Skip to content
ปกดวงใจไฟซาล

ดวงใจไฟซาล 4

Chapter 4 งัดข้อกับคนสัมภาษณ์งาน

แล้วเธอก็ทำเฉยไม่สนใจท่าทางของเพื่อน

พรพรรณตวัดตาค้อนใส่แล้วก็หันไปยิ้มให้คนสัมภาษณ์งาน

ชายตาสีฟ้ามองสองสาวด้วยสีหน้าเรียบเฉยแล้วก็บอกว่า “คุณตั้งใจมา ส่วนคุณคนนี้ไม่ตั้งใจมา”

พรพรรณหน้าเหวอนิดๆ แอบตวัดตาค้อนใส่เพื่อนทำปากขมุบขมิบถาม “นี่แกพูดอะไรไปบ้างย่ะ”

“แล้วคุณรู้รายละเอียดเกี่ยวกับงานนี้รึยัง” ชายตาสีฟ้าถาม

“โน” / “เยสเซอร์” 2 สาวตอบพร้อมกันอีก

พรพรรณหันไปถลึงตาใส่เพื่อน ทำปากขมุบขมิบ “ไอ้ไผ่!”

“โอเค ไม่เป็นไร ถ้าคุณยังไม่รู้ ผมก็จะได้บอกอย่างละเอียดทีเดียวเลย” ชายตาสีฟ้าบอกพลางปรายตามองพรพรรณแล้วก็จ้องหน้าไผ่หวาน “หน้าที่ของพวกคุณคือดูแลลูกสาวของผมกับหลานสาวของผมตลอด 24 ชั่วโมง ค่าจ้างวันละ 300 ดอลล่าร์ USA หยุดทุกวันอาทิตย์ มีที่พักให้พร้อมอาหาร 3 มื้อ”

พรพรรณพยักหน้ารับรู้ แอบนอยนิดๆ ว้าแต่งงานแล้วเหรอ ไม่น่าเลยอ่ะพ่อรูปหล่อ

“แล้วเด็กอายุเท่าไหร่คะ” ไผ่หวานถาม

“ลูกสาวผม 15 ปี ส่วนหลานสาวอายุ 14 ปี” ชายตาสีฟ้าตอบ

“แล้วหน้าที่ดูแลนี่ครอบคลุมเรื่องอะไรบ้างคะเซอร์” พรพรรณถามบ้าง

“ก็ทั่วๆ ไป ช่วยแต่งตัวเป็นเพื่อนคุยเพื่อนเล่นกับพวกเด็กๆ เด็กๆ ไปไหนพวกคุณก็ต้องไปด้วย” ชายตาสีฟ้าตอบ

“รวมสอนหนังสือสอนการบ้านด้วยรึเปล่าคะเซอร์” ไผ่หวานถาม

“ไม่รวม นั่นเป็นหน้าที่ของครู” ชายตาสีฟ้าตอบพร้อมกับมองทั้ง 2 สลับไปมา ก็หวังว่าทั้ง 2 คนคงจะทนฤทธิ์ลูกกับหลานได้ล่ะมั้ง

ไผ่หวานกับพรพรรณพยักหน้ารับรู้แล้วก็หันไปมองหน้ากันเอง

พรพรรณทำมือถาม “โอเคป่ะ”

ไผ่หวานทำปากขมุบขมิบตอบ “เดี๋ยว”

แล้วเธอก็ถามคนสัมภาษณ์ว่า “แล้วทำไมต้องระบุเงื่อนไขว่าต้องหน้าตาขี้เหร่ด้วยคะ”

“เพราะผมขี้เกียจหาพี่เลี้ยงใหม่อีกน่ะซิ ถ้ารับคนหน้าตาดีเข้ามาทำงาน ทำไปได้ซักพักก็ขอลาออกไปแต่งงานซะแล้ว อีกอย่างลูกสาวผมกับหลานสาวผมจะได้เลิกคิดว่าพ่อกับอาจ้องจะหาแม่เลี้ยงให้พวกเขาซะที” ชายตาสีฟ้าบอกเหตุผลยาวเหยียดแล้วก็ถามว่า “สรุปว่าคุณ 2 คนตกลงทำงานไหม”

2 สาวหันไปมองหน้ากันเองแล้วก็ตอบพร้อมกันว่า “เยสเซอร์”

ชายตาสีฟ้าพยักหน้ารับรู้แล้วก็บอกว่า “ถ้างั้นเดี๋ยวคุณเอาพาสปอร์ตไปให้เจ้าหน้าที่นะ เขาจะได้ร่างสัญญาจ้างงานแล้วก็ทำใบอนุญาตเข้าทำงานที่เปวาสให้พวกคุณ พอเสร็จแล้วพวกคุณก็เก็บกระเป๋าเดินทางไปเปวาสกับผมวันมะรืนได้เลย”

“อะไรนะเซอร์! ไปเปวาสเหรอ” ไผ่หวานถามเสียงสูง

“ใช่” ชายตาสีฟ้าพยักหน้า

“อ้าว ไม่ได้ทำงานที่นี่เหรอคะ” พรพรรณถามบ้าง

“ไม่ใช่ พวกคุณต้องไปทำงานที่เปวาส เพราะลูกกับหลานผมอยู่ที่เปวาส สัญญาจ้างปีต่อปี พวกคุณโอเคไหม ถ้าไม่ก็เชิญ ผมจะได้เรียกคนอื่นมาสัมภาษณ์แทน”

2 สาวหันไปปรึกษากัน “เอาไงดีแก”

“ลองไปทำดูก่อนเถอะแก ถ้าไม่เวิร์กก็กลับ” พรพรรณยุเพื่อน ก็เธอดันหลงเสน่ห์หนุ่มหล่อเข้าจังเบ้อเร่อ ถึงจะเป็นพ่อหม้ายลูกติดแต่หล่อขนาดนี้เธอสนเต็มร้อยเลยล่ะ “อีกอย่างรับรองว่านายกรนรกนั่นตามหาพวกเราไม่เจอแน่ ตอนนี้คุณพ่อแกยังหลงใหลได้ปลื้มคิดว่ามันเป็นเทพบุตรแกก็ควรจะหลบไปก่อนดีกว่าไอ้ไผ่เชื่อฉันเถอะ งานนี้แหละเวิร์กสุดแล้ว ค่าจ้างก็ดี นายจ้างก็ดูท่าทางใจดีออกนะแก”

ไผ่หวานคิดหนัก

“ตกลงว่ายังไง จะทำหรือไม่ทำ” ชายตาสีฟ้าถามเสียงเรียบ

พรพรรณกล่อมเพื่อนสุดฤทธิ์ “นะๆๆๆ แกไปเป็นเพื่อนฉันนะ พลี๊สสสสสส…”

ไผ่หวานพยักหน้า “ก็ได้”

พรพรรณดีใจ “เยส!”

เธอโผกอดเพื่อนหอมแก้มอย่างเคยชิน “แต๊งกิ้วเพื่อนเลิฟ”

ชายตาสีฟ้ามองอย่างอึ้งๆ เพราะปกติผู้หญิงประเทศเขาไม่เคยแสดงกริยาอย่างนี้ต่อหน้าผู้ชาย

ไผ่หวานดันเพื่อนออกอย่างเขินๆ ก็ถูกหอมแก้มต่อหน้าผู้ชายตั้งหลายคน แต่ละคนทำหน้าช็อคอย่างเห็นได้ชัด

“แก อายเขา” เธอสะกิดเพื่อนพลางบุ้ยปากบอก “ดูดิๆ”

พรพรรณผละออกแล้วหันไปยิ้มเจื่อนๆ “ตกลงพวกเราทำงานนี้ค่ะเซอร์”

“โอเคครับ ยินดีที่ได้ร่วมงาน” ชายตาสีฟ้าพยักหน้าให้ทั้ง 2 คน

2 สาวยิ้มตอบ “ยินดีเช่นกันค่ะเซอร์”

“ถ้างั้นเดี๋ยวพวกคุณเอาพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่เลยนะ” ชายตาสีฟ้าบอกแล้วก็ลุกขึ้นเดินออกไปทางประตูด้านหลัง

บอดี้การ์ดทั้ง 2 ก็รีบเดินตามไป

“คนอะไรหล๊อ…หล่อ” พรพรรณเคลิ้มตาหวาน

“หล่อน่ะหล่ออยู่หรอกแต่หน้าดุชะมัด” ไผ่หวานพึมพำ

สักพักเจ้าหน้าที่ก็เดินเข้ามาบอกว่า “เชิญทางนี้ค่ะ”

2 สาวจึงลุกขึ้นเดินตามเจ้าหน้าที่ไป

เจ้าหน้าที่พาทั้ง 2 ไปนั่งที่ห้องรับแขก แล้วก็บอกว่า “ขอพาสปอร์ตด้วยค่ะ”

“เดี๋ยวพวกเราเอามาให้ได้ไหมคะ” ไผ่หวานบอกแล้วก็หันไปปรึกษากับเพื่อน “เอาไงดีล่ะแก พาสปอร์ตฉันอยู่ที่บ้าน ฉันยังไม่อยากเข้าบ้านไปให้พ่อเห็นหน้าซะด้วยซิ เดี๋ยวโมโหมากๆ ความดันขึ้นช็อคไปล่ะแย่เลย”

“ของฉันก็อยู่บ้าน แล้วไอ้พวกนั้นมันก็ยังเฝ้าอยู่ เข้าไปเมื่อไหร่โดนมันอุ้มแน่ โอ๊ย! ทำไงดีล่ะเนี่ย” พรพรรณดึงผมตัวเองหน้าเครียด แล้วก็หันไปถามเจ้าหน้าที่ว่า “วันมะรืนพวกเราเอามาให้ได้ไหมคะ”

เจ้าหน้าที่ส่ายหน้า “ไม่ได้ค่ะ ต้องวันนี้ค่ะ เพราะวันมะรืนท่านก็จะเดินทางแล้ว ถ้ารอวันมะรืนคงไม่ทันแน่ค่ะ”

แล้วเธอก็ตำหนิว่า “ทางเราก็แจ้งในประกาศสมัครงานแล้วนะคะว่าต้องเตรียมเอกสารมาให้ครบ พวกคุณไม่เตรียมเอกสารมาให้ครบอย่างนี้ดิฉันก็โดนท่านตำหนิแย่เลยค่ะ แล้วท่านก็ไม่ใช่จะรับใครทำงานง่ายๆ ซะด้วย คนอื่นที่เตรียมเอกสารมาครบท่านก็ไม่รับ ทำไม๊…ทำไมจะต้องมารับพวกเอกสารไม่ครบอย่างพวกคุณด้วยนะ เฮ้อ!…”

2 สาวหน้าเจื่อน “เอาไงดีล่ะแก”

“นั่นดิเอาไงดี ทำพาสปอร์ตใหม่ก็ต้องพรุ่งนี้ กว่าจะได้เล่มก็ตอนบ่าย” ไผ่หวานคิดหนัก ไม่ได้คิดหนักเพราะกลัวไม่ได้ไปทำงานหรอกนะ แต่คิดหนักเพราะตัวเองดันเป็นต้นเหตุให้คุณเจ้าหน้าที่ถูกตำหนินี่ซิ เธอเกรงใจสุดๆ

“คงต้องไปถามท่านแล้วล่ะว่าจะทำยังไงดี ตอนนี้มี 2 ทางเลือกคือให้ท่านรับคนใหม่หรือไม่ก็รอส่งพวกคุณตามไปทีหลัง แย่จริงๆเลย!” เจ้าหน้าที่บ่นพึมพำแล้วก็เดินออกไป

พอเจ้าหน้าที่ออกไปแล้วพรพรรณก็บ่นกระปอดกระแปด “ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะว่าจะต้องไปทำงานที่ประเทศเปวาสน่ะ”

ไผ่หวานสะกิดเพื่อน “เออแก…แล้วประเทศเปวาสนี่มันอยู่ส่วนไหนของโลกอ่ะ”

“ไม่รู้ดิ” พรพรรณส่ายหน้าแล้วก็เหลือบไปเห็นแผนที่ประเทศเปวาสบนผนัง เธอเดินไปดูใกล้ๆ

ไผ่หวานมองตามเพื่อนแล้วก็เดินไปดูอีกคน “อยู่ตรงไหนน้า”

“นี่อินเดีย” พรพรรณชี้

“นั่นปากีสถาน” ไผ่หวานชี้อีกด้าน

2 สาวมัวแต่ดูแผนที่จนไม่รู้ว่ามีคนเข้ามาในห้อง

“เปวาสเป็นประเทศเล็กๆ อยู่ระหว่างอินเดียกับปากีสถาน ติดกับเทือกเขาหิมาลัย” เสียงทุ้มบอกข้างหลัง

“อุ้ย!” 2 สาวสะดุ้ง! หันไปมอง ก็เห็นคนสัมภาษณ์พวกเธอยืนอยู่ข้างหลัง

“เจ้าหน้าที่บอกว่าพวกคุณไม่มีพาสปอร์ตงั้นรึ” ชายตาสีฟ้าถามน้ำเสียงหงุดหงิด

ส่วนเจ้าหน้าที่หน้าเจื่อนอย่างกลัวถูกตำหนิ ดูจากท่าทางแล้วน่าจะถูกเจ้านายตำหนิไปแล้วด้วยมั้ง ไผ่หวานมองอย่างคาดเดา เธอส่งสายตาขอโทษอย่างรู้สึกผิด พลางคิดว่าไม่น่ามาสมัครงานเลยเรา สร้างปัญหาให้คนอื่นเขาจนได้ซิ…

ดวงตาสีฟ้าทันเห็นแววสำนึกผิดก็นึกใจอ่อน

“ท่านคงต้องสัมภาษณ์คนใหม่หรือไม่ก็ให้พวกเธอตามไปทีหลังจะดีกว่าไหมคะ” เจ้าหน้าที่เสนอความคิด

ชายตาสีฟ้าหันขวับไปจ้องเจ้าหน้าที่ตาดุ “ไม่สัมภาษณ์ใครแล้ว ผมไม่ว่าง”

“เยสเซอร์ๆ” เจ้าหน้าที่รับคำก้มหน้างุดๆ ท่าทางเหมือนอยากจะร้องไห้

“แล้วส่งพวกเธอตามไปทีหลังทำไมให้เปลืองค่าตั๋ว รึว่าคุณจะออกค่าตั๋วให้พวกเธอผมจะได้หักเงินเดือนคุณเป็นค่าตั๋วอย่างที่คุณเสนอซะเลย ก่อนจะพูดจะเสนออะไรคิดซะก่อน” ชายตาสีฟ้าพูดเสียงดุ

เจ้าหน้าที่ได้แต่พยักหน้ารับงุดๆ

ไผ่หวานได้แต่มองอย่างสำนึกผิดที่เป็นต้นเหตุให้คนอื่นถูกเจ้านายตำหนิ “ขอโทษนะคะเซอร์ ฉันผิดเองแหละค่ะที่ไม่เตรียมเอกสารมาให้ครบ คุณอย่าว่าลูกน้องคุณเลยค่ะ ถ้าคุณจะต่อว่าใครคุณควรจะต่อว่าฉันมากกว่าค่ะ ฉันผิดเองค่ะ ขอโทษค่ะ”

เธอไหว้เขา

ชายตาสีฟ้าหันขวับไปจ้องเธอตาดุ “ผมกำลังพูดกับคนของผมอยู่ ไม่เกี่ยวกับคุณ”

ไผ่หวานโกรธปรี๊ด! เธอลดมือลงฉับ! แว๊ดใส่เขาว่า “ทำไมจะไม่เกี่ยวคะ! ก็ในเมื่อต้นเหตุมันมาจากฉันไม่ได้เตรียมเอกสารมา คนผิดก็คือฉัน คุณต่อว่าลูกน้องคุณมันจะถูกเรื่องรึ!”

พรพรรณตะลึง! เวรกรรม! ยัยเจ้านายฉันแผงฤทธิ์ซะแล้ว!

ส่วนเจ้าหน้าที่กับบอดี้การ์ดต่างก็พากันตะลึง! อึ้ง! กันถ้วนหน้า ก็ใครจะคิดล่ะว่าคนมาสมัครงานจะกล้าขึ้นเสียงตวาดใส่เจ้านายพวกเขาแบบนี้ โอย! ตายๆๆๆ แม่คนนี้หาเรื่องกระตุกหนวดเสือชัดๆ

คนถูกแว๊ดตาดุวาว ไม่เคยมีใครกล้าขึ้นเสียงแบบนี้ใส่เขาเลยสักคนเดียว! ฮึ่ม! แม่คนนี้ช่างบังอาจนักเชียว!

“ไอ้ไผ่ใจเย็นๆ ก่อน แกมาสมัครงานนะโว๊ย!” พรพรรณรีบรั้งเพื่อนไปเตือนสติ

“แกก็ฟังเขาพูดซิย่ะ จะไม่เกี่ยวกับฉันได้ไง” ไผ่หวานพูดกับเพื่อนเสียงแข็งอย่างคุมอารมณ์ไม่อยู่ เธอจงใจพูดเป็นภาษาอังกฤษให้เขาฟังด้วย “พวกเราไม่มีพาสปอร์ตแต่เขากลับด่าลูกน้องซะงั้น เป็นเจ้านายประสาอะไรไม่รู้จักแยกแยะมั่งเลยว่าใครผิดใครถูก ด่าไปหมดแบบนี้ไม่แฟร์เลยนี่หว่า ถ้าอยากจะด่าพวกเราก็ด่ามาตรงๆ เลยดีกว่าฉันไม่ชอบที่เขาด่าคนอื่นกระทบพวกเราแบบนี้หรอกนะ!”

คนถูกว่าตาดุวาววับ! โกรธจัดจนควันออกหู “นี่คุณ!”

“ทำไมๆ คุณจะว่าอะไรฉันก็ว่ามาเลย!” ไผ่หวานจ้องหน้าอย่างเอาเรื่อง

“ไอ้ไผ่ใจเย็นๆ” พรพรรณดันเพื่อนให้ถอยห่างจากอีกฝ่าย

คนหน้าหล่อยืนโกรธจัดกำมือแน่น เขาชี้ไปที่พรพรรณพลางสั่งลูกน้องว่า “พาคุณคนนี้ออกไป! แล้วทุกคนออกไปให้หมดเดี๋ยวนี้!”

“เยสเซอร์” ทุกคนรับคำ บอดี้การ์ดปราดเข้าไปจับแขนพรพรรณตามคำสั่งเจ้านาย

“เฮ้ยๆ อะไรกันพวกคุณ! ปล่อยฉันนะ!” พรพรรณตกใจดิ้นสู้สุดฤทธิ์

“เฮ้! ปล่อยเพื่อนฉันนะ!” ไผ่หวานตวาดลั่น! พยายามช่วยเพื่อนสุดแรง

คนหน้าหล่อเดินเข้าไปล็อคตัวไผ่หวานเอาไว้ “คุณมานี่!”

“เฮ้ย! ปล่อยฉันนะ เรื่องไรมาจับฉันแบบนี้! ปล่อย!” ไผ่หวานโวยวายดิ้นสู้ให้หลุดจากการถูกล็อคตัว

บอดี้การ์ดทั้ง 2 ช่วยกันหิ้วพรพรรณออกไปตามคำสั่ง คนถูกหิ้วทั้งร้องทั้งดิ้น “ปล่อยนะ! จะพาฉันไปไหน! แล้วนั่นจะทำไรเพื่อนฉัน! ฉันแจ้งตำรวจนะ อย่าทำไรเพื่อนฉันนะ!”

เจ้าหน้าที่ก็ช่วยดันหลังพรพรรณออกไปพร้อมกับปิดประตูห้องให้ด้วย

ไผ่หวานโวยวายลั่นห้อง! “จะพาเพื่อนฉันไปไหน! ปล่อยเพื่อนฉันนะ! ถือว่าเป็นท่านทูตแล้วจะรังแกคนอื่นได้รึไงห๊ะ!”

“ไม่ต้องห่วงเพื่อนคุณหรอก ห่วงตัวเองก่อนดีกว่าไหมว่าจะเป็นยังไงต่อไปน่ะ ไม่เคยมีใครกล้าว่าผมแบบนี้เลยสักคน คุณบังอาจมากนะที่กล้าว่าผมแบบนี้น่ะ” ชายตาสีฟ้าบอกเข่นเขี้ยว

ไผ่หวานเอี้ยวคอไปมองคนข้างหลังขวับ “ทำไมๆ คุณจะทำอะไรฉันเหรอ แน่จริงก็ปล่อยฉันซิ ถึงตัวจะใหญ่กว่าก็อย่าคิดว่าฉันจะกลัวคุณนะ!”

“คุณนี่ปากเก่งเหลือเกินนะ!” ชายตาสีฟ้าเข่นเขี้ยวอย่างโกรธจัดปนขำ ก็ดูซิ…เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่กลับทำท่าขู่ฟ่อๆ เหมือนลูกแมวขู่เสือ ปากเก่งอย่างนี้มันน่าปิดปากนักเชียว!

ส่วนด้านนอกเจ้าหน้าที่คนอื่นก็พากันแตกตื่นวิ่งมามุงดูตั้งแต่ได้ยินเสียงโวยวาย

“เกิดอะไรขึ้นเหรอ” / “มีเรื่องอะไรกันเหรอ” / “เรียกรปภ.เร็วเข้า”

“ไม่ต้อง! กลับไปทำงานกันได้แล้ว เรื่องของกษัตริย์ไฟซาลใครก็อย่าเข้าไปยุ่ง!” บอดี้การ์ดตวาดลั่น!

เจ้าหน้าที่คนอื่นหน้าจ๋อยรีบกลับไปทำงานตามหน้าที่

พรพรรณชะงัก! กษัตริย์ไฟซาลงั้นเหรอ…ผู้ชายคนนั้นเป็นกษัตริย์เหรอเนี่ย…โอย…ตายๆๆๆ

“ปล่อยนะ! ฉันจะไปช่วยเพื่อนฉัน!” เธอตะโกนลั่น! ดิ้นสุดฤทธิ์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!