Skip to content
ปกขอทานน้อย

ขอทานน้อยดวงใจจักรพรรดิ 3

Chapter 3 ความเปลี่ยนแปลงของสำนักยาจก

“ฮัดชิ้ว!” จ้านเจียวจามทั้งๆ ที่ยังหลับเพราะฝุ่นจากผ้าห่มฟุ้งเข้าจมูก “ฮัดชิ้ว!”

นางลืมตาขึ้น พลางจามอีก “ฮัดชิ้ว!”

นางเห็นพ่อบุญธรรมห่มผ้าให้นางจึงผลักผ้าออก “มันสกปรก ฮัดชิ้ว!”

“อากาศหนาวต้องห่มผ้า” เจ้าสำนักบอก จ้านเจียวจามอีก “ฮัดชิ้ว! ข้ายอมนอนหนาวดีกว่าห่มผ้าสกปรกๆ นี่ ฮัดชิ้ว!”

“เฮอะ! อ่อนแอซะจริง” เจ้าสำนักด่า จ้านเจียวกลิ้งหนีผ้าห่มฝุ่นหนาผืนนั้น นางจามติดๆ กัน “ฮัดชิ้ว! ฮัดชิ้ว! ฮัดชิ้ว!”

เจ้าสำนักถือผ้าห่มผืนนั้นค้างอยู่ เขาขยับจะห่มให้อีก แต่พอเห็นนางจามไม่หยุดเขาจึงไม่ฝืนเอาผ้าห่มให้นาง เขาร้องเรียก “เด็กๆ”

“ขอรับ” ขอทานขานรับแล้วรีบเดินไปหาทันที เจ้าสำนักจึงสั่ง “เอาผ้านี่ไปซัก”

เขาโยนผ้าห่มให้ลูกน้อง ลูกน้องอึ้งงันไป “หา!”

“ฮัดชิ้ว! พวกนั้นด้วย” จ้านเจียวจามพลางชี้ไปที่เครื่องนอนที่เต็มไปด้วยฝุ่นที่นางดึงลงจากเตียง ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะเอาไปซักให้สะอาดเชียว

“เอ่อ…” ขอทานอึ้งงันไป เจ้าสำนักจึงสั่งน้ำเสียงดุ “ยังไม่รีบไปทำอีก!”

“อ่า…ขอรับๆ” ขอทานรับคำสั่งแล้วก้าวไปหอบเครื่องนอนออกไป

เจ้าสำนักมองตามแล้วหันไปมองลูกบุญธรรม เขาล้มตัวลงนอนบนเตียงที่ไร้ฟูกนอนพลางบอก “มาๆ คืนนี้ข้านอนกอดเจ้าไว้ก่อน”

จ้านเจียวจึงกลิ้งตัวไปหาพ่อบุญธรรม ยอมให้เขากอด อย่างน้อยก็ยังอุ่นหน่อย ดีกว่านางต้องนอนคนเดียวหนาวๆ

เมื่ออยู่ในอ้อมกอดอุ่นๆ จ้านเจียวก็หลับไป เจ้าสำนักมองลูกบุญธรรมตัวน้อยแล้วหลับตาลงนอนหลับ

จ้านเจียวอยู่ที่สำนักยาจกครบ 1 ปีแล้ว นางสูงขึ้นอีกหน่อยและยังก่อเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน ส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องที่นางต้องการให้คนในสำนักปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือนให้สะอาด ซักเสื้อผ้าให้สะอาดสะอ้าน ต่อให้เสื้อผ้าจะเก่าขาดเพียงใดก็ต้องซักให้สะอาด อาหารการกินก็ต้องสะอาดเช่นกัน ใครใช้มือสกปรกๆ จับของกินเข้าปากจะถูกนางไล่ตีจนกว่าจะไปล้างมือเสียก่อน บรรดาขอทานแห่งสำนักยาจกทุกข์ทรมานเพราะเรื่องนี้ไม่น้อย พวกเขาจึงไปร้องเรียนต่อเจ้าสำนักทุกวัน

“ท่านเจ้าสำนัก ท่านห้ามปรามเจ้าสำนักน้อยบ้างเถอะขอรับ พวกข้าไม่ไหวแล้วจริงๆ นะขอรับ” ขอทานคุกเข่ากุมมือร้องเรียน เจ้าสำนักนั่งอยู่ที่เก้าอี้พลางหยิบขนมกุ้ยฮวาใส่ปาก “เจ้าจะร้องไห้ไปไย นางทำเพื่อสุขภาพของพวกเจ้าทั้งนั้น ไม่ดีหรือไร?”

“ไม่ดีๆ หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปพวกเรายังจะเป็นสำนักยาจกอีกหรือขอรับ?” ขอทานบ่น

“เจ้าน่ะ ยังไม่ไปซักผ้าอีก” เสียงเล็กๆ ตวาดดังมา ขอทานทั้งหลายที่กำลังร้องทุกข์พลันสะดุ้งเฮือก!

พวกเขาหันไปมองข้างหลังก็เห็นเจ้าสำนักน้อยถือไม้เรียวไว้ในมือ นางเดินอาดๆ เข้ามา ทำให้พวกเขาแตกกระเจิงกันทันที “อ้า! เจ้าสำนักน้อยมาแล้ว!” / “มารน้อยมาแล้ว!”

พวกเขาวิ่งหนีไปคนละทิศคนละทาง ไม่กล้าอยู่รอเจ้าสำนักน้อยสักคนเดียว

“เฮอะ! เจ้าพวกนี้มาฟ้องอะไรอีกล่ะ?” จ้านเจียวเดินเข้าไปนั่งใกล้ๆ กับพ่อบุญธรรมแล้วบ่นว่า “พวกเขาขี้เกียจตัวเป็นขน สกปรกนัก!”

“สนุกพอหรือยัง?” เจ้าสำนักถาม จ้านเจียวพลันสะดุ้งเฮือก “ง่ะ!”

นางรีบเผ่นหนีทันที ตึกๆๆๆ…

เจ้าสำนักดีดเท้าทีหนึ่งก็เหินลอยไปหยุดตรงข้างหลังนาง เขาคว้าคอเสื้อนางหิ้วขึ้นมาแล้วเดินอาดๆ ออกไป

“เฮ้อ…” จ้านเจียวหน้างอคอตกอย่างยอมรับสภาพ นางสู้เขาไม่ได้จึงถูกเขาบังคับให้ฝึกวรยุทธ์ทุกวัน เพื่อที่วันหน้านางจะได้มีวรยุทธ์เอาไว้ปกป้องคนในสำนักได้ ฝึกวรยุทธ์ก็ดีอยู่หรอก แต่นี่นางเพิ่งอายุ 2 ขวบกว่าเองนะ รอให้นางอายุมากกว่านี้แล้วค่อยฝึกไม่ได้หรือไร! อ๊ากกกก…คอยดูเถอะแค้นเหล่านี้ข้าจะเอาคืนเป็นสิบเท่าร้อยเท่า!

หลังจากนั้นเจ้าสำนักก็สอนลูกบุญธรรมฝึกวรยุทธ์อย่างเข้มงวดจนจ้านเจียวเหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจตาย

วันเวลาผ่านไปอีกปี จ้านเจียวอายุ 3 ขวบกว่า นางเติบโตเป็นเด็กหญิงที่น่ารักยิ่งนัก นางเดินไปทางไหนคนในสำนักล้วนชื่นชมความน่ารักของเจ้าสำนักน้อยไม่ขาดปาก แต่พอนางไล่ตีคน บังคับให้พวกเขารักษาความสะอาด พวกเขาพลันแตกกระเจิงกันไปคนละทิศคนละทางทันที

บางครั้งเจ้าสำนักพาลูกบุญธรรมไปฝึกขอทาน แต่พอดูสภาพเสื้อผ้าที่นางสวมใส่แล้วเขาได้แต่ส่ายๆ หน้า นี่มันขอทานที่ไหนกัน มองอย่างไรก็เหมือนคุณหนูลูกผู้ดีมีสกุลชัดๆ แล้วอย่างนี้จะไปขอทานได้อย่างไร!

จ้านเจียวไม่ยอมเปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าสกปรกๆ เด็ดขาด นางยืนกรานจะสวมเสื้อผ้าสะอาดๆ ท่าเดียว ต่อให้พ่อบุญธรรมจะบังคับขู่เข็ญอย่างไรนางก็ไม่ยอมเปลี่ยน เจ้าสำนักทั้งขู่ทั้งทำโทษอย่างไรเจ้าลูกบุญธรรมตัวร้ายก็ไม่ยอมท่าเดียว!

ทำเขาปวดหัวยิ่งนัก ทั้งๆ ที่เจ้าเด็กนี่ชาติกำเนิดเป็นเพียงลูกชาวนาแท้ๆ ไยนางจึงได้ทำตัวเหมือนคุณหนูลูกผู้ดีมีสกุลเสียล่ะ เขาไม่ได้สอนให้นางเป็นลูกผู้ดีเลยนะ เขาสอนให้นางเป็นขอทาน แต่นางกลับอยากเป็นลูกผู้ดีมีเงิน อ๊ากกกก…

สำนักยาจกเปลี่ยนไปมากนับตั้งแต่จ้านเจียวไปอยู่ที่นั่น สภาพที่อยู่อาศัยสะอาดสะอ้านขึ้นมาก สภาพเสื้อผ้าของทุกคนในสำนักก็สะอาด เนื้อตัวพวกเขาไม่มีกลิ่นเหม็นเพราะถูกบังคับให้อาบน้ำทุกวัน ใครขี้เกียจจะถูกเจ้าสำนักน้อยไล่ตี พวกเขาก็เคยชินกับความสะอาดมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่อาจกลับไปทำตัวสกปรกอย่างเดิมได้อีก ความเปลี่ยนแปลงนี้จ้านเจียวพอใจมาก

วันเวลาผ่านไปอีกปีแล้ว จ้านเจียวอายุ 4 ขวบกว่า นางตามพ่อบุญธรรมไปขอทาน แต่เจ้าสำนักกลับขอทานใครไม่ได้สักคนเพราะว่าเนื้อตัวเขาสะอาดเกินไป แม้เขาจะใส่เสื้อผ้าขาดๆ แต่มันก็ยังสะอาดเกินไปอยู่ดี ไม่มีใครมองว่าพวกเขาเป็นขอทานอีก นี่ทำให้เจ้าสำนักอัดอั้นตันใจนัก “จบสิ้นแล้วๆ สำนักยาจกจบสิ้นแล้ว!”

“ท่านพ่อ หากท่านอยากขอทานให้ได้ท่านก็คลุกโคลนซิ ตัวจะได้สกปรกๆ หน่อย เท่านี้ท่านก็สามารถขอทานคนอื่นได้แล้ว” จ้านเจียวแนะนำอย่างไม่ใส่ใจนัก ต่อให้สำนักยาจกจะขอทานใครไม่ได้เลยนางก็ไม่เดือดร้อนเพราะนางวางแผนหาเงินไว้แล้ว คนในสำนักมีตั้งมาก ให้พวกเขาช่วยกันค้าขายไยจะทำไม่ได้ล่ะ นี่เป็นหนทางหากินที่สุจริตและมีเกียรติดีกว่าเป็นขอทานตั้งหลายเท่า

“ข้า…” เจ้าสำนักได้แต่ส่ายๆ หน้า จะให้เขาคลุกโคลนเหมือนเมื่อก่อน เขาก็ทำไม่ได้แล้ว เขาติดนิสัยรักสะอาดไปแล้ว!

ที่เป็นอย่างนี้เป็นเพราะเจ้ามารน้อยนี่เชียว บังคับให้เขาอาบน้ำทุกวัน ถ้าเขาไม่ยอมอาบนางก็ไม่ยอมให้เขาอุ้ม เขาที่ติดใจเนื้อตัวนุ่มนิ่มของนางแล้วไม่ให้เขากอด เขาทนไม่ได้จริงๆ

“ท่านพ่อ ในเมื่อขอทานไม่ได้แล้ว ไยท่านไม่คิดทำมาหากินอย่างอื่นล่ะ?” จ้านเจียวเอ่ย

“เฮอะ!” เจ้าสำนักจึงบ่น “จะทำมาหากินอะไรได้อีก นับตั้งแต่ข้าจำความได้ข้าก็เร่ขอทานกับเจ้าสำนักคนก่อนแล้ว”

“มือเท้าท่านก็มีครบ อีกทั้งยังเป็นวรยุทธ์ ท่านไปรับจ้างคุ้มกันตามร้านค้าของคนรวยทั้งหลายยังได้เลย” จ้านเจียวแนะนำ

“ไม่ล่ะๆ” เจ้าสำนักส่ายๆ หน้า “ข้าไม่ชอบมีเจ้านาย ข้าชอบชีวิตที่อิสระเสรี อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องฟังคำสั่งใคร คุ้มกันตามร้านอย่างเจ้าว่าทำข้าไร้อิสระ ไม่เอาๆ”

“เฮ้อ…” จ้านเจียวถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ แล้วนางก็เสนอว่า “เช่นนั้นพวกเราเปิดร้านขายข้าว ท่านคอยคุ้มกันร้านให้ข้า ข้าเก็บเงิน คนอื่นๆ ก็ขนข้าวเถอะ”

“ขายข้าว! เด็กอย่างเจ้าเนี่ยนะจะเปิดร้านขายข้าว นังหนูเจ้าฝันกลางวันแล้ว ฮ่าๆๆๆ…” เจ้าสำนักหัวเราะเยาะ จ้านเจียวโมโหจึงบอก “ท่านพนันกับข้าไหมล่ะ หากข้าเปิดร้านได้กำไร ท่านต้องทำตามที่ข้าบอกทุกอย่าง”

“แล้วถ้าเจ้าขาดทุนล่ะ?” เจ้าสำนักถาม จ้านเจียวจึงบอก “ข้าจะยอมล้างเท้าให้ท่านทุกคืนเลย”

“ได้ ตกลงตามนี้” เจ้าสำนักตกลงแล้วยิ้มบางๆ เด็กตัวกระเปี๊ยกแค่นี้ริอาจค้าขายแล้ว นางคิดว่าทำการค้าง่ายเหมือนกินข้าวหรือ เฮอะๆๆ…

“เช่นนั้นพวกเรากลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” จ้านเจียวบอก เจ้าสำนักจึงอุ้มจ้านเจียวขึ้นให้นางขี่คอเขาแล้วเดินกลับสำนักไป

เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว จ้านเจียวก็ให้พ่อบุญธรรมเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ไม่มีรอยขาด เจ้าสำนักยอมเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกไปหมุนตัวอวด “เป็นอย่างไร?”

“ดูดีหน่อย ค่อยมีท่าทางเหมือนเถ้าแก่หน่อย” จ้านเจียวชมแล้วไถลตัวลงจากเก้าอี้ คว้ามือเขาพลางเอ่ย “ไปได้”

“ไปไหน?” เจ้าสำนักถาม จ้านเจียวตอบ “ก็ต้องไปซื้อร้านซิ”

นางพูดแล้วก็บอกว่า “ท่านเอาเงินติดตัวไปมากๆ หน่อยล่ะ จะได้พอซื้อร้าน”

“อืม” เจ้าสำนักรับคำแล้วเดินไปเปิดหีบหยิบทองออกมาหลายสิบก้อน “เท่านี้พอไหมเจ้ามารน้อย?”

“พอ” จ้านเจียวพยักหน้า เจ้าสำนักยิ้มแล้วเก็บทองใส่ถุงผ้า ถุงผ้านี้เป็นฝีมือเจ้าลูกบุญธรรมเย็บให้เขา เขาชอบมันมาก ไม่เสียแรงที่เขาเลี้ยงนางเลย ฮ่าๆๆๆ…

จากนั้นสองคนพ่อลูกก็ออกจากสำนักไปที่ตลาด จ้านเจียวขี่คอพ่อบุญธรรม บอกให้เขาเดินดูให้ทั่วๆ ตลาด เจอร้านไหนกำลังประกาศขายพวกเขาก็เข้าไปถาม

จนกระทั่งไปเจอร้านหนึ่ง จ้านเจียวถามราคาแล้วตกลงซื้อทันที เพราะเจ้าของประกาศขายในราคาที่ถูกยิ่งนัก

“เจ้ามารน้อย ร้านนี้อยู่ติดกับร้านขายโลงศพ เจ้ายังจะซื้ออีกรึ เห็นชัดๆ ว่าแค่เริ่มต้นข้าก็เห็นลางขาดทุนแล้ว” เจ้าสำนักท้วงติง จ้านเจียวจึงบอก “รับรองว่าข้าทำไม่ขาดทุนแน่ เชื่อข้าซิ ท่านพ่อจ่ายเงินเถอะ”

เจ้าสำนักจึงจ่ายเงินให้เถ้าแก่ เถ้าแก่มอบหนังสือร้านให้แล้วรับเงินจากนั้นก็ขอตัวไปทันที เขาดีใจยิ่งนักที่ขายร้านได้ ตั้งแต่เขาเปิดร้าน เขาค้าขายขาดทุนมาตลอด เป็นเพราะร้านนี้อยู่ติดกับร้านขายโลงศพ ผู้คนจึงไม่มาแถวนี้เพราะกลัวว่าไออัปมงคลจากร้านขายโลงศพจะติดตัว

“เอ้า ร้านนี้เป็นของเจ้าแล้ว” เจ้าสำนักยื่นหนังสือร้านให้ลูกบุญธรรม จ้านเจียวยิ้มแฉ่งรับหนังสือมาดูอย่างพอใจ นางส่งคืนพลางบอก “ท่านเก็บไว้ดีๆ ล่ะ”

เจ้าสำนักรับคืนมายัดใส่อกเสื้อ จ้านเจียวจูงมือเขาเดินออกจากร้าน “ไปๆ มีร้านแล้วก็ต้องมีข้าว พวกเราไปซื้อข้าวกัน”

“ได้” เจ้าสำนักพยักหน้า ต่อให้ขายไม่ได้ก็ไม่เป็นไร คนในสำนักมีตั้งมาก เขาไม่กลัวว่าข้าวที่ซื้อมาจะเสียเปล่าสักนิด

จากนั้นสองพ่อลูกก็ซื้อเกวียนและวัวตัวหนึ่ง แล้วพาคนในสำนักตามไปด้วยอีก 5 คน ทุกคนล้วนเป็นผู้ชายรูปร่างแข็งแรง จ้านเจียวพาพวกเขาตระเวนไปตามหมู่บ้าน ขอซื้อข้าวเปลือกจากชาวบ้าน บางบ้านมีแบ่งขายน้อย บางบ้านมีแบ่งขายมาก จนเย็นค่ำจึงได้ข้าวเปลือกมาครึ่งเกวียน จ้านเจียวจึงให้ขนข้าวเปลือกกลับสำนักก่อน

หลังจากกินมื้อค่ำอิ่มแล้ว จ้านเจียวก็นั่งกินผลไม้อยู่ข้างๆ พ่อบุญธรรม แล้วเอ่ยแผนการขั้นต่อไปว่า “ท่านพ่อ ข้าอยากทำนา”

“หา!” เจ้าสำนักสำลักพ่นน้ำชาออกมา “แค่กๆ”

จ้านเจียวยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เขา เจ้าสำนักจึงรับผ้ามาเช็ดๆ ปาก จ้านเจียวจึงบอก “พวกเราเปิดร้านขายข้าว จะเอาแต่พึ่งพาข้าวจากที่อื่นไม่ได้ พวกเราต้องมีข้าวเป็นของตัวเอง ที่ดินรอบๆ สำนักเรารกร้างว่างเปล่า หากว่าถางที่ดินเหล่านั้นแล้วทำนา พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาข้าวจากคนอื่นอีก ข้าคิดจะให้คนในสำนักไปถางที่ดินพรุ่งนี้ แบ่งข้าวเปลือกไปปลูกครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งก็กระเทาะเปลือกเป็นข้าวสารแล้วเอาไปขายที่ร้าน”

“เจ้าเป็นเด็กแน่รึ?” เจ้าสำนักย้อนถาม เขาหรี่ตามองลูกบุญธรรมอย่างสงสัย ความสงสัยนี้ติดอยู่ในใจเขามาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่ที่เก็บเจ้าเด็กนี่มา เขารู้สึกว่านางไม่ใช่เด็กเลย ตัวเป็นเด็กแต่ความคิดอ่านล้วนเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง

“ข้าเป็นเด็กฉลาดไม่ดีหรือไร” จ้านเจียวบอก ไม่คิดจะบอกเขาเรื่องที่นางมีความทรงจำในชาติก่อน

“ดีๆๆ” เจ้าสำนักเอ่ยแล้วจ้องหน้าลูกบุญธรรม จ้านเจียวจึงหยิบขนมชิ้นหนึ่งยัดใส่ปากเขา “ท่านกินนี่ซิ อร่อยนะ”

“อุบ” เจ้าสำนักร้องคำหนึ่งแล้วเคี้ยวขนมที่ถูกยัดใส่ปาก เขารู้สึกว่าเจ้ามารน้อยนี่มีเรื่องปิดบังเขาอยู่ เขาจึงจับตาดูนาง อยากรู้ความลับของนาง

“ตกลงตามนี้ล่ะกัน พรุ่งนี้ข้าจะคัดคนไปถางที่ดิน ท่านอยู่ว่างๆ ก็ให้พวกผู้หญิงกระเทาะข้าวเปลือกไว้ด้วยล่ะ” จ้านเจียวบอกแล้วไถลลงจากเก้าอี้แล้วเดินกลับเรือนไป เจ้าสำนักมองตามพลางเอ่ยพึมพำว่า “นังหนู เจ้ามีความลับอะไรอยู่ คอยดูเถอะข้าจะต้องรู้ให้ได้ หึๆๆ…”

วันต่อมา จ้านเจียวก็คัดพวกผู้ชายไปถางที่ดินรกร้างรอบๆ สำนัก พวกผู้ชายไม่กล้าโอดครวญเลยเพราะหากพวกเขากล้าบ่น คงถูกมารน้อยเล่นงานไม่เลิกไม่ราเป็นแน่ ฮือๆๆๆ…

ส่วนเจ้าสำนักก็ให้พวกผู้หญิงช่วยกันกระเทาะเปลือกข้าว พวกผู้หญิงก็ทำงานไปพลางมองเจ้าสำนักอย่างชื่นชมหลงใหล “ฮื้อ…หล่อ”

นับตั้งแต่เจ้าสำนักรับมารน้อยนั่นเป็นลูกบุญธรรม เขาก็สะอาดสะอ้านขึ้นมาก มองแล้วไม่ต่างจากจอมยุทธ์ในยุทธภพสักเท่าไหร่ นี่ทำให้พวกนางมองเจ้าสำนักเหมือนอาหารตาปลอบประโลมจิตใจไม่มีผิด มีสตรีบางคนคิดปีนเตียงเจ้าสำนักกลับถูกเจ้าสำนักไล่ตะเพิดออกไปกลางดึก ทำให้พวกนางแค้นใจนักถึงขั้นโกรธแค้น แต่เมื่อจ้านเจียวรู้เรื่องนางก็ไปคุยกับผู้หญิงพวกนั้นว่า “เจ้ามีเงิน เจ้าก็ไปเที่ยวหอคณิกาซิ มีผู้ชายหล่อๆ อีกมากมายพร้อมจะปรนนิบัติเจ้า เจ้าไม่เคยได้ยินหรือมีเงินแล้วจ้างผีโม่แป้งยังได้เลย เจ้าอยากได้ผู้ชายอย่างไรที่หอคณิกาล้วนมีให้เจ้าเลือก ขอเพียงเจ้ามีเงินก็พอ ดังนั้นเจ้าอย่าได้ไปให้ค่าชายแก่อย่างพ่อบุญธรรมของข้าเลย เขาทำเรื่องอย่างว่าเป็นหรือไม่ยังไม่รู้เลย ไม่เช่นนั้นเขาจะยังโสดมาจนถึงทุกวันนี้หรือ”

พวกผู้หญิงฟังแล้วเหมือนบรรลุพระธรรมขึ้นมาทันที ใช่! นางมีเงินแล้วจะเลือกผู้ชายมาเอาใจไม่ได้เชียวหรือ โฮ๊ะๆๆๆ…

หลังจากนั้นพวกผู้หญิงก็ไม่สนใจคิดปีนเตียงเจ้าสำนักอีก พวกนางออกไปขอทานได้เงินมาก็แต่งเนื้อแต่งตัวสวยๆ แล้วไปเที่ยวหอคณิกาชายในเมืองอย่างมีความสุข

หลังจากคุมคนถางที่ดินเสร็จแล้ว จ้านเจียวก็นั่งเกวียนวัวออกไปซื้อข้าวเปลือกเพิ่ม นางไม่กลัวว่าข้าวจะขายไม่ออก ถึงอย่างไรในสำนักก็มีคนมาก แบ่งข้าวให้พวกเขาแลกกับแรงงานจากพวกเขา ข้าวแค่ ¼ เกวียนยังไม่พอเลี้ยงพวกเขาเลย ดังนั้นนางต้องซื้อข้าวเพิ่ม!

ทุกวัน จ้านเจียวจะออกไปตระเวนซื้อข้าว บางวันก็ได้มาน้อย บางวันก็ได้มามาก จนข้าวมีจำนวนมากพอนางจึงเริ่มเปิดร้านขายข้าว

วันแรกที่เปิดร้าน นางก็จุดประทัด ปังๆๆๆๆ…

ผู้คนมองดูร้านขายข้าวแห่งใหม่เปิดขึ้น แต่ก็ไม่มีใครอยากจะไปซื้อข้าวร้านนั้นอยู่ดีเพราะกลัวว่าไออัปมงคลจากร้านขายโลงศพจะติดตัว วันแรกจึงเงียบเหงาไม่น้อย เจ้าสำนักมองดูร้านที่เงียบเหงาเหมือนป่าช้าแล้วเอ่ยว่า “ข้าว่าร้านนี้ของเจ้าคงไปไม่รอดแน่”

“ฮึ! ข้าจะทำให้มันรอด” จ้านเจียวกัดฟันเอ่ยอย่างมุ่งมั่น นางตบๆ มือ แปะๆๆๆ

พลัน! สตรีหลายคนก็เดินออกไป พวกนางถือน้ำชารินแจกผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา พลางร้องเรียก “เร่เข้ามา…เร่เข้ามา…ร้านเรามีน้ำชาแจก เชิญพวกท่านดื่มชาชมการแสดงเจ้าค่ะ”

สตรีคนหนึ่งแต่งตัวทาหน้าเหมือนนักแสดงงิ้ว นางยืนร้องงิ้วอยู่หน้าร้าน บุรุษอีกคนก็ก้าวไปยืนร้องงิ้วคู่กับนาง แสดงท่าทางตามบทละครที่เจ้าสำนักน้อยมอบให้ เป็นเรื่องราวของสาวชาวบ้านกับบัณฑิตยากจนรักใคร่กัน จนวันหนึ่งบัณฑิตยากจนสอบติดจอหงวนก็ถูกหมายตาให้เป็นลูกเขยขุนนางใหญ่ จอหงวนจึงฆ่าสาวชาวบ้านคนนั้น เรื่องราวตัดจบที่สาวชาวบ้านกลายเป็นผีร้าย

“หากทุกท่านอยากดูต่อพรุ่งนี้เชิญมาดูต่อนะเจ้าคะ” สตรีที่แจกน้ำชาเอ่ยแล้วถอยกลับไป ผู้คนที่ยืนชมงิ้วรู้สึกค้างคา ย่อมอยากดูต่อ พวกเขาแยกย้ายกลับไปพลางพูดถึงละครที่ร้านขายข้าวร้านใหม่แสดงให้ชมอย่างปากต่อปาก ข่าวนี้แพร่ออกไปเหมือนไฟลามทุ่ง

ทำให้วันต่อมา มีผู้คนไปรอชมงิ้วหน้าร้านขายข้าวไม่น้อยเลย จำนวนคนน่าจะประมาณครึ่งตลาดได้กระมัง จ้านเจียวมองผลลัพธ์นี้อย่างพอใจ สตรีนักแสดงงิ้วกับบุรุษนักแสดงจึงออกไปร้องงิ้วต่อ ผีร้ายที่ถูกฆ่าตามรังควานจอหงวนคนใหม่จนเขากลายเป็นบ้า สุดท้ายถูกถอดถอนตำแหน่งจอหงวนไป ชีวิตตกอับ ผีร้ายจึงไปสู่สคติได้เสียที

ผู้คนตบมือชอบใจ “เยี่ยม!”

สตรีแจกน้ำชาจึงเอ่ยว่า “วันพรุ่งนี้ร้านเรามีการแสดงเรื่องใหม่ เชิญทุกท่านรอชมนะเจ้าคะ”

“โอ้ ดีๆๆๆ…” ผู้คนชอบใจ ตั้งใจว่าวันพรุ่งนี้จะมารอดูงิ้วอีก บางคนก็ซื้อข้าวจากร้านหงเจียวกลับไปด้วย จ้านเจียวพอใจผลลัพธ์มาก

เจ้าสำนักกระซิบชม “เจ้าทำดีมาก เจ้าคิดแผนนี้ได้อย่างไร?”

“ก็ข้าฉลาดนี่” จ้านเจียวเอ่ยอย่างยกหางตัวเอง หยิบขนมขึ้นกินพลางมองดูคนที่ซื้อข้าว นางขายข้าวราคาเท่ากับร้านอื่นๆ ไม่คิดจะขายราคาต่ำกว่าเพื่อแย่งลูกค้า เพราะการทำเช่นนั้นไม่เป็นผลดีกับร้านนางเลย มีแต่จะผูกใจเจ็บกับเจ้าของร้านอื่นเสียมากกว่า นางจึงใช้การแสดงมาดึงดูดลูกค้าแทน ในเมื่อพวกเขามาชมงิ้วแล้วจะไม่คิดซื้อข้าวจากร้านนางเลยหรือ ย่อมต้องมีคนซื้อบ้างซิ

“พรุ่งนี้งิ้วเรื่องอะไรรึ?” เจ้าสำนักถามอย่างอยากรู้ จ้านเจียวบอก “ท่านก็รอดูพรุ่งนี้ซิ”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!