Chapter 4 หมอเทวดาแห่งวัดบ้านใต้
เงียบ…ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ
เมขลาหน้าเสีย แล้วก็หันไปบอกสามีว่า “คุณฉันจะปีนเข้าไปดูไอ้รุ้งมันหน่อย คุณช่วยดันฉันหน่อยซิ”
“ผมปีนเองดีกว่า คุณรออยู่นี่แหละ” อติเทพบอกแล้วก็เกาะประตูรั้วเหวี่ยงตัวปีนข้ามไป พอข้ามไปได้เขาก็เดินลิ่วๆ ไปเปิดประตูบ้าน แล้วก็เดินเข้าไปข้างใน สักพักใหญ่ อติเทพก็ออกมาบอกว่า “ไม่มีใครเลยคุณ”
“ไม่มีได้ไงคุณ รถก็จอดอยู่ ประตูรั้วก็ล็อกข้างใน แล้วไอ้รุ้งมันจะไม่อยู่ได้ไงคุณ” เมขลาแว็ดใส่สามี
“งั้นคุณก็เข้ามาดูเองล่ะกัน” อติเทพบอกอย่างอารมณ์เสียที่ถูกภรรยาแว็ดใส่ เมขลาตั้งท่าจะปีน อติเทพรีบห้าม “เดี๋ยวๆ คุณ ไม่ต้องปีนเดี๋ยวผมไขกุญแจให้”
เขาชูลุกกุญแจในมือที่หยิบมาจากโต๊ะรับแขกในบ้าน เมขลาชะงัก! แล้วก็สั่งว่า “รีบไขเลยคุณ”
“คร้าบๆ” อติเทพรับคำอย่างประชดนิดๆ เขาไขกุญแจเปิดประตูรั้วแล้วก็ค้อมตัวผายมือเชิญ “เชิญคร้าบเจ้าหญิง”
เมขลาค้อนขวับแล้วก็รีบเดินเข้าไป เธอเดินลิ่วๆ เข้าไปในบ้านพลางตะโกนเรียกเพื่อน “ไอ้รุ้งๆๆ แกอยู่ไหน? ไอ้รุ้งๆๆ”
เธอเดินหาเพื่อนทุกห้อง ทุกซอกทุกมุม แล้วก็เดินหารอบบริเวณบ้าน แต่ก็ไม่เจอรุ้งมณีเลย จนไปถึงหน้าบ้านเธอก็พูดกับสามีว่า “ไม่เจอเลยคุณ”
“ผมบอกแล้วคุณก็ไม่เชื่อผม” อติเทพบอก เมขลาเป็นกังวล “แล้วมันหายไปไหนคะ? ข้าวของมันก็อยู่ครบนะคะคุณ”
อติเทพส่ายหน้าอย่างจนปัญญา เมขลายิ่งกังวลหนัก “มันหายไปไหนของมันนะ?”
“เค้าไปหาญาติหรือเพื่อนที่ไหนรึเปล่าคุณ?” อติเทพบอก เมขลาส่ายหน้า “เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ข้าวของมันยังอยู่ครบ รถก็จอดอยู่ รองเท้าก็อยู่ มันจะบ้าเดินออกจากบ้านโดยที่ไม่เอาอะไรไปเลยได้ยังไงคะ? แล้วมันมีญาติกับเขาซะที่ไหนล่ะคุณ มันตัวคนเดียวญาติพี่น้องก็ไม่มี เพื่อนมันที่สนิทที่สุดก็ฉันนี่แหละ มันจะเป็นจะตายจะไปไหนมันต้องบอกฉันก่อน ฉันว่าต้องเกิดเรื่องกับมันแน่ๆเลยค่ะ”
“ถ้างั้นก็โทรแจ้งตำรวจเถอะคุณ” อติเทพแนะนำ เมขลาพยักหน้าแล้วก็กดโทรศัพท์แจ้งตำรวจอย่างร้อนใจ
ณ วัดบ้านใต้ คนเจ็บทยอยอาการดีขึ้นกันทุกคน ต่างก็สำนึกในบุญคุณของรุ้งมณีที่ช่วยรักษาแผลให้ รุ้งมณีช่วยรักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วยจนเลื่องลือกันไปปากต่อปากว่านางเป็นหมอเทวดา เมื่อข่าวแพร่กระจายออกไปก็มีชาวบ้านจากต่างหมู่บ้านต่างเมืองพากันเดินทางมุ่งหน้ามาหาหมอเทวดากันอย่างเนืองแน่น จนพระคุณเจ้ากับพวกชาวบ้านต้องช่วยกันสร้างโรงศาลาเพิ่มเพื่อเป็นสถานที่รักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วย ยิ่งเวลาผ่านไปชื่อเสียงของหมอเทวดาก็ยิ่งขจรขจายออกไปจนกระทั่งล่วงรู้ไปถึงพวกกาสีและชาวเมืองลวปุระ
ณ ค่ายทหารของกองทัพกาสี จ้าวราชคีร์นอนคว่ำบนตั่งครางอย่างเจ็บปวดเพราะปวดแผลกลางหลัง ทำให้การเคลื่อนทัพชะงักงัน
“หมอมารึยังวะ?” จ้าวราชคฤห์ตะโกนถามทหาร มองน้องชายต่างมารดาอย่างร้อนใจ
“มาแล้วขอรับ” ทหารกราบทูลพร้อมกับผลักหมอหลวงเข้าไป หมอหลวงตัวสั่นงันงกด้วยความกลัว เพราะหมอหลวงคนก่อนถูกสั่งประหารเสียสิ้นไปแล้วถึง 5 คนเพราะมิอาจจะรักษาบาดแผลของจ้าวราชคีร์ให้หายได้
“มาแล้วก็รีบเข้ามาซิวะ” จ้าวราชคฤห์สั่ง จ้องหน้าหมอด้วยสายตาดุดัน
“ขอรับ” หมอรีบคลานเข่าเข้าไป จ้าวราชคีร์ร้องครางอย่างเจ็บปวดเกินจะทานทนไหว “โอย…ปวดเหลือเกิน”
หมอตรวจแผลแล้วก็เปลี่ยนยาพอกแผลให้ใหม่ พอทำแผลเสร็จแล้วเขาก็กราบทูลต่อจ้าวราชคฤห์ว่า “ข้าเปลี่ยนยาให้ใหม่แล้วขอรับ อีกมินานแผลของท่านราชคีร์ก็คงจะทุเลาขอรับ”
จ้าวราชคฤห์ถีบผางเข้าให้ “นี่แน่ะยาใหม่ หน๊อย! น้องข้าพอกยาหลายวันแล้วแผลก็ยังมิหายกลับยิ่งบวมมากขึ้นทุกทีๆ”
หมอล้มลงตัวสั่นงันงก
“ทหารเอามันไปตัดหัว!” จ้าวราชคฤห์ทรงตะโกนลั่น หมอก้มลงกราบตัวสั่นงันงก “ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยขอรับ”
จ้าวราชคีร์ได้ยินพี่ชายสั่งฆ่าหมอก็รีบคัดค้านว่า “ไว้ชีวิตมันด้วยเถิดท่านพี่ โอย… มันยังเป็นประโยชน์ต่อกองทัพได้”
จ้าวราชคฤห์มองน้องชายแล้วเหลือบมองหมอหลวงอย่างไม่พอใจ “ก็ได้ ข้าเห็นแก่เจ้า ข้าจะไว้ชีวิตมัน เอามันไปขังไว้ก่อน”
“ขอบพระคุณขอรับที่ไว้ชีวิตข้า” หมอกราบปะหลกๆ ด้วยความดีใจที่อย่างน้อยหัวก็ยังมิหลุดจากบ่า แล้วทหารก็รีบเข้าไปลากตัวหมอหลวงออกไป
“โอย…ท่านพี่ ข้าปวดเหลือเกิน” จ้าวราชคีร์คราง
“ตามหมอมาเร็วเข้า! น้องข้าปวดแผล” จ้าวราชคฤห์ตะโกนสั่ง ทหารหน้าเสียกราบทูลว่า “มิมีหมอแล้วขอรับ”
“ก็ไปตามมาซิโว้ย!” จ้าวราชคฤห์ตวาดลั่น จ้าวราชคีร์ร้องโอดโอย “โอย…ปวดเหลือเกิน”
แม่ทัพสิลารีบกราบทูลว่า “ข้าได้ยินมาว่าที่เมืองเวสาลีมีหมอเทวดาขอรับ”
“หมอเทวดารึ?” จ้าวราชคฤห์ทวนคำ
“ขอรับ” แม่ทัพสิลาพยักหน้า จ้าวราชคฤห์คิดๆ เวสาลีมิได้ไกลจากที่นี่นัก แล้วก็สั่งว่า “เอ็งไปเตรียมม้ากับทหารฝีมือดีๆ อีก 4 คน สั่งให้พวกมันแต่งกายเยี่ยงชาวลวปุระ ข้าจะลอบเข้าไปสืบความเรื่องหมอเทวดาด้วยตัวข้าเอง”
“แต่ว่า…” แม่ทัพสิลาค้าน แต่พอสบตากับดวงตาดุดัน เขาก็หุบปากฉับแล้วก็รับคำสั่งว่า “ขอรับ”
แล้วเขาก็รีบไปเตรียมม้าเตรียมคนตามคำสั่ง ครั้นพอม้าและคนพร้อมแล้วจ้าวราชคฤห์ก็ลอบออกจากค่ายอย่างลับๆ
1 ชั่วยามต่อมาจ้าวราชคฤห์ก็ขี่ม้าไปถึงเมืองเวสาลี เขาเร่งม้ามิหยุดพักเพราะเป็นห่วงอาการของน้องชาย เมื่อถึงเมืองเวสาลี ก็สั่งให้คนไปสืบความว่าหมอเทวดาอยู่ที่ใด? ระหว่างที่รอก็พักม้าพักคนไปด้วย ครั้นพอได้ความแล้วจ้าวราชคฤห์ก็รีบขี่ม้าตรงไปยังวัดใต้ทันที
ณ วัดใต้ ผู้คนเนืองแน่นเต็มไปหมดดั่งมีงานบุญ จ้าวราชคฤห์หยุดม้าที่ชายป่าห่างจากวัดพอสมควรเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตของชาวบ้าน
“ที่นั่นรึ?” เขาถามพลางมองไปที่วัด
“ขอรับ” แม่ทัพสีลาทูลตอบ
“ดี งั้นเอ็งไปกับข้า ส่วนคนอื่นรออยู่ที่นี่” จ้าวราชคฤห์สั่งแล้วก็ตวัดตัวลงจากหลังม้า จากนั้นก็เดินไปที่วัด แม่ทัพสิลารีบตวัดตัวลงจากหลังม้าตามไปทันที ส่วนคนอื่นๆก็รออยู่ที่นั่นตามคำสั่ง
จ้าวราชคฤห์เบียดเสียดไปกับผู้คนอย่างกลมกลืน แม่ทัพสิลาก็รีบตามไปคุ้มกัน
“เอ้า เข้าแถวดีๆ นะ อย่าแตกแถว ได้เจอหมอเทวดากันทุกคนแน่ อย่าแย่งกันถ้าใครแตกแถวหมอมิรักษานะโว้ย!” ผู้ชายที่หน้าวัดถือดาบร้องบอกพลางคอยจัดแถวมิให้ผู้คนแย่งกันเข้าไปหาหมอ ส่วนผู้ชายอีก 2 คนก็คอยคุมแถวพลางแจกน้ำให้ดื่มกินแก้กระหาย
“คนมากยิ่งนักขอรับ” แม่ทัพสิลากระซิบเป็นภาษากาสี
“เอ็งพูดให้เหมือนชาวลวปุระ อย่าให้ถูกจับได้เป็นอันขาด” จ้าวราชคฤห์กระซิบดุ แม่ทัพสิลาพยักหน้า “คนมากยิ่งนักดั่งมีงานบุญเชียว”
“รึว่าพวกเรามาผิดที่กระมัง?” จ้าวราชคฤห์พูดพลางมองไปรอบๆ
“อย่าแตกแถวๆ ได้เจอหมอกันทุกคน” เสียงตะโกนบอกเป็นระยะๆ แม่ทัพสิลาก็กระซิบว่า “ไม่ผิดหรอกจ้ะ ที่นี่แหละจ้ะ”
จ้าวราชคฤห์พยักหน้า แล้วก็เข้าแถวอย่างกลมกลืนกับผู้คน ถึงแม้ว่าในในจะร้อนรนเพียงใดก็จำต้องอดทนเอาไว้เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นหมอเทวดาอย่างที่ผู้คนร่ำลือกัน ทั้งสองยืนเข้าแถวอยู่นานมาก นี่ถ้าหากมิใช่เพราะว่าเป็นห่วงน้องชาย จ้าวผู้ครองเมืองเช่นเขามิยอมอดทนเช่นนี้แน่ แถวค่อยๆ ขยับเข้าไปทีละหน่อยๆ จนกระทั่งเหลืออีกสองคนข้างหน้า จ้าวราชคฤห์ก็ชะเง้อมองอย่างอยากรู้
รุ้งมณีกำลังตรวจคนไข้อยู่ในศาลา
“เป็นอะไรมาจ๊ะ?” เธอถามคนไข้
“ข้านะ…หนาว” คนไข้ตอบเสียงสั่น รุ้งมณียกหลังมือแตะหน้าผากและลำคอคนไข้ “ตัวร้อนมากนะ”
แล้วเธอก็ถามว่า “เป็นมากี่วันแล้วจ๊ะ?”
“หลายวันแล้วจ้ะแม่หมอ แม่ข้าไม่สบายมาหลายวันแล้วจ้ะ” ลูกสาวคนไข้ตอบแทนแม่ สีหน้าทุกข์ร้อน จ้าวราชคฤห์เห็นผู้หญิงในศาลาก็หันไปกระซิบกระซาบกับแม่ทัพสิลาว่า “หมอเทวดาเป็นแม่หญิงรึ?”
แม่ทัพสิลาส่ายหน้า “ไม่รู้จ้ะ”
รุ้งมณีถามลูกสาวคนไข้อย่างใจเย็น “หลายวันนี่กี่วันกันแน่จ๊ะ? 2 วัน 3 วันหรือว่า 4 วันหรือ 5 วันจ๊ะ?”
ลูกสาวคนไข้ทำหน้างงแล้วก็บอกว่า “ตั้งแต่หลังวันพระจ้ะ”
รุ้งมณีถอนหายใจแล้วเธอก็หันไปหยิบกระดานข้างหลังขึ้นมาดู พลางนับนิ้ว “4 วันแล้ว”
จ้าวราชคฤห์เห็นหมอเทวดาดูกระดานชนวนก็รู้สึกประหลาดใจที่แม่หญิงผู้นี้อ่านอักขระได้ด้วยรึ?
รุ้งมณีวางกระดานลงแล้วก็ถามต่อว่า “เป็นไข้แล้วรู้สึกหนาวอย่างนี้มากี่วันแล้วจ๊ะ?”
ทั้งคนไข้และลูกสาวทำหน้างงๆ มิรู้จะตอบหมอว่าอย่างไรดี “มิรู้จ้ะ”
รุ้งมณีถอนหายใจเฮือกใหญ่ที่คนไข้ไม่สามารถบอกอาการของตัวเองได้อย่างถูกต้องอย่างที่เธอต้องการ ครั้นเมื่อสบตากับคนไข้ซึ่งทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เธอก็นึกสงสาร
“น้องแดงจ๊ะ พาป้าคนนี้ไปนอนรอที่ศาลานั่นก่อนก็แล้วกัน แล้วก็คอยเอาผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อยๆ นะจ๊ะ แล้วก็หายาลดไข้ให้กินด้วยนะจ๊ะ” เธอสั่งแดง แดงลุกขึ้นแล้วก็พาคนไข้ไปนอนรอที่ศาลาข้างหลัง รุ้งมณีหันไปทางแถวคนไข้แล้วก็กวักมือ “เข้ามาจ้ะ”
ผู้ชายที่ยืนคุมหัวแถวก็ดันคนไข้คนต่อไปให้เข้าไปหาหมอ “เข้าไปซิ”
ญาติคนเจ็บรีบหามคนเจ็บเข้าไปหาหมอทันที
“โอย…ช่วยข้าด้วย” คนเจ็บครางอย่างเจ็บปวด รุ้งมณีเห็นคนไข้แล้วก็ตกใจ เพราะคนเจ็บเอามือกุมไหล่เลือดไหลแดงฉานไปหมด “นั่นไปโดนอะไรมา?”
“โอย…ข้าโดนมีดฟันเมื่อเช้าจ้ะ” คนเจ็บบอก พอได้ยินคำตอบรุ้งมณีก็ดุคนเจ็บว่า “โดนฟันตั้งแต่เช้าแล้วทำไมถึงเพิ่งพามา!”
เธอจับมือคนเจ็บออกเพื่อดูแผล
“ก็พวกข้างหน้าเขาบอกว่าให้เข้าแถว ถ้าไม่เข้าแถวหมอจะไม่รักษาจ้ะ” ญาติคนเจ็บบอก รุ้งมณีถอนหายใจเฮือกๆ อย่างเหนื่อยใจ นี่ถ้าหากทุกคนอ่านหนังสือออกก็คงจะดี เธอจะได้ติดป้ายประกาศบอกลำดับการรักษาซะเลย ทำเหมือนอย่างโรงพยาบาลในยุคของเธอ แล้วเธอก็บอกว่า “คราวหน้าไม่ต้องรอเข้าแถวนะ เจ็บขนาดนี้รีบพามาเลย มัวรอเข้าแถวเกิดตายไปจะทำยังไงล่ะ”
คนเจ็บส่ายหน้า “โอย…มิมีคราวหน้าแล้วจ้ะ โอย…”
รุ้งมณีนึกขำ แล้วเธอก็หันไปสั่งเงินกับมากว่า “ลุงจ๊ะ เตรียมเย็บแผลจ้ะ”
แล้วเธอก็เดินไปล้างมือ
“จ้ะแม่รุ้ง” เงินรับรู้แล้วก็รีบหันไปเตรียมอุปกรณ์ในการเย็บแผล ส่วนมากก็ลุกไปเอาน้ำร้อนมาเทใส่อ่าง รุ้งมณีชี้ไปที่แคร่แล้วก็บอกว่า “หามไปที่แคร่นั่นเลยจ้ะ”
ญาติคนเจ็บก็ช่วยกันหามคนเจ็บไปที่แคร่ตามคำสั่งหมอ บรรดาผู้ช่วยก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ คนหนึ่งจับคนเจ็บนอนลงแล้วเอาผ้าชุบน้ำเช็ดเลือด อีกคนก็เอาผ้าให้คนเจ็บกัดไว้แล้วก็จัดแจงมัดคนเจ็บไว้กับแคร่ พอเสร็จแล้วก็บอกรุ้งมณีว่า “พร้อมแล้วจ้ะแม่รุ้ง”
รุ้งมณีล้างมือเสร็จก็หันไปหยิบเข็มกับด้ายขึ้นมา เงินกับมากก็ช่วยกันจับตัวคนเจ็บกดไว้กับแคร่กันดิ้น แล้วรุ้งมณีก็ลงมือเย็บแผลให้คนเจ็บ
“อ๊ากกกก…” คนเจ็บร้องเสียงหลง ดิ้นหนี แต่เพราะถูกกดไว้แน่นจึงดิ้นไม่ได้ ญาติคนเจ็บได้แต่ยืนดูอย่างตะลึงปนสยอง เคยได้ยินเขาลือกันว่าหมอเทวดารักษาเช่นไร ครั้นพอได้มาเห็นเองก็พากันกลัวจนต้องเบือนหน้าหนี รุ้งมณีเย็บแผลอย่างคล่องแคล่ว เพียงครู่เดียวเธอก็เย็บแผลเสร็จ พอเย็บแผลพันผ้าเสร็จแล้ว เงินกับมากก็ปล่อยตัวคนเจ็บ
“ตัวใหญ่เสียเปล่า ร้องดั่งควายถูกเชือดเชียวนะเอ็ง” มากตบไหล่คนเจ็บข้างที่มิเจ็บ ส่วนเงินก็เอายาแก้ปวดให้คนเจ็บกิน “เอ้า กินยาเสียจะได้มิปวดนัก”
รุ้งมณีหันไปล้างมือพลางบอกว่า “อย่าให้แผลโดนน้ำจนถึงวันพระหน้า พ้นวันพระไปแล้วก็กลับมาหาฉันนะ ฉันจะตัดด้ายที่เย็บแผลให้”
“โอย…มิต้องมาได้หรือไม่จ๊ะแม่หมอ อูย…” คนเจ็บถาม
“ไม่ได้! ต้องมาตัดด้ายออก” รุ้งมณีตวาดเสียงดุ
“จ้ะแม่หมอ” คนเจ็บรับคำอย่างกลัวๆ พลางนึกในใจว่า ข่าวที่เขาลือว่าหมอเทวดาใจดี มิจริงเลยสักนิด เขารับถ้วยยาจากเงินไปดื่มแล้วก็เบ้หน้าด้วยความขม
“เอ้า น้ำ” เงินส่งขันน้ำให้ คนเจ็บรีบคว้าขันน้ำไปดื่มแก้ขมอึกๆ รุ้งมณีล้างมือเสร็จแล้วก็หันไปพูดกับญาติคนเจ็บว่า “พาไปนอนที่ศาลาก่อนนะ เดี๋ยวอีกสักพักฉันจะไปดูแผลให้อีกครั้ง”
ญาติคนเจ็บยกมือไหว้ปะหลกๆ “ขอบใจจ้ะแม่หมอ”
แล้วญาติก็ช่วยกันหามคนเจ็บไปนอนรอตามที่แม่หมอสั่ง
จ้าวราชคฤห์มองวิธีการรักษาอย่างประหลาดใจ หันไปถามคนที่ยืนคุมแถวว่า “นั่นแม่หญิงผู้นั้นทำอะไรรึพ่อรูปงาม?”
คนคุมแถวยืดอกอย่างภาคภูมิใจที่ถูกเรียกว่า ‘พ่อรูปงาม’ แล้วก็ตอบว่า “แม่หมอเย็บแผลให้เจ้าคนนั้นอย่างไรล่ะ”
แล้วเขาก็คุยอีกว่า “มิว่าใครโดนฟันมาหนักหนาสาหัสเท่าใดแม่หมอก็รักษาได้หมดแหละ มิใช่เฉพาะไอ้พวกที่โดนฟันมาเท่านั้นนะ ไอ้พวกที่ป่วยปางตายหามกันมาหาแม่หมออาการร่อแร่ แม่หมอยังรักษาจนหายเดินเหินกลับไปเสียนักต่อนักแล้ว”
พอรุ้งมณีกวักมือเรียกคนไข้รายต่อไป คนคุมแถวก็บอกว่า “เอ้า เอ็งไปซิแม่หมอเรียกแล้วนั่น”
จ้าวราชคฤห์พยักหน้ารับแล้วก็เดินไปหาแม่หมอพร้อมกับแม่ทัพสิลา รุ้งมณีนั่งที่แคร่ พอคนไข้รายใหม่เข้ามาเธอก็ถามว่า “เป็นอะไรมาจ๊ะ?”
จ้าวราชคฤห์จ้องแม่หมออย่างพิจารณาพลางพูดว่า “ตัวข้ามิได้เป็นอะไรหรอก แต่น้องข้าเจ็บหนัก ข้าอยากจะให้แม่ไปช่วยรักษาน้องข้าที่ค่าย…เอ้ย! ที่เรือนของข้าน่ะ”
เงินได้ยินเช่นนั้นก็รีบบอกปัดแทนว่า “แม่หมอไปมิได้หรอกพ่อ คนเจ็บคนป่วยมารอให้แม่หมอรักษาทุกวันตั้งมากมายก่ายกอง เอ็งมิเห็นรึไง เอ็งกลับไปพาน้องเอ็งมาให้แม่หมอรักษาที่นี่เถอะ”
“ไอ้นี่บังอาจ…” แม่ทัพสิลาตวาด จ้าวราชคฤห์รีบศอกใส่แม่ทัพสิลา “หยุด!”
“อุก!” แม่ทัพสิลาชะงัก! หยุดพูดทันควัน รุ้งมณีหันไปดุเงินว่า “เดี๋ยวซิพี่เงิน ฉันยังไม่ได้ถามเขาเลยนะ”
เงินเงียบหน้าจ๋อย รุ้งมณีหันไปพูดกับชายคนนั้นว่า “น้องคุณ…เอ้ย! น้องพ่อป่วยเป็นอะไรจ๊ะ?”
“น้องข้าถูกฟันที่หลังบาดเจ็บหนักยิ่งนัก” จ้าวราชคฤห์บอก
“พ่อกลับไปพาน้องมาได้ไหมจ๊ะ?” รุ้งมณีถาม
“น้องข้าบาดเจ็บหนัก หากพาขึ้นเกวียนมาข้าเกรงว่า…” จ้าวราชคฤห์ชะงัก! มิพูดต่อ รุ้งมณีมองเขาแล้วก็นิ่งคิด เห็นสีหน้าเป็นกังวลของญาติคนเจ็บก็อดสงสารไม่ได้ แล้วเธอก็ถามคนคุมแถวว่า “พี่ทองมีใครที่เจ็บหนักอีกไหมจ๊ะ?”
ทองเดินไปดูแถวคนไข้แล้วก็เดินมาบอกว่า “มิมีแล้วจ้ะแม่รุ้ง”
รุ้งมณีพยักหน้ารับรู้แล้วก็บอกว่า “ถ้างั้นพี่ทองให้ใครไปตามป้านากกับแม่ชีมาช่วยดูคนเจ็บคนป่วยก่อนนะจ๊ะ เดี๋ยวฉันกับพี่เงินแล้วก็ลุงมากจะไปดูคนเจ็บสักหน่อยจ้ะ”
แล้วเธอก็หันไปถามชายคนนั้นว่า “บ้าน…เอ้ย! เรือนพ่ออยู่ที่ไหนจ๊ะ? อยู่ไกลไหมจ๊ะ?”
“อยู่มิไกลหรอก” จ้าวราชคฤห์บอก
