทุกคนล้วนวาดภาพออกมาได้ใกล้เคียงกัน
ผู้อาวุโสมองดูภาพคนร้ายแล้วจึงให้คนนำไปติดประกาศจับ ไม่ว่าจะจับเป็น! หรือจับตาย! ทางสำนักล้วนมีรางวัลให้อย่างงาม
ข่าวๆ นี้แพร่ไปทั่วทั้งแดนเทพในเวลาไม่นาน
เมื่อเหอเทียนเหิงรู้ข่าวการตายของอาจารย์เฉิน เขาก็รู้สึกเศร้าโศกจนบอกไม่ถูก ทำให้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรเลย
จวบจนเวลาผ่านไปนานหลายเดือน คนร้ายก็ยังจับไม่ได้ ผู้คนก็ให้ความสนใจกับข่าวการตายของอาจารย์เฉินน้อยลงเรื่อยๆ
จนกระทั่งข่าวคราวของอาจารย์เฉินเลือนหายไปจากผู้คน ผู้อาวุโสรองเห็นว่าเวลาผ่านไปนานหลายเดือนแล้ว เฉินจิ้งเสียนน่าจะทำใจเรื่องอาจารย์ได้แล้วกระมัง เขาจึงคุยกับเฉินจิ้งเสียนเรื่องการแต่งงาน
เฉินจิ้งเสียนที่แกล้งโศกเศร้ามานานก็ทำทียินยอมทำตามความประสงค์ของผู้อาวุโสรอง แต่งงานกับเป่าหลิง
ผู้คนในสำนักโอสถล้วนไปร่วมแสดงความยินดีด้วย เฉินจิ้งเสียนก็เข้าหอกับเป่าหลิงอย่างมีความสุข
ณ สถานที่แห่งหนึ่งในป่า เทพคนหนึ่งเก็บตำราโอสถได้ เขาจึงนำไปขายให้ร้านขายตำรา เถ้าแก่ซื้อตำราม้วนนั้นไว้ในราคาถูกยิ่ง เพราะตำราม้วนนั้นมีอาคมปกป้องเอาไว้ ไม่มีใครสามารถแก้อาคมเปิดตำราได้สักคน ดังนั้นเถ้าแก่จึงติดราคาขายต่อถูกๆ แต่ก็ยังไม่มีใครซื้อตำราม้วนนั้นออกไป ตำราม้วนนั้นจึงยังคงอยู่ในร้านขายตำราเรื่อยมา
จิตวิญญาณของเฉินรุ่ยฟางที่อยู่ในม้วนตำราก็ใช้พลังจิตวิญญาณของตัวเองกระตุ้นอาคมไปเรื่อยๆ ไม่ยอมให้ใครเปิดม้วนตำราได้ นางใช้พลังจิตวิญญาณไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจิตวิญญาณของนางลดน้อยลงไปเรื่อยๆ
เรื่องราวของเฉินรุ่ยฟางจะเป็นอย่างไรต่อไป เชิญอ่านต่อได้ในเรื่อง สตรีน่าตาย ค่ะ เริ่มมีบทของเฉินรุ่ยฟางตั้งแต่ตอนที่ 107 เป็นต้นไปค่ะ
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่อ่านมาถึงตอนนี้ค่ะ
ผิดพลาดประการใด ไรท์ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
วันที่เขียนจบ 18 มิถุนายน 2568
