Skip to content
Cover qr 1

หงส์คืนแค้น เล่ม 1

หงส์คืนแค้น เล่ม 1

Queen Revenge Vol.1

女王报仇

วันที่วางจำหน่าย 17 ม.ค. 2564

จากใจ Writer.

สวัสดีนักอ่านทุกท่านค่ะ ไรท์ขอนำเสนอนิยายสไตล์จีนโบราณเรื่อง “หงส์คืนแค้น”

ชื่อภาษาอังกฤษ “Queen Revenge”

ชื่อภาษาจีน “女王报仇”

อ่านแล้วติชมพูดคุยกับไรท์ได้ทางเพจ https://web.facebook.com/readfree.in

หรือทาง Line ID : https://lin.ee/xqMPB2O

ซื้อนิยายเรื่องนี้รายตอนได้ที่เว็บไซต์ www.readclub.in ค่ะ

ติดตามตอนใหม่ล่าสุดได้ทางเว็บไซต์ https://readclub.in/หงส์คืนแค้น/

ขอบพระคุณนักท่านทุกท่านที่อ่านนิยายของไรท์ค่ะ

Chapter 1 ต้องโทษประหาร

ภายในตำหนักฮองเฮา ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวังหลัง กำลังนั่งพระพักตร์นิ่งอยู่ที่ตั่ง มองไปยังโต๊ะเบื้องหน้าซึ่งมีถ้วยใส่น้ำสีขาวขุ่นวางอยู่

“เสวยเถอะพะย่ะค่ะ ฮองเฮา” เฉินกงกงพูดอย่างไร้ความเคารพ

ฮองเฮาหลิงละสายตาจากถ้วยเงยหน้ามองขันทีคนสนิทด้วยแววตาเจ็บปวด “เหตุใดเจ้าถึงทรยศข้า?”

เฉินกงกงจ้องตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน “ลมเปลี่ยนทิศ”

ฮองเฮาหลิวแสยะแย้มพระสรวล สมเพชในโชคชะตาของตัวเอง นางเป็นบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ตระกูลหลิว ได้แต่งงานกับอ๋องหลงถังด้วยความรัก ตลอดมานางคิดว่าพระสวามีรักจึงทุ่มเทความรักให้ทั้งหมด ใช้อำนาจของตระกูลช่วยผลักดันพระสวามีให้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ แต่แล้ววันนี้พระสวามีกลับมีพระราชโองการให้นางเสวยยาพิษเพื่อชดใช้ความผิดข้อหากบฏ ความผิดที่นางไม่ได้ก่อ ความผิดที่นางถูกใส่ร้ายว่าคบค้ากับแคว้นหนานถิง ถูกผู้คนประณามว่าเป็นกบฏ จนทำให้นางถูกสั่งขังอยู่ในตำหนัก ตระกูลของนางถูกจองจำทั้งหมด กองทหารถูกยึด ทรัพย์สินของตระกูลหลิวถูกยึด แล้วเมื่อวานนี้คนในตระกูลนางถูกสั่งประหารทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่บ่าวไพร่

นางได้แต่ฟังข่าวที่นางกำนัลนำมาบอก หยาดอัสสุชล(น้ำตา)ของแม่แห่งแผ่นดินไหลอาบพระปราง(แก้ม) แต่นางจะทำเช่นไรได้ในเมื่อนางก็ไม่อาจจะช่วยใครได้เช่นกัน

มาวันนี้ยาพิษถูกส่งมาพร้อมกับพระราชโองการให้นางปลิดชีวิตตัวเองเพื่อชดใช้ความผิดที่นางถูกใส่ร้าย

“เสวยเถอะพะย่ะค่ะ กระหม่อมจะได้ไปกราบทูลฮ่องเต้เสียที” เฉินกงกงเร่ง “ฝ่าบาทตรัสแล้วว่าจะไม่ทำอะไรองค์รัชทายาท หากพระองค์ยอมเสวยโอสถถ้วยนี้ชดใช้ความผิด”

ฮองเฮาเหยียดยิ้มเยาะ “เจ้าคิดว่าข้าโง่เง่านักรึไงเฉินกงกง?”

เฉินกงกงเงียบไม่ตอบ

“พระราชโองการปลดองค์รัชทายาทออกมาแล้ว เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้รึ?”

เฉินกงกงตะลึงตกใจ นางรู้ได้อย่างไร? ใครคาบข่าวมาบอก?

“ปลดองค์รัชทายาทเพื่อแต่งตั้งอ๋องหลงเทียนเป็นรัชทายาทแทน เช่นนั้นหลงซันลูกข้าก็หามีชีวิตอีกต่อไปแล้ว”

เฉินกงกงปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วก็พูดว่า “เช่นนั้นพระองค์ก็ทรงรีบเสวยโอสถเถอะพะย่ะค่ะ จะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานนานนัก” แล้วเขาก็หันไปสั่งขันทีอีกสองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังว่า “ช่วยกันกรอกโอสถเร็วเข้า”

“ขอรับ” สองขันทีรับคำสั่งแล้วก็ลุกไปช่วยกันจับตัวฮองเฮากรอกยาพิษ

“แค้นนี้ข้าต้องกลับมาทวงคืนแน่ เฉินกงกง เจ้าจำไว้ให้ดีเถอะ” ฮองเฮาตรัสอย่างอาฆาต

เฉินกงกงยิ้มเยาะ มองดูสองขันทีช่วยกันจับฮองเฮากรอกยาพิษ “พระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ตระกูลหลิวก็ถูกประหารสิ้น องค์รัชทายาทก็กำลังจะถูกปลด แล้วเดี๋ยวก็ตาย เช่นนั้นแล้วใครจะแก้แค้นให้พระองค์หรือพะย่ะค่ะ?”

ฮองเฮาจ้องอย่างอาฆาต พยายามดิ้นรนจากขันทีทั้งสอง แต่เพราะก่อนหน้านี้นางถูกเฉินกงกงวางยาจนไร้แรงจะเคลื่อนไหวได้ แค่แรงจะยืนยังไม่มี หากเป็นยามปกติคงไม่มีใครจับตัวได้เช่นนี้หรอก ไม่นานนักพระองค์ก็สิ้นพระชนม์ เนตรเหลือกค้างอย่างน่ากลัว แก้แค้น! ข้าจะต้องแก้แค้น!

สองขันทีช่วยกันจับแล้วก็กรอกยาพิษจนสำเร็จ ขันทีผู้กรอกยารีบใช้ผ้าอุดพระโอษฐ์กันยาไหลออกจากพระโอษฐ์ ยาซึ่งเป็นกรดกัดกร่อนรุนแรงได้แผดเผาพระโอษฐ์จนแดงเถือก

พระวรกายบางกระตุกตลอดเวลาเหมือนทรมานสุดแสนดั่งปลาถูกทุบหัว

เฉินกงกงมองดูด้วยสายตาเฉยเมยเหมือนมองปลาถูกฆ่าในห้องครัว

พระวรกายบางกระตุกๆๆ แล้วก็ค่อยๆอ่อนแรงลงจนหยุดนิ่งพิงซบในอ้อมอกขันทีที่ช่วยจับตัวอยู่ข้างหลัง

ขันทีผู้กรอกยายื่นนิ้วไปอังพระนาสิก(จมูก)แล้วก็หันไปรายงานว่า “สิ้นพระชนม์แล้วขอรับ”

“พวกเจ้าจัดการให้เรียบร้อย ข้าจะไปกราบทูลฮ่องเต้กับพระสนมเย่เฟย” เฉินกงกงสั่งแล้วก็เดินออกไป

สองขันทีช่วยกันจับพระศพฮองเฮานอนลงบนตั่ง ขันทีคนหนึ่งพยายามจะลูบพระเนตรที่เหลือกโพลงอย่างน่ากลัวให้ปิดลง แต่ทำเช่นไรก็ไม่อาจปิดเนตรคู่นั้นลงมาได้

ณ จวนขุนนางไป๋

ฮูหยินไป๋เฟิ่งเหมยฮวากำลังร่ำไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดเมื่อรู้ว่าบุตรสาวสุดที่รักสิ้นลมหายใจด้วยโรคหัวใจที่เป็นมาตั้งแต่เด็ก

บ่าวไพร่ต่างก็ร่ำไห้กันถ้วนหน้า

ไป๋จื่อฮัว ขุนนางฝ่ายบุ๋นได้แต่ตบบ่าฮูหยิน “ทำใจเสียเถอะฮูหยิน ลูกเราวาสนาน้อยนัก”

“ฮือๆๆๆๆ ท่านพี่” ฮูหยินร่ำไห้อย่างไม่อายสายตาใคร

หมอถอยออกไปแล้วก็พูดกับเจ้าบ้านว่า “เสียใจด้วยขอรับนายท่าน ข้าไร้ฝีมือไม่อาจยื้อชีวิตคุณหนูไว้ได้”

“ท่านทำเต็มที่แล้วล่ะ ลูกข้านั้นบุญน้อยนัก หากไม่ได้ท่านนางคงไม่อยู่มาจนถึงป่านนี้หรอก ข้าทำใจไว้นานแล้วล่ะ” ไป๋จื่อฮัวหันไปพูดกับหมอ พยายามข่มอารมณ์ไม่ให้น้ำตารินไหล “เชิญท่านกลับไปก่อนเถอะ”

“ขอรับ” หมอค้อมกายแล้วก็คว้าล่วมยาออกไปจากห้อง

ข้ารับใช้คนหนึ่งรีบเดินไปส่งหมอ

“พวกเจ้าออกไปให้หมด” ไป๋จื่อฮัวสั่งบ่าวไพร่

บ่าวไพร่รีบออกจากห้องไปจนหมด เหลือเพียงสามพ่อแม่ลูกอยู่ในห้อง

น้ำตาของไป๋จื่อฮัวค่อยๆไหลออกมา “เฟิ่งหวง” เขานั่งลงบนเตียงจับมือลูกมากุมไว้อย่างเสียใจที่สุดในชีวิต

เสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามา “ท่านพ่อ ท่านแม่”

ไป๋จื่อฮัวกับฮูหยินหันไปมองผู้ที่เข้ามา

“ไม่จริงใช่ไหมท่านพ่อท่านแม่ที่น้องเล็ก….” ไป๋จงถลันเข้าไปทั้งชุดขุนนาง

“เจ้ามาก็ดีแล้วจงเอ๋อร์ มาบอกลาน้องซะซิ” ไป๋จื่อฮัวเช็ดน้ำตาทิ้ง

ไป๋จงก้าวพรวดเดียวถึงเตียง ทรุดตัวลงข้างเตียง ยื่นมือไปประคองแก้มน้องสาว “เฟิ่งหวง ทำไมเจ้าไม่รอพี่ก่อน?” น้ำตารินไหลอย่างสุดจะกลั้นเอาไว้ได้

พลัน! ร่างที่สิ้นลมหายใจไปแล้วก็สะดุ้งเฮือกขึ้นมา ดวงตาลืมโพลง “ข้าจะต้อง…” เสียงหวานแผ่วหายไป

ไป๋จื่อฮัว ฮูหยินไป๋ฯ ไป๋จง สะดุ้งโหยง

“เฟิ่งหวง” ไป๋จื่อฮัวเรียกลูกอย่างตื่นเต้น

“เฟิ่งหวง” ไป๋จงเรียกน้องดีใจอย่างที่สุด

ฮูหยินไป๋หายตกใจก็เรียกลูกสาวลั่น “เฟิ่งหวง เจ้ายังไม่ตาย!” นางโผกอดลูกอย่างดีใจ

ฮองเฮาหลิว เหลือบตามองคนนั้นคนนี้อย่างงงๆ นางเห็นหน้าเด็กหนุ่ม แล้วก็ผู้หญิงคนหนึ่งกอดนางเอาไว้ ส่วนนั่น ขุนนางไป๋นี่น่า

“ตามหมอเร็วเข้า ลูกข้ายังไม่ตาย” ไป๋จื่อฮัวตะโกนลั่นอย่างดีใจ

ด้านนอกบ่าวไพร่หยุดร้องไห้กันหมด “คุณหนูยังไม่ตายๆๆ”

“ตามหมอๆๆ” เสียงร้องบอกต่อกันเป็นทอดๆดังลั่นไปทั้งจวน

ฮองเฮาหลิวขยับตัวลุกขึ้นอย่างงงๆ “นี่เจ้าช่วยข้าไว้เหรอ?” นางถามขุนนางไป๋

ฮูหยินเฟิ่งกอดลูกอย่างดีใจ “เฟิ่งหวงๆๆๆ” นางเรียกลูกซ้ำๆ

“เฟิ่งหวง” ไป๋จงกอดน้องอีกคน

ฮองเฮาหลิวผลักคนที่กอดออก “ปล่อยข้า”

ฮูหยินตกตะลึงไม่คิดว่าลูกจะผลักออก “เฟิ่งหวง เจ้าเป็นอะไรไป แม่คงจะกอดเจ้าแน่นเกินไป แม่ขอโทษ”

ฮองเฮาหลิวมองหน้าทุกคน “เฟิ่งหวง?” นางทวนคำอย่างงงๆ “ข้าไม่ใช่…” นางพูดได้แค่นั้นแล้วก็รู้สึกว่าเสียงนางเปลี่ยนไป นางจึงก้มลงมองตัวเอง มือนางเล็กลง หน้าอกนางที่เคยอวบอัดกลับไม่มี “นี่ข้า…”

เสียงฝีเท้าวิ่งมา “ท่านหมอมาแล้วๆ” บ่าวร้องอย่างดีใจ

หมอก้าวเข้าไปในห้อง พอเห็นคนที่สิ้นลมไปแล้วกลับลุกขึ้นนั่งอยู่ก็ตกใจ “นี่…”

ทุกคนในห้องหันไปมองหมอเป็นตาเดียว

ไป๋จื่อฮัวรีบเรียก “รีบตรวจลูกข้าเร็วเข้า นางยังไม่ตาย”

หมอก้าวเข้าไปอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง คนที่สิ้นลมหายใจไปแล้ว ชีพจรหยุดเต้นไปแล้วตั้งนาน กลับฟื้นขึ้นมาได้ใหม่ โอ้…สวรรค์ เขาก้าวเข้าไปจับชีพจรทันที

ทุกคนเงียบกริบ

หมอจับชีพจรอยู่นานแล้วก็ดึงมือออก “น่าอัศจรรย์นัก ชีพจรคุณหนูเต้นเป็นปกติ”

“ลูกข้ายังไม่ตาย” ไป๋จื่อฮัวพูดอย่างดีใจ

“คุณหนูไป๋ ท่านรู้สึกเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?” หมอถามพลางปลดล่วมยาลงวางข้างเตียง

ฮองเฮาหลิวมองหน้าคนที่กำลังถาม แล้วก็ทวนคำ “คุณหนูไป๋?”

ไป๋จงยื่นมือไปลูบผมน้อง “เฟิ่งหวง เจ้าทำพี่ใจหายหมดเลยรู้ไหม”

ฮองเฮาหลิวหันไปมอง “บังอาจ” พลางเบี่ยงหัวออกจากมือนั้น

ทุกคนชะงักเมื่อได้ยินน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวจากเด็กสาว

“เฟิ่งหวง ทำไมพูดจาเช่นนี้ล่ะ? ไม่ไพเราะเลยลูก” ฮูหยินตำหนิ

“ข้าไม่ใช่…” ฮองเฮาหลิวจะบอกแต่แล้วก็พูดว่า “ขอกระจก”

“กระจกเหรอ? จะเอากระจกมาทำไมรึเฟิ่งหวง?” ไป๋จงถามแล้วก็เดินไปหยิบกระจกให้น้อง

ฮองเฮาหลิวรับกระจกมาส่องดูตัวเอง ภาพที่สะท้อนบนกระจกคือภาพเด็กผู้หญิงน่าจะอายุราวสิบกว่าแต่ไม่น่าจะเกิน 13 ปี นางยกมือลูบใบหน้า “นี่ข้า…”

เสียงท้องร้องจ๊อก…

ทุกคนหันไปมองที่มาของเสียงเป็นตาเดียว

เจ้าของเสียงท้องร้องก้มมองท้องตัวเองแล้วก็เหลือบมองคนอื่นๆอย่างอับอายขายขี้หน้า ฮองเฮาท้องร้องเพราะหิว รู้ไปถึงไหนอับอายไปถึงที่นั่น!

“หิวงั้นเหรอลูก?” ฮูหยินถามแล้วก็หันไปตะโกนสั่งบ่าว “เอาโจ๊กเข้ามาเร็วเข้า”

“เจ้าค่ะ” บ่าวรับคำสั่งแล้วก็รีบวิ่งไปที่โรงครัว

สักพักบ่าวก็ถือชามโจ๊กเข้ามา “โจ๊กเจ้าค่ะ”

ฮูหยินรีบรับชามโจ๊กมาแล้วก็ตักขึ้นมาเป่าให้หายร้อน จากนั้นก็ป้อนลูกสาว “กินซะหน่อยนะลูก”

ฮองเฮาหลิวหันไปมองช้อนที่ยื่นมาจ่อปาก แล้วก็มองหน้าฮูหยิน เห็นสายตาอีกฝ่ายส่งสายตาคะยั้นคะยอให้กินด้วยความรักก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจพิกล นางอายุแก่กว่าคนป้อนด้วยซ้ำ

เสียงท้องร้องอีกครั้ง ฮองเฮาหลิวจึงยอมอ้าปากกิน

ฮูหยินรีบตักโจ๊กคำใหม่ขึ้นมาเป่า

ฮองเฮาหลิวลดกระจกลง สมองก็ครุ่นคิด นี่ข้าตายแล้ว เช่นนั้นข้ามาอยู่ในร่างเด็กคนนี้ได้อย่างไร?

“อ้าม…” ฮูหยินจ่อช้อนไปที่ปาก

ฮองเฮาหลิวอ้าปากกินไป สมองก็ครุ่นคิดไปด้วย

“โจ๊กไม่อร่อยหรือไงเฟิ่งหวง? เจ้าถึงได้ทำหน้าเหมือนกินยาขมน่ะ?” ไป๋จงแซวน้อง

ฮองเฮาหลิวเหลือบมองคนพูดด้วยสายตานิ่งสงบ

“จงเอ๋อร์พูดมากน่า” ฮูหยินหันไปดุลูกชาย

ไป๋จงหน้าเจื่อนหุบปากสนิท

จนกระทั่งโจ๊กเกือบหมดชาม ฮองเฮาหลิวก็ยกมือบอก “ข้าอิ่มแล้ว”

“กินอีกหน่อยซิลูก อีกซักคำก็ยังดี” ฮูหยินคะยั้นคะยอ

“ข้าอิ่มแล้ว” ฮองเฮาหลิวส่ายหน้า

ฮูหยินจึงส่งชามให้บ่าวเอาไปเก็บ

“เอาล่ะข้าขอตรวจคุณหนูให้ละเอียดซักหน่อยนะขอรับ” หมอพูดขึ้น

ฮูหยินขยับลุกให้หมอตรวจลูกสาว

หมอนั่งลงแทนที่ฮูหยินแล้วก็จับชีพจร จากนั้นเขาก็สั่งว่า “คุณหนูอ้าปากกว้างๆขอรับ อ้าาาาาา…”

ฮองเฮาหลิวทำตาม อ้าปากให้หมอตรวจ

หมอดูปากแล้วก็เอื้อมมือไปจับเปลือกตาเปิดดูตาขาว พอตรวจเสร็จแล้วก็หันไปพูดกับไป๋จื่อฮัวว่า “อาการของคุณหนูปกติดีทุกอย่างขอรับ มีอาการอ่อนเพลียเล็กน้อย ข้าจะจัดยาบำรุงมาให้ขอรับ”

“ขอบคุณท่านมาก” ไป๋จื่อฮัวพูดแล้วก็หันไปสั่งบ่าวว่า “ใครก็ได้ไปส่งท่านหมอด้วย”

“เจ้าค่ะ” บ่าวรับคำสั่งแล้วก็รอเดินไปส่งหมอ

หมอลุกขึ้นคำนับเจ้าบ้านแล้วก็คว้าล่วมยาเดินออกไป

ฮูหยินขยับนั่งลงแล้วก็กอดลูกเอาไว้ “ขอบคุณสวรรค์ที่เมตตา”

ฮองเฮาหลิวได้แต่นิ่งเงียบเก็บความรู้สึก

ไป๋จื่อฮัวนั่งลงบนเตียงเอื้อมมือไปลูบหัวลูกสาว “เฟิ่งหวง”

ไป๋จงก็เอื้อมมือไปลูบหัวน้องเช่นกัน “เฟิ่งหวง”

ฮองเฮาหลิวรู้สึกอึดอัดกับสถานการณ์จนต้องบอกทุกคนว่า “ข้าอยากพักสักหน่อย”

“อ่อ” ฮูหยินดันตัวออกแล้วก็ลูบแก้มลูก “เจ้านอนซะนะเฟิ่งหวง นอนพักเยอะๆจะได้แข็งแรงไวๆนะ”

ฮองเฮาหลิวรีบเอนตัวลงนอน

ฮูหยินจับผ้าห่มๆให้แล้วก็ดึงกระจกไปยื่นให้ลูกชายเอาไปเก็บ

“นอนซะนะเฟิ่งหวง” ฮูหยินลูบหัวลูกด้วยความรัก

“เจ้าต้องแข็งแรงไวๆนะเฟิ่งหวง” ไป๋จงพูดแล้วก็ยิ้มให้น้องสาว

ไป๋จื่อฮัวแอบเช็ดน้ำตาแล้วก็พูดว่า “เจ้าต้องอยู่กับพ่อไปนานๆนะเฟิ่งหวง” แล้วเขาก็พูดกับภรรยาว่า “ไปเถอะฮูหยิน ลูกจะได้หลับ”

ฮูหยินพยักหน้ารับแล้วก็เดินออกไปจากห้อง นางหันไปสั่งบ่าวว่า “คอยดูแลคุณหนูให้ดี หากมีอะไรผิดปกติก็รีบไปเรียกข้าทันที” 

Chapter 2 องค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์

“เจ้าค่ะ” บ่าวรับคำสั่ง

ไป๋จงหันไปพูดกับน้องว่า “เดี๋ยวพี่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วนะมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้านะ”

ฮองเฮาหลิวรีบบอก “ไม่ต้อง ข้าต้องการอยู่คนเดียว”

ไป๋จงจ้องหน้าน้องสาวที่พูดจาด้วยน้ำเสียงต่างไปจากเดิมอย่างแปลกใจ แต่ก็ไม่อยากขัดใจน้องรักจึงพยักหน้า “งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้พี่จะมาหาตอนเช้าล่ะกัน”

ฮองเฮาหลิวพยักหน้า

ไป๋จงลูบหัวน้องแล้วก็เดินออกไป

บ่าวก็เดินเข้ามาในห้อง

“พวกเจ้าออกไปให้หมด ข้าต้องการอยู่คนเดียว” ฮองเฮาหลิวสั่ง

“แต่ว่า…”

“ออกไป!” ฮองเฮาหลิวตวาดสั่งเสียงดุทรงอำนาจ

บ่าวนึกกลัวจนต้องรีบออกไปเฝ้าอยู่หน้าห้องแทน

ฮองเฮาหลิวลุกขึ้นไปนั่งส่องกระจกที่โต๊ะ จ้องมองใบหน้าที่สะท้อนในกระจกพลางลูบใบหน้านั้นอย่างครุ่นคิด “ทำไมข้าจึงมาอยู่ในร่างเด็กคนนี้ด้วย? หรือว่านี่เป็นความฝันก่อนตายงั้นรึ?”

มองไปพลางคิดไป สรรหาสารพัดเหตุผลมาสาธยายเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

บ่าวแอบชะเง้อมองคุณหนูที่นั่งส่องกระจกอยู่นาน คุณหนูคงเริ่มโตเป็นสาวแล้วจึงเริ่มรู้จักรักสวยรักงามแล้วแน่ๆ

ฮองเฮานั่งจ้องมองกระจกอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งฟุบหน้าไปบนโต๊ะ

ไป๋จงแอบมาดูน้องเห็นฟุบหลับอยู่ที่โต๊ะก็ค่อยๆอุ้มน้องกลับไปนอนบนเตียง ห่มผ้าให้อย่างห่วงใยแล้วก็นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงด้วยความรัก

เช้าตรู่ ไป๋จงกับไป๋จื่อฮัวแต่งตัวเข้าวังหลวงแต่เช้า เพราะสถานการณ์ภายในวังไม่ค่อยดีนัก ทั้งสองจึงต้องรีบไปคอยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ฮองเฮาหลิวลืมตาตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่นางทำก็คือก้มมองร่างกายตัวเอง เห็นมือเล็กๆคู่เดิมกับร่างกายที่ยังเป็นเพียงเด็กก็ได้แต่ถอนใจ

“คุณหนูตื่นแล้วจะล้างหน้าเลยไหมเจ้าคะ?” บ่าวถาม

ฮองเฮาหลิวหันไปมองแล้วก็พยักหน้า “เจ้าชื่ออะไร?”

บ่าวหันไปมองอย่างงงๆ “อะไรกันเจ้าคะคุณหนู? แกล้งทำลืมชื่อบ่าวแบบนี้ไม่ดีนะเจ้าคะ”

“ข้าถาม เจ้าก็ตอบ” ฮองเฮาหลิวดุ

บ่าวได้ยินน้ำเสียงดุทรงอำนาจก็นึกกลัวขึ้นมาซะเฉยๆ “เอ่อ…บ่าวชื่อเซี่ยวซินเจ้าค่ะ”

ฮองเฮาหลิงมองแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปที่อ่าง

เซี่ยวซินรีบเทน้ำใส่อ่างให้เจ้านาย

ฮองเฮาหลิววักน้ำล้างหน้าแล้วก็รับผ้าเช็ดหน้าจากเซี่ยวซินมาซับน้ำบนใบหน้า

ฮูหยินไป๋ฯเดินเข้ามา “อ้าว…ตื่นแล้วรึเฟิ่งหวง?”

ฮองเฮาหลิวมองตอบสีหน้าสงบนิ่ง

“หิวรึยังเฟิ่งหวง?” ฮูหยินเฟิ่งถามแล้วก็หันไปสั่งบ่าวว่า “ไปยกโจ๊กมาให้คุณหนูเร็ว อ่อ ยกของข้ามาที่นี่ด้วยเลยล่ะกัน วันนี้ข้าจะกินพร้อมเฟิ่งหวง”

“เจ้าค่ะ” เซี่ยวซินรับคำแล้วก็รีบเดินไปสั่งบ่าวคนอื่นต่อ

ฮูหยินไป๋ขยับเข้าไปประคองลูกสาว

ฮองเฮาหลิวเบี่ยงตัวออกแล้วก็นั่งลงที่เก้าอี้

เซี่ยวซินรีบยกอ่างน้ำไปเก็บ

ฮูหยินเฟิ่งมองท่าทีลูกสาวอย่างแปลกใจ แต่ก็ไม่พูดอะไร ทรุดตัวลงนั่งข้างลูกสาว

บ่าวยกอาหารเข้ามาวางบนโต๊ะแล้วก็ถอยออกไป

ฮูหยินไป๋รีบจับช้อนตักโจ๊กมาเป่าให้หายร้อนแล้วก็ป้อน “อ้าม…”

ฮองเฮาหลิวมองด้วยสายตาสงบนิ่ง “ข้าตักเองได้ ท่านไม่ต้องป้อนข้าหรอก ท่านก็กินของท่านเถอะ” นางบอกน้ำเสียงเรียบเฉยแล้วก็จับช้อนมาจากมืออีกฝ่าย

ฮูหยินไป๋ได้แต่มองลูกสาวอย่างประหลาดใจที่ลูกสาวที่เคยช่างออดอ้อนกลับมีท่าทางห่างเหินเย็นชาพูดจาเหมือนเป็นคนแปลกหน้า

ฮองเฮาหลิวกินโจ๊กอย่างเรียบร้อย ท่าทางอ่อนช้อยงดงาม

ฮูหยินจ้องมองลูกสาวอย่างประหลาดใจ

ฮองเฮาหลิวชะงักค้างที่ถูกจ้อง หันไปมองฮูหยินไป๋ “ท่านไม่กินหรือ?”

ฮูหยินสะดุ้ง “เอ่อ…กิน” แล้วนางก็ตักกินพลางเหลือบมองลูกสาวไปด้วย

พอกินเสร็จบ่าวก็ยกถ้วยยาบำรุงมาให้พร้อมกับถ้วยน้ำผึ้ง “ยาเจ้าค่ะ”

ฮองเฮาหลิวยกถ้วยยาขึ้นดื่มด้วยท่าทีสงบ พอดื่มหมดก็ดื่มน้ำอุ่นตาม

ฮูหยินได้แต่มองอย่างประหลาดใจ “วันนี้เฟิ่งหวงกินยาง่ายจัง ปกติกว่าเจ้าจะกินยาหมดแม่ต้องปะเหลาะแล้วปะเหลาะอีก”

ฮองเฮามองตอบด้วยสีหน้าสงบนิ่งไม่พูดอะไร นางลุกไปนอนที่เตียงเป็นการตัดบท จากที่ทบทวนข้อมูลเมื่อคืน ไป๋จื่อฮัวเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นมีตำแหน่งเป็นเจ้ากรมกองการศึกษา อีกทั้งยังเป็นราชครูให้องค์ชายและองค์หญิง มีฮูหยินไป๋เฟิ่งเหมยฮวาเป็นภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก ไม่มีอนุภรรยา มีลูกชายคนหนึ่งชื่อไป๋จง เป็นขุนนางขั้น 4 อยู่กองการศึกษาเช่นกัน ได้ข่าวว่ามีลูกสาวอีกคนชื่อไป๋เฟิ่งหวงร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เด็ก พ่อแม่จึงคอยประคบประหงมไม่ได้ออกสู่สังคม ใครๆต่างก็พากันพูดว่าขุนนางไป๋กลัวเมียจนไม่กล้ามีอนุภรรยา

เสียงฝีเท้าเดินมา ฮูหยินหันไปมองก็เห็นสามีเดินมาสีหน้าเคร่งเครียด “ฮูหยิน สั่งบ่าวไพร่ให้แต่งชุดไว้ทุกข์ให้องค์รัชทายาท เจ้าก็รีบไปเปลี่ยนชุดเสียเถอะ”

“อะไรกันเจ้าคะท่านพี่?” ฮูหยินงุนงง

“องค์รัชทายาทเสวยยาพิษฆ่าตัวตายตั้งแต่เมื่อคืน เพิ่งมีประกาศว่าทรงประชวรจนสิ้นพระชนม์เมื่อเช้านี่เอง ข้าถึงได้รีบกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดี๋ยวจะเข้าวังอีก” ไป๋จื่อฮัวบอก

ฮองเฮาหลิวลุกพรวดขึ้นนั่งทันทีที่ได้ยิน “หลงซัน!” นางตะโกนลั่นอย่างเสียใจสุดชีวิตแล้วก็หงายหลังสิ้นสติไป

ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียวด้วยความตกใจ

ฮูหยินถลาไปดูลูกทันที “เฟิ่งหวง!”

“ตามหมอเร็ว!” ไป๋จื่อฮัวตะโกนลั่น พร้อมกับถลันเข้าไปดูลูก

บ่าวไพร่วิ่งกันพรึ่บพรั่บ “ตามหมอๆๆ”

“เฟิ่งหวง เจ้าฟื้นซิ เฟิ่งหวง เจ้าอย่าเป็นอะไรไปอีกนะ” ฮูหยินเขย่าตัวลูกอย่างสติหลุด กลัวเหลือเกินว่าลูกจะไร้ลมหายใจอีกครั้ง

“ฮูหยิน ใจเย็นๆก่อน ลูกต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน” ไป๋จื่อฮัวจับตัวภรรยามากอดแล้วก็บอกว่า “นางยังหายใจอยู่ เจ้าดูซิ นางแค่เป็นลมไปเท่านั้น”

ฮูหยินซบหน้ากับอกสามี “ท่านพี่ข้ากลัวเหลือเกิน”

“นางต้องไม่เป็นอะไร เมื่อวานนี้นางก็ฟื้นจากความตายมาแล้ว ข้าเชื่อว่านางต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน” ไป๋จื่อฮัวปลอบใจภรรยา

ไป๋จงได้ยินเสียงเอะอะก็รีบวิ่งไปดูทั้งๆที่เพิ่งถอดชุดตัวนอกออก “เฟิ่งหวง” เขาถลันเข้าไปในห้อง ประชิดติดเตียงยื่นมือไปอังตรงปลายจมูก รับรู้ว่ายังมีลมหายใจก็เบาใจไปนิดนึง

เสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามา เป็นบ่าวกับหมอที่วิ่งมา

หมอมีท่าทางเหนื่อยหอบ

ทุกคนหันไปมองหมอเป็นตาเดียว

หมอรีบก้าวเข้าไปตรวจคนไข้ทันที

“ท่านต้องช่วยลูกข้าให้ได้นะ” ฮูหยินไป๋คาดคั้น

หมอพยักหน้าแล้วก็ลงมือจับชีพจร จากนั้นก็เปิดเปลือกตาคนไข้ตรวจอาการ แล้วก็หันไปพูดกับขุนนางไป๋ว่า “คุณหนูเพียงแต่เป็นลมไปเท่านั้นขอรับ อีกสักพักก็คงจะฟื้นขอรับ”

ทุกคนมีสีหน้าโล่งอก

หมอหันไปเปิดล่วมยาแล้วก็หยิบขวดกระเบื้องขวดเล็กๆขวดหนึ่งออกมา เปิดฝาขวดแล้วก็เอาไปอังจมูกคนไข้

คนไข้ค่อยๆรู้สึกตัวลืมตาขึ้น เห็นใบหน้าหมอเป็นคนแรก ถัดไปเป็นฮูหยินไป๋กับขุนนางไป๋ แล้วก็ไป๋จง

“เฟิ่งหวง เจ้าทำพี่ใจหายอีกแล้วนะ” ไป๋จงเอื้อมมือไปลูบหัวน้อง

ฮองเฮาหลิวขยับตัวลุกขึ้นนั่ง หมอกับฮูหยินไป๋รีบช่วยประคอง

สายตาเด็กสาวพุ่งตรงไปยังขุนนางไป๋ ถามด้วยน้ำเสียงเบาหวิวว่า “หลงซันตายแล้วจริงหรือ?”

ทุกคนตกใจที่เด็กสาวกล้าเรียกชื่อองค์รัชทายาท ซึ่งเป็นการลบหลู่เบื้องสูง มีโทษสถานหนักยิ่งนัก

“เฟิ่งหวง! เจ้าอย่าได้เรียกชื่อองค์รัชทายาทเช่นนี้อีกนะ! หากใครเอาไปพูดจนรู้ไปถึงราชสำนักเจ้าคงโดนลงโทษสถานหนักแน่” ไป๋จื่อฮัวดุลูกสาวเสียงดัง

ฮองเฮาหลิวถอนใจได้แต่ถามใหม่ว่า “องค์รัชทายาทตายแล้วจริงหรือ?”

ไป๋จื่อฮัวพยักหน้า “ตายแล้ว ทรงประชวรสิ้นพระชนม์กะทันหันเมื่อคืนนี้เอง” เขาไม่พูดถึงสาเหตุการตายที่แท้จริงเพราะมีหมอซึ่งเป็นคนนอกอยู่ด้วย อีกทั้งบ่าวไพร่ก็มายืนอออยู่นอกห้องเต็มไปหมด การจะพูดอะไรออกไปจึงต้องระมัดระวัง

น้ำตาค่อย       ๆรินเป็นสายหยดลงบนเสื้อ ฮองเฮาหลิวในร่างไป๋เฟิ่งหวงเม้มปากกลั้นเสียงสะอื้นสุดฤทธิ์

เสียงบ่าวไพร่เริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้นให้กับองค์รัชทายาทผู้หล่อเหลาแสนดีคนนั้น “โธ่ องค์รัชทายาทไม่น่าอายุสั้นเลย ยังทรงหนุ่มแน่นอยู่แท้ๆ”

“แล้วนี่ฮองเฮาไม่เสียใจแย่เลยรึ องค์หญิงหลงหลินตายไปเมื่อ 2 ปีก่อน มาบัดนี้ยังต้องมาสูญเสียองค์รัชทายาทไปอีก”

“ข้าว่าต่อไปฮ่องเต้คงแต่งตั้งอ๋องหลงเทียนเป็นรัชทายาทแน่ๆ”

เสียงบ่าวซุบซิบคุยกันจนไป๋จื่อฮัวต้องหันไปดุ “พวกเจ้าอย่าปากมาก! มีงานอะไรก็ไปทำกันซะ”

“ขอรับ” / “เจ้าค่ะ” แล้วบ่าวไพร่ก็รีบแยกย้ายกันไป

“อย่าร้องไห้ไปเลยนะเฟิ่งหวง เจ้าชื่นชมองค์รัชทายาทพี่เข้าใจดี แต่เจ้าอย่าได้เสียใจมากเกินไปนัก จะไม่ดีต่อสุขภาพของเจ้าเองรู้ไหม” ไป๋จงลูบหัวน้องปลอบใจ

“น่าเสียดายนัก องค์รัชทายาทไม่น่าสิ้นพระชนม์เร็วขนาดนี้เลย ยังหนุ่มยังแน่นอยู่แท้ๆ ยังไม่ทันได้แต่งพระชายาเลยด้วยซ้ำ อายุก็รุ่นราวคราวเดียวกับไป๋จง น่าสงสารจริงๆ” ฮูหยินไป๋รำพึงรำพันด้วยความสงสาร “แล้วนี่ฮองเฮาคงเสียพระทัยมากเลยใช่ไหมท่านพี่?” นางหันไปถามสามี

ไป๋จื่อฮัวได้แต่พยักหน้า เพราะมีหมออยู่ด้วยจึงไม่อาจจะพูดอะไรออกไปได้

“คุณหนูคงจะตกใจกับข่าวมากเกินไปก็เลยเป็นลม คุณหนูก็ต้องอย่าเสียใจมากเกินไปนะขอรับ ไม่งั้นจะเสียสุขภาพได้” หมอพูดแล้วก็เก็บขวดยาใส่ล่วมยา

“ขอบคุณท่านหมอที่รีบมา” ไป๋จื่อฮัวพูด

หมอปิดล่วมยาแล้วก็หันไปพูดกับไป๋จื่อฮัวว่า “ดีนะที่ข้าแวะมาตรวจคุณหนูก่อนไปที่อื่น ไม่งั้นกว่าข้าจะมาคงเสียเวลาไปหลายชั่วยามทีเดียว แต่คุณหนูไม่เป็นอะไรมากแล้ว ถึงข้าไม่มา แค่เป็นลมเดี๋ยวคุณหนูก็ฟื้นเองขอรับ”

“ยังไงก็ต้องขอบคุณท่านมากที่ใส่ใจ หากไม่มีท่านลูกข้าคงตายเสียตั้งแต่ยังเล็กแล้ว” ไป๋จื่อฮัวพูดอย่างสำนึกบุญคุณ

หมอโบกมือ “เรื่องเล็กน้อย ไม่อาจถือเป็นบุญคุณอะไร ท่านก็อย่าได้เกรงใจ ท่านตอบแทนข้ามากพอแล้ว เกินพอเสียด้วยซ้ำ” แล้วเขาก็พูดว่า “ข่าวองค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์ เช่นนั้นข้าคงต้องรีบกลับบ้านไปเปลี่ยนชุดไว้ทุกข์แล้วล่ะ ข้าขอลาก่อนล่ะทุกท่าน” เขาพูดแล้วก็ค้อมตัวหยิบล่วมยาเดินออกไป

บ่าวคนหนึ่งรีบเดินตามไปส่งแขก

“เอาล่ะในเมื่อเฟิ่งหวงไม่เป็นอะไรแล้ว งั้นข้ากับลูกไปเปลี่ยนเสื้อก่อนล่ะ เจ้าก็ดูแลลูกไปนะฮูหยิน” ไป๋จื่อฮัวจับไหล่ภรรยาอย่างอ่อนโยนแล้วก็หันไปพูดกับลูกชายว่า “ไปเถอะจงเอ๋อร์ ยังต้องรีบเข้าวังไปดูสถานการณ์อีก”

“นั่นซิท่านพ่อ ฮองเฮาก็สิ้นพระชนม์แล้ว รัชทายาทก็สิ้นพระชนม์ ตระกูลหลิวก็ถูกประหารหมด เฮ้อ…ไม่รู้ต่อไปจะเป็นยังไงนะท่านพ่อ” ไป๋จงพูดแล้วก็เดินไป

“อะไรนะ! ฮองเฮาสิ้นพระชนม์แล้ว?” ฮูหยินไป๋ตกใจหันไปมองหน้าสามี

ไป๋จื่อฮัวพยักหน้า แล้วก็ก้มลงกระซิบว่า “เจ้าอย่าได้เอ็ดอึงไป ฮ่องเต้ทรงประทานยาพิษให้ฮองเฮาเสวยชดใช้ความผิด เรื่องนี้อีกสักพักคงจะประกาศออกมา”

“ตายจริง!” ฮูหยินไป๋ตกใจยกมือทาบอก

ฮองเฮาหลิวน้ำตารินกลั้นเสียงสะอื้น กำมือแน่นอย่างอาฆาตแค้น เรื่องที่หลงซันตายต้องไม่ใช่การฆ่าตัวตายแน่ๆ นางจะต้องรู้ให้ได้ว่าใครเป็นคนฆ่าลูกชายของนาง เมื่อคืนนางยังนั่งคิดวางแผนจะพาลูกชายหนียังไงอยู่เลย แต่นางช้าไป ไม่คิดว่าฝ่ายตรงข้ามจะลงมือเร็วขนาดนี้ หลงซันลูกแม่ เจ้าจงไปรอแม่อยู่ในปรโลกก่อนเถอะ แล้วแม่จะส่งพวกที่ฆ่าเจ้าตามไปทีหลัง รอก่อนนะหลงซัน แม่จะแก้แค้นพวกมันทุกคนแทนเจ้าเอง!

“ท่านพี่รีบไปเถอะ ไม่ต้องห่วงเฟิ่งหวงหรอก” ฮูหยินไป๋พูดแล้วก็กุมมือสามีอย่างให้กำลังใจ

ไป๋จื่อฮัวพยักหน้าแล้วก็เดินออกไป

ฮูหยินไป๋หันไปลูบหัวลูกสาวปลอบใจว่า “อย่าเสียใจนักเลยเฟิ่งหวง คนก็ตายไปแล้ว เจ้าควรจะใส่ใจสุขภาพของตัวเองมากกว่ารู้ไหม เกิดเจ้าเป็นอะไรไปอีก แม่คงทำใจไม่ได้แน่ๆ” นางหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาให้ลูก แต่พอได้เห็นสีหน้าลูกนางก็ตกใจ “เฟิ่งหวง…”

แววตาเจ็บแค้น สีหน้าอาฆาตแค้นดูน่ากลัว รังสีอำมหิตแผ่กระจายจากร่างเล็กจนคนเป็นแม่ขนลุกชันไปทั้งตัว มือที่จะซับน้ำตาชะงักค้างอยู่อย่างนั้น

เสียงเรียกทำให้ฮองเฮาหลิวรู้สึกตัว นางเห็นสีหน้าของฮูหยินไป๋ก็รีบล้มตัวลงนอน ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมทั้งตัว หากร่างนี้แข็งแรงดีนางคงวิ่งออกไปแอบลอบเข้าวังไปสืบข่าวด้วยตัวเองแล้ว แต่นี่ร่างของเด็กสาวยังอ่อนแอนักแรงจะลุกขึ้นยืนยังแทบไม่มี ก่อนจะลงมือแก้แค้นนางคงต้องรีบบำรุงร่างนี้ให้แข็งแรงก่อนเป็นอันดับแรก นี่คงเป็นโอกาสที่สวรรค์ประทานให้นางได้แก้แค้นคนที่ทำให้นางและตระกูลหลิวต้องสิ้นชีวิตกระมัง ยังมีลูกชายของนางอีกคน

ข้าสาบานต่อฟ้าดิน ข้าจะลากพวกมันทุกคนมาชดใช้หนี้เลือดในครั้งนี้ให้ได้!

หยาดน้ำตายังรินไหลไม่ขาดสาย ดวงตาเบิกโพลงอย่างอาฆาตแค้น ในเมื่อนางไม่เคยทำร้ายใคร แต่มีคนใส่ร้ายนางกับครอบครัวจนต้องพบจุดจบเช่นนี้ เช่นนั้นนางก็จะใช้โอกาสนี้แก้แค้นพวกมันทุกคนให้ได้รู้จักนรกที่แท้จริง รอก่อนเถอะ อย่าเพิ่งรีบตายหนีข้าไปเสียก่อนล่ะ!

ต้องขอบคุณลู่กงกงคนของนางที่ช่วยปลิดชีวิตนางไม่ให้ต้องทรมานนานนักเพราะยาพิษนั่น ตอนที่ลู่กงกงเข้ามาจับตัวนางก็แอบส่งรหัสลับถามนางด้วยความภักดีว่าจะให้ทำเช่นไร เพราะเขารู้ว่ายาพิษนั่นถูกสับเปลี่ยนไม่ใช่ยาที่จะทำให้ตายในทันที แต่เป็นยาที่จะทำให้ตายอย่างทรมาน

นางจึงส่งรหัสตอบขอให้เขาช่วยปลิดชีวิตนางในทันทีอย่าให้นางต้องตายอย่างทรมาน มือที่จับคอนางจึงกดลงบนหลอดลมแน่น ชั่วอึดใจเท่านั้นนางก็ได้ตายโดยไม่ทรมานนานนัก

Chapter 3 รอข้าก่อนเถอะเฉินกงกง!

ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ อีกไม่นานนักนางก็จะรู้อยู่แล้วว่าใครลงมือลอบปลงพระชนม์องค์หญิงหลงหลิว แต่แล้วก็ดันเกิดเรื่องใส่ร้ายว่านางเป็นกบฏจนทุกคนต้องตายหมด ข้อหากบฏว่านางคบค้ากับแคว้นหนานถิง โง่เง่าสิ้นดี! ฝ่าบาทก็ช่างโง่งมหลงเชื่อไปได้อย่างไร! นางเป็นถึงฮองเฮาผู้ยืนเหนือคนนับหมื่นอยู่ใต้คนๆเดียวจะโง่เง่าขายชาติตัวเองให้คนต่างแคว้นได้อย่างไรกัน! แต่หลักฐานทุกอย่างชัดแจ้งก็เพราะเฉินกงกงคนสนิทของนางเป็นผู้นำหลักฐานต่างๆถวายให้ฮ่องเต้เอง เจ้าคนทรยศนั่นนางไม่ปล่อยให้มันตายง่ายๆหรอก มันจะต้องอยู่ก็ไม่ได้ ตายก็ไม่อาจร้องขอ!

รอข้าก่อนเถอะเฉินกงกง!

หลังจากร่ำให้ด้วยความอาฆาตแค้นแล้ว นางก็ยกหลังมือปาดน้ำตาทิ้ง เปิดผ้าออกก็หันไปเห็นฮูหยินไป๋จ้องมองอยู่

สายตาของคนเป็นแม่มีแต่แววเป็นกังวล ทั้งรักทั้งห่วงใยไม่ผิดไปจากสายตาของนางที่เคยมองดูลูกสาวลูกชายเลยสักนิด เห็นสายตาเช่นนั้นแล้วนางก็ไม่อาจจะทำให้คนตรงหน้าต้องทุกข์ใจไปมากกว่านี้ได้อีก นางลุกขึ้นนั่งแล้วก็พูดว่า “ฮู…ท่านแม่ ข้าหิวแล้ว”

ฮูหยินไป๋พอได้ยินลูกพูดเช่นนั้นก็รีบหันไปตะโกนสั่งบ่าวว่า “พวกเจ้ารีบไปยกของกินมาเร็ว คุณหนูหิวแล้ว เร็วๆเข้าล่ะ”

“เจ้าค่ะ” บ่าวรับคำสั่งแล้วก็รีบโรงครัว

ฮูหยินหันไปมองลูกสาวแล้วก็พูดว่า “รอประเดี๋ยวนะลูก เดี๋ยวบ่าวก็ยกมาให้แล้ว” นางลูบหัวลูกสาวด้วยความรัก

ฮองเฮาหลิวยอมให้นางลูบหัวเพราะเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่เช่นเดียวกัน

“เดี๋ยวกินเสร็จแล้ว เจ้าก็เปลี่ยนไปใส่ชุดไว้ทุกข์นะลูก เดี๋ยวแม่จะให้บ่าวออกไปหาซื้อมาเพิ่มให้นะ ชุดเก่าที่เคยใส่เมื่อ 2 ปีที่แล้วเจ้าคงจะใส่ไม่ได้แล้วล่ะก็เจ้าโตขึ้นมากแล้วนี่น่า” ฮูหยินไป๋บอกแล้วก็ช่วยประคองลูก “มาลูก ไปนั่งที่โต๊ะนะ”

ฮองเฮาหลิวจับมือที่เริ่มมีริ้วรอยแล้วพูดว่า “ท่านแม่ไม่ต้องช่วยพยุงข้าหรอก ข้าลุกเองได้ อีกหน่อยข้าจะวิ่งให้ท่านดู”

“หากเจ้าออกไปวิ่งได้แม่จะดีใจมากเฟิ่งหวง” ฮูหยินไป๋ยิ้มอย่างดีใจที่ลูกเริ่มพูดจาอย่างให้ความสนิทสนมมากขึ้น แม้จะไม่เหมือนก่อนหน้าที่จะสิ้นลมหายใจแต่อย่างน้อยถ้อยคำและน้ำเสียงที่พูดก็ไม่ได้แข็งกร้าววางอำนาจอีกต่อไป

ไป๋เฟิ่งหวงลุกออกจากเตียงเดินไปนั่งที่โต๊ะ รู้สึกได้เลยว่าร่างกายนี้ช่างไร้เรี่ยวแรงเสียจริง เคยได้ยินว่าไป๋เฟิ่งหวงอ่อนแอตั้งแต่เล็กๆ ตอนนางยังเป็นฮองเฮาเคยได้ให้หมอหลวงไปตรวจให้อยู่สองสามครั้ง ซึ่งหมอหลวงก็รายงานว่าเป็นโรคหัวใจแต่กำเนิดไม่อาจรักษาได้ ทำได้เพียงให้ยาประคับประคองตามอาการเท่านั้น โธ่…สวรรค์หนอสวรรค์จะให้โอกาสนางได้แก้แค้นทั้งทีทำไมจึงให้นางมาอยู่ในร่างเด็กอ่อนแอแบบนี้เล่า?

ฮูหยินเดินตามไปนั่งข้างๆ รินน้ำชาใส่ถ้วยส่งให้ลูกสาว “เฟิ่งหวงดื่มน้ำชาสักหน่อยนะ เจ้าจะได้แข็งแรง”

“ขอบคุณฮู…ท่านแม่” ไป๋เฟิ่งหวงเกือบจะหลุดเรียกฮูหยินอยู่บ่อยครั้ง นางจะต้องรีบทำตัวให้คุ้นเคยกับครอบครัวนี้โดยเร็ว คนอื่นจะได้ไม่สงสัย

นางรับถ้วยชามายกขึ้นดม กลิ่นเกสรดอกบัวหลวงลอยมากระทบจมูก นี่คือชาเกสรดอกบัวหลวงมีสรรพคุณบำรุงหัวใจ นางเรียนรู้เรื่องตำรายาสมุนไพรมาบ้างในชาติก่อน นางยกถ้วยขึ้นจิบทีละนิดๆจนหมดแล้วก็เอื้อมมือไปรินชาให้ตัวเองพร้อมกับรินให้ผู้เป็นแม่ด้วย

“ฮู…ท่านแม่ ชา”

“ขอบใจเฟิ่งหวง” ฮูหยินไป๋ยิ้มแล้วก็รับถ้วยชามายกจิบ

บ่าวไพร่ลำเลียงอาหารขึ้นโต๊ะแล้วก็ถอยไป

มีโจ๊ก ข้าวสวยแล้วก็ผัดผัก 3 จาน จานแรกเป็นผัดคะน้ากับเต้าหู้ จานที่สองเป็นผัดผักบุ้งกับเห็ดเข็มทอง จานที่สามเป็นผัดกุ่ยช่ายขาวกับเห็ดหอม

โจ๊กถูกวางตรงหน้าคุณหนูของบ้าน ส่วนข้าวกับกับข้าวถูกวางตรงหน้าฮูหยิน

ไป๋เฟิ่งหวงจ้องมองชามโจ๊กตาถลน แล้วก็หันไปมองอาหารของฮูหยิน เอ่อ…บ้านนี้ยากจนข้นแค้นถึงขนาดนี้เลยหรือไง?

“โจ๊กอีกแล้วเหรอ?” นางผลักชามโจ๊กออก “ไม่มีหมู ไก่ เนื้อบ้างเหรอ?”

“ลูกอยากกินอย่างอื่นเหรอ?” ฮูหยินหันไปมองท่าทางเบ้หน้าใส่ชามโจ๊ก “ก็ลูกบอกเองว่าชอบกินแต่โจ๊ก ไม่ยอมกินอย่างอื่นเลย บ่าวจึงต้มโจ๊กให้ทุกวัน ลูกก็ไม่เคยบ่นเลยสักนิด แม่คะยั้นคะยอให้ลูกกินอย่างอื่นบ้างลูกก็ไม่ยอมกินเองนี่น่า”

“งั้นวันนี้ข้าขอเปลี่ยนละกันเป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่โจ๊กกับผัดผักแบบนี้” ไป๋เฟิ่งหวงยกชามโจ๊กไปตั้งไกลๆตัว

ฮูหยินมองแล้วก็ยิ้มขำ หันไปสั่งบ่าวว่า “ไปยกกับข้าวที่เตรียมไว้ให้นายท่านมาให้คุณหนูก่อนแล้วก็ทำเตรียมไว้ให้นายท่านใหม่ด้วยล่ะ”

“เจ้าค่ะ” บ่าวรีบเดินออกไป

ฮูหยินหันไปมองลูกสาวแล้วก็ยิ้มที่ลูกนึกอยากกินอย่างอื่นบ้าง นางกลัวว่าลูกจะเป็นโรคอดอาหารเพราะกินแต่โจ๊กนี่แหละ แต่ในเมื่อเจ้าตัวไม่ยอมกิน นางก็ไม่รู้จะบังคับลูกเช่นไร

บ่าวไพร่ลำเลียงอาหารมาใหม่ มีซุปไก่ เนื้อตุ๋นสมุนไพร ปลานึ่งแล้วก็ขาหมูตุ๋นน้ำแดง

ไป๋เฟิ่งหวงมองอาหารที่ยกมาใหม่อย่างพอใจ นางหยิบตะเกียบคีบเนื้อตุ๋นเข้าปากทันที รสชาติสู้พ่อครัวในวังไม่ได้แต่ก็ถือว่าอร่อยพอกินได้อยู่

“เป็นยังไง? อร่อยไหม?” ฮูหยินถามพลางมองลูกสาวด้วยความรัก

ไป๋เฟิ่งหวงหันไปมองตอบแล้วพยักหน้า พอเคี้ยวหมดปากนางก็ตอบว่า “อร่อย พอใช้ได้”

ฮูหยินยิ้มขำแล้วก็คีบผัดผักมากิน นางไม่แตะต้องเนื้อสัตว์บนโต๊ะเลยสักคำจนคนเป็นลูกแต่วิญญาณเป็นถึงฮองเฮาอดสงสัยไม่ได้

“เหตุใดท่านแม่จึงไม่กินเนื้อล่ะ?”

“แม่ตั้งใจกินเจก็เพื่อจะให้บุญกุศลที่แม่ทำไว้ช่วยให้เจ้าแข็งแรงไงเฟิ่งหวง” ฮูหยินยิ้มให้ลูก

“ข้าแข็งแรงแล้ว ต่อไปนี้ท่านแม่ก็เลิกกินเจเสียเถอะ” ไป๋เฟิ่งหวงบอกแล้วก็ตักปลานึ่งให้แม่

ฮูหยินไป๋ยิ้ม คีบปลาเข้าปากแล้วก็พุ้ยข้าวตามไป

สองแม่ลูกนั่งกินอาหารเสร็จแล้ว บ่าวก็ยกถ้วยชามไปเก็บ

บ่าวคนหนึ่งเดินเข้ามายื่นห่อผ้าให้ “ฮูหยิน เสื้อผ้าของคุณหนูเจ้าค่ะ”

ฮูหยินไป๋พยักหน้าแล้วก็หันไปเรียกบ่าวอีกคน “เซี่ยวซินพาคุณหนูไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็คอยดูแลคุณหนูให้ดีล่ะ ข้าเองก็ต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเหมือนกัน”

“เจ้าค่ะ” เซี่ยวซินรับคำสั่งแล้วก็มาช่วยพยุงตัวคุณหนูลุกขึ้น

ไป๋เฟิ่งหวงหันไปสั่งเพียงสั้นๆว่า “ไม่ต้อง ข้าเดินเองได้ เจ้าไปเตรียมน้ำให้ข้าอาบดีกว่า”

“เจ้าค่ะ” เซี่ยวซินรับคำ แล้วก็รีบไปเตรียมน้ำอุ่นให้คุณหนูอาบน้ำ

ฮูหยินไป๋มองลูกสาวอย่างวางใจแล้วก็เดินกลับเรือนตัวเองไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดไว้ทุกข์

หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วฮูหยินไป๋ก็เดินไปคอยคุมบ่าวไพร่ในจวนให้ทำงานเป็นระเบียบเรียบร้อย

บรรยากาศโศกเศร้าปกคลุมไปทั้งเมืองหลวง แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่ยินดีกับข่าวซึ่งก็คือกลุ่มคนที่สนับสนุนพระสนมเย่เฟย ตัวพระสนมเองและพระโอรส

ไป๋เฟิ่งหวงอาบน้ำเสร็จแล้วก็สวมชุดไว้ทุกข์ นางก้มมองชุดที่ใส่แล้วน้ำตาก็รื้นขึ้นในดวงตา ไว้ทุกข์ให้ลูกตัวเอง ครอบครัวตระกูลหลิว และตัวนางเอง ฮองเฮาหลิวผู้ยิ่งใหญ่ แต่ต้องมาตายอย่างอนาถใจด้วยข้อหากบฏโง่เง่านั้น

ริมฝีปากซีดเหยียดยิ้มเยาะ สมเพชในชะตาชีวิตของตัวเองในชาติก่อนนัก ลูกสาวแม่ทัพใหญ่ต้องมาตายอย่างอนาถเพียงเพราะคนใกล้ตัวทรยศหักหลัง นางกรีดน้ำตาทิ้ง หมดเวลาสำหรับน้ำตาของนางแล้ว ต่อไปนี้คือเวลาคืนความแค้นกลับไปให้พวกมันทุกคน!

เซี่ยวซินมองคุณหนูด้วยความรู้สึกหวั่นกลัวลึกๆในใจ แววแห่งอำนาจฉายชัดอยู่บนเรือนร่างเล็กบอบบางแทบจะปลิวลม นางรู้สึกกลัวคุณหนูเสียยิ่งกว่านายท่านและฮูหยินเสียอีก ตั้งแต่คุณหนูฟื้นขึ้นมานางก็รู้สึกว่าคุณหนูของนางมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็บอกไม่ถูกว่าเปลี่ยนไปยังไง ทั้งๆที่คุณหนูก็ยังเป็นคุณหนูคนเดิม

แล้วคุณหนูของนางก็ก้าวเท้าออกจากห้องไป “เดี๋ยวคุณหนูรอข้าด้วยเจ้าค่ะ” นางรีบเดินตามไป “คุณหนูจะไปไหนเจ้าคะ?”

ไป๋เฟิ่งหวงหันไปมองแล้วตอบสั้นๆว่า “เดินเล่น”

เซี่ยวซินคิดว่าคุณหนูคงจะเดินเล่นชมนกชมไม้หน้าเรือนเท่านั้น แต่นี่นางเดินตามคุณหนูจนไปถึงเรือนใหญ่ คงจะมาอ้อนฮูหยินเหมือนเคยนั่นแหละ พอจะขยับเข้าไปช่วยประคองก็เจอคำพูดสั้นๆว่า “ไม่ต้อง” กับสายตาดุจนนางไม่กล้าขัดใจได้แต่เดินตามคุณหนูไปติดๆ

ไป๋เฟิ่งหวงหยุดหน้าเรือนใหญ่มองสำรวจสภาพแวดล้อมครู่หนึ่งแล้วก็ก้าวเท้าเดินต่อไป

เซี่ยวซินได้แต่เดินตามไป “คุณหนูจะไปไหนเจ้าคะ?”

“เดินเล่น” ปากซีดหันไปตอบแล้วก็ก้าวเท้าเดินต่อไป การเดินเล่นของนางก็คือการเริ่มต้นออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูร่างนี้ให้แข็งแรง ทุกย่างก้าวนางก้าวอย่างมั่นคงสง่างาม กริยาสมกับที่เคยเป็นถึงฮองเฮาผู้ยิ่งใหญ่แห่งวังหลัง

จวนแห่งนี้มีเรือน 9 หลัง เรือนแรกคือเรือนรับแขกอยู่ด้านหน้าติดกับประตูทางเข้าใหญ่ด้านหน้า เรือนที่สองและสามคือเรือนรับแขก เรือนที่สี่คือเรือนของไป๋จง แล้วก็เรือนใหญ่เป็นเรือนที่ห้า เรือนที่หกคือเรือนของไป๋เฟิ่งหวง อีกสามเรือนก็คือโรงครัวและเรือนบ่าวไพร่ แยกเป็นเรือนชายและหญิงอยู่ติดกับประตูด้านหลัง มีเวรยามยืนคุมอยู่ที่ประตูด้านละสองคนเท่านั้น ดูการคุ้มกันแล้วช่างหล่ะหลวมยิ่งนักในสายตาลูกสาวแม่ทัพ นางคงต้องปรับปรุงการคุ้มกันเป็นอันดับแรกซินะ

หลังจากเดินจนทั่วทั้งจวนแล้วนางก็เดินกลับเรือนตัวเอง

เซี่ยวซินได้แต่มองอย่างประหลาดใจที่วันนี้คุณหนูเดินเล่นเสียรอบจวน นางรีบรินน้ำชาให้ “คุณหนู น้ำชาเจ้าค่ะ”

“ขอบใจ” ไป๋เฟิ่งหวงรับถ้วยน้ำชามาจิบพลางปาดเหงื่อบนหน้าผาก ดูซิแค่เดินนิดเดียวยังเหนื่อยเสียขนาดนี้ นี่แสดงว่าเด็กน้อยไป๋เฟิ่งหวงไม่เคยออกแรงเลยสักนิดแน่นอน “เซี่ยวซิน เอากระดาษกับพู่กันมา”

“เจ้าค่ะ” เซี่ยวซินรีบไปหยิบกระดาษกับพู่กันให้แล้วก็จัดแจงฝนหมึกให้เพราะคิดว่าคุณหนูคงอยากวาดรูปขีดเขียนอักษรเล่นเหมือนเคย

มือบางจับพู่กันจุ่มหมึกแล้วก็ลากปราดๆลงบนกระดาษ เป็นแผนผังจวนแห่งนี้และตำแหน่งที่ควรจะจัดเวรยามและกำลังทหาร

เซี่ยวซินได้แต่มองอย่างไม่เข้าใจ คุณหนูวาดรูปอะไรก็ไม่รู้ เพราะทุกทีจะวาดเป็นรูปต้นไม้ดอกไม้

ดวงตากลมโตจ้องมองแผนผังอย่างพอใจแล้วก็วางพู่กันลง รอจนหมึกแห้งแล้วจึงม้วนเก็บ “เซี่ยวซิน เก็บ”

“เจ้าค่ะ” เซี่ยวซินเก็บพู่กัน เก็บหมึกกับกระดาษทันที

“เซี่ยวซินห้องหนังสืออยู่ที่ไหนหรือ?” ไป๋เฟิ่งหวงถามเพราะอยากรู้ว่าในจวนนี้มีหนังสืออะไรให้นางได้อ่านบ้าง

“ห้องหนังสือก็อยู่ที่เรือนใหญ่ซิเจ้าคะ คุณหนูอย่าชอบแกล้งทำเป็นลืมซิเจ้าคะ ทำแบบนี้บ่าวใจคอไม่ดีนะเจ้าคะ” เซี่ยวซินคิดว่าคุณหนูแกล้งจึงไม่ได้ใส่ใจ

“ข้าจะไปห้องหนังสือ” ไป๋เฟิ่งหวงบอกแล้วก็ถือม้วนกระดาษไปด้วย

เซี่ยวซินรีบเก็บของแล้วก็รีบวิ่งตามไป

เมื่อไปถึงห้องหนังสือ ไป๋เฟิ่งหวงก็วางม้วนกระดาษรวมไว้กับกองเอกสารบนโต๊ะ เจตนาคือต้องการให้ไป๋จื่อฮัวเห็นแผนผังนี้แล้วจัดเวรยามตามที่นางวางแผนไว้ จากนั้นก็เดินไปดูหนังสือบนชั้นซึ่งมีอยู่มากมายใกล้เคียงกับกองการศึกษาเพราะไป๋จื่อฮัวนั้นชอบอ่านหนังสือมากจึงสะสมหนังสือไว้มากมายทั้งซื้อหามาและคัดลอกมาจากกองการศึกษา หากเล่มไหนที่เขามีแต่กองการศึกษาไม่มีเขาก็จะให้คนคัดลอกแล้วนำไปไว้ที่กองฯ

แต่แล้วไป๋เฟิ่งหวงก็สะดุดสายตาเข้ากับชั้นหนังสือด้านในสุดซึ่งเป็นหนังสือภาษาต่างชาติต่างภาษาของชนผิวเผือกตาน้ำข้าว ตอนเด็กๆนางเคยติดตามท่านพ่อหลิวไปยังเมืองแถบชายทะเลแล้วบังเอิญได้ช่วยชนผิวเผือกซึ่งเรือแตกมาเอาไว้คนนึง ชายผิวเผือกจึงตอบแทนบุญคุณด้วยการสอนคุณหนูหลิวฟังพูดอ่านเขียน ภาษาของตัวเอง จนกระทั่งเด็กน้อยแตกฉานในภาษานั้น หลังจากนั้นหลายเดือนต่อมาชายผิวเผือกคนนั้นก็ป่วยตายด้วยโรคฝีในท้องตามที่หมอในเมืองนั้นวินิจฉัย

มือบางหยิบหนังสือมาเปิดอ่านทีละหน้า แล้วก็ถือหนังสือเล่มนั้นติดมือกลับไปนั่งอ่านที่เรือนตัวเอง

เซี่ยวซินได้แต่มองดูคุณหนูอย่างไม่เข้าใจ อ่านหนังสืออะไรก็ไม่รู้ ตัวอักษรยึกยือไม่เห็นจะเข้าใจสักนิด นางรู้หนังสือเพียงแค่ตัวเลขบวกลบหลักสิบเท่านั้นเอาไว้ใช้ยามไปจ่ายตลาดไม่ถูกพ่อค้าโกงเงินทอน

จนกระทั่งบ่ายกว่าๆ ไป๋จื่อฮัวกลับมาถึงบ้านก็ตรงไปดูอาการลูกสาวก่อนเป็นอันดับแรก เห็นบ่าวประจำตัวลูกสาวปัดกวาดเช็ดถูอยู่หน้าเรือนก็ถาม “คุณหนูล่ะ?”

เซี่ยวซินรีบโค้งทำความเคารพ “อยู่ในห้องเจ้าค่ะ”

ไป๋จื่อฮัวก็เดินเข้าไปข้างในทันที เขาเห็นลูกสาวกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านอะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะ ไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัวเลยสักนิดจึงขยับเข้าไปชะโงกมอง เห็นลูกสาวกำลังอ่านหนังสือของชนเผ่าผิวเผือกตาน้ำข้าวอย่างขะมักเขม้นก็ประหลาดใจ นี่เฟิ่งหวงอ่านหนังสือพวกนี้ออกด้วยหรือ? ตัวเขาเองยังอ่านไม่ออกเลย แต่เห็นเป็นภาษาต่างถิ่นต่างแดนจึงซื้อเก็บไว้เท่านั้น

“อ่านอะ…” เขาทักได้เพียงเท่านั้น พลันร่างบอบบางก็สะดุ้งเฮือกอย่างตกใจ มือบอบบางเรียวเล็กตวัดฟาดใส่คนข้างหลังตามสัญชาตญาณ ผั่วะ!

“โอ๊ย!” เขาเซถอยหลังไปสองก้าว แรงกำปั้นเล็กๆที่สะบัดต่อยเข้าลิ้นปี่แม้จะไม่รุนแรงนักแต่ก็ทำเอาเจ็บได้เหมือนกัน

ไป๋เฟิ่งหวงหันไปมองแล้วก็ตกใจ “ขุนนางไป๋!” นางรีบลุกไปจับแขนเขา ความจะแตกไหมหนอ? แล้วก็รีบกลบเกลื่อนว่า “ท่านมาเงียบๆข้าตกใจหมด”

ไป๋จื่อฮัวมองลูกสาวอย่างประหลาดใจในปฏิกิริยาโต้ตอบที่เหมือนคนเคยฝึกวรยุทธ์มา แต่ลูกของเขาไม่เคยฝึกการวรยุทธ์เลยสักนิดนางจะต่อสู้เป็นได้อย่างไร คงเป็นเพราะไป๋จงชอบแกล้งน้องบ่อยๆแน่เลย นางจึงโต้ตอบโดยไม่รู้ตัว

“พ่อไม่เป็นไรๆ” เขารีบพูดเมื่อเห็นสีหน้าลูกสาวไม่ค่อยดี กลัวว่านางจะตกใจจนอาการกำเริบอีก

ดวงตากลมโตมองสำรวจท่าทางคนเป็นพ่อแล้วก็ลอบถอนหายใจ

“ว่าแต่เจ้าไปเอาหนังสือนี้มา อ่านออกหรือ?” ไป๋จื่อฮัวชี้ไปที่หนังสือบนโต๊ะ

ไป๋เฟิ่งหวงรีบส่ายหน้า “ไม่ออก ข้าเห็นมันแปลกตาเลยเอามาดู ท่านคงไม่ว่าอะไรข้าใช่ไหม?”

ไป๋จื่อฮัวเดินเข้าไปลูบหัวลูก “พ่อจะว่าอะไรล่ะ เจ้าใฝ่ศึกษาก็ดีอยู่แล้ว”

ไป๋เฟิ่งหวงมองมือที่ลูบหัว นึกอยากจะขยับหัวออก แต่กระแสอบอุ่นนั้นทำให้ไม่อาจขยับได้เลยสักนิด เหมือนตอนที่ท่านพ่อนางลูบหัวไม่มีผิด “ท่านพ่อ” หยาดน้ำตาเอ่อคลอเมื่อคิดถึงคนที่ลาลับไปแล้วอย่างกลั้นไม่อยู่

ไป๋จื่อฮัวยิ้ม ขยับเข้าไปปาดน้ำตาให้ “ร้องไห้ทำไมรึลูกพ่อ? พ่อยังไม่ได้ดุเจ้าซักคำ”

ไป๋เฟิ่งหวงโถมกอดอีกฝ่ายเมื่อเห็นใบหน้าคนที่อยู่ในความคิดถึงทับซ้อนกับคนตรงหน้า “ท่านพ่อ ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน”

“พ่อก็คิดถึงเจ้าเช่นกัน” ไป๋จื่อฮัวกอดร่างเล็กลูบหัวลูบหลังด้วยความรัก

ไป๋เฟิ่งหวงร้องไห้อย่างกลั้นไม่อยู่

ไป๋จงเดินเข้ามาดูน้องเห็นพ่อกำลังกอดคนขี้แยก็แซวว่า “จะอ้อนขออะไรพ่ออีกเหรอเฟิ่งหวง?”

ไป๋เฟิ่งหวงรีบเช็ดน้ำตา แล้วก็ถอยห่างจากบุรุษตรงหน้าอย่างเก้อเขิน ถึงแม้เขาจะเป็นพ่อของไป๋เฟิ่งหวง แต่สำหรับนางซึ่งเป็นฮองเฮา อายุอ่อนกว่าเขาเพียงไม่กี่ปีเอง ปล่อยให้เขากอดได้อย่างไร? แย่จริงๆเชียว นางหันไปจ้องไป๋จงอย่างไม่ค่อยชอบใจ เจ้าเด็กปากมาก!

“สถานการณ์ในวังเป็นยังไงบ้างเหรอ?” นางถามไป๋จื่อฮัว

“เจ้ายังเด็ก จะรู้ไปทำไมเฟิ่งหวง เรื่องของผู้ใหญ่ไม่เกี่ยวกับเจ้าหรอก” ไป๋จงว่าแล้วก็เดินมาลูบหัวน้องสาวอย่างเอ็นดู

ไป๋เฟิ่งหวงจ้องเขม็ง สายตาดุวาบ “อย่าคิดว่าข้าเป็นแค่เด็ก สถานการณ์ในตอนนี้ไม่ค่อยดีนัก ขุน…ท่านพ่อเป็นราชครูให้หลง…องค์รัชทายาท เจ้า…ท่านพี่คิดว่าฝ่ายตรงข้ามจะปล่อยท่านพ่อไปหรือ คงจะไม่เคยได้ยินคำที่ว่า…ขุด…ราก…ถอน…โคน…ซินะ” นางจงใจเน้นช้าๆทีละคำให้คนทั้งสองซึมซับความหมาย

“แต่ท่านพ่อก็เป็นราชครูให้อ๋องหลงเทียนเช่นกัน หากจะมีการขุดรากถอนโคนอย่างที่เจ้าว่าก็ไม่น่าจะขุดพวกเราหรอกมั้ง จริงไหมท่านพ่อ?” ไป๋จงแย้ง

“ก็ไม่แน่” ไป๋จื่อฮัวพูดอย่างหนักใจ “ขนาดฮองเฮายังโดนโทษกบฏได้ นับประสาอะไรกับพวกเรามดปลวกตัวเล็กๆที่ดันไปอยู่บนลานการต่อสู้ของเสือสองตัวจะไม่พลอยโดยลูกหลงบี้แบนไปด้วยล่ะ”

ไป๋จงหน้าเสีย

“ป่วย อาการหนัก ลาออกจากตำแหน่ง จึงจะรอดจากการโดนเหยียบ” ไป๋เฟิ่งหวงแนะทางออกให้

Chapter 4 คิดทำการค้า

คนเป็นพ่อตาสว่างวาบ แต่ก็หนักใจอีก เคยแต่รับราชการ หากลาออกแล้วจะเอาอะไรรายได้ที่ไหนเลี้ยงดูครอบครัว

ไป๋เฟิ่งหวงรับรู้ความหนักใจของผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวก็รีบบอกว่า “หากให้ท่านพี่เอาเงินไปทำการค้าคงพอมีทาง แต่ห้ามทำการใหญ่โต เด่นเกินไปก็เป็นภัยอีก”

“แล้วจะทำการค้าอะไรล่ะ?” ไป๋จงถามไปงั้นๆไม่เชื่อถือคำพูดน้องสาวที่พูดจาแก่แดดเกินตัว

“เริ่มจากขายของในห้องเก็บของนั้นให้หมด ของไม่ใช้เก็บเอาไว้ก็รังแต่จะเสียประโยชน์สู้เปลี่ยนเป็นเงินทองมาเก็บไว้น่าจะเกิดประโยชน์มากกว่านะ” ไป๋เฟิ่งหวงแนะแนวทาง เพราะหากไม่ลงมือช่วยเหลือครอบครัวนี้น่ากลัวว่าโอกาสที่สวรรค์ประทานให้นางคงจบลงใต้คมดาบบนลานประหารแน่

ไป๋จื่อฮัวเข้าใจความคิดของลูกสาวเป็นอย่างดี หลบหลีกภัยที่กำลังจะมาถึงตัวก่อนเข้าตำราพิชัยสงครามทั้งหมด แต่ว่าเฟิ่งหวงไม่เคยอ่านตำราพวกนั้นเลยสักครั้ง คำยากๆเข้าใจได้ยากพวกนั้นนางยังเรียนไม่เคยอ่านเลยด้วยซ้ำ หรือว่านี่คือทางรอดที่สวรรค์ประทานมาให้ตระกูลไป๋กระมัง หากเป็นเช่นนั้นจริงเขาก็ควรจะวัดดวงลองเชื่อลูกสาวสักครั้ง

“จงเอ๋อร์ พรุ่งนี้เจ้าจงเข้าวังไปลาป่วยแทนพ่อที แล้วอีก 7 วันเจ้าค่อยนำหนังสือลาออกไปถวายต่อฮ่องเต้” ไป๋จื่อฮัวบอกลูกชายอย่างตัดสินใจเด็ดขาด

“ท่านพ่อ!” ไป๋จงตกใจ “ท่านคิดดีแล้วหรือ?”

“ข้าคิดดีแล้ว ข้าคิดไว้ก่อนแล้วด้วยตั้งแต่ได้ยินว่าฮองเฮาเป็นกบฏ แต่ยังคิดไม่ตกเรื่องหลังจากลาออกแล้วจะทำมาค้าขายอะไรดี แล้วเฟิ่งหวงก็มาช่วยแนะทางออกให้ข้าพอดี” ไป๋จื่อฮัวยิ้มให้ลูกสาว จิตใจปลอดโปร่งโล่งขึ้นเยอะ “ขอบใจมากเฟิ่งหวง” เขาตบไหล่ลูกสาวเบาๆ

“เอาล่ะไปกินข้าวกันดีกว่า ป่านนี้แม่เจ้าคงจัดสำรับกับข้าวเสร็จแล้วล่ะ มาพ่ออุ้ม” เขาพูดแล้วก็ทำท่าจะอุ้มลูกสาวขึ้นมา

“ไม่ต้องอุ้ม ข้าเดินไปเองได้” ไป๋เฟิ่งหวงรีบบอกหน้าแดงแล้วก็รีบวิ่งไปที่เรือนใหญ่

“เฟิ่งหวง อย่าวิ่งซิ เดี๋ยวอาการเจ้าก็กำเริบอีกหรอก” ไป๋จงรีบวิ่งตามไป

ไป๋เฟิ่งหวงเข้าใจแล้วว่าเหตุใดไป๋เฟิ่งหวงตัวจริงจึงร่างกายอ่อนแอนัก ก็ประคบประหงมดั่งไข่ในหินกันเช่นนี้เอง เด็กน้อยจึงไม่เคยออกแรงเลย แล้วจะไปแข็งแรงได้ไงล่ะ เฮ้อ…

ไป๋จื่อฮัวได้แต่มองตามลูกๆไป ลูกสาวไม่ยอมให้อุ้มเหมือนกาลก่อน นางคงโตเป็นสาวแล้วซินะ อีกหน่อยเขาคงต้องปั้นหน้าเป็นพ่อหน้าโหดแล้วกระมังจะได้กำหราบพวกไอ้หนุ่มเหยาะแหยะที่จะมาเกาะแกะลูกสาวของเขาในอนาคตแล้วล่ะ

วันรุ่งขึ้น ไป๋จงก็เข้าวังไปลาป่วยแทนพ่อ

“ขุนนางไป๋ป่วยงั้นรึ? ให้หมอหลวงไปดูซักหน่อยดีกว่า” ฮ่องเต้ตรัสแล้วก็มีพระบัญชาทันที “หมอหลวง”

“พะย่ะค่ะฝ่าบาท” หมอหลวงก้าวออกไปรับพระบัญชา

“เจ้าจงไปรักษาขุนนางไป๋สักหน่อย หากเป็นอะไรไปแผ่นดินจะสูญสิ้นคนดีๆมากความสามารถอย่างขุนนางไป๋ได้” ฮ่องเต้บัญชาอย่างเป็นห่วงเป็นใย

“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงใส่พระทัยบิดากระหม่อมพระเจ้าข้า ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆปีพระเจ้าข้า” ไป๋จงหมอบคารวะติดพื้น

ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ “เรื่องเล็กๆน้อยๆอย่าได้ใส่ใจ เจ้าก็ลุกขึ้นเถอะ ข้าอนุญาตให้เจ้าลางานไปดูแลพ่อจนกว่าจะหายป่วยก็แล้วกัน”

“ขอบพระทัยฝ่าบาทพระเจ้าข้า เกล้ากระหม่อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณยิ่งนักพระเจ้าข้า” ไป๋จงก้มคารวะผงกๆ

ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ไล่ “ไปๆ รีบกลับจวนไปดูแลพ่อเจ้าเถอะ เอ้า ใครมีเรื่องอะไรอีกก็ว่ามา?”

ไป๋จงค่อยๆลุกขึ้นถอยออกจากท้องพระโรงอันโอ่อ่า ทิ้งเสียงกราบทูลรายงานไว้เบื้องหลัง

หมอหลวงคารวะฮ่องเต้แล้วก็ตามไป๋จงไป “ท่านไป๋ รอข้าด้วย”

ไป๋จงหยุดฝีเท้าหันไปมองหมอหลวง

“ว่าแต่อาการขุนนางไป๋มีอาการเช่นไรบ้าง ข้าจะได้เตรียมยาถูก” หมอหลวงเดินตามไปทันก็รีบถาม

“ก็ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้นิดหน่อย แต่ว่าท่านพ่อข้าก็อายุมากแล้วอาการก็เลยเป็นหนักจนไม่อาจลุกออกจากเตียงได้น่ะ” ไป๋จงพูดอย่างคล่องปากสมกับที่เตรียมการมาอย่างดีตั้งแต่เมื่อวาน

“อ่อ ถ้าเช่นนั้นเราก็ไปกันได้เลย ถ้าหากมีอาการอะไรนอกเหนือจากนี้ก็ค่อยให้ท่านตามไปรับยาที่สำนักหมอหลวงล่ะกัน” หมอหลวงพูดแล้วก็เดินลิ่วๆไปขึ้นรถม้าหน้าประตูวัง

ณ จวนขุนนางไป๋ฯ

ไป๋จื่อฮัวนอนซมอยู่บนเตียง มีฮูหยินคอยดูแลอยู่ใกล้ๆกับหมอจากโรงหมอที่คุ้นเคยกันดีคอยดูแลอยู่

ไป๋จงเดินนำหมอหลวงไปหาท่านพ่อ

“คารวะท่านหมอหลวง รบกวนท่านแล้ว” ไป๋จื่อฮัวรีบทักทาย ขยับตัวจะลุกออกจากเตียง

“ไม่ต้องลุกๆ ไม่ต้องมากพิธีหรอกท่านไป๋ คนกันเองแท้ๆ” หมอหลวงรีบบอก

“เสียมารยาทแล้ว” ไป๋จื่อฮัวคารวะอีกรอบ

“คารวะท่านหมอหลวง” ฮูหยินไป๋รีบลุกขึ้นยืนโค้งคารวะ

หมอจากโรงหมอจึงรีบคารวะตาม “คารวะท่านหมอหลวง”

หมอหลวงขยับเข้าไปตรวจอาการ

ฮูหยินรีบถอยไปให้หมอหลวงได้ทำการตรวจสามีสะดวกๆ

“อือ เป็นไข้เปลี่ยนฤดูเท่านั้น เอาล่ะข้าจะจัดยาให้ท่านกินซัก 7 วันคงหายขาด” หมอหลวงบอกแล้วก็จับท่อนแขนตรวจดู “ว่าแต่ผื่นแดงๆพวกนี้ท่านไปโดนอะไรมารึ?”

“ข้าก็ไม่ทราบ เมื่อวานยังไม่เห็นมี พอเช้ามาก็เป็นดังเช่นที่ท่านเห็นนี่แหละ” ไป๋จื่อฮัวตอบ

หมอหลวงเลิกแขนเสื้อตรวจดู “อืม…เหมือนถูกหญ้าคันสักอย่างหรือตัวบุ้งขนงั้นแหละ ท่านรู้สึกคันไหม?”

“ไม่คัน” ไป๋จื่อฮัวส่ายหน้า

“งั้นข้าจะเพิ่มยาทาไว้ให้ท่านทาอีกอย่างล่ะกัน” หมอหลวงตอบแล้วก็ปล่อยมือจากคนไข้ เขาลุกขึ้นยืนคารวะขุนนางไป๋ซึ่งมีตำแหน่งเท่ากับตัวเอง “ข้าขอลา”

“ขอบคุณท่านมากที่อุตส่าห์มาช่วยรักษาถึงที่บ้านข้าเช่นนี้ รบกวนท่านจริงๆ” ไป๋จื่อฮัวคารวะตอบ

“ต้องขอบพระทัยฮ่องเต้ถึงจะถูก ข้าเพียงทำตามรับสั่งเท่านั้น” หมอหลวงบอก

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งแล้ว” ไป๋จื่อฮัวคารวะไปทางวังหลวง

หมอหลวงมองแล้วก็หมุนตัวเดินออกไป

ฮูหยินกับหมอจากโรงหมอรีบคารวะส่ง

ไป๋จงรีบตามไปส่งแขก

ขณะกำลังจะก้าวผ่านประตูห้อง หมอหลวงก็หันไปพูดว่า “อ่อ ไหนๆข้าก็มาถึงนี่แล้ว แวะตรวจอาการคุณหนูไป๋ด้วยเลยดีกว่า”

ไป๋จื่อฮัวรีบคารวะ “รบกวนท่านอีกแล้ว ขอบคุณที่มีน้ำใจ ขอบคุณท่านหมอหลวง” แล้วเขาก็หันไปพูดกับภรรยาว่า “ฮูหยินไปตามลูกมาพบท่านหมอหลวงที่นี่ที”

“เจ้าค่ะท่านพี่” ฮูหยินพยักหน้ารับแล้วก็เดินไป

“เชิญท่านหมอหลวงนั่งจิบชาก่อนเถอะ” ไป๋จื่อฮัวผายมือเชิญ

“ไม่ต้องหรอก ข้าไปพบนางเองดีกว่า รบกวนท่านไป๋นำทางด้วย” หมอหลวงบอกพลางส่งสายตาให้ขุนนางหนุ่ม

“อ่อ ได้ขอรับ” ไป๋จงรีบเดินนำทางไป

หมอหลวงเดินตามไปด้วยท่าทีเนิบนาบไม่รีบไม่ร้อน

ณ ศาลากลางสวน ระหว่างเรือนใหญ่กับเรือนคุณหนูไป๋

ไป๋เฟิ่งหวงกำลังนั่งมองกระดานหมากข้างหน้า ข้างๆมีตำราเดินหมากวางอยู่ นางนั่งตัวตรงยกถ้วยชาขึ้นจิบท่วงท่าอ่อนช้อยสง่างาม

เซี่ยวซินเช็ดถูศาลาอยู่ใกล้ๆ

“อ่อ นางอยู่นี่พอดีเลย” ไป๋จงรีบหันไปบอกคนที่เดินตามหลังมา

หมอหลวงมองตามแล้วก็เห็นเด็กหญิงที่กำลังเริ่มเข้าสู่วัยสาวนั่งอยู่คนเดียวในศาลา พลัน! เขาก็เห็นภาพๆหนึ่งทับซ้อนร่างนั้น เป็นสตรีสูงศักดิ์ผู้เป็นใหญ่แห่งวังหลังที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี สตรีที่เขาได้แต่แอบหลงรักแต่ไม่อาจแตะต้องได้เพราะนางมีชะตาที่ยิ่งใหญ่ไม่อาจจะเป็นเพียงฮูหยินของหมอหลวงที่เริ่มเข้ารับราชการได้เลย ชะตานางยิ่งใหญ่ได้เป็นถึงฮองเฮา แต่น่าเสียดายที่ต้องสิ้นพระชนม์ด้วยข้อหาโง่เง่านั่น แต่จะทำอะไรได้ล่ะในเมื่อนางหมดประโยชน์สำหรับคนผู้นั้นแล้วนี่ อยู่ต่อไปก็รังแต่จะเป็นตัวเกะกะ เขาพยายามจะช่วยนางแต่ก็ไม่อาจจะช่วยเหลือได้ ทำได้แต่ปรุงยาพิษที่ออกฤทธิ์เฉียบพลันหวังส่งนางไปปรโลกอย่างไม่ต้องทรมาน

หากเขาล่วงรู้สักนิดว่าชะตานางจะจบลงเช่นนั้น ในตอนนั้นที่ยังเป็นเพียงหมอฝึกหัดเขาคงทุ่มเทพลังกายและใจทั้งหมดที่มีเพื่อรั้งนางให้เป็นฮูหยินของเขาเสียดีกว่า หากเป็นเช่นนั้นวันนี้เขาคงยังได้สนทนากับนางทุกวันคืน นั่งจิบชาชมจันทร์คุยกันเรื่องบทกวี ไม่ต้องแอบเฝ้ามองนางซึ่งนอนสงบอยู่ในสุสานหลวงเช่นนี้หรอก…หลิวหลิว หากข้าย้อนกาลเวลาได้วันนี้เจ้าคงยังมีชีวิตอยู่ซินะ

“ท่านหมอหลวงๆ”

เสียงเรียกทำให้เขาหลุดจากภวังค์ “หือ”

“เชิญขอรับ” ไป๋จงผายมือเชิญ

หมอหลวงก้าวไปที่ศาลา

ไป๋เฟิ่งหวงเห็นคนก้าวเข้ามาตามด้วยพี่ชายก็ลุกขึ้นคารวะอย่างอ่อนช้อย “คารวะท่านหมอหลวง”

“คุณหนูยังจำข้าได้เป็นเกียรติยิ่งนัก” หมอหลวงยิ้มให้เด็กสาว

ไป๋เฟิ่งหวงยิ้มตอบ

เซี่ยวซินรีบคารวะแขกที่มาพร้อมคุณชายทันที

หมอหลวงมองกระดานหมากที่มีหมากสีดำและขาววางเรียงอยู่ไม่กี่เม็ด เหมือนจะเคยเห็นหมากแบบนี้ที่ไหนน้า? เอ…

“เล่นคนเดียวจะไปสนุกอะไร ต้องมีคนเล่นด้วยซิถึงจะสนุก จริงไหมคุณหนู?” เขาชวนคุยตามประสาผู้ใหญ่เอ็นดูเด็กน้อย แล้วสายตาก็เหลือบไปมองตำราเดินหมากที่อยู่ข้างๆกัน นางคงกำลังหัดเดินหมาก

“ข้าก็อยากมีคนเดินหมากด้วย แต่ข้าเพิ่งเริ่มจึงยังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี” ไป๋เฟิ่งหวงออกตัว

“งั้นข้าจะเดินหมากกับคุณหนูซักตาก็แล้วกัน” หมอหลวงบอกแล้วก็หย่อนตัวลงนั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นหมากสีดำ “ว่าแต่คุณหนูอยากจะเดินต่อหรือว่าเริ่มใหม่ดีล่ะ?”

“ข้าอยากเดินต่อ” ไป๋เฟิ่งหวงบอกแล้วก็หันไปสั่งบ่าวว่า “เซี่ยวซิน ขอชา”

“เจ้าค่ะคุณหนู” เซี่ยวซินรีบเดินไปล้างมือแล้วกลับมารินชาให้คุณชายและแขก

ไป๋จงขยับไปนั่งข้างน้อง

ไป๋เฟิ่งหวงนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิมแล้วก็ผายมือเชิญ “เชิญท่านหมอเดิน”

หมอหลวงมองหมากบนกระดานแล้วก็หยิบหมากสีดำวางลงบนกระดาน

ไป๋เฟิ่งหวงหยิบหมากสีขาววางลงไป

ไป๋จงมองอย่างขัดอกขัดใจ วางแบบนี้แพ้ตั้งแต่แรกแล้วล่ะเฟิ่งหวงเอ้ย

หมอหลวงวางหมากดัก

ไป๋เฟิ่งหวงวางหมากลงไป

“เฟิ่งหวงเจ้าแพ้แน่ คิดก่อนวางซิ” ไป๋จงกระซิบบอกอย่างขัดอกขัดใจ

“ข้าไม่แพ้หรอก” ไป๋เฟิ่งหวงบอกพี่ชายอย่างมั่นใจ

หมอหลวงยิ้มให้สองพี่น้องแล้วก็วางหมากลงไป

ทั้งสองวางหมากสลับกันลงไปเรื่อยๆจนเม็ดหมากเริ่มเต็มกระดาน

ไป๋จงได้แต่มองอย่างขัดอกขัดใจ แต่ก็ไม่อาจจะแนะนำอะไรได้เพราะน้องสาวไม่ยอมฟังความคิดเห็นของเขา เห็นอยู่เต็มตาว่าแพ้แน่ๆ ยังจะทำคุยอีกนะเฟิ่งหวงเอ้ยเฟิ่งหวง แต่ถึงเจ้าแพ้ก็ไม่เสียหน้าเท่าไหร่หรอกเพราะเจ้าเพิ่งหัดเดินหมากจะไปสู้ผู้ใหญ่อย่างท่านหมอหลวงได้อย่างไรล่ะ

หมอหลวงวางหมากลงไปอีกตัว

ไป๋เฟิ่งหวงวางหมากลงไปแล้วก็เก็บหมากสีดำขึ้นหมดทั้งกระดาน

หมอหลวงกับไป๋จงได้แต่มองตาค้าง

“เฮ้ย!” ไป๋จงอ้าปากค้าง เห็นอยู่ชัดๆว่าท่านหมอหลวงต้องชนะแน่ๆ แต่เพียงแค่เฟิ่งหวงวางหมากลงไปอีกเม็ดกลับกินเรียบทั้งกระดาน ชนะไปอย่างม้ามืดเฉยเลย

“คุณหนูเก่งมาก ไม่เคยมีใครทำให้ข้าแพ้มานานแล้ว” หมอหลวงพูดแล้วก็ยิ้มให้เด็กสาว

“ข้าก็แค่บังเอิญชนะเท่านั้น” ไป๋เฟิ่งหวงตอบน้ำเสียงราบเรียบไร้แววหยิ่งผยองหรือถ่อมตัว นางหยิบเม็ดหมากสีขาวค่อยๆเก็บลงโถ แล้วก็หยุดมือ

หมอหลวงมองหมากสีขาวบนกระดานอีกครั้ง พลัน! เขาก็เงยหน้าขึ้นจ้องเด็กสาวเหมือนนางเป็นสิ่งประหลาดอัศจรรย์พันลึกที่สุดบนแผ่นดินนี้ หมากสีขาวเรียงต่อกันเป็นสัญลักษณ์ที่มีแต่หมอหลวงเท่านั้นที่รู้จัก “หลิวหลิว…” เขาพึมพำเสียงแผ่วเบาคล้ายละเมอ มือเลื่อนไปกำของบางสิ่งที่คล้องคอเอาไว้

ไม่เคยมีใครเห็นสิ่งนี้แน่ๆเพราะเขาถักเชือกรัดพันมันเอาไว้ตั้งแต่วันที่นางแต่งเข้าตำหนักอ๋องหลงถัง นับจากวันนั้นก็ผ่านมาเนิ่นนานหลายสิบปีแล้ว อีกทั้งคนที่รู้จักก็มีเพียงเขากับนางเท่านั้น มันเป็นสัญลักษณ์ที่รู้กันระหว่างเขาและนาง สัญลักษณ์แห่งคำมั่นสัญญาระหว่างเพื่อนรัก

ไป๋เฟิ่งหวงมองใบหน้าหมอหลวงอย่างสงบ ขยับริมฝีปากไร้เสียงอ่านได้ว่า…สัญญานั้นข้าขอทวงในวันนี้

หมอหลวงอ่านริมฝีปากนั้นแล้วก็ยิ่งตะลึงพรึงเพริดเข้าไปอีก

ไป๋จงเห็นท่าทางหมอหลวงแปลกๆไปก็ส่งเสียงเรียก “ท่านหมอหลวง ท่านหมอหลวงขอรับ ท่านหมอหลวง” เขายื่นมือไปจับแขน “ท่านหมอหลวง”

หมอหลวงสะดุ้งเฮือก “หา!”

“ท่านเป็นอะไรรึเปล่า? อยู่ๆก็ใจลอยแบบนี้น่ะขอรับ” ไป๋จงถาม

หมอหลวงหันไปมองหน้าชายหนุ่มแล้วก็มองเด็กสาว เขาก้มลงมองกระดานหมากอีกครั้งแล้วก็เงยหน้ามองเด็กสาว

“ท่านหมอหลวงคงติดธุระกะทันหันล่ะมั้ง?” ไป๋เฟิ่งหวงพูดน้ำเสียงราบเรียบแล้วก็เก็บหมากบนกระดานลงโถ

“ใช่ๆ ข้ามีธุระต้องรีบไป เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนนะคุณหนู ท่านไป๋” หมอหลวงพยักหน้ารับแล้วก็รีบเดินไป

ไป๋จงรีบตามไปส่งแขกถึงรถม้าอย่างงงๆว่าเหตุใดท่านหมอหลวงถึงได้มีท่าทางร้อนรนขนาดนั้น

ไป๋เฟิ่งหวงมองกระดานหมากแล้วก็ยิ้มบางๆ นางคงไม่ได้ทำให้สหายรักตกใจจนเกินไปหรอกมั้ง แต่จะทำไงได้ล่ะนางต้องการใช้อำนาจที่เขามีอยู่นี่น่า “กู่เล่อ เจ้าต้องช่วยข้า” นางพึมพำเบาๆแล้วก็สั่งบ่าวว่า “เก็บของไปไว้ที่ห้อง แล้วไม่ต้องตามข้ามาล่ะ ข้าจะไปเดินเล่นสักหน่อย”

“แต่ว่า คุณหนูรอข้าก่อนเจ้าค่ะ ถ้าเกิดคุณหนูอาการกำเริบขึ้นมาข้าจะได้ช่วยแบกท่านกลับห้องได้นะเจ้าคะ” เซี่ยวซินแย้งอย่างเป็นห่วง

“ไม่ต้อง ทำตามที่ข้าสั่งก็พอ” ไป๋เฟิ่งหวงสั่งน้ำเสียงราบเรียบ

เซี่ยวซินก็รีบทำตามคำสั่งทันที คล้ายๆรู้สึกว่าหากขัดคำสั่งอาจโดนเชือดเนื้อเลาะกระดูกเอาได้

Chapter 5 คุณชายชุดสีขาว

ไป๋เฟิ่งหวงเดินออกจากศาลาไป พอเซี่ยวซินเดินลับตาไปแล้วนางก็หันไปมองต้นสนใหญ่ใกล้ๆศาลา นี่แหละที่ฝึกออกกำลังกายของนางล่ะ แล้วนางก็เริ่มปีนป่ายต้นสนสูงใหญ่กลางสวนขึ้นไปเรื่อยๆ นางชอบปีนต้นไม้มาตั้งแต่เด็ก ท่านพ่อก็ไม่เคยห้ามสักครั้ง มีแต่ท่านแม่ที่มักจะคอยปรามว่าไม่สมกับเป็นกุลสตรี จนกระทั่งนางแต่งงานเข้าตำหนักอ๋องจึงอดปีนป่ายต้นไม้เล่นอีกเพราะฐานะบังคับให้นางต้องวางตัวสมกับเป็นพระชายาท่านอ๋อง

ยิ่งปีนขึ้นไปสูง นางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อยตัวตนออกไปเรื่อยๆ หากนางไม่ต้องมัวห่วงภาพพจน์พระชายาท่านอ๋อง ตอนที่หลงหลิวเริ่มโตนางคงพาลูกปีนต้นไม้เล่นอย่างสนุกไปแล้ว หากย้อนวันเวลากลับไปได้นางจะไม่มีวันยอมให้กฎระเบียบความเป็นกุลสตรีมาบังคับให้นางเสียสละความสุขของนางอีกเป็นอันขาด

ภาพเด็กสาวชุดสีชมพูอ่อนกำลังปีนต้นไม้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เห็นได้เด่นชัดจากบนหลังคาซึ่งชายคนหนึ่งยืนอยู่ เขาใช้วิชาตัวเบากระโจนขึ้นมายืนอยู่บนนี้เพราะกำลังรู้สึกเบื่อๆ อยากเห็นทิวทัศน์มุมมองใหม่ๆบ้าง เขามีผ้าปิดหน้าเอาไว้เหลือเพียงดวงตาสีดำสนิทดูลึกลับไร้ก้นบึ้ง

ดวงตาดำจับจ้องไปที่เด็กสาวชุดสีชมพูอ่อนเขม็ง “นางเป็นใครกันนะ? ช่างกล้าปีนต้นไม้ไม่สมเป็นกุลสตรีเลยสักนิด”

เขาจ้องมองร่างเล็กปีนป่ายกิ่งสนขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งร่างนั้นหยุดนั่งลงบนกิ่งกือบจะถึงปลายยอดอย่างไม่กลัวตกลงไปเบื้องล่างเลยสักนิด “ช่างกล้านัก”

เขาจ้องมองนางอย่างไม่อาจจะละสายตาไปได้ สองขาพาตัวเองเข้าไปใกล้นางเรื่อยๆ จนกระทั่งยืนอยู่บนหลังคาบ้านที่ติดกับรั้วบ้านที่เด็กสาวคนนั้นอยู่

ไป๋เฟิ่งหวงนั่งรับลมเล่นอย่างสนุกสนาน นึกภาพท่านพ่อที่หัวเราะร่ายามเห็นนางปีนต้นไม้กับภาพใบหน้าท่านแม่ที่แสดงสีหน้าไม่ชอบใจ ตามด้วยเสียงต่อว่าสามี “ท่านพี่ตามใจลูกอีกแล้ว เกิดตกลงมาแข้งราขาหักไปจะว่ายังไง?”

ภาพเหล่านั้นคงเหลือไว้อยู่ในความทรงจำเท่านั้น ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพลาก็แสดงสีหน้าเศร้าออกมา

“คุณหนู ทุกข์ใจอะไรนักหรือ? คิดจะฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดต้นไม้ตาย ข้าว่าศพคงไม่สวยนักหรอก”

เสียงพูดดังอยู่ใกล้ตัวจนนางต้องหันไปมอง ก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่บนหลังคาศาลากลางสวน

“ใครคิดจะฆ่าตัวตาย เจ้าเข้าใจผิดแล้วมั้ง?” นางตอบน้ำเสียงไร้อารมณ์

ชายชุดขาวกระโจนเพียงไม่กี่ทีก็ขึ้นมายืนอยู่บนกิ่งสนต่ำลงไปไม่เท่าไหร่จากตัวนาง

“ลงมาเถอะ หรือถ้าลงไม่ได้ข้าจะช่วยพาลงไปเอง” ชายชุดขาวบอกอย่างมีน้ำใจ

“ข้าลงเองได้ไม่ต้องรบกวนเจ้าให้เสียแรงหรอก แล้วเจ้าเข้ามาในบ้านข้าทำไม?” ไป๋เฟิ่งหวงจ้องชายชุดชาวที่ดูก็รู้ว่าน่าจะเป็นคุณชายจากตระกูลไหนซักตระกูลล่ะมั้ง ก็เสื้อผ้าที่เขาสวมราคามันถูกเสียเมื่อไหร่ ผ้าไหมสีขาวพลิ้วแบบนั้น แค่ชุดนั้นชุดเดียวก็สามารถซื้อบ้านหลังหนึ่งแถบชานเมืองได้เลยล่ะ คนรวยขนาดนั้นคงไม่ใช่โจรขโมยที่คิดจะเข้ามาขโมยของในจวนหรอก เพราะดูแล้วข้าวของในจวนนางก็ไม่ได้มีค่ามากสักเท่าไหร่

“ข้าก็แค่เป็นห่วงเห็นว่าคุณหนูปีนต้นไม้ขึ้นไปเสียสูงขนาดนี้ กลัวว่าจะตกลงไปจึงมาช่วยเหลือก็เท่านั้น” ชายชุดชาวตอบ

“ขอบคุณสำหรับน้ำใจ แต่ข้าไม่รบกวน” ไป๋เฟิ่งหวงพูดแล้วก็หันไปสนใจมองทิวทัศน์ต่อ

ชายชุดขาวยืนมองนางอยู่อย่างนั้นไม่ได้พูดอะไรให้เป็นการรบกวนนางอีก

“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูอยู่ไหนเจ้าคะ?” เซี่ยวซินเดินเรียกเข้ามาในสวน

ไป๋เฟิ่งหวงก้มมองตามเสียงสีหน้าสงบ ปล่อยให้บ่าวตามหาไปไม่คิดจะส่งเสียงให้รู้ว่าอยู่ตรงไหน ก็ขืนเซี่ยวซินรู้ว่านางอยู่บนยอดต้นสนคงได้มีคนหัวใจวายตายแน่

ชายชุดขาวก้มมองบ่าวนางนั้นด้วยท่าทีสงบ แล้วบ่าวนางนั้นก็เดินหายไปอีกด้านหนึ่ง

“เจ้าปีนขึ้นมาบนนี้บ่อยๆหรือ?” เขาหันไปถามเด็กสาว

“ครั้งแรก” ไป๋เฟิ่งหวงตอบอย่างไม่ใส่ใจ

ชายชุดขาวนึกสงสัย ครั้งแรก…แต่ท่าทางที่เห็นกลับคล่องแคล่วจนไม่อาจจะเชื่อได้ว่านี่คือครั้งแรกที่นางปีนต้นไม้ หรือนางอาจจะหมายความว่าเป็นครั้งแรกที่นางปีนขึ้นมาสูงขนาดนี้รึเปล่า? กำลังจะถามก็ได้ยินเสียงเรียกขัดเข้ามา

“เฟิ่งหวง เฟิ่งหวงอยู่ไหนลูก? เฟิ่งหวง”

สีหน้าร่างเล็กเปลี่ยนพลันเมื่อได้ยินเสียงเรียก

แล้วเจ้าของเสียงเรียกก็พาร่างสมส่วนเดินเข้ามาปรากฏต่อสายตาชายชุดขาว

“เฟิ่งหวง ไปกินขนมเร็วลูก? อย่ามัวแต่เล่นซ่อนแอบอยู่เลยลูก ถ้าช้าขนมหมดอดกินแม่ไม่รู้ด้วยนะ” ฮูหยินไป๋ร้องบอกแล้วก็เดินกลับไปทางเก่า

ไป๋เฟิ่งหวงผ่อนลมหายใจ กลัวว่าแม่จะเงยหน้าขึ้นมามองบนยอดสนแทบแย่

นางชื่อเฟิ่งหวงงั้นรึ สมตัวดี มิน่าถึงชอบที่สูง นางเป็นหงส์นี่เองก็ต้องชอบที่สูงซินะ ชายชุดขาวมองเด็กสาวอย่างจดจำรายละเอียดเอาไว้ทุกอย่าง

ไป๋เฟิ่งหวงรีบปีนลงไปก่อนที่ฮูหยินจะเดินมาตามอีกรอบ แล้วถ้าเห็นนางอยู่บนต้นไม้คงถูกอบรบหูชาแน่

“อ้าว จะลงแล้วรึ?” ชายชุดขาวถาม

“อืม” ไป๋เฟิ่งหวงพยักหน้ารับสีหน้าไร้อารมณ์เหมือนเดิม

ชายชุดขาวยิ้มขัน เมื่อครู่นางยังมีท่าทีหวั่นกลัวตอนที่ผู้หญิงคนนั้นเดินมาเรียกอยู่เลย ดูท่าเรื่องที่คุณหนูของบ้านแอบมาปีนต้นไม้ คงไม่มีใครรู้แน่ๆ เด็กนี่น่าสนใจดี

เขาปีนลงไปคอยระวังให้นาง เผื่อนางพลาดตกลงมาเขาจะได้ช่วยทัน

ไป๋เฟิ่งหวง ปีนลงไปเรื่อยๆอย่างคล่องแคล่ว

ชายชุดขาวก็ปีนลงไปก่อนคอยระวังให้อยู่ทุกขณะจิต

พอถึงพื้นไป๋เฟิ่งหวงก็หันไปยิ้มให้ชายชุดขาว “ขอบคุณที่คอยระวังให้ข้า” แล้วนางก็รีบเดินไปตามทางไปเรือนใหญ่

ชายชุดขาวรู้สึกหัวใจกระตุกวาบ นี่นางรู้งั้นรึว่าที่ข้าปีนลงมาก่อนเป็นการคอยระวังให้นาง ดูท่าทางนางคงฉลาดไม่เบา หึๆๆๆๆ

เขามองตามร่างเล็กเดินหายลับไปแล้วก็กระโจนกลับไปตามเส้นทางเดิมที่เข้ามา

ชายชุดขาวกลับบ้านไปอย่างอารมณ์ดีขึ้นจนคนสนิทได้แต่มองอย่างงงๆว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นจนทำให้เจ้านายอารมณ์ดีผิดปกติเช่นนี้

วันถัดมา หมอหลวงก็กลับมาตรวจอาการของคุณหนูตระกูลไป๋

“ขอบคุณท่านหมอหลวงที่มาตรวจเฟิ่งหวงเจ้าค่ะ รบกวนท่านหมอแล้ว” ฮูหยินไป๋พูดอย่างเกรงใจ

“ไม่เป็นไร ข้าผ่านมาจึงแวะมาตรวจเท่านั้น” หมอหลวงบอกทั้งที่จริงแล้วคือตั้งใจมาพบคุณหนูโดยเฉพาะ

ฮูหยินไป๋คารวะหมอหลวงอีกรอบ แล้วก็ยืนอยู่อย่างนั้น

หมอหลวงต้องรีบบอก “ขอข้าตรวจคุณหนูตามลำพังด้วย ข้าต้องการสมาธิ”

“เช่นนั้นข้าฝากเฟิ่งหวงด้วยเจ้าค่ะ” ฮูหยินพูดแล้วก็เดินออกไปรอข้างนอก

พออยู่ตามลำพังกับคุณหนูตระกูลไป๋ หมอหลวงก็หยิบกระดาษที่วาดสัญลักษณ์ส่งให้นางดู “เจ้ารู้ไหมว่าสิ่งนี้คืออะไร?”

“เกี่ยวก้อยสัญญา” ไป๋เฟิ่งหวงตอบชัดถ้อยชัดคำ

หมอหลวงตะลึงงัน เหมือนโดนตีหัวแล้วจับเอาไปแช่ในแม่น้ำยามฤดูหนาว

“วิธีเดินหมากเมื่อวานก็เป็นวิธีเดินแบบเดียวกับที่ข้าเคยชนะเจ้าเมื่อ 20 ปีก่อน ไม่คิดเลยว่าเจ้าก็ยังจะเดินหมากเช่นเดิมไม่ยอมเปลี่ยนเลยนะกู่เล่อ” ไป๋เฟิ่งหวงพูดช้า ชัดถ้อยชัดคำ หวังให้ทุกคำพูดซึมซับเข้าไปในหัวสมองของสหายรัก

หมอหลวงอ้าปากค้าง จ้องหน้าเด็กสาวตาเบิกโพลงเสียยิ่งกว่าเห็นผี “หลิวหลิว…”

“หลิวหลิว ตายไปแล้ว หลิวหลิวคนโง่งมคนนั้นตายไปแล้วกู่เล่อ ตรงหน้าเจ้าตอนนี้เหลือแต่ไป๋เฟิ่งหวงกับตระกูลไป๋ที่ไม่อาจยอมให้พินาศไปเพราะการชิงอำนาจในวังได้อีก เจ้าต้องช่วยข้ากู่เล่อ ไม่เช่นนั้นตระกูลไป๋คงจบชีวิตบนลานประหารแน่” ไป๋เฟิ่งหวงพูดช้าชัด เสียงเบาพอให้สหายรักได้ยินเท่านั้น

หมอหลวงไม่อยากจะเชื่อเรื่องผีวิญญาณอะไรทั้งนั้น แต่ทุกคำพูดที่เด็กสาวพูดกับเขามันช่างเหมือนกับคำพูดของสหายรักของเขาไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่คำเดียว แล้วการเดินหมากเมื่อวานก็ช่างเหมือนกับเมื่อ 20 ปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน และชื่อกู่เล่อก็มีเพียงหลิวหลิวและอาจารย์ของเขาเท่านั้นที่รับรู้ชื่อแท้จริงของเขา

“เป็นเจ้าจริงๆ งั้นหรือหลิวหลิว?” เขาพึมพำถามออกไปอย่างสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

“เป็นข้าหลิวหลิวสหายของเจ้าจริงๆกู่เล่อ หากเจ้ายังไม่เชื่อต้องให้ข้าบอกไหมว่าเรารู้จักกันได้ยังไง?” ไป๋เฟิ่งหวงถาม

หมอหลวงพยักหน้า

“เจ้าแอบเข้ามาขโมยลูกพลับในบ้านข้า แล้วก็ถูกข้าจับได้ ข้าถามเจ้าว่า…นี่เจ้าคนไม่กลัวตายไม่รู้รึไงว่าที่นี่คือจวนแม่ทัพหลิวน่ะ”

หมอหลวงตะลึงพรึงเพลิดยิ่งกว่าเดิม ไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว นางคือหลิวหลิวจริงๆ เขาถลันไปดึงตัวเด็กน้อยเข้ามากอด “หลิวหลิว ข้าขอโทษ หลิวหลิว ข้าปกป้องเจ้าไม่ได้ หลิวหลิว ข้าสมควรตาย ฮือๆๆๆๆ”

ไป๋เฟิ่งหวงรีบขยุ้มชายแขนเสื้อตัวเองปิดปากหมอหลวงกันไม่ให้เสียงร้องไห้ดังออกไปถึงหูคนที่อยู่ข้างนอก เดี๋ยวพวกนั้นพรวดพราดเข้ามาล่ะเป็นเรื่อง นางขี้เกียจอธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนอื่น

“ฮือๆๆๆๆ…หลิวหลิว” หมอหลวงยังร้องไห้

ไป๋เฟิ่งหวงดึงหูสหายรักแรงๆ กระซิบว่า “นี่…เลิกร้องไห้ได้แล้ว แล้วก็เลิกกอดข้าซะที เกิดท่านแม่มาเห็นเข้า ข้าคงโดนจับแต่งงานกับเจ้าแน่”

“อึก…อึก…แต่งก็ดีซิหลิวหลิว” หมอหลวงหลุดปากออกมา แต่พอสบกับดวงตาดุวาบไอสังหารแผ่กระจายก็รีบปล่อยมือออก ขยับออกห่างจากร่างเล็กหลายก้าว “เอ่อ…ไม่ดีๆ”

ดวงตาดุยังโชนแสงจนคนตัวใหญ่กว่าต้องรีบหาทางดับเพลิงโทสะที่คุกรุ่นโดยเร็ว “เอ่อ…แล้วเจ้ามาอยู่ในร่างนี้ได้ไงเหรอ?”

“ไม่รู้” วงหน้าเล็กสะบัดพรึ่ด “จำได้แค่ตอนกำลังจะตาย จู่ๆทุกอย่างก็ดับวูบไปเลย พอลืมตาขึ้นอีกทีก็มาอยู่ในตัวเด็กคนนี้แล้ว”

“คงเป็นสวรรค์ลิขิตแน่ๆ” หมอหลวงรีบพูดเมื่อเห็นเพลิงโทสะค่อยๆจางหายไป

“ลิขิตให้ตายอีกรอบกลางลานประหารงั้นเหรอ?” เสียงหวานประชดอย่างหงุดหงิด

“ว่าแต่เจ้าต้องการให้ข้าช่วยอะไรงั้นเหรอ?” หมอหลวงถามน้ำเสียงจริงจัง

“จะพาตระกูลไป๋รอดจากลานประหารได้ก็ต้องพึ่งพาเจ้าแล้วล่ะ เจ้าต้องกลับไปบอกหลงถังว่า ขุนนางไป๋ป่วยหนัก ไม่อาจจะลุกจากเตียงได้ ง่ายๆแค่นี้เอง เจ้าทำได้อยู่แล้ว หลังจากนั้นข้าจะให้ขุนนางไป๋พ่อลูกลาออกซะ เท่านี้ตระกูลไป๋ก็รอดพ้นจากลานประหารแล้ว แต่ถ้ายังรับราชการอยู่ก็เตรียมตัวหัวหลุดจากบ่าได้เลย ข้าเดาแผนต่อไปของเย่เฟยออกหรอก เอาตระกูลไป๋เชือดไก่ให้ลิงดูซักตระกูล ตระกูลอื่นๆจะได้ยอมสงบสยบแทบเท้าพวกมัน”

“อ่อ ถ้าเรื่องแค่นี้ง่ายมาก แต่คงต้องลำบากขุนนางไป๋ไปซักระยะเพราะคนป่วยหนักคงออกไปเพ่นพ่านข้างนอกไม่ได้” หมอหลวงมือกอดอกข้างอีกข้างลูบคางตัวเองอย่างใช้ความคิด

“ออกไปข้างนอกไม่ได้ก็ยังดีกว่าตายคาลานประหารล่ะนะ” ไป๋เฟิ่งหวงบอก

“ว่าแต่ขุนนางไป๋ป่วยได้ไง? วันก่อนข้ายังเห็นเขาแข็งแรงอยู่เลย” หมอหลวงหันไปจ้องหน้าสหายรัก

“ฝีมือข้าเอง ก็แค่เอาสมุนไพรในจวนนี่แหละให้กินมากหน่อยจนธาตุไฟสูงเกินปกติ ก็เลยเป็นอย่างที่เจ้าเห็น”

“ห๊า!” หมอหลวงตกใจอ้าปากค้าง “นี่ถึงกับต้องวางยากันเลยเหรอ?”

“เผื่อไว้ ในกรณีที่เจ้าไม่ช่วยข้าไง” ไป๋เฟิ่งหวงตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน

เจริญแท้…หมอหลวงได้แต่ก่นด่าในใจ หากล้าพูดออกไปไม่ เกิดนางสวนกลับมาชีวิตน้อยๆของเขาได้แหลกลาญในอุ้งมือน้อยๆนั่นน่ะซิ

“งั้นที่เจ้าไปนั่งที่ศาลา วางกระดานหมากไว้ก็เพื่อรอข้าซินะ?” ทั้งๆที่รู้แต่ก็ยังอยากจะถามให้รู้แจ้งไปเลย

“ใช่ เพราะข้ารู้ว่าเจ้ามาตรวจขุนนางไป๋ตามคำสั่งของหลงถัง ถึงอย่างไรเสียเจ้าก็ต้องแวะมาตรวจข้าด้วยในฐานะที่ข้าเคยเป็นคนไข้ของเจ้า ข้าก็เลยจงใจวางกระดานหมากเดินหมากกับเจ้าซักตาระลึกความหลัง แต่ไม่คิดว่าสหายข้าก็ยังจะโง่ซ้ำสองแพ้ให้ข้าอีกหน”

หมอหลวงนวดขมับอย่างปวดหัวกับฝีปากที่ร้ายกาจยิ่งกว่าเดิม

“เอาล่ะ เรื่องของขุนนางไป๋จบไปแล้ว มาว่าเรื่องของเจ้าดีกว่า นั่งลง ข้าจะตรวจเจ้าก่อน” เขาบอกพลางเดินไปนั่งที่เก้าอี้

ไป๋เฟิ่งหวงเดินไปนั่งที่ที่เตียง ยื่นแขนให้จับชีพจร

หมอหลวงจับชีพจรแล้วก็ตรวจดูเปลือกตากับภายในช่องปาก “ร่างกายเจ้าแข็งแรงกว่าเมื่อปีก่อนที่ข้ามาตรวจ ตอนนั้นเหมือนตะเกียงที่ไร้น้ำมันเข้าไปทุกทีๆ ริบหรี่เต็มทน ข้าบอกไปขุนนางไป๋แล้วว่าอยู่ได้ไม่เกินสิ้นฤดูร้อน แต่ตอนนี้ร่างกายนี้กลับฟื้นคืนหากบำรุงสักเดือนน่าจะอึดทึกทนพอที่จะไปตะลุยสนามรบได้ล่ะ”

“เดือนนึงงั้นรึ?” ไป๋เฟิ่งหวงทวนคำแล้วก็ยิ้มให้สหายรัก “ขอบใจเจ้ามาก”

หมอหลวงจ้องหน้าสหาย “เจ้าคิดจะทำอะไร?”

“เจ้าอย่ารู้จะดีกว่า” ไป๋เฟิ่งหวงบอกสีหน้าสงบนิ่งแต่แววตาทอประกายอำมหิต

หมอหลวงถอนหายใจ รู้ดีว่าคนตรงหน้าปากหนักขนาดไหน หากไม่อยากพูดถึงสิ่งใด ต่อให้ต้องตายก็ไม่มีทางยอมพูดออกมาเด็ดขาด “เอาเถอะ ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกข้ามา ข้าพร้อมจะช่วยเจ้าทุกอย่าง”

“ขอบใจ” ไป๋เฟิ่งหวงยิ้มให้แล้วก็ชูนิ้วก้อยขึ้น

หมอหลวงมองแล้วก็เกี่ยวก้อยตอบพลางยิ้มให้สหายรัก

ตอนที่ฮองเฮาถูกจับ หมอหลวงสหายรักก็พยายามช่วยเหลือทุกวิธีทาง แต่มันก็เหมือนเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงนั้นแหละ นางจึงสั่งให้เขาหยุดช่วยเหลือนางกับครอบครัวตระกูลหลิว เพราะนางรู้แน่แล้วว่าอย่างไรก็ต้องตายจึงไม่อยากให้สหายรักถูกประหารไปด้วย นางเสียดายวิชาแพทย์ขั้นสูงของเขาที่จะสูญไปด้วยหากเขาตายไป อย่างน้อยหากเขามีชีวิตอยู่ก็ยังช่วยเหลือคนได้อีกมากมาย

มือน้อยคลายนิ้วก้อยจากการเกาะเกี่ยว แต่มือใหญ่กว่ากลับไม่ยอมปล่อยจนเจอสายตาดุวาบนั้นแหละจึงยอมคลายนิ้วออกแต่โดยดี

“ไปได้แล้ว โอ้เอ้นาน ท่านแม่จะสงสัยเอาได้” ไป๋เฟิ่งหวงไล่

“ข้าจะมาเยี่ยมเจ้าบ่อยๆ หากมีเรื่องอะไรเจ้าไปหาข้าที่จวนได้ทุกเมื่อ เข้าใจไหมหลิว…”

“ไป๋เฟิ่งหวง” เด็กสาวรีบพูดขัดก่อนที่หมอหลวงจะเรียกชื่อจบ “ข้าคือไป๋เฟิ่งหวง”

“เข้าใจไหมเฟิ่งหวง?” หมอหลวงเรียกชื่ออีกฝ่าย

“ข้าเข้าใจ เจ้าพยายามจะช่วยข้าเสมอ แต่จำไว้ว่าข้าไม่ต้องการให้เจ้าไปตายกับข้าด้วย” ไป๋เฟิ่งหวงบอก จ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างไว้เนื้อเชื่อใจ

“คนเราอยู่ที่ไหนก็ตาย ตายเพื่อสหายอย่างเจ้าข้ายินดี” หมอหลวงพูดแล้วก็ก้าวออกจากห้องไป

ไป๋เฟิ่งหวงนั่งครุ่นคิด ตอนนี้ปัญหาเรื่องตระกูลไป๋ก็ลุล่วงไปเปลาะหนึ่งแล้ว บำรุงอีกเดือนนึงซินะ รอข้าก่อนเถอะเฉินกงกง! เย่เฟย!

เสียงฝีเท้าเดินเข้ามา นางรีบปรับสีหน้าและอารมณ์ให้เป็นปกติ

“เฟิ่งหวง แม่ดีใจนักที่เจ้าแข็งแรงขึ้น ขอบคุณสวรรค์ที่ทรงเมตตา” ฮูหยินไป๋ลูบหัวลูกด้วยความรักแล้วก็ดึงร่างเล็กเข้าไปกอด

ไป๋เฟิ่งหวงยอมให้ฮูหยินกอดเพราะนางก็ไม่แน่ใจว่าอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปในทางใด ทำวันนี้ให้ดีที่สุดคงเป็นสิ่งที่นางพอจะกระทำได้ในเวลานี้ล่ะมั้ง

“ท่านหมอหลวงจัดยาและเขียนรายการอาหารบำรุงสำหรับเจ้าเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เจ้าต้องอยู่กับแม่ไปนานๆนะเฟิ่งหวง ไม่ต้องเป็นหงส์ที่บินสูงก็ได้ ขอให้เจ้าเป็นหงส์น้อยให้แม่ชื่นใจเช่นนี้ไปนานๆแม่ก็พอใจแล้ว” ฮูหยินไป๋บอกความในใจของตัวเองให้ลูกรับรู้

ไป๋เฟิ่งหวงกอดตอบพลางลูบหลังนางปลอบประโลม หากวันใดนางรู้ว่าลูกของนางสิ้นไปแล้วนางจะทนรับความโศกเศร้านั้นได้หรือ?

6 วันต่อมา ไป๋จงก็ยื่นหนังสือลาออกจากราชการทั้งของตัวเองและแทนบิดาต่อฮ่องเต้

Chapter 6 เปิดร้าน

“น่าเสียดายพวกเจ้าสองพ่อลูกนัก แต่เอาเถอะเรื่องเจ็บป่วยมันกำหนดได้เสียที่ไหน หากพ่อเจ้าหายดีเมื่อไหร่ ข้าก็ยินดีให้เขากลับมารับตำแหน่งเดิมอีกครั้ง” ฮ่องเต้ตรัสแล้วก็โบกมือ

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณพระเจ้าข้า” ไป๋จงหมอบคารวะจนติดพื้นแล้วก็รีบถอยไปยืนเข้าแถวในตำแหน่งของตัวเอง

หลังจากเสร็จราชกิจแล้วฮ่องเต้ก็เสด็จกลับพระตำหนัก เมื่อพระสนมรู้ข่าวว่าขุนนางไป๋พ่อลูกลาออกไปแล้วก็แสร้งบ่นเสียดายความสามารถ แต่อันที่จริงแล้วเสียดายไก่ที่กำลังจะจับมาเชือดให้ลิงดูมากกว่า หรือว่าจะต้องเชือดลิงโง่ให้ลิงดูแทนล่ะมั้ง

10 วันต่อมา ร้านไป๋จงก็ตกแต่งเสร็จ ได้ฤกษ์เปิดร้านเสียที ผู้คนมากมายมาร่วมแสดงความยินดี แต่ก็ไม่ถือว่ามากเท่าไหร่เพราะกลุ่มขุนนางหลายกลุ่มที่เห็นว่าสองพ่อลูกไร้ประโยชน์แล้วก็ไม่จำเป็นต้องคบหาสมาคมกันต่อไป

ไป๋จงทำหน้าที่ต้อนรับแขกอย่างดี ส่วนฮูหยินไป๋ก็อยู่ที่บ้านคอยดูแลสามีซึ่งเจ็บป่วยหนัก

ไป๋เฟิ่งหวงก็ไม่อาจไปช่วยดูแลร้านได้เพราะร่างกายอ่อนแอ ภาระต่างๆจึงตกเป็นของไป๋จงทั้งหมด แต่เขาก็ไม่ได้เหนื่อยยากเลยสักนิดเพราะได้ลูกจ้างดีคอยช่วยงานอย่างรู้หน้าที่อย่างเซี่ยหยางและเซี่ยหยูสองพี่น้อง ที่เถ้าแก่ร้านก็ไม่รู้ว่าจับพลัดจัดผลูได้ตัวลูกจ้างเก่งๆอย่างทั้งสองมาได้อย่างไร จู่ๆพอมีข่าวว่าตระกูลไป๋กำลังจะเปิดร้าน สองพี่น้องเซี่ยก็มาคอยสมัครงานอยู่หน้าร้าน ไป๋จงเห็นหน่วยก้านเข้าตาก็เลยจ้างไว้ แล้วทั้งสองก็ไม่ทำให้เขาผิดหวังจริงๆ ทั้งสองคอยต้อนรับลูกค้าไม่มีขาดตกบกพร่องเลยสักนิด

ไป๋เฟิ่งหวงนั่งมองดูแขกเหรื่อที่มาแสดงความยินดีในวันเปิดร้านอยู่ที่โต๊ะเก็บเงินในร้าน นางคอยสังเกตท่าทีของผู้คนอย่างละเอียด

เซี่ยหยางกับเซี่ยหยูวิ่งวุ่นดูแลลูกค้าในร้าน

สินค้าในร้านล้วนเป็นข้าวของที่ได้รับมาเป็นของขวัญของกำนัลจากบรรดาขุนนางมอบให้ตามโอกาสต่างๆ ของไหนใช้งานก็จะถูกเอาไปใช้ แต่พอของชิ้นไหนไม่ใช้งานก็จะถูกเก็บอยู่ในห้องเก็บของจนกองเทินเต็มห้องเก็บของ ไป๋เฟิ่งหวงไปเห็นเข้าจึงมีความคิดที่จะขายของพวกนี้ออกไปให้หมด

เมื่อคุณชายเปิดร้าน ข้าวของในห้องเก็บของจึงถูกรื้อออกมาปัดกวาดทำความสะอาดแล้วถูกขนมาจัดแสดงในร้านด้วยฝีมือจัดร้านของไป๋เฟิ่งหวงทำให้สินค้าทุกชิ้นดูมีค่ามีราคาขึ้นมาทันที

จนตอนนี้สินค้าหลายชิ้นเกือบครึ่งร้านถูกติดป้ายขายแล้ว รอนำส่งลูกค้าเท่านั้น สินค้าค่อยๆทยอยลดลงไปมาก ลูกค้าก็ยิ้มแย้มหน้าบานที่ได้ของถูกใจราคาสมเหตุสมผล

ไป๋เฟิ่งหวงกำลังมองอย่างครุ่นคิด มันน่าไปเหมาของในห้องเก็บของบรรดาพวกขุนนางมาเติมในร้านเสียจริง ว่าแต่จะเริ่มไปเหมาจากจวนขุนนางคนไหนก่อนดีล่ะ?

ไป๋จงโฉบไปหาน้องสาว “คิดอะไรอยู่เหรอเฟิ่งหวง?”

“กำลังคิดว่าข้าควรจะไปเหมาของในห้องเก็บของๆขุนนางคนไหนก่อนดีน่ะซิ?” ไป๋เฟิ่งหวงตอบพลางกวาดตามองไปรอบๆร้าน

“เจ้านี่มีหัวการค้าจริงๆ” ไป๋จงชมแล้วก็รีบไปต้อนรับแขก

ไป๋เฟิ่งหวงยิ้มรับคำชม นางเคาะนิ้วเล่นกับโต๊ะ นั่งมองไปเรื่อยๆ

เซี่ยหยาง เซี่ยหยู ได้ยินเสียงเคาะโต๊ะก็หันไปมอง แล้วก็เบือนสายตากลับไปต้อนรับลูกค้า

เซี่ยหยางพอเสร็จจากต้อนรับลูกค้า ก็รีบเดินเข้าไปหาคุณหนูน้องสาวเถ้าแก่ “คุณหนู”

ไป๋เฟิ่งหวงหันไปมองแล้วก็กวักมือให้อีกฝ่ายเขยิบเข้าไปใกล้ๆนาง “เซี่ยหยาง” นางเรียก พลางเท้าแขนบนโต๊ะ พัดในมือก็อยู่ระดับใบหน้า บดบังใบหน้าเล็กจากสายตาคนอื่นที่มองเข้าไปในร้าน นางลดเสียงลงสั่งงาน “………………………….”

เซี่ยหยางพยักหน้ารับงึกๆ แล้วก็เดินไปต้อนรับลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในร้าน

ไป๋เฟิ่งหวงมองสภาพการค้าแล้วก็เบาใจ นางทำให้ร้านของตระกูลกลายเป็นแหล่งรับซื้อของเหลือใช้จากตระกูลขุนนาง แล้วนำมาขายต่อให้คนชนชั้นล่างที่เห็นคุณค่าของสิ่งของเหล่านั้นแทน เหลืออีกสิบกว่าวันเท่านั้น ร่างกายของนางก็จะพร้อมแล้วสำหรับการบางอย่าง รอข้าก่อนเถอะเย่เฟย! เฉินกงกง!

นับจากวันที่หมอหลวงมาตรวจ ถึงตอนนี้ก็ครบเดือนแล้ว ไป๋เฟิ่งหวงลุกขึ้นนั่งหลังจากตื่นแต่ย่ำรุ่งมาวิดพื้น 100 ครั้งแล้วก็ฝึกกล้ามเนื้อแขนขาให้แข็งแรง นางเริ่มฝึกฝนร่างกายมานับตั้งแต่วันที่สองหลังจากได้มาอยู่ในร่างนี้แล้ว แม้ไม่ต้องให้หมอมาตรวจนางก็รู้ดีว่าตอนนี้สภาพร่างกายของนางพร้อมขนาดไหน ครั้งแรกที่ฝึกเหงื่อท่วมตัวไหลเป็นสาย แต่ตอนนี้นะหรือเหงื่อสักหยดยังไม่มีให้เห็น

โชคดีที่จวนแห่งนี้ออกแบบให้มีห้องลับในเรือนแต่ละหลัง สำหรับใช้เป็นที่หลบภัยของสตรีในจวน คนที่รู้ความลับก็มีเฉพาะคนในตระกูลเท่านั้น นางค้นพบห้องลับโดยบังเอิญแล้วก็หลอกถามพี่ชาย ซึ่งไป๋จนก็ยอมบอกความลับเพราะเห็นว่าน้องสาวเริ่มโตเป็นสาวแล้วอีกทั้งรู้ว่าอะไรควรไม่ควรมากกว่าแต่ก่อน จึงควรจะรู้เรื่องห้องลับที่มีในจวนเสียที เผื่อวันหน้ามีเหตุเภทภัยใดๆนางจะได้อาศัยห้องลับหลบซ่อนจากศัตรูได้ แล้วนางก็เปลี่ยนห้องลับให้กลายเป็นห้องฝึกวรยุทธ์

ความทรงจำจากชาติที่แล้วฝังแน่นอยู่ในวิญญาณ นางจึงนำความทรงจำในการฝึกวรยุทธ์นั้นมาฝึกฝนกับร่างใหม่ จนตอนนี้ทั้งร่างกายและวรยุทธ์ที่มีรวมเป็นหนึ่งเดียวแล้ว แต่นางก็ยังแสร้งทำเป็นอ่อนแอเพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าสังหาร คุณหนูผู้อ่อนแอย่อมจะตายช้ากว่าคนแข็งแกร่ง เพราะศัตรูมักจะพุ่งเป้าไปยังคนที่แข็งแกร่งก่อนเสมอแล้วเลือกที่จะสังหารคนอ่อนแอทีหลัง

นางเดินไปหยิบมีดสั้นขึ้นมาจากชั้นวางของแล้วก็หมุนกลับไป ปาใส่เป้าที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว เฟี๊ยวๆๆๆๆ

ฉึก!ๆๆๆๆ มีดปักเข้าเป้าทั้งหมดอย่างแม่นยำและรวดเร็ว ริมฝีปากจิ้มลิ้มคลี่ยิ้มอย่างพอใจ สายตาลุกวาวด้วยเพลิงแค้นที่สุมในอก นางหันไปลูบเสื้อผ้าชุดดำที่วางอยู่บนชั้น แล้วก็หันไปมองนาฬิกาทรายที่วางอยู่ใกล้ๆกัน ใกล้จะได้เวลาที่เซี่ยวซินจะเข้ามาในห้องแล้วซินะ

นางเดินไปมองช่องลับ เห็นว่าไม่มีใครอยู่ในห้องจึงเปิดประตูออกไป นางก้าวไปในความมืดมิดเหมือนมองเห็นสิ่งต่างๆแจ่มชัด แต่ไม่ใช่หรอกเป็นเพราะนางคุ้นเคยกับตำแหน่งสิ่งของที่อยู่ในห้องแล้วต่างหาก ข้าวของในห้องนางจะถูกวางไว้ตำแหน่งเดิมทุกครั้ง หากมีการเปลี่ยนตำแหน่งแม้เพียงคืบบ่าวที่เข้ามาทำความสะอาดจะถูกลงโทษทั้งหมด จนใครๆต่างก็ขยาดที่จะเข้ามาทำความสะอาดในเรือนคุณหนูกันทั้งนั้น เซี่ยวซินจึงจำต้องรับภาระปัดกวาดเช็ดถูเรือนเพียงลำพัง

วันที่แสนจะธรรมดาผ่านไปอีกวัน เป็นวันที่คุณหนูหลับแทบจะทั้งวัน ตื่นอีกครั้งก็เกือบเย็น เซี่ยวซินมองคุณหนูปิดปากหาวอย่างเอ็นดู เห็นคุณหนูแข็งแรงขึ้นมากก็ดีใจ ตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมาคุณหนูของนางนอนหลับแทบจะตลอดทั้งวัน ซึ่งท่านหมอหลวงแวะมาตรวจอาการนายท่านและคุณหนูได้บอกกับฮูหยินว่าไม่ต้องเป็นกังวลไป ร่างกายคุณหนูอ่อนแอจึงต้องการนอนหลับพักผ่อนมากกว่าคนธรรมดาทั่วไป ท่านหมอหลวงก็ได้จัดยาบำรุงไว้ให้แล้วก็ลากลับไป

พอคุณหนูลุกขึ้นนั่ง นางก็รีบไปเทน้ำอุ่นใส่อ่างให้คุณหนูล้างหน้า แล้วก็รีบไปเตรียมน้ำอาบให้คุณหนู หลังจากแต่งตัวเสร็จแล้วคุณหนูก็เดินไปกินข้าวที่เรือนใหญ่กับนายท่านและฮูหยิน นางดีใจที่คุณหนูแข็งแรงขึ้นมาก เมื่อก่อนคุณหนูของนางแค่เดินไปนั่งชมนกชมไม้หน้าเรือนก็เหนื่อยแล้ว วันๆได้แต่นั่งๆนอนๆอยู่ในเรือนตัวเอง

หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว ไป๋เฟิ่งหวงก็เดินไปเรือนพี่ชาย หยิบบัญชีร้านมาตรวจดู การค้าเป็นไปอย่างราบลื่น ค้าขายได้เรื่อยๆ ไม่โดดเด่นอะไรมาก จนตอนนี้ร้านค้าตระกูลไป๋ก็มีสถานะใกล้เคียงกับโรงรับจำนำ เพียงแต่ว่าเป็นการซื้อขายขาด ขายแล้วขายเลย ซื้อแล้วซื้อเลย ชาวบ้านร้านตลาดต่างก็ชอบมาซื้อสินค้าจากร้านไป๋จง เพราะได้ของดีราคาไม่แพง ไป๋จงก็คอยไปตีราคาของจากจวนขุนนางมาเติมเข้าร้านอยู่เรื่อยๆ แม้จะไม่ได้รับราชการแล้วแต่ก็ยังมีสัมพันธ์อันดีกับเหล่าขุนนางในฐานะคนค้าขาย เรียกได้ว่าเป็นเถ้าแก่ร่ำรวยกว่าตอนเป็นขุนนางเสียอีก แม่สื่อแม่ชักทั้งหลายต่างก็ส่งเทียบเชิญให้คุณชายตระกูลไป๋ไปเลือกคู่จนธรณีประตูเรือนสึกไปโข

ขุนนางที่เคยตีตัวออกห่างต่างก็เริ่มกลับมาสานสัมพันธ์กับคุณชายตระกูลไป๋มากขึ้น เพราะคบหาสหายรวยย่อมดีกว่าคบสหายยาจก ไปกินข้าวกินสุราร้านไหน เถ้าแก่ร้านก็ให้การต้อนรับขับสู้ดีเสียยิ่งกว่าตอนเป็นขุนนางตำแหน่งเล็กๆเสียอีก แต่คุณชายไป๋ก็ฉลาดในการเลือกคบคนแล้ว เขาจำได้แม่นยำวันที่ตกต่ำลาออกจากราชการ เพื่อนฝูงตีตัวออกห่าง เหลือมิตรแท้อยู่ไม่กี่คนเท่านั้น มาวันนี้เขาร่ำรวยขึ้นกว่าตอนเป็นขุนนาง คนที่เคยตีตัวออกห่างกลับทำสนิทอยากคบหาเหมือนดังแต่ก่อน เมินซะเถอะพวกสหายจอมปลอม! เขาจะไม่โง่อีกแล้ว

ไป๋จื่อฮัวนั่งคุยกับฮูหยิน

“หมู่นี้ท่านหมอหลวงมาบ้านเราถี่เหลือเกิน” ฮูหยินเอ่ยขึ้น

“ก็คงจะมาจับผิดข้าน่ะซิว่าป่วยจริงหรือไม่” ไป๋จื่อฮัวยกชาขึ้นจิบ

“จับผิดท่านพี่ข้าก็พอจะดูออก แต่ดูเหมือนเขาจะใส่ใจเฟิ่งหวงเป็นพิเศษ”

“ข้ารู้แล้ว” ไป๋จื่อฮัวพยักหน้า “คงต้องจับตาดูต่อไปว่าจุดประสงค์ที่เขาใส่ใจลูกสาวเราเป็นเพราะเหตุใด”

ฮูหยินพยักหน้าอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก กังวลว่าหมอหลวงจะรู้เรื่องอาการป่วยจอมปลอมของสามีแล้วนำไปกราบทูลฮ่องเต้ โทษหลอกลวงเบื้องสูง ตายสถานเดียว!

ไป๋เฟิ่งหวงวางบัญชีลงแล้วก็เก็บลูกคิด “ข้าไปล่ะท่านพี่”

“อืม พักผ่อนให้มากๆล่ะ” ไป๋จงพยักหน้าแล้วก็ลูบหัวน้อง ยิ้มอ่อนๆ นี่ถ้าไม่ใช่ความคิดของเฟิ่งหวงไม่รู้ว่าป่านนี้ตระกูลไป๋จะเป็นอย่างไรบ้าง น้องเขาเป็นเด็กฉลาดยิ่งนัก เสียแต่ยังอ่อนแอมีโรคประจำตัวมาตั้งแต่กำเนิดนี่แหละที่จะเป็นตัวขัดขวางทำให้นางเสียโอกาสในการเลือกคู่ครองที่ดีๆ ก็ใครจะอยากได้หญิงสาวอ่อนแอขี้โรคแต่งเข้าตระกูลด้วยล่ะ แต่ไม่เป็นไรนะเฟิ่งหวง ถ้าไม่มีใครแต่งด้วยพี่ก็พร้อมจะเลี้ยงดูเจ้าไปจนวันตาย

ไป๋เฟิ่งหวงยิ้มตอบแล้วก็ลุกกลับเรือนตัวเอง

เมื่อราตรีกาลครอบคลุมท้องฟ้าจนทุกแห่งหนมืดสนิท ร่างหนึ่งในชุดสีดำสนิทสวมผ้าโพกหัวปิดบังใบหน้าก็พลิ้วไหวกลืนหายไปกับความมืด

ณ วังหลวง ซึ่งสว่างไสวไปด้วยแสงจากโคมไฟจุดเป็นระยะๆ ภายในตำหนักที่ประทับองค์ฮ่องเต้ นางระบำกำลังฟ้อนรำไปตามจังหวะเสียงดนตรีบรรเลง ข้างกายฮ่องเต้พระสนมเย่เฟยคอยรินสุราถวาย ครั้นสำเริงสำราญจนพอพระทัยแล้วก็กลับห้องบรรทมพร้อมพระสนม

“ฝ่าบาทจะทรงจัดการ กับพวกขุนนางที่ยังแข็งข้อต่อไปอย่างไรหรือเพคะ?” พระสนมถามน้ำเสียงหวานออดอ้อน

“กำจัดตระกูลหลิวไปได้ เจ้ามีความชอบไม่น้อย ข้าไม่ลืมสัญญาที่จะแต่งตั้งเจ้าเป็นฮองเฮาหรอก เพียงแต่ต้องรอเวลาสักหน่อย เจ้าก็อดทนสักนิดนะเย่เฟย” ฮ่องเต้ตรัสลูบหัวพระสนม

ในห้องลับซึ่งเป็นเส้นทางสำหรับหลบหนีภัย คนชุดดำยืนฟังถ้อยคำนั้นอย่างเงียบกริบ นี่ซินะตัวตนของเจ้า หลงถัง! ข้าคิดอยู่แล้วว่าเพราะเหตุใดเจ้าจึงได้เชื่อข้อหาโง่เง่านั้น ที่แท้มันก็เป็นแผนการที่เจ้าวางไว้แต่แรกแล้ว สองมือกำแน่นอย่างแค้นใจ

“ขอเพียงฝ่าบาทเมตตาหม่อมฉันกับลูกก็พอแล้วเพคะ จะให้หม่อมฉันบุกน้ำลุยไฟที่ไหนหม่อมฉันก็พร้อมจะทำเพื่อฝ่าบาทเพคะ” พระสนมพูดแล้วก็เลื่อนมือไปลูบกึ่งกลางวรกายพระสวามี

“อืม…” ฮ่องเต้คราง ความรู้สึกตรงส่วนนั้นร้อนผ่าว “เย่เฟย ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีเจ้าก็ทำให้ข้ายังต้องการเจ้าได้เสมอ มาซิเย่เฟยของข้า ทำให้ข้ามีความสุขที”

“เพคะ” พระสนมแหวกผ้าออกจับมังกรออกมาอมรูดดูดเลีย

“อืม…เย่เฟย” ฮ่องเต้คราง

พระสนมสนองความต้องการของพระสวามีอย่างถึงพริกถึงขิง

หากเทียบกับฮองเฮาแล้ว ฮ่องเต้ชอบลีลาของพระสนมมากกว่า นางทำให้พระองค์ร้อนรุ่มได้ตลอดเวลา

“ชอบไหมเพคะ? หากเทียบกับฮองเฮาฝ่าบาททรงรักใครมากกว่ากันเพคะ” พระสนมถาม นางชอบให้พระสวามีพูดชื่นชมนาง

“ข้าก็ต้องรักเจ้ามากกว่าฮองเฮาซิ อันที่จริงข้าก็ไม่เคยรักนางเลย ที่ข้าแต่งกับนางก็เพราะนางเป็นลูกสาวแม่ทัพหลิว ข้าก็แค่ต้องการกองทหารในอำนาจของตระกูลนาง หากไม่มีสิ่งนั้นเจ้าคิดหรือว่าข้าจะยอมแต่งกับนาง แต่กับเจ้า ข้ารักเจ้านะเย่เฟย เราอย่าได้พูดถึงคนที่ตายไปแล้วเลยดีกว่าน่า ตอนนี้เจ้าก็เป็นหนึ่งแล้ว” ฮ่องเต้ประคองใบหน้างดงามไว้ในอุ้งหัตถ์ รู้ว่านางชอบให้ยกยอก็ตรัสเอาอกเอาใจนางเสียหน่อย นางและตระกูลนางยังมีประโยชน์กับพระองค์อยู่

มือภายใต้ถุงมือหนังกำแน่นอย่างเจ็บใจตัวเองที่ถูกคำลวงนั้นลวงหลอกจนตาย คนในตระกูลต้องมาตายไปเพราะนางด้วยเพียงเพราะคำว่าอำนาจตัวเดียวเท่านั้น

ดี! วันนี้ข้าได้รับรู้ความในใจเจ้าแล้วหลงถัง ต่อไปนี้เยื่อใยที่เคยมีให้เจ้าได้ขาดสะบั้นหมดแล้ว เช่นนั้นเจ้าก็คอยดูต่อไปเถอะว่านังคนโง่งมคนนั้นจะสนองคืนให้เจ้าอย่างไรบ้าง หึๆๆๆๆ เดิมทีข้าคิดว่ามีเพียงเย่เฟยกับเฉินกงกงเท่านั้นที่เป็นศัตรูกับข้า แต่ตอนนี้ข้าได้รู้แล้วว่าศัตรูหมายเลขหนึ่งของข้าก็คือเจ้า หลงถัง! ข้าขอสาบานว่า ข้าจะกระชากเจ้าลงจากบัลลังก์ทองมากระทืบให้จมดินให้ได้!

พระสนมค่อยๆเปลื้องผ้าออกทีละชิ้นอย่างช้าๆ อวดทรวดทรงองค์เอวให้พระสวามีได้ชื่นชม “แต่ว่าฝ่าบาทเพคะ แล้วเรื่องแต่งตั้งองค์รัชทายาทล่ะเพคะ?” นางถามมือก็เลื่อนไปกำรูดมังกร

“ข้าก็ต้องแต่งตั้งหลงเทียนอยู่แล้วล่ะ เจ้าอย่ามัวแต่เล่นอยู่เลยน่า” ฮองเต้ตรัสแล้วก็จับสะโพกอวบอัดขึ้นคล่อมพระองค์เอง

พระสนมหย่อนสะโพกลงไปกลืนกินมังกรเข้าไปในร่าง

“อืม…เย่เฟย เจ้าทำให้ข้ามีความสุขเสียจริง” ฮ่องเต้ครางอย่างสุขล้น

พระสนมขยับโยกอย่างช้าๆแล้วก็ค่อยๆเร่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ

“โอ้…เย่เฟย” ฮ่องเต้ครางยาวได้ปลดปล่อยความสุขจนหลั่งล้นออกไป แล้วก็นอนแผ่เหยียดยาวผล๊อยหลับไปอย่างง่ายดาย

พระสนมมองอย่างหงุดหงิด นกกระจอกยังไม่ทันจะกินน้ำเลยสักนิด นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเป็นฮ่องเต้ นางคงถีบตกเตียงไปแล้ว นางลุกออกจากตัวพระสวามีแล้วก็จับผ้าห่มคลี่คลุมพระสวามี รอให้แต่งตั้งหลงเทียนเป็นรัชทายาทก่อนเถอะ ข้าไม่เก็บเจ้าไว้แน่หลงถัง

แล้วนางหยิบเสื้อผ้ามาสวม จากนั้นก็เดินออกไปเรียกขันทีคนสนิท “เกากงกง”

“พะย่ะค่ะ” เกากงกงรีบเดินไปค้อมตัวรอรับคำสั่ง

“มานวดให้ข้าที” พระสนมสั่งแล้วก็เดินเข้าห้องไป

เกากงกงรีบก้าวตามเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูตามหลัง

พระสนมเดินไปนอนตะแคงบนตั่งยาว

เกากงกงรีบดึงม่านมาปิด แล้วก็จัดแจงนวดให้พระสนม เขาเดินเข้าไปนั่งด้านหลังพระสนม มือหนึ่งนวดต้นขา อีกมือก็ล้วงแหวกผ้าเข้าไปส่งนิ้วกระแทกกระทุ้งในร่องนุ่มที่มีน้ำเยิ้มฉ่ำ

พระสนมเม้มปาก สองมือกำหมอนที่นอนอิงตะแคง หน้าแดงระเรื่อด้วยอารมณ์ปรารถนา

เสียงกรนของฮ่องเต้ดังเป็นระยะๆ เมื่อก่อนก็ไม่กรนดังขนาดนี้ แต่ยิ่งพระชนม์มายุมากขึ้นเสียงกรนก็ยิ่งดังตามอายุ

พระสนมเลื่อนมือไปคลำลูบกลางตัวเกากงกงที่นูนดันผ้าที่รัดพันเอาไว้ “ข้าต้องการมัน” นางกระซิบบอก

“แต่ว่า…” เกากงกงแย้งกลัวใครจะเข้ามาเห็น

“เร็วซิ ข้าต้องการมันเดี๋ยวนี้” พระสนมกระซิบดุ

เกากงกงดึงมือออกจากร่องนุ่มแล้วก็ใช้สองมือแกะผ้าที่พันรัดแก่นกายออก มันดีดผึ่งออกมาทันที ทั้งใหญ่ทั้งยาวขนาดเท่าข้อมือพระสนม

พระสนมรีบลุกขึ้นยันตัวโก้งก้นให้เหมือนม้าตัวเมียรอผสมพันธุ์

เกากงกงรีบแหวกผ้าขยับตัวสอดใส่ แล้วก็โยกตัวเข้าใส่อย่างถึงพริกถึงขิง

พระสนมโก้งก้นรับการกระแทก เม้มปากกลั้นเสียงคราง

เกากงกงกระแทกกระทั้นจนร่างบางสั่นระริกเสร็จสม เขายังกระแทกต่อไปจนตัวเองก็เสร็จสมเช่นกัน

พอเสร็จแล้วก็รีบถอนแก่นกายออกมาเก็บให้มิดชิด

พระสนมนอนให้เกากงกงนวดต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คนชุดดำเห็นพฤติกรรมทั้งหมดเพราะทั้งสองคนมาร่วมรักกันอยู่ตรงหน้าประตูห้องลับพอดี เสียงหัวเราะในใจดังขึ้นจนต้องขบริมฝีปากแน่น โถๆๆๆๆ หลงถัง นี่ถ้าเจ้าได้เห็นแบบข้าเจ้าจะยังรักนางอยู่หรือเปล่า? หรือว่าจะเจ็บแค้นเจียนตายกันแน่? ฮ่าๆๆๆๆ

พอนวดเสร็จพระสนมก็ลุกกลับไปที่เตียง

เกากงกงก็รีบออกไปยืนเฝ้าหน้าห้องตามปกติ

คนชุดดำลอบออกจากห้องลับไปตามทางลับ เส้นทางที่มีคนรู้เพียงสองคนเท่านั้น นั่นก็คือฮ่องเต้และฮองเฮา

แล้วคนชุดดำก็ลอบไปที่สุสานหลวง บรรยากาศภายในสุสานเงียบสงัด คนชุดดำนั่งลงข้างป้ายสุสานองค์หญิงหลงหลิว มือเลื่อนไปลูบตามรอยแกะสลักชื่อบนป้ายหิน “หลงหลิวแม่จะต้องส่งคนที่ลอบสังหารเจ้าตามไปยมโลกให้ได้ แม่สัญญา”

แล้วคนชุดดำก็ลุกไปนั่งข้างป้ายสุสานอ๋องหลงซัน “หลงซันไม่ต้องกลัวจะว้าเหว่นานหรอกนะลูก แม่จะส่งพวกมันตามลูกไปให้หมดทุกคนรวมทั้งพ่อเจ้าด้วย”

หลังกลับจากวังหลวงแล้ว ไป๋เฟิ่งหวงก็เริ่มวางแผนการโค่นอำนาจฮ่องเต้อย่างเงียบๆ

Chapter 7 วางแผนออกจากบ้าน

เมื่อหมอหลวงมาตรวจคุณหนูไป๋

ไป๋เฟิ่งหวงก็บอกเขาว่า “เจ้าต้องบอกพ่อแม่ข้าว่า เจ้ามีทางที่อาจจะรักษาข้าให้หาย แต่ต้องให้ข้าไปหาอาจารย์ที่เร้นกายอยู่ในหุบเขา”

“เจ้าคิดจะไปไหนหรือเฟิ่งหวง?” หมอหลวงถาม จ้องวงหน้าจิ้มลิ้ม

“ไปหาแม่เฒ่าร้อยพิษ อาจารย์ข้าเอง ข้ายังเรียนกับนางไม่จบ”

หมอหลวงสำลักน้ำชาพรวด! “อะไรนะ!” เขารีบล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดปาก จ้องเด็กน้อยเขม็ง “นี่เจ้าไปเป็นศิษย์เฒ่าร้อยพิษตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”

“ก่อนข้าจะโดนข้อหากบฏ ข้าออกไปเยี่ยมท่านพ่อท่านแม่ที่บ้าน แล้วเผอิญช่วยเฒ่าร้อยพิษเอาไว้ นางจึงอยากตอบแทนบุญคุณข้าด้วยการรับข้าเป็นศิษย์” ไป๋เฟิ่งหวงเล่าตามตรง

“นางสอนให้ข้ารู้จักพิษมาบ้าง ไหนๆข้าก็ผ่านความตายมาแล้วข้าจึงคิดว่าข้าควรจะไปสืบทอดเจตนารมณ์ของนางเสียหน่อย”

“แล้วถ้าข้าไม่ยอมช่วยพูดกับท่านไป๋กับฮูหยินให้เจ้าล่ะ?” หมอหลวงหยั่งเชิง

“ข้าก็จะแอบหนีไป แล้วทิ้งจดหมายเอาไว้” ไป๋เฟิ่งหวงบอก

หมอหลวงนวดขมับ “เฮ้อ…รู้สึกว่าเจ้าจะวางแผนไว้แล้วซินะ มีทั้งแผนหนึ่งแผนสองแบบนี้น่ะ”

“เจ้านี่รู้ใจข้าที่สุด” ไป๋เฟิ่งหวงเอื้อมมือไปตบต้นแขนสหายรัก

“เอาเถอะๆข้าจะช่วยพูดกับท่านไป๋กับฮูหยินให้เอง อย่างไรเสียพวกเขาก็ต้องอนุญาตอยู่แล้วเพราะพวกเขาอยากให้เจ้าแข็งแรง” หมอหลวงรับปากอย่างจนหนทาง นี่ซินะเหตุผลที่นางไม่ยอมให้คนอื่นรับรู้ว่าร่างกายนางแข็งแรงแล้ว แข็งแรงกว่าจอมยุทธ์บางคนเสียอีก นางจะได้ใช้ข้ออ้างเหล่านี้ออกไปข้างนอกได้

เขาลุกขึ้นแล้วก็เดินออกไปพูดกับฮูหยินไป๋ว่า “ฮูหยินไป๋”

“เจ้าค่ะ” ฮูหยินคารวะหมอหลวง

“ข้ามีทางที่จะรักษาคุณหนู”

ฮูหยินดวงตาเป็นประกายด้วยความหวังทันที

“ข้าอยากพานางไปพบอาจารย์ข้าซึ่งเร้นกายอยู่ในหุบเขา ข้าจึงมาขอให้ท่านอนุญาต”

ฮูหยินมองหมอหลวงแล้วก็บอกว่า “เรื่องนี้คงต้องขออนุญาตจากท่านไป๋เจ้าค่ะ ข้าคนเดียวไม่อาจตัดสินใจได้”

หมอหลวงพยักหน้าเข้าใจ “เช่นนั้นข้าจะไปพูดกับท่านไป๋เอง”

“เจ้าค่ะ”

หมอหลวงก้าวยาวๆไปที่เรือนใหญ่ ฮูหยินรีบตามไป

พอถึงเรือนใหญ่หมอหลวงก็ยืนรออยู่หน้าเรือน

ฮูหยินค้อมกายเดินผ่านเขาไปด้านใน “ท่านพี่เจ้าคะ ท่านหมอหลวงต้องการจะพูดกับท่านเรื่องการรักษาเฟิ่งหวงเจ้าค่ะ”

“เรื่องอะไรหรือ?” ไป๋จื่อฮัววางหนังสือลง

“เขาอยากพาเฟิ่งหวงไปพบอาจารย์ของเขาเจ้าค่ะ เขาบอกว่าอาจมีทางรักษาให้หายได้เจ้าค่ะ”

ดวงตาไป๋จื่อฮัวสว่างวาบด้วยความหวังทันที “จริงหรือ?”

“เจ้าค่ะ”

“รีบให้เขาเข้ามา”

“เจ้าค่ะ” ฮูหยินพยักหน้าแล้วก็เดินออกไปเชิญท่านหมอหลวง “ท่านหมอหลวงเจ้าคะ เชิญเจ้าค่ะ”

หมอหลวงก้าวเข้าไปในห้องรับแขกของเรือนใหญ่

ไป๋จื่อฮัวลุกขึ้นยืนต้อนรับ “เชิญท่านหมอหลวง ลูกข้ามีทางรักษาหายจริงหรือ?”

“มี” หมอหลวงพยักหน้าแล้วนั่งลงตรงข้าม

ฮูหยินรีบรินชาให้ “น้ำชาเจ้าค่ะ”

“ขอบคุณฮูหยินไป๋” หมอหลวงยกชาจิบแล้วก็บอกว่า “ข้าอยากให้ท่านอนุญาตให้ข้าพาคุณหนูไปพบอาจารย์ข้าสักหน่อย อาจจะพอมีทางรักษานางให้หายได้”

“เชิญอาจารย์ท่านมาที่นี่ไม่ได้หรือ?” ไป๋จื่อฮัวถาม ไม่อยากให้ลูกไปไหนไกลตา

“อาจารย์ข้าไม่ชอบพบปะผู้คน เร้นกายอยู่ในขุนเขา” หมอหลวงไม่ได้โกหกสักคำเพราะอาจารย์เขาเป็นเช่นที่กล่าวจริงๆ “หากพาคุณหนูไปพบท่านอาจารย์สักครั้งอาจมีมีทางรักษาได้”

ไป๋จื่อฮัวครุ่นคิดหนัก แล้วก็ตัดสินใจ “ตกลง เช่นนั้นข้าจะจัดเตรียมรถม้าและผู้คนไว้ให้พร้อมเดินทาง ว่าแต่ท่านจะพานางไปเมื่อไหร่หรือ?”

“อาจารย์ข้าไม่ชอบพบปะผู้คน หากพาคนติดตามไปด้วยเกรงว่าท่านอาจารย์คงไม่พอใจ แล้วก็คงไม่ยอมรักษาให้แน่” หมอหลวงรีบพูดดักทาง เรื่องที่จะไปเป็นศิษย์เฒ่าร้อยพิษนางอยากปิดเป็นความลับก็ย่อมไม่ต้องการให้ผู้ใดติดตามไปด้วยแน่

ไป๋จื่อฮัวคิดหนัก ไม่ให้พาคนติดตามไปด้วย ล่อแหลมต่อชื่อเสียงของลูกสาวนัก แต่ครั้นจะไม่ให้ไปก็เป็นการปิดโอกาสในการรักษาของนางอีก หากลูกหายป่วยได้คนเป็นพ่อหรือจะไม่ยินดีทำทุกอย่าง

หมอหลวงยกชาขึ้นจิบ รอฟังการตัดสินใจจากไป๋จื่อฮัว

“ท่านรับรองกับข้าได้หรือไม่ว่านางจะปลอดภัย” ไป๋จื่อฮัวจ้องตาหมอหลวง

“ข้ารับปากด้วยชีวิตของข้าเอง ข้าจะดูแลนางไม่ให้ได้รับอันตรายใดๆทั้งสิ้น” หมอหลวงพูดหนักแน่น

ไป๋จื่อฮัวพยักหน้าตัดสินใจ “ตกลง”

“เช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าข้าจะมารับคุณหนู” หมอหลวงบอก ไหนๆก็อนุญาตแล้วก็ต้องเร่งเดินทางให้เร็วที่สุด หากอีกฝ่ายเปลี่ยนใจ มีหวังหลิวหลิวได้แอบหนีไปจริงๆแน่ แล้วคนอย่างนางตั้งใจทำอะไรแล้วใครก็ขวางนางไม่ได้เสียด้วย

“พรุ่งนี้เลยหรือ?” ไป๋จื่อฮัวคิดหนักอีกรอบ

“พรุ่งนี้เลย เพราะหลังจากนี้ข้าคงมีงานล้นมือไม่อาจปลีกตัวไปไหนได้อีก” หมอหลวงบอก

“ข้าจะให้นางเตรียมตัว” ไป๋จื่อฮัวตัดสินใจอย่างลำบากใจ

“เช่นนั้นข้าก็ขอลาไปเตรียมการเดินทาง พบกันพรุ่งนี้” หมอหลวงคารวะเจ้าบ้าน

ไป๋จื่อฮัวคารวะตอบ

หมอหลวงรีบลุกออกจากห้องไป นี่ถ้านางรู้ว่าไป๋จื่อฮัวอนุญาตแล้วนางคงอย่างไปวันนี้เสียเลยด้วยซ้ำ หลิวหลิว นิสัยเจ้าเป็นเช่นไรข้านั้นรู้ดีที่สุด หึๆๆๆ

ฮูหยินมองตามหมอหลวงไปแล้วก็หันไปมองสามีนั่งลงข้างๆเขา “ท่านพี่จะดีหรือเจ้าคะ ให้ลูกไปตามลำพังกับท่านหมอหลวงแบบนี้น่ะ”

“ข้าก็ไม่อยากให้นางไป แต่ในเมื่อมีทางรักษาใยจะไม่ลองดูล่ะ เจ้ากับข้าเพียรทุ่มเทตามหาหมอที่จะรักษานางเสียเงินเสียทองไปตั้งเท่าไหร่แล้ว ครั้งนี้มีโอกาสก็ต้องคว้าเอาไว้ก่อน ข้าไม่อยากเห็นนางสิ้นลมหายใจอีกแล้วเหมยฮวา”

ฮูหยินพูดอะไรไม่ออก แค่เห็นลูกสิ้นลมไปต่อหน้าต่อตาหัวใจก็แหลกสลายเป็นผุยผง แม้ชีวิตก็ยอมแลกได้ขอเพียงให้ลูกได้หายใจต่อ

ไป๋จื่อฮัวจับมือฮูหยิน “เจ้าไปจัดข้าวของให้นางเตรียมตัวเดินทางเถอะ”

“เจ้าค่ะ” ฮูหยินพยักหน้าแล้วก็ลุกไปหาลูกสาว

ไป๋เฟิ่งหวงเห็นฮูหยินเดินมาด้วยสีหน้าอมทุกข์ก็รู้ว่ากู่เล่อเจรจาสำเร็จ แสร้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องราว “ท่านแม่”

ฮูหยินไป๋มองลูกสาวแล้วก็หันไปสั่งบ่าวประจำตัวนางว่า “เซี่ยวซิน จัดเสื้อผ้าให้คุณหนูด้วย พรุ่งนี้นางต้องเดินทางไปพบอาจารย์ของท่านหมอหลวง”

“เจ้าค่ะ” เซี่ยวซินรับคำสั่งแล้วก็เดินไปเปิดหีบเสื้อผ้าเจ้านาย

“ข้าต้องไปพบอาจารย์ของท่านหมอหลวงหรือ?” ไป๋เฟิ่งหวงแกล้งถาม

“ใช่ ท่านหมอหลวงบอกว่าหากพาเจ้าไปพบอาจารย์ของเขา อาจรักษาโรคของเจ้าได้” ฮูหยินดึงตัวลูกสาวมากอดน้ำตารื้น “แม่ไม่อยากให้เจ้าห่างหูห่างตาเลยสักนิด”

ไป๋เฟิ่งหวงกอดตอบพลางลูบหลังปลอบใจ “ข้าไปไม่นานหรอก ท่านไม่ต้องห่วง ข้าจะดูแลตัวเองเป็นอย่างดี”

“เฟิ่งหวง แม่ไม่อยากให้เจ้าไปเลย” ฮูหยินน้ำตาหยด

ไป๋เฟิ่งหวงลูบหลังพลางบอกน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ข้าไปไม่นานแล้วก็จะกลับมา ท่านวางใจเถอะ”

ฮูหยินรู้สึกสะดุดใจ ควรจะเป็นลูกที่จะร่ำไห้ไม่อยากจากไปมากกว่า แต่นี่กลับรู้สึกว่าลูกสาวตัวน้อยยินดีที่จะไปยิ่งนัก

หลังจากฮูหยินกลับเรือนใหญ่ไปแล้ว ไป๋เฟิ่งหวงก็สั่งเซี่ยวซินให้ไปหาซื้อชุดบุรุษให้นาง

เซี่ยวซินได้แต่รับเงินแล้วไปทำตามคำสั่ง ไม่ว่าคุณหนูจะให้ทำอะไรนางก็ทำตามไปหมด ก็คุณหนูน่ะเวลาดีก็ดีใจหายแต่เวลาร้ายขึ้นมาน่ากลัวยิ่งกว่านายท่านอีก

ตกค่ำไป๋จงกลับมาบ้าน รู้เรื่องราวก็เป็นกังวลเช่นกัน แต่ในเมื่อนี่เป็นหนทางที่จะรักษาน้องสาวได้เขาก็จำใจยอม

เช้าตรู่ ไป๋เฟิ่งหวงอาบน้ำแต่งตัวสวมใส่ชุดบุรุษอย่างคุ้นชิน แล้วก็เดินไปกินข้าวร่วมกับครอบครัว

ไป๋จงมองน้องสาวอย่างประหลาดใจ “นี่อะไรกันเฟิ่งหวง?”

ไป๋จื่อฮัวกับฮูหยินก็ประหลาดใจไม่แพ้ลูกชาย

“นั่นซิเฟิ่งหวง ทำไมแต่งตัวเช่นนี้เล่า?” ฮูหยินถาม

“ก็วันนี้ข้าจะเดินทางไปกับท่านหมอหลวงนี่น่า ขืนแต่งชุดสตรีขึ้นเขาลงห้วยข้าคงสะดุดชายกระโปรงหกล้มตายก่อน” ไป๋เฟิ่งหวงบอกสีหน้าเฉย

“แล้วเจ้าไปเอาเสื้อผ้าบุรุษมาจากไหนรึ? จะว่าเป็นของเก่าของข้าก็ไม่ใช่แน่เพราะข้าให้คนยากไร้ไปหมดแล้ว” ไป๋จงถาม

“ก็ให้บ่าวไปซื้อมาใหม่ซิ” ไป๋เฟิ่งหวงบอกแล้วก็นั่งลงข้างพี่ชาย

“อ่อ” ไป๋จงพยักหน้ารับรู้

“กินข้าวเถอะ” ไป๋จื่อฮัวบอกแล้วก็คีบกับข้าว สมองก็ครุ่นคิด ดูเหมือนว่าลูกสาวเขาจะเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางครั้งนี้เป็นอย่างดี

เริ่มสายหมอหลวงก็มารับคุณหนูไป๋

ไป๋เฟิ่งหวงแต่งกายด้วยเสื้อผ้าผู้ชายเตรียมพร้อมรอเดินทางอยู่แล้ว จากคุณหนูหน้าตาจิ้มลิ้มก็กลายเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาพริ้มเพรา นางร่ำลาทุกคนแล้วก็สวมหมวกมีผ้าบางคลุมรอบหมวกเพราะต้องการปกปิดตัวตน

ไป๋จื่อฮัว ฮูหยินไป๋ ไป๋จงยืนส่งด้วยความกังวลใจ นับแต่เกิดมาไป๋เฟิ่งหวงไม่เคยห่างพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

แล้วรถม้าก็เคลื่อนตัวออกไป

ระหว่างทางไป๋เฟิ่งหวงก็สั่งสหายรักว่า “ข้าอยากให้เจ้าช่วยข้าหลายเรื่องทีเดียว”

“จะให้ข้าทำอะไรล่ะ?” หมอหลวงมองตอบ

“เรื่องแรก ข้าอยากให้เจ้าตามหาคนของข้าอย่างลับๆ” ไป๋เฟิ่งหวงบอก “จับตาดูเอาไว้เฉยๆก็พอยังไม่ต้องทำอะไร”

“ได้” หมอหลวงรับปาก

“เรื่องที่สอง ม้าข้าในคอกหลวง ข้าอยากให้เจ้าขอจากหลงถังไปเลี้ยงให้หน่อย ขืนปล่อยไว้มันคงตายแน่ เพราะมันไม่ยอมให้ใครขี่นอกจากข้า นิสัยอย่างหลงถังข้ารู้ดี ในเมื่อเขาขี่มันไม่ได้ เขาก็ไม่เก็บมันไว้ให้เปลืองหญ้าหรอก”

หมอหลวงทำหน้าย่น “ให้ข้าขอม้าจากฮ่องเต้ กลัวว่าหัวข้าคงหลุดก่อนมั้ง”

“ไม่หลุดหรอก เขารู้ว่าเจ้าเป็นสหายข้า ประทานของของข้าให้เจ้าเก็บไว้เป็นที่ระลึก ถือเป็นบุญคุณที่จะผูกใจเจ้าให้ภักดีกับเขา และถึงเขาจะไม่พอใจแค่ไหน เขาก็ไม่กล้าทำอะไรเจ้าหรอกเพราะเขายังเสียดายวิชาของเจ้าอยู่” ไป๋เฟิ่งหวงบอกอย่างมั่นใจ

“ได้ ข้าจะทำ” หมอหลวงรับปากอีก

“เรื่องที่สาม รักษาชีวิตของเจ้าให้ดี โอนอ่อนผ่อนตามหลงถังไปก่อน ข้ายังมีเรื่องให้เจ้าช่วยข้าอีกมาก” ไป๋เฟิ่งหวงยิ้มให้สหายรัก

“ได้” หมอหลวงรับปาก

“ขอบใจ” ไป๋เฟิ่งหวงยิ้มให้แล้วก็เอนตัวพิงข้างฝา อีกไกลกว่าจะถึงหุบเขาร้อยพิษ หลับสักหน่อยก็คงดี

ยังไม่ทันจะพิง มือใหญ่ก็โอบตัวนางดึงให้ไปพิงร่างเขาแทน

“หลับซะ หนทางยังอีกยาวไกลนัก” หมอหลวงบอก

“ขอบใจ” ไป๋เฟิ่งหวงยิ้มแล้วก็เอนตัวพิงเขาหลับตาลง

ณ หุบเขาร้อยพิษ

รถม้าไม่อาจจะไปต่อได้เพราะเส้นทางข้างหน้าไม่มีอีกแล้ว มีเพียงทางเดินเล็กๆที่มีร่องรอยว่ามีคนเดินผ่านเท่านั้น

“คุณชายขอรับ ถึงแล้วขอรับ” คนขับรถม้าหันไปบอก

ไป๋เฟิ่งหวงลืมตาตื่น คว้าห่อผ้ากับหยิบกระบี่ของสหายรักลงจากรถม้า “เจ้ากลับไปได้แล้ว”

หมอหลวงก้าวลงจากรถม้า

“เจ้าแน่ใจนะว่าจะไปคนเดียว ให้ข้าไปเป็นเพื่อนเถอะ” เขามองไปตามทางเดินเล็กๆคดเคี้ยวหายลับไปตามแนวป่า

“ไม่ได้ หากเจ้าไปด้วย นางก็ไม่ยอมสอนข้าน่ะซิ” ไป๋เฟิ่งหวงยืนยันหนักแน่น “แล้วเจ้าต้องกลับไปจัดการเรื่องที่ข้าสั่งไว้ให้เรียบร้อย”

คนฟังได้แต่สงสัยว่า นางคิดจะทำอะไรกันแน่? แต่เอาเถอะ หากนางประสงค์สิ่งใดเขาจะทำให้นางทันที เขาจะไม่ยอมให้นางตายก่อนเขาอีกแล้ว “ได้ แต่เจ้าต้องสัญญานะว่าจะรีบกลับไป”

“อืม” ไป๋เฟิ่งหวงพยักหน้ารับ แล้วก็หมุนตัวเดินขึ้นเขา

“หลิวหลิว ข้ารักเจ้า” หมอหลวงพึมพำกับตัวเอง ตามองตามร่างบางที่เดินไปไกลค่อยๆหายลับไปในหมู่แมกไม้ แล้วเขาก็ขึ้นรถม้ากลับจวน

ไป๋เฟิ่งหวงเดินไปตามเส้นทางขึ้นเขา พอเดินไปได้หน่อยนางก็เดินออกนอกเส้นทาง ซึ่งบนเส้นทางที่เห็นนั้นเฒ่าร้อยพิษได้วางกับดักเอาไว้ป้องกันคนขึ้นเขาไปรบกวนนาง กับดักมีอยู่มากมายเต็มไปหมด หากเดินไม่ระวังคงถูกกับดักเล่นงานเข้าจนไม่อาจจะไปต่อได้ เฒ่าร้อยพิษ จริงๆแล้วน่าจะได้ฉายาว่าเฒ่าหมื่นพิษเสียมากกว่าเพราะนางเป็นผู้ชำนาญการใช้พิษอันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้ นางไม่เคยรับใครเป็นศิษย์ แต่แล้วจู่ๆก็ถูกชะตากับฮองเฮาอายุสั้นจึงออกปากอยากรับไว้เป็นศิษย์ซะงั้น

ไป๋เฟิ่งหวงเดินไปเกือบครึ่งวันก็เห็นบ้านเล็กๆกลางหุบเขา มีพรรณไม้นานาพันธุ์ออกดอกบานชูช่อเต็มไปหมด ดูแล้วเหมือนสรวงสวรรค์

เฒ่าร้อยพิษนั่งอยู่หน้าบ้านพอเห็นเด็กสาวเดินเข้ามาก็มองด้วยแววตาเรียบเฉย

ไป๋เฟิ่งหวงโบกมือให้ “อาจารย์”

เฒ่าร้อยพิษวางถ้วยชาลงตวาดว่า “ใครเป็นอาจารย์เจ้าห๊ะเจ้าหนู?”

“ในเมื่อท่านไม่รับข้าเป็นศิษย์ งั้นข้ากลับก็ได้” ไป๋เฟิ่งหวงบอกแล้วก็หมุนตัวกลับ

“หา?” เฒ่าร้อยพิษหน้าเหวอรีบเรียก “เดี๋ยวซิเจ้าหนู”

“มีไรอีกล่ะอาจารย์?” ไป๋เฟิ่งหวงหันไปถามอย่างหงุดหงิด

“เจ้าจะมาเป็นศิษย์ข้าไม่ใช่เหรอ? ทำไมถอดใจง่ายๆเช่นนี้ล่ะ?” เฒ่าร้อยพิษถาม

“ก็ข้าไม่ชอบบังคับใจใคร หากท่านไม่อยากรับข้าเป็นศิษย์ ข้าก็กลับ” ไป๋เฟิ่งหวงเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตรงข้าม ปลดห่อผ้าลงวางกระบี่ไว้บนห่อผ้าแล้วก็จัดแจงรินชาใส่ถ้วยให้ตัวเอง พลางรินให้อาจารย์ด้วย

Chapter 8 เป็นศิษย์เฒ่าร้อยพิษ

เฒ่าร้อยพิษมองอย่างอึ้งๆ ไม่เคยเจอใครยียวนน่าตบกะโหลกเช่นนี้เลย อ่อจะว่าไม่เคยเจอก็ไม่ถูก หญิงสูงศักดิ์คนนั้นไง ยียวนกวนมือเท้าให้น่าตบกะโหลกให้คว่ำนัก เห็นแล้วอยากเอามาโขกสับใช้งานจนต้องเอาตำแหน่งศิษย์ไปหลอกล่อมา ทั้งที่รับปากแล้วแต่นางก็ไม่อาจจะมาได้ น่าเสียดายนัก อุตส่าห์จะมีลูกศิษย์ไว้เถียงแก้เหงาสักหน่อย สวรรค์ก็ดันกลั่นแกล้งให้นางตายไปเสียแล้ว

ไป๋เฟิ่งหวง จิ้มน้ำชาในถ้วยมาเขียนอักษรบนโต๊ะ

เฒ่าร้อยพิษมองสิ่งที่เด็กน้อยเขียนแล้วก็ตะลึงไป “นี่เจ้า…” ก็คำๆนั้นคือคำว่า ‘死’ (Si แปลว่าความตาย) ซึ่งนางเขียนใส่มือฮองเฮาเป็นสัญลักษณ์ระหว่างอาจารย์และศิษย์

“ทำไม อย่าบอกนะว่าอาจารย์ลืมไปแล้วน่ะ? ข้าอุตส่าห์ดิ้นรนหนีความตายก็เพื่อมาเรียนวิชาของท่านเอาไปแก้แค้นเชียวนะ” ไป๋เฟิ่งหวงยิ้มเต็มที่

“ดี! ข้าจะสอนเจ้าเอง ฮองเฮาหลิว” เฒ่าร้อยพิษยิ้มอย่างสนุก

“แล้วท่านจะให้ข้านอนที่ไหนล่ะ?” ไป๋เฟิ่งหวงถามแล้วก็มองไปในกระท่อม

“มีห้องติดห้องครัว เจ้านอนที่นั่นก็ได้” เฒ่าร้อยพิษบอกแล้วก็ยิ้มแย้มอย่างสนุกในใจ

“ขอบคุณอาจารย์” ไป๋เฟิ่งหวงคารวะอาจารย์แล้วก็หยิบกระบี่กับห่อผ้าลุกขึ้น

“อ่อ ข้าพึ่งดักไก่ป่ามาได้เมื่อเช้านี้ มันอยู่ในครัว เจ้าจัดการทำกับข้าวให้ข้าด้วย” เฒ่าร้อยพิษสั่ง

“ได้” ไป๋เฟิ่งหวงพยักหน้าแล้วก็เดินอ้อมไปทางด้านหลังบ้าน

เมื่อเข้าไปในห้องที่จะกลายเป็นที่พักของตัวเอง เห็นฝุ่นจับบางๆแสดงว่าเจ้าบ้านคงจะเข้ามาทำความสะอาดบ้าง ก็ลงมือทำความสะอาดห้องหับให้สะอาดสะอ้าน พอเสร็จแล้วก็จัดแจงก่อไฟต้มน้ำ เชือดไก่ รองเลือดใส่ชาม จับลวกถอนขน แล้วก็ต้มซุปไก่ ใส่สมุนไพรลงไปจนกลิ่นหอมอบอวนน่ากิน ขนไก่นางก็เอาไปล้างแล้วก็ผึ่งให้แห้งเก็บไว้ยัดใส้หมอน ของทุกอย่างนางคำนวณใช้จนคุ้มค่า ไม่มีเหลือทิ้ง

เฒ่าร้อยพิษเดินไปมองดูแล้วก็ชมในใจว่า เจ้าหนูมันฉลาด แต่ไม่น่าพลาดท่าเพราะดันไปหลงรักคนโง่ๆเลย แล้วนางก็เดินกลับไปนั่งรอหน้าบ้าน

ตะวันค่อยๆลับเหลี่ยมเขา ความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามา เฒ่าร้อยพิษก็เริ่มก่อกองไฟในเตาหน้าเรือน โรยสมุนไพรลงไปในเตาเพื่อให้กลิ่นไล่ยุงและแมลง

ไป๋เฟิ่งหวงหยิบถ้วยกับตะเกียบไปวางบนโต๊ะแล้วก็ยกหม้อซุปไก่ตุ๋นสมุนไพรตามไป นางจัดแจงตักตีนไก่ให้อาจารย์

เฒ่าร้อยพิษถลึงตาจ้องอย่างไม่พอใจ “นี่เจ้าคิดจะให้ข้าโมโหตายรึไง? ทำไมไม่ตักเนื้อไก่ให้ข้า?”

ไป๋เฟิ่งหวงมองเฉยอย่างไม่สะทกสะท้าน “ท่านไม่กินงั้นเอาถ้วยนี้ไปก็ได้ ข้ากินตีนเอง” นางบอกแล้วก็เอื้อมมือไปจะสลับถ้วยให้

เฒ่าร้อยพิษรีบตะครุบถ้วยไม่ยอมให้เปลี่ยน “ไม่ต้อง!”

“ก็แค่นี้” ไป๋เฟิ่งหวงพูดแล้วก็นั่งลง “ชอบกินตีนไก่แล้วยังจะมาทำมากเรื่องอีกนะอาจารย์”

“เจ้ารู้ได้ไงว่าข้าชอบอะไร?”

“ก็ข้าเห็นท่านจ้องตีนไก่แล้วกลืนน้ำลาย แสดงว่าท่านชอบกินตีนไก่ข้าจึงตักตีนไก่ให้ท่าน”

เฒ่าร้อยพิษนึกชม เจ้านี่ฉลาดจริงๆ แบบนี้ซิถึงเหมาะจะเป็นลูกศิษย์ข้า หุๆๆๆๆ

แล้วอาจารย์กับลูกศิษย์ก็นั่งกินซุปไก่จนหมดหม้อ ระหว่างที่กินไปเฒ่าร้อยพิษก็หาเรื่องต่อปากต่อคำกับลูกศิษย์อย่างสนุกสนาน

ด้านลูกศิษย์ก็ยียวนกวนประสาทอาจารย์เต็มที่

หลังจากกินเสร็จแล้วลูกศิษย์ก็เก็บถ้วยเก็บหม้อไปล้าง

เฒ่าร้อยพิษดีใจที่มีลูกศิษย์ก็ชวนลูกศิษย์ต่อปากต่อคำจนดึกดื่น ถึงได้ยอมเข้านอน

วันรุ่งขึ้น ไป๋เฟิ่งหวงเดินดูรอบๆบ้านแล้วก็พูดกับอาจารย์ว่า “อาจารย์ ข้าจะลงเขาไปซื้อของกินของใช้สักหน่อย ท่านอยากได้อะไรเพิ่มไหม?”

“ไม่ต้องไปซื้อหรอก ข้าไม่ได้ขาดแคลนอะไร ทุกวันที่ 1 และ 15 มีคนแบกของมาให้ข้าเอง” เฒ่าร้อยพิษบอก

“อ่อ” ไป๋เฟิ่งหวงพยักหน้ารับรู้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็รอดูต่อไปว่านางขาดอะไรแล้วค่อยไปซื้อมาให้นางดีกว่า

เวลาผ่านไป 13 วันแล้ว นับตั้งแต่ไป๋เฟิ่งหวงได้มาอยู่กับเฒ่าร้อยพิษเพื่อศึกษาวิชาจากนาง

ตื่นเช้ามาลูกศิษย์ก็ลุกขึ้นปัดกวาดถูบ้านซักเสื้อผ้าทำกับข้าวให้อาจารย์ เสร็จแล้วก็ประลองวรยุทธ์กับอาจารย์สักเล็กน้อย หลังจากนั้นก็กินข้าวด้วยกัน พอกินข้าวเสร็จก็จะออกไปเดินเก็บสมุนไพร หากเจอสมุนไพรหายาก เฒ่าร้อยพิษก็จะเอามาปลูกไว้ใกล้ๆบ้าน เสร็จแล้วก็จะลงมือทำยาพิษเก็บเอาไว้ ทุกๆ 15 วันจะมีคนจากสำนักต่างๆขึ้นเขาแบกเอาข้าวของไปแลกยาพิษและยาถอนพิษจากเฒ่าร้อยพิษ

วันนี้ก็ถึงเวลาที่ลูกศิษย์จากสำนักต่างๆจะขึ้นเขาแบกของมาแลกยา ไป๋เฟิ่งหวงจึงต้องสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าเอาไว้ นางไม่อยากมีปัญหาอื่นๆตามมา ป้องกันเอาไว้ก่อนเป็นดี

“อาหลิว ชา” เฒ่าร้อยพิษสั่งแล้วก็หันไปมองลูกศิษย์จากสำนักดาบไร้เงา

“ได้” ไป๋เฟิ่งหวงเดินไปชงชามาให้

ศิษย์สำนักดาบไร้เงามองเด็กน้อยที่สวมหน้ากากอย่างสงสัย “คุณชายท่านนี้คือ…”

“ลูกศิษย์ข้าเอง” เฒ่าร้อยพิษตอบแล้วก็สั่งว่า “อาหลิวเอาของไปเก็บในครัว”

ศิษย์สำนักดาบไร้เงารีบบอก “เดี๋ยวข้าเอาไปเก็บให้เองขอรับ ของมันหนักคุณชายยังเด็กนักคงยกไปไม่ไหวหรอกขอรับ”

ไป๋เฟิ่งหวงซึ่งแต่งกายด้วยชุดผู้ชายไม่พูดอะไรเดินเข้าไปหิ้วกระบุงด้วยสองมือแล้วก็ยกไปไว้ในครัว มิน่าล่ะเฒ่าร้อยพิษจึงอยู่ที่นี่ได้อย่างสุขสบาย มีคนคอยขึ้นมาส่งข้าวของให้ถึงที่นี่เอง

เฒ่าร้อยพิษส่งขวดยาพิษกับจดหมายให้แล้วก็โบกมือ ในจดหมายเป็นรายการสิ่งของที่นางต้องการในครั้งถัดไป

ศิษย์สำนักดาบไร้เงาก็รีบคารวะแล้วจากไป

“อาหลิว วันนี้ต้มน้ำไว้เยอะหน่อยล่ะ” เฒ่าร้อยพิษสั่งแล้วก็นั่งจิบชารอแขก

ไป๋เฟิ่งหวงได้ยินก็หยิบฟืนใส่เตาไฟเพิ่ม

ทั้งวันมีศิษย์จากสำนักต่างๆขึ้นเขามาไม่ขาดสาย บ้างมาหนึ่ง บ้างมาสอง เหตุที่มาสองก็เพื่อให้คนใหม่ได้มาเรียนรู้วิธีหลบหลีกกับดักที่เฒ่าร้อยพิษทำไว้ วันหน้าจะได้รับหน้าที่แบกของไปแลกยาได้

พอมีกระบุงเข้ามาไป๋เฟิ่งหวงก็รีบจัดของแล้วจดรายการของเอาไว้ให้อาจารย์ นางลงมือทำโดยไม่ต้องรอให้อาจารย์สั่งด้วยซ้ำ

เฒ่าร้อยพิษมองอย่างพอใจ

ตั้งแต่เช้าจนเย็นเฒ่าร้อยพิษรอรับแขกไม่ได้หยุด ข้าวของเต็มห้องครัว

“อาหลิวไหนๆวันนี้เจ้าก็ใส่หน้ากากแล้ว นับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปเจ้าใส่หน้ากากไว้ตลอดเวลาล่ะกัน” เฒ่าร้อยพิษบอก

“ข้ารู้แล้วอาจารย์” ไป๋เฟิ่งหวงพยักหน้า

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมข้าจึงสั่งเจ้าเช่นนี้?” เฒ่าร้อยพิษหยั่งเชิงศิษย์รัก

“เพราะตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปจะมีเทียบเชิญมาให้ข้าเข้าร่วมสำนักเต็มไปหมดน่ะซิ” ไป๋เฟิ่งหวงบอกแล้วก็เดินเข้าครัวไปหยิบขนมเปี๊ยะที่ได้มาจากสำนักหนึ่ง นางทดสอบพิษก่อนแล้วจึงเอาให้อาจารย์กิน

“เจ้าฉลาดสมเป็นศิษย์ข้าจริงๆ” เฒ่าร้อยพิษชมแล้วก็หยิบขนมเปี๊ยะเข้าปาก พลางจิบชา

ไป๋เฟิ่งหวงไม่พูดอะไร เดินกลับเข้าไปในครัวทำงานต่อ นางคิดไว้ในใจไม่เกินครึ่งปีคงรีดความรู้จากอาจารย์จนหมดแน่ๆ

วันรุ่งขึ้น ก็ไม่ผิดปากเฒ่าร้อยพิษแม้แต่น้อย ศิษย์สำนักต่างๆขึ้นเขามาอีกรอบเพื่อส่งเทียบเชิญให้ลูกศิษย์เฒ่าร้อยพิษไปเป็นศิษย์ร่วมสำนัก

พออยู่ครบ 15 วัน ไป๋เฟิ่งหวงก็ลงเขาไปพบหมอหลวง นางยืนรอเขาตั้งแต่ตอนสาย พอเห็นรถม้ามานางก็รีบขึ้นไปบนรถม้าไม่ยอมรอให้คนในรถลงจากรถ “อย่าลงจากรถเด็ดขาด”

“มีอะไรหรือเฟิ่ง…” มือน้อยปิดปากคนพูดฉับ “อยู่ที่นี่เรียกข้าว่าอาหลิว”

หมอหลวงพยักหน้า แล้วดันหน้ากากที่นางใส่เลื่อนขึ้นไป ขอเห็นหน้ากันสักหน่อยก็ยังดี

“สำนักต่างๆส่งเทียบเชิญมาเชิญข้าไปเป็นศิษย์ร่วมสำนักก็เพราะข้าเป็นศิษย์ของเฒ่าร้อยพิษ ข้าไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าข้าเป็นใคร”

หมอหลวงพยักหน้าเข้าใจ “ว่าแต่เจ้าสบายดีหรือ?”

“ข้าสบายดี” ไป๋เฟิ่งหวงตอบแล้วก็ล้วงจดหมายออกมาจากอกเสื้อ “จดหมายให้ขุนนางกับฮูหยิน”

หมอหลวงรับมา “ข้าจะส่งให้พวกเขาเอง เจ้าไม่ต้องห่วง”

“ขอบใจ” ไป๋เฟิ่งหวงยิ้มให้ นางไม่รู้หรอกว่านับตั้งแต่วันแรกที่นางขึ้นเขาไป เขาส่งรถม้ามารออยู่ที่นี่ทุกวันเป็นเวลา 10 วัน เมื่อแน่ใจแล้วว่านางอยู่กับเฒ่าร้อยพิษได้เขาจึงไม่ส่งรถม้ามาคอยอีก

“เป็นศิษย์เฒ่าร้อยพิษก็ลำบากเหมือนกันนะ เจ้าต้องคอยหลบๆซ่อนๆไม่ให้ใครรู้ว่าเจ้าเป็นใคร” หมอหลวงแซว “นี่ถ้ามีคนรู้ว่าเจ้าเป็นใครชื่อเสียงเจ้าคงเลื่องลือไปทั่วแน่”

ไป๋เฟิ่งหวง “…”

“แล้วนี่เจ้าต้องอยู่กับเฒ่าร้อยพิษอีกนานเท่าไหร่รึ?” หมอหลวงถามจริงจัง

“ข้าคาดว่าคงประมาณครึ่งปี กว่าข้าจะรีดความรู้จากนางจนหมดน่ะ” ไป๋เฟิ่งหวงบอก

“นี่เจ้าทำบุญด้วยอะไรนะถึงได้ถูกใจเฒ่าร้อยพิษได้น่ะ? คนอื่นอยากเป็นศิษย์นางแทบตาย นางกลับไม่ถูกใจสักคน หึๆๆๆ” หมอหลวงแซวยิ้มๆ

“ดีแล้วที่นางถูกใจข้า หากนางไม่ถูกใจ ข้าคงแย่” ไป๋เฟิ่งหวงยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “เอาล่ะข้าต้องรีบขึ้นเขาแล้ว ไปก่อนล่ะ” นางพูดแล้วก็ดึงหน้ากากลง

“เดี๋ยว” หมอหลวงเรียกแล้วก็รีบคว้าตะกร้าบุผ้าส่งให้ “ของที่เจ้าชอบ ข้าเอามาให้”

ไป๋เฟิ่งหวงมองตะกร้าแล้วก็รับมา “ขอบคุณ” จากนั้นนางก็ลงจากรถม้าไป

รถม้าเลี้ยวกลับแล้วก็วิ่งกลับไปตามทางเดิม

ไป๋เฟิ่งหวงหิ้วตะกร้าขึ้นเขา

บรรดาศิษย์สำนักต่างๆที่ซุ่มดูอยู่ต่างก็รีบตามไปสืบเสาะว่ารถม้านั้นเป็นของใคร ใครอยู่บนรถม้า มีความสัมพันธ์อันใดกับศิษย์เฒ่าร้อยพิษ จุดประสงค์เพื่อสืบหาให้ได้ว่าศิษย์เฒ่าร้อยพิษเป็นใครมาจากไหน วันหน้าจะได้สานสัมพันธ์เอาไว้ใช้ประโยชน์

ไป๋เฟิ่งหวงเอาขนมไปให้อาจารย์กิน

ด้านหมอหลวงก็แวะเข้าจวนขุนนางคนนั้นคนนี้เป็นว่าเล่นเพื่อไม่ให้คนที่สะกดรอยตามมาคลำทางได้ถูก ถึงจะรู้ว่าเขาเป็นหมอหลวง แต่ไปติดต่อกับเฒ่าร้อยพิษด้วยเรื่องอะไรก็ไม่มีใครคาดเดาได้ ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่ก็คาดเดาว่าเขาคงเอาของไปแลกยาเช่นเดียวกัน

กว่าจะไปบ้านตระกูลไป๋ก็เกือบเย็นแล้ว เขาก็ทำทีไปตรวจอาการไป๋จื่อฮัวตามปกติ ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็เดาเอาว่าตระกูลไป๋จ้างหมอหลวงไปตรวจเป็นการส่วนตัว ซึ่งก็มีผู้คนมากมายทำเช่นนี้เหมือนกัน หมอหลวงจึงงานรัดตัวจนไม่มีเวลาว่าง

ระหว่างที่ไป๋เฟิ่งหวงศึกษาวิชากับเฒ่าร้อยพิษ เขาก็มีหน้าที่จับตาดูคนของฮองเฮาหลิวซึ่งในกลุ่มคนพวกนั้นก็มีคนที่ภักดีและคนทรยศรวมอยู่ด้วย

สถานการณ์ต่างๆยังเป็นคลื่นใต้น้ำ

พิธีแต่งตั้งฮองเฮาประกาศออกมาแล้วเป็นเดือนหน้า ส่วนพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาทรอไปก่อนเพราะฮ่องเต้ยังมีอ๋องหลงหยางและอ๋องหลงเล่อ

ศึกชิงตำแหน่งองค์รัชทายาทเริ่มคุกรุ่นขึ้น ซึ่งที่มาแรงแซงหน้าคนอื่นก็คืออ๋องหลงเทียน เพราะพระสนมเย่เฟยกำลังจะได้เป็นฮองเฮา แต่ฮ่องเต้ก็ยังอยากจะคานอำนาจฮองเฮาไว้ก่อนจึงยังไม่ประกาศแต่งตั้งองค์รัชทายาทเสียที

เวลาผ่านไปร่วมครึ่งปี ไป๋เฟิ่งหวงก็ลาเฒ่าร้อยพิษลงจากเขาในวันหนึ่งกลางฤดูใบไม้ร่วง

“ว่างๆก็มาหาข้าบ้างล่ะ” เฒ่าร้อยพิษสั่ง

“รู้แล้ว ท่านก็ดูแลตัวเองด้วยล่ะ” ไป๋เฟิ่งหวงบอกอย่างอาลัย เหมือนมีแม่อีกคน

“ยาพวกนั้นเจ้าเอาไปด้วยล่ะ” เฒ่าร้อยพิษชี้ที่กระบุง

“ให้ข้าเอาไปหมดเลยเหรอ?” ไป๋เฟิ่งหวงมองกระบุงอย่างอึ้งๆ ก็ยามากมายขนาดนั้นเอาไปล้มกองทัพได้ทั้งเมืองเลยล่ะ

“เจ้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปปรุงยาไง เอาเวลาไปแก้แค้นให้สำเร็จดีกว่า แก้แค้นเสร็จแล้วเจ้าจะได้รีบมาเยี่ยมข้าไง” เฒ่าร้อยพิษยิ้มเหี้ยม

“ขอบคุณอาจารย์” ไป๋เฟิ่งหวงคารวะอาจารย์

“จำไว้นะอาหลิว เจ้ายังมีข้า หากเจ้าเดือนร้อนรีบมาบอกข้าๆจะช่วยเจ้าเอง” เฒ่าร้อยพิษบอกจริงจัง

“อาจารย์ ท่านดีกับข้านัก พระคุณนี้ข้าจะต้องตอบแทนท่านแน่” ไป๋เฟิ่งหวงคุกเข่าคารวะแนบพื้น

“แค่คอยทำขนมมาส่งให้ข้าก็พอ ดูซิเป็นเพราะเจ้าคนเดียว ข้าเลยกินกับข้าวกินขนมที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่าเจ้าทำเสียแล้ว” เฒ่าร้อยพิษบ่น

ไป๋เฟิ่งหวง “…”

“รีบไปเถอะ มัวชักช้าเดี๋ยวพวกนั้นกลับมาซุ่มใหม่ เจ้าไม่ต้องไปไหนกันพอดี” เฒ่าร้อยพิษโบกมือไล่

“รักษาตัวด้วย” ไป๋เฟิ่งหวงลุกขึ้นแล้วก็แบกกระบุงขึ้นบ่า เดินลงเขาไป

เฒ่าร้อยพิษมองตามศิษย์รักไปจนนางลับตา ความรู้ทั้งหมดที่มีถ่ายทอดให้นางไปหมดสิ้นแล้ว ทั้งเล่ห์กล มารยาหญิง วิชาแปลงโฉมก็สอนนางแถมไปด้วย ตอนนี้ศิษย์นางพร้อมจะโค่นมังกรแล้วล่ะ หุๆๆๆๆ

ไป๋เฟิ่งหวงเดินลงเขาอย่างชำนาญเส้นทาง เมื่อไปถึงจุดนัดหมาย รถม้าก็มารออยู่แล้ว นางขึ้นรถม้ากลับเข้าเมือง วันนี้เป็นวันที่ปลอดโปร่งจริงๆ ไม่มีใครมาคอยดักซุ่มสะกดรอยเพราะศิษย์สำนักต่างๆพากันไปร่วมงานประลองยุทธ์กันหมด

รถม้าไปจอด ณ บ้านหลังหนึ่งในซอยชานเมือง ไป๋เฟิ่งหวงลงจากรถม้าเดินเข้าไปในบ้านแล้วก็ปิดประตู รถม้าส่งคนเสร็จแล้วก็กลับไป

สถานที่แห่งนี้นางสั่งให้หมอหลวงจัดเตรียมไว้ให้ตั้งแต่สี่เดือนก่อน นางเข้าไปในบ้านแล้วก็เปิดประตูห้องลับเดินเข้าไป นางเดินไปเรื่อยๆจนถึงประตูอีกด้านก็ผลักเข้าไป จัดแจงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ จากหนุ่มน้อยใส่หน้ากาก ก็กลายเป็นสาวน้อยวัยขบเผาะสวมหมวกมีผ้าคลุม

ขวดยาทั้งหมดนางก็จัดแจงหยิบออกจากกระบุงวางเรียงลงในกล่องไม้หลายกล่อง แบ่งยาแยกไปเก็บไว้หลายๆที่ จัดยาเสร็จแล้วนางก็ยกกล่องไม้ออกไปไว้นอกห้องลับ นั่งรอสักพักเสียงรถม้าก็มาจอดหน้าบ้าน เสียงเคาะประตูเป็นสัญญาณที่รู้กัน นางเดินไปเปิดประตู บ่าวก็ยืนค้อมตัวรอรับคำสั่ง

“ยกกล่องไม้ในห้องทั้งหมดขึ้นรถ” ไป๋เฟิ่งหวงสั่งแล้วก็ยืนรอ

“ขอรับ” บ่าวเดินไปยกกล่องไม้ใส่รถ

ไป๋เฟิ่งหวงปิดประตูบ้านคล้องกุญแจ แล้วก็เดินไปขึ้นรถม้า

บ่าวขึ้นนั่งคู่กับคนขับรถม้า แล้วรถม้าก็เคลื่อนออกไป

หากจะยังมียอดฝีมือหลงเหลือสะกดรอยตามศิษย์เฒ่าร้อยพิษ ก็คงต้องรอเก้ออยู่ที่บ้านหลังแรกนั้นแหละ เพราะศิษย์รักของเฒ่าร้อยพิษได้เดินตามเส้นทางลับไปโผล่ที่บ้านอีกหลังหนึ่งเสียแล้ว จากเด็กหนุ่มกลายเป็นเด็กสาวนั่งรถม้าออกไปจากซอยถัดไป เป็นใครก็คาดไม่ถึงแน่ๆ

ณ บ้านตระกูลไป๋ ฮูหยินโผเข้ากอดลูกสาวทันทีที่เห็นหน้า “เฟิ่งหวง แม่คิดถึงเจ้าเหลือเกิน”

ไป๋เฟิ่งหวงกอดตอบ

ฮูหยินน้ำตาคลออย่างดีใจ “เจ้าจากแม่ไปเสียครึ่งปีเชียว ตอนนี้อาการเจ้าเป็นอย่างไรบ้างเฟิ่งหวง?”

Chapter 9 เปิดร้านอาหาร

“แม้ไม่อาจจะรักษาให้หายได้ แต่ข้าก็แข็งแรงขึ้นมากว่าแต่ก่อน” ไป๋เฟิ่งหวงตอบ ยังคงรักษาสถานะคุณหนูอ่อนแอขี้โรคเอาไว้ก่อน เพราะชาติที่แล้วนางแข็งแกร่งเกินไปจึงเป็นเป้าโจมตีให้ต้องแตกดับ หากจะรักษาตัวให้อยู่รอดก็ต้องแสร้งอ่อนแอเข้าไว้ก่อน ทำตัวเป็นดาบคมในฝักเข้าไว้ อย่าให้ใครเห็นความสามารถที่แท้จริงเด็ดขาด

ฮูหยินปล่อยลูกสาวแล้วก็หันไปทางสามี

“เจ้าแข็งแรงขึ้นก็ดีแล้ว” ไป๋จื่อฮัวยิ้มให้ตบบ่าลูกสาว อยากจะกอดลูกบ้างแต่กระแสบางอย่างจากร่างบางทำให้รู้สึกว่า อย่าได้บังอาจแตะต้องให้เสื่อมเสียแม้แต่น้อย

ไป๋เฟิ่งหวงยิ้มตอบ “ข้าขอตัวไปพักผ่อนก่อน”

“ไปเถอะ” ไป๋จื่อฮัวโบกมือ

ไป๋เฟิ่งหวงเดินกลับไปที่เรือนตัวเอง

เซี่ยวซินพอเห็นเจ้านายก็ดีใจ “คุณหนู”

ไป๋เฟิ่งหวงยิ้มให้แล้วก็เดินเข้าห้องไป นางอยากนอนพักสักหน่อย

แต่แล้วก็ได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเร็วๆเข้ามา “เฟิ่งหวง เจ้ากลับมาแล้ว”

ไป๋จงถลันเข้าไปกอดน้องสาวอย่างคิดถึง

ไป๋เฟิ่งหวง “…”

ไป๋จงดันน้องออกแล้วก็กวาดตามองไปทั่วร่างบาง “ไม่เจอกันตั้งครึ่งปี เจ้าสูงขึ้น ตัวโตขึ้นเยอะเลย ที่สำคัญสวยขึ้นด้วย”

เขายังคงพูดต่อว่า “อย่างนี้ อีกหน่อยคงมีเทียบเชิญจากแม่สื่อมาถึงเจ้ามากมายเชียวล่ะ”

ไป๋เฟิ่งหวง “…”

“เป็นอะไรไปเฟิ่งหวง? ไม่พูดไม่จากับพี่เลย” ไป๋จงมองน้องอย่างเป็นห่วง

“ข้าแค่เหนื่อยน่ะ วันนี้เดินทางมาทั้งวัน อยากนอนพักสักหน่อยน่ะ” ไป๋เฟิ่งหวงตอบ

“อ่อ ถ้างั้นเจ้าก็นอนพักเถอะ พี่ไม่กวนแล้ว” ไป๋จงลูบหัวน้องแล้วก็ออกจากห้องไป

ไป๋เฟิ่งหวงถอนหายใจแล้วก็เดินไปเอนตัวลงนอนบนเตียง

เซี่ยวซินเห็นคุณหนูนอนก็ปิดประตูให้แล้วก็ออกไปเช็ดๆถูๆอยู่หน้าเรือน

ชายชุดดำซึ่งมาคอยเฝ้าที่บ้านตระกูลไป๋ตามคำสั่งเจ้านาย พอเห็นคุณหนูตระกูลไป๋กลับมาแล้วก็รีบส่งสารกลับไปรายงานเจ้านาย

เช้าตรู่ ระหว่างที่นั่งกินข้าวด้วยกัน ไป๋เฟิ่งหวงก็พูดกับพ่อว่า “ท่านพ่อ ข้าอยากเปิดร้านอาหาร”

“หือ?” สายตาสามคู่หันไปมองสาวน้อยเป็นตาเดียว

“อย่างเจ้าเนี่ยนะจะเปิดร้านอาหาร คิดอะไรเกินตัวไปหรือเปล่าเฟิ่งหวง?” ไป๋จงหัวเราะขำ

“อย่าดูถูกความสามารถของข้าซิ” ไป๋เฟิ่งหวงดุคนเป็นพี่

ไป๋จื่อฮัวครุ่นคิด นางอ่อนแอขี้โรคแบบนี้คงยากที่จะหาคู่ครองที่ดีได้ อีกหน่อยจงเอ๋อร์ก็คงจะแต่งงานไป หากจะให้จงเอ๋อร์เลี้ยงดูน้องไปตลอดชีวิต คงไม่เป็นผลดีกับทั้งจงเอ๋อร์และเฟิ่งหวง หากนางมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้คงเป็นหนทางที่ดีที่สุด

“ตกลง พ่อจะลงทุนเปิดร้านให้เจ้าเองเฟิ่งหวง”

ไป๋เฟิ่งหวงวางตะเกียบลงคารวะ “ขอบคุณท่านพ่อ”

“จะดีเหรอท่านพี่?” ฮูหยินท้วงอย่างเป็นห่วง

“ดีซิ ดีทั้งกับจงเอ๋อร์แล้วก็เฟิ่งหวง” ไป๋จื่อฮัวบอก “เฟิ่งหวงร่างกายอ่อนแอขี้โรค คงหาคู่ครองดีได้ยาก ใครจะอยากได้หญิงขี้โรคแต่งเข้าตระกูลล่ะ จริงไหม? อีกทั้งวันหน้าจงเอ๋อร์แต่งงานไป หากต้องเลี้ยงดูน้องสาวด้วย สะใภ้อาจไม่พอใจเข้าสักวัน ก็คงมีเรื่องระหองระแหงกันแน่ สู้ให้เฟิ่งหวงมีกิจการเป็นของตัวเอง หาเลี้ยงตัวเองได้นางก็ไม่ต้องพึ่งพาใคร ในเมื่อข้าออกเงินเปิดร้านให้จงเอ๋อร์ได้ ข้าก็ควรจะออกเงินเปิดร้านให้เฟิ่งหวงเช่นกัน”

“ถ้าท่านพี่คิดดีแล้วก็ตามใจท่านพี่เจ้าค่ะ” ฮูหยินเห็นด้วยกับสามี แล้วก็หันไปพูดกับลูกว่า “แล้วเจ้าจะทำไหวเหรอเฟิ่งหวง?”

“ไหวซิท่านแม่ ข้าไม่ได้เข้าครัวทำเองเสียหน่อย มีเสี่ยวเอ้อคอยดูแลแขก ข้าทำหน้าที่แค่เป็นเถ้าแก่เนี้ยคอยเก็บเงินอย่างเดียว” ไป๋เฟิ่งหวงบอกแล้วก็หยิบตะเกียบคีบกับข้าวเข้าปาก

พอท่านพ่ออนุญาตแล้ว คุณหนูตระกูลไป๋ก็เริ่มลงมือ นางเล็งสถานที่ไว้แล้ว รวมทั้งวางผังการตกแต่งร้านไว้แล้วด้วย ทำเลที่ดีที่สุดแพงที่สุดของเมือง

ไม่กี่วันต่อมาไป๋เฟิ่งหวงก็ตกลงเช่าร้านจากคหบดีคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและอาคารในย่านการค้าที่แพงที่สุดของเมือง

ไป๋จื่อฮัวรู้ข่าวก็ได้แต่ครุ่นคิด เฟิ่งหวงเอาเงินที่ไหนไปเช่ากันนะ? ต่อให้เป็นเงินเก็บของนางตั้งแต่เด็ก รวมถึงขายของแต่งตัวทั้งหมดของนางก็ยังไม่พอจะเช่าที่ตรงนั้นเลย นางยังไม่ได้มาขอเงินจากเขาสักแดงเลย หรือว่ามีใครร่วมลงทุนกับนางกระมัง หุ้นส่วนคงออกเงินแล้วให้นางคุมร้านแน่ๆ ไม่งั้นเด็กอย่างนางจะกล้าคิดการใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไร

ช่วงนี้ไป๋เฟิ่งหวงออกจากบ้านทุกวัน เซี่ยวซินก็ตามไปคอยดูแลรับใช้ใกล้ชิด ฮูหยินกลัวหนุ่มที่ไหนจะมาเกาะแกะลูกสาวก็สั่งให้บ่าวชายตามไปดูแลด้วยอีกสองคน

ครึ่งเดือนต่อมา ร้านอาหารไป๋เฟิ่งหวงก็เปิดร้าน วันเปิดร้านก็แค่มีเชิดสิงโตกับจุดประทัดเท่านั้น ไป๋เฟิ่งหวงไม่ได้ออกไปต้อนรับแขกสักนิด มีเสี่ยวเอ้อทำหน้าที่อยู่แล้ว คนเก็บเงินก็มี คนครัวก็พร้อม

ลูกค้าได้ยินว่ามีร้านเปิดใหม่ก็อยากจะลองชิมรสชาติอาหารว่าจะอร่อยขนาดไหน แต่พอเห็นราคาอาหารก็ถอยกรูกันไปเพราะราคาแพงกว่าร้านอาหารหรูๆทั่วไปถึงสามเท่าตัว เพราะเป็นสุรารสเลิศ อาหารชั้นดีที่ใครได้กินก็ต้องยอมจ่าย ลูกค้าที่จะมากินอาหารที่ร้านไป๋เฟิ่งหวงจึงมีแต่คนร่ำรวยเท่านั้น แต่เมื่อได้ลิ้มรสชาติอาหารระดับชาววังลูกค้าก็แวะเวียนมาอีกครั้ง

ชั้นล่างเป็นห้องรวม จัดวางโต๊ะเก้าอี้ห่างๆกัน ให้ลูกค้ารู้สึกเป็นส่วนตัว ชั้นสองเป็นห้องส่วนตัวสำหรับลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสุดๆ

ด้านหลังมีเรือนแยกเป็นที่พักเจ้าของร้าน มีเวรยามหนาแน่น

เปิดร้านมาได้ 5 วัน ลูกค้าเต็มทุกโต๊ะจนต้องต่อแถว ทั้งขุนนางทั้งคหบดีผู้มีอันจะกินทั้งหลายต่างก็มารวมตัวดื่มกินกันที่ร้านไป๋เฟิ่งหวง หน้าร้านจะมีเสี่ยวเอ้อร่างสูงใหญ่หลายคนคอยดูแลไม่ให้มีใครกร่างกล้าไม่ต่อแถว

ไป๋จงได้อภิสิทธิ์มีห้องส่วนตัวไว้พาเพื่อนฝูงมาสังสรรค์ ตอนแรกที่น้องสาวคิดเปิดร้านก็ไม่สนับสนุน แต่เมื่อกิจการของน้องเจริญก้าวหน้าเขาก็พลอยได้ยืดอกตาม

ภายในห้องส่วนตัวบนชั้นสอง ชายหนุ่มสองคนนั่งอยู่ในห้อง ตรงหน้ามีอาหารเลิศรสและสุราชั้นดี ทั้งสองคีบอาหารเข้าปาก สายตาก็มองผ่านหน้าต่างลงไปยังชั้นล่างซึ่งมีลูกค้านั่งอยู่เต็มทุกโต๊ะ

“เจ้าคิดว่าไงหวังโหย่ว?” ชายหนุ่มหน้าคมถาม

“อาหารอร่อย สุราดี บริการดี” หวังโหย่วตอบแล้วก็คีบอาหารเข้าปาก พอกลืนเสร็จเขาก็พูดว่า “พ่อครัวร้านนี้ฝีมือไม่ธรรมดา นี่มันอาหารระดับชาววังชัดๆ”

“แล้วไงอีก?”

หวังโหย่ว “…”

“ข้าคิดว่าเจ้าของร้านนี้เป็นคนฉลาดมาก”

“ก็เคยเป็นขุนนางมาก่อนนี่น่าก็ต้องฉลาดเป็นธรรดาอยู่แล้ว จริงไหมจื่อหาน?” หวังโหย่วคีบอาหารเข้าปาก

อวี้จื่อหานคีบอาหารเข้าปากอย่างครุ่นคิด “ว่าแต่เรื่องคุณหนูคนนั้นเจ้าไปสืบได้อะไรมาบ้างล่ะ?”

“นางเป็นลูกสาวตระกูลไป๋ ชื่อไป๋เฟิ่งหวง ร้านนี้ไป๋จื่อฮัวจึงตั้งชื่อตามชื่อนาง อ่อนแอขี้โรคมาตั้งแต่กำเนิด ตระกูลไป๋จึงประคบประหงมนางดั่งไข่ในหิน และเพราะนางขี้โรคจึงยังไม่มีใครส่งเทียบเชิญดูตัว ที่นางหายไปครึ่งปีก็เพราะไปรักษาตัวกับหมอคนหนึ่ง แต่ก็ยังไม่หายขาด เมื่อวานนางก็มีอาการกำเริบนิดหน่อย” หวังโหย่วรายงานแล้วก็จ้องหน้าคนตรงข้าม “ทำไมเจ้าจึงสนอกสนใจคุณหนูขี้โรคแบบนี้ด้วยล่ะ?”

“ข้าคิดว่านางน่าสนใจดี” อวี้จื่อหานบอกแล้วก็คีบอาหารเข้าปาก

ร้านอาหารไป๋เฟิ่งหวงเปิดยังไม่ทันไร ร้านค้าฝั่งตรงข้ามก็เปลี่ยนมือได้ข่าวว่ากำลังตกแต่งใหม่จะเปิดเป็นบ่อนพนันชั้นสูง เจ้าของใหม่ชื่อหวงเป่ย เป็นใครมาจากไหนไม่มีใครรู้ได้

บ่อนเปิดได้ไม่นาน ร้านข้างๆบ่อนก็มีอันเปลี่ยนเจ้าของไป เจ้าของใหม่ชื่อเซียงต้าเหนียง มาซื้อที่ทางเปิดหอคณิกาชื่อหอหวงหลัน ประวัติเซียงต้าเหนียงลือกันว่านางเคยเป็นอนุภรรยาของขุนนางคนหนึ่งจากเมืองหังโจว พอสามีตายก็ถูกฮูหยินใหญ่ขับไล่ นางจึงระหกระเหินมาตั้งรกรากใหม่ที่เมืองนี้

ส่วนร้านติดกับร้านไป๋เฟิ่งหวงก็เปลี่ยนเจ้าของใหม่ เจ้าของใหม่ชื่อ กั๋วตง ไม่มีใครรู้ประวัติกั๋วตงซึ่งมาเปิดโรงรับจำนำสักคน

พอมีร้านใหม่เปิดขึ้น การค้าก็คึกคักขึ้น โดยเฉพาะร้านไป๋เฟิ่งหวงที่ขายดีขึ้นเพราะหอหวงหลันกับบ่อนหวงเป่ยมาสั่งอาหารไปบริการลูกค้าในร้านตัวเอง

ผ่านไปอีกเดือน ร้านข้างๆร้านไป๋เฟิ่งหวงก็มีคนมาเปิดโรงหมอชื่อซันหลิว หมอซันหลิวเป็นชายตัวเล็ก ใบหน้ามีบาดแผลยาวน่าเกลียดจึงสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าไปครึ่งหน้า เห็นแค่ริมฝีปากสีคล้ำเท่านั้น แต่มีฝีมือการรักษาโรคไม่ด้อยกว่าผู้ใด หมอซันหลิวจะเปิดรักษาเฉพาะช่วงบ่ายแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น หากเป็นคนยากจนจะไม่เก็บเงินสักแดง รักษาให้ฟรีๆ ทำให้ทุกวันมีคนมาเข้าแถวรอให้หมอรักษาให้จนแถวยาวเหยียด

นับตั้งแต่กิจการรุ่งเรือง ไป๋เฟิ่งหวงก็แทบจะไม่ได้กลับบ้านตระกูลไป๋ กินนอนอยู่ที่ร้าน เวลาฮูหยินไป๋อยากเจอลูกสาวก็ต้องออกไปหาที่ร้านแทน

“เฟิ่งหวง เหนื่อยไหมลูก?” ฮูหยินไป๋มองลูกสาวด้วยความรัก

ไป๋เฟิ่งหวงมองแม่สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ด้วยผ้าที่นางเพิ่งส่งไปให้ก็พอใจ “ท่านใส่ชุดนี้ดูสาวขึ้นไปอีกสิบปี”

“เสื้อผ้าข้าวของอะไรก็ไม่ต้องซื้อเพิ่มให้แม่หรอกเฟิ่งหวง ที่เจ้าซื้อให้คราวก่อนๆก็ยังอยู่เต็มไปหมด แม่อยากให้เจ้ากลับบ้านบ่อยๆมากกว่า” ฮูหยินบอกอย่างไม่คิดอยากมีอยากได้

“งานข้ารัดตัวนัก” ไป๋เฟิ่งหวงพูดเลี่ยงไปเลี่ยงมา

ฮูหยินมองไปรอบๆ “แม่ดีใจที่เห็นกิจการเจ้าก้าวหน้าใหญ่โต ทีแรกก็ยังกังวลว่าเจ้าจะทำไหวหรือเปล่า? แต่ได้เห็นแบบนี้แล้วแม่ก็โล่งใจ”

ไป๋เฟิ่งหวงยิ้มรับ ยกชาขึ้นจิบ

“เอาล่ะ แม่คงต้องกลับแล้ว หากว่างก็กลับบ้านไปให้พ่อเจ้าเห็นหน้าบ้างล่ะ” ฮูหยินบอกแล้วก็ลุกขึ้นยืน พลัน นางก็รู้สึกหน้ามืดตาลาย ยืนเซจนปัดถ้วยชาล้ม เคร้ง!

“ท่านแม่!” ไป๋เฟิ่งหวงตกใจรีบลุกไปประคอง “ท่านเป็นอะไร?”

ฮูหยินรีบบอก “ไม่เป็นอะไร แค่หน้ามืดเท่านั้น”

ไป๋เฟิ่งหวงประคองแม่นั่งลงแล้วก็จับชีพจรตรวจดู แล้วก็ถอนหายใจ “เลือดลมเดินไม่สะดวกเท่านั้น”

ฮูหยินมองลูกอย่างสงสัย “เจ้ารู้วิชาแพทย์ด้วยหรือ?”

“พอรู้มาบ้าง ท่านหมอหลวงสอนข้า” ไป๋เฟิ่งหวงตอบตามจริงเพียงครึ่งเดียว จริงๆแล้วต้องบอกว่านางเรียนมาพร้อมกับหมอหลวงต่างหาก

“งั้นรึ” ฮูหยินไม่ติดใจอะไรอีก พอรู้สึกว่าดีขึ้นแล้วนางก็ลุกขึ้น

ไป๋เฟิ่งหวงประคองแม่เดินไปส่งขึ้นรถม้า

ฮูหยินก้าวขึ้นรถม้า สายตาก็มองลูกสาวด้วยความรัก

จากนั้นรถม้าก็เคลื่อนออกไป

ไป๋เฟิ่งหวงเดินกลับเข้าไปในร้าน

ที่ชั้นสองของบ่อนหวงเป่ย อวี้จื่อหานยืนมองคุณหนูตระกูลไป๋จนนางเดินกลับเข้าไปในร้าน เขาจึงหันไปสะกิดหวังโหย่ว

หวังโหย่วทิ้งไพ่ที่อยู่ในมือแล้วก็บอกว่า “แพ้อีกแล้ว เลิกๆๆๆ กลับดีกว่า” เขาลุกขึ้นแล้วก็เดินเคียงคู่กับสหายออกจากบ่อน

ทั้งสองตรงไปยังร้านไป๋เฟิ่งหวง พอเสี่ยวเอ้อเห็นหน้าก็รีบเชิญเข้าร้าน เพราะทั้งสองเป็นแขกประจำของร้านที่จองห้องส่วนตัวตลอดทั้งเดือน

ว่านซิน พอเห็นแขกเข้าร้านก็รีบเดินไปต้อนรับ “เชิญคุณชายทั้งสองเจ้าค่ะ” นางยิ้มให้พวกเขาแล้วก็เดินนำไปที่ห้อง

หวังโหย่วยิ้มตอบด้วยท่าทางเจ้าสำราญ ส่วนอวี้จื่อหานหน้าเฉย เพียงปรายตามองเท่านั้น

พอแขกนั่งลงเรียบร้อยว่านซินก็แนะนำรายการอาหารว่า “วันนี้ทางร้านเราเพิ่งได้สุรารสเลิศสูตรหนานถิงมาเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าคุณชายทั้งสองสนใจอยากจะลองชิมหรือไม่เจ้าคะ?”

“หือ? สุราจากหนานถิงงั้นรึ เอามาลองสักหน่อยก็เข้าท่านะจื่อหาน” ประโยคหลังหวังโหย่วหันไปถามสหาย

“อืม” อวี้จื่อหานพยักหน้า

“รอสักครู่เจ้าค่ะ” ว่านซินยิ้มรับแขกแล้วก็ถอยออกไปสั่งเสี่ยวเอ้อ

สักพักเสี่ยวเอ้อก็ถือถาดเข้าไป เสี่ยวเอ้อยกไหสุราใบน้อยวางลงบนโต๊ะตามด้วยจอกสุรา เสี่ยวเอ้ออีกคนก็วางโถมีฝาปิดลงบนโต๊ะ แล้วทั้งสองก็เดินออกไป

ว่านซินก้าวเข้าไปรินสุราให้ทั้งสอง นางรินให้หวังโหย่วก่อนเพราะอีกฝ่ายมีท่าทางเป็นมิตรมากกว่าอีกคน แล้วก็รินให้อีกคนหนึ่ง “เชิญเจ้าค่ะคุณชายทั้งสอง” แล้วนางก็เอื้อมมือไปเปิดฝาโถออก

ชายหนุ่มทั้งสองมองสิ่งที่อยู่ในโถแล้วก็ตะลึง

“ขนมหนวดมังกรเจ้าค่ะ” ว่านซินบอกแล้วก็คอยสังเกตท่าทีของคุณชายทั้งสอง

ชายหนุ่มทั้งสองหันไปมองเถ้าแก่เนี้ยเขม็ง

ว่านซินยิ้มแย้มอ่อนหวานแล้วก็ถามว่า “มีอะไรหรือเจ้าคะคุณชาย? หรือว่าท่านไม่พอใจขนมเจ้าคะ? ถ้าเช่นนั้นข้าจะให้เด็กนำอย่างอื่นมาเปลี่ยนให้เจ้าค่ะ”

“ไม่ต้อง ข้าพอใจมาก ขอบคุณเถ้าแก่เนี้ยที่ใส่ใจ เอาล่ะข้าต้องการความเป็นส่วนตัว” อวี้จื่อหานพูดแล้วก็โบกมือ

ว่านซินคารวะแล้วก็เดินออกไป

หวังโหย่วมองตามเถ้าแก่เนี้ยแล้วก็หันไปจ้องขนมในโถเหมือนเป็นสิ่งอัศจรรย์พันลึก

อวี้จื่อหานมองขนมด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง ขนมที่มีเฉพาะในวังหนานถิงมาปรากฏอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?

หวังโหย่วหยิบขนมกัดกิน พอเคี้ยวหมดเขาก็พูดว่า “รสชาติไม่ผิดเพี้ยนเลยสักนิด” แล้วเขาก็ส่งขนมอีกครึ่งอันเข้าปาก

อวี้จื่อหานหยิบขนมมาชิม เพียงสัมผัสแรกที่กัดลงไป ไม่แตกต่างจากที่เคยกิน รสชาติก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปเลยสักนิดเดียว หากจะบอกว่าส่งมาจากวังหนานถิงก็เป็นไปไม่ได้เพราะขนมนี้ต้องทำสดใหม่เท่านั้น เก็บไว้ข้ามวันไม่ได้ แล้วเขาก็ยกสุราขึ้นจิบ ดวงตายาวรีคมเข้มก็ตะลึงอีกรอบ สุรานี่ก็มีเฉพาะในวังหนานถิงเท่านั้น

ร้านไป๋เฟิ่งหวงมีสุราและขนมจากวังหนานถิงได้อย่างไร? ในเมืองหนานถิงไม่มีขายอย่างแน่นอน

เขาสบตาหวังโหย่ว

หวังโหย่วเห็นท่าทางสหายหลังจิบสุราเข้าไปก็ยิ่งสงสัย เขายกสุราจิบบ้าง สมองมีคำถามเกิดขึ้นทันที สุรานี้มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? “จื่อหานนี่มัน?”

“อืม ไม่ผิด” อวี้จื่อหานพยักหน้า แล้วเขาก็หันไปเรียกเสี่ยวเอ้อ “เสี่ยวเอ้อ”

เสี่ยวเอ้อที่อยู่หน้าห้องก็รีบเปิดประตูเข้าไป “ขอรับคุณชาย”

“ตามเถ้าแก่เนี้ยมาที” อวี้จื่อหานสั่ง

“ขอรับ” เสี่ยวเอ้อเดินออกไปพร้อมกับปิดประตูห้องให้

หวังโหย่วหยิบขนมกินอีกชิ้น

Chapter 10 : 200 ไห!

อวี้จื่อหานยกสุราจิบ

ว่านซินส่งเสียงเรียกเข้าไปก่อน “คุณชายเจ้าคะ”

“เข้ามา” อวี้จื่อหานบอก วางจอกสุราลง

ว่านซินเปิดประตูเดินเข้าไปในห้อง “ท่านต้องการอะไรเพิ่มหรือเจ้าคะ?”

อวี้จื่อหานและหวังโหย่วหันไปมองเถ้าแก่เนี้ย

“เจ้าได้สุรานี่มาจากไหนหรือ? ข้าชอบ อยากเหมาทั้งหมด แล้วขนมนี่ใครเป็นคนทำหรือ? ตามตัวมาพบข้าหน่อย ข้าชอบมากอยากตบรางวัลให้สักหน่อย” อวี้จื่อหานบอกสีหน้าเรียบเฉย

“ได้เจ้าค่ะ” ว่านซินยิ้มแย้มแล้วก็หันไปสั่งเสี่ยวเอ้อว่า “ไปเรียกพ่อครัวมาที คุณชายอยากให้รางวัล”

“ขอรับ” เสี่ยวเอ้อรีบไปตามพ่อครัวมา

“ว่าแต่ท่านจะให้ข้าจัดส่งสุราไปที่ไหนเจ้าคะ?” ว่านซินถาม

“ไม่ต้องส่ง เก็บไว้ที่นี่ เวลาข้ามาก็เอามาให้ข้า ห้ามขายให้คนอื่น” อวี้จื่อหานสั่ง

“เจ้าค่ะ” ว่านซินรับคำสั่งแล้วก็บอกว่า “สุราทั้งหมด 200 ไห รวมทั้งสิ้น….เจ้าค่ะ”

200 ไห! ทำไมร้านนี้มีสุรานี่ตั้ง 200 ไห? หวังโหย่วตกใจ แต่พอหันไปสบตาสหายก็รีบหยิบตั๋วเงินให้เถ้าแก่เนี้ย

ว่านซินยิ้มแย้ม “ขอบคุณเจ้าค่ะ” แล้วก็เดินเข้าไปเก็บตั๋วเงิน นางรินสุราเติมให้เมื่อเห็นว่าจอกสุราพร่องไป

“พ่อครัวมาแล้วขอรับ” เสี่ยวเอ้อบอก

พ่อครัวเดินเข้าไปคารวะ “คารวะคุณชายทั้งสองขอรับ”

“เจ้าเป็นคนทำขนมนี่รึ?” อวี้จื่อหานถาม มองสำรวจพ่อครัวตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ขอรับ” พ่อครัวพยักหน้ารับ

“เจ้าได้สูตรขนมนี่มาจากที่ใดรึ?” อวี้จื่อหานถามอีก

พ่อครัวยิ้มแล้วตอบว่า “ต้องขออภัยที่ข้าไม่อาจบอกได้ขอรับ เป็นความลับทางการค้าขอรับ”

“นี่เจ้า!” อวี้จื่อหานโมโหลุกพรวดไปขยุ้มคอเสื้อพ่อครัวจ้องหน้าข่มขู่ “เจ้าจะบอกข้าดีๆหรือไม่ห๊ะ!”

พ่อครัวยิ้มอย่างใจเย็น “ขออภัยที่ข้าไม่อาจบอกได้จริงๆขอรับ เป็นความลับทางการค้าที่ไม่อาจเปิดเผยได้ขอรับ คุณชายโปรดเมตตาสักครั้งเถอะขอรับ หากวันหน้าคุณชายอยากกินอีกก็เชิญมาที่นี่ได้ขอรับเพียงแต่ช่วยแจ้งล่วงหน้ามาสักหนึ่งวันให้ข้าได้มีเวลาจัดเตรียมวัตถุดิบสักหน่อยขอรับ”

อวี้จื่อหานปล่อยมือแล้วก็กลับไปนั่งที่เก้าอี้ เขาส่งสายตาให้หวังโหย่ว

หวังโหย่วก็รีบล้วงเงินส่งให้ “เอ้านี่รางวัลของเจ้า ไปได้แล้ว”

พ่อครัวเดินเข้าไปรับรางวัลแล้วก็รีบออกไป

ว่านซินคารวะแล้วก็เดินตามพ่อครัวออกไปด้วย พร้อมกับปิดประตูห้องให้ด้วย

อวี้จื่อหานยกสุราขึ้นจิบ มุมปากเหยียดยิ้มนิดๆ พ่อครัวไม่ใช่คนทำขนม ดูท่าร้านนี้คงไม่ยอมเปิดเผยตัวคนทำขนม

เขาหยิบขนมขึ้นมาส่งเข้าปาก ข้าจะต้องรู้ให้ได้ว่าใครเป็นคนทำขนมนี่

ทางด้านว่านซินก็ไปรายงานคุณหนูไป๋

“ท่าทางคุณชายทั้งสองตอนเห็นขนม ตกใจกันน่าดูเจ้าค่ะ” ว่านซินรายงาน “ส่วนสุราก็เหมาทั้งหมดไม่ให้ขายให้ผู้ใด”

ไป๋เฟิ่งหวงพยักหน้ารับรู้แล้วก็โบกมือ

ว่านซินคารวะแล้วก็ออกจากห้องกลับไปทำงานต่อ

ไป๋เฟิ่งหวงระแคะระคายเรื่องคุณชายทั้งสองที่เหมาห้องส่วนตัวตลอดทั้งเดือน ส่งคนไปซุ่มเฝ้าที่บ้านตระกูลไป๋ไม่พอ ยังคิดจะตามมาจับตาดูนางถึงที่นี่อีกงั้นรึ

วันนี้นางจึงอยากทดสอบเขาให้แน่ใจว่าเขาคือคนที่นางสงสัย จึงแกล้งส่งสุราโม่หลี่ฮวา(โม่หลี่ฮวา คือดอกมะลิ) ไปทดสอบ ซึ่งสุราโม่หลี่ฮวาเป็นสุราที่ผลิตในวังหลวงหนานถิงโดยเฉพาะ สุราที่มีกลิ่นดอกโม่หลี่ฮวาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ นางเคยดื่มสุรานี้ตอนที่ยังเป็นฮองเฮา แคว้นหนานถิงส่งสุรานี้มาเป็นของขวัญวันเกิดฮ่องเต้ในปีหนึ่ง นางติดใจความหอมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะจึงพยายามทำเลียนแบบอยู่หลายคราแต่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งได้ไปเรียนวิชากับเฒ่าร้อยพิษ เห็นสุราที่เฒ่าร้อยพิษหมักบ่มเอาไว้ ได้ลองชิมจึงรู้สูตรทำสุราโม่หลี่ฮวาขึ้นมาทันใด นางจึงลงมือหมักสุราโมหลี่ฮวาเอาไว้ก่อนที่จะเข้าหน้าฝนแล้วไม่มีดอกโม่หลี่ฮวาอีก ต้องรอจนถึงหน้าร้อนครั้งถัดไปจึงจะมีดอกไม้ให้ใช้ทำสุรา

ด้วยต้องการเอาสุรามาทดสอบคน นางจึงส่งคนขึ้นเขาไปขนสุราลงมาจากหุบเขาร้อยพิษ เฒ่าร้อยพิษจึงฝากคำจดหมายมากับคนของนาง เมื่อนางเปิดอ่านก็เห็นคำว่า…นังเด็กอกตัญญู

หึๆๆๆ เอาน่าอาจารย์ อดใจรอไปก่อน เสร็จศึกแก้แค้นเมื่อไหร่ข้าจะรีบขึ้นเขาไปทำขนมให้ท่านกิน

ส่วนขนมหนวดมังกรก็เป็นแคว้นหนานถิงส่งพ่อครัวมาทำถวายฮ่องเต้ถึงที่นี่ถือเป็นของขวัญอีกอย่างจากแคว้นหนานถิงในคราวนั้น นางติดใจในรสชาติจึงจดจำวิธีทำขนมเอาไว้แม่นยำ เห็นเพียงครั้งเดียวนางก็จดจำได้หมด

นางไม่รู้ว่าเขามาที่นี่ด้วยจุดประสงค์ใด แต่ถ้าจะมาเกะกะงานของนางก็คงจะปล่อยเอาไว้ไม่ได้เช่นกัน! นางต้องการจะเตือนให้เขารู้ว่านางรู้สถานะของเขาแล้ว อย่าได้คิดยื่นมือเท้าเข้ามาเกะกะงานของนางเด็ดขาด! อวี้จื่อหาน

อวี้จื่อหานจิบสุราไป กินขนมไป “ท่าทางว่าสถานะของข้าคงถูกเปิดเผยแล้ว”

“ใครกันนะที่รู้สถานะของเจ้าได้น่ะ?” หวังโหย่วครุ่นคิด “แล้วจะเป็นอันตรายกับพวกเรารึเปล่า?”

“รอดูต่อไป” อวี้จื่อหานบอกอย่างไม่สะทกสะท้าน “ดำเนินแผนการของพวกเราต่อไป”

“ได้” หวังโหย่วรับคำสั่ง

อวี้จื่อหานหันไปเรียกเสี่ยวเอ้อ “เสี่ยวเอ้อ”

“ขอรับคุณชาย” เสี่ยวเอ้อรีบเปิดประตูเข้าไป

“ไปถามเถ้าแก่เนี้ยที วันนี้ยังมีเมนูอะไรจากหนานถิงอีก ก็ยกเข้ามาได้เลย” อวี้จื่อหานสั่ง

“ขอรับคุณชาย” เสี่ยวเอ้อค้อมตัวแล้วก็เดินออกจากห้องไป

ครู่ต่อมา อาหารวังหลวงหนานถิงก็ถูกส่งมาขึ้นโต๊ะ

อวี้จื่อหานมองการท้าทายนั้นอย่างไม่สะทกสะท้าน

เสี่ยวเอ้อวางจดหมายไว้บนโต๊ะเป็นลำดับสุดท้ายแล้วก็ออกจากห้องไป

หวังโหย่วมองจดหมายอย่างสงสัย หยิบไปเปิดดู เขาอ่านจดหมายแล้วก็ทำสีหน้ายุ่งยาก จากนั้นก็ยื่นจดหมายให้สหาย

อวี้จื่อหานรับไปอ่าน ‘ข้าไม่อาจย้ายวังหนานถิงมาที่นี่ได้ ทำได้เพียงจัดหาสุราและอาหารหนานถิงให้ท่านได้เท่านั้น หวังว่าท่านจะสำราญพระทัยในสิ่งที่ข้าเตรียมให้’

เรียวปากยกยิ้ม

หวังโหย่วทำหน้ายุ่ง “สถานะของเจ้ามีคนล่วงรู้แล้วจริงๆ”

“รู้แล้วยังไง?” อวี้จื่อหานย้อนถามอย่างไม่สะทกสะท้าน

“หากเรื่องนี้รู้ไปถึงฮ่องเต้หลงถังเล่า?” หวังโหย่วพูดอย่างกังวล

“หากนางอยากเอาเรื่องนี้ไปบอกเจ้าฮ่องเต้นั้น นางคงทำไปนานแล้วล่ะ แต่สิ่งที่นางทำคือการเตือนข้าว่าอย่าทำอะไรล้ำเส้น” อวี้จื่อหานลุกไปเปิดฝาเตากำยานแล้วก็จ่อกระดาษกับกำยานที่กำลังเผาไหม้ จนกระดาษติดไฟ เขาปล่อยให้ไฟลามเกือบถึงมือก็ปล่อยกระดาษลงในเตากำยาน พริบตาเดียวกระดาษก็มอดไหม้หมด เขาปิดฝาเตาแล้วก็เดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ หยิบตะเกียบคีบอาหารเข้าปาก หึๆๆๆ คุณหนูตระกูลไป๋ ดูถูกนางไม่ได้จริงๆ

หวังโหย่วหยิบตะเกียบขึ้น คีบอาหารเข้าปาก สมองก็ครุ่นคิดหาทางอารักขาคนตรงหน้า หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เขาจะได้ส่งคนเป็นสหายและเจ้านายออกจากเมืองไปก่อน ดูท่าต้องเรียกกำลังมาเสริมเสียแล้ว

หลังจากกินอาหารเสร็จ อวี้จื่อหานกับหวังโหย่วก็ออกจากร้าน ทั้งสองเดินผ่านโรงหมอซันหลิว เห็นผู้คนมาต่อแถวรอตรวจยาวเหยียดก็พยายามเดินเลี่ยงคนพวกนั้นไป

พลัน! เด็กที่กำลังต่อแถวอยู่หน้าร้านคนหนึ่งกำลังกินพุทธาแล้วเกิดติดคอขึ้นมา ค๊อกๆๆๆ

“อาเหมา เจ้าเป็นอะไร?” คนเป็นแม่หันไปมอง

อาเหมาไอค๊อกแค๊กหน้าแดงน้ำตาไหล ชี้ที่คอ พยายามส่งเสียงบอก “ชะ…แค๊กๆ”

แม่พยายามช่วยทุบหลัง แต่ทำอย่างไรก็ไม่หาย “อาเหมาๆ”

หมอซันหลิวได้ยินเสียงดังก็เงยหน้าไปมอง เห็นเด็กกำลังหน้าเขียวก็รีบลุกไปดู

“ท่านหมอ ช่วยลูกข้าด้วย” คนเป็นแม่รีบคารวะปะหงกๆ

หมอซันหลิว อ้อมไปข้างหลังตัวเด็ก โอบสองมือประสานไปใต้ลิ้นปี่แล้วก็กระแทกแรงๆสองที พุทธาก็หลุดกระเด็นออกมา

เด็กหายใจออก หน้าเริ่มหายเขียว หมอก็ปล่อยตัวเด็ก

“ขอบคุณท่านหมอ ขอบคุณเจ้าค่ะ” แม่เด็กคารวะปะหงกๆ “อาเหมา เป็นยังไงมั่ง?”

เด็กเช็ดน้ำตาส่ายหน้า “ข้าไม่เป็นอะไรแล้วแม่” เด็กหันไปคารวะหมอ “ขอบคุณท่านหมอที่ช่วยชีวิตขอรับ”

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” หมอซันหลิวเอื้อมมือไปขยี้ผมเด็กอย่างเอ็นดู

อวี้จื่อหานซึ่งกำลังจะเข้าไปช่วยเด็ก แต่ก็ช้ากว่าหมอไปสองก้าว จึงขยับเข้าไปยืนดูสถานการณ์อยู่ใกล้ๆ

หมอยิ้มให้สองแม่ลูกแล้วก็เดินกลับเข้าไปด้านใน เขาเดินผ่านอวี้จื่อหานไป

อวี้จื่อหานกำลังจะเดินจากไป แต่เมื่อหมอเดินผ่านเขาไป คนตัวโตกว่าก็ชะงักกึก! คว้าแขนหมอทันที “เดี๋ยวก่อน”

หมอซันหลิวหันไปมองมือที่จับแขนรั้งไว้ แล้วก็เงยหน้ามองคนตัวใหญ่กว่า เอ่ยเสียงแหบต่ำว่า “มีอะไรหรือ?”

อวี้จื่อหานขยับเข้าไปชิดตัวหมอ

หมอมองด้วยดวงตาสงบนิ่ง แล้วก็ชี้มือไปที่ปลายแถว “หากจะมาตรวจก็ไปเข้าแถว อย่าได้คิดตัดหน้าคนอื่น”

อวี้จื่อหานยกยิ้มมุมปาก ปล่อยแขนแล้วก็เดินจากไป

หมอมองตามอย่างไม่ใส่ใจแล้วก็เดินกลับไปตรวจคนไข้ต่อ

หวังโหย่วรีบขยับเข้าไปกระซิบถาม “มีอะไรงั้นรึ?”

อวี้จื่อหานกระซิบตอบ “ข้ารู้แล้วว่าใครเป็นคนทำขนมนั่น”

หวังโหย่วเหลือบไปมองโรงหมอแล้วก็หันไปมองสหาย “เจ้าหมอคนนั้นน่ะรึ?”

อวี้จื่อหานพยักหน้า กระซิบว่า “จับตาดูหมอซันหลิวด้วย ข้าว่าเจ้านั่นต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับร้านไป๋เฟิ่งหวงแน่ๆ สืบประวัติเจ้านั่นมาด้วย”

“ได้” หวังโหย่วพยักหน้ารับ

ข่าวเรื่องร้านไป๋เฟิ่งหวงทำอาหารได้อร่อยล้ำเลิศเลื่องลือไปจนถึงในวัง

ฮองเฮาเย่เฟยได้ยินข่าวก็อยากจะลองชิมอาหารนั้นดูบ้างจึงมีรับสั่งให้ร้านไป๋เฟิ่งหวงเข้าวังไปทำอาหารถวาย

“คุณหนูจะสั่งการอย่างไรเจ้าคะ?” ว่านซินถามหลังจากขันทีนำพระเสาวนีย์มาถึงที่ร้าน

“ส่งพ่อครัวเข้าไป” ไป๋เฟิ่งหวงสั่ง

“เจ้าค่ะ” ว่านซินรับคำสั่ง แล้วก็จัดส่งพ่อครัวเข้าวัง

ณ วังหลวง พ่อครัวทำอาหารสุดฝีมือ

เกากงกงเชิญเครื่องเสวยไปถวายฮ่องเต้และฮองเฮา

หลังเสวยเสร็จ ฮ่องเต้ก็ตรัสอย่างพอพระทัยว่า “อาหารวันนี้รสชาติถูกใจข้านัก เรียกคนทำมาที ข้าจะตบรางวัลให้”

“พระเจ้าข้า” เกากงกงรับพระบัญชาแล้วก็เรียกตัวพ่อครัวไปเข้าเฝ้า

พ่อครัวเข้าเฝ้าฮ่องเต้ด้วยท่าทางเลิ่กลั่กหวั่นกลัว

“เจ้ารึที่ทำอาหารได้ถูกใจข้า?” ฮ่องเต้ถาม มองคนที่หมอบตัวสั่นอยู่บนพื้น

พ่อครัวเหลือบไปมองเกากงกงอย่างหวั่นกลัว

เกากงกงดุ “ฝ่าบาทถาม เจ้าก็ตอบไปซิ”

“ขอรับ เอ้ย พระ…พระ…เจ้าข้า” พ่อครัวกราบทูล

“เช่นนั้นเจ้าก็มาเป็นพ่อครัวให้ข้าเถอะ” ฮ่องเต้ตรัส

“หา!” พ่อครัวตกตะลึง

“ยังไม่รีบขอบพระทัยอีก” เกากงกงดุ

“ขอบ…ขอบ…พระทัย…พระ…เจ้าข้า” พ่อครัวพูดตะกุกตะกัก ก้มหน้าซ่อนแววตาสมใจ ปลาติดเบ็ดแล้ว

“อ่อ จริงซิ เจ้าเป็นคนของร้าน…” ฮ่องเต้พยายามนึก

“ร้านไป๋เฟิ่งหวงพะย่ะค่ะ” เกากงกงรีบทูล

“อ่อ ร้านไป๋เฟิ่งหวง ข้ายังไม่ได้ถามความยินยอมจากเถ้าแก่ของเจ้าเลยนี่น่าว่ายอมให้เจ้ามาทำงานให้ข้ารึเปล่า?” ฮ่องเต้ตรัสไปงั้นแหละ ลองไม่ยอมซิ!

“เรียกตัวเถ้าแก่มาซิ” ฮ่องเต้รับสั่ง

เกากงกงปาดเหงื่อทันที “เอ่อ…คือว่าเถ้าแก่เนี้ยไม่ได้มาด้วยพะย่ะค่ะ”

ฮองเฮาหรี่เนตรอย่างไม่พอพระทัย “อะไรกัน! ข้าเรียกเข้าวัง มีคนกล้าไม่มาด้วยรึ!”

เกากงกงรีบบอก “ได้ยินว่าเถ้าแก่เนี้ยป่วยพะย่ะค่ะ จึงมาไม่ได้พะย่ะค่ะ”

“งั้นรึ” ฮ่องเต้พยักพระพักตร์แล้วก็ตรัสว่า “เช่นนั้นก็นำทองไปมอบให้นาง 200 ตำลึงทองเป็นค่าตอบแทนที่ข้าขอพ่อครัวของนางก็แล้วกัน”

“รับด้วยเกล้าพระเจ้าข้า” เกากงกงรับพระบัญชา

ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์

เกากงกงจึงดึงคอเสื้อคนที่หมอบติดพื้นให้ลุกขึ้นเดินตามไป “มากับข้า”

พ่อครัวรีบลุกขึ้นเลิ่กลั่กตามไป

หลังจากนั้นเกากงกงก็นำทองไปมอบให้เถ้าแก่เนี้ย แล้วก็กลับวังไป

ไป๋เฟิ่งหวงมองทองบนถาดแล้วก็โบกมือ “เอาไปเก็บ”

“เจ้าค่ะ” ว่านซินรับคำสั่งแล้วก็เอาทองไปเก็บ

ไป๋เฟิ่งหวงเหยียดยิ้ม ปลากินเบ็ดแล้ว ฮุบเข้าไปคำโตเสียด้วย หึๆๆๆๆ

ณ ที่พักของอวี้จื่อหาน

“สายรายงานว่ามาฮ่องเต้ฉกพ่อครัวร้านไป๋เฟิ่งหวงไปแล้ว เช่นนี้ร้านไป๋เฟิ่งหวงคงแย่แน่” หวังโหย่วรายงาน

ขอบคุณที่อ่านจนจบเล่มที่ 1 

อ่านตอนต่อไป เล่ม 2 นะคะ 

ผิดพลาดประการใด ไรท์ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!