Skip to content
PeHod

ผีโหดโดดดึ๋งดึ๋ง 5

วันที่เริ่มเขียน 26 มิถุนายน 2569

ผีโหดโดดดึ๋งดึ๋ง ภาค 2

Chapter 5 ถูกยิงตาย…

หลังจากที่สโรชาและดาวประดับหนีไปแล้ว ยามที่สุสานรู้ว่ามีคนแอบเข้ามาก็เร่งล่าตัวคนที่แอบเข้ามาทันที พวกเขาระดมกำลังค้นหาทั่วสุสานจนไปเจอกล้องตกอยู่ แต่ว่าเมมโมรี่ในกล้องไม่มีแล้ว สภาพกล้องพังยับเยิน ซึ่งพวกเขาคิดว่าน่าจะเป็นเพราะพวกศพทำพัง พวกเขารายงานเรื่องนี้ให้เบื้องบนทราบ เบื้องบนก็เร่งหาตัวคนที่หนีรอดไปได้ทันที

ณ บริษัท World Entertain คนกลุ่มหนึ่งบุกเข้าไปค้นหาคน ใช่แล้วพวกเขาก็คือคนของสุสานนั่นเอง พวกเขาสืบจนรู้ว่าคนที่แอบเข้าไปในสุสานก็คือคนจากรายการท้าผี พวกเขาจึงได้บุกไปที่บริษัท World Entertain เพื่อลักพาตัวคนกลับไปฆ่าทิ้ง แต่ว่าพวกเขาไม่เจอใครเลย พวกเขาจึงกลับไปมือเปล่า แต่ว่าพวกเขาก็ยังให้คนซุ่มจับตาบริษัทนี้อยู่ หากว่ามีคนมาที่บริษัท พวกเขาก็จะรีบกลับไปจับตัวคนทันที

ณ เซพเฮ้าส์ สโรชาที่ทำงานเสร็จแล้วจึงเข้าไปดูดาวประดับ เห็นดาวประดับนั่งซึมกะทือเหมือนไร้วิญญาณเธอจึงพูดกับดาวประดับว่า “น้องดาว พี่ชาคุยด้วยหน่อยนะ”

ดาวประดับยังคงนั่งซึมกะทือเหมือนเดิม สโรชาจึงพูดต่อ “พวกเราต้องซ่อนตัวสักพัก เข้าใจไหม?”

ดาวประดับยังคงนั่งซึมเหมือนเดิม สโรชาจึงพูดว่า “พี่รู้ว่ามันยากที่จะทำใจ แต่ว่าคนก็ตายไปแล้ว แต่พวกเราต้องมีชีวิตรอดให้ได้”

“ตำรวจ” ดาวประดับพูด ท่าทางยังคงซึมกะทือเหมือนเดิม สโรชาจึงบอก “แจ้งตำรวจไม่ได้ เธอไม่เข้าใจ ถ้าแจ้งตำรวจก็เหมือนพวกเราเปิดเผยตัวกับคนพวกนั้นทันที พวกมันมีเส้นสายตั้งแต่ระดับรัฐมนตรียันตำรวจระดับล่าง เธอก็เห็นแล้วว่าพวกมันกล้าฆ่าคน พวกมันไม่กลัวกฎหมาย ถ้าเธอไม่เชื่อเธอก็ดูกล้องวงจรปิดที่บริษัทได้เลย ป่านนี้คนพวกนั้นคงสืบรู้แล้วว่าพวกเราเป็นใคร พวกมันคงส่งคนไปที่บริษัทแล้วล่ะ”

ดาวประดับหยิบมือถือออกมาแล้วเปิดดูกล้องวงจรปิดที่บริษัท แต่ว่าภาพกลับเห็นแค่คนใส่หมวกกันน็อคเต็มใบ สวมเสื้อผ้ามิดชิดอยู่ตรงหน้ากล้อง จากนั้นกล้องก็ไม่มีภาพอะไรแล้ว เธอเปิดดูกล้องตัวอื่น ก็เป็นเหมือนกันหมด สโรชาจึงบอก “เห็นไหม พวกมันไปที่บริษัทแล้ว เธอมีแค่หลักฐานแค่นี้เธอคิดว่าตำรวจจะจับตัวคนร้ายให้เธอได้ไหมล่ะ?”

ดาวประดับแม้จะยังนั่งซึมกะทือ แต่ว่าคำพูดของสโรชาเธอได้ยินทุกคำ อีกอย่างตัวเธอเองไม่ใช่คนโง่ เธออายุ 26 แล้ว เธอสอบติดคณะแพทย์ช้ากว่าคนอื่นถึง 3 ปี อายุเท่านี้เธอไม่ใช่เด็กๆ ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร แม้ว่าเธอจะยังช็อคอยู่แต่ว่าสมองเธอก็ประมวลผลเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นไปด้วย มันผิดปกติตั้งแต่ที่พี่สมยืนยันว่าจะแอบเข้าไปถ่ายรายการที่สุสานนั่นแล้ว

“เดี๋ยวพี่ไปซื้อของกินให้ รอแป๊บนะ” สโรชาบอกแล้วดึงมือถือจากมือดาวประดับจากนั้นเธอก็เดินออกไป เธอปิดประตูแล้วคล้องแม่กุญแจเอาไว้ ใช่ เธอขังดาวประดับเอาไว้ก่อน จะปล่อยให้เด็กนี่ทำเสียเรื่องไม่ได้ จากนั้นเธอก็ล็อคบ้านแล้วขับรถออกไปซื้อของกิน

ดาวประดับได้ยินเสียงรถ เธอจึงลุกไปดูที่หน้าต่าง เธอเห็นรถของสโรชาออกไปแล้วเธอจึงเดินไปที่ประตู เธอเปิดประตู แต่มันเปิดไม่ออก

“เอ๊ะ!” เธอเขย่าๆ ประตู พยายามเปิดประตู แต่มันเปิดไม่ออก เธอถูกขังซะแล้ว เธอมองไปที่หน้าต่างซึ่งติดเหล็กดัดทุกบาน เธอมองหาของที่จะงัดแงะ แต่ว่าห้องนี้ไม่มีอะไรเลย มีแค่เตียงนอนกับโต๊ะ 1 ตัว เก้าอี้อีกตัว มันมีแค่นั้นจริงๆ เธอจึงเดินไปนั่งที่เตียงนอน นอนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ครั้นคิดถึงภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้นเธอก็ทั้งกลัว ทั้งสงสัย สรุปแล้วศพพวกนั้นเป็นศพจริงๆ หรือว่าหุ่นจำลองแบบที่ใช้ถ่ายหนังผีกันแน่!?

ความรู้สึกตอนที่จับหัวนั่น ยังติดตรึงอยู่ในความรู้สึกอยู่เลย มันเหมือนของจริงมาก! ถ้างั้นทำไมศพพวกนั้นถึงได้เคลื่อนไหวได้!

ติดเชื้อไวรัสเหมือนในหนังผีซอมบี้เหรอ?

ถ้าเป็นหุ่นจำลอง งั้นเรื่องที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องจริง เธอกับคนอื่นๆ น่าจะถูกรายการไหนยัดเยียดให้เป็นดาราเข้าแล้ว!

มันเป็นอย่างไหนล่ะ?

พวกนั้นเป็นซอมบี้จริงๆ หรือว่าเธอถูกแอบถ่ายจากรายการอะไรซักอย่าง!?

เมื่อสโรชากลับไปถึงเซฟเฮ้าส์เธอก็หิ้วกล่องข้าวที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อไปที่ห้องที่ขังดาวประดับเอาไว้ เธอไขกุญแจเปิดประตูเข้าไป ยื่นถุงที่ใส่กล่องข้าวกับน้ำให้ “อะ พี่ซื้อข้าวไข่ข้นลาวากับน้ำแร่ที่เธอชอบมาให้”

ดาวประดับลุกขึ้นนั่ง “ขอมือถือคืนด้วย”

“โยนทิ้งไปแล้ว” สโรชาบอก ดาวประดับตกใจ “โยนทิ้ง!?”

“ได้ไง! นั่นของฉันนะ!” เธอตวาดใส่ สโรชายักไหล่ “เดี๋ยวซื้อให้ใหม่ น่านะ”

เธอพูดเหมือนปะเหลาะเด็ก ดาวประดับหน้ามุ่ย โมโหมาก “งั้นก็รีบซื้อใช้เดี๋ยวนี้เลย”

“ตอนนี้ยังไม่ได้ ต้องรอจนกว่าเธอจะยอมร่วมมือกับพี่ดีๆ ก่อน” สโรชาบอกพลางวางถุงไว้บนโต๊ะ ดาวประดับลุกขึ้นแล้วเดินออกไป สโรชาคว้าแขนเอาไว้ ดาวประดับสะบัดจนหลุด สโรชาจึงจับตัว ดาวประดับใช้วิชาต่อสู้ที่เรียนมาบ้างเอาตัวรอด แต่ว่าสโรชาเป็นใคร ถ้าแพ้ให้เด็กที่รู้วิชาต่อสู้แบบงูๆ ปลาๆ ก็เสียชื่อหมดนะซิ ปะทะกันไม่กี่ทีเธอก็กดตัวดาวประดับลงบนพื้นได้แล้ว ดาวประดับร้อง “โอ้ย!ๆ”

เธอถูกบิดแขนไพล่หลัง ถูกกดติดพื้น อีกฝ่ายขึ้นคร่อม กดเธอติดพื้นจนขยับไม่ได้เลย

“เฮอะ! มีฝีมือเท่าหางอึ้งคิดจะสู้ฉันเหรอ ไปฝึกใหม่อีก 10 ปีเถอะน้องดาว อย่าดื้อ ว่าง่ายๆ แล้วพี่จะปล่อยเธอไป ถ้าเธอดื้อมาก พี่ก็จะฆ่าเธอซะ เข้าใจไหม?” สโรชาพูดพลางบิดแขน ดาวประดับเจ็บจนร้อง “โอ้ย!ๆ”

“อยากตายตอนนี้ก็ได้นะ” สโรชาเอาปืนจ่อหัว ดาวประดับชะงักกึก เธอเหลือบมองสโรชาที่หน้าตาไม่มีแววล้อเล่นเลย

“ว่าง่ายๆ ทำตัวดีๆ ไม่งั้นฉันฆ่าเธอแน่” สโรชาบอกพลางเก็บปืน แล้วลุกขึ้นปล่อยดาวประดับ ดาวประดับลุกขึ้นนั่งกุมไหล่ที่เจ็บขัด “คุณเป็นใครกันแน่?”

เธอจ้องสโรชาเขม็ง สโรชายักไหล่ ตอบอย่างง่ายๆ ว่า “ตอนนี้พี่ก็คือสโรชา ดาราตกอับไง”

คำพูดนั้นฟังเผินๆ เหมือนกำลังเยาะเย้ยตัวเองอยู่ แต่ถ้าฟังแล้วคิดดีๆ จะพบว่า ตอนนี้คือสโรชา ดาราตกอับ งั้นอดีตล่ะ? ไม่ใช่สโรชาเหรอ? อนาคตล่ะ? ไม่ใช่สโรชางั้นเหรอ?

“คุณเป็นใครกันแน่?” ดาวประดับถาม “ท่าทางคุณไม่เหมือนเมื่อคืนเลย”

“เฮอะ ใครจะอยากเล่นละครทั้งวันล่ะ” สโรชายักไหล่แล้วพูดว่า “เอาล่ะ ทำตัวดีๆ นะ ไม่งั้นฉันฆ่าเธอแน่”

หลังจากขู่แล้วเธอก็เดินออกไป ดาวประดับลุกขึ้นยืน มองดูประตูที่ปิดลง เธอเดินไปดึงประตูเปิดก็พบว่ามันเปิดไม่ออก มันล็อคจากข้างนอกเอาไว้ สโรชาจึงบอก “อย่าพยายามเลย พี่ล็อคเอาไว้ อย่าคิดหนีเลย ถ้ามีเวลาว่างล่ะก็ เอาเวลาไปคิดก่อนเถอะว่าจะหนีไอ้พวกนั้นยังไง ลองคิดดูนะ พวกมันเป็นแก๊งอิทธิพลมืดที่มีเส้นสายตั้งแต่ระดับบนยันล่าง เธอเป็นแค่คนธรรมดาๆ คนหนึ่ง คิดจะใช้กฎหมายปกป้องตัวเอง เธอได้เน่าตายอยู่ที่ไหนสักแห่งแน่”

ดาวประดับนิ่งงันไป สโรชาพูดต่อ “เฮ้อ…ฉันนี่หาเรื่องใส่ตัวจริงๆ ปล่อยให้เธอตายที่นั่นก็ดีแล้ว ไม่รู้ทำไมฉันจะต้องหิ้วตัวปัญหากลับมาด้วยเนี่ย”

ดาวประดับพยายามเปิดประตูสักพักก็ยังเปิดไม่ออก เธอจึงถอดใจแล้วกลับไปนั่งที่เตียง สโรชาฟังเสียงฝีเท้าในห้องแล้วจึงจากไป

5 วันต่อมา ดาวประดับที่ใช้ชีวิตอย่างถูกจำกัดอิสรภาพก็อาศัยจังหวะที่สโรชาไม่อยู่ ใช้ผ้าเช็ดตัวที่ฉีกเป็นเส้นยาวๆ แล้วรัดกับซี่ลูกกรงเหล็กดัดของหน้าต่าง เธอใช้ช้อนกินข้าวแทนไม้ขันชะเนาะ แล้วค่อยๆ ขันบิดผ้าไปเรื่อยๆ จนลูกกรงเหล็กดัดต้านทางแรงบิดไม่ไหว หักออก แกร๊ง!

เมื่อเห็นว่าซี่ลูกกรง 2 ซี่หักแล้วเธอจึงย้ายผ้าไปขันซี่ลูกกรงซี่อื่นต่อ เธอขันๆ จนซี่ลูกกรงหักไปหลายซี่ จนเธอสารมารถงอซี่ลูกกรงถ่างออกจนตัวเธอสามารถมุดลอดออกไปได้ เธอจึงเปิดหน้าต่างแล้วปีนมุดลอดออกไป เมื่อออกไปได้แล้ว เธอก็รีบหนีไปทันที เธอไม่หนีไปทางถนนเพราะกลัวว่าสโรชาจะกลับมาเจอเข้า เธอจึงหนีไปทางป่าหญ้ารกๆ แทน เธอบุกป่าหญ้ารกๆ ไปจนถึงถนนอีกเส้นหนึ่ง จากนั้นเธอก็เดินไปเรื่อยๆ จนเจอวินมอเตอร์ไซต์รับจ้าง เธอจึงนั่งวินให้ไปส่งที่บ้าน ซึ่งก็คือบริษัท World Entertain นั่นเอง ซึ่งพื้นที่ชั้น 1-2 เป็นบริษัท ส่วนชั้น 3 เป็นที่พักอาศัยของเธอกับพี่สม แบ่งกันคนละห้อง ส่วนห้องครัวกับห้องน้ำใช้ร่วมกัน โชคดีที่สโรชาไม่ได้ยึดกระเป๋าเงินของเธอไปด้วย ไม่งั้นเธอคงไม่มีเงินนั่งวินมอเตอร์ไซต์กลับบ้านแน่ๆ

คนที่ซุ่มดูอยู่ พอเห็นว่ามีคนเข้าไปที่บริษัท World Entertain ก็โทรรายงานเบื้องบนทันที เบื้องบนจึงมีคำสั่งให้ “ฆ่าซะ”

“ครับนาย” คนซุ่มดูรับคำสั่งแล้ววางสาย จากนั้นจึงบุกเข้าไปที่บริษัท ดาวประดับที่กำลังเก็บของใส่กระเป๋าเห็นผู้ชายคนหนึ่ง จู่ๆ ก็เปิดประตูห้องเข้ามา เธอตกใจ “อ่ะ!”

ชายคนนั้นไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ชักปืนยิง เปรี้ยง!

ดาวประดับถูกยิงตรงตำแหน่งหัวใจ เธอล้มลงมือกุมอก มีเลือดไหลออกมา ชายคนนั้นเดินไปดู เขายอบตัวลงแตะตรงจุดชีพจร พบว่าหัวใจหยุดเต้นแล้วเขาจึงเดินจากไป

เสียงปืนไม่ได้ทำให้บ้านใกล้เคียงแตกตื่น เพราะส่วนใหญ่บ้านที่อยู่ใกล้ๆ ล้วนเป็นคนทำงาน ทุกคนต่างออกไปทำงานกันหมด จึงไม่มีใครอยู่บ้านในช่วงเวลานี้ ทำให้สภาพรอบๆ บริษัท World Entertain ไม่มีคนอื่นอยู่เลย ชายคนนั้นปฏิบัติภารกิจเสร็จแล้วก็รีบขับรถจากไปทันที

สโรชาที่กลับบ้านไป เธอเปิดประตูห้องของดาวประดับ จึงเห็นว่าลูกกรงหน้าต่างถูกถ่างออกด้วยอุปกรณ์ง่ายๆ อย่างผ้าเช็ดตัวและช้อนกินข้าว เธอจึงยิ้มบางๆ “หึ! ฉลาดอยู่นะ”

เธอมองสภาพห้องแล้วรีบขับรถมุ่งหน้าไปยังบริษัท World Entertain ทันที “หวังว่าจะยังไม่ตายนะ”

ตอนที่สโรชาไปถึงบริษัท World Entertain เธอเห็นรถคันหนึ่งติดฟิล์มดำมืดขับสวนไป เธอมีลางสังหรณ์ว่าน่าจะเกิดเรื่อง เธอจึงขับรถไปจอดห่างจากบริษัทแล้วหยิบหมวกกันน็อคเต็มใบมาสวมหัว จากนั้นจึงลงจากรถเดินเข้าบริษัทไป เธอเดินเข้าไปมองหาดาวประดับ จนกระทั่งไปเจอดาวประดับที่ชั้น 3 เธอเห็นดาวประดับล้มอยู่บนพื้น ที่อกมีเลือดไหล เธอยกมืออังที่จมูก พบว่าไม่มีลมหายใจแล้ว เธอจึงส่ายๆ หน้า “เฮ้อ…หนีมาหาความตายแท้ๆ”

เธอลุกขึ้นกำลังจะเดินจากไป ดาวประดับที่ไร้ลมหายใจไปแล้วพลันกระตุกเฮือกหนึ่ง เธอลืมตาขึ้นสูดลมหายใจเข้าแรงๆ หลายที สโรชาได้ยินเสียงจึงหันกลับไปดู จึงเห็นว่าดาวประดับพื้นขึ้นมา เธอจึงยอบตัวลงข้างๆ ดาวประดับ ดาวประดับเบิกตากว้าง เห็นใบหน้าสโรชาก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก สโรชาจับมือที่กุมอกออก เธอเห็นกระสุนฝังอยู่ตรงนั้น เธอจึงดึงเสื้ออีกฝ่ายเปิดดู แล้วก็พบว่า กระสุนฝังอยู่บนนาฬิกาพกโบราณเรือนหนึ่ง ส่วนที่มีเลือดออกเป็นเพราะแรงกระแทกจากลูกกระสุนได้กระแทกนาฬิกาพกเรือนนั้นอัดกับผิวเนื้อจนเกิดแผลฉีกขาด

“อ่อ ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง” สโรชาพูดเบาๆ เธอเคยเห็นดาวประดับห้อยนาฬิกาพกเรือนนี้มาบ้าง ไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตดาวประดับเอาไว้ได้ ส่วนเรื่องที่ดาวประดับหยุดหายใจไปแล้ว เธอเคยได้ยินว่ามีเคสที่คนเกิดความกลัวสุดขีดจนช็อคทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ และเมื่อผ่านไปครู่หนึ่งหัวใจก็กลับมาเต้นใหม่อีกครั้ง กรณีของดาวประดับก็น่าจะเป็นอย่างงั้นล่ะมั้ง

“ดวงแข็งจริงนะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่รู้ว่าประชดหรือชมกันแน่ เธอมองใบหน้าดาวประดับที่ยังมีแววตกใจอยู่มาก

“คะ…คุณ…” ดาวประดับอ้าปากพูดตะกุกตะกัก ความกลัวยังเกาะกุมหัวใจทำให้เธอยังตั้งสติไม่ค่อยได้ แต่ความรู้สึกหนึ่งบอกเธอว่า ผู้หญิงคนนี้ยังไม่คิดจะฆ่าเธอในตอนนี้ ไม่งั้นช่วง 5 วันที่ผ่านมาเธอคงตายไปนานแล้ว อีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องหาข้าวหาน้ำให้เธอกิน 3 มื้อ หาเสื้อผ้าของใช้มาให้เธอใช้หรอก แค่ลากเธอขึ้นรถไปยิงทิ้งที่ไหนสักแห่งก็ได้แล้ว ทำไมจะต้องคอยดูแลเธอด้วยล่ะ

“ทีนี้จะเชื่อฟังได้ยัง?” สโรชาถาม ดาวประดับได้แต่พยักหน้าหงึกๆ สโรชาจึงช่วยพยุงดาวประดับลุกขึ้นนั่ง “เอาล่ะ กลับไปกับพี่ได้แล้ว ที่นี่อยู่นานไม่ได้ เกิดพวกมันย้อนกลับมาอีก ไม่แน่ว่าคราวนี้เธอได้ตายจริงๆ แน่”

ดาวประดับได้แต่พยักหน้า สโรชาจึงมองกระเป๋าเดินทางที่เปิดอ้าอยู่พลางถาม “ของจำเป็นเอาไปหมดหรือยัง?”

ดาวประดับพยักหน้าอีก สโรชาจึงปิดกระเป๋า แล้วหิ้วกระเป๋าไว้มือหนึ่ง จากนั้นก็ประคองดาวประดับขึ้นมา ดาวประดับเซไป “อ่ะ!”

“สูดหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติให้ดีๆ” สโรชาสั่ง ดาวประดับทำตาม สูดหายใจเข้าลึกๆ หลายที ความรู้สึกกลัวจนแข้งขาอ่อนค่อยๆ คลายไป สโรชาจึงชี้ไปที่ตู้เสื้อผ้า “หาผ้าผืนใหญ่ๆ คลุมหัวคลุมตัวไว้ เดินก้มหน้าเอาไว้ พวกเราจะออกไปขึ้นรถ กล้องวงจรปิดแถวนี้จะได้จับภาพเธอไม่ชัด”

ดาวประดับทำตาม เธอเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบผ้าปูที่นอนออกมาคลุมหัว สโรชาเหลือบเห็นหน้ากากผีในตู้จึงสั่ง “เอาหน้ากากนั่นใส่ด้วย”

ดาวประดับจึงทำตาม สโรชาจึงเดินนำออกไปพลางหิ้วกระเป๋าของดาวประดับไปด้วย ดาวประดับเดินตามไป แม้เธอจะไม่ไว้ใจสโรชา แต่ว่าสโรชาก็ไม่ได้ฆ่าเธอ ดังนั้นเธอจึงตามสโรชาไปก่อน ช่วง 5 วันที่ผ่านมาสโรชามักจะซื้อหนังสือพิมพ์จากร้านสะดวกซื้อไปให้เธออ่าน เธอที่อ่านข่าวตั้งหลายวันก็ไม่เห็นว่าจะมีข่าวสุสานนั่นเลย คล้ายกับว่าเรื่องในคืนนั้นมันไม่เกิดขึ้นจริง เธอแค่ฝันไป แต่เธอที่ผ่านเหตุการณ์น่ากลัวนั่นมาแล้ว จะเดาไม่ได้เชียวเหรอว่า สุสานนั่นมันผิดปกติ มันจะต้องเป็นอย่างที่สโรชาบอกแน่นอนว่ามีคนกลุ่มหนึ่งปิดข่าวๆ นี้เอาไว้

เมื่อขึ้นรถแล้ว สโรชาก็ขับรถออกไป ครั้นขับไปสักพักสโรชาก็บอกว่า “น่าจะปลอดภัยแล้ว ถอดหน้ากากออกได้แล้ว ส่วนแผลที่อกก็กดไว้ก่อน กลับถึงบ้านแล้วพี่จะทำแผลให้”

“ทำไมคุณต้องช่วยฉัน?” ดาวประดับถาม สโรชาตอบ “สงสารมั้ง”

ดาวประดับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหมาแมวตัวหนึ่งที่อีกฝ่ายสงสารเลยเก็บมาเลี้ยงอย่างงั้นแหละ

“หนีทำไม?” สโรชาถาม ดาวประดับตอบ “ก็คุณขังฉันไว้นี่”

“งั้นถ้าไม่ขัง ก็จะไม่หนีเหรอ?” สโรชาถาม ดาวประดับอึ้งไป เธอตอบคำถามนี้ไม่ได้ ใช่ ถ้าไม่ขัง เธอจะหนีหรือไม่หนี?

“เธอคิดจะทำยังไงกับอนาคตตัวเองเหรอ?” สโรชาถาม ดาวประดับตอบ “ไม่รู้”

ใช่ เธอไม่รู้จริงๆ ว่าจะทำยังไงต่อไป เธอรู้แค่ว่ามีคนตามฆ่าเธอ เธอไม่อยากตาย เธอต้องซ่อนตัว เธอต้องหนี

“มาเป็นลูกน้องฉันไหมล่ะ? ฉันช่วยให้เธอหนีรอดจากไอ้พวกนั้นได้นะ” สโรชาบอก ดาวประดับถาม “ทำไมคุณถึงช่วยฉัน?”

“ก็แค่สงสารไง” สโรชาบอก ดาวประดับมองอีกฝ่ายที่กำลังขับรถ เธอไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีแผนการอะไร บางทีอาจจะอยากใช้เธอเป็นโล่รับกระสุนก็ได้ แต่ไม่ว่าอีกฝ่ายจะวางแผนอะไร เธอก็ยอมถูกใช้ประโยชน์ไปก่อน เพราะตัวเธอไม่มีทางเลือกมากนัก จะไปแจ้งตำรวจ ขนาดกลางวันแสกๆ ยังมีคนบุกเข้ามาฆ่าเธอถึงในบ้าน แล้วข่าวในคืนนั้นก็ไม่มีเล็ดลอดออกมาเลย นี่แสดงว่าคนที่สุสานนั่นมีอิทธิพลในระดับหนึ่ง เธอที่เป็นแค่คนธรรมดาตัวเล็กๆ จะเอาอะไรไปสู้กับคนพวกนั้นได้ล่ะ

“ได้ ฉันยอมเป็นลูกน้องคุณ แต่คุณต้องบอกฉันว่าคนพวกนั้นเป็นใคร พวกมันมีอิทธิพลมากขนาดไหน” ดาวประดับพยักหน้า สโรชาตอบ “ตกลง”

เมื่อถึงบ้าน ทั้งสองคนก็ลงจากรถ สโรชาหิ้วกระเป๋าของดาวประดับเข้าบ้าน เธอวางกระเป๋าแล้วเดินไปหยิบอุปกรณ์ทำแผลมา ดาวประดับนั่งลงที่โซฟา สโรชาก็ลงมือทำแผล เธอล้างแผลแล้วแปะพลาสเตอร์เอาไว้ “เอาล่ะ เสร็จแล้ว”

“ขอบคุณค่ะ” ดาวประดับพูดอย่างเคยปาก สโรชาเก็บอุปกรณ์ทำแผลไป ดาวประดับจึงบอก “คุณเล่าเรื่องพวกมันซิ”

“ได้” สโรชาพยักหน้า แล้วเดินกลับไปนั่งลงตรงข้าม พลางเล่าว่า “พวกมัน………”

ดาวประดับฟังจบแล้วอึ้งงันไปพักใหญ่ ที่แท้แล้วคนพวกนั้นคือองค์กรหนึ่งที่กำลังทดลองเรื่องซอมบี้นั่นเอง ส่วนเชื้อซอมบี้ก็ได้มาจากไหนไม่รู้ สโรชามีหน้าที่ขโมยข้อมูลและเชื้อซอมบี้ไปให้นายจ้าง จากนั้นก็รับเงินส่วนที่เหลือแล้วจากไป

ขณะที่ 2 สาวกำลังนั่งคุยกันอยู่นั้น ณ บ้านของคเณศซึ่งปิดไว้ ศพคเณศที่เดินตัวแข็งทื่อไปตลอดทาง ก็เดินไปถึงบ้านของเขาในที่สุด เขากดรหัสที่ประตูรั้วบานเล็ก ปิ๊บๆๆๆๆๆ…

ประตูบานเล็กเปิดออก เขาเดินผ่านประตูเข้าไป ประตูปิดโดยอัตโนมัติ เขาเดินตัวแข็งทื่อไปถึงประตูบ้าน เขากดรหัสที่ประตู ปิ๊บๆๆๆๆๆ…

ประตูเปิดออก เขาเข้าบ้านไป ที่บ้านเขาไม่มีใคร เขาอยู่คนเดียว เขาเป็นลูกคนเดียว พ่อตายเมื่อ 5 ปีก่อน แม่เขาจึงแต่งงานใหม่กับผู้ชายอเมริกัน เมื่อเขาตาย แม่จึงซื้อที่ในสุสานแล้วฝังศพเขาไว้ตามประเพณีของพ่อของเขาที่มีเชื้อสายจีน เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาจึงฟื้นขึ้นมาได้ ตัวเขาเป็นอัจฉริยะที่เรียนจบปริญญาเอกตั้งแต่อายุ 25 ปี เขาทำงานเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยตั้งแต่เรียนจบ และตอนนี้เขากำลังทำโครงการเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็กในครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันมีเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็กที่สุดคือ SMR (Small Modular Reactor)* ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดจิ๋วที่ออกแบบมาเพื่อระดับชุมชนหรืออุตสาหกรรม ตัวเขากำลังทำโครงการเตาปฏิกรณ์ขนาดที่เล็กกว่า SMR เพื่อใช้ตามบ้านเรือน หากว่าเขาทำสำเร็จ โครงการของเขาจะเป็นโครงการที่พลิกโลกพลังงานไปอีกขั้นหนึ่งเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายที่เขายังทำไม่สำเร็จก็ตายเสียก่อน

(SMR (Small Modular Reactor) เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดจิ๋วที่ออกแบบมาเพื่อระดับชุมชนหรืออุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเครื่องปฏิกรณ์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก เป็นเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่ถูกย่อส่วนลงจากโรงงานผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม เครื่องปฏิกรณ์ SMR ทั่วไปผลิตกระแสไฟฟ้าได้ไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ (MW) กระบวนการทำงานยังคงใช้หลักการนิวเคลียร์ฟิชชัน (การแยกตัวของอะตอม) เพื่อสร้างความร้อน นำไปต้มน้ำให้กลายเป็นไอน้ำมาหมุนกังหันผลิตไฟฟ้า ข้อดี: สามารถผลิตชิ้นส่วนสำเร็จรูปจากโรงงานแล้วนำมาประกอบติดตั้งในพื้นที่ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและใช้เวลาสร้างน้อยกว่า รวมถึงมีระบบความปลอดภัยแบบพาสซีฟที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าหรือคนควบคุมในกรณีฉุกเฉิน)

เขาไม่รู้ว่าตัวเขาฟื้นขึ้นมาได้อย่างไร แต่ว่าร่างกายของเขาไม่มีลมหายใจแล้ว มีเพียงความรู้สึกนึกคิดที่ยังสมบูรณ์เหมือนตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นเมื่อเขาลงจากรถกระบะคันนั้นแล้วเขาจึงเดินเท้ามุ่งหน้าไปที่บ้านของเขา เขาไม่มีเงินติดตัว จึงไม่อาจเรียกรถแท็กซี่ได้ อีกทั้งตัวเขาก็มีกลิ่นเหม็นจนคนอื่นรังเกียจ แม้ว่าเสื้อผ้าที่เขาใส่จะดูดี แต่ว่ามันก็สกปรกไปหมด เขาจึงได้แต่เดินเท้าเรื่อยๆ จนถึงบ้าน

สิ่งแรกที่เขาทำคืออาบน้ำ เขาอาบน้ำด้วยท่าทางที่แข็งทื่อ พยายามขัดถูตัวเองจนสะอาดทุกซอกทุกมุม จากนั้นก็เช็ดตัวด้วยท่าทางที่แข็งทื่อ และหยิบเสื้อผ้ามาใส่อย่างยากลำบาก ตัวเขาแข็งทื่อไปหมดทั้งตัว ทำให้กว่าเขาจะใส่เสื้อผ้าเสร็จก็เสียเวลาไปนานทีเดียว เมื่อใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เขาจึงเดินไปที่ห้องทำงาน แล้วเปิดคอมพิวเตอร์ เขานั่งลงอย่างยากลำบากมาก เหมือนกับว่าหลังของเขาถูกดามด้วยเฝือกแข็งๆ จนก้มตัวไม่ได้เลย เมื่อนั่งได้แล้ว เขาจึงยกแขนที่แข็งทื่อค่อยๆ ใช้มือจับเม้าค้นหาข้อมูลที่สามารถอธิบายสภาพของเขาในตอนนี้ออกมา

ทุกข้อมูลที่ปรากฏบนจอล้วนพุ่งไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ ‘ผีดิบ’ กับ ‘ซอมบี้’ แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ ตัวเขายังมีความนึกคิดเหมือนคนปกติทั่วไป ไม่ได้สูญเสียสติปัญญาไป เขาค้นหาข้อมูลต่อไปเรื่อยๆ

หลังจากค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสภาพของตัวเองแล้วเขาจึงค้นหาข้อมูลที่จะช่วยให้ตัวเขากลับมามีร่างกายที่ยืดหยุ่นเหมือนมนุษย์ ไม่ใช่ตัวแข็งทื่อเหมือนถูกดามด้วยเฝือกแข็งไปทั้งตัวแบบนี้ และสิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอคือ ‘วิธีกายภาพบำบัด’ กับ ‘โยคะ’

เขาจ้องมองจออย่างอึ้งๆ แล้วจึงค่อยๆ ลองทำท่ากายภาพบำบัดแบบง่ายๆ ดูก่อน เขาได้ยินเสียงกระดูกลั่นกร๊อบๆ เขาพยายามทำกายภาพบำบัดไปเรื่อยๆ

ตอนค่ำ คนข้างบ้านกลับถึงบ้าน เขาเห็นแสงไฟในบ้านอาจารย์คเณศเปิดอยู่จึงคิดว่ามีคนมาเช่าบ้านหลังนี้แล้ว เขาจึงไม่ได้สนใจบ้านข้างๆ อีก เขาทำกิจวัตรประจำวันเหมือนเดิมแล้วก็เข้านอนไป

คเณศทำกายภาพบำบัดจนนิ้วมือที่แข็งทื่อเริ่มอ่อนตัว มีความยืดหยุ่นขึ้นมานิดหนึ่ง เขายิ้มอย่างพอใจ แต่หากว่าใครเห็นเข้าคงขนหัวลุกแน่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!