Skip to content
ศิษย์ร้ายแกล้งรัก

ศิษย์ร้ายแกล้งรัก 6

Chapter 6 (18+)เถากลืนจิต

“อื้อ…จะ…จิ้งเสียน…ยะ…หยุดเถอะ…” เฉินรุ่ยฟางห้ามเสียงสั่นพร่า นางรู้สึกเสียววูบวาบไปทั้งตัวแล้ว ขนอ่อนนางลุกชันแล้วลุกชันอีก ทำให้นางรู้สึกทรมานอย่างบอกไม่ถูก นิ้วยาวแทงเข้าแทงออกทำนางยืนไม่ไหวแล้ว ตัวนางพิงไปข้างหลังอย่างไร้เรี่ยวแรง เม้มปากกลั้นเสียงคราง “อื้อ…อื้อ…”

เฉินจิ้งเสียนแทงนิ้วเข้าๆ ออกๆ หมายให้นางสุขสมสักครั้งก่อน มือหนึ่งแทง มือหนึ่งบีบ ปากก็ขบเม้มไหล่และลำคอนางไม่หยุด

จนกระทั่งเฉินรุ่ยฟางตัวเกร็งกระตุก ครางเสียงแหลม “อ้าาาาาา…”

นางรู้สึกเหมือนในหัวขาวโพลนไปหมด ขาอ่อนแรงจนทรุดลงไปนั่งแปะกับพื้น เฉินจิ้งเสียนยิ้มมุมปาก เขาก้มลงช้อนอุ้มนางขึ้นมาแล้วก้าวไปตรงที่นอนวางนางลงไป ตัวเขาก็ทาบทับเหนือร่างนาง มือไม้ก็ดึงอาภรณ์นางออกจากร่าง เฉินรุ่ยฟางนอนอ่อนแรงหน้าแดงก่ำราวกับจะคั้นเลือดได้ เฉินจิ้งเสียนถอดอาภรณ์นางจนนางตัวเปลือยเปล่าแล้วเขาก็รีบถอดอาภรณ์ตัวเองออกไปอย่างเร่งรีบ จากนั้นก็ก้มลงไปขบดูดยอดทรวงสีชมพูอ่อน

“อ้า…” เฉินรุ่ยฟางหลุดเสียงร้องครางออกมา รู้สึกเสียววูบวาบจนขนอ่อนลุกชัน นางเอียงตัวหนี เฉินจิ้งเสียนก็ตามขบดูดไม่ยอมปล่อย ซ้ำยังใช้มือบีบคลึงก้อนเนื้อนุ่มอีกข้างไปด้วย เฉินรุ่ยฟางเสียวจนมือไม้อ่อนแรง นอนดิ้นไปดิ้นมา นางรู้สึกทั้งเสียวทั้งจักจี้จึงครวญครางอย่างกลั้นไม่อยู่ “อื้อ…อา…”

เฉินจิ้งเสียนอาศัยจังหวะที่นางดีดดิ้นไปมาแทรกกลางหว่างขานางแล้วกดองคชาติเข้าไปในรูอ่อนนุ่ม

“อื้อ…เจ็บ…” เฉินรุ่ยฟางร้องหน้าเบ้

เฉินจิ้งเสียนละปากจากยอดทรวงเอ่ยบอกคล้ายสั่ง “อ้าขาออก”

เฉินรุ่ยฟางจึงอ้าขาออก ความเจ็บทุเลาลงเล็กน้อย เฉินจิ้งเสียนกดเข้าไปจนสุดลำ เฉินรุ่ยฟางหน้าเบ้เหยเก นางยกมือยันแผ่นอกเขา “เจ็บๆ จิ้งเสียนออกไป”

“อาจารย์ ทนหน่อยซิ อีกเดี๋ยวก็ไม่เจ็บแล้ว ข้าจะทำให้ท่านมีความสุขเหมือนเมื่อกี้ ทนหน่อยนะ” เฉินจิ้งเสียนบอกคล้ายสั่งคล้ายปะเหลาะพลางถอนองคชาติออกจนเกือบจะหลุดออกมา เฉินรุ่ยฟางโล่งใจคิดว่าเขายอมถอนออก อึดใจต่อมานางก็ร้องหน้าเบ้ “อื้อ…เจ็บๆ”

เขากระทุ้งเข้ามาใหม่พลางสูดปาก “อู…”

เขากระทุ้งเข้าๆ ออกๆ สีหน้าสุขสม เฉินรุ่ยฟางยันอกเขา นางเจ็บอยากให้เขาหยุด แต่นางก็ไร้แรงจะผลักเขาออก ถูกเขากระทุ้งจนเสียงดังแจ๊ะๆ ความเจ็บจางหายไปตอนไหนไม่รู้ ความรู้สึกเสียวซ่านค่อยๆ แทรกเข้ามาแทนที่ ทำนางร้องคราง “อื้อ…อื้อ…”

“อู…อาจารย์…” เฉินจิ้งเสียนครางพลางกระทุ้งกระแทกอย่างไม่บันยะบันยัง เขากระแทกกระทั้นสักพักก็ครางยาว “โอ…”

องคชาติกระตุกเกร็งปล่อยธารน้ำแล้วเขาจึงถอนออกมา นอนลงข้างนาง มือก็ตวัดนางเข้ามาในอ้อมแขน มืออีกข้างก็บีบขยำก้อนเนื้ออ่อนนุ่ม เฉินรุ่ยฟางเสียวจนบิดตัวไปมา “อื้อ…จิ้งเสียน…”

เฉินจิ้งเสียนมองใบหน้านางแล้วพลิกตัวตะแคงไปจูบนาง เฉินรุ่ยฟางเบิกตาโต ครู่ต่อมานางก็ปรือตาลงปล่อยให้ลิ้นเขาแทรกเข้ามาในปาก เฉินจิ้งเสียนจูบพลางบีบขยำก้อนเนื้ออ่อนนุ่ม เฉินรุ่ยฟางเสียวจนขนอ่อนลุกชัน จนองคชาติของเฉินจิ้งเสียนแข็งขึงอีกครั้ง เขาก็ไม่รีรอ พลิกตัวขึ้นคร่อมนางอีกหน จับองคชาติกดใส่รูอ่อนนุ่ม “อา…”

“อื้อ…” เฉินรุ่ยฟางไม่ต่อต้านแม้แต่น้อย นางปล่อยให้เขากระทุ้งกระแทกไปจนกระทั่งนางสุขสม “อ้าาาาาา…”

เฉินจิ้งเสียนถูกรูอ่อนนุ่มบีบรัดเสียจนทนไม่ไหวจึงสุขสมตามนางไปติดๆ “โอ…”

เขาหลั่งธารน้ำแล้วพลิกตัวลงนอน ไม่กี่อึดใจต่อมาเขาก็หลับไป เฉินรุ่ยฟางก็หลับไปเช่นกัน

เมื่อตื่นขึ้นมา เฉินรุ่ยฟางมองไปรอบๆ เห็นว่าน่าจะสายแล้วกระมัง นางหันไปมองเฉินจิ้งเสียนเห็นเขายังหลับอยู่ นางจึงลุกขึ้นสวมอาภรณ์แล้วนั่งลงมองเขา จากที่เคยเห็นว่าเขาไม่หล่อเหลาเท่าไหร่ ครั้งนี้ดูหน้าเขาแล้วนางกลับรู้สึกว่าเขาหน้าตาดีขึ้น นางมองหน้าเขาอยู่อย่างนั้นจนเขาลืมตาขึ้นมานางจึงรีบหมุนตัวไป หน้าแดงเล็กน้อยอย่างกลัวว่าเขาจะรู้ว่าเมื่อกี้นางนั่งมองเขา

เฉินจิ้งเสียนมองไปข้างกาย เห็นอาจารย์นั่งหันหลังห่างออกไป นางสวมใส่อาภรณ์แล้วเขาจึงลุกขึ้น ขยับไปสวมกอดนางจากทางด้านหลัง “อาจารย์”

“อื้อ!” เฉินรุ่ยฟางสะดุ้งทีหนึ่ง หน้ายิ่งแดงก่ำ นางไม่กล้าหันไปมองเขาแม้แต่น้อย ใจนางเต้นตึกตักๆ เฉินจิ้งเสียนยื่นหน้าไปจูบพวงแก้มนาง เฉินรุ่ยฟางยิ่งหน้าแดงมากกว่าเดิม นางนั่งตัวแข็งทื่อ เฉินจิ้งเสียนผละจากพวกแก้มนุ่มแล้วสอดมือเข้าไปในสาบเสื้อบีบก้อนเนื้อนุ่ม

“อื้อ! จิ้งเสียนอย่า” เฉินรุ่ยฟางห้ามเสียงเบา เฉินจิ้งเสียนอ้อนว่า “อาจารย์ ข้าอยากทำอีก”

“อื้อ…ไม่…ไม่ได้…” เฉินรุ่ยฟางปฏิเสธเสียงสั่นพร่า เฉินจิ้งเสียนยิ่งออดอ้อน “อีกครั้งนะ”

มือเขาบีบคลึงก้อนเนื้อนุ่มไม่หยุด เฉินรุ่ยฟางจึงบอกอย่างอายๆ ว่า “แต่ว่าตรงนั้น…ข้า…เจ็บแล้ว”

“เช่นนั้นให้ข้าดูหน่อย” เฉินจิ้งเสียนบอกพลางดันตัวนางลงนอน เฉินรุ่ยฟางขืนตัวไว้ “ไม่ๆ”

“ให้ข้าดูหน่อย” เฉินจิ้งเสียนบอกพลางกดตัวนางลงนอน มือก็เลิกกระโปรงนางขึ้นแล้วเกี่ยวดึงกางเกงตัวในลงไป เฉินรุ่ยฟางอายยิ่งนัก นางยื่นมือไปดึงกางเกงไว้ “อย่า!”

“อาจารย์ปล่อยมือ” เฉินจิ้งเสียนสั่งพลางดึงรั้งกางเกงลง เฉินรุ่ยฟางดึงยื้อยุดไว้ “อย่า”

“จะให้ข้าดูดีๆ หรือจะให้ข้าโกรธ?” เฉินจิ้งเสียนขู่เสียงแข็ง เฉินรุ่ยฟางมองหน้าเขา เห็นเขาทำหน้าบึ้งตึงแล้ว นางจึงยอมปล่อยมือจากกางเกง เฉินจิ้งเสียนดึงกางเกงออกจนพ้นปลายเท้า เฉินรุ่ยฟางหนีบขาอย่างอายจัด หน้านางแดงก่ำจนแทบจะคั้นเลือดได้แล้ว เฉินจิ้งเสียนดันขานางออก “อ้าขา”

เฉินรุ่ยฟางอ้าขาออกอย่างอายจัด นางยกมือปิดหน้าไม่กล้ามองดูเขา นางที่เป็นอาจารย์ของเขา ตอนนี้กลับนอนอ้าขาให้เขาดูของสงวนอย่างไม่อาจขัดขืน เฉินจิ้งเสียนมองดูกลีบเนื้ออ่อนนุ่มที่บวมแดงแล้วยื่นมือไป “อาจารย์ ส่งโอสถมาให้ข้า”

เฉินรุ่ยฟางหุบขาเข้าหากันพลางบอก “ไม่ๆ เดี๋ยวข้าทาเอง”

“อาจารย์ส่งโอสถมาเถอะ” เฉินจิ้งเสียนบอก เฉินรุ่ยฟางปฏิเสธ “ไม่…”

นางยังพูดไม่จบ เฉินจิ้งเสียนรีบเอ่ยขัด “ส่งโอสถมา ไม่เช่นนั้นข้าจะทำอีกครั้ง”

เฉินรุ่ยฟางถูกข่มขู่แบบนั้น นางจึงจำยอม หยิบถุงคุนเฉียนมาแล้วหยิบโอสถออกมายื่นส่งให้เขา เฉินจิ้งเสียนรับตลับโอสถมา เขาเปิดตลับออกแล้วป้ายโอสถออกมาพลางสั่ง “อ้าขาออก”

เฉินรุ่ยฟางอ้าขาออกอย่างจำยอม นางอายแสนอาย เฉินจิ้งเสียนทาโอสถลงบนกลีบเนื้ออ่อนนุ่ม เฉินรุ่ยฟางทั้งอายทั้งเสียว นางเม้มปากแน่น ยกมือปิดหน้าเอาไว้ เฉินจิ้งเสียนทาโอสถเสร็จแล้วก็เก็บโอสถไป เขาขยับตัวไปนั่งด้านข้างนาง ดึงมือนางมาข้างหนึ่ง จับมือนางวางลงบนองคชาติตัวเองที่กำลังแข็งขึง เฉินรุ่ยฟางหน้าร้อนฉ่า นางกุมองคชาติของเขา ถูกเขากุมซ้อนเอาไว้ ทั้งยังจับมือนางให้ขยับขึ้นๆ ลงๆ

“อืม…” เฉินจิ้งเสียนครางออกมา มือก็จับมือนางรูดขึ้นๆ ลงๆ เฉินรุ่ยฟางเหลือบมองเขาอย่างเขินอาย

“อู…” เฉินจิ้งเสียนครางอย่างพึงพอใจ มือยิ่งจับมือนางรูดขึ้นๆ ลงๆ เร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาสุขสม “โอ…”

องคชาติหลั่งธารน้ำพุ่งกระฉูดจนเลอะมือของทั้งสองคน เฉินจิ้งเสียนปล่อยมือ เฉินรุ่ยฟางรีบดึงมือออกราวกับจับต้องถ่านร้อนๆ อย่างไรอย่างนั้น นางอายแสนอายยิ่งนัก เฉินจิ้งเสียนได้ปลดปล่อยไปหลายครั้งแล้วจนองคชาติของเขาหลับสนิทยิ่ง คาดว่าวันนี้ทำอย่างไรก็คงไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้วแน่นอน เมื่อสุขสมแล้ว ท้องที่ว่างเปล่าก็ส่งเสียงร้องขึ้นมา เขาจึงลุกขึ้นหยิบอาภรณ์มาสวมใส่

เฉินรุ่ยฟางก็รีบลุกขึ้นหยิบกางเกงมาสวมใส่ หน้านางแดงก่ำยิ่งนัก ตอนที่นางขยับตัวตรงนั้นไม่ค่อยเจ็บแล้ว นี่เป็นเพราะว่าโอสถของนางตลับนั้นเป็นโอสถระดับนภา จึงออกฤทธิ์ไวกว่าระดับปฐพี ส่วนโอสถที่เหลือถูกเฉินจิ้งเสียนเก็บไป นางก็ไม่ได้ทวงคืนมา เอาไว้นางกลับสำนักโอสถแล้วค่อยหลอมเพิ่มก็ได้

เฉินจิ้งเสียนสวมอาภรณ์เสร็จแล้วก็เอาอาหารที่เตรียมไว้แล้วออกมาวางแล้วเชื้อเชิญอาจารย์อย่างออดอ้อน “อาจารย์ขอรับ น้ำชาขอรับ”

เฉินรุ่ยฟางมองถ้วยชาที่ยื่นมา เฉินจิ้งเสียนรีบบอก “ข้าไม่ได้ใส่โอสถแล้วจริงๆ นะขอรับ”

เฉินรุ่ยฟางมองเขาพลางรับถ้วยชามา ก็ใช่ เขาได้นางแล้ว ยังจะเล่นเล่ห์อะไรอีกทำไม

เฉินจิ้งเสียนมองนาง ทำหน้าตาออดอ้อนประจบประแจง “อาจารย์ขอรับ กลับไปแล้วเราจัดงานแต่งกันเลยนะขอรับ”

“อืม” เฉินรุ่ยฟางรับปาก นางเป็นของเขาแล้ว หากยังไม่รีบแต่งงานอีกนางเองนั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

“เย้!” เฉินจิ้งเสียนทำท่าดีอกดีใจ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่สีหน้ามีความสุขยิ่ง เขารีบคีบกับให้นาง เอาอกเอาใจราวกับนางเป็นของล้ำค่าที่ควรค่ากับการทนุถนอม เฉินรุ่ยฟางคีบกับกินข้าวสีหน้าเรียบเฉย ในใจกลับคิดว่า หากว่าคนตรงหน้าเปลี่ยนเป็นคนๆ นั้น ข้าจะรู้สึกมีความสุขขนาดไหนนะ?

พอคิดมาถึงตรงนี้นางก็ด่าตัวเองอยู่ในใจ ข้าจะคิดแบบนี้ไม่ได้ ข้าเป็นของจิ้งเสียนแล้ว อย่าได้คิดเป็นอื่นอีกเลย

นางกินข้าวไปเรื่อยๆ จนอิ่ม เฉินจิ้งเสียนก็กินอิ่มแล้วเช่นกัน เขาเก็บจานชามไป จากนั้นก็ขยับไปนั่งข้างๆ นาง โอบกอดนางเอาไว้พลางเลียบเคียงถาม “อาจารย์ขอรับ ข้าเห็นท่านมีตำราม้วนหนึ่งดูแล้วเก่ามาก นั่นเป็นตำราอะไรหรือขอรับ?”

“ตำรา?” เฉินรุ่ยฟางทวนคำ เฉินจิ้งเสียนจึงอธิบายเพิ่ม “ตอนนั้นข้าไปหาท่านตอนค่ำแล้ว เห็นท่านกำลังอ่านตำราอยู่จึงไม่กล้าเรียกขอรับ”

“อ่อ ก็แค่ตำราเก่าๆ น่ะ ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก” เฉินรุ่ยฟางบอกปัดไป ในใจเกิดความรู้สึกไม่ดีขึ้นมาแวบหนึ่ง ไม่ใช่ว่านางหวงตำรา แต่ว่าในตำราเล่มนั้นมีตำรับโอสถไม่น้อยที่สุ่มเสี่ยงว่าจะถูกคนนำไปใช้ในทางที่ไม่ดีได้ อย่างเช่นโอสถลวงใจ แค่ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นโอสถที่ทำให้คนที่กินเข้าไปรู้สึกรักจนลุ่มหลง หากว่าเขาได้อ่านตำรานี้แล้วคิดอยากลองเอาโอสถในตำราไปใช้ในทางที่ไม่ดีล่ะ?

ก่อนที่อาจารย์ของนางจะมอบตำราม้วนนั้นให้นางก็เตือนนางนักหนาว่า อย่าได้มอบตำรานี้ให้ใครง่ายๆ หากให้คนดีก็แล้วไป แต่ถ้าคนชั่วได้ไปคงเอาไปทำเรื่องไม่ดีแน่นอน อีกทั้งศิษย์ของนางนิสัยใจร้อนวู่วาม นางกลัวว่าเขาจะนำโอสถในตำราไปใช้จนเกิดเรื่องที่ไม่อาจแก้ไขได้ เอาไว้รอให้เขาเติบโตมากกว่านี้ มีความคิดอ่านมากกว่านี้แล้วนางค่อยมอบตำราให้ก็ยังไม่สายเกินไป

เฉินจิ้งเสียนถูกนางบอกปัดเช่นนั้นก็แอบขบกรามทีหนึ่ง หนอย! ข้าได้นางแล้ว แต่นางกลับยังไม่ไว้ใจข้าอีก เห็นทีคงต้องทำให้นางลุ่มหลงจนโงหัวไม่ขึ้นเสียก่อนกระมัง ไม่เป็นไร ข้ายังมีเวลาอีกนานทีเดียว รอจนกว่าข้าจะเบื่อก็ได้ เมื่อได้ตำรามาแล้วค่อยคิดอีกทีก็ยังไม่สาย หึๆๆๆ…

เขาดันนางลงนอน ชวนคุยเรื่องอื่นไปเรื่อย เฉินรุ่ยฟางนอนอยู่ในอ้อมแขนเขา ฟังเขาคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้เกี่ยวกับครอบครัวของเขาตอนยังเด็กๆ นางก็เล่าเรื่องตอนที่นางยังเด็กๆ ให้เขาฟังเช่นกัน คุยกันกระหนุงกระหนิงเหมือนกับคู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันอย่างไรอย่างนั้น

จวบจนเวลาล่วงไปจนถึงตอนบ่าย เฉินจิ้งเสียนจึงบอกว่า “อาจารย์ เดี๋ยวข้าออกไปล่าสัตว์ป่ามาย่างให้ท่านกินดีไหมขอรับ?”

“อย่าไปเลย เกิดเจ้าไปเจอสัตว์ร้ายเข้าจะแย่เอา” เฉินรุ่ยฟางบอกอย่างเป็นห่วง เฉินจิ้งเสียนจึงบอก “ป่าแถวนี้มีแต่สัตว์เล็กขอรับ ไม่มีสัตว์ใหญ่ ท่านไม่ต้องห่วง ข้าไปสักพักก็น่าจะล่าไก่ล่านกมาได้แน่นอน”

“เจ้า…” เฉินรุ่ยฟางคิดจะห้ามปราม แต่พอเห็นเขาท่าทางคล้ายเบื่อที่อยู่แต่ในถ้ำนางจึงพยักหน้า “เจ้าไปเถอะ ระวังตัวด้วยล่ะ หากมีอะไรก็รีบตะโกนเรียกข้าเลย อย่างน้อย 2 คนช่วยกันย่อมดีกว่าเจ้าสู้อยู่คนเดียว”

“ขอรับ ท่านไม่ต้องห่วง ข้าไปเดี๋ยวเดียวก็กลับมาแล้ว” เฉินจิ้งเสียนบอกแล้วลุกออกไปทันที เฉินรุ่ยฟางลุกขึ้นนั่งมองตามจนเขาเดินลับตาไปแล้วนางจึงเอาตำราออกมานั่งอ่าน

เฉินจิ้งเสียนเดินออกไป สายตาสอดส่องมองหาสัตว์ป่าไปเรื่อยๆ เขาเดินไปไกลจากถ้ำมากขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่งเดินไปถึงทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง สายตาเขาพลันเห็นสตรีนางหนึ่งกำลังยืนประจันหน้ากับเถาไม้สีเขียวและมีเสือเพลิงโลกันต์ตัวใหญ่ยักษ์นอนหมอบอยู่ในตาข่ายสีเงินขนาดใหญ่อยู่ด้านหนึ่ง

“เจ้าปล่อยถังหูลู่*เดี๋ยวนี้!” เถาไม้สีเขียวยกเถาชี้สั่งท่าทางเอาเรื่อง สตรีนางนั้นแค่นเสียงเยาะหยัน “เฮอะ! เจ้าบอกให้ปล่อยข้าต้องปล่อยรึ”

(ถังหูลู่ เป็นตัวละครจากเรื่อง สตรีอ้วนป่วนสวรรค์ ค่ะ)

“เจ้าไม่ปล่อย เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่ปรานี” เถาไม้สีเขียวชี้หน้าข่มขู่ สตรีนางนั้นกวักมือท้าทาย “มาๆ ใครกลัวเจ้ากัน”

“ฮึ!” เถาไม้สีเขียวแค่นเสียงคำหนึ่งแล้วยืดเถาพุ่งไปโจมตีอย่างรวดเร็ว สตรีนางนั้นวาดกระบี่ฟันฉับ!

เถาไม้สีเขียวหลบได้ทั้งยังยกเถาอีกหลายเถาพุ่งโจมตี สตรีนางนั้นวาดกระบี่รับแทบไม่ทัน เสียงเถาไม้กระแทกกระบี่ดังตุบตับๆ

เฉินจิ้งเสียนยืนมองอย่างตะลึงงัน ไม่คิดว่าจู่ๆ ก็จะได้เจอเถากลืนจิต* ที่นี่ อีกทั้งยังต้นใหญ่ถึงเพียงนั้น เขาเกิดความโลภอย่างจับเถากลืนจิตเถานั้นขึ้นมาทันที เขาจึงยืนดูรอจังหวะฉวยโอกาส หากว่าสตรีนางนั้นสามารถจับเถากลืนจิตได้ เขาก็จะคิดหาทางแย่งมาให้ได้ หรือหากทั้งสองฝ่ายสู้กันจนเถากลืนจิตเพลี่ยงพล้ำ เขาก็จะรีบฉวยโอกาสไปจับมาแล้ววิ่งหนีไปทันที ทั้งสองสู้กันเร็วมาก เร็วจนเขามองแทบไม่ทันเลยทีเดียว แต่แล้วจังหวะหนึ่ง เขาเห็นหยกห้อยเอวที่ผูกอยู่บนตัวเถากลืนจิต หยกชิ้นนั้นสะท้อนแสงเป็นประกายระยิบระยับ ทำให้เขานึกถึงเรื่องเล่าที่เคยได้ยินมา

(เถากลืนจิต เป็นตัวละครจากเรื่อง สตรีอ้วนป่วนสวรรค์ ค่ะ)

ในแดนเทพมีเถากลืนจิตเถาใหญ่อยู่ 1 เถา และเจ้าของเถากลืนจิตเถานั้นก็คือผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่แม้แต่เทียนจวินยังให้ความเคารพ เถากลืนจิตเถานั้นได้รับความคุ้มครองจากผู้อาวุโสท่านนั้น ใครก็ไม่กล้าจับมัน ที่ตัวมันจะห้อยหยก 9 สี อันเป็นหยกคุ้มครองที่ผู้อาวุโสท่านนั้นลงอาคมเอาไว้

เมื่อเห็นหยก 9 สีชิ้นนั้นเฉินจิ้งเสียนก็ตกตะลึงไป เถานั่นมีเจ้าของ!

ความคิดที่จะจับมันพลันมลายหายไปทันที ต่อให้เขากินดีหมีหัวใจเสือเข้าไป เขาก็ไม่กล้าแตะต้องเถากลืนจิตเถานั้นเลย!

สตรีนางนั้นยังคงต่อสู้อยู่ แต่ยิ่งสู้นานเข้านางยิ่งรู้สึกเหมือนว่าเถาบ้านั่นกำลังหยอกเย้านางเหมือนแมวหยอกหนูอย่างไรอย่างนั้น นางถือตัวว่ามีฝีมือต่อสู้สูงส่ง แต่เมื่อได้สู้กับเถาบ้านั่นนางกลับถูกเถาบ้านั่นไล่ต้อนจนเหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจตายแล้ว!

นางฟันมันก็ฟันไม่เข้า เถาบ้านี่แข็งยิ่งกว่ากระบี่ของนางเสียอีก!

ทำนางโมโหแทบตายแล้ว!

จังหวะที่นางเหนื่อยล้าขาอ่อนกำลัง นางก็ถูกเถาเส้นหนึ่งฟาดใส่จนกระเด็นลอยละลิ่วไป “อ้า!”

นางไม่อาจหยุดตัวเองได้เลย ขณะที่นางหลับตาปี๋ คิดว่าต้องตกกระแทกแน่แท้ ตัวนางก็ชนถูกสิ่งหนึ่งที่มีสัมผัสนุ่ม

“อุ๊บ!” เฉินจิ้งเสียนร้องคำหนึ่ง เขาถูกสตรีนางนั้นลอยมาตกใส่ มือจึงยื่นไปรับร่างนางโดยไม่ทันรู้ตัว ตัวเขาก็เซถอยหลังไปหลายก้าวจนชนกับต้นไม้ใหญ่ข้างหลังดังปึก!

“อึก!” เขาร้องอีกครั้ง รู้สึกเจ็บแผ่นหลังจนจุกเสียด

เถากลืนจิตมองตามเห็นสตรีอวดดีนั่นลอยไปชนกับบุรุษอีกคน มันจึงส่งเสียงชิชะคำหนึ่ง

สตรีนางนั้นรู้สึกว่าตัวเองจุกเพียงเล็กน้อยจึงลืมตามอง ก็เห็นใบหน้าของบุรุษผู้หนึ่งอยู่ใกล้ยิ่งนัก ครั้นมองดีๆ จึงเห็นว่าตัวเองอยู่ในอ้อมแขนของบุรุษผู้นั้น ใบหน้านางก็แดงระเรื่อขึ้นมา นางถูกบุรุษแตะเนื้อต้องตัวแล้ว!

“หึ! พวกเจ้า 2 คนมาพร้อมกันเลยก็ได้ รีบสู้รีบจบ ข้าจะได้ไปเสียที” เถากลืนจิตกวักเถาท้าทายอย่างดูแคลน มันหันไปพูดกับเสือเพลิงโลกันต์ว่า “รออีกนิดนะถังหูลู่”

เสือเพลิงโลกันต์ตัวนั้นส่งเสียงอืออา เท้าหน้าทั้งสองเท้ากำลังจับต้นไม้ต้นเล็กๆ เอาไว้

“งือๆ” มันถูไถหน้ากับต้นไม้เล็กๆ ต้นนั้นเหมือนแมวที่กำลังหลงใหลต้นกัญชาแมวอย่างไรอย่างนั้น

“เจ้าเสือโง่นี่” เถากลืนจิตด่าอย่างอดไม่อยู่ ถูกคนล่อด้วยต้นฝิ่นพยัคฆ์ก็ลืมระวังตัวหมดสิ้น พุ่งเข้าไปคว้าต้นฝิ่นพยัคฆ์ที่อยู่ใต้กับดักเสียได้ จึงถูกตาข่ายเก้าฟ้าคลุมลงมาจับเอาไว้ มันน่าปล่อยให้คนจับไปถลกหนังปูรองพื้นยิ่งนัก!

หากไม่ใช่เพราะเห็นมันเป็นสหาย มันคงไม่คิดช่วยเหลือแบบนี้หรอก

เฉินจิ้งเสียนปล่อยสตรีในอ้อมแขนลงยืน สตรีนางนั้นเท้าแตะพื้นก็ร้อง “โอ้ย!”

นางเกาะบุรุษผู้นั้นเอาไว้ เฉินจิ้งเสียนก็ประคองนางพลางถาม “เจ็บเท้าหรือ?”

“อืม” สตรีนางนั้นพยักหน้า เฉินจิ้งเสียนประคองนางพลางตะโกนว่า “สหาย เจ้าปล่อยข้ากับแม่นางผู้นี้ไปเถิด”

“ปล่อยพวกเจ้างั้นรึ เฮอะ! พวกเจ้าคิดจะจับเจ้าเสือโง่นี่ ก็มาสู้ตายกับข้า” เถากลืนจิตแค่นเสียงอย่างเย่อหยิ่ง ยืนกอดอกเชิดหน้ามองเขม็ง

เฉินจิ้งเสียนฟังแล้วจึงก้มหน้าลงมองสตรีตรงหน้า ถามนางว่า “เจ้าคิดจะจับเสือตัวนั้นจริงๆ รึ?”

“จับซิ ข้าอุตส่าห์จับมันได้ ไยต้องปล่อยมันด้วยล่ะ” สตรีนางนั้นเชิดหน้าตอบ ท่าทางเอาแต่ใจยิ่งนัก เฉินจิ้งเสียนมองอย่างหนักใจจริงๆ คนหนึ่งก็ดูท่าทางเป็นคุณหนูเอาแต่ใจ ส่วนเถากลืนจิตนั่นกิตติศัพท์ความร้ายกาจของมันเลื่องลือไปทั่วทั้งแดนเทพเลยทีเดียว มันถือว่ามีผู้อาวุโสท่านนั้นให้ท้าย มันจึงอวดดีข่มเหงเทพคนอื่นไปทั่ว มีเรื่องกับมันมีแต่เสียเปรียบฝ่ายเดียว เขาจึงเอ่ยเสียงเบาว่า “แม่นาง มันมีผู้อาวุโสท่านนั้นให้ท้าย ใครมีเรื่องมีราวกับมันล้วนไม่ตายดี แม้แต่เทียนจวินยังไม่อยากมีเรื่องกับมันเลย ข้าว่าเจ้ายอมถอยดีกว่า”

“หือ?” สตรีนางนั้นเลิกคิ้วขึ้น ท่าทางเหมือนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร เฉินจิ้งเสียนจึงถาม “เจ้าไม่รู้จักมันรึ?”

สตรีนางนั้นส่ายหน้า นางจะไปรู้จักเจ้าเถาบ้านั่นได้อย่างไร นางจับเสือได้ มันก็กระโจนมาชี้มือชี้ไม้สั่งให้ปล่อยเสือ นางจึงโมโหยิ่งนัก นางเป็นคนจับเสือได้ ไยนางต้องปล่อยให้คนอื่นมาชี้มือชี้ไม้บงการได้ล่ะ! หากนางยอมนางยังจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน นางเป็นถึงบุตรสาวของผู้อาวุโสในสำนักโอสถเชียวนะ ถ้าคนอื่นรู้เรื่องนี้ ศักดิ์ศรีของนางก็ไม่เหลือแล้ว!

“มันคือเถากลืนจิตเป็นของๆ ผู้อาวุโสท่านนั้น แม้แต่เทียนจวินยังต้องไว้หน้าผู้อาวุโสท่านนั้น เจ้าคิดจะมีเรื่องกับมัน เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน ข้ายังไม่อยากตาย” เฉินจิ้งเสียนบอกพลางปล่อยมือจากนาง สตรีนางนั้นอึ้งงันไป จะให้นางสู้กับเจ้าเถาบ้านั่นคนเดียว นางจะเอาอะไรไปสู้กับมันได้ล่ะ มันฟันแทงไม่เข้า ทั้งเรี่ยวแรงก็มากกว่านางเป็นสิบๆ เท่า นี่ไม่เท่ากับผลักนางออกไปตายหรืออย่างไร เจ้าคนๆ นี้นี่!

นางก้มหน้าลง พลันเห็นป้ายหยกที่เอวเขา เป็นป้ายหยกศิษย์สำนักโอสถ นางจึงข่มขู่ว่า “ถ้าเจ้ากล้าทิ้งข้า ข้าจะกลับไปฟ้องท่านพ่อ”

“ฟ้องพ่อเจ้า พ่อเจ้าเป็นใครรึ?” เฉินจิ้งเสียนจ้องนาง รู้สึกโกรธขึ้นมาตะหงิดๆ เขายื่นมือช่วย สตรีนางนี้ยังจะข่มขู่เขาอีก สตรีเช่นนี้สมควรปล่อยให้ตายไปเถอะ!

“ท่านพ่อข้าคือผู้อาวุโสรองของสำนักโอสถ เจ้ากล้าทิ้งข้า ข้าจะกลับไปฟ้องท่านพ่อ” สตรีนางนั้นข่มขู่ทั้งยังจับแขนเขายึดไว้แน่น เฉินจิ้งเสียนมองนางแล้วมองไปทางเถากลืนจิต หากต้องล่วงเกินใคร เขายอมเลือกที่จะล่วงเกินสตรีนางนี้ดีกว่าที่จะล่วงเกินเถากลืนจิตที่แม้แต่เทียนจวินยังไม่อยากมีเรื่องด้วย เขาแกะมือนางออกพลางเอ่ยว่า “แม่นางอย่าลากข้าไปตายด้วยเลย เถากลืนจิตนั่นคนทั่วทั้งแดนเทพล้วนหนีจากมันทั้งนั้น ไม่มีใครกล้ามีเรื่องมีราวกับมันหรอก แม่นางอยากตายก็ตายไปคนเดียวเถอะ ข้ายังมีพ่อแม่ต้องดูแล”

เขาแกะมือนางได้แล้วก็รีบถอยหลังไปทันที สตรีนางนั้นทรุดฮวบลงไปเพราะเจ็บข้อเท้า นางไม่รู้ว่าข้อเท้าหักหรือแค่แพลง นางมองบุรุษผู้นั้นพลางเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน เขาช่างใจดำทิ้งนางได้ลงคอ!

เมื่อบุรุษผู้นั้นถอยหลังไป เถากลืนจิตได้ยินคำพูดที่ทั้งสองคนคุยกันชัดเจน มันจึงเชิดหน้ามองอย่างเย่อหยิ่ง เจ้าคนๆ นั้นนับว่ารู้จักเอาตัวรอดที่ไม่อยากมีเรื่องกับมัน มันมองสตรีนางนั้นแล้วบอกว่า “ต่อให้เป็นผู้อาวุโสรองของสำนักโอสถยังต้องไว้หน้าข้าถึง 9 ส่วน เจ้าที่เป็นลูกกล้ามีเรื่องกับข้า ข้าจะทำให้เจ้ารู้จักคำว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน มาๆ ข้าจะตีเจ้าให้ตาย ต่อให้พ่อเจ้ามาเองก็ยังทำได้แค่เก็บศพเจ้าไป ไม่กล้าเอาเรื่องข้าแม้แต่นิดเดียว”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!