Skip to content
จันทราค้ำบัลลังก์

จันทราค้ำบัลลังก์ 3

Chapter 3 ลงโทษองค์ชายรอง

“เฮอะ! หากไม่เพราะราชครูเลือกเจ้าเป็นรัชทายาท วันนี้ข้าต้องสับเจ้าเป็นพันเป็นหมื่นชิ้นแน่!” ฮ่องเต้ตวาดอย่างโมโหจัด เขาถีบลูกชายคนรองทีหนึ่ง องค์ชายรองล้มหงายหลังไป พลั่ก!

“อา…เอ่อ…” องค์ชายรองตกใจคิดคำแก้ตัวไม่ทัน ฮ่องเต้ก็ตวาดเรียก “ทหาร! นำตัวมันไปขังในคุกหลวง โบย 50 ครั้ง ขังไว้จนถึงวันพิธีสถาปนา!”

“ไม่นะ ไม่นะเสด็จพ่อ เสด็จพ่อ ข้าผิดไปแล้ว” องค์ชายรองร้องอ้อนวอน ทหารก็เข้าไปจับตัวองค์ชายรองแล้วพาออกไป องค์ชายรองร้องอ้อนวอนไปตลอดทาง “เสด็จพ่อ…ไม่นะพะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้มองตามจนคนลับตาไปแล้วจึงหันไปมองราชครูอย่างละอายใจ ราชครูมองแล้วเบนสายตาไปมององค์ชายสี่ที่อยู่ข้างๆ ฮ่องเต้ นางเบนสายตาไปมองฮ่องเต้อีกครั้งแล้วเอ่ยว่า “เรื่องนี้มีเงื่อนงำ เหตุใดฝ่าบาทจู่ๆ ถึงมาที่นี่ได้? อีกทั้งองค์ชายรองเหตุใดจึงเมามายถึงเพียงนั้น?”

“หยางเอ๋อร์ กลัวว่าข้าจะเบื่อน่ะเขาจึงมาเดินเล่นเป็นเพื่อนข้า” ฮ่องเต้บอกแล้วมองไปทางทิศที่ลูกชายคนรองจากไป “เจ้าเดรัจฉานนี่เมื่อครู่ดื่มเหล้าอยู่กับชิงอวี้จึงพากันมาที่นี่เพื่อให้สร่างเมากระมัง”

“องค์ชายรองเมาจนเสียมารยาท อาหารเหล้าและจานชามทั้งหมดจะต้องนำไปให้หมอหลวงตรวจสอบทั้งหมด” ราชครูบอก องค์ชายสี่มองราชครูมีแววตกใจเล็กน้อย พริบตาต่อมาเขาก็ตั้งสติได้

“ท่านราชครูสงสัยว่ามีคนต้องการใส่ร้ายชิงอวี้งั้นหรือ?” ฮ่องเต้ถาม ราชครูไม่ตอบอะไร นางเบนสายตาไปจ้องมององค์ชายสี่ องค์ชายสี่แสร้งทำนิ่งเฉยไม่รู้เรื่องราวอะไรด้วย ทั้งๆ ที่ในใจร้อนรนจนเหงื่อซึมแผ่นหลังแล้ว

จากนั้นพวกเขาก็ไปตรวจสอบอาหารที่องค์ชายรองกับองค์ชายใหญ่ดื่มกินเข้าไป หมอหลวงไปถึง หลังจากรู้วัตถุประสงค์ที่ถูกเรียกตัวมาก็รีบตรวจสอบอาหารและจานชามทั้งหมดทันที หลังจากตรวจสอบหมดแล้ว หมอหลวงก็กราบทูลว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมได้ตรวจสอบทั้งหมดแล้วพะย่ะค่ะ อาหารและสุราไม่มีปัญหาพะย่ะค่ะ”

“กลับไปเถอะ” ฮ่องเต้โบกมือไล่ หมอหลวงรับคำ “พะย่ะค่ะ”

แล้วเขาก็ถอยออกไป

องค์ชายสี่คิดในใจ ‘แม้ยาม่านถัวหลัว(ต้นลำโพง) จะมีฤทธิ์รุนแรงแต่ก็มีผลเพียงชั่วครู่ สลายไปได้ในพริบตา แน่นอนว่าย่อมตรวจสอบไม่พบ หึๆ’

“ท่านราชครู หมอหลวงตรวจสอบแล้ว ข้อสงสัยคงคลายได้แล้วกระมัง” เขาเงยหน้าขึ้นพูดกับราชครู ราชครูจึงเอ่ยว่า “เป็นข้าเองที่ระแวงมากไป”

องค์ชายสี่มองอย่างท้าทาย ราชครูจึงเดินจากไป ฮ่องเต้มองตามราชครูแล้วเบนสายตากลับมามองจานชามบนโต๊ะแล้วเอ่ยว่า “ข้าก็เหนื่อยแล้ว”

เขาพูดจบแล้วก็ลุกขึ้นเดินกลับตำหนักไป เหล่าขันทีเดินตามไป

องค์ชายสี่มองตามจนเสด็จพ่อลับตาไปแล้ว เขาหันกลับไปมองเหล้าบนโต๊ะแล้วยกจอกเหล้าขั้นมาพลางเอ่ยว่า “ท่านอยากจะปกป้องเขา น่าเสียดายที่มันสายเกินไปแล้ว”

เขายกจอกเหล้าขึ้นดื่มจนหมดจอกแล้ววางจอกลงบนโต๊ะ เหล้าไหลย้อยมุมปาก ดวงตาแสดงแววถือไพ่เหนือกว่าออกมา

ขณะที่องค์ชายรองถูกจับไปที่คุกหลวง เขาดิ้นรนขัดขืนไปตลอดทาง “ปล่อย! ปล่อยข้า! ข้าคือว่าที่ฮ่องเต้นะ พวกเจ้าไสหัวไปให้พ้น!”

ทหารปล่อยมือจากองค์ชายรองขณะที่พวกเขาอยู่บนขั้นบันได องค์ชายรองเดินไปข้างหน้านิดหนึ่งพลางยกมือขึ้นแตะขมับที่กำลังปวดมึนพลางคิดในใจว่า ‘วันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ?’

ขณะที่ก้าวไปข้างหน้า จู่ๆ ขาก็อ่อนแรงจนเซล้มลงไป “อ้า!”

แต่ว่าเบื้องหน้าเขาเป็นบันได เขาจึงเซตกบันไดไป ทหารตกใจร้องลั่น “อ่ะ! องค์ชายๆ”

พวกเขารีบตามไปช่วยพยุง องค์ชายรองตกบันไดหลายขั้น เขากลิ้งหลุนๆ ตกลงไป ศีรษะกระแทกกับขั้นบันไดจนมึนงง “โอย…”

ทหารคนหนึ่งอาศัยจังหวะที่องค์ชายรองยังมึนงงอยู่กระทืบตรงกลางกายองค์ชายรองอย่างแรงด้วยท่าทางที่คล้ายก้าวเท้าพลาดไปทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ปัก!

“โอ๊ย!” องค์ชายรองที่กำลังมึนงงพลันร้องลั่น ความเจ็บปวดตรงกลางกายทำให้เขาฟื้นคืนสติกลับมา เขาร้องเหมือนหมูที่ถูกเชือด “อู้ววววว…”

มือกุมกลางกายเจ็บปวดเกินบรรยาย ทหารรีบเรียกอย่างเป็นห่วงเป็นใย “องค์ชายพะย่ะค่ะ องค์ชาย!”

หลังจากนั้นพวกทหารก็รีบไปรายงานฮ่องเต้ ฮ่องเต้รู้ข่าวก็รีบให้หมอหลวงไปตรวจอาการทันที เหตุการณ์วุ่นวายใหญ่โตจนผู้คนทั้งวังล่วงรู้เรื่องนี้กันทั่ว

เวลาผ่านไป กลางกายที่บาดเจ็บสาหัสก็ไม่อาจฟื้นตัวกลับมา ทั้งยังอักเสบรุนแรงเกินจะเยียวยาได้ หมอหลวงหมดปัญญาจะรักษาได้แต่กราบทูลฮ่องเต้ว่า “องค์ชายรองเอ่อ…สิ้นทายาทแล้วพะย่ะค่ะ”

“อะไรนะ!?” ฮ่องเต้ตกใจยิ่งนัก ครู่ต่อมาเขาก็ตั้งสติแล้วเดินออกไปอย่างเสียใจมาก องค์ชายรองที่นอนรักษาตัวอยู่บนเตียงก็กลัวว่าตัวเองจะถูกถอดออกจากตำแหน่งรัชทายาทเพราะเรื่องนี้ เขากลัวยิ่งนัก กลัวจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ทำให้สุขภาพยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก

ณ ตำหนักองค์ชายสี่ ขันทีรายงานว่า “องค์ชายรองด้วนแล้วพะย่ะค่ะ”

องค์ชายสี่ที่กำลังวาดภาพอยู่ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ชิงเหิงด้วนแล้ว?”

“พะย่ะค่ะ หลังจากนี้ไร้ทางมีทายาทแล้วพะย่ะค่ะ” ขันทีกราบทูล องค์ชายสี่เงยหน้ามองขันทีแล้วพูดทวนว่า “ชิงเหิงด้วนแล้ว ไร้หนทางมีทายาท”

ขันทีพยักหน้า องค์ชายสี่ยิ้มชอบใจ “ใต้หล้านี้ท้ายที่สุดก็ยังเป็นของข้า”

เขานึกถึงตัวอักษรบนกระดาษที่เก็บได้ในเรือนไป๋ชิง ‘ราชวงศ์ต้าชิงรัชสมัยที่ 9 เยว่เป็นบริวาร บุตรเป็นจ้าว จึงจะสงบสุข’

“หึ” เขาหัวเราะทีหนึ่งแล้วให้ขันทีออกไป องค์ชายสี่นึกถึงถ้อยคำนั้นอีกครั้ง ‘เยว่เป็นบริวาร บุตรเป็นจ้าว’

“หึ ที่แท้บุตรของชิงเหิงต่างหากที่เป็นรัชทายาท จิ่วเยว่นะจิ่วเยว่ ท่านจะให้ข้ายอมได้อย่างไร” เขายิ้มเยาะแล้วจรดพู่กันลงบนกระดาษ แต้มสีแดงลงไปบนภาพ “ข้าชิงหยางต่างหากที่เป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่จะปฏิรูปกฎหมายสร้างแผ่นดิน”

เขาวางพู่กันลงบนแท่นวางพู่กันแล้วแตะนิ้วบนสตรีไร้ใบหน้าในภาพ “จิ่วเยว่ ชิงเหิงไร้น้ำยาแล้ว ไม่อาจมีทายาทได้อีก การชิงบัลลังก์นี้ไม่มีผู้ใดอื่นแล้ว ท่านเลือกข้าเถอะ มีเพียงข้าที่จะครอบครองท่านร่วมกันปกครองใต้หล้ากับท่านได้ หึๆๆๆ…”

ทันทีที่เขาพูดจบ ราชครูก็ถือกระบี่เข้าไปในห้อง นางชี้ปลายกระบี่ไปที่ลำคอองค์ชายสี่ “ชิงหยาง!”

“จิ่วเยว่” องค์ชายสี่เรียกพลางยิ้มให้ ราชครูจ้องหน้าเขา สีหน้านางเรียบเฉย แต่ดวงตาดุวาวพลางพูดว่า “ชิงเหิงถูกลอบทำร้าย ร่างกายพิการแล้ว”

“โอ๋?” องค์ชายสี่ทำหน้าประหลาดใจแล้วพูดว่า “เช่นนั้นเขาก็คงประมาทเกินไป”

“ข้าเสียใจนักที่ตอนแรกเห็นว่าเจ้าพอจะสั่งสอนได้ ไม่คิดว่าไม่ได้เจอกัน 10 กว่าปีเจ้ากลับไม่มีความเมตตาเลยแม้แต่น้อย ถึงกลับกล้าลงมือทำร้ายพี่ชายแท้ๆ ได้” ราชครูพูดอย่างผิดหวังนัก องค์ชายสี่ถามกลับ “พี่ชายแท้ๆ?”

เขาลุกขึ้นยืนพูดว่า “ท่านลองถามไอ้ด้วนผู้นั้นดูซิว่าเขาเคยเห็นข้าเป็นน้องชายบ้างหรือไม่”

เขาเดินไปหยุดยืนข้างหลังราชครู มองไปที่ขื่อของตำหนัก ภาพผ้าขาวห้อยลงจากขื่อปรากฏขึ้นในห้วงความคิด

“ท่านแม่ข้าตายอยู่ใต้ขื่อไม้” เขาพูดอย่างแค้นใจนัก น้ำเสียงเนิบนาบ “นางเปลือยกายไร้เสื้อผ้า ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล นางถูกแขวนอยู่บนนั้น แกว่งไป…แกว่งมา… พวกเขา ชิงเหิงกลับเอาเรื่องนี้มาเป็นเรื่องสนุกสนาน แม้นางตายไปแล้วพวกเขาก็ยังไม่ยอมปล่อยนาง พวกเขาเอาศพนางไปเล่นสนุกกัน”

เขาหันกลับไปจ้องหน้าราชครูอย่างเจ็บแค้นใจ “ท่านราชครู ในวังแห่งนี้ แม้แต่แมว แม้แต่หมาก็ดูถูกเหยียดหยามเราแม่ลูกได้ตามใจชอบ ท่านว่าข้าโหดเหี้ยม ให้ข้ามีเมตตา ฮ่าๆๆๆ…หากไม่เคยลิ้มรสความทุกข์ ท่านก็อย่าสอนให้ข้าเป็นคนดี ท่านบอกให้ข้าไม่เกลียด ข้าจะไม่เกลียดได้อย่างไร!”

เขาพูดอย่างเจ็บแค้นนัก “ข้าต้องแย่งชิงให้ได้ ข้าจะขึ้นไปครองบัลลังก์สูงสุดนั่น ขึ้นเป็นฮ่องเต้ เพราะมีเพียงวิธีนี้ถึงจะกุมอำนาจตัดสินชีวิตและทรัพย์สินไว้ในมือตัวเองได้”

“แต่ตำแหน่งนี้ไม่ได้เป็นของเจ้า” ราชครูเอ่ย องค์ชายสี่เรียก “จิ่วเยว่ ท่านยังจำได้หรือไม่ตอนที่เราพบกันครั้งแรก”

ราชครูคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “จำไม่ได้”

“ไม่เป็นไร ท่านจำไม่ได้ แต่ข้าจำได้” องค์ชายสี่เอ่ยแล้วพูดว่า “ข้าจะทำทุกวิถีทางเพื่อขึ้นเป็นองค์รัชทายาทได้ครองบัลลังก์เป็นฮ่องเต้ ข้าต้องการท่าน อยากได้ท่าน ต้องการให้ท่านมองเพียงข้า ท่านต้องเป็นเพียงของข้าแต่เพียงผู้เดียว แล้วให้ไพร่ฟ้าประชาชนทั้งแผ่นดินมาสยบแทบเท้าของข้า”

องค์ชายสี่พูดอย่างคับแค้นใจยิ่งนัก ราชครูจึงพูดขัดว่า “เจ้ามีพลังความหายนะครอบงำ ตามการทำนายของหยกดวงชะตาหากเจ้าเป็นผู้ปกครอง ต้าชิงย่อมต้องล่มสลายเป็นแน่”

“ล่มก็ล่ม แล้วอย่างไรล่ะ!?” องค์ชายสี่ถามเสียงสูง “ต่อให้ต้าชิงล่มสลายข้าก็ยังคงเป็นฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่สร้างแว่นแคว้นที่เกรียงไกรได้”

เขาพูดอย่างไม่สนใจสิ่งใด ราชครูมองดูเขา มองดูท่าทางเขาที่เกลียดชังฝังลึก องค์ชายสี่จึงถาม “อะไร? ท่านไม่ยอมเชื่อข้าหรือ?”

“หรือเจ้าต้องการให้ข้าเอาชีวิตของประชาชนนับหมื่นเป็นเดิมพันรวมถึงรากฐานต้าชิงที่สั่งสมมาพันปีให้เจ้าสร้างแคว้นของเจ้าหรือ?” ราชครูถาม สีหน้าผิดหวังยิ่งนัก องค์ชายสี่เอ่ย “จิ่วเยว่ หากไม่มีท่านข้าอาจจะตายไปนานแล้ว นอกจากท่านแม่ข้าก็มีแค่ท่านเท่านั้นที่ห่วงใยข้า ข้าไม่อยากให้ท่านโกรธข้า ข้าไม่อยากให้ท่านช่วยเหลือคนอื่น ท่านเลือกข้าเป็นองค์รัชทายาท ให้ข้าขึ้นครองบัลลังก์ ข้าจะต้องเป็นฮ่องเต้ผู้ทรงปัญญาแน่ เช่นนี้ไม่เป็นการดีทั้งสองฝ่ายหรอกหรือ?”

ขณะที่พูดเขาก็ก้าวเข้าไปใกล้ราชครู วางมือบนไหล่นาง ราชครูมองเขาแล้วเอ่ยว่า “ช่างเหลวไหลสิ้นดี!”

องค์ชายสี่สะอึกไป “เช่นนั้นก็ไม่มีทางเลือกแล้ว ชิงเหิงด้วนไปแล้ว ไม่อาจมีทายาทได้อีก ตำแหน่งรัชทายาทก็แทบไร้ความหมาย เชิญท่านราชครูกลับไปเถิด อย่างไรเสียท่านอยู่ที่นี่ ก็หาหลักฐานใดๆ ไม่ได้อยู่แล้ว”

เขาหันหลังไปไม่อยากมองนาง ราชครูมองเขาแล้วหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา ถามว่า “เจ้าเคยเห็นสิ่งนี้ที่เรือนไป๋ชิงใช่หรือไม่?”

“หึ” องค์ชายสี่ยิ้มเยาะทีหนึ่ง “นี่ท่านทำตกไว้เอง ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า”

เขาหันกลับไปมองนางอีกครั้งแล้วพูดว่า “สวะอย่างชิงเหิง หากไม่ใช่เพราะท่านแม่ของเขาคือฮองเฮาคนปัจจุบัน ข้าคงฆ่าเขาไปนานแล้ว”

เขายื่นมือไปลูบแก้มนาง ราชครูปัดมือเขาออก องค์ชายสี่จึงดึงนางเข้าไปกอด พลางพูดข้างหูนางว่า “ท่านคิดใช้ชิงเหิงเป็นเป้าล่อเพื่อปกป้องรัชทายาทที่ยังไม่เกิดมาซินะ”

ราชครูที่กำลังยกมือขึ้นจะผลักเขาออกพลันชะงักงันไป องค์ชายสี่เบนสายตามองหน้านาง จมูกเขาแทบจะถูกแก้มนางอยู่แล้ว เขาพูดต่อว่า “จิ่วเยว่ ท่านช่างน่ารักเสียจริง”

ราชครูยิ่งโมโห นางจึงดิ้นขัดขืน พร้อมกับวาดกระบี่ขึ้นมาใส่เขา องค์ชายสี่เบี่ยงตัวหลบ ปลายกระบี่จ่อที่ลำคอเขาทำให้เขาชะงักไป เขาจ้องหน้านางที่เต็มไปด้วยแววโกรธเคืองพลางถาม “จิ่วเยว่ ท่านจะลงมือเพื่อแก้แค้นให้เขาหรือ?”

“แม้ชาติกำเนิดของเจ้าจะน่าสงสาร แต่หน้าที่ของข้าคือการปกป้องประชาชนใต้หล้า คุ้มครองต้าชิง” ราชครูพูดขณะที่ชี้กระบี่จ่อคอเขา องค์ชายสี่มองนางแล้วเอ่ยว่า “หากท่านต้องการชีวิตข้าจริงๆ”

เขาใช้มือกำปลายกระบี่ จนคมกระบี่บาดมือเลือดไหล พลางเอ่ยว่า “ข้าก็ยอมให้ท่านฆ่าด้วยความเต็มใจ”

เขาเลื่อนปลายกระบี่ไปที่หน้าอกตรงตำแหน่งหัวใจพลางเอ่ย “จิ่วเยว่”

เขาจับปลายกระบี่กดลงตรงตำแหน่งนั้นพลางเอ่ยท้าทาย “เอาซิ”

ทั้งสองจ้องหน้ากัน เงียบงันกันไปครู่หนึ่ง องค์ชายสี่มองอย่างท้าทายไม่เลิกรา ราชครูจึงเสือกกระบี่ใส่อกเขา ฉึก!

“อึก!” องค์ชายสี่ร้องคำหนึ่ง มือถูกกระบี่บาดลึกมากขึ้น เลือดไหลอาบมือ ปลายกระบี่จมลงไปในผิวเนื้อจนเลือดไหลอาบเสื้อ เขาเบิกตาโตมองหน้านางอย่างคิดไม่ถึงว่านางจะลงมือแทงเขาจริงๆ ขณะนั้นภาพวัยเด็กผุดขึ้นมาในห้วงความคิด

ตอนนั้น องค์ชายรองกำลังรังแกองค์ชายสี่ องค์ชายรองถือท่อนไม้ในมือ พลางเอ่ยว่า “เจ้าเด็กนอกคอก แม่เจ้าก็เป็นเพียงนางกำนัลแพศยา ข้าเกลียดเจ้า”

เขาเงื้อไม้ขึ้นฟาดลงไป ผั๊วะ! ผั๊วะ! ผั๊วะ!

“อย่าตีข้า ฮือๆ พอแล้ว หยุดเถิด อย่าตีข้า…ฮือๆ…” องค์ชายสี่ได้แต่ขอร้องจนน้ำตาไหลอาบแก้ม เขาขดตัวเนื้อตัวสั่นเทาราวกับลูกนก “เจ็บๆ…ฮือๆๆ…อย่าตีอีกเลย ฮือๆๆๆ…”

“ฮ่าๆๆๆ ตีได้ดีจริงๆ” ขันทีที่ยืนดูอยู่หัวเราะชอบใจ

“ฮือๆๆ…หยุดตีเถิด ฮือๆๆๆ…” องค์ชายสี่ร้องไห้ขอร้องน้ำตาอาบแก้ม

ขันทีเหลือบเห็นราชครูเดินมา เขารีบบอกองค์ชายรองว่า “หยุดตีก่อนพะย่ะค่ะ”

องค์ชายรองหยุดตี เขาเงยหน้ามองไปเห็นราชครูก็ตกใจ “ท่านราชครู”

องค์ชายสี่เห็นราชครูก็รีบลุกขึ้นถลาไปหานางทันที “ท่านราชครู”

ราชครูยอบตัวลงจนใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกับเด็กชาย นางยื่นมือไปจับแก้มเขาอย่างมีเมตตา “ชิงหยาง เจ้าอยู่ในราชวงศ์ต้าชิง เจ้าไม่อาจครองต้าชิง เจ้า…ต้องตาย”

พลัน! เขารู้สึกเจ็บจนร้องออกมา “อึก!”

กระบี่แทงร่างเขาจนปลายกระบี่ทะลุแผ่นหลัง เขามองใบหน้านางที่กำลังยิ้มแย้มให้เขา ขณะที่มือของนางกลับกุมด้ามกระบี่แทงเขาอย่างไม่ปราณี

บนเตียง เปลือกตาองค์ชายสี่ขยับไหวเป็นสัญญาณฟื้นตื่น เขาสะดุ้งเฮือกลืมตาโพลงขึ้นมา หมอหลวงเห็นองค์ชายสี่ลืมตาขึ้นมาก็ดีใจ เขารีบหันไปกุมมือรายงานว่า “ฝ่าบาท องค์ชายสี่ฟื้นแล้วพะย่ะค่ะ”

“ดีๆ” ฮ่องเต้พยักหน้าแล้วโบกมือให้หมอหลวงถอยไป หมอหลวงรีบถอยออกไปทันที ฮ่องเต้ลุกไปนั่งข้างเตียง “หยางเอ๋อร์ เจ้าฟื้นแล้ว จำได้ไหมว่าเมื่อหลายวันก่อนเกิดอะไรขึ้น?”

‘หลายวันก่อน’ องค์ชายสี่คิดในใจ องค์ชายใหญ่เอ่ยขึ้นว่า “น้องสี่ เจ้าบาดเจ็บสลบไปหลายวัน เจ้าสลบหมดสติพร้อมกับท่านราชครูอยู่ในตำหนักด้วยกัน”

“หา?” องค์ชายสี่ตกใจรีบลุกขึ้น น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแหบแห้งยิ่ง “แล้วท่านราชครูล่ะ?”

“ราชครูบาดเจ็บสาหัส ไม่อนุญาตให้ใครเข้าพบ นับตั้งแต่ก่อตั้งแคว้นต้าชิงมา ราชครูไม่เคยได้รับบาดเจ็บเลย เจ้ารีบพูดมา เมื่อหลายวันก่อนเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ฮ่องเต้ถามอย่างร้อนใจ องค์ชายสี่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ภาพผุดขึ้นในสมอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!