วันที่เริ่มเขียน 28 กรกฎาคม 2569
ขอทานน้อยดวงใจจักรพรรดิ
Chapter 1 เกิดใหม่
ณ หอหงฮวา ซึ่งเป็นหอคณิกาอันดับหนึ่งของเมืองหลวง หงเหนียงแม่เล้าผู้เป็นเจ้าของหอกำลังกระอักกระไอเป็นเลือดออกมา “แค่กๆ พวกเจ้า!”
นางชี้นิ้วไปที่คนตรงหน้าอย่างโกรธแค้น “เจ้าวางยาข้า”
“ไอโยว! พี่หง ท่านจะพูดอย่างไรก็พูดไปเถอะ ตอนนี้ท่านดื่มยาพิษกร่อนไส้ไปแล้ว ท่านก็รีบๆ ตายไปเถอะ” หลิวจี้จือพูดพลางโบกพัดไปมา “ท่านจะโทษก็โทษที่ท่านขวางทางข้าเถอะ ท่านแก่จนปูนนี้แล้วควรจะลงโลงได้แล้ว”
“เจ้า! แค่กๆ” หงเหนียงกระอักกระไอเลือดออกมาจนเลอะไปหมด แล้วนางก็ล้มลงไปอย่างตายตาไม่หลับ ดวงตานางเบิกกว้างถลึงตาอย่างแค้นใจนัก
“เฮอะ! กว่าจะตายได้” หลิวจี้จือแค่นเสียงเยาะพลางเอ่ยว่า “นายท่านเจ้าขา นางตายแล้วเจ้าค่ะ”
“ดี” คนหนึ่งเดินเข้าไปในห้องมองดูหงเหนียงที่นอนตายอยู่บนพื้นแล้วพูดกับหลิวจี้จือว่า “ต่อไปนี้หอนี้ก็เป็นของเจ้าแล้ว จำไว้ อย่าทรยศข้า ไม่เช่นนั้นเจ้าจะตายอนาถยิ่งกว่านาง”
“บ่าวภักดีกับนายท่าน จะไม่มีวันทรยศเป็นอันขาดเจ้าค่ะ” หลิวจี้จือเอ่ยพลางคุกเข่าลงไป ชายคนนั้นยิ้มแล้วเดินออกไป
วิญญาณของหงเหนียงที่เพิ่งออกจากร่างมองดูชายคนนั้น นางมองเขาอย่างแค้นใจนัก เขาก็คือองค์ชายสามนั่นเอง ก่อนหน้านี้องค์ชายสามได้ยื่นข้อเสนอให้นางร่วมมือกับเขา ให้นางเป็นหูเป็นตาให้เขา แต่ว่านางปฏิเสธไปเพราะไม่อยากร่วมลุยน้ำโคลนของราชสำนัก ใครจะแย่งชิงก็แย่งชิงไปซิ นางแค่อยากอยู่สุขสบายอย่างสงบเท่านั้นเอง ไม่คิดเลยว่าการปฏิเสธของนางจะนำภัยมาถึงตัวอย่างนี้!
“เด็กๆ” หลิวจี้จือเรียก บ่าวก็เข้าไปในห้อง “ขอรับ”
“เอาศพนางไปทิ้งซะ” หลิวจี้จือสั่ง บ่าวรับคำ “ขอรับ”
แล้วพวกเขาก็ใช้ผ้าห่มห่อศพแล้วแบกออกไปอย่างเงียบๆ
“หงฮวา” เสียงเรียกดังขึ้น หงเหนียงจึงหันไปมอง นางเห็นคนๆ หนึ่งปรากฏตัวขึ้น นางตะลึงมองหน้าเขา “โอ้! หล่อมาก”
คนๆ นั้นไม่พูดอะไร เขาเก็บวิญญาณของหงเหนียงหรือชื่อเดิมของนางก็คือหงฮวาใส่ถุงเก็บวิญญาณแล้วหายตัวไป
เมื่อถึงยมโลก คนที่เก็บวิญญาณหงฮวามาก็ปล่อยนางออกจากถุง หงฮวายืนมึนงงครู่หนึ่งแล้วมองไปรอบๆ ครั้นเห็นคนที่อยู่รอบๆ นางก็ตกใจร้องลั่น “อ้า! ผี!”
ใช่ คนที่อยู่รอบๆ ตัวนางล้วนไม่ใช่คน พวกเขาเป็นวิญญาณเช่นเดียวกันกับนาง วิญญาณเหล่านั้นมองนางพลางบอก “เจ้าก็เป็นผีเช่นกัน จะร้องเสียงดังทำไมให้หนวกหู เฮอะ!”
“ผี!?” หงฮวาฟังแล้วก้มมองตัวเอง นางเห็นมือตัวเองขาวซีดยิ่งนัก “นี่มือข้าหรือ!?”
“ก็มือเจ้าซิ” วิญญาณอีกดวงบอก หงฮวามองไปรอบๆ ตัว นางเห็นคนหล่อเหลาคนนั้นนางจึงขยับไปใกล้ๆ เขา “พี่ชาย”
“หยุด!” ชายคนนั้นดุแล้วชี้นิ้วไป “เจ้าไปเข้าแถวไปเกิดใหม่ซะ”
หงฮวาอยากจะต่อต้าน แต่ว่าเท้าของนางกลับก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่อาจขัดขืนได้เลย แล้วชายคนนั้นก็หายตัวไป
หงฮวามองวิญญาณที่เข้าแถวเรียงต่อๆ กันยาวเหยียดข้างหน้านาง ทุกคนล้วนเป็นผีทั้งหมด นางจึงพยายามทำใจยอมรับว่าตัวนางตายไปแล้วจริงๆ
วิญญาณข้างหน้าเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ หงฮวาชะเง้อมองไปอย่างอยากรู้อยากเห็น จนเมื่อนางเห็นเบื้องหน้ามีคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ พวกเขาส่งถ้วยเล็กๆ ให้วิญญาณที่เข้าแถวคนละถ้วย…คนละถ้วย
“ดื่มน้ำแกงแล้วไปเกิดใหม่ซะ” คนที่แจกน้ำแกงสั่ง วิญญาณที่รับน้ำแกงก็ยกขึ้นดื่มอย่างไม่อาจขัดขืนได้เลย หลังจากดื่มน้ำแกงไปแล้ววิญญาณนั้นก็ก้าวไปที่คลื่นน้ำวนตรงหน้าแล้วกระโดดลงไป ตูม!
คนอีกคนก็ถือพู่กันจดบันทึก พลางขานว่า “ดวงที่ 98”
เมื่อหงฮวาเดินไปถึงคนเหล่านั้น คนๆ หนึ่งก็ส่งถ้วยน้ำแกงให้นางพลางสั่ง “ดื่มน้ำแกงแล้วไปเกิดใหม่ซะ”
หงฮวาฟังแล้วมึนงง ค่อยๆ ยกน้ำแกงขึ้นจรดริมฝีปาก พลัน! ไอแค้นในตัวนางก็ต่อต้าน นางจึงหลุดพ้นจากอาการมึนงงชะงักงันไป
“หือ? วิญญาณแค้นรึ?” สตรีผมขาวที่นั่งอยู่หน้าหม้อน้ำแกงเอ่ยพลางมองวิญญาณที่ขัดขืนคำสั่ง
“ข้าไม่ดื่ม!” หงฮวาต่อต้านแล้วโยนถ้วยน้ำแกงทิ้งไป ตุบ!
น้ำแกงหกลงพื้น สตรีผมขาวใช้พลังรวมน้ำแกงไม่ให้สัมผัสพื้น หงฮวาฉวยจังหวะที่คนพวกนั้นตกตะลึงอยู่ นางวิ่งไปที่น้ำวนนั้นแล้วโดดลงไป ตูม!
“อ่ะ!” ทุกคนตกใจ “ท่านยายเมิ่ง!”
“ปล่อยไปเถอะ” ยายเมิ่งเอ่ยพลางเก็บน้ำแกงใส่ถ้วย ก็แค่วิญญาณที่ไม่ดื่มน้ำแกงลืมเลือนดวงเดียว ต่อให้นางไปเกิดใหม่อย่างมากก็แค่จำเรื่องราวในชาติก่อนได้เท่านั้นเอง นางไม่อาจก่อคลื่นลมอะไรได้หรอก
“เอ้า แจกต่อซิ” ยายเมิ่งสั่งแล้วยื่นถ้วยน้ำแกงให้ลูกน้อง ลูกน้องจึงรับถ้วยน้ำแกงแล้วส่งให้วิญญาณดวงถัดไป
ณ กระท่อมชาวนา หลันฮวากำลังเบ่งคลอดหน้าดำหน้าแดง “อึ๊บ!”
“เบ่งอีก” หมอตำแยบอก “จะออกมาแล้ว เบ่งอีก”
“อึ๊บ!” หลันฮวาเบ่งสุดกำลัง “อ้า!”
“คลอดแล้วๆ” หมอตำแยร้อง พลางประคองเด็กเอาไว้ นางค่อยๆ ดึงเด็กออกมาจากช่องคลอดแล้ววางเด็กน้อยลงพลางมองดูเพศทารกน้อยแล้วบอกว่า “ผู้หญิง”
“เฮ้อ…” หลันฮวาถอนหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก หมอตำแยตัดสายสะดือแล้วผูกเอาไว้
จากนั้นก็ดึงรกออกจากช่องคลอดทิ้งใส่อ่างดินเผาข้างๆ เตียง แล้วนางก็นำเด็กทารกไปอาบน้ำ เด็กทารกไม่ร้องสักคำ หมอตำแยจึงลองตีก้นทารกน้อย ทารกน้อยพลันร้องไห้ “แง้!”
“เฮ้อ…ข้านึกว่าจะเป็นใบ้ซะแล้ว” หมอตำแยถอนหายใจอย่างโล่งอก ทารกน้อยจ้องหมอตำแยอย่างขุ่นเคืองนัก คนๆ นี้ตีก้นนางจนนางเจ็บยิ่งนัก!
ทารกน้อยก็คือหงฮวาที่เกิดใหม่โดยที่ยังมีความทรงจำของชาติก่อนติดมาด้วย!
หมอตำแยอาบน้ำให้ทารกน้อยแล้วก็ห่อผ้าอุ้มกลับไปให้หลันฮวา “เอ้า ดูลูกเจ้าซิ”
หลันฮวารับลูกมาอุ้ม มองอย่างรักใคร่ “ลูกข้า”
“ท้องหน้าเจ้าก็พยายามคลอดลูกชายให้ได้ล่ะ” หมอตำแยบอก เพราะว่าลูกชายคือผู้สืบทอดตระกูล ครอบครัวไหนๆ ก็ให้ความสำคัญกับลูกชายกันทั้งนั้น หากว่าสตรีคนใดคลอดลูกชายไม่ได้ สถานะในบ้านก็จะตกต่ำยิ่งนัก
“พี่จ้านคงไม่รังเกียจที่นางเป็นผู้หญิงหรอก” หลันฮวาเอ่ย หมอตำแยจึงได้แต่บอกอย่างมากประสบการณ์ว่า “ถึงอย่างไรบุตรชายก็สืบทอดตระกูล หากเจ้าไม่มีลูกชายให้จ้านคง วันหน้าเขาก็คงต้องรับอนุเข้ามา หลังจากนี้อีก 3 เดือนเจ้าก็พยายามมีลูกอีกคนเถอะ ท้องหน้าต้องได้ลูกผู้ชายเป็นแน่”
“อื้ม” หลันฮวาพยักหน้า หงฮวาที่เกิดใหม่ได้แต่ยู่ปากอย่างไม่ชอบใจ นางเป็นสตรีแล้วอย่างไร ชาติก่อนนางก็ฝ่าฟันหาเลี้ยงตัวเองจนกลายเป็นเจ้าของหอคณิกาอันดับหนึ่งของเมืองหลวงได้ นางในชาตินี้ก็จะฝ่าฟันไป ต้องใช้ชีวิตที่สุขสบายอีกครั้งให้ได้!
หมอตำแยจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจึงเปิดประตูออกไปบอก “เมียเจ้าคลอดแล้ว เป็นผู้หญิง”
“โอ้! ขอบคุณท่านมากๆ” จ้านคงเอ่ยพลางมอบเงินให้หมอตำแย หมอตำแยรับเงินมาแล้วเอ่ยว่า “ข้ากลับก่อนล่ะ มีอะไรก็ไปตามข้าล่ะกัน”
“ขอบคุณท่านมากๆ” จ้านคงกุมมือคารวะส่ง หมอตำแยจึงกลับบ้านไป จ้านคงจึงเข้าห้องไปดูเมียและลูกสาว
“ท่านพี่” หลันฮวาเรียก จ้านคงนั่งลงข้างๆ นาง เขามองดูลูกสาวในห่อผ้าพลางเอ่ยอย่างตื่นเต้นว่า “ลูกข้าๆ”
เขายื่นมือไป หลันฮวาจึงส่งลูกให้สามีอุ้ม จ้านคงค่อยๆ อุ้มอย่างทนุถนอม ตาก็จับจ้องลูกน้อยอย่างไม่อาจละสายตาได้เลย “ลูกข้าๆ”
“ท่านพี่ตั้งชื่อให้นางซิ” หลันฮวาบอก จ้านคงพยักหน้า “อื้ม”
เขามองดูลูกอย่างไม่อาจละสายตาพลางบอก “ไต้ซือให้ชื่อมา 2 ชื่อ หากเป็นผู้ชายให้ตั้งชื่อว่าหมิง หากเป็นผู้หญิงให้ตั้งชื่อว่าเจียว เช่นนั้นนางก็ชื่อเจียวเถอะ จ้านเจียว”
“อื้ม” หลันฮวาพยักหน้าเห็นด้วยแล้วเรียกว่า “เจียวเจียว”
หงฮวาที่ถูกตั้งชื่อใหม่ยู่ปากอย่างไม่ชอบใจนัก จ้านเจียวไม่ไพเราะเลย ฟังแล้วแข็งทื่อเหมือนชื่อผู้ชายไม่มีผิด ข้าไม่ชอบๆ…ข้าไม่ชอบ!
“โอ๊ะ! นางหิวหรือ?” จ้านคงเอ่ย หลันฮวามองลูกสาวแล้วพยักเพยิดตาม “น่าจะหิวกระมัง”
“เอาๆ ให้ลูกกินนมก่อน” จ้านคงส่งลูกให้ภรรยา หลันฮวาจึงรับลูกมาอุ้มแล้วเปิดทรวงอกให้ลูกดูดนม จ้านเจียวยอมดูดเต้านมที่มีน้ำนมสีเหลืองใสเริ่มไหลออกมา นางดูดจ๊วบๆ ครู่หนึ่งน้ำนมก็หมดแล้ว
จ้านคงมองภรรยาป้อนนมลูกแล้วกลืนน้ำลายเอือก เขาห่างเรื่องนั้นมานาน ตอนนี้เห็นภรรยาจึงเกิดอารมณ์ขึ้นมา เขาจึงบอก “เจ้าดูลูกไปก่อน ข้าไปห้องส้วมสักเดี๋ยว”
“เจ้าค่ะ” หลันฮวารับคำ จ้านคงก็รีบออกไปนอกห้อง หามุมลับตาแล้วใช้มือจัดการองคชาติที่แข็งขึงให้เรียบร้อย ตัวเขาเป็นชาวนายากจน ย่อมไม่มีเงินเลี้ยงดูภรรยาหลายคน เขาจึงมีเพียงหลันฮวาเป็นภรรยาคนเดียว อีกทั้งหลันฮวาก็ไม่ได้บกพร่องอะไร เขาจึงไม่คิดจะรับอนุเข้ามาแม้แต่น้อย
จ้านเจียวที่ดูดน้ำนมหมดแล้วจึงผละออกพลางร้อง “แง้”
“โอ๋? ยังไม่อิ่มรึ?” หลันฮวาถามพลางอุ้มลูกเปลี่ยนข้าง ให้นางดูดนมอีกข้างหนึ่ง จ้านเจียวจึงดูดนมจ๊วบๆ
จนน้ำนมหมดแล้วนางจึงหลับไป หลันฮวามองลูกอย่างรักใคร่แล้วค่อยๆ วางลูกน้อยลงบนเตียง ตัวนางก็ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดเต้านมให้สะอาด เพราะหมอตำแยสอนว่า หลังจากให้ลูกดูดนมแล้ว ทุกครั้งจะต้องใช้น้ำอุ่นเช็ดให้สะอาดทุกครั้งไป ไม่เช่นนั้นหากว่าสกปรกจนทำให้ลูกท้องเสีย ทารกอาจจะตายได้เลย หลันฮวาจำคำหมอตำแยแล้วจึงไม่กล้าละเลยเรื่องนี้
หลังจากเช็ดเต้านมสะอาดแล้วนางจึงไปนอนข้างๆ ลูกสาว ตามองลูกอย่างรักใคร่จนผล็อยหลับไป จ้านคงเข้าไปในห้องจึงเห็นว่าภรรยาหลับไปแล้ว เขาจึงเป่าตะเกียงดับไฟแล้วนอนลงข้างๆ ภรรยา วางแขนกอดนางหลวมๆ
วันคืนผ่านไป จ้านเจียวเติบโตอย่างแข็งแรงจนอายุครบ 1 ขวบปีแล้ว นางพูดได้ก่อนที่จะเดินได้ ทำให้หมอตำแยเอ่ยชมว่า “วันหน้าลูกเจ้าต้องฉลาดแน่นอน”
จ้านเจียวที่ได้ยินคำชมก็ยิ้มพอใจ คิดในใจว่า ‘ข้าย่อมฉลาดซิ ชาติก่อนข้าเป็นถึงเจ้าของหอคณิกาอันดับหนึ่งในเมืองหลวงเชียวนะ’
หลังจากผ่านวันเกิดของจ้านเจียวไป 1 เดือน โจรป่าก็บุกเข้าปล้นหมู่บ้าน “ฆ่า!”
“อ้า! โจร!” ผู้คนร้องลั่นพากันวิ่งหนีอลหม่านไปหมด “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”
จ้านคงพาเมียและลูกหนี แต่ว่าพวกเขาก็ไม่อาจหนีพ้น จ้านคงถูกดาบฟันจนล้มลงไป “โอ้ย!”
“ท่านพี่!” หลันฮวาตะโกนลั่น นางตกใจจนตัวแข็งทื่อ อึดใจต่อมานางก็ถูกโจรฟันฉั๊วะ!
“โอ๊ย!” นางร้องลั่น จ้านเจียวตกใจ “ท่านแม่!”
หลันฮวากอดลูกไว้แน่นพลางล้มลงไปตุบ!
จ้านเจียวถูกมารดาล้มทับจนนางกระดิกตัวไม่ได้เลย นางอายุแค่ขวบกว่าๆ เรี่ยวแรงน้อยนิดจนไม่อาจผลักท่านแม่ออกได้เลย นางอยากจะร้องเรียกท่านแม่ แต่พอเห็นโจรคนนั้นเงื้อดาบมองอย่างดุดันเหี้ยมโหดนางจึงไม่กล้าส่งเสียงใดๆ เลย แล้วโจรฟันคนแล้วก็พุ่งไปฟันคนอื่นต่อไป ฉั๊วะ!
“โอ๊ย!” คนล้มลงไป โจรก็พุ่งไปฟันคนอื่นต่อไปเรื่อยๆ ฉั๊วะ!ๆๆๆๆ…
“โอ๊ย!”ๆๆๆๆๆ…
จนกระทั่งทั้งหมู่บ้านไม่เหลือคนรอดชีวิตแล้ว พวกโจรจึงรื้อค้นทรัพย์สินแล้วจากไปทิ้งศพเอาไว้เกลื่อนกลาด
“ฮึ๊บ!” จ้านเจียวพยายามออกจากใต้ร่างมารดา แต่ว่านางมีแรงน้อยนิดจึงไม่อาจออกจากใต้ร่างมารดาได้เลย!
นางนอนหายใจอยู่ใต้ร่างมารดาท่ามกลางอากาศหนาวเย็น
วันคืนผ่านไป 2 วัน จ้านเจียวยังคงถูกร่างมารดาทับเอาไว้ นางหมดแรงและหิวน้ำยิ่งนัก นางจึงละเมอส่งเสียงแหบแห้งออกไป “น้ำ…”
“หือ?” ขอทานคนหนึ่งได้ยินเสียงจึงก้าวไปดู
“น้ำ…”
ขอทานคนนั้นเดินตามเสียงไปจนถึงศพชายหญิง 2 คนนอนตายอยู่ข้างกัน
“น้ำ…”
เสียงดังมาจากใต้ศพสตรี ขอทานจึงผลักศพสตรีออก เขาจึงเห็นเด็กคนหนึ่งอยู่ใต้ร่างศพนั้น เดาว่าเด็กคนนี้คงเป็นลูกของคน 2 คนนี้กระมัง เขาเอาน้ำให้เด็กดื่ม น้ำเย็นๆ รินไหลลงคอไป จ้านเจียวกลืนน้ำลงไป ตาค่อยๆ ลืมขึ้นอย่างอ่อนล้า ขอทานเทน้ำให้เด็กนิดหนึ่งก็หยุด จ้านเจียวจึงขอ “น้ำ…ขออีก…”
“พอก่อน” ขอทานบอก จ้านเจียวลืมตามอง นางเห็นคนๆ หนึ่งสวมเสื้อผ้าขาดๆ เนื้อตัวสกปรกมอมแมม นางจำได้ว่าเขาเป็นขอทานที่เคยมาที่หมู่บ้านของนางสองสามครั้ง “เจ้า…”
“ทั้งหมู่บ้านคงมีเจ้าคนเดียวที่รอดกระมัง” ขอทานเอ่ยพลางนั่งลงกับพื้นอย่างไม่กลัวเปรอะเปื้อน จ้านเจียวยันตัวลุกขึ้น ขอทานช่วยประคอง “ค่อยๆ”
“ขอบคุณท่านมาก” จ้านเจียวบอกน้ำเสียงแหบแห้งระโหยโรยแรง ขอทานยักไหล่อย่างไม่สนใจ เขาเอ่ยว่า “คิดว่าจะมาขอข้าวสักหน่อย กลับต้องมาเจอศพซะนี่ วันนี้ข้าซวยจริงๆ”
เขาพูดแล้วก็ลุกขึ้นยืน จ้านเจียวลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปทางบ้านของนาง ขอทานมองตามครู่หนึ่งแล้วเดินจากไป เขาเดินไปหาดูว่าที่นี่ยังพอมีของกินให้เขาอยู่หรือไม่
จ้านเจียวเดินเข้าไปในบ้านที่ถูกรื้อค้นจนข้าวของกระจัดกระจาย ทรัพย์สินมีค่าล้วนถูกขนไปหมดแล้ว เหลือแต่โต๊ะเก้าอี้พังๆ นางเดินเข้าไปในครัว หม้อใส่ข้าวสารหายไปแล้ว ข้าวของไม่เหลืออะไรเลย นางจึงเดินไปตักน้ำจากโอ่งเก่าๆ ที่มีรอยแตกร้าว มีตะใคร่น้ำขึ้นตามรอยแตกทำให้น้ำไม่รั่วออกมา หากว่าโอ่งใบนี้ยังอยู่ในสภาพดีๆ เกรงว่าคงถูกพวกโจรยกไปแล้วเป็นแน่ นางดื่มน้ำอึกๆ จนพอมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้างแล้วนางจึงเดินไปหยิบฟืนท่อนหนึ่งที่ขนาดเหมาะมือแล้วเดินออกไปที่หลังบ้าน
ตรงนั้นมีกอเผือกเติบโตอยู่ เผือกนี้ไม่มีใครขุดกิน เพราะมันมีพิษ แต่นางที่เคยใช้ชีวิตมาแล้วชาติหนึ่ง เคยกินเผือกมาแล้ว นางจึงรู้ว่ามันกินได้ นางจึงใช้ไม้ฟืนท่อนนั้นค่อยๆ ขุดดินข้างกอเผือกด้วยเรี่ยวแรงเท่าที่มี ขุดดินออกทีละนิด…ทีละนิด
จนได้หัวเผือกใหญ่ๆ 1 หัวและหัวเล็กๆ อีก 4 หัว นางจึงหยุดมือแล้วหยิบหัวเผือกใส่เสื้อจากนั้นก็เดินกลับไปที่ห้องครัว นางลงมือจุดไฟ กว่าจะจุดไฟติดมือนางก็พองเป็นตุ่มน้ำแล้ว หลังจากไฟลุกดีแล้วนางก็เอาหัวเผือกตัดใบทิ้งด้วยเศษจานดินเผาแตกๆ แล้วล้างหัวเผือกจนสะอาด จากนั้นก็เอาหัวเผือกทั้งหมดใส่เข้าไปในเตาไฟ นางยืนมองเผือกในเตาพลางใช้ไม้คอยเขี่ยพลิกไม่ให้หัวเผือกไหม้ไฟ
ขอทานเดินค้นหาของกินไปจนถึงกระท่อมที่จ้านเจียวอยู่ เขาเห็นเด็กตัวน้อยกำลังเขี่ยอะไรในเตาไฟ เขาจึงเดินเข้าไปดู ครั้นเห็นนางกำลังเผาบางอย่างในเตาเขาจึงถามว่า “เจ้าเผาอะไรรึ?”
