วันที่เริ่มเขียน 14 มิถุนายน 2568
Ebook ศิษย์ร้ายแกล้งรัก
คำโปรย
เฉินรุ่ยฟางถูกลูกศิษย์หลอกให้หลงรักจนนางตกเป็นของเขา แต่เขากลับฆ่านางอย่างเหี้ยมโหดเพียงเพราะนางขวางเส้นทางรักของเขากับสตรีคนใหม่ เจ้าศิษย์ชั่วนี่! ข้าขอสาปแช่งเจ้าไม่ให้เจ้าตายดี!
Chapter 1 ตีสนิท 1
ณ สำนักโอสถ แดนเทพจงยางต้าไห่ เฉินจิ้งเสียน (陈静娴) เป็นผู้ดูแลสวนสมุนไพรของสำนักโอสถได้ไม่นาน ขณะนี้เขากำลังนั่งอยู่ในห้องพักของตัวเอง กำลังคิดพิจารณาว่าควรจะตีสนิทอาจารย์ท่านใดเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ดี ในสำนักโอสถมีเจ้าสำนักเป็นตำแหน่งสูงสุด ตำแหน่งผู้อาวุโสที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลเป็นรองจากเจ้าสำนัก และอาจารย์หลอมโอสถอีกหลายคน ตำแหน่งเหล่านี้มีระดับสูงสุดไล่ไปจนถึงต่ำสุด แน่นอนว่าเขาย่อมอยากกราบเจ้าสำนักเป็นอาจารย์ แต่ว่าเจ้าสำนักไม่เคยเหลือบแลเขาเลยแม้แต่น้อย ความสามารถของเขายังไม่โดดเด่นจนถึงขั้นที่จะเข้าตาท่านเจ้าสำนักผู้สูงส่งได้ และยิ่งไม่เข้าตาบรรดาผู้อาวุโสทั้งหลาย ดังนั้นตัวเลือกของเขาจึงเหลือแค่อาจารย์หลอมโอสถเท่านั้น
ตอนนี้เขากำลังคิดถึงอาจารย์หลอมโอสถทั้งหลาย ใครกันที่เขาควรเข้าหาเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ แน่นอนว่ามีอาจารย์ที่โดดเด่นหลายท่าน เขาล้วนเข้าหาอาจารย์เหล่านั้น แต่ว่าอาจารย์เหล่านั้นกลับไม่สนใจที่จะรับเขาเป็นศิษย์แม้แต่น้อย ใช่ซิ ใครใช้ให้เขาความสามารถไม่โดดเด่นกันล่ะ อีกทั้งเขาไม่ได้มาจากตระกูลใหญ่ ไม่มีคนสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เขาเป็นแค่เทพขั้นต่ำ ที่เกิดในแดนเทพ บิดามารดาล้วนเป็นเทพขั้นต่ำที่ทำอาชีพเก็บสมุนไพรขาย มีความรู้เรื่องสมุนไพรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เขาพยายามศึกษาตำราโอสถต่างๆ จนสามารถผ่านการทดสอบรับศิษย์ได้เพียง 2 ขั้นแรกเท่านั้น แต่ไม่ผ่านการทดสอบหลอมโอสถ จึงได้รับตำแหน่งเป็นผู้ดูแลสวนสมุนไพร รอจนกว่าเขาจะสามารถหลอมโอสถได้ จึงจะไปทดสอบหลอมโอสถ หากหลอมโอสถได้ก็จะผ่านการทดสอบได้เป็นศิษย์ขั้นต้นของสำนักโอสถ
ขณะที่เขากำลังคิดที่จะเข้าหาอาจารย์หลอมโอสถ ก็ได้ยินเสียงระฆังดังขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มงาน เขาจึงลุกขึ้น ออกจากห้องไปทำหน้าที่ดูแลสวนสมุนไพรที่ได้รับมอบหมาย สวนสมุนไพรที่เขาดูแลอยู่นั้นเป็นแปลงสมุนไพร 1 แปลง สมุนไพรที่ปลูกอยู่ในแปลงก็เป็นเพียงสมุนไพรทั่วไปที่หาได้ง่าย ไม่ต่างจากหญ้าที่พบได้ดาษดื่น ดังนั้นโอกาสที่จะได้พบอาจารย์หลอมโอสถมาเยือนแปลงสมุนไพรก็มีน้อยนิดยิ่งนัก เขาเฝ้ารอคอยโอกาสที่จะได้พบอาจารย์หลอมโอสถมาเยือนถึงแปลงสมุนไพรก็แทบเป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้นในทุกๆ วัน เขาจึงเร่งดูแลแปลงสมุนไพรให้เสร็จเร็วๆ จากนั้นก็ใช้เวลาที่เหลือไปเดินเตร็ดเตร่ตามสถานที่ต่างๆ เพื่อหาโอกาสเข้าหาอาจารย์หลอมโอสถทั้งหลาย แต่ว่าสถานที่ที่เขาสามารถไปได้ก็ยังจำกัดอยู่ดี ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะกฎเกณฑ์ของสำนักโอสถได้จำกัดให้ผู้ดูแลสวนสมุนไพรสามารถอยู่แค่ภายในบริเวณสวนสมุนไพรเท่านั้น ไม่อาจออกนอกสวนสมุนไพรได้ ดังนั้นสถานที่ที่เขาจะมีโอกาสได้พบอาจารย์หลอมโอสถจึงมีแค่บริเวณปากทางเข้าสวนสมุนไพร
หลังจากทำงานเสร็จแล้วเขาจึงออกจากแปลงสมุนไพรไปเดินเตร็ดเตร่แถวปากทางเข้าสวนสมุนไพร แน่นอนว่าบริเวณปากทางเข้าสวนสมุนไพรล้วนมีผู้ดูแลคนอื่นคอยหาโอกาสพบปะอาจารย์หลอมโอสถเหมือนเช่นเขาเหมือนกัน ทำให้บริเวณปากทางเข้าสวนสมุนไพรกลายเป็นแหล่งชุมนุมไปโดยปริยาย คนที่ทำงานเสร็จแล้วต่างก็มาบริเวณนี้เพื่อรอคอยที่จะได้พบอาจารย์หลอมโอสถหรือศิษย์ของสำนักเพื่อหาโอกาสประจบประแจง หากว่าวันไหนโชคดีก็จะได้พบเจ้าสำนักที่มาดูสวนสมุนไพรเป็นครั้งคราว ดังนั้นผู้ดูแลทั้งหลายล้วนมาชุมนุมที่นี่เฝ้ารอโอกาสพลางอ่านตำราหรือไม่ก็พูดคุยกับคนอื่นๆ ฆ่าเวลา
ทันทีที่เขาไปถึงปากทางเข้าสวนสมุนไพรก็เห็นสหายสนิทนั่งอยู่ในร้านน้ำชาแล้ว เขาจึงเดินเข้าไปหาทันที “เจิ้งอี้เหยียน (郑亦言)”
เจิ้งอี้เหยียนเห็นสหายมาก็รีบเอ่ยปากเชื้อเชิญทันที “มาๆ จิ้งเสียน”
เฉินจิ้งเสียนนั่งลงพลางรินชาให้ตัวเอง “เจ้ามานานแล้วหรือ?”
“เพิ่งมาสักพักนี่แหละ” เจิ้งอี้เหยียนตอบพลางยกชาขึ้นจิบ เฉินจิ้งเสียนก็ยกชาขึ้นจิบ เจิ้งอี้เหยียนจิบชาแล้วเอ่ยว่า “ถ้าอย่างไรวันนี้พวกเราไปหอตำราดีไหม?”
“อืม” เฉินจิ้งเสียนพยักหน้า หอตำราของผู้ดูแลสวนสมุนไพรมีตำราเกี่ยวกับสมุนไพรทุกอย่างไม่แตกต่างจากหอตำราหลักของสำนัก เพียงแต่ตำราหลอมโอสถมีเพียงแค่ตำราพื้นฐานขั้นต้นเท่านั้น ส่วนตำราหลอมโอสถที่มีระดับสูงกว่านั้นล้วนอยู่ในหอตำราหลัก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเจ้าสำนักเห็นว่าตำราเหมาะสมกับคนแล้วนั่นเอง ผู้ดูแลเหล่านี้ยังหลอมโอสถไม่ได้ อ่านตำราหลอมโอสถระดับสูงกว่าขั้นต้นก็ไม่มีประโยชน์ อ่านไปก็ไม่เข้าใจอยู่ดี รอจนกว่าพวกเขาจะหลอมโอสถได้แล้วจึงจะกลายเป็นศิษย์ขั้นต้น เมื่อเป็นศิษย์ขั้นต้นแล้วก็จะถูกย้ายไปยังที่พักของศิษย์ขั้นต้น มีโอกาสได้เข้าไปในหอตำราหลักนั่นเอง หลังจากเป็นศิษย์ขั้นต้นแล้วอยากอ่านตำราเล่มใดในหอตำราหลักก็ได้
หลังจากดื่มน้ำชาหมดกาแล้ว เฉินจิ้งเสียนกับเจิ้งอี้เหยียนก็ลุกขึ้นพากันเดินไปยังหอตำราทันที ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินไปนั้น พลันได้ยินเสียงคนอื่นๆ เอ่ยว่า “ท่านอาจารย์เฉิน”
ทั้งสองจึงหันไปมองทันที เห็นผู้คนโค้งคำนับคารวะอาจารย์ท่านหนึ่งที่เข้ามาในสวนสมุนไพร อาจารย์ท่านนั้นคืออาจารย์เฉินรุ่ยฟาง (陈瑞芳) อาจารย์เฉินก็แซ่เฉินเหมือนกับเฉินจิ้งเสียน แต่ว่าทั้งสองไม่ได้เป็นญาติกันแม้แต่น้อย คนที่แซ่เหมือนกันมีมากมายนับไม่ถ้วน
เฉินจิ้งเสียนได้ยินคนอื่นๆ ขานว่า ‘ท่านอาจารย์เฉิน’ ก็รู้สึกอิจฉาอยู่ในใจ หากว่าเขาถูกคนอื่นเรียกขานเช่นนั้นบ้างเขาย่อมภูมิใจจนเดินเชิดหน้าแน่นอน
“ท่านอาจารย์เฉิน” เหล่าผู้ดูแลทั้งหลายล้วนลุกขึ้นกุมมือคารวะอาจารย์เฉินรุ่ยฟาง นางเดินผ่านไปทางใดก็ล้วนถูกคนคารวะตลอดทาง หัวหน้าสวนสมุนไพรติงอี (丁 一) ก็เดินเข้าไปต้อนรับ “เชิญอาจารย์เฉินทางนี้”
เขาเชื้อเชิญอยู่ข้างนาง เฉินรุ่ยฟางกุมมือคารวะตอบพลางบอก “ข้าต้องการดอกเหมยกุ้ย(ดอกกุหลาบ) สดๆ”
“อ่อ ได้ๆ” ติงอีพยักหน้ารับพลางมองหาคนไปด้วย ครั้นเห็นเจิ้งอี้เหยียนก็รีบเรียกทันที “เจิ้งอี้เหยียน เจ้ามานี่”
เจิ้งอี้เหยียนถูกเรียกก็รับขานรับ “ขอรับ”
เขารีบเดินไปหาทันที เฉินจิ้งเสียนจึงถือโอกาสเดินไปหาด้วยเลย แน่นอนว่าเขาจะยอมพลาดโอกาสเข้าหาอาจารย์ได้อย่างไร ไม่มีทาง!
เมื่อทั้งสองไปหยุดตรงหน้าหัวหน้าผู้ดูแลกับท่านอาจารย์เฉินก็รีบกุมมือคารวะ “ท่านอาจารย์ติง ท่านอาจารย์เฉิน”
ติงอี พยักหน้ารับการคารวะพลางเอ่ย “เจิ้งอี้เหยียน เจ้ารีบพาอาจารย์เฉินไปที่แปลงสมุนไพรของเจ้าเร็ว นางต้องการดอกเหมยกุ้ยสดๆ”
“ขอรับ” เจิ้งอี้เหยียนขานรับพลางผายมือ “เชิญท่านอาจารย์เฉินตามข้าน้อยมาขอรับ”
“อืม” เฉินรุ่ยฟางรับคำพลางหันไปกุมมือขอบคุณติงอี “ขอบคุณอาจารย์ติงมาก ท่านไปทำธุระของท่านเถอะ”
“ได้ๆ” ติงอีรับคำแล้วก็เดินจากไป เขามีงานยุ่งทั้งวันจึงไม่อาจเสียเวลากับเรื่องเล็กน้อยแบบนี้อีก เฉินรุ่ยฟางหันไปมองผู้ดูแลเจิ้งพลางพยักหน้าให้เขา “ไปเถอะ”
“ขอรับ” เจิ้งอี้เหยียนรับคำพลางผายมือเดินนำไปทันที “เชิญท่านอาจารย์เฉินขอรับ”
“เจิ้งอี้เหยียน ข้าไปช่วยเจ้าด้วยนะ” เฉินจิ้งเสียนรีบอาสาทันที เจิ้งอี้เหยียนพยักหน้ารับทันทีเช่นกัน “อืมๆ”
แน่นอนว่ามีคนอาสาช่วยงาน เขาย่อมยินดีซิ เขาดูแลแปลงปลูกเหมยกุ้ย มักจะมีอาจารย์สตรีหรือไม่ก็ศิษย์หญิงชอบมาเก็บดอกเหมยกุ้ยบ่อยๆ ดังนั้นเขาจึงได้พบปะกับอาจารย์และศิษย์ที่เป็นสตรีไม่น้อย นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เฉินจิ้งเสียนคบหากับเจิ้งอี้เหยียน อีกทั้งยังคอยอาสาช่วยงานเจิ้งอี้เหยียนบ่อยๆ ถึงแม้เจิ้งอี้เหยียนจะรู้ว่าเฉินจิ้งเสียนคบหากับเขาเพราะเหตุนี้เขาก็ไม่ใส่ใจ มีสหายเพิ่ม 1 คนย่อมดีกว่าไม่มี
เฉินจิ้งเสียนรีบเดินตามไป พลางถามอย่างนอบน้อมว่า “ท่านอาจารย์เฉินขอรับ ท่านต้องการดอกเหมยกุ้ยมากเท่าไหร่ขอรับ?”
“สัก 2 ตะกร้าก็พอ” เฉินรุ่ยฟางบอก เจิ้งอี้เหยียนจึงเอ่ย “จิ้งเสียนเช่นนั้นเจ้ากับข้าเก็บคนละ 1 ตะกร้าเถอะ”
“อื้ม” เฉินจิ้งเสียนพยักหน้า เฉินรุ่ยฟางเอ่ยถาม “เจ้าชื่อจิ้งเสียนหรือ?”
“ขอรับท่านอาจารย์เฉิน ข้าน้อยชื่อจิ้งเสียน แซ่เฉินขอรับ” เฉินจิ้งเสียนตอบ เฉินรุ่ยฟางเลิกคิ้วขึ้น “หือ เจ้าแซ่เฉินหรือ?”
“ขอรับ” เฉินจิ้งเสียนตอบ เฉินรุ่ยฟางจึงถามต่อ “เฉินของเจ้าเขียนอย่างไร?”
“เขียนแบบนี้ขอรับ” เฉินจิ้งเสียนยกนิ้วขึ้นเขียนแซ่ของตัวเองกลางอากาศ เฉินรุ่ยฟางดูแล้วจึงเอ่ยว่า “แซ่ของเจ้าใช้ตัวเดียวกันกับของข้า บิดามารดาเจ้าอยู่ที่ไหนหรือ?”
“บิดามารดาข้าน้อยอยู่ที่หุบเขาไห่ถางขอรับ พวกเขาเป็นคนเก็บสมุนไพรขายขอรับ” เฉินจิ้งเสียนตอบ เฉินรุ่ยฟางพยักหน้า “อ่อ เช่นนั้นก็แค่แซ่เหมือนกันเท่านั้น”
“ขอรับ แค่แซ่เหมือนกันขอรับ” เฉินจิ้งเสียนเอ่ย เขาเองก็อยากเกี่ยวข้องเป็นญาติกับอาจารย์เฉิน แต่ว่าเขากับอาจารย์เฉินไม่ได้เป็นญาติกันแม้แต่นิดเดียว แค่แซ่เหมือนกันเท่านั้น บิดามารดาของเขากำเนิดในแดนเทพ เป็นเทพขั้นต่ำ สืบเชื้อสายมาจากเทพขั้นต่ำเหมือนกัน ไม่ว่าจะฝึกฝนอย่างไรก็ยังไม่อาจบรรลุเลื่อนขั้นได้ ยังคงเป็นเทพขั้นต่ำเรื่อยมา ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่สืบทอดในสายเลือดหรือว่าเป็นที่การฝึกฝนไม่ถูกต้องกันแน่
ส่วนอาจารย์เฉินนั้นเขาได้ยินมาว่านางเป็นเทพที่บรรลุมาจากดินแดนเบื้องล่าง แม้ว่านางจะเป็นเทพขั้นต่ำ แต่ว่านางมีพรสวรรค์ในการหลอมโอสถไม่น้อย แรกเริ่มที่เข้าร่วมทดสอบรับศิษย์ของสำนักโอสถก็สามารถหลอมโอสถระดับ 10 ในระดับมนุษย์ได้ หลังจากเป็นศิษย์ขั้นต้นผ่านไป 5 ปี นางก็เลื่อนระดับขึ้น สามารถหลอมโอสถเทพระดับปฐพีได้ กลายเป็นศิษย์ขั้นสูงทันที หลังจากผ่านไปอีก 10 ปี นางก็เลื่อนระดับอีกครั้ง สามารถหลอมโอสถระดับนภาได้ กลายเป็นอาจารย์ทันที ในระดับอาจารย์นี้ก็สามารถรับลูกศิษย์ได้แล้ว ต่อไปถ้านางสามารถหลอมโอสถระดับสวรรค์ได้ก็จะได้เลื่อนขั้นเป็นผู้อาวุโสของสำนักทันที
ซึ่งโอสถเทพนั้นแบ่งระดับเริ่มจากปฐพี นภา สวรรค์ และมหาเทพ ผู้ที่หลอมโอสถระดับสวรรค์ได้จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อาวุโสของสำนัก ซึ่งตำแหน่งผู้อาวุโสนี้ก็มีอยู่นับสิบกว่าคนเลยทีเดียว ส่วนคนที่สามารถหลอมโอสถระดับมหาเทพได้มีเพียงคนเดียว นั่นก็คือเจ้าสำนักโอสถ จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีใครคนอื่นสามารถเลื่อนระดับหลอมโอสถระดับมหาเทพออกมาได้ ดังนั้นหากมีผู้ต้องการโอสถระดับมหาเทพ ย่อมต้องไปหาเจ้าสำนักเพียงผู้เดียว และโอสถระดับมหาเทพนี้ก็ราคาแพงยิ่งนัก คนที่สามารถซื้อได้มีน้อยจนสามารถนับด้วยสองมือได้เลย
เมื่อไปถึงแปลงปลูกเหมยกุ้ย เจิ้งอี้เหยียนก็รีบใช้หยกกุญแจของตัวเองเปิดอาคมป้องกันเข้าไป ซึ่งอาคมป้องกันนี้เป็นอาคมที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องสมุนไพรในแต่ละแปลง เรียกว่า 1 แปลงปลูกก็ 1 อาคม แต่ละแปลงจะมีหยกกุญแจ 2 ก้อน ผู้ดูแลจะได้รับหยกกุญแจ 1 ก้อน ส่วนหัวหน้าผู้ดูแลก็จะมีหยกกุญแจอีก 1 ก้อน ดังนั้นคนอื่นจะไม่สามารถเข้าไปในแปลงปลูกสมุนไพรได้เลย นี่เป็นการป้องกันสมุนไพรไม่ให้ถูกขโมยหรือถูกทำลายเสียหาย แปลงปลูกสมุนไพรสามัญยังป้องกันถึงเพียงนี้ แน่นอนว่าแปลงปลูกสมุนไพรระดับสูงหรือหายากย่อมมีการป้องกันที่เข้มงวดมากกว่านี้
เฉินจิ้งเสียนเดินตามเข้าไป เฉินรุ่ยฟางก็ตามหลังไปเป็นคนสุดท้าย หลังจากนางเข้าไปแล้ว ช่องว่างที่เปิดออกก็ปิดลงทันที เจิ้งอี้เหยียนรีบเดินไปหยิบตะกร้ามายื่นส่งให้เฉินจิ้งเสียน จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปในแปลงเก็บดอกเหมยกุ้ย เฉินจิ้งเสียนก็แยกไปเก็บดอกเหมยกุ้ยอีกด้านหนึ่งทันที ส่วนเฉินรุ่ยฟางก็เดินดมดอกเหมยกุ้ยไปเรื่อยๆ กลิ่นดอกเหมยกุ้ยหอมจนติดอาภรณ์ เพียงแค่เดินออกจากแปลงปลูกก็จะมีกลิ่นดอกเหมยกุ้ยติดอาภรณ์ออกไปด้วย นางเดินดมไปเรื่อยๆ พลางชื่นชมดอกเหมยกุ้ยอย่างรื่นรมย์
หลังจากเก็บดอกเหมยกุ้ยได้เต็ม 2 ตะกร้าแล้วเจิ้งอี้เหยียนจึงนำไปให้เฉินรุ่ยฟางดู “ท่านอาจารย์เฉินขอรับ พอไหมขอรับ?”
เฉินรุ่ยฟางมองดอกเหมยกุ้ยที่อยู่ในตะกร้าทั้งสองพลางพยักหน้า “อืม พอแล้ว”
นางพูดแล้วก็หมุนตัวเดินนำออกจากแปลงปลูก เจิ้งอี้เหยียนกับเฉินจิ้งเสียนจึงถือตะกร้าคนละใบเดินตามไป เฉินรุ่ยฟางเดินนำหน้ากลับไปยังที่พักของหัวหน้าผู้ดูแลเพื่อชั่งน้ำหนักดอกเหมยกุ้ย แน่นอนว่าดอกเหมยกุ้ยนี้นางไม่ได้มาเปล่าๆ นางต้องจ่ายหยกตามราคาซื้อขายของสำนัก
เมื่อไปถึงที่พักของหัวหน้าผู้ดูแล เจิ้งอี้เหยียนกับเฉินจิ้งเสียนก็ยกตะกร้าขึ้นชั่งน้ำหนัก ติงอีมองดูน้ำหนักดอกเหมยกุ้ยแล้วบอกราคา
เฉินรุ่ยฟางก็จ่ายหยกปราณสวรรค์ตามราคา จากนั้นก็เก็บตะกร้าใส่ดอกเหมยกุ้ยลงไปในถุงคุนเฉียน
เจิ้งอี้เหยียนกับเฉินรุ่ยฟางก็กุมมือคารวะ “น้อมส่งท่านอาจารย์เฉินขอรับ”
“อืม” เฉินรุ่ยฟางพยักหน้าทีหนึ่ง นางหมุนตัวก้าวเดินจากไปแล้วก็ชะงักฝีเท้าหันกลับไปพูดว่า “พรุ่งนี้ข้าต้องการดอกเหมยกุ้ยอีก 2 ตะกร้า ถ้าอย่างไรเจ้าเก็บไว้รอข้า ข้าจะมารับดอกเหมยกุ้ยพรุ่งนี้ในเวลานี้ละกัน”
“ได้ขอรับ ข้าน้อยจะเก็บมารอท่านขอรับ” เจิ้งอี้เหยียนรับคำสั่ง เฉินจิ้งเสียนฟังแล้วตาแววอยู่ในใจ พรุ่งนี้เขาจะรีบมารอท่านอาจารย์เฉินแน่นอน
เฉินรุ่ยฟางจึงหมุนตัวเดินจากไป เฉินจิ้งเสียนกับเจิ้งอี้เหยียนคารวะหัวหน้าผู้ดูแลแล้วจึงพากันเดินจากไป
ขณะที่เดินไปเฉินจิ้งเสียนก็บอกกับเจิ้งอี้เหยียนว่า “พรุ่งนี้ข้ามาช่วยเจ้าเก็บดอกเหมยกุ้ยละกัน”
“ดีๆ ขอบคุณเจ้ามาก” เจิ้งอี้เหยียนยิ้มรับแล้วชวนว่า “พวกเราไปหอตำรากันเถอะ”
“อืม” เฉินจิ้งเสียนพยักหน้าพลางเดินไป ในสมองก็กำลังคิดหาวิธีประจบประแจงท่านอาจารย์เฉินอย่างไรดี หากว่าสามารถทำให้นางช่วยสอนหลอมโอสถได้ ย่อมดียิ่ง!
วันต่อมา เฉินรุ่ยฟางก็ไปที่แปลงปลูกสมุนไพรอีกครั้ง ติงอีเห็นเฉินรุ่ยฟางมาถึงก็ออกมาต้อนรับ “อาจารย์เฉิน”
“อาจารย์ติง” เฉินรุ่ยฟางคารวะตอบ ติงอีชี้ไปที่ตะกร้าใส่ดอกเหมยกุ้ยพลางบอกราคา “ทั้งหมด 200 หยกระดับต่ำ”
เฉินรุ่ยฟางหยิบหยกปราณสวรรค์ระดับต่ำ 200 ก้อนออกมาจ่าย จากนั้นก็เก็บตะกร้าใส่เข้าไปในถุงคุนเฉียน พลางชมว่า “ดอกเหมยกุ้ยสดดีจริงๆ ขอบคุณอาจารย์ติงมาก พรุ่งนี้ข้าต้องการดอกเหมยกุ้ย 2 ตะกร้า ข้าจะมารับในเวลานี้”
“ได้ๆ ข้าจะบอกให้เขาเก็บมาให้ท่าน” ติงอีบอกแล้วหันไปพูดกับเจิ้งอี้เหยียน “เจ้าได้ยินแล้วนะ พรุ่งนี้เก็บมาอีก 2 ตะกร้า”
“ขอรับท่านอาจารย์ติง” เจิ้งอี้เหยียนกุมมือรับคำสั่ง เฉินรุ่ยฟางหันไปยิ้มให้เจิ้งอี้เหยียนกับเฉินจิ้งเสียนที่ยืนเงียบๆ อยู่คู่กัน เจิ้งอี้เหยียนยิ้มตอบราวกับดวงตะวัน เฉินจิ้งเสียนยิ้มบางๆ พลางกุมมือ
เฉินรุ่ยฟางลาติงอีแล้วเดินจากไป ติงอีก็กลับไปทำงานต่อ เขาจดบันทึกการซื้อขายไว้ในสมุดบัญชี เจิ้งอี้เหยียนกับเฉินจิ้งเสียนเห็นว่าหัวหน้าผู้ดูแลไม่สั่งอะไรอีกพวกเขาจึงกุมมือคารวะแล้วเดินจากไป
ขณะที่เดินไปเจิ้งอี้เหยียนก็เอ่ยว่า “เจ้าว่าท่านอาจารย์เฉินเอาดอกเหมยกุ้ยไปหลอมโอสถอะไรรึ?”
“อืม…” เฉินจิ้งเสียนคิดๆ พลางเอ่ย “คงเอาไปหลอมโอสถบำรุงกระมัง”
“อืม” เจิ้งอี้เหยียนพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นจึงเดินไปทางหอตำรา
วันต่อมา เฉินรุ่ยฟางก็ไปรับดอกเหมยกุ้ยที่สั่งไว้ตามเวลาเดิม นางจ่ายหยกปราณสวรรค์แล้วก็เก็บตะกร้าใส่ถุงคุนเฉียน ขณะที่กำลังจะลาติงอี เฉินจิ้งเสียนก็เอ่ยปากถามเสียงเบาว่า “ท่านอาจารย์เฉินขอรับ ท่านเอาดอกเหมยกุ้ยไปหลอมโอสถอะไรหรือขอรับ?”
“หือ?” เฉินรุ่ยฟางหันไปมองเฉินจิ้งเสียน แล้วตอบว่า “ข้าได้ตำราทำเครื่องหอมมา จึงลองทำเครื่องหอมใช้เองน่ะ”
“อ่อ” เฉินจิ้งเสียนส่งเสียงรับรู้เบาๆ ติงอีฟังแล้วไม่สนใจ เขาเป็นบุรุษจึงไม่สนใจเรื่องเครื่องหอมเลยสักนิด แต่หากว่าเป็นตำราโอสถคงทำให้เขารู้สึกสนใจมากหน่อยเป็นแน่ เจิ้งอี้เหยียนก็ไม่สนใจตำราเครื่องหอมเหมือนกัน เขาสนใจแค่ตำราหลอมโอสถเท่านั้น ในทุกๆ วันเขาก็พยายามหลอมโอสถอยู่ ค่าแรงที่ได้จากการดูแลสวนเขาก็เอาไปซื้อสมุนไพรมาหัดหลอมโอสถจนหมด
“ทำเครื่องหอมต้องทำอย่างไรขอรับ?” เฉินจิ้งเสียนถามแสดงสีหน้าสนอกสนใจ ทั้งๆ ที่ในใจเขาไม่ได้สนใจเรื่องเครื่องหอมเลยสักนิด แต่ว่านี่เป็นโอกาสที่จะตีสนิทกับอาจารย์หลอมโอสถ ดังนั้นเขาจึงแกล้งทำเป็นสนอกสนใจอยากรู้อยากเห็น
เฉินรุ่ยฟางเห็นท่าทางเฉินจิ้งเสียนสนอกสนใจจึงบอกว่า “ต้องเอาดอกเหมยกุ้ยไปบดให้ละเอียดก่อน จากนั้นก็คั้นน้ำออกมา”
“โอ” เฉินจิ้งเสียนทำตาโตแล้วเอ่ยว่า “เช่นนั้นคงใช้แรงมากทีเดียว ศิษย์ท่านคงบดจนเมื่อยแขนแน่เลยขอรับ”
“ข้ายังไม่มีลูกศิษย์ ดังนั้นข้าจึงบดเอง แต่ก็เมื่อยแขนอย่างที่เจ้าว่าจริงๆ นั่นแหละ” เฉินรุ่ยฟางบอก เฉินจิ้งเสียนเห็นโอกาสจึงรีบอาสาว่า “เช่นนั้นให้ข้าน้อยช่วยบดไหมขอรับ? ถึงอย่างไรข้าน้อยก็ว่างแล้ว งานในแปลงข้าน้อยก็ทำเสร็จหมดแล้วขอรับ”
“โอ เจ้าจะช่วยข้าจริงๆ รึ? เช่นนั้นข้าจ่ายค่าแรงให้เจ้าละกัน” เฉินรุ่ยฟางตาโตอย่างดีใจ เพราะ 2 วันที่ผ่านมานางนั่งบดดอกเหมยกุ้ยจนปวดแขนไม่น้อย หากว่าได้คนช่วยบดดอกเหมยกุ้ยก็เยี่ยมเลย!
เฉินจิ้งเสียนหันไปมองหัวหน้าผู้ดูแลคล้ายกับจะขออนุญาต ติงอีเห็นสายตาเขาจึงพยักหน้า “เจ้าไปเถอะ”
“ขอรับ” เฉินจิ้งเสียนกุมมือรับคำ เฉินรุ่ยฟางจึงกุมมือลาติงอีแล้วเดินจากไป เฉินจิ้งเสียนเดินตามไป เจิ้งอี้เหยียนจึงลาหัวหน้าผู้ดูแลแล้วกลับไปหัดหลอมโอสถต่อ
จนกระทั่งถึงเรือนพักของเฉินรุ่ยฟาง นางเดินนำเข้าไป เฉินจิ้งเสียนเดินตามเข้าไปด้วยท่าทางนอบน้อมสำรวม เฉินรุ่ยฟางชี้ไปที่ครกบดพลางเอาตะกร้าดอกเหมยกุ้ยออกมาจากถุงคุนเฉียน “เจ้านั่งบดตรงนี้ บดเสร็จแล้วตักใส่อ่างนี้นะ”
“ขอรับ” เฉินจิ้งเสียนรับคำแล้วนั่งลงหยิบดอกเหมยกุ้ยใส่ครกบด พลางลงมือบดอย่างขยันขันแข็ง เฉินรุ่ยฟางมองดูอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเดินไปที่หม้อหลอมโอสถ หยิบสมุนไพรใส่หม้อหลอมแล้วค่อยๆ ลงมือหลอมโอสถ เฉินจิ้งเสียนบดดอกเหมยกุ้ยพลางมองดูท่านอาจารย์เฉินหลอมโอสถอย่างสนอกสนใจ เขาตั้งใจดูอย่างยิ่ง มือที่ลงแรงบดก็ค่อยๆ อ่อนกำลังลงจนกระทั่งหยุดนิ่งไป ดวงตาเขามองจ้องอย่างไม่ละสายตาเลยทีเดียว
เฉินรุ่ยฟางก็ลงมือหลอมโอสถอย่างมีสมาธิยิ่ง นางไม่อาจวอกแวกได้เลย ไม่เช่นนั้นอาจทำให้การหลอมโอสถเสียหายได้ นางจึงไม่รู้ตัวเลยว่าถูกเฉินจิ้งเสียนจ้องมอง
จนกระทั่งเฉินรุ่ยฟางหลอมโอสถเสร็จแล้วจึงหันไปมองดูเฉินจิ้งเสียน เฉินจิ้งเสียนสะดุ้งทีหนึ่ง รีบเก็บสายตากลับมาพลางขยับมือบดดอกเหมยกุ้ย เฉินรุ่ยฟางเก็บโอสถใส่ขวดแล้วเก็บขวดใส่ถุงคุนเฉียนเอาไว้ จากนั้นจึงเดินไปดูเฉินจิ้งเสียน เห็นเขายังบดครกแรกไม่เสร็จด้วยซ้ำ เฉินจิ้งเสียนรีบเอ่ยว่า “ขออภัยขอรับ ข้าน้อยจะรีบบดขอรับ”
เขาพูดพลางออกแรงบดๆ เฉินรุ่ยฟางยิ้มบางๆ “ข้ายังไม่ได้ว่าอะไรซะหน่อย”
เป็นธรรมดาที่ผู้ดูแลสวนจะสนใจการหลอมโอสถ ใครบ้างที่เข้าสำนักมาแล้วไม่อยากหลอมโอสถล่ะ ทุกคนที่เข้ามาล้วนอยากหลอมโอสถทั้งนั้น ดังนั้นการที่เขามัวแต่มองนางหลอมโอสถ นางจึงไม่ตำหนิสักคำ นางมองดูครู่หนึ่งแล้วเดินไปจัดสมุนไพร เฉินจิ้งเสียนก็ก้มหน้าก้มตาบดๆ ดอกเหมยกุ้ยไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งเฉินจิ้งเสียนบดเสร็จแล้วจึงเงยหน้าถาม “ท่านอาจารย์เฉินขอรับ ละเอียดพอหรือยังขอรับ?”
เฉินรุ่ยฟางละมือจากสมุนไพรแล้วเดินไปดู เห็นว่าละเอียดดีแล้วจึงบอก “เจ้าตักใส่อ่างได้เลย”
“ขอรับ” เฉินจิ้งเสียนรับคำพลางตักดอกเหมยกุ้ยที่แหลกละเอียดใส่อ่างที่มีผ้าผืนบางวางรองอยู่ในอ่าง แล้วจึงหยิบดอกเหมยกุ้ยใส่ครกบด เขาออกแรงบดๆ อย่างตั้งอกตั้งใจ เฉินรุ่ยฟางมองดูครู่หนึ่งแล้วเดินไปจัดสมุนไพรต่อ
จนกระทั่งเฉินจิ้งเสียนบดดอกเหมยกุ้ยหมดแล้ว เขาจึงเงยหน้าบอก “ท่านอาจารย์เฉินขอรับ ข้าน้อยบดเสร็จแล้วขอรับ”
เฉินรุ่ยฟางจึงเดินไปดู “อืม ดี”
จากนั้นนางก็ลงมือคั้นน้ำดอกเหมยกุ้ย เฉินจิ้งเสียนมองดูเงียบๆ
จนกระทั่งเฉินรุ่ยฟางคั้นน้ำดอกเหมยกุ้ยหมดแล้ว ได้น้ำดอกเหมยกุ้ยนิดเดียวเท่านั้นเอง นางรินน้ำดอกเหมยกุ้ยใส่ขวดหยกเอาไว้ พลางเอากากดอกเหมยกุ้ยใส่ถาดออกไปตากแดด เฉินจิ้งเสียนมองดูไม่ละสายตา
จนกระทั่งเฉินรุ่ยฟางเดินกลับมา เขาจึงเอ่ยถามเสียงเบา “ท่านอาจารย์เฉินขอรับ กากพวกนั้นท่านเอาไปตากแดดทำไมหรือขอรับ?”
Chapter 2 ตีสนิท 2
“กากดอกเหมยกุ้ยตากแห้งแล้ว เอามาบดทำกำยานได้” เฉินรุ่ยฟางตอบพร้อมยิ้มบางๆ เฉินจิ้งเสียนส่งเสียงคำหนึ่ง “อ่อ”
“ขอบใจเจ้ามาก วันนี้เจ้ากลับไปได้แล้ว” เฉินรุ่ยฟางบอกพลางหยิบถุงใส่หยกปราณสวรรค์ออกมายื่นให้ เฉินจิ้งเสียนรีบปฏิเสธ “ท่านอาจารย์เฉินขอรับ ค่าแรงท่านไม่ต้องจ่ายให้ข้าน้อยหรอกขอรับ”
“จะได้อย่างไร เจ้าทำงานให้ข้า ข้าจ่ายค่าแรงให้เจ้า หากเจ้าไม่รับค่าแรงนี้ไป ข้าไม่สบายใจ” เฉินรุ่ยฟางจับมือเขาแล้วยัดถุงใส่หยกปราณสวรรค์ถุงนั้นใส่มือเขา เฉินจิ้งเสียนรีบประคองถุงใส่หยกส่งคืน พลางบอกว่า “ข้าน้อยได้ดูท่านหลอมโอสถ ถือว่าเป็นค่าแรงของข้าน้อยแล้วขอรับ หยกนี้ข้าน้อยรับไว้ไม่ได้ขอรับ”
เขาแกล้งทำหน้าลำบากใจ ท่าทางเกรงอกเกรงใจยิ่งนัก เห็นท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัวของเขาทำให้เฉินรุ่ยฟางรู้สึกเอ็นดูไม่น้อย นางดันมือเขา “เจ้ารับไว้เถอะ หยกนี่เจ้าเอาไปซื้อสมุนไพรไว้ฝึกหลอมโอสถ ยิ่งฝึกมากเท่าไหร่ เจ้าก็ยิ่งเก่งมากขึ้นเท่านั้น วันหน้าเจ้าต้องหลอมโอสถได้แน่”
“แต่ว่า…” เฉินจิ้งเสียนเอ่ยอย่างลังเล เฉินรุ่ยฟางยิ้มพลางกล่าว “เจ้ารับไว้เถอะ หากเจ้าไม่รับไว้ พรุ่งนี้ข้าก็ไม่กล้าเรียกใช้เจ้าอีกแล้ว”
“ได้ๆ ข้าน้อยรับๆ” เฉินจิ้งเสียนรีบกล่าวอย่างตื่นตระหนก ดึงมือกลับมา เก็บถุงใส่หยกใบนั้นไว้ในอกเสื้อ ขณะที่ก้มหน้าลงไป เขาก็เผยรอยยิ้มเล็กๆ แล้วรีบหุบยิ้มอย่างเร็วไว เงยหน้าขึ้นพลางกล่าว “ขอบคุณท่านอาจารย์เฉินขอรับ หากท่านมีสิ่งใดให้ข้าน้อยทำอีก ท่านรีบบอกข้าน้อยได้เลย ข้าน้อยยินดีทำให้ขอรับ”
เขาแย้มยิ้มกว้างราวกับเด็กน้อยที่ดีใจเพราะได้ขนมหวานอย่างไรอย่างนั้น เฉินรุ่ยฟางพยักหน้า “ได้ๆ หากมีอะไรจะใช้เจ้า ข้าจะรีบบอกเลย นี่ก็เย็นมากแล้ว เจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ”
“ขอรับ” เฉินจิ้งเสียนรับคำ ลุกขึ้นพลางกุมมือลา จากนั้นก็เดินออกไป เฉินรุ่ยฟางมองจนเขาเดินลับตาไปแล้ว นางจึงเดินไปปิดประตูเรือน
เมื่อเฉินจิ้งเสียนเดินออกมาห่างจากเรือนพักแล้วเขาก็แย้มรอยยิ้มอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องที่สามารถตีสนิทท่านอาจารย์เฉินได้แล้ว อีกหน่อยตีสนิทกับนางมากๆ หน่อย นางย่อมรับเขาเป็นศิษย์แน่นอน!
เฉินรุ่ยฟางปิดประตูเรือนแล้วก็เดินไปปิดหน้าต่าง มองดูรอบๆ ว่าปิดห้องหับจนมิดชิดแล้วนางจึงหยิบถุงคุนเฉียนออกมาแล้วหยิบม้วนตำราม้วนหนึ่งออกมาจากถุง นางนั่งลงเปิดตำราม้วนนั้นแล้วอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจยิ่ง เพราะตำราเล่มนี้เป็นตำราที่อาจารย์ของนางเขียนขึ้น นางได้มาจากอาจารย์ของนาง ในตำราเล่มนี้เขียนถึงความรู้ด้านโอสถตั้งแต่สมัยบรรพกาล นี่เรียกว่าตำราหายากเลยก็ว่าได้ ไม่แน่ว่าอาจจะมีตำราเล่มนี้เพียงเล่มเดียวก็ได้ ดังนั้นสหายของนางจึงได้เตือนนางไม่ให้เปิดเผยตำราเล่มนี้ให้ใครรู้อีก ก็เหมือนคนครอบครองหยกงามนั่นแหละ หากว่าคนอื่นรู้ว่านางมีตำราหายากอยู่ในมือย่อมคิดแย่งชิงไปแน่นอน
เฉินรุ่ยฟางย่อมเห็นด้วยกับสหาย นางจึงเก็บตำราเล่มนี้เอาไว้อย่างมิดชิดไม่บอกแก่ผู้ใดเลย ใช้เวลาช่วงที่อยู่คนเดียวเปิดอ่านตำรา ศึกษาเนื้อหาในตำราอย่างขะมักเขม้น ทำให้นางสามารถเลื่อนระดับจากโอสถระดับมนุษย์กลายเป็นระดับเทพขั้นปฐพีได้ใน 5 ปี และเลื่อนระดับจากระดับปฐพีเป็นระดับนภาในเวลา 10 ปี แต่การจะเลื่อนระดับจากระดับนภากลายเป็นระดับสวรรค์ ช่างยากเย็นสำหรับนางเหลือเกิน เพราะว่าพลังเทพของนางยังเป็นเทพระดับต่ำอยู่เลย ทำให้พลังเทพไม่พอที่จะใช้ในการหลอมโอสถจึงล้มเหลวทุกครั้งไป ไม่อาจหลอมโอสถระดับสวรรค์ออกมาได้ แต่ถึงจะยังหลอมไม่สำเร็จนางก็ยังคงพยายามศึกษาตำราเล่มนี้เรื่อยมา ต้องมีสักวันที่นางจะหลอมโอสถระดับสวรรค์ออกมาได้!
วันต่อมา เฉินรุ่ยฟางก็ไปที่แปลงปลูกสมุนไพร ซื้อดอกเหมยกุ้ยกลับมา 2 ตะกร้าเช่นเดิม พร้อมกับเฉินจิ้งเสียนที่เดินตามนางมาด้วย แน่นอนว่าเขาตามมาเพื่อช่วยบดดอกเหมยกุ้ย เขาเดินตามอย่างนอบน้อมสำรวมยิ่ง
เมื่อเข้าไปในเรือนของท่านอาจารย์เฉินเขาก็นั่งลงบดดอกเหมยกุ้ยเหมือนเช่นเมื่อวาน เฉินรุ่ยฟางก็เดินไปจัดสมุนไพรตามเรื่องตามราวของนางไป
หลังจากบดดอกเหมยกุ้ยเสร็จแล้ว เฉินจิ้งเสียนยังช่วยคั้นน้ำดอกเหมยกุ้ยให้อีกด้วย แล้วยังเอากากดอกเหมยกุ้ยไปตากแดดให้อีก พร้อมทั้งเก็บล้างอุปกรณ์ต่างๆ จนสะอาดสะอ้าน เท่านั้นยังไม่พอ เขายังช่วยปัดกวาดเช็ดถูเรือนอย่างขยันขันแข็ง ทำตัวราวกับเป็นบ่าวรับใช้คนหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น เฉินรุ่ยฟางจึงเพิ่มค่าแรงให้เขามากขึ้น เพราะว่าเขาไม่ใช่บ่าวรับใช้ของนาง คนทำงานย่อมได้ค่าแรง นางก็จ่ายค่าแรงให้ตามสมควร ไม่คิดเอาเปรียบเขาแม้แต่น้อย
ตอนรับค่าแรง เฉินจิ้งเสียนก็แกล้งอิดออดไม่อยากรับ ทำสีหน้าเกรงอกเกรงใจยิ่งนัก จนเฉินรุ่ยฟางต้องทำเสียงแข็งใส่เขา “หากเจ้าไม่รับ ก็ไม่ต้องมาทำงานให้ข้าอีก”
“รับๆ ขอรับ ข้าน้อยรับแล้ว ท่านอาจารย์เฉินอย่าได้โมโห ข้าน้อยรับแล้วขอรับ” เฉินจิ้งเสียนรีบเก็บถุงใส่หยกใบนั้นไป เฉินรุ่ยฟางจึงยิ้มบางๆ “ก็แค่นี้ เจ้าจะปฏิเสธไปไย ต่อไปหากเจ้ายังโยกโย้อีกก็ไม่ต้องมาทำงานให้ข้าแล้ว”
“ขอรับๆ ข้าน้อยไม่ปฏิเสธแล้วขอรับ ท่านอาจารย์เฉินอย่าได้โกรธ ข้าน้อยผิดไปแล้วๆ” เฉินจิ้งเสียนรีบกุมมือโค้งตัวผงกๆ เฉินรุ่ยฟางจึงโบกมือ “ไปๆ เจ้ากลับไปได้แล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาช่วยงานใหม่”
“ขอรับๆ” เฉินจิ้งเสียนรีบถอยออกไปอย่างนอบน้อมยิ่ง เฉินรุ่ยฟางมองตามเขาไปจนเขาลับตาไปแล้วนางจึงเดินไปปิดประตูเรือน ตลอดเวลาที่เฉินจิ้งเสียนมาช่วยทำงานให้ ประตูหน้าต่างในเรือนล้วนเปิดกว้างทำให้คนภายนอกมองเห็นได้สะดวก ดังนั้นเรื่องข้อครหาที่ใครคิดจะพูดถึงในทางเสื่อมเสียย่อมไม่เกิดขึ้น ‘ชายหญิงอยู่ตามลำพัง ไม่รู้ว่าทำอะไรกันอยู่ในเรือน’ จึงไม่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย ใครผ่านไปผ่านมาย่อมเห็นชัดเจนว่าชายหญิงอยู่ในเรือนตามลำพังก็จริง แต่จะเกิดอะไรขึ้นได้ล่ะ แค่มองไปก็เห็นทะลุปรุโปร่งแล้วว่าเฉินรุ่ยฟางล้วนยุ่งง่วนอยู่กับสมุนไพรของนาง ส่วนเฉินจิ้งเสียนก็ยุ่งอยู่กับการบดสมุนไพร ทำงานบ้านงานเรือนราวกับเป็นบ่าวรับใช้คนหนึ่งเท่านั้นเอง
อีกทั้งเรือนของอาจารย์หลอมโอสถล้วนไม่ใหญ่นัก เป็นเรือนขนาด 1 ห้องนอน 1 ห้องโถง 1 ห้องครัว มีบริเวณรอบๆ เรือนอีกนิดหน่อย พอให้ปลูกสมุนไพรหรือไม้ดอกไม้ประดับเล็กๆ อีกอย่างเรือนแต่ละหลังก็อยู่ห่างกันไม่เท่าไหร่ เรียกได้ว่าแค่มองจากเรือนหลังหนึ่งก็มองเห็นเรือนข้างๆ กันอย่างชัดเจน เรือนข้างๆ กันกำลังทำอะไร เรือนข้างเคียงล้วนมองเห็นได้ชัดเจนยิ่ง ดังนั้นระดับความเป็นส่วนตัวไม่ค่อยมีเลย หากอยากได้ความเป็นส่วนตัวก็ต้องปิดประตูหน้าต่างให้หมดจึงจะได้ความเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง
วันต่อมา เฉินจิ้งเสียนก็ตามท่านอาจารย์เฉินไปช่วยบดดอกเหมยกุ้ยอีกครั้ง เฉินรุ่ยฟางก็ไปนั่งทำกำยานจากกากดอกเหมยกุ้ยที่ตากแห้งจากเมื่อวันก่อน หลังจากปั้นก้อนกำยานเสร็จนางก็ยกออกไปตากแดดเอาไว้ เฉินจิ้งเสียนช่วยงานเสร็จแล้วก็รับหยกปราณสวรรค์แล้วกลับไป เป็นเช่นนี้อยู่หลายวันจนผู้คนล้วนเห็นจนชินตาไปแล้ว
จวบจนเฉินจิ้งเสียนเห็นว่าตัวเองกับท่านอาจารย์เฉินมีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกันพอสมควรแล้ว เขาจึงค่อยๆ ร้องขอให้ท่านอาจารย์เฉินช่วยสอนเขาหลอมโอสถระดับมนุษย์ เฉินรุ่ยฟางก็สอนให้อย่างไม่ห่วงวิชาสักนิด หลอมโอสถระดับมนุษย์สำหรับนางแล้วง่ายเหมือนกินข้าวคำหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น นางหลอมให้เขาดู เฉินจิ้งเสียนก็หลอมตาม กว่าเขาจะหลอมโอสถระดับมนุษย์ได้ก็ผิดพลาดนับร้อยครั้งเลยทีเดียว
เฉินรุ่ยฟางก็หลอมโอสถระดับมนุษย์ให้เขาดูเป็นสิบๆ ครั้ง ให้เขาได้ศึกษาเรียนรู้อย่างเต็มที่
จนกระทั่งเฉินจิ้งเสียนสามารถหลอมโอสถระดับมนุษย์ได้จนไร้ข้อผิดพลาดแล้ว เขาจึงไปรับการทดสอบหลอมโอสถต่อหน้าอาจารย์ทั้งหลาย เมื่อหลอมผ่านก็ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นศิษย์ขั้นต้น ย้ายจากผู้ดูแลสวนสมุนไพรไปอยู่ที่เรือนของศิษย์ขั้นต้นทันที แน่นอนว่าเขาไม่ลืมบุญคุณที่ท่านอาจารย์เฉินช่วยสอนสั่ง เขารีบไปกราบนางฝากตัวเป็นศิษย์ของนางทันที เฉินรุ่ยฟางจึงรับเขาเป็นศิษย์อย่างยินดี
เฉินจิ้งเสียนก็ช่วยงานอาจารย์เฉินเหมือนเช่นแต่ก่อนไม่เปลี่ยนแปลง ทำตัวราวกับเป็นบ่าวรับใช้อย่างไรอย่างนั้น ตื่นเช้ามาเขาก็รีบไปที่เรือนอาจารย์เฉิน ช่วยปัดกวาดถูเรือนให้นางแล้วจึงไปที่หอตำรา ศึกษาตำราต่างๆ เมื่อมีข้อสงสัยอะไรเขาก็นำไปถามอาจารย์เฉิน เฉินรุ่ยฟางก็สอนสั่งเขาอย่างไม่หวงวิชาสักนิด เขาเป็นศิษย์ของนาง นางย่อมสอนเขาทุกอย่าง ยกเว้นความรู้จากตำราโอสถม้วนนั้น นางไม่กล้าสอนเขาเพราะกลัวว่าจะทำให้ความลับเปิดเผยได้ ตำรานี้เป็นตำราล้ำค่าสำหรับนาง นางยังต้องใช้ตำราม้วนนี้เพื่อเลื่อนระดับไปจนกว่าจะสามารถหลอมโอสถระดับสวรรค์ได้เสียก่อน หลังจากนั้นนางค่อยมอบตำรานี้ให้เจ้าสำนัก ซึ่งเจ้าสำนักนั้นความรู้ความสามารถของเขายังไม่เท่าเทียมอาจารย์ของนางเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นตำรานี้จึงเป็นตำราล้ำค่าอย่างแท้จริง
วันเวลาผ่านไปราวสายน้ำไหล เฉินจิ้งเสียนรู้สึกว่าวิธีการหลอมโอสถของอาจารย์ตัวเองดูแตกต่างจากตำราในหอตำรา เขาจึงเพียรพยายามแอบมองอย่างลับๆ จนกระทั่งเห็นชัดเจนว่าวิธีการหลอมโอสถที่อาจารย์สอนเขาแตกต่างจากวิธีการที่นางหลอมโอสถตามลำพัง เขาแอบมองจนรู้ว่านางมีตำราเก่าๆ อยู่ม้วนหนึ่ง นางเก็บตำราม้วนนั้นติดตัวอยู่ตลอดเวลาไม่เคยวางทิ้งไว้เลย เขาจึงคิดว่าตำรานั้นต้องเป็นตำราล้ำค่าแน่แท้ เขาจึงคิดอยากได้ตำราม้วนนั้นขึ้นมา แต่จะทำอย่างไรจึงจะได้มา?
ถ้าบอกตรงๆ นางคงไม่ให้เขาแน่นอน ดังนั้นเขาจึงคิดใช้แผนการหลอกล่อให้นางหลงรักเขาเสียเลย นางยังไม่แต่งงาน เขาก็ยังไม่แต่งงาน แผนนี้ย่อมสำเร็จแน่นอน
“อาจารย์ขอรับ น้ำชาขอรับ” เฉินจิ้งเสียนยกน้ำชาให้อาจารย์พลางมองนางด้วยแววตาเปี่ยมสเน่หา ทำให้เฉินรุ่ยฟางเขินอายไม่น้อย “อืม”
นางรับถ้วยชามา เฉินจิ้งเสียนก็ฉวยโอกาสแตะมือนางคล้ายไม่ตั้งใจ แรกๆ เฉินรุ่ยฟางไม่คิดอะไร เฉินจิ้งเสียนก็คอยวนเวียนรอบตัวอาจารย์ราวกับเป็นเงาตามตัว ไม่ว่านางจะหยิบจับทำอะไรเขาล้วนช่วยหยิบจับให้นางไปเสียทุกอย่าง ฉวยโอกาสจับมือนางโดยไม่ตั้งใจบ่อยครั้ง พลางมองนางด้วยสายตาเปี่ยมสเน่หาบ่อยๆ เฉินรุ่ยฟางเป็นสตรีที่ยังไม่แต่งงาน ไม่เคยมีความรักมาก่อน ครั้นถูกลูกศิษย์มองด้วยสายตาสเน่หาบ่อยครั้งเข้าก็ย่อมเกิดความหวั่นไหว แต่นางก็ไม่ยอมให้เขาใกล้ชิดจนเกินเลยเพราะนางรู้สึกเขินอายนั่นเอง ครั้นถูกเขามองจนนางรู้สึกเขินอายทนไม่ไหว นางจึงเลี่ยงออกไปอย่างเร่งร้อน “ข้า ข้า ข้าจะไปเก็บสมุนไพร เจ้าไม่ต้องตามมา เจ้าอยู่หลอมโอสถที่ข้าเพิ่งสอนไปให้ดีๆ”
นางเอ่ยจบแล้วก็รีบก้าวเดินไปอย่างเร่งรีบ เฉินจิ้งเสียนไม่ได้ตามนางไป เขามองจนนางลับตาไปแล้วจึงยกยิ้มอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง เกี้ยวพาบ่อยๆ เกี้ยวพาทุกวัน นางจะไม่หวั่นไหวได้อย่างไร หึๆๆๆ…
เฉินรุ่ยฟางรีบก้าวเดินจนเกือบจะวิ่งอยู่แล้ว นางเดินไปจนกระทั่งออกจากสำนักไปโดยไม่ทันรู้ตัว ครั้งมองรอบตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองอยู่หน้าประตูสำนักแล้ว จะกลับไปที่สวนสมุนไพร นางก็ไม่อยากไปแล้ว นางอยากหาที่เงียบๆ อยู่ตามลำพังคนเดียว ดังนั้นนางจึงเดินเรื่อยไปยังริมแม่น้ำหน้าสำนัก ข้ามสะพานไปยังทุ่งหญ้าอีกฝั่งหนึ่ง ที่นั่นมีทะเลสาบเล็กๆ แห่งหนึ่ง ในทะเลสาบเต็มไปด้วยดอกบัว หากได้มองดอกบัว คงทำให้ใจที่เต้นตึกๆ ของนางบรรเทาลงกระมัง
เมื่อถึงทะเลสาบ นางก็ยืนชื่นชมดอกบัวอยู่เงียบๆ ดอกบัวชูช่อบานสะพรั่ง สวยงามเสียจนมองเพลินตา มองไปมองมานางจึงคิดจะไปเก็บดอกบัว ไหนๆ ก็ออกมาแล้ว อีกทั้งนางยังอ้างว่าจะไปเก็บสมุนไพร เกสรบัว กลีบบัวล้วนเป็นสมุนไพรทั้งนั้น นางจึงยื่นมือไปเก็บดอกบัวที่อยู่ริมน้ำ เก็บมาได้เจ็ดแปดดอก กำลังจะยื่นมือไปเก็บดอกที่ 9 พลัน! ท้องฟ้าเบื้องบนก็แยกตัวออกจากกัน ช่องว่างดำมืดปรากฏขึ้นมา แล้วเทพคนหนึ่งก็ร่วงลงมาจากช่องว่างดำมืดนั้น ใช่! ร่วงลงมาจริงๆ ไม่ได้เหินลอยลงมาแต่อย่างได้ ตกดิ่งละลิ่วลงมา ตกลงตรงข้างตัวเฉินรุ่ยฟางเสียงดังตูม!
พื้นตรงนั้นยุบเป็นหลุมใหญ่ ทำเฉินรุ่ยฟางตกใจร้องออกมาคำหนึ่ง “ว๊าย!”
ช่องว่างดำมืดปิดลง ท้องฟ้ากลับคืนสู่สภาพปกติ เฉินรุ่ยฟางก้มมองคนที่อยู่ในหลุมข้างตัวนางอย่างตกใจยิ่ง คนที่สามารถฉีกเปิดช่องว่างได้ล้วนเป็นเทพชั้นสูง นางเคยเห็นเทพชั้นสูงฉีกเปิดช่องว่างมาก่อน และคนที่นางเคยเห็นเขาทำเช่นนั้นก็คือเจ้าสำนักโอสถนั่นเอง แต่ว่าคนที่นอนอยู่ในหลุมลึกข้างนาง เขาเป็นใครก็ไม่รู้ นางไม่รู้จักเขา เห็นตัวเขาเต็มไปด้วยเลือด เขาได้รับบาดเจ็บมา
บุรุษผู้นั้นลืมตามอง ครั้นเห็นว่ามีสตรีคนหนึ่งยืนมองเขาอยู่ เขาจึงเอ่ยบอกเสียงแหบระโหยว่า “แม่นาง โปรดช่วยดึงข้าขึ้นไปที”
“เอ่อ…” เฉินรุ่ยฟางยังตกใจไม่หาย บุรุษในหลุมจึงเอ่ยขอร้องอีกครั้ง “แม่นาง ช่วยดึงข้าขึ้นไปหน่อยเถิด”
“เอ่อ…ได้ๆ” เฉินรุ่ยฟางพยักหน้า พยายามตั้งสติ นางรีบร้อนลงไปในหลุมจึงทำให้นางลื่นถลาลงไป “อ้า!”
นางทรงตัวไม่ได้ ลื่นไถลลงไปแล้วล้มลงบนตัวบุรุษผู้นั้น ปึก!
“โอ๊ย!” บุรุษผู้นั้นร้องคำหนึ่ง มองดูสตรีนางนั้นที่ล้มอยู่บนตัวเขา อกนางเบียดชิดกับแผงอกที่เต็มไปด้วยเลือดของเขา ใบหน้านางแนบชิดกับใบหน้าของเขา ทำให้ริมฝีปากของเขาชนกับหน้าผากของนาง เฉินรุ่ยฟางเบิกตาโตราวกับนกฮูกตื่นตกใจอย่างไรอย่างนั้น นางรีบยันตัวขึ้น “ขออภัยด้วยๆ ข้าไม่ได้ตั้งใจ ท่านเจ็บมากหรือไม่?”
“เจ็บ อูย…” บุรุษผู้นั้นตอบพลางสูดปากทีหนึ่ง ภาพดวงตาโตเบิกกว้างนั้นประทับลงไปในใจเขาโดยไม่รู้ตัว เฉินรุ่ยฟางลุกไปด้านข้างแล้วรีบพยุงเขาขึ้นนั่ง ปากก็พร่ำขอโทษอย่างรู้สึกผิด “ขออภัยด้วยๆ ข้ารีบจนลื่นลงมา ท่านลุกไหวหรือไม่? หากว่าไม่ไหว เช่นนั้นท่านรอก่อนข้าจะไปตามคนมาช่วยหามท่าน”
“ไม่ต้องไปหรอก เจ้าช่วยพยุงข้าก็พอแล้ว ข้ายังมีแรงพอเดินไหวอยู่” บุรุษผู้นั้นรั้งแขนนางไว้ เฉินรุ่ยฟางจึงประคองเขาลุกขึ้นยืน บุรุษผู้นั้นยันตัวยืนขึ้นอย่างโซเซ น้ำหนักตัวเขาพิงอยู่บนตัวสตรีนางนั้น เฉินรุ่ยฟางมองไปบนปากหลุม หลุมนี้ลึกราว 2 เมตร หากนางเหินลอยขึ้นไปคนเดียวย่อมไม่เป็นปัญหา แต่ว่าน้ำหนักตัวเขาที่พิงอยู่บนตัวนางทำให้นางเหินลอยไปได้ 1 เมตรก็ร่วงตกลงพื้น นางจึงบอกเขา “ท่านรออยู่นี่ก่อน ข้าจะไปตามคนมาช่วย ข้าคนเดียวแบกท่านขึ้นไปไม่ไหวจริงๆ”
บุรุษผู้นั้นฟังแล้วจึงโอบเอวนางแล้วฝืนเหินลอยขึ้นไปบนปากหลุม เฉินรุ่ยฟางตกใจร้องคำหนึ่ง “อ่ะ!”
ยังไม่ทันตั้งสติดีๆ เท้านางก็แตะบนพื้นดินแล้ว บุรุษข้างกายร้องคำหนึ่ง “โอย…”
เลือดไหลออกจากบาดแผลบนตัวมากขึ้น เขาซวนเซจะล้มลงไป เฉินรุ่ยฟางจึงประคองเขาไว้ “อ้า…ท่าน!”
ทั้งสองยืนโซเซราวกับคนเมาเหล้าอย่างไรอย่างนั้น จนสามารถยืนได้นิ่งแล้ว เฉินรุ่ยฟางจึงถอนหายใจโล่งอก “เฮ้อ…”
“ช่วยประคองข้าไปสำนักโอสถทีเถิดแม่นาง” บุรุษผู้นั้นเอ่ยบอกน้ำเสียงแหบแห้งระโหยโรยแรง เฉินรุ่ยฟางตอบรับ “ได้ๆ ท่านค่อยๆ เดินนะ”
ทั้งสองจึงก้าวเดินไปอย่างช้าๆ เดินโซเซไปโซเซมาคล้ายคนเมาเหล้าไม่มีผิด บุรุษผู้นั้นพิงน้ำหนักอยู่บนตัวสตรีข้างกาย เขาได้กลิ่นดอกเหมยกุ้ยจากตัวนาง กลิ่นนั้นไม่ฉุนเกินไป ไม่อ่อนเกินไป เป็นกลิ่นที่หอมพอดีๆ ยิ่งนัก ปกติเขาไม่ใกล้ชิดกับสตรีนางใด เพราะส่วนใหญ่แล้วกลิ่นเครื่องหอมของพวกนางล้วนกลิ่นแรงเกินไป ขนาดอยู่ห่าง 3 เมตรยังได้กลิ่นชัดเจน ทำให้รู้สึกหอมฉุนจนเวียนหัวเลยทีเดียว เขาเหลือบมองนางที่สวมใส่อาภรณ์สีส้มอ่อนๆ เห็นว่าที่เอวนางห้อยหยก 1 อัน บ่งบอกฐานะว่านางคืออาจารย์ของสำนักโอสถ อาภรณ์ของนางเปื้อนเลือดของเขา ทำให้เขาคิดอยู่ในใจว่าต้องชดใช้อาภรณ์ให้นาง เพราะว่าคราบเลือดนั้นซักล้างออกได้ยากยิ่งนัก หากอาภรณ์เปื้อนเลือดแล้วล้วนต้องทิ้งไปอย่างไม่อาจแก้ไขอะไรได้
จนกระทั่งทั้งสองเดินไปใกล้ถึงประตูสำนักซึ่งมียามเฝ้าอยู่ 4 คน ยามทั้ง 4 เห็นอาจารย์ของสำนักตัวเองประคองคนบาดเจ็บมาก็รีบวิ่งพุ่งไปหาทันที “ท่านอาจารย์ เขาเป็นใคร?”
“เขาบาดเจ็บได้อย่างไร?”
“โอ บาดเจ็บหนักเสียด้วย”
พวกเขาถามพลางยื่นมือไปช่วยประคองบุรุษผู้นั้น เฉินรุ่ยฟางส่งเขาให้ยามทั้ง 4 คนพลางตอบว่า “ข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร เขาตกลงมาตรงที่ข้าอยู่พอดี เร็วเข้าเถอะ รีบพาเขาเข้าไป”
“ขอรับๆ” ยามทั้ง 4 รับคำพลางช่วยกันหามคนบาดเจ็บเข้าสำนัก เฉินรุ่ยฟางเดินตามไป ถึงนางจะเป็นอาจารย์หลอมโอสถ แต่ว่าประสบการณ์ในการรักษาผู้คนยังต่ำยิ่งนัก ดังนั้นนางจึงร้องบอกบ่าวรับใช้ที่อยู่แถวประตูว่า “เจ้ารีบไปตามอาจารย์ท่านอื่นมาเร็วเข้าเถิด บอกพวกเขาว่ามีคนบาดเจ็บหนัก ให้พวกเขารีบมาช่วยรักษาเร็วๆ”
“ขอ…” บ่าวรับใช้ยังขานรับไม่จบ บุรุษที่บาดเจ็บรีบบอก “ตามเจ้าสำนักของพวกเจ้ามา บอกเขาว่าข้าชื่อเหอเทียนเหิง”
บ่าวรับใช้หันไปมองท่านอาจารย์เฉินอย่างขอความเห็น เฉินรุ่ยฟางจึงพยักหน้า “ไปๆ เจ้ารีบไปรายงานท่านเจ้าสำนักตามที่เขาบอกเถิด เขาคงเป็นสหายของท่านเจ้าสำนักกระมัง”
“ขอรับๆ” บ่าวรับใช้พยักหน้าหงึกๆ แล้วรีบวิ่งไปทันที เฉินรุ่ยฟางมองดูเหอเทียนเหิงผู้นั้น นางรู้สึกว่าชื่อแซ่ของเขาคุ้นหู แต่นางก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินชื่อแซ่นี้จากที่ใด อีกทั้งเขาบอกให้ไปตามท่านเจ้าสำนัก ดูท่าแล้วเขาคงเป็นสหายของท่านเจ้าสำนักแน่แท้ ไม่เช่นนั้นใครจะกล้าให้ไปตามเช่นนี้ล่ะ ท่านเจ้าสำนักไม่ใช่คนที่ใครๆ จะเรียกให้มาก็มาได้ ต้องเป็นคนที่มีความสัมพันธ์กับท่านเจ้าสำนักในระดับหนึ่งจริงๆ ท่านเจ้าสำนักจึงจะให้พบได้ มีแต่คนที่มีฐานะเท่าเทียมเทียนจวินหรือไม่ก็ราชาแดนเทพทั้ง 4 คนนั้นที่ท่านเจ้าสำนักจะออกมาพบโดยไม่ต้องมีเทียบขอพบ หากเป็นคนอื่นอยากพบท่านเจ้าสำนักล้วนต้องส่งเทียบขอพบล่วงหน้าทั้งนั้น
ยามเฝ้าประตูทั้ง 4 คนหามเหอเทียนเหิงไปยังห้องโถงรับแขกทันที เฉินรุ่ยฟางวิ่งตามไป ผู้คนก็มองกันเป็นแถวพลางส่งเสียงซุบซิบอย่างสงสัยใคร่รู้ “นั่นใคร? เลือดเต็มตัวเชียว”
“ดูท่าจะบาดเจ็บไม่น้อยเลย”
“ไปๆ พวกเราไปดูกันหน่อย”
คนที่เห็นล้วนรีบตามไปดูอย่างอยากรู้อยากเห็น ทำให้มีคนก้าวตามหลังเฉินรุ่ยฟางเป็นกลุ่มใหญ่ บรรดาอาจารย์ที่อยู่แถวนั้นล้วนรีบวิ่งไปถามอาจารย์เฉินทันที “อาจารย์เฉินเกิดอะไรขึ้นรึ?”
“เขาเป็นใคร? บาดเจ็บได้อย่างไร?”
เฉินรุ่ยฟางหันไปมองอาจารย์ท่านอื่นที่วิ่งมา นางวิ่งตามคนเจ็บพลางเอ่ยตอบว่า “ข้าก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร จู่ๆ เขาก็ตกลงมาใกล้ๆ ข้า ทำข้าตกใจแทบตาย อ่อ เขาบอกว่าเขาชื่อเหอเทียนเหิง มีใครรู้จักเขาบ้างไหม?”
“เหอเทียนเหิงหรือ?” อาจารย์คนหนึ่งเอ่ย พลางคิดๆ ชื่อนี้คุ้นหูเหมือนจะเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินจากที่ใด คิดไปคิดมาก็ยังคิดไม่ออก เขาจึงเลิกคิด จนวิ่งไปถึงห้องโถง ยามทั้ง 4 วางคนเจ็บลงบนตั่งยาว อาจารย์ที่เป็นบุรุษจึงพุ่งไปดูอาการคนเจ็บโดยเร็ว ส่วนเฉินรุ่ยฟาง นางเป็นสตรีจึงไม่สะดวกที่จะตรวจคนเจ็บที่เป็นบุรุษ หากว่าไม่มีอาจารย์ท่านอื่นอยู่ แน่นอนว่านางย่อมตรวจอาการให้เขา แต่ในเมื่อตอนนี้มีอาจารย์บุรุษท่านอื่นอยู่ นางจึงเพียงยืนดูอยู่ด้านข้าง ผู้คนก็ล้อมวงอยู่ห่างๆ มองดูอย่างอยากรู้อยากเห็น บรรดาอาจารย์ทั้งหลายก็ล้อมวงอยู่รอบๆ ตั่งยาว ช่วยกันตรวจคนเจ็บคนละไม้คนละมือ
เหอเทียนเหิงถูกบรรดาอาจารย์รุมล้อมตรวจอาการก็รู้สึกตกใจปนอับอายไม่น้อย เพราะอาจารย์เหล่านั้นไม่เพียงตรวจดูบาดแผลของเขา ยังช่วยกันดึงอาภรณ์ของเขาออก ทำให้เขาต้องรีบตะครุบอาภรณ์ของตัวเองยื้อยุดเอาไว้ไม่ยอมให้คนเหล่านั้นถอดอาภรณ์ของเขาได้ง่ายๆ “พวกเจ้าจะทำอะไร!? ปล่อยมือนะ!”
“นี่ๆ ไม่ถอดออกแล้วพวกเราจะตรวจบาดแผลได้อย่างไร” อาจารย์คนหนึ่งบอก มือก็ดึงอาภรณ์จะถอดออก ทำให้เหอเทียนเหิงยื้อยุดสุดแรงอย่างชนิดว่าเป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมให้พวกเขาถอดอาภรณ์ได้ “พวกเจ้าหยุด! ห้ามถอดนะ!”
“วะ! เจ้าคนนี้นี่ จะตายอยู่แล้วยังจะมาเหนียมอายอะไรอีก เจ้าไม่ใช่สตรีเสียหน่อย” อาจารย์อีกคนบ่นอย่างโมโห คนเขาช่วยตรวจให้แท้ๆ แต่คนเจ็บผู้นี้กลับไม่ยอมให้ความร่วมมือดีๆ มันน่าโมโหจริงๆ สมควรปล่อยให้ตายเสียดีไหม!
มือหลายมือช่วยกันดึงอาภรณ์ เหอเทียนเหิงมีเพียง 2 มืออีกทั้งเขาบาดเจ็บจนแทบจะไร้เรี่ยวแรง แต่อย่างไรเขาก็ไม่ยอมให้คนเหล่านี้เปลื้องอาภรณ์เขาออกต่อหน้าผู้คนได้หรอก!
มองดูซิ มีคนรุมล้อมมองดูตั้งมากมายขนาดนั้น เขาจะเปลือยกายต่อหน้าสาธารณะชนได้อย่างไร เป็นตายอย่างไรข้าก็ไม่ยอมเด็ดขาด! ข้าไม่ยอม! ข้าไม่ยอม!
Chapter 3 จงใจแก้แค้น
“นี่ๆ ปล่อยมือเถอะ ไม่ถอดออกแล้วจะตรวจแผลได้อย่างไร หรือเจ้าอยากตายงั้นรึ?” อาจารย์คนหนึ่งเกลี้ยกล่อมพลางดึงอาภรณ์
เหอเทียนเหิงไร้เรี่ยวแรง แทบจะดึงอาภรณ์ตัวเองเอาไว้ไม่อยู่แล้ว เขาจึงฝืนตะโกนส่งเสียงดังว่า “เจ้าสำนัก! ช่วยข้าด้วย! คนของท่านจะแก้ผ้าข้าแล้ว!”
หลังเสียงตะโกนนั้นเปล่งออกมา ผู้คนตกตะลึงอึ้งไปครู่ใหญ่ “อ่า…”
บรรดาอาจารย์ที่กำลังดึงอาภรณ์ล้วนชะงักงันกันถ้วนหน้า สักพักไม่รู้ใครส่งเสียงหัวเราะขึ้นมาเป็นคนแรก “ฮ่าๆๆๆ…”
ทำให้คนอื่นๆ หัวเราะตาม “ฮ่าๆๆๆ…”
เสียงหัวเราะจึงดังขึ้นเรื่อยๆ “ฮ่าๆๆๆ…”
บรรดาอาจารย์ทั้งหลายที่กำลังยื้อยุดอาภรณ์กับคนเจ็บก็กลั้นขำไม่ไหว พวกเขาปล่อยมือจากอาภรณ์แล้วกุมท้องตัวเองเปล่งเสียงหัวเราะจนตัวงอเลยทีเดียว “ฮ่าๆๆๆ…”
เหอเทียนเหิงอับอายจนหน้าแดงก่ำ สองมือดึงรั้งอาภรณ์ตัวเองเอาไว้แน่นยิ่ง สองตากวาดมองผู้คนที่อยู่รอบๆ ตัวเองอย่างอับอายปนโกรธ ลูกตาเขาถลึงมองคนเหล่านั้นราวกับจะฟาดฟันคนพวกนั้นให้ตกตาย แต่พอสายตาเขากวาดไปถึงสตรีที่ช่วยประคองเขามา เขาเห็นนางปิดปากหัวเราะเสียงเบา ความโกรธไม่รู้หายไปทางไหนแล้ว เหลือแต่ความอายที่พุ่งขึ้นสูง พุ่งขึ้นเสียจนเขาอยากเหินลอยหนีไปเสียเลย แต่ว่าเขาก็ไม่มีแรงจะเหินลอยแล้ว จึงได้แต่นอนหน้าแดงก่ำอยู่บนตั่งยาว
เจ้าสำนักก้าวเข้ามาในห้องโถง ได้ยินเสียงหัวเราะก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย เมื่อกี้เขาเหมือนจะได้ยินเสียงตะโกนแว่วๆ แต่ก็ไม่ทันฟังว่าเสียงตะโกนนั้นตะโกนว่าอะไร เขาผลักไหล่คนที่ยืนขวางหน้าออก “พวกเจ้าหลีกไป หลีกไป”
ผู้คนที่ถูกผลักไหล่รีบหันไปมองอย่างคิดจะเอาเรื่อง แต่พอเห็นว่าเป็นท่านเจ้าสำนัก คำพูดที่กำลังจะเอ่ยด่าก็พลันกลืนกลับลงท้องไปทันควัน เท้ารีบก้าวหลบเปิดทางให้อย่างว่องไว มือก็กุมขึ้นมาคารวะอย่างไวยิ่ง “ท่านเจ้าสำนัก”
คนอื่นๆ ได้ยินเสียงก็หันไปมองแล้วพากันกุมมือคารวะตามเป็นทิวแถว “ท่านเจ้าสำนัก”
เสียงหัวเราะพลันเงียบลงทันที ผู้คนแหวกหลบเป็นช่อง เจ้าสำนักรีบเดินก้าวไปดูคนเจ็บ เมื่อเห็นหน้าคนผู้นั้น เขาก็รีบกุมมือทักทาย “ท่านเหอเทียนเหิงนี่เอง”
ผู้คนเห็นเจ้าสำนักกุมมือคารวะคนเจ็บผู้นั้นก็พากันเงียบไป แม้แต่เจ้าสำนักยังคารวะเขาอย่างฐานะเท่าเทียมกัน คาดเดาได้ทันทีว่าฐานะของคนเจ็บผู้นั้นย่อมสูงส่งยิ่ง
“เจ้าสำนัก” เหอเทียนเหิงปล่อยมือจากอาภรณ์ตัวเองกุมมือคารวะตอบพลางเอ่ยคล้ายจะฟ้องว่า “ข้าเกือบจะถูกพวกเขาจับแก้ผ้าแล้ว ไยท่านจึงมาช้านักเล่า!”
เจ้าสำนักมุมปากกระตุกทีหนึ่ง กวาดตามองผู้คนที่อยู่รอบๆ แล้วโบกมือไล่ “ไปๆ ใครมีอะไรก็ไปทำเสีย มายืนมุงดูแขกใช้ได้ที่ไหน!”
ผู้คนจึงแยกย้ายกันไปทันที เหลือเพียงอาจารย์ทั้งหลายที่อยากใช้โอกาสนี้เพิ่มประสบการณ์ในการรักษาคนของตัวเองให้สูงขึ้น พวกเขายังคงยืนอยู่ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
เหอเทียนเหิงเห็นผู้คนแยกย้ายกันไปแล้วจึงผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งเขม็งเมื่อครู่ลง “เฮ้อ…”
แต่เมื่อยังเห็นบรรดาอาจารย์ยังไม่แยกย้ายกันไป เขาจึงเอ่ยปากไล่น้ำเสียงแหบระโหยว่า “เหตุใดพวกเจ้ายังไม่ไปอีกเล่า?”
“พวกเราต้องรักษาท่านอย่างไรล่ะ” อาจารย์คนหนึ่งบอก พลางทำหน้าทำตาราวกับว่าพร้อมจะเป็นลูกมือให้ท่านเจ้าสำนัก ขอเพียงท่านเจ้าสำนักสั่งอะไรมา เขาก็พร้อมจะทำตามคำสั่งทุกอย่างแล้ว
เหอเทียนเหิงจึงหันไปมองเจ้าสำนักพลางเอ่ยว่า “ท่านให้พวกเขาไปเสีย ท่านรักษาข้าคนเดียวก็พอแล้ว”
“ได้ๆ” เจ้าสำนักรับปากพลางมองบรรดาอาจารย์เอ่ยไล่ว่า “พวกท่านมีอะไรทำก็ไปทำเถอะ”
“ไม่มีขอรับ” อาจารย์คนหนึ่งบอก เขาไม่มีอะไรที่ต้องทำเร่งด่วนในตอนนี้จึงอยากอยู่ดูการรักษา ทำให้เจ้าสำนักหน้ากระตุกทีหนึ่ง ถลึงตาใส่อาจารย์คนนั้นพลางเอ่ยไล่อีกครั้ง “ไม่มีอะไรจะทำก็ออกไปเถอะ ท่านผู้นี้ข้ารักษาคนเดียวก็พอแล้ว”
บรรดาอาจารย์ถูกไล่เป็นครั้งที่ 2 จึงพากันกุมมือแล้วรีบถอยออกไปทันที เหอเทียนเหิงเห็นอาจารย์สตรีคนนั้นกำลังจะตามคนอื่นๆ ออกไปเขารีบยกมือชี้ไปที่นางพลางบอก “ท่านให้นางอยู่ทำแผลให้ข้าก่อน”
“ข้าทำแผลให้ท่านได้” เจ้าสำนักบอก เหอเทียนเหิงบอก “นางคงมือเบากว่าท่าน ให้นางทำแผลให้ข้าเถอะ”
“วะ! ยังจะเรื่องมากอีก” เจ้าสำนักด่า 1 ประโยค เหอเทียนเหิงแย้งเสียงแข็ง “ท่านมือหนัก สตรีย่อมมือเบากว่าท่าน”
“เฮอะ! แล้วไยเมื่อก่อนท่านไม่ให้สตรีทำแผลให้เล่า มีแต่ข้านี่แหละที่ทำแผลให้ท่านมาตลอด” เจ้าสำนักด่าอีกครั้ง เหอเทียนเหิงโต้แย้ง “ก็สตรีเหล่านั้นกลิ่นฉุนเกินไปนี่นา ข้าได้กลิ่นแล้วเวียนหัว”
“เฮอะ เรื่องมากจริง มิน่าจนป่านนี้ท่านถึงยังไม่แต่งงานเสียที สมควรแล้วๆ” เจ้าสำนักด่าอีก เขาหันไปมองอาจารย์เฉินที่เดินรั้งท้ายกำลังจะพ้นประตูห้องโถงออกไปแล้ว เขาจึงร้องเรียก “อาจารย์เฉิน ท่านอยู่ช่วยข้าก่อน”
“หา” เฉินรุ่ยฟางหันไปมองเจ้าสำนักพลางอ้าปากน้อยๆ อย่างงุนงง เจ้าสำนักจึงบอกพลางกวักมือ “มาๆ ท่านอยู่ช่วยข้าก่อน”
เจ้าสำนักเห็นนางยังไม่ก้าวเท้ามา เขาจึงบอกว่า “ไหนๆ อาภรณ์ท่านก็เปื้อนเลือดไปแล้ว อย่างไรก็คงไม่ต้องกลัวเปื้อนอีกกระมัง”
พอได้ยินเหตุผลที่เขาพูด เฉินรุ่ยฟางจึงเดินกลับไปที่ข้างตั่ง เจ้าสำนักจึงลงมือตรวจบาดแผล เฉินรุ่ยฟางยืนดูอยู่ข้างๆ อย่างตั้งอกตั้งใจ
“ไปสู้กับใครมา?” เจ้าสำนักถามพลางตรวจบาดแผลไปด้วย เหอเทียนเหิงตอบเสียงแผ่ว “พวกมารน่ะ”
“หือ?” เจ้าสำนักเลิกคิ้วขึ้น เหอเทียนเหิงจึงเล่าว่า “ข้าไปเจอพวกมันล้ำแดนเข้ามา 20 กว่าคน ข้าจึงสู้กับพวกมัน”
“โอ! 20 กว่าคนเชียว” เฉินรุ่ยฟางอุทานอย่างตกใจ เหอเทียนเหิงเห็นนางตกอกตกใจจึงรีบบอก “ข้าฆ่าพวกมันตายหมดแล้ว แม่นางไม่ต้องกลัว พวกมันไม่อาจเข้ามาถึงที่นี่ได้หรอก”
เฉินรุ่ยฟางจึงรู้สึกโล่งอกขึ้นมา เจ้าสำนักแค่นเสียงเยาะ “เฮอะ! มารแค่ 20 กว่าคนทำให้ท่านบาดเจ็บได้ เห็นทีฝีมือท่านตกไปกระมัง”
“ข้าฝีมือตกที่ไหนกัน ในกลุ่มนั้นมีองค์ชายมาร 2 คน ข้าถูกพวกมันรุม เจ็บแค่นี้ก็ดีแล้ว หากเป็นท่าน คงตายแน่นอน” เหอเทียนเหิงเยาะเย้ยกลับไป เจ้าสำนักหน้ากระตุกยึกๆ อย่างเถียงไม่ออก ก็ใช่ หากเป็นเขาเอง เจอกับระดับองค์ชายมารคนหนึ่งก็เต็มกลืนแล้ว เพราะเขาไม่ได้ฝึกฝนด้านการต่อสู้นี่นา เขาฝึกด้านการหลอมโอสถต่างหาก จะให้ไปสู้รบกับใคร เขาย่อมฝีมือเป็นรองจริงๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องหลอมโอสถ หากเขาบอกว่าตัวเองเป็นที่สอง ย่อมไม่มีใครกล้าเป็นที่หนึ่งแน่นอน!
อ่อ แต่ถ้าเป็นการหลอมโอสถประหลาดๆ เขาขอยอมแพ้ให้เทพโอสถทันที ใครใช้ให้เทพโอสถผู้นั้นมุ่งมั่นด้านการหลอมโอสถประหลาดๆ กันล่ะ เรื่องที่สู้ไม่ได้ เขาก็ยอมรับโดยดี
ขณะที่คุยกัน อาภรณ์บนตัวเหอเทียนเหิงก็ถูกถอดออกไปจนเหลือเพียงกางเกงที่ขาดเป็นรอยยาวหลายรอย เจ้าสำนักก็จัดการรักษาแผลบนร่างกายท่อนบนให้เหอเทียนเหิงไปเรื่อยๆ เหอเทียนเหิงไม่ร้องสักคำ สีหน้าเขากระตุกยึกๆ เพราะเจ็บแผล แต่ก็ไม่มีเสียงร้องหลุดรอดออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว เฉินรุ่ยฟางได้แต่ยืนดูอยู่อย่างนั้น เพราะเจ้าสำนักไม่ได้ใช้ให้นางช่วยทำแผลแต่อย่างใด คล้ายกับให้นางมายืนเป็นไม้ประดับอย่างไรอย่างนั้น
จนกระทั่งเจ้าสำนักจับขอบกางเกงของเหอเทียนเหิงกำลังจะดึงลง เฉินรุ่ยฟางมองดูแล้วรีบหันหลังให้ทันที นางหน้าแดงก่ำรีบเอ่ยว่า “เอ่อ ท่านเจ้าสำนัก ข้าขอตัวก่อน”
“อาจารย์เฉินจะรีบไปทำไมล่ะ? ข้าจะให้ท่านช่วยทำแผลตรงขานี่” เจ้าสำนักถามยิ้มๆ แน่นอนว่ารอยยิ้มของเขาย่อมยิ้มเย้ยให้เหอเทียนเหิง เหอเทียนเหิงเองก็รีบจับขอบกางเกงของตัวเองดึงรั้งเอาไว้ เฉินรุ่ยฟางไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นางเดินลิ่วๆ ออกไปจนแทบจะกลายเป็นวิ่งอยู่แล้ว จะให้นางอยู่ดูบุรุษเปลือยกายได้อย่างไร นางเป็นสตรีที่ยังไม่ได้แต่งงานนะ!
“อาจารย์เฉิน” เจ้าสำนักเรียกน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ เหอเทียนเหิงถลึงตาใส่เจ้าสำนัก “ไม่ต้องเรียกนางแล้ว! ท่านจงใจชัดๆ”
“เมื่อครู่ท่านยังอยากให้นางทำแผลให้อยู่นี่นา ไยตอนนี้ไม่ต้องการแล้วล่ะ?” เจ้าสำนักถามยิ้มๆ “ไหนว่าข้ามือหนักอย่างไรล่ะ ให้นางทำแผลที่ขาให้ท่านซิ รับรองว่านางมือเบากว่าข้าแน่นอน”
“เจ้าสำนัก!” เหอเทียนเหิงเรียกเสียงแข็งอย่างโมโหเดือดปุดๆ เจ้าสำนักจงใจแก้แค้นเขาชัดๆ แผลท่อนบนไม่ให้นางช่วยรักษา กลับจะให้นางรักษาแผลที่ขา จงใจให้เขาอับอายชัดๆ มันน่าฟันกระบี่ใส่สักที! “ฮึ่ม!”
เจ้าสำนักยิ้มเย้ยอย่างได้ใจ เจ้าแน่จริงก็แก้ผ้าให้นางรักษาซิ ฮ่าๆๆๆ…
“ท่านปล่อยมือได้แล้ว นางไปแล้ว” เขาบอกพลางดึงขอบกางเกงลง เหอเทียนเหิงเห็นว่าในห้องโถงไม่มีใครแล้ว เขาจึงยอมปล่อยมือจากขอบกางเกง ปล่อยให้เจ้าสำนักถอดออกไป หลังจากถอดกางเกงเปื้อนเลือดตัวนั้นออกไปแล้ว เจ้าสำนักก็โยนกางเกงตัวนั้นปิดไว้ตรงกลางกายของเหอเทียนเหิง ไม่ใช่ว่าเขาเขินอายจนมององคชาติของคนอื่นไม่ได้ แต่ว่าเรื่องอะไรเขาจะต้องมององคชาติของคนอื่นด้วยล่ะ ของเขาก็มีให้มองเหมือนกัน เหอะ!
เหอเทียนเหิงนอนนิ่งปล่อยให้เจ้าสำนักรักษาบาดแผลน้อยใหญ่บนร่างกาย จวบจนเจ้าสำนักรักษาแผลหมดทุกแผลแล้วจึงหยิบโอสถระดับมหาเทพเม็ดหนึ่งยื่นให้เหอเทียนเหิง “เอ้า กินซะ”
เหอเทียนเหิงรับมาแล้วกินลงไป เจ้าสำนักก็หยิบอาภรณ์บุรุษออกมาจากหยกคุนเฉียนยื่นส่งให้ “เอ้า สวมซิ”
เหอเทียนเหิงรับอาภรณ์ชุดใหม่นั้นมา แล้วขยับตัวลุกขึ้นนั่ง เจ้าสำนักก็ช่วยประคองเขาลุกขึ้น อาการเขาบาดเจ็บไม่น้อยเลย ต้องให้อยู่รักษาตัวที่นี่สักเจ็ดแปดวันนั่นแหละ เหอเทียนเหิงนั่งแล้วก็หยิบเสื้อมาสวม เขาทนเจ็บแผลขณะขยับเขยื้อนเอาไว้
“เช่นนั้นข้าจะให้คนไปส่งข่าวที่ตำหนักไป๋หยุนล่ะกัน” เจ้าสำนักบอก เหอเทียนเหิงส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก คนอื่นล้วนเก็บตัวฝึกฝนกันอยู่ ถึงส่งใครไปก็ไม่มีใครออกมาเปิดประตูหรอก”
“อ่อ งั้นก็ไม่ต้อง” เจ้าสำนักเอ่ยแล้วถามว่า “ติ้จวินก็เก็บตัวฝึกฝนด้วยรึ?”
“อืม” เหอเทียนเหิงพยักหน้าตอบ เจ้าสำนักเห็นเขาใส่เสื้อเสร็จแล้วจึงช่วยประคองเขาลุกขึ้นยืน เหอเทียนเหิงลุกขึ้นยืนแล้วสวมกางเกงอย่างทุลักทุเลเพราะเจ็บแผล เจ้าสำนักก็ไม่ได้เรียกใครเข้ามาช่วยใส่อาภรณ์ให้เขา เพราะนิสัยของเหอเทียนเหิงนั้นไม่ชอบให้คนอื่นถูกเนื้อต้องตัว มีเพียงคนสนิทของเขาที่อยู่ในตำหนักไป๋หยุนเท่านั้นที่เขายอมให้แตะเนื้อต้องตัวได้ ดังนั้นเขาจึงปล่อยให้เหอเทียนเหิงใส่อาภรณ์เอง หากไม่ใช่ว่าเขาบาดเจ็บ แม้แต่ตัวเขาที่เป็นถึงเจ้าสำนักโอสถ เหอเทียนเหิงก็ไม่ยอมให้แตะเนื้อต้องตัวเช่นกัน คนผู้นี้นิสัยเย่อหยิ่งคล้ายตี้จวินนั่นแหละ เขาอยู่รับใช้ใกล้ชิดตี้จวินมานานจนติดนิสัยหลายๆ อย่างมาจากตี้จวินโดยไม่รู้ตัว
“ไปๆ ข้าพาท่านไปเรือนรับรอง” เจ้าสำนักบอกหลังจากเห็นว่าเหอเทียนเหิงสวมอาภรณ์เสร็จแล้ว เหอเทียนเหิงพยักหน้า “อืม”
เจ้าสำนักจึงยื่นมือไปประคองเขาเดินออกจากห้องโถง เหอเทียนเหิงยอมให้เจ้าสำนักช่วยประคองเดินเพราะตอนนี้เขาแทบจะคลานแทนเดินแล้ว
เมื่อส่งเหอเทียนเหิงเข้าเรือนรับรองไปแล้ว เจ้าสำนักก็สั่งให้บ่าวรับใช้คอยส่งอาหารและโอสถวันละ 3 เวลาทุกวัน
ส่วนเรื่องอื่นเขากำชับไม่ให้บ่าวรับใช้เข้าไปวุ่นวาย ไม่เช่นนั้นหากเผลอไปแตะเนื้อต้องตัวเจ้าคนหวงเนื้อหวงตัวผู้นั้นเข้า เกรงว่าบ่าวรับใช้คงถูกฆ่าตายแน่แท้
บ่าวรับใช้ได้ยินคำสั่งของท่านเจ้าสำนักก็รับคำแข็งขัน รวมทั้งข้อห้ามที่ท่านเจ้าสำนักกำชับกำชา เขาย่อมไม่อยากตกตาย ดังนั้นจึงจดจำข้อห้ามไว้ให้ดีๆ เลยทีเดียว “ท่านเจ้าสำนักวางใจได้ ข้าน้อยจดจำได้ทุกอย่างขอรับ”
“อืม ดีๆ” เจ้าสำนักวางใจแล้วจึงเดินกลับเรือนตัวเองไป เหอเทียนเหิงก็นอนพักอยู่ในเรือนรับรอง
เฉินรุ่ยฟางกลับถึงเรือนตัวเอง นางเห็นเฉินจิ้งเสียนกำลังตั้งอกตั้งใจหลอมโอสถจึงไม่ได้เข้าไป ปล่อยให้เขาหลอมโอสถเสร็จก่อนนางค่อยเข้าไป เรือนของนางอยู่ห่างจากห้องโถงรับแขกมาก ดังนั้นเสียงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นที่นั่นจึงไม่ดังมาถึงที่นี่ เฉินจิ้งเสียนจึงยังไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่เมื่อเขากลับไปเรือนของเขา ได้พูดคุยกับศิษย์คนอื่น ก็คงจะรู้เรื่องในไม่ช้านี้แหละ
จนกระทั่งเฉินจิ้งเสียนหลอมโอสถเสร็จ เขามองดูโอสถระดับมนุษย์ที่อยู่ในเตาหลอมอย่างพอใจ ครั้นหันไปมองทางหน้าเรือนก็เห็นอาจารย์ตัวเองกำลังพลิกตากสมุนไพรอยู่ เขาจึงรีบหยิบเม็ดโอสถไปอวดทันที “อาจารย์ขอรับ ท่านดูโอสถที่ข้าหลอมซิขอรับ”
เฉินรุ่ยฟางหันไป พลางรับโอสถเม็ดนั้นมาดูแล้วยื่นส่งคืนให้ “ดีมาก เจ้าฝีมือดีขึ้นทุกวัน อีกไม่กี่ปีก็คงหลอมโอสถเทพออกมาได้แน่นอน”
“ขอรับ” เฉินจิ้งเสียนยิ้มดีใจ รับโอสถคืนมา พลันสายตาก็เห็นสีแดงบนอาภรณ์อาจารย์ “หือ?”
เฉินรุ่ยฟางมองตามสายตาเขาที่จ้องมองคราบเลือดบนอาภรณ์ นางจึงบอก “เปื้อนเลือดน่ะ”
“เลือด?” เฉินจิ้งเสียนตกตะลึงงันไปครู่หนึ่ง แล้วก้าวไปจับไหล่นางทั้งสองข้าง “ท่านบาดเจ็บหรือขอรับ!?”
“ไม่ใช่ๆ เลือดคนอื่นน่ะ ไม่ใช่เลือดข้า” เฉินรุ่ยฟางบอกแล้วอธิบายว่า “เป็นคนอื่นบาดเจ็บแล้วข้าไปเจอเข้าพอดี ข้าจึงช่วยประคองเขาเข้ามาในสำนักน่ะ”
“อ่อ ดีแล้วๆ ท่านไม่บาดเจ็บก็ดีแล้วขอรับ” เฉินจิ้งเสียนเอ่ยพลางขยับเข้าไปกอดนาง เฉินรุ่ยฟางตกใจ “อ่ะ!”
ครู่ต่อมานางรีบดันตัวเขาออก “เจ้าปล่อยข้า!”
เฉินจิ้งเสียนอยากจะกอดต่อ แต่ก็กลัวว่าจะทำให้นางโกรธจนตีตัวออกห่าง เขาจึงยอมปล่อยนางพลางแก้ตัวว่า “ขออภัยขอรับๆ ข้าลืมตัวไป เป็นเพราะข้าเป็นห่วงท่านน่ะขอรับ ท่านอย่าได้โกรธข้าเลยนะขอรับ”
เขาถอยห่างพลางทำท่ารู้สึกผิดยิ่งนัก เฉินรุ่ยฟางโบกๆ มือ “ช่างเถอะๆ ต่อไปเจ้าก็ระวังหน่อย หากใครเห็นเข้าย่อมเอาไปพูดเสียหายแน่”
นางบอกแล้วพลางหันไปมองรอบๆ ตัว เห็นว่าบริเวณรอบๆ ไม่มีใครอยู่เลยจึงรู้สึกโล่งใจไม่น้อย หากว่ามีคนเห็นเหตุการณ์เมื่อกี้ นางคงอับอายจนไม่กล้าสู้หน้าคนไปอีกนานทีเดียว
“ขอรับอาจารย์” เฉินจิ้งเสียนรับคำอย่างรู้สึกผิด แต่ในใจนั้นกลับเบิกบานยิ่งนัก เขากอดนาง นางก็ไม่ได้โกรธเขามากนัก แสดงว่าในใจนางต้องมีเขาอยู่บ้างแล้วแน่นอน หึๆๆๆ…
“เจ้ากลับไปเถอะ ข้าจะพักผ่อนแล้ว” เฉินรุ่ยฟางบอก เฉินจิ้งเสียนเอ่ย “เช่นนั้นก่อนกลับ ข้าไปเตรียมน้ำร้อนให้ท่านนะขอรับ”
“อืม” เฉินรุ่ยฟางอนุญาต นางชินกับการที่ลูกศิษย์คอยรับใช้ไปเสียทุกเรื่องอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว งานทุกอย่างในเรือนล้วนเป็นเฉินจิ้งเสียนอาสาทำให้หมด ไม่ว่าจะเป็นปัดกวาดถูเรือน ตักน้ำ ซักผ้า ชงชา ล้วนเป็นเขาอาสาทำจนนางแทบไม่ต้องขยับตัวเลยสักนิด
เฉินจิ้งเสียนจึงก้าวไปต้มน้ำร้อน ตักน้ำไปใส่อ่างอาบน้ำ หลังจากเตรียมน้ำร้อนเสร็จแล้วเขาจึงลากลับไป เฉินรุ่ยฟางก็เข้าเรือนไป ปิดประตูหน้าต่าง เข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์ชุดใหม่ จากนั้นก็เอาตำราโอสถออกมาศึกษาต่อ นางอ่านตำราไปจนดึกดื่น ดวงตาเมื่อยล้ายิ่งนัก จึงได้เก็บตำราแล้วเข้านอน
เวลาผ่านไป 5 วัน เหอเทียนเหิงอาการดีขึ้นมากแล้ว เขาลุกขึ้นเดินเหินได้คล่องตัวราวกับไม่เคยบาดเจ็บอย่างไรอย่างนั้น
เมื่ออาการดีขึ้นแล้วเขาจึงใช้บ่าวรับใช้ไปซื้ออาภรณ์สตรีมาหลายชุด บ่าวรับใช้ทำตามคำสั่งอย่างสงสัยอยู่ในใจ ท่านเหอซื้ออาภรณ์ให้สตรีคนไหน? หรือว่าเป็นคนในใจ?
เขาสงสัยแต่ไม่กล้าเอ่ยถาม แน่นอนว่าเขาย่อมเลือกอาภรณ์ที่แพงที่สุดในร้าน เขาซื้อมา 10 ชุดเลยทีเดียว เพราะท่านเหอสั่งว่า ‘ซื้อมาหลายๆ ตัวหน่อย เลือกที่ดีที่สุดด้วยล่ะ’
ครั้นเขาถามขนาดอาภรณ์ ท่านเหอก็ทำมือทำไม้ ‘สูงประมาณนี้’
‘เอวประมาณนี้’
บ่าวรับใช้จดจำเอาไว้พลางกลั้นขำแทบตายในขณะที่มองดูท่านเหอทำท่าทำทางขนาดตัวของอาภรณ์ที่จะให้เขาซื้อ ทั้งยังยื่นถุงคุนเฉียนให้ใบหนึ่ง เมื่อเขาเปิดดูพบว่ามีหยกปราณสวรรค์ระดับสูงกองเป็นภูเขาเลากาอยู่ในถุงก็อึ้งไปครู่หนึ่ง
เมื่อไปถึงร้านขายอาภรณ์ บ่าวรับใช้ก็ทำท่าทำทางบอกขนาดกับเถ้าแก่เหมือนที่ท่านเหอทำให้เขาดูไม่มีผิดเพี้ยน เถ้าแก่ดูแล้วก็พยักหน้าหงึกๆ จากนั้นก็เลือกอาภรณ์ตามขนาดที่รู้แค่ส่วนสูงกับรอบเอว เมื่อซื้อเสร็จแล้วบ่าวรับใช้ก็นำกลับไปมอบให้ท่านเหอทันที
เหอเทียนเหิงมองดูอาภรณ์ 10 ชุดนั้นอย่างพอใจแล้วก็เก็บอาภรณ์ไป เขาลุกขึ้นกำลังจะก้าวออกไปจากเรือน พลันนึกขึ้นได้ว่า เขาไม่รู้ว่าแม่นาง ‘อาจารย์เฉิน’ คนนั้นอยู่ที่ไหน เขาจึงหันไปถามบ่าวรับใช้ว่า “อาจารย์เฉินอยู่ที่ไหนรึ?”
“อาจารย์เฉินหรือขอรับ?” บ่าวรับใช้ย้อนถาม เหอเทียนเหิงพยักหน้า “ใช่ อาจารย์เฉิน สตรีที่ตัวสูงเท่านี้น่ะ”
“อ่อ” บ่าวรับใช้ส่งเสียงคำหนึ่ง อาจารย์เฉินที่เป็นสตรี มีคนเดียวในสำนัก ดังนั้นเขาจึงตอบได้ทันที “นางอยู่ที่เรือนพักทางทิศตะวันออกขอรับ”
“นำทาง” เหอเทียนเหิงสั่ง บ่าวรับใช้หมุนตัวเดินนำออกไปทันที เหอเทียนเหิงเดินตามไป จนไปถึงเรือนพักของเฉินรุ่ยฟาง บ่าวรับใช้ก็ผายมือ “เรือนนี้ขอรับ”
“อืม” เหอเทียนเหิงพยักหน้า เขามองเข้าไปในเรือนหลังนั้น เห็นผ่านหน้าต่างว่าแม่นางคนนั้นนั่งอยู่ในห้องโถง เขาจึงโบกมือไล่บ่าวรับใช้ บ่าวรับใช้จึงกุมมือคารวะแล้วเดินจากไปอย่างเงียบๆ เหอเทียนเหิงหันไปมองแม่นางอาจารย์เฉิน เขาส่งเสียงเรียกนางอยู่หน้าประตูรั้วเตี้ยๆ “อาจารย์เฉินๆ”
เฉินรุ่ยฟางได้ยินเสียงเรียกจึงเงยหน้าจากกองสมุนไพรตรงหน้า มองผ่านหน้าต่างออกไปก็เห็นเหอเทียนเหิงยืนอยู่หน้าเรือน นางจึงลุกไปหา “คุณชาย ท่านเรียกข้าหรือ?”
“ใช่ ข้ามีธุระจะพูดกับท่านน่ะ” เหอเทียนเหิงพยักหน้า เฉินรุ่ยฟางจึงเชิญเขาเข้าไปนั่งในห้องโถง “เช่นนั้นเชิญคุณชาย”
นางเปิดประตูรั้วพลางผายมือเชื้อเชิญ เหอเทียนเหิงเดินเข้าไป เฉินรุ่ยฟางเดินนำไป พลางผายมือที่เก้าอี้ “เชิญคุณชาย”
เหอเทียนเหิงนั่งลง พลางมองไปรอบๆ ห้องโถง เครื่องเรือนในห้องไม่ใช่ของล้ำค่าราคาแพง เป็นของที่หาซื้อได้ทั่วไป เขามองไปเรื่อยๆ ไม่ได้จับจ้องที่ใดที่หนึ่งเป็นพิเศษ เฉินรุ่ยฟางก็ชงชารับแขก นางไม่รู้ว่าเขาชอบดื่มชาชนิดไหน แต่ที่เรือนของนางมีแต่ชาดอกไม้ที่นางทำเอง ดังนั้นนางจึงชงชาดอกเหมยกุ้ยให้เขา น้ำชาสีชมพูอ่อนอยู่ในถ้วยสีขาวถูกยกไปวางตรงหน้าคุณชายเหอ
“น้ำชา” นางเอ่ย เห็นเขาจ้องน้ำชาในถ้วยคิ้วขมวดนิดๆ นางจึงอธิบายว่า “นี่คือชาดอกเหมยกุ้ยที่ข้าทำเอง ขออภัยด้วยที่ข้าไม่มีชาชนิดอื่น”
“อ่อๆ ไม่เป็นไรๆ ชาอะไรข้าก็ดื่มได้ ขอเพียงไม่หวานก็พอ” เหอเทียนเหิงบอกพลางยกถ้วยชาขึ้นจิบ กลิ่นดอกเหมยกุ้ยหอมอวลในปาก กลิ่นหอมเหมือนกลิ่นกายจากตัวนางไม่มีผิด เขากลืนน้ำชาลงไปแล้วชมว่า “หอมดี”
“เช่นนั้นก็ดี” เฉินรุ่ยฟางยิ้มรับ เหอเทียนเหิงยกชาขึ้นจิบจนหมดถ้วย
เฉินรุ่ยฟางรอจนเขาวางถ้วยชาลง นางยื่นกาน้ำชาไปรินชาเติมให้พลางถาม “ท่านมาหาข้า มีธุระอะไรหรือ?”
Chapter 4 วัดฝ่าเท้า
“ข้าเอาอาภรณ์มาชดใช้ให้น่ะ” เหอเทียนเหิงบอกแล้วก็เอากล่องใส่อาภรณ์ 10 ชุดนั้นออกมาจากหยกคุนเฉียนวางบนโต๊ะ ดันกล่องไปตรงหน้านาง เฉินรุ่ยฟางเลิกคิ้วอย่างงุนงง “อาภรณ์ชดใช้ให้ข้า?”
“วันนั้นข้าทำอาภรณ์เจ้าเปื้อนเลือด ดังนั้นวันนี้ข้าจึงเอาอาภรณ์มาชดใช้คืนให้เจ้า” เหอเทียนเหิงบอก เฉินรุ่ยฟางจึงดันอาภรณ์กลับไป “คุณชายไม่จำเป็นต้องชดใช้ให้ข้าหรอก แค่อาภรณ์ตัวเดียวเท่านั้นเอง”
“ไม่ได้ๆ ข้าไม่ชอบติดค้างใคร เจ้ารับไว้เถอะ ข้าซื้อมาแล้ว เจ้าคืนกลับมาข้าก็ใส่ไม่ได้อยู่ดี” เหอเทียนเหิงดันกล่องใส่อาภรณ์ 10 ชุดไปตรงหน้านางอีกครั้ง เฉินรุ่ยฟางจึงดันกลับไป “ถึงคุณชายจะใส่ไม่ได้ แต่ว่าเอาไปคืนที่ร้านได้นี่นา ท่านเอาไปคืนเถอะ ข้ามีอาภรณ์ตั้งหลายชุด เสียไปแค่ชุดเดียวไม่นับว่าเป็นอะไรเลย ปกติแล้วข้าก็ทำอาภรณ์เปรอะเปื้อนบ่อยๆ ดังนั้นคุณชายไม่ต้องชดใช้ให้ข้าหรอก”
“เอาไปคืน ข้าซื้อของไม่เคยคืนของ อาจารย์เฉินรับไว้เถอะ ของพวกนี้ไม่นับว่ามีค่าอะไร” เหอเทียนเหิงดันกล่องกลับไป เฉินรุ่ยฟางฟังคำพูดเขาแล้วจึงคิดๆ ถ้าให้เขาเอาของไปคืนร้าน เขาคงรู้สึกเสียหน้าไม่น้อยแน่นอน ต่างจากนางที่ไม่เคยรู้สึกเสียหน้าเลยสักนิดถ้าหากต้องเอาของไปคืนที่ร้าน ดังนั้นนางจึงพยักหน้ารับไว้ “ได้ เช่นนั้นข้าจะรับไว้ ขอบคุณคุณชายเหอ”
นางเปิดกล่องดู เห็นอาภรณ์งดงามเนื้อผ้าเลื่อมพรายเปล่งแสงประกายระยิบระยับก็ตกตะลึงอึ้งงันไป นางย่อมรู้จักเนื้อผ้าชนิดนี้ นี่เป็นไหมทะเลที่ทอมาจากเส้นใยที่ได้จากหอยชนิดหนึ่งในทะเล เส้นใยชนิดนี้หายากยิ่งนัก ราคาแพงมาก ในแต่ละปีผลิตได้ไม่กี่ชุดเท่านั้น คนที่สวมใส่เนื้อผ้าชนิดนี้มีแค่บรรดาราชินีของราชาเทพทั้ง 4 ดินแดน คนอื่นอย่าได้หวังเลยว่าจะได้สวมใส่ แค่ได้ยินราคาชุดๆ หนึ่งก็ตกใจตายได้แล้ว!
นางหยิบอาภรณ์ออกมาคลี่ดูอย่างระมัดระวัง นางเคยสัมผัสเนื้อผ้าของไหมทะเลมาก่อน ฮูหยินของท่านเจ้าสำนักมีผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งทำจากไหมทะเล ฮูหยินเคยนำผ้าผืนนั้นมาให้เหล่าสตรีในสำนักได้ชื่นชมเป็นความรู้ เพื่อที่จะได้ไม่ถูกคนอื่นหลอกขายของได้ง่ายๆ ถ้าหากเสียหยกไปมากมายกลับได้ของปลอมย่อมเจ็บใจไม่น้อยแน่นอน ดังนั้นของดีอะไรล้วนนำมาสอนผู้คนในสำนักเป็นความรู้เอาไว้ประดับสมอง
นางลูบเนื้อผ้าไปมา เนื้อสัมผัสเช่นนี้ เหมือนผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นไม่มีผิด!
ขณะที่นางหยิบอาภรณ์ออกมาดู เหอเทียนเหิงก็มองไปทางอื่น พลันสายตาเขาก็เห็นรองเท้าคู่หนึ่งวางอยู่ในมุมหนึ่งของชั้นวาง รองเท้าคู่นั้นเปื้อนเลือดสีคล้ำ เขาจึงเดาว่ารองเท้าคู่นั้นน่าจะเป็นคู่ที่นางใส่ในวันที่พบกับเขาวันนั้นแน่นอน แม้แต่รองเท้าก็เปื้อนเลือดด้วยหรือ!?
เขาลุกไปหยิบมาดู พิศดูอยู่ครู่หนึ่งก็วางลงไป เขาหันไปมองนาง เลื่อนสายตาลงไปมองเท้าที่สวมถุงเท้าอ่อนนุ่มของนาง กะขนาดแล้วเท้าของนางน่าจะใหญ่กว่ารองเท้าเปื้อนเลือดคู่นี้เล็กน้อย นางชอบใส่รองเท้าคับๆ หรือ?
เขาเดินไปดูรองเท้าที่ถอดอยู่หน้าเรือน คู่ที่นางสวมวันนี้ ดูๆ แล้วรองเท้าคู่นี้ใหญ่กว่ารองเท้าเปื้อนเลือดคู่นั้นมาก นางชอบใส่รองเท้าหลวมๆ หรือ?
เขามองรองเท้า 2 คู่สลับไปสลับมาอย่างงุนงง สรุปแล้วนางชอบใส่รองเท้าแบบไหนกันแน่? คับ? หลวม? หรือว่าพอดี?
ทำเขาคาดเดาไม่ถูกเลย เขายืนคิดอยู่นาน ควรซื้อรองเท้าชดใช้ให้นางขนาดไหนดี?
คิดอยู่นานก็คิดไม่ออก ดังนั้นใช้เกณฑ์ตัวเขาเป็นที่ตั้งเถอะ เขาชอบใส่รองเท้าขนาดพอดีกับเท้า เช่นนั้นก็ซื้อรองเท้าที่ขนาดพอดีกับเท้าชดใช้คืนให้นางเถอะ เมื่อคิดได้แล้วเขาจึงเดินไปนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งข้างนาง จับเท้านางขึ้นมาพาดหน้าขาตัวเองพลางวัดขนาดฝ่าเท้าทันที
“อ้า! ท่านทำอะไร!?” เฉินรุ่ยฟางตกใจร้องเสียงแหลม นางชักเท้าหนี แต่ว่าเหอเทียนเหิงจับข้อเท้านางไว้แน่นมาก มืออีกข้างก็กางนิ้ววัดขนาดฝ่าเท้า ตอนที่เขามานั่งอยู่ข้างๆ เฉินรุ่ยฟางมัวแต่ดูอาภรณ์จึงไม่ทันตั้งตัว จนเขาจับเท้านางขึ้นมานางจึงสะดุ้งตกใจ
เหอเทียนเหิงจับข้อเท้านางแน่นไม่ยอมปล่อย “เจ้าอยู่นิ่งๆ ก่อน ให้ข้าวัดเท้าเจ้าดีๆ ซิ”
“วัดเท้าข้า! วัดทำไม!?” เฉินรุ่ยฟางถามเสียงแหลม พยายามชักเท้าตัวเองกลับมา
เหอเทียนเหิงเงยหน้ามองหน้านางพลางบอก “ข้าทำรองเท้าเจ้าเปื้อน ดังนั้นข้าก็ต้องซื้อรองเท้าชดใช้ให้เจ้าซิ เจ้าอยู่นิ่งๆ ครู่เดียว อย่าดิ้น”
“หา!” เฉินรุ่ยฟางอ้าปากค้าง เหอเทียนเหิงก้มหน้าลงไป กางนิ้ววัดขนาดฝ่าเท้าของนาง
เฉินจิ้งเสียนมาถึงเรือนของอาจารย์พอดี เขาได้ยินนางร้องเสียงแหลม อีกทั้งยังได้ยินเสียงบุรุษดังออกมาจากในเรือน เขาจึงรีบวิ่งเข้าไปในเรือนทันที “อาจารย์!”
เมื่อเข้าไปในห้องโถง เขาเห็นอาจารย์นั่งอยู่ที่เก้าอี้ สีหน้าตื่นตกใจ ข้างๆ นางมีบุรุษหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งนั่งอยู่บนพื้น กำลังจับเท้านางเอาไว้ เป็นภาพที่ทำให้เขาตกตะลึงอึ้งไปครู่หนึ่ง “นี่!”
เฉินรุ่ยฟางเห็นเฉินจิ้งเสียนเข้ามา นางก็ตกใจจนชะงักงันไป เหอเทียนเหิงจึงใช้โอกาสนี้วัดขนาดฝ่าเท้านางอย่างละเอียดลออยิ่ง
“เจ้าทำอะไรอาจารย์ข้า!?” เฉินจิ้งเสียนตะคอกเสียงดัง เหอเทียนเหิงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยยิ่ง “วัดฝ่าเท้า”
เขาไม่ได้เงยหน้ามองคนที่เข้ามาใหม่แม้แต่น้อย จนวัดฝ่าเท้านางเสร็จแล้วเขาจึงยกเท้านางลงจากหน้าขาตัวเองวางบนพื้นแล้วยืดตัวลุกขึ้น พลางบอกว่า “ข้าจะไปซื้อมาชดใช้ให้”
สายตาเขามองเฉินรุ่ยฟางเท่านั้นไม่เหลือบแลบุรุษที่เข้ามาใหม่แม้แต่น้อย เมื่อบอกกล่าวแล้วเขาก็เดินจากไป เดินผ่านหน้าบุรุษที่เข้ามาคนนั้น เขาก็เหลือบมองแวบหนึ่งแล้วละสายตาไป ราวกับไม่เห็นบุรุษผู้นั้นอยู่ในสายตาสักนิด เฉินรุ่ยฟางนิ่งอึ้งตกตะลึงยังไม่หาย นางเหมือนทำสมองปลิวหายไปชั่วขณะ มือก็ยังถืออาภรณ์งดงามอยู่ในมือ ได้แต่มองตามเหอเทียนเหิงไปอย่างอึ้งๆ งงๆ
เฉินจิ้งเสียนมองตามบุรุษแปลกหน้าคนนั้นไป สายตาเขาเต็มไปด้วยความโมโหเดือดดาล จู่ๆ ก็มีบุรุษคนหนึ่งมาเกาะแกะกับอาจารย์ของเขา อีกทั้งอาจารย์คนนี้ของเขา เขายังพยายามหลอกให้นางหลงรักเขาให้ไดเ เพราะมุ่งหมายในตำราเก่าๆ ม้วนนั้น ดังนั้นเขาจึงรู้สึกเหมือนเป็นสามีที่กำลังถูกชายชู้สวมเขาให้อย่างไรอย่างนั้น เป็นความรู้สึกที่ทำให้เขาโมโหจนเดือดปุดๆ ได้เลย แต่ครั้นจะพุ่งไปลงมือลงไม้อะไรเขาก็เกิดความรู้สึกไม่กล้าขึ้นมา เพราะบุรุษคนนั้นมีกลิ่นอายที่ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าอีกฝ่ายเป็นราชา ส่วนตัวเองเป็นแค่มดปลวกที่แค่วิ่งไปกัดราชาคนนั้น ตัวเองก็ถูกบี้ตายทันที เป็นความรู้สึกที่เหมือนกับตอนที่เขาเห็นท่านเจ้าสำนักนั่นแหละ เป็นความรู้สึกแบบเดียวกัน อีกทั้งบุรุษผู้นี้ให้ความรู้สึกกดดันแรงกล้ายิ่งกว่าท่านเจ้าสำนักเสียอีก
จนเมื่อบุรุษผู้นั้นเดินลับตาไปแล้ว เฉินจิ้งเสียนจึงหันไปมองอาจารย์ของตัวเอง เขาเห็นนางนั่งทึ่มทื่อปากอ้าน้อยๆ เหมือนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขาจึงกำมือแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ เขาเอ่ยเรียกน้ำเสียงแข็ง “อาจารย์”
เฉินรุ่ยฟางยังไม่ได้สติสตัง ยังคงตกตะลึงอยู่เช่นเดิม เฉินจิ้งเสียนจึงเดินเข้าไปใกล้ๆ นาง ยอบตัวลงคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ยื่นมือไปจับแขนนาง เอ่ยเรียกเสียงแข็ง “อาจารย์!”
“เอ่อ…” เฉินรุ่ยฟางส่งเสียงคำหนึ่ง สติสตังยังไม่กลับมาดีๆ นางเบนหน้ามองใบหน้าศิษย์ตัวเองที่อยู่ข้างๆ ดวงตายังลอยๆ เคว้งคว้าง เฉินจิ้งเสียนจึงเขย่าแขนนางแรงๆ “อาจารย์!”
“อ่ะ!” เฉินรุ่ยฟางสะดุ้งทีหนึ่ง นางกะพริบตาปริบๆ เฉินจิ้งเสียนเขย่าแขนนางอีกพลางถามน้ำเสียงแข็งกร้าวว่า “เจ้าคนนั้นเป็นใคร!?”
“ใคร?” เฉินรุ่ยฟางทวนคำ กะพริบตาปริบๆ พยายามตั้งสติกลับมา เฉินจิ้งเสียนแทบอยากอุ้มนางเข้าห้องแล้วกดลงบนเตียงทำให้นางรู้ว่าใครคือเจ้าของของนาง แต่ว่าเขาก็ไม่อาจทำอย่างที่ใจคิดได้ เรือนพักของอาจารย์ไม่ได้มิดชิด ใครผ่านไปผ่านมาก็มองเห็น ส่งเสียงดังนิดหน่อยก็ได้ยินกันทั่วแล้ว หากว่าเขาทำอย่างที่ใจคิดจริงๆ หากนางยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ย่อมจัดการได้ง่ายดายยิ่ง แต่ถ้านางแข็งขืนขันขืนเขาขึ้นมา สิ่งที่เขาพยายามทำมาก่อนหน้านี้ย่อมสูญเปล่าแน่แท้ เขาข่มใจไว้ เอ่ยถามน้ำเสียงอ่อนลง “อาจารย์ขอรับ เจ้าคนนั้นเป็นใครขอรับ?”
“เขา…” เฉินรุ่ยฟางตั้งสติได้แล้ว นางมองศิษย์ตัวเองแล้วตอบ “เขาคือคุณชายเหอ”
“เขามาเกี้ยวพาท่านหรือ?” เฉินจิ้งเสียนถาม มืออีกข้างกำแน่นจนเล็บจิกเนื้อ
“อ่ะ เจ็บ” เฉินรุ่ยฟางร้อง พลางละมือจากอาภรณ์งามแล้วจับมือของเฉินจิ้งเสียนที่บีบอยู่บนแขนนาง เฉินจิ้งเสียนตั้งสติ คลายมือออก บนท่อนแขนขาวผ่องเกิดเป็นรอยนิ้วมือสีแดงขึ้นมาทันทีทันใด เฉินรุ่ยฟางลูบคลึงแขนตัวเองสูดปากทีหนึ่ง “อูย”
“อ่า…ข้า…ข้าขออภัย ข้าไม่ได้ตั้งใจทำให้ท่านเจ็บนะขอรับ ข้า…ข้า…” เฉินจิ้งเสียนเอ่ยตะกุกตะกักอย่างรู้สึกผิด ทั้งๆ ที่ในใจเขานั้นคิดอยากบีบนางให้แหลกคามือเสียเลย กล้าปล่อยให้บุรุษอื่นมาเกาะแกะได้อย่างไร! เจ้าต้องเป็นสตรีของข้า! ใครหน้าไหนก็ห้ามแตะต้องเจ้า!
“ช่างเถอะๆ ทาโอสถเดี๋ยวก็หายแล้ว” เฉินรุ่ยฟางบอกพลางดึงแขนเสื้อลงมาปิดรอยแดง เฉินจิ้งเสียนจึงลุกไปหยิบตลับโอสถมาคุกเข่าอยู่ข้างนาง เปิดแขนเสื้อนางขึ้นไป แล้วแต้มโอสถค่อยๆ ทาบนรอยแดงอย่างเบามือ เอ่ยถามเสียงเบาว่า “เจ็บไหมขอรับ? ดีขึ้นไหมขอรับ?”
เขาถามออกไป ทั้งๆ ที่ในใจนั้นคิดอยากทาแรงๆ ให้นางรู้สึกเจ็บยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ ส่วนคำถามที่เขาอยากถามจริงๆ ก็คือ ‘เจ็บดีไหม? ครั้งนี้รู้จักเจ็บแล้วซินะ หากคราวหน้าเจ้ากล้าปล่อยให้บุรุษอื่นแตะต้องอีก ข้าจะทำให้เจ้าเจ็บยิ่งกว่านี้อีก!’
“อืม ดีแล้ว” เฉินรุ่ยฟางตอบ มองศิษย์ตัวเองที่ก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด ศิษย์ของนางบางครั้งอารมณ์รุนแรงไปบ้าง แต่เขาก็เป็นคนดีจริงๆ นะ เขาพยายามดูแลอาจารย์อย่างนางให้สุขสบายที่สุด จะให้ศิษย์ของคนอื่นมาเทียบกับศิษย์ของนางย่อมหาไม่ได้จริงๆ
เมื่อทาโอสถเสร็จแล้วเฉินจิ้งเสียนก็ดึงแขนเสื้อลงให้ แล้วลุกขึ้นเอาตลับโอสถไปวางที่ชั้นวาง จากนั้นก็กลับไปนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ นางอีกครั้ง ก้มหน้าลงคล้ายรู้สึกผิดเสียเต็มประดา แต่ในใจกลับคิดหาทางรวบหัวรวบหางอาจารย์ตัวเองอยู่ในใจแล้ว สายตาเขาเหลือบมองอาภรณ์ที่อยู่บนตักอาจารย์ พลางเงยหน้าถามเสียงเบา “อาจารย์ขอรับ นี่คือ?”
“อ่อ คุณชายเหอให้ข้าน่ะ บอกว่าชดใช้ที่ทำอาภรณ์ข้าเปื้อนเลือด” เฉินรุ่ยฟางบอกแล้วส่ายๆ หน้า “เขาก็จริงๆ เลย แค่อาภรณ์ตัวเดียวเท่านั้นกลับชดใช้คืนให้เสียใหญ่โตถึงเพียงนี้ นี่เป็นผ้าไหมทะเล ราคาแพงยิ่งนัก คนทั่วไปอย่างข้าต่อให้ผ่านไปอีกพันปีก็ยังไม่มีปัญญาจะซื้อเลย เขากลับซื้อมาให้ข้าเช่นนี้ ข้าจะกล้าใส่ได้อย่างไร ข้าไม่รับเขาก็ไม่ยอม ข้าจะทำอย่างไรดีนะ? ให้ข้าใส่ข้าไม่กล้าใส่จริงๆ หากทำเปรอะเปื้อนไปข้าคงเสียดายแย่ อืม หรือข้าควรถามเขาดีว่าเขาซื้อมาจากร้านไหน แล้วข้าเอาไปคืนที่ร้านรับเป็นหยกกลับมาดีกว่า”
นางพูดๆ อย่างใช้ความคิด จึงไม่ทันเห็นสีหน้าของเฉินจิ้งเสียนที่มีท่าทีกัดฟันกรอดๆ แล้ว ‘หนอย! เจ้าคนนั้น ถึงกับทุ่มเทซื้อของแพงๆ แบบนี้มาล่อลวงสตรีของข้าเชียวรึ!’
“อาจารย์ขอรับ ท่านไม่อยากรับก็คืนเขาไปดีกว่าขอรับ จะได้ไม่เป็นบุญคุณต่อกัน หากวันหน้าเขาลำเลิกบุญคุณขึ้นมา เรียกร้องให้ท่านตอบแทนด้วยร่างกาย ท่านจะทำเช่นไรขอรับ?” เฉินจิ้งเสียนเอ่ยดักทาง ทำให้เฉินรุ่ยฟางตาโตคล้ายเพิ่งคิดได้ “อ่า…”
“เช่นนั้นให้ข้าเอาไปคืนเขานะขอรับ” เฉินจิ้งเสียนบอกพลางหยิบอาภรณ์ที่อยู่บนตักนางขึ้นมา พับอย่างลวกๆ ใส่กล่องแล้วยกกล่องเหล่านั้นเดินออกไปทันที เฉินรุ่ยฟางไม่ทันพูดอะไรเฉินจิ้งเสียนก็เดินหายลับไปแล้ว
เมื่อเฉินจิ้งเสียนไปถึงเรือนรับรองที่คุณชายเหอผู้นั้นพักอยู่ เขาก็เดินเข้าไปในเขตเรือนทันที ภายในเรือนไม่มีบ่าวรับใช้สักคน บ่าวรับใช้คนเดียวที่คอยรับใช้อยู่ก็ถูกเหอเทียนเหิงใช้ให้ไปซื้อรองเท้าอยู่ ดังนั้นในเรือนจึงเหลือแค่เหอเทียนเหิงอยู่คนเดียว เฉินจิ้งเสียนเดินเข้าไปในห้องโถง เห็นคุณชายเหอกำลังนั่งจิบชาอยู่ เขาจึงเดินไปยืนตรงหน้าคุณชายเหอด้วยท่าทางที่ฝืนทำเหมือนไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย แต่ในใจเขากลับรู้สึกกดดันจนขาแทบจะสั่นพับๆ แล้ว บรรยากาศรอบๆ ตัวคุณชายเหอผู้นี้กดดันเสียยิ่งกว่าท่านเจ้าสำนักเสียอีก ดังนั้นเฉินจิ้งเสียนที่คิดมาตลอดว่าอยากจะโยนของพวกนี้ใส่คุณชายเหอคนนั้น ก็ไม่กล้าทำอย่างที่ใจคิดแม้แต่นิดเดียว เขาวางกล่องลงบนโต๊ะตัวหนึ่งแล้วสะกดข่มความกลัวเอาไว้ในใจ กล่าวเสียงเบาว่า “อาจารย์ให้ข้านำของมาคืนเจ้า นางบอกว่าไม่อยากได้ ต่อไปเจ้าอยู่ให้ห่างอาจารย์ข้าหน่อย นางรักข้า อีกหน่อยนางก็จะแต่งงานเป็นฮูหยินของข้าแล้ว เจ้าอย่าได้คิดแยกคู่ยวนยางเลย ต่อให้เจ้าทุ่มเทมากกว่านี้เป็นพันเท่าหมื่นเท่านางก็ไม่เหลือบแลเจ้าแม้แต่นิดเดียว”
เขาพูดแล้วก็รีบเดินจากไปทันที เหอเทียนเหิงเพียงเลิกคิ้วขึ้นมองดูคนแวบหนึ่ง แล้วเบนสายตาไปเหมือนไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตา จนอีกฝ่ายเดินออกไปแล้ว เขาถึงได้มองกล่องอาภรณ์เหล่านั้น คิดถึงคำพูดของคนๆ นั้น หากว่าสตรีไม่มีใจ บุรุษหรือจะกล้ากล่าววาจาหึงหวงรุนแรงแบบนั้นออกมาได้ ดูท่าแล้วเขาคงกลายเป็นมือที่ 3 ซินะ ช่างเถอะๆ ก็แค่ความรู้สึกชอบที่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ยังดีที่เขาไม่ได้ถลำลึกลงไปมากกว่านี้
เฉินจิ้งเสียนเดินออกไปห่างจากเรือนรับรองแล้ว เขาก็ทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นขาสั่นพับๆ ‘น่ากลัวเกินไปแล้ว เจ้าคนนั้นน่ากลัวเหลือเกิน!’
จนเวลาผ่านไปพักใหญ่ ขาจึงค่อยๆ หายสั่น เขาจึงลุกขึ้นก้าวเดินกลับไปยังเรือนอาจารย์ตัวเอง แน่นอนว่าเขาคิดจะเฝ้านางไว้ไม่ให้ห่างหูห่างตาเลยทีเดียว นางยังมีประโยชน์ต่อเขา เขาย่อมไม่ยอมให้ใครมาแย่งชิงนางไปได้เด็ดขาด!
บ่าวรับใช้กลับมาถึงเรือนรับรองก็รีบนำรองเท้าที่ซื้อมา 10 คู่ไปมอบให้ท่านเหอทันที “ท่านเหอขอรับ รองเท้าที่ท่านให้ข้าน้อยซื้อมาขอรับ”
เขาวางกล่องใส่รองเท้าไว้บนโต๊ะเตี้ยตัวหนึ่ง จากนั้นก็ก้าวไปประคองถุงคุนเฉียนส่งคืนให้ เหอเทียนเหิงหยิบถุงคุนเฉียนคืนมาพลางโบกมือไล่ บ่าวรับใช้จึงกุมมือคารวะแล้วถอยออกไปทันที เหอเทียนเหิงลุกไปมองกล่องรองเท้า 10 กล่องนั้น ยิ้มเยาะตัวเองที่ดันไปชอบสตรีที่มีคู่หมั้นคู่หมายแล้วเสียได้ เขาเก็บรองเท้าและอาภรณ์เหล่านั้นใส่หยกคุนเฉียนไป ต่อไปหากคิดจะชอบสตรีคนไหนอีก เห็นทีต้องสืบสาวให้ดีๆ เสียก่อนว่านางไร้พันธะใดๆ เขาจะได้ไม่ต้องรู้สึกเสียหน้าเหมือนเช่นครั้งนี้
เฉินจิ้งเสียนกลับไปที่เรือนอาจารย์แล้วเขาก็ทำตัวเกาะติดนางแทบจะตลอดเวลา พลางคิดหาวิธีรวบหัวรวบหางนางให้ได้ เขาคิดไปคิดมา จนกระทั่งความคิดหนึ่งสว่างวาบขึ้นมา จริงซิ เขาเคยได้ยินว่ามีโอสถสวาทนี่นา บุรุษหรือสตรีคนไหนกินเข้าไปล้วนต้านทานฤทธิ์โอสถชนิดนี้ได้ยาก จำต้องเสพสมจึงจะสิ้นฤทธิ์ หากว่าเขาแอบให้นางกินลงไป รับรองว่านางย่อมไม่รอดพ้นเงื้อมือเขาไปได้แน่นอน หึๆๆๆ…
เมื่อคิดได้แล้วเขาจึงรีบไปหาข้อมูลเกี่ยวกับโอสถชนิดนี้ทันที
เฉินรุ่ยฟางได้อยู่คนเดียวแล้วนางจึงปิดประตูหน้าต่าง หยิบตำราโอสถออกมาศึกษาต่อ นางพยายามจดจำเนื้อหาในตำราให้มากที่สุด แต่ว่านางความจำไม่ดีเท่าไหร่ ต้องอ่านซ้ำๆ หลายๆ รอบจึงจะจำเนื้อหาได้ขึ้นใจ นางนั่งอ่านไปเรื่อยๆ จนดึกดื่นรู้สึกเมื่อยล้าดวงตาแล้วจึงได้เข้านอน
เฉินจิ้งเสียนก็กำลังศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับโอสถสวาทจนจำได้ขึ้นใจ ทั้งยังรู้ว่าควรจะใช้โอสถระดับไหนให้เหมาะสมกับพลังเทพของคนที่กินโอสถเข้าไป อาจารย์ของเขายังเป็นเทพระดับต่ำ ดังนั้นใช้แค่โอสถระดับปฐพีก็เพียงพอแล้ว โอสถระดับปฐพี ศิษย์ขั้นสูงล้วนหลอมได้ทุกคน ดังนั้นโอสถระดับนี้จึงมีขายมากมาย โอสถระดับปฐพีหาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพงมากนัก เขาสามารถหาซื้อมาได้ เพียงแต่ว่าต้องซื้ออย่างลับๆ ไม่ให้ใครรู้ใครเห็น ดังนั้นเขาจึงไหว้วานสหายที่เป็นผู้ดูแลสวนสมุนไพรออกหน้าซื้อให้
เขาแน่ใจว่าโอสถสวาทนี้อีกไม่นานเขาก็จะได้มาอยู่ในกำมือ แต่ว่าสถานที่เผด็จศึกจะใช้เรือนของอาจารย์ย่อมไม่เหมาะสม หูตาคนแถวนั้นมีมากเกินไป อีกทั้งอาจารย์หลอมโอสถล้วนไวต่อกลิ่นสมุนไพร หากว่ามีอาจารย์คนอื่นตรวจพบว่าได้กลิ่นโอสถสวาทย่อมทำให้แผนการเขาพังไม่เป็นท่ากระมัง จะใช้เรือนพักของเขาก็ยิ่งใช้ไม่ได้ เพราะว่าเรือนพักศิษย์ขั้นต้นก็ไม่ต่างจากเรือนพักอาจารย์เท่าไหร่ อยู่ไม่ห่างกันมาก แค่เสียงดังนิดหน่อยก็ได้ยินกันทั่วแล้ว ครั้นจะใช้อาคมเก็บเสียง เขาก็ไม่รู้เกี่ยวกับอาคมอะไรสักอย่าง เช่นนั้นเขาควรหลอกล่ออาจารย์ออกไปเที่ยวตามป่าเขาลำเนาไพรจะดีกว่า ในป่าอยู่กันตามลำพัง 2 คน แอบใส่โอสถในอาหารให้นางกินลงไป จากนั้นก็…หึๆๆๆ…
เมื่อคิดแผนการได้แล้วเขาก็นอนยิ้มเลยทีเดียว สตรีที่ตกเป็นของเขาแล้ว เขาบอกให้นางมอบตำราให้ นางย่อมมอบให้เขาแน่แท้ ฮ่าๆๆๆ…
วันต่อมา เหอเทียนเหิงก็ลาเจ้าสำนัก กลับไปตำหนักไป๋หยุนทันที เขาไม่อยากอยู่ที่สำนักโอสถ จะได้ไม่ต้องรู้สึกเสียหน้าทุกครั้งที่คิดถึงสตรีนางนั้น เจ้าสำนักก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าเหอเทียนเหิงคงต้องรีบกลับไปดูแลตำหนักไป๋หยุนกระมัง ตี้จวินและคนอื่นๆ ล้วนเก็บตัวฝึกฝน ดังนั้นงานต่างๆ จึงตกลงบนบ่าเหอเทียนเหิงคนเดียว คิดๆ ไปแล้วเหอเทียนเหิงช่วงนี้ก็แบกภาระหนักหนาจริงๆ เหอเทียนเหิงหนอเหอเทียนเหิง…
ส่วนเฉินจิ้งเสียนก็ได้รับโอสถสวาทมาไว้ในกำมือในตอนเย็นวันนั้น เมื่อได้โอสถมาแล้ว เขาจึงชักชวนอาจารย์ว่า “อาจารย์ขอรับ ข้าอยากออกไปเก็บสมุนไพรข้างนอกขอรับ ท่านไปด้วยกันกับข้าดีไหมขอรับ? พวกเราจะได้ท่องเที่ยวชมทิวทัศน์เปลี่ยนบรรยากาศกันบ้าง”
“อืม เอาซิ ข้าไม่ได้ออกไปเที่ยวนานแล้ว รู้สึกเบื่อๆ อยู่เหมือนกัน” เฉินรุ่ยฟางบอก เฉินจิ้งเสียนจึงรวบรัดว่า “เช่นนั้น พรุ่งนี้พวกเราไปกันเลยนะขอรับ”
“ได้ๆ” เฉินรุ่ยฟางพยักหน้าตกลง เฉินจิ้งเสียนจึงรีบกลับไปเตรียมตัวทันที เฉินรุ่ยฟางก็เตรียมตัว จัดเตรียมข้าวของเช่นกัน
วันรุ่งขึ้น เฉินรุ่ยฟางกับเฉินจิ้งเสียนก็ออกจากสำนักโอสถแต่เช้า พวกเขามุ่งหน้าไปยังหุบเขาแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสำนักโอสถเท่าไหร่ ซึ่งหุบเขาแห่งนี้ชื่อว่าหุบเขาซ่างเหรา หุบเขาแห่งนี้ไม่มีสมุนไพรหายาก มีเพียงสมุนไพรที่พบได้ดาษดื่นทั่วไปเท่านั้น ดังนั้นหุบเขาแห่งนี้คนหาสมุนไพรย่อมไม่มา สัตว์ร้ายก็ไม่ค่อยมี เป็นหุบเขาที่เงียบสงบอย่างแท้จริง ที่เฉินจิ้งเสียนเลือกที่แห่งนี้ก็เพราะความเงียบสงบของหุบเขาแห่งนี้นั่นเอง ไม่ต้องกังวลว่าจะพบเจอใคร
“นี่ๆ จิ้งเสียน ที่นี่จะมีเถากลืนจิตจริงๆ หรือ?” เฉินรุ่ยฟางถามขณะที่มองไปรอบๆ เฉินจิ้งเสียนพยักหน้าหงึกๆ “มีขอรับๆ ข้าเคยมาหาสมุนไพรที่นี่กับท่านพ่อท่านแม่ครั้งหนึ่ง เคยพบเถากลืนจิตเถาเล็กๆ 1 เถาขอรับ เถานั้นยังไม่มีจิตวิญญาณ มันฝังอยู่ในดิน ท่านพ่อท่านแม่ขุดไปขายได้หยกมาไม่น้อยเลยขอรับ”
เขาโกหกสีหน้าสมจริงยิ่ง แววตาฉายประกายความตื่นเต้นรางๆ เหมือนกับว่าเรื่องราวครั้งนั้นคือความโชคดีของพวกเขาที่เกิดขึ้นจริงๆ เฉินรุ่ยฟางฟังแล้วรู้สึกดีใจกับเรื่องราวของพวกเขาด้วยอย่างแท้จริง นางจำได้ว่าเถากลืนจิตเป็นพืชหายากมากชนิดหนึ่ง อีกทั้งยังจำได้อีกว่ามีผู้อาวุโสท่านหนึ่งมีเถากลืนจิต และเถากลืนจิตเถานี้ต้นใหญ่มาก ซ้ำยังมีจิตวิญญาณแล้วด้วย แต่ว่าใครๆ ก็ไม่กล้าไปแย่งชิงเถากลืนจิตเถานี้กับผู้อาวุโสท่านนั้นสักคน เป็นเพราะผู้อาวุโสท่านนั้นมีฝีมือร้ายกาจ ใครกล้าแย่งของๆ เขา ย่อมมีจุดจบที่อเนจอนาถยิ่ง
“เช่นนั้นพวกเราลองเดินหาดูเถอะ หากว่าพบเถากลืนจิตจริงๆ ย่อมดีมากแน่ๆ” เฉินรุ่ยฟางบอกพลางมองไปรอบๆ ตัวอย่างละเอียดลออ เฉินจิ้งเสียนพยักหน้ารับ “ขอรับ”
เขาเดินเคียงข้างนาง ทำทีมองหาสมุนไพรไปเรื่อยๆ รอให้ถึงเวลาก่อนเถอะ นางไม่รอดเงื้อมือข้าแน่! ฮ่าๆๆๆ…
ทั้งสองเดินหาสมุนไพรไปเรื่อยๆ รู้สึกเหนื่อยเมื่อไหร่ก็หยุดพัก หายเหนื่อยแล้วก็เดินหากันต่อ จนตะวันเริ่มตกดิน ทั้งสองก็เดินไปถึงบริเวณถ้ำแห่งหนึ่ง เฉินจิ้งเสียนชี้บอก “อาจารย์ขอรับ ท่านดูซิ นี่คือถ้ำที่ข้าเคยมาพักกับท่านพ่อท่านแม่ขอรับ”
“อ่อ” เฉินรุ่ยฟางส่งเสียงคำหนึ่ง มองดูถ้ำลึกที่มืดมิด เห็นเพียงปากถ้ำบางส่วนที่ได้รับแสงสว่างก่อนที่ตะวันจะลาลับไป
“คืนนี้พวกเราพักกันที่นี่เถอะขอรับ” เฉินจิ้งเสียนกล่าวคล้ายขออนุญาต แต่เขารู้อยู่ในใจแน่ชัดว่า อย่างไรคืนนี้ก็ต้องพักค้างคืนที่นี่ จะไปหาที่พักที่อื่นก็คงหาที่อื่นที่ดีกว่าที่นี่ไม่ได้แล้ว ตะวันกำลังจะหมดแสงลงเรื่อยๆ จะไปหาทันได้อย่างไร จะกลับสำนักโอสถก็ไม่อาจกลับไปได้ในตอนนี้ เดินทางค่ำมืดไม่รู้จะไปพบเจอสัตว์ร้ายอะไรหรือเปล่า พวกเขาไม่ได้มีพลังเทพถึงขนาดต่อสู้สะเทือนฟ้าสะท้านดินถึงจะได้กล้าออกไปต่อกรกับสัตว์ร้ายในค่ำคืนอันมืดมิด เขาวางข้อจำกัดดักทางเอาไว้ทุกอย่างแล้ว อย่างไรคืนนี้นางไม่พ้นเงื้อมือเขาแน่นอน!
เฉินรุ่ยฟางมองๆ ตัวเลือกที่มีเพียงหนึ่งเดียวนี้อย่างจำยอม “อืม พักที่นี่แหละ”
“เช่นนั้นข้าก่อไฟก่อนขอรับ” เฉินจิ้งเสียนบอกแล้วเดินไปเก็บกิ่งไม้แห้งมากองใหญ่ ลงมือก่อกองไฟไว้หน้าปากถ้ำ ทั้งยังโรยผงสมุนไพรไล่แมลงและสัตว์ร้ายเอาไว้รอบๆ ปากถ้ำอีกด้วย กลิ่นสมุนไพรชนิดนี้ทำให้แมลงและสัตว์อื่นๆ ล้วนถอยหนีลี้ห่าง แต่สำหรับเทพแล้วกลิ่นนี้เป็นเพียงกลิ่นหอมชนิดหนึ่ง สูดดมเข้าไปก็ไม่เป็นอันตรายอะไร
เมื่อก่อกองไฟแล้ว เฉินจิ้งเสียนก็เอาเสบียงอาหารที่เตรียมมาออกมาวางพลางเชื้อเชิญ “อาจารย์ขอรับ กินข้าวกันเถิดขอรับ”
“อืม” เฉินรุ่ยฟางนั่งลงบนผ้าที่ปูรองเอาไว้ เฉินจิ้งเสียนก็เดินเข้าไปในถ้ำ ปูที่นอนเอาไว้ 2 แห่งใกล้ๆ กัน จากนั้นก็กลับไปนั่งข้างๆ อาจารย์ รินชาให้นาง “อาจารย์ขอรับ น้ำชาขอรับ”
“อืม” เฉินรุ่ยฟางรับถ้วยชามาดื่ม 1 ถ้วยจนหมด นางรู้สึกคอแห้งเพราะวันนี้เดินเกือบทั้งวัน เฉินจิ้งเสียนรีบรินชาเติมให้นางทันที ในน้ำชานี้เขาใส่โอสถสวาทลงไปด้วย นางดื่มน้ำชาลงไปแล้ว อีกประเดี๋ยวโอสถก็ออกฤทธิ์แล้ว เฉินรุ่ยฟางยกถ้วยชาขึ้นดื่มอีก 1 ถ้วย แล้วคีบอาหารกิน เฉินจิ้งเสียนจึงกินข้าวร่วมกับอาจารย์ ในอาหารเขาไม่ได้ใส่โอสถสวาทลงไป ดังนั้นเขาจึงกินอย่างสบายใจยิ่งนัก
Chapter 5 (18+)ขืนใจ
หลังจากกินอิ่มแล้ว เฉินรุ่ยฟางก็ลุกไปนั่งบนที่นอนที่ปูเอาไว้แล้ว นางอยากอาบน้ำแต่ว่าที่นี่ไม่มีแหล่งน้ำ เฉินจิ้งเสียนจึงบอกว่า “อาจารย์ขอรับ ถ้าอย่างไรท่านเช็ดตัวก่อนเถอะขอรับ ข้าจะออกไปด้านนอกสักพัก เมื่อท่านเสร็จแล้วค่อยเรียกข้านะขอรับ”
“อืม” เฉินรุ่ยฟางพยักหน้า ศิษย์ของนางช่างเอาใจใส่เสียจริง ช่างแสนดีอะไรอย่างนี้!
นางเห็นเขาเดินลับตาไปแล้ว นางจึงจัดแจงเช็ดตัว หลังจากเช็ดตัวเสร็จแล้วนางจึงร้องเรียกเขา “จิ้งเสียน”
เฉินจิ้งเสียนเดินกลับเข้าไปในถ้ำ กะเวลาดูแล้ว นี่ก็น่าจะได้เวลาที่โอสถออกฤทธิ์แล้วกระมัง เขาเดินเข้าไปแล้วนั่งลงบนที่นอนของตัวเอง นั่งมองไปทางอาจารย์แวบหนึ่ง จากนั้นก็ล้มตัวลงนอน เฉินรุ่ยฟางก็นอนลงไป นางหลับตาลงด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าเต็มที เดินเกือบทั้งวัน จะไม่เหนื่อยได้อย่างไร แต่ว่านางกลับหลับไม่ลง ความรู้สึกบางอย่างมันรุมเร้าอยู่ในอก รู้สึกว่าเนื้อตัวมันร้อนรุ่มพิกล นางพลิกตัวกระสับกระส่ายไปมา
ยิ่งนานความรู้สึกร้อนรุ่มก็ยิ่งปะทุหนักขึ้น ปะทุขึ้นมาเสียจนนางแทบครองสติไม่อยู่ นางรู้ว่านางอยากลุกไปแล้วขึ้นคร่อมบุรุษสักคน ปลดปล่อยความรู้สึกรุ่มร้อนที่มันรุมเร้านางออกไปให้หมด แต่ว่านางกลับไม่ยินยอมที่จะกระทำอย่างนั้น
ทำไม่ได้นะ! ข้ายังไม่ได้แต่งงาน ข้าจะเสียพรหมจรรย์ไปไม่ได้เด็ดขาด! ไม่เช่นนั้นหากแต่งงานไปแล้ว หากสามีรู้ว่าข้าเคยผ่านมือบุรุษมาก่อน ข้าจะถูกเขาดูถูกเหยียดหยาม! ไม่! ไม่! ข้าจะทำแบบนั้นไม่ได้! ท่ามกลางสติอันเลือนรางนางพร่ำเตือนสติตัวเองด้วยความตั้งใจแน่วแน่! ต่อให้ต้องตาย นางก็จะไม่ยอมเสียพรหมจรรย์ไปก่อนที่จะได้แต่งงานแน่นอน!
มารดานางเคยพร่ำสอนนักหนา ‘เป็นสตรีพึงสงวนรักษาพรหมจรรย์ หากเสียพรหมจรรย์ไปก่อนแต่งงานแล้ว บุรุษที่เจ้าแต่งงานด้วยย่อมดูถูกเจ้า ไม่ให้เกียรติเจ้า เพราะเขาคิดว่าเจ้าไม่ต่างจากหญิงหม้ายแม้แต่น้อย หากดูถูกดูแคลนหนักหนากว่านั้น ก็คือเจ้าเปรียบเหมือนนางคณิกานั่นประไร! ดอกไม้งามที่ถูกผู้อื่นเชยชมแล้ว ใครเล่าอยากจะหยิบไปใส่แจกันทอง เฝ้าถนอมรักษาอีก’
นางไม่อยากมีสภาพเฉกเช่นหญิงหม้ายหรือนางคณิกา!
ในห้วงความคิดของนาง ใบหน้าบุรุษที่นางอยากขึ้นคร่อมมอบพรหมจรรย์ให้เขาลอยขึ้นมาแวบหนึ่ง เป็นใบหน้าคุณชายเหอผู้นั้น!
นางต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ แค่เขามอบของให้หน่อยก็หลงใหลเขาเสียแล้วงั้นรึ!
ภาพเขาลอยวนขึ้นมา นับตั้งแต่นางพบเขานอนเจ็บอยู่ในหลุมลึก ภาพที่นางล้มอยู่บนตัวเขา นางประคองเขาขึ้นมา สีหน้าของเขาที่พยายามอดทนต่อความเจ็บปวดขณะก้าวเดิน เขาเจ็บแผลแทบตายกลับไม่ร้องคร่ำครวญสักคำ ช่างเป็นบุรุษใจแข็งเหลือเกิน!
สีหน้าเขาตอนที่พยายามดึงรั้งอาภรณ์กับเหล่าอาจารย์ทั้งหลาย ในความคิดนางในตอนนั้นช่างดูตลกยิ่ง หน้าตาเขาในตอนนั้นราวกับสตรีตัวน้อยที่ถูกบุรุษทั้งหลายรุมขืนใจอย่างไรอย่างนั้น เขาที่เป็นบุรุษกลับไม่ยอมถูกคนเปลื้องผ้า แม้แต่เรือนกายท่อนบนก็ไม่ยอมให้ใครชมดูได้ง่ายๆ ช่างแตกต่างจากบุรุษอื่นที่แค่ร้อนนิดๆ หน่อยๆ ก็เปลือยท่อนบน ไม่สวมใส่เสื้อ สีหน้าเขาในตอนนั้นประทับอยู่ในใจนางยากจะลืมเลือนจริงๆ ช่วงเวลานั้นนางรู้สึกอยากเป็นบุรุษแล้วเข้าไปดึงทึ้งอาภรณ์เขาออกให้สิ้นแล้วขืนใจเขาจนกว่าเขาจะร้องครวญครางอยู่ใต้ร่างนาง ช่างเป็นความรู้สึกที่ทำให้นางในตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองต้องบ้าไปแล้วกระมัง สงสัยนางฟังเรื่องเล่าจากโรงน้ำชามากไปแน่ๆ ถึงได้มีความคิดเช่นนั้นได้
นางกอดตัวเอง ขดงอราวกับกุ้งต้มสุก นางจะกระทำตัวเหมือนหญิงร่านไม่ได้!
เฉินจิ้งเสียนนอนลงแอบหรี่ตามองอาจารย์ตลอดเวลา เห็นนางเริ่มมีอาการกระสับกระส่ายเขาก็ยิ้มมุมปากอย่างสมใจ อีกประเดี๋ยวนางต้องพุ่งมาทางเขาแน่นอน เขาจะขัดขืนนางนิดๆ หน่อยๆ รอให้นางร้องขออ้อนวอน แต่ว่าเขามองอยู่นาน รอจนเขารู้สึกโมโหแล้ว เหตุใดนางยังไม่พุ่งมาอีกเล่า!?
นางนอนกระสับกระส่ายอยู่ตรงนั้น ไม่มีท่าทีว่าจะพุ่งมาหาเขาแม้แต่น้อย หรือว่าฤทธิ์โอสถต่ำเกินไป นางจึงไม่สิ้นสติสัมปะชัญญะ แต่ว่าโอสถระดับปฐพีก็เพียงพอสำหรับเทพระดับต่ำแล้วนี่นา อีกทั้งโอสถเม็ดนั้นในน้ำชานางก็ดื่มน้ำชากานั้นลงไปจนหมดคนเดียว!
เท่ากับว่านางได้กินโอสถเข้าไป 1 เม็ดแล้ว โอสถ 1 เม็ดก็น่าจะเพียงพอแล้ว!
ลุกมาซินางตัวดี ลุกมาขอร้องอ้อนวอนข้าซิ!
เขาหรี่ตามองอยู่นาน ก็ไม่เห็นนางจะลุกมาหาเขาแม้แต่น้อย เช่นนั้นเขาเป็นฝ่ายไปหานางก็ได้ อย่างไรตอนนี้นางก็น่าจะไร้เรี่ยวแรงขัดขืนแล้วกระมัง เมื่อคิดแล้วเขาจึงลืมตาขึ้น ลุกขึ้นนั่ง แล้วลุกไปหานาง เอ่ยถามน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยว่า “อาจารย์ขอรับ ท่านเป็นอะไรขอรับ?”
เฉินรุ่ยฟางได้ยินเสียงเขาก็ลืมตามองเขา ความรู้สึกรุ่มร้อนที่รุมเร้านางยิ่งปะทุจนนางแทบจะขาดสติเสียให้ได้ นี่นางต้องการบุรุษถึงขนาดนี้เชียวรึ!
เฉินจิ้งเสียนยื่นมือไปแตะแขนนาง “อาจารย์ขอรับ ท่านนอนตัวงอเช่นนี้เป็นเพราะปวดท้องหรือขอรับ?”
เฉินรุ่ยฟางกัดริมฝีปากแน่น พลิกตัวกลิ้งหนีมือเขา แล้วเอ่ยเสียงสั่นพร่าว่า “เจ้า…อย่าแตะ..ต้องข้า ข้า…ข้าไม่…เป็น…ไร”
นางขดตัวงอแน่น สองแขนกอดเข่าตัวเองที่คู้ขึ้นมา ท่าทางราวกับเด็กทารกที่ขดงออยู่ในครรภ์มารดาอย่างไรอย่างนั้น
เฉินจิ้งเสียนรู้สึกโมโหจนกัดฟันกรอดทีหนึ่ง ฮึ่ม!
เขารอให้นางเป็นฝ่ายลงมือ เขาจะได้มีข้ออ้างว่านางเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เขาจนใจจึงได้กระทำการชั่วช้าลงไป แต่นางที่ท่าทางเป็นเช่นนี้จะไม่ให้เขาโมโหได้อย่างไร!
ได้! เจ้าไม่เริ่ม เช่นนั้นข้าเริ่มก่อนก็ได้ ถึงอย่างไรคืนนี้เจ้าก็ต้องเป็นของข้า!
เขาเฝ้ารอให้นางเริ่มก่อนจนเขาปวดหนึบมาตั้งนานแล้ว หากยังไม่ได้ปลดปล่อยอีก เขานี่แหละที่จะบ้าคลั่งแล้ว!
เขาจึงขยับเข้าไปหา ยื่นมือไปลูบไล้แผ่นหลังที่นอนตะแคงหันหลังให้เขา “อาจารย์ขอรับ ท่านไม่สบายเช่นนี้ข้าเป็นห่วงเหลือเกิน ท่านไม่สบายตรงไหนท่านบอกข้าซิขอรับ ข้าจะช่วยท่านเอง”
ฝ่ามือที่ลูบแผ่นหลังทำให้เฉินรุ่ยฟางแทบขาดสติ นางสะดุ้งลุกพรวดพุ่งไปข้างหน้า อยากหนีให้ห่างฝ่ามือนั้นเหลือเกิน! จะให้เขาแตะต้องตัวนางไม่ได้ ไม่เช่นนั้น สติที่ยังหลงเหลืออยู่น้อยนิดนี่ต้องพังทลายแน่นอน!
เฉินจิ้งเสียนตกใจที่นางพุ่งหนีเขา หรือว่านางจะรู้แล้วว่าข้าเล่นเล่ห์กับนาง!
เฉินรุ่ยฟางพุ่งเข้าไปในถ้ำลึกขึ้น นางพุ่งไปจนติดผนังถ้ำแล้วนั่งลงคู้ตัวอยู่ตรงนั้น นางไร้เรี่ยวแรงจนแม้แต่จะบี้มดยังทำไม่ได้เลย
เฉินจิ้งเสียนเห็นนางคู้ตัวอยู่ตรงนั้นก็ลุกไปหานาง ยื่นมือไปจับไหล่นางยึดเอาไว้ “อาจารย์ขอรับ ท่านไม่สบายตรงไหนท่านบอกข้าซิขอรับ ท่านเป็นแบบนี้ข้าร้อนใจจะตายแล้ว”
“อย่า…” เฉินรุ่ยฟางเอียงตัวหนีมือเขา ราวกับว่ามือเขาเป็นถ่านร้อนอย่างไรอย่างนั้น เฉินจิ้งเสียนขบฟันกรอดๆ ฮึ่ม! นางตัวดีนี่ยังมีสติอยู่อีก!
เขาแทบบ้าคลั่งแล้ว หากยังไม่ได้ปลดปล่อยอีก เขาจะบ้าแล้วจริงๆ!
ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจแล้ว ใครจะเริ่มก่อนก็ไม่สำคัญแล้ว ถึงอย่างไรคืนนี้นางก็ต้องเป็นของข้า!
เขายื่นมือไปช้อนอุ้มนางขึ้นมา เฉินรุ่ยฟางไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้านขัดขืน นางเอ่ยเสียงสั่นพร่า “อย่า…เจ้าอย่า…”
เฉินจิ้งเสียนขบกรามกรอดๆ ฮึ่ม! โอสถระดับปฐพีฤทธิ์ต่ำเกินไปแน่นอน!
“คุณชาย…เหอ…” เฉินรุ่ยฟางเอ่ยเสียงสั่นพร่า ทำให้เฉินจิ้งเสียนหูผึ่ง “อาจารย์ขอรับ ท่านเรียกหาคุณชายเหอหรือ?”
“…เหอ…ช่วย…ด้วย…” เฉินรุ่ยฟางเอ่ยเสียงสั่นพร่าอีก นางครองสติไม่ได้แล้ว แต่ในความรู้สึกลึกๆ นางกลับเรียกหาคนที่นางคิดถึง เฉินจิ้งเสียนก้มลงมองคนในอ้อมแขน อยู่กับข้ายังกล้าเรียกหาชายอื่นอีกรึ!
เขาวางนางลงบนที่นอนแล้วทาบตัวทับเหนือร่างนาง จับสองมือของนางที่ปัดป่ายสะเปะสะปะรวบไว้ด้วยมือข้างหนึ่งกดเอาไว้ อีกมือก็ดึงทึ้งอาภรณ์นางออกจากตัว เฉินรุ่ยฟางดิ้นหนีอย่างอ่อนแรง ส่งเสียงแผ่วเบา “คุณ…ชายเหอ…ช่วย…ด้วย…”
เฉินจิ้งเสียนได้ยินเช่นนั้นก็โมโหจนหน้าดำเหมือนก้นหม้อแล้ว สตรีที่เขาหมายปองกลับเรียกหาชายอื่น จะไม่ให้โมโหได้อย่างไร!
เขาจึงฉีกทึ้งอาภรณ์บนตัวนาง แคว๊ก…แคว๊ก…
“อย่า…ช่วย…ด้วย…” เฉินรุ่ยฟางร้องเสียงเบาหวิว จิตใต้สำนึกของนางต่อต้านโดยไม่รู้ตัว แต่นางไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้เลย นางในตอนนี้ราวกับปลาบนเขียงที่รอถูกแล่อย่างไรอย่างนั้น!
เฉินจิ้งเสียนฉีกทึ้งอาภรณ์บนตัวนางออกจนหมดแล้วก็รีบยันตัวขึ้นแก้อาภรณ์บนกายตัวเองออกอย่างเร่งรีบ อึดใจต่อมาเขาก็เปลือยกายคร่อมอยู่บนตัวนาง องคชาติแข็งตั้งพร้อมทะลวงมาตั้งนานแล้ว ดังนั้นเขาจึงรีบเบียดแทรกหว่างขานางแล้วกดองคชาติเข้าไปในหลืบรูอ่อนนุ่ม
“อื้อ…อย่า…” เฉินรุ่ยฟางดิ้นหนีอย่างไร้สติ เฉินจิ้งเสียนจึงกระทุ้งแรงๆ จนส่วนหัวสามารถผลุบเข้าไปในรูอ่อนนุ่มได้แล้ว เมื่อเข้าไปได้เล็กน้อยแล้วเขาจึงกดแรงๆ ดันเข้าไปจนฉีกพรหมจรรย์ขาดออก ปึด!
“อื้อ…เจ็บ…” เฉินรุ่ยฟางดิ้นหนีอย่างไร้เรี่ยวแรง เฉินจิ้งเสียนไม่สนใจว่านางจะเป็นอย่างไร ยามนี้เขาแค่อยากตอกกระแทกกระทุ้งให้หนำใจเท่านั้น ดังนั้นเอวเขาจึงขยับกระทุ้งอย่างไม่ปรานีปราศรัย ปักๆๆๆๆ…
“ฮื้อ…เจ็บ…เจ็บ อย่า…เจ็บ…” เฉินรุ่ยฟางร้องเสียงเบา นางไม่มีแรงจะขัดขืน ถูกเขากระทำอย่างไรได้แต่รับไว้เท่านั้น
“อา…ดีเหลือเกิน…อู…” เฉินจิ้งเสียนครางอย่างพอใจ กระทุ้งกระแทกทะลวงรูอ่อนนุ่มไม่หยุด “โอ…อือ…”
เขาครางเสียงดังอย่างไม่หวั่นกลัวว่าใครจะมาได้ยินเข้า ที่นี่มีเพียงแค่เขากับนาง ดังนั้นจะครางเสียงดังอย่างไรก็มีแต่สัตว์ป่าเท่านั้นที่ได้ยิน
จนกระทั่งเขาสุขสมแล้วจึงครางเสียงดังยาวออกมา “โอ…”
เขาหลั่งธารน้ำแล้วจึงพลิกตัวลงนอนข้างๆ นาง เฉินรุ่ยฟางก็พลิกตัวตะแคงหันหลังให้อย่างไม่รู้ตัว อึดใจต่อมานางก็หลับใหล เฉินจิ้งเสียนก็หลับเช่นกัน เขาเหนื่อยและสุขสมจนนอนหลับสนิทยิ่ง ราวกับได้นอนอยู่ในปุยเมฆอย่างไรอย่างนั้น
เช้าตรู่ นกส่งเสียงร้องออกหากิน เฉินรุ่ยฟางสะดุ้งตื่นขึ้นมา นางขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ก้มมองดูตัวเองที่เปลือยกายไร้อาภรณ์ สีหน้าของนางเต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลาย สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้นางจำได้ แม้ว่าจะมีบางช่วงเลือนรางไปบ้าง แต่นางก็ยังคงจดจำได้ทั้งหมด ทำให้นางทั้งตกใจ เสียใจ ตื่นตระหนก…
เมื่อนางมองไปก็เห็นเรือนกายบุรุษนอนอยู่ข้างๆ นางรีบดึงสายตากลับมาอย่างตกใจยิ่ง ครู่ต่อมานางก็เหลือบมองอีกครั้ง ใบหน้านั้นเป็นลูกศิษย์คนเดียวของนาง เขานอนหงายเปลือยกายอยู่ นางเห็นเรือนกายเขาหมดแล้ว เต็มไปด้วยมัดกล้ามอย่างที่บุรุษพึงมี เพียงแต่ว่าหน้าตาของเขาหากจะเทียบกับบุรุษหล่อเหลาแล้วยังห่างไกล เขามีหน้าตาสามัญ รูปร่างเพรียว ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เป็นที่หมายปองของสตรีสักเท่าไหร่
นางเป็นถึงอาจารย์หลอมโอสถ ศึกษาตำรามาไม่น้อย จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น นางไม่ได้ดื่มกินของที่ผิดแผกไปจากปกติแม้แต่น้อย ดังนั้นจึงตัดความเป็นไปได้ที่นางจะถูกพิษจากพืชหรืออะไรอย่างอื่นออกไปได้เลย มีเพียงแค่นางถูกบางสิ่งบางอย่างกระตุ้นจนนางเกิดอารมณ์รุ่มร้อน สิ่งที่นางคิดถึงก็คือกำยานปลุกกำหนัด หรือไม่ก็โอสถสวาท!
เมื่อวานนี้นางก็ไม่ได้กลิ่นกำยานปลุกกำหนัดแต่อย่างใด เหลือก็แต่โอสถสวาทแล้ว แต่นางกินไปตอนไหน? กินไปได้อย่างไร? ดังนั้นต้นเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้น คำตอบก็คือศิษย์คนดีของนางเป็นคนกระทำแน่นอน!
ย่อมเป็นเขาแอบใส่โอสถในอาหารให้นางกินแน่แท้!
นางคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน สิ่งใดที่นางกิน เขาก็กินเหมือนกับนาง ถ้านางกินโอสถสวาทเข้าไป เขาก็น่าจะกินเข้าไปด้วยกระมัง
คิดไปคิดมา นางจึงยื่นมือไปแตะชีพจรของเขา นางตรวจอยู่สักพักก็ดึงมือกลับมา ร่างกายเขาไม่หลงเหลือฤทธิ์โอสถสวาท เช่นนั้นก็หมายความว่านางกินเข้าไปคนเดียวซินะ นางกินเข้าไป เขาไม่ได้กิน
นางคิดๆ อีกครู่แล้วก็จำได้ว่าน้ำชากานั้น นางดื่มคนเดียว เจ้าศิษย์คนดีของนางไม่ได้ดื่มด้วย เช่นนั้นก็หมายความว่าในน้ำชากานั้นย่อมมีโอสถสวาทใส่ไว้แน่นอน!
ศิษย์คนดีของนางทำแบบนี้กับนางได้อย่างไร!?
นางเป็นอาจารย์ของเขา เขาเป็นศิษย์ของนาง แม้ว่าความรักระหว่างศิษย์อาจารย์จะไม่ถือเป็นเรื่องต้องห้าม แต่ว่านางไม่ได้รักชอบเขา เพียงเอ็นดูเขาในฐานะที่เขาเป็นศิษย์ของนางเท่านั้น แต่เขากลับเล่นเล่ห์กับนาง หลอกให้นางกินโอสถสวาทเข้าไปแล้วขืนใจนาง ความผิดนี้ต่อให้นางฆ่าเขาตายก็สมควรแล้ว แต่ว่านางก็ฆ่าเขาไม่ลง ถึงอย่างไรเขาก็เป็นศิษย์ที่นางสั่งสอนออกมา ศิษย์ทำผิด ย่อมเป็นเพราะอาจารย์สั่งสอนไม่ดี ดังนั้นนางจึงมีความผิดในโทษฐานที่ไม่สั่งสอนเขาให้ดีๆ
ครั้นคิดถึงวันวานในอดีต เขามองนางอย่างสเน่หา นางก็ควรจะบอกกล่าวให้ชัดเจนว่านางเห็นเขาเป็นศิษย์เท่านั้น ไม่ได้คิดเกินเลยกับเขาในเชิงชู้สาว แต่นางก็ไม่ได้บอกกล่าวออกไป เพราะนางเขินอายเกินไปนั่นเอง จู่ๆ ก็มีบุรุษมาเกี้ยวพา นางจึงทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะรับมืออย่างไร บัดนี้เขาใช้เล่ห์เหลี่ยมจนนางเป็นของเขาแล้ว นางจะทำอย่างไรดี? โกรธเขา ไล่เขาออกจากการเป็นศิษย์? หรือว่าปล่อยผ่านทำเหมือนเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น?
สายลมพัดเข้ามา ทำให้นางรู้สึกหนาว นางจึงลุกขึ้นแล้วเอาอาภรณ์ชุดใหม่ออกมาจากถุงคุนเฉียนที่ตกรวมอยู่กับอาภรณ์ที่ฉีกขาด เห็นอาภรณ์ฉีกขาดนางก็มองอย่างจนใจ นางหยิบอาภรณ์ชุดใหม่ออกมาสวมใส่ ตอนที่นางสวมอาภรณ์เสร็จแล้วเฉินจิ้งเสียนก็ตื่นขึ้นมาพอดี เขามองไปทางข้างกายตัวเอง เห็นข้างกายว่างเปล่าจึงได้มองไปรอบๆ ก็เห็นอาจารย์ยืนอยู่ห่างออกไป นางสวมอาภรณ์แล้ว เขาจึงรีบลุกขึ้นก้าวไปหานาง “อาจารย์”
เฉินรุ่ยฟางมองเขาด้วยสายตาเย็นชา ทำให้เฉินจิ้งเสียนชะงักไป นางโกรธหรือ?
ย่อมโกรธแน่นอน ดูจากสีหน้านางแล้ว นางคงคาดเดาอะไรๆ ได้แล้วกระมัง ต่อให้จะเป็นคนโง่เพียงใดก็ย่อมเดาออก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเกิดได้อย่างไร อีกทั้งนางยังเป็นอาจารย์หลอมโอสถ อ่านตำรามามาก มีหรือจะเดาเรื่องโอสถสวาทไม่ได้ ดังนั้นทางเดียวที่จะทำให้นางหายโกรธได้นั่นคือเขายอมรับผิดเสีย เขาจึงคุกเข่าลงดังตึง! เอ่ยเสียงแผ่วว่า “อาจารย์ขอรับ ข้าผิดไปแล้ว ท่านจะฆ่าจะแกงข้าอย่างไรก็ได้ขอรับ”
เฉินรุ่ยฟางมองเขา นางโกรธจริงๆ โกรธที่เขากล้าใช้โอสถสวาทกับนาง วาจาที่กล่าวออกไปจึงเย็นเยียบไม่น้อย “เจ้าทำผิดมหันต์นัก”
เฉินจิ้งเสียนคลานเข่าไปหานางแล้วกอดขานางเอาไว้ บีบน้ำตาออกมา “อาจารย์ เป็นข้าไม่ดี ข้ารักท่าน ข้าจึงทำเช่นนี้ ท่านจะฆ่าจะแกงข้าอย่างไรก็ลงมือเถิดขอรับ ตายด้วยมือท่านข้ายินดี”
“เจ้า…เจ้า…” เฉินรุ่ยฟางด่าไม่ออก จะด่าว่า ‘เจ้าศิษย์ชั่ว’ ก็เท่ากับนางด่าตัวเองด้วย ศิษย์ชั่วเพราะอาจารย์สั่งสอนไม่ดี ดังนั้นนางย่อมเป็นอาจารย์ชั่วไปด้วย
ร่างกายเปลือยเปล่าที่กำลังกอดขานางทำให้นางรู้สึกกระอักกระอ่วนยิ่งนัก นางจึงผลักเขาออก สั่งน้ำเสียงเย็นชาว่า “เจ้าใส่อาภรณ์ก่อน”
“ขอรับ” เฉินจิ้งเสียนขานรับเสียงเบาเหมือนรู้สึกผิดเต็มประดา แต่ในใจเขาไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นเลย ทุกสิ่งที่เขาทำในตอนนี้ล้วนเป็นการเสแสร้งทั้งสิ้น เขาอยากจับนางกดลงไปแล้วกระทุ้งกระแทกให้หนำใจอีกครั้งด้วยซ้ำ แต่ว่าหากเขากระทำเช่นนั้น นางย่อมโกรธจนไม่ให้อภัยเขาแน่นอน ทางเดียวที่จะทำให้นางหายโกรธได้คือโอนอ่อนตามนาง ยอมรับผิด แล้วพยายามเอาอกเอาใจนางให้มากๆ หน่อย เขาปล่อยมือออกแล้วถอยไปหยิบอาภรณ์ขึ้นมาสวมใส่
เฉินรุ่ยฟางหันหลังไปไม่อยากมองแม้แต่นิดเดียว เฉินจิ้งเสียนใส่อาภรณ์เสร็จแล้วก็ฉวยโอกาสที่นางยืนหันหลัง เข้าไปสวมกอดจากด้านหลังเอาไว้
“อ่ะ!” เฉินรุ่ยฟางตกใจ นางดึงมือเขาออก แต่เขากอดแน่นมาก ทั้งยังกล่าวว่า “อาจารย์ ข้าผิดไปแล้ว แต่ว่าข้ารักท่านมาก ข้ารักท่านจนทนไม่ไหว ข้าจะแต่งท่านเข้าบ้าน แม้ว่าบ้านข้าไม่ร่ำรวยแต่ว่าข้าจะดูแลท่านให้ดีที่สุดขอรับ อาจารย์ท่านให้อภัยข้าได้ไหมขอรับ? หากท่านไม่ให้อภัยข้าท่านก็ฆ่าข้าเสียเถิดขอรับ ฆ่าข้าแล้วท่านก็ช่วยเผาข้าแล้วนำเถ้ากระดูกของข้าไปมอบให้ท่านพ่อท่านแม่ข้าด้วย ฝากบอกพวกท่านด้วยว่าลูกอกตัญญูไม่อาจดูแลพวกท่านได้แล้ว”
เฉินรุ่ยฟางอึ้งงันไป นางไม่เคยคิดจะฆ่าแกงใครมาก่อน จะให้นางฆ่าเขา นางทำไม่ได้จริงๆ
“อาจารย์ ข้ารักท่าน ข้ารักท่าน…” เฉินจิ้งเสียนพร่ำพูดอย่างรู้สึกผิด กอดรัดนางเอาไว้อยู่อย่างนั้น
“เจ้าปล่อยข้า” เฉินรุ่ยฟางบอกน้ำเสียงเย็นชา เฉินจิ้งเสียนซบใบหน้าลงบนไหล่นาง เอ่ยว่า “ข้ารักท่าน มีแต่ข้าตายแล้วเท่านั้นข้าถึงจะยอมปล่อยท่าน”
น้ำหยดลงหินทุกวันหินยังกร่อน เฉินรุ่ยฟางแม้ไม่รักชอบเขาแต่นางก็เอ็นดูเขาไม่น้อย จะให้นางฆ่าเขาได้อย่างไร นางทำไม่ลง ซ้ำไม่เคยคิดด้วย นางจึงได้แต่บอกเสียงแข็งว่า “ปล่อยข้า”
“ข้าไม่ปล่อย ข้าไม่ปล่อยท่านหรอก ข้ารักท่าน ชั่วชีวิตนี้ข้ารักท่านคนเดียว ท่านไม่ให้อภัยข้าท่านก็ฆ่าข้าเสียเลย แต่ท่านจำไว้ว่าข้ารักท่าน ข้ารักท่านคนเดียว ข้าอยากอยู่กับท่านไปจนผมขาวไปด้วยกัน มองดูลูกๆ หลานๆ ของพวกเราเติบโต” เฉินจิ้งเสียนพร่ำพูดพลางซุกหน้ากับซอกคอหอมกรุ่น เฉินรุ่ยฟางแกะมือเขาออก แต่เขาดื้อดึงรัดนางแน่นยิ่งนัก หากจะแกะให้หลุด คงมีแค่นางต้องหักแขนเขาเสีย
“อาจารย์ ข้ารักท่าน ท่านแต่งกับข้านะขอรับ ข้ารักท่านคนเดียว ข้าสาบานว่าชั่วชีวิตนี้จะไม่แต่งอนุ จะไม่มีบ่าวอุ่นเตียง จะมีเพียงท่านคนเดียว” เฉินจิ้งเสียนพร่ำบอกพลางซุกไซ้ซอกคอไปด้วย เฉินรุ่ยฟางถูกกอดรัดจนทำอะไรไม่ถูก นางอยากแกะเขาออกแต่ความตั้งใจของนางก็ไม่ค่อยแน่วแน่เหมือนเดิมแล้ว อาจเป็นเพราะนางเป็นของเขาแล้ว ความรู้สึกต่อต้านอะไรก็เลือนหายไปบ้างแล้ว เป็นดังคำที่ว่า ‘สตรีตกเป็นของชายใดแล้วย่อมมีใจให้ชายผู้นั้นไปโดยปริยาย’ คำกล่าวนี้กล่าวได้ไม่ผิดนัก ใจนางที่เคยต่อต้านก็เริ่มอ่อนไหวแล้ว อีกทั้งเขาไม่เพียงกอดรัดเฉยๆ เท่านั้น มือไม้ยังปัดป่ายถูกส่วนอ่อนนุ่มคล้ายไม่ได้ตั้งใจอยู่บ่อยครั้ง ทำให้นางรู้สึกขนอ่อนลุกชัน ไออุ่นจากคนข้างหลังคล้ายจะทำให้นางรู้สึกร้อนรุ่มอย่างต้านทานไม่อยู่
เฉินจิ้งเสียนยิ้มมุมปาก แกล้งปัดมือผ่านส่วนอ่อนนุ่มบ่อยๆ จนรู้สึกได้เลยว่าขนอ่อนที่ลำคอนางลุกชัน เขาจึงยิ่งซุกไซ้ลำคอนางหนักขึ้นเรื่อยๆ คำพูดพร่ำรักหายไปเหลือเพียงการกระทำที่รุกเร้าหนักขึ้นเรื่อยๆ จากลำคอก็เลื่อนไปจูบใบหู จากนั้นก็พวงแก้ม
“ฮื้อ…อย่า…” เฉินรุ่ยฟางส่งเสียงห้ามเสียงสั่นพร่า เอียงหน้าหนี มือก็พยายามแกะมือเขาออกอย่างไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงเท่าไหร่ เฉินจิ้งเสียนจึงซุกซบลำคอนาง ขบเม้มเลียดูด ริมฝีปากค่อยๆ เลื่อนลงไปจนถึงไหล่ สาบเสื้อร่นลงไปอยู่ที่ต้นแขนแล้ว เขาแก้สายคาดเอวของนางออกโดยที่นางไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว พลางแหวกสาบเสื้อออกจนเอี๊ยมบังทรงโผล่ออกมา เขาสอดมือเข้าไปในเอี๊ยมบังทรง บีบขยำก้อนเนื้ออ่อนนุ่ม
“อ้า…เจ้าหยุด!” เฉินรุ่ยฟางร้องห้ามเสียงแหลม นางถอยหลังหนีทำให้แผ่นหลังของนางเบียดกับแผงอกเขา เฉินจิ้งเสียนหรือจะหยุด เขายิ่งลูบไล้ขบเม้มหวังเร้าอารมณ์นางให้ลุกโชน สองมือบีบคลึงก้อนเนื้ออ่อนนุ่ม บางคราวก็หยอกเย้ายอดทรวงจนเฉินรุ่ยฟางขนลุกชันไปทั้งร่างแล้ว “ฮื้อ…จะ…เจ้า…หยุด…”
ได้ยินนางห้ามเสียงสั่นไหว เฉินจิ้งเสียนจึงเลื่อนมือลงต่ำล้วงเข้าไปในกระโปรงนาง บีบคลึงกลีบเนื้ออ่อนนุ่ม ทำให้เฉินรุ่ยฟางตกใจดิ้นหนี “เจ้าหยุดนะ! อย่าจับ! อ้า!”
นิ้วยาวผลุบเข้าไปในกลีบอ่อนนุ่ม ถูไถจนนางดีดดิ้นราวกับปลาหนีมือ ยิ่งนางดิ้นเรือนกายอ่อนนุ่มก็ยิ่งเบียดชิดกับเขา ทำให้องคชาติของเขาแข็งตุงขึ้นมาแล้ว เขาจึงขยับเอวเบียดเสียดกับก้นของนางทำให้ใบหน้านางแดงเถือก ร้องห้ามเสียงสั่น “จะ…เจ้าหยุด…ยะ…อย่าทำ…บะ…แบบนี้…อื้อ…”
นิ้วยาวหยอกเย้ากลางกลีบอ่อนนุ่มทำให้เฉินรุ่ยฟางตัวอ่อนระทดระทวย นางขาอ่อนแรงยืนแทบไม่ไหวแล้ว หากไม่ใช่ว่าถูกเขากอดรัดอยู่นางคงทรุดลงไปกองกับพื้นแล้ว เฉินจิ้งเสียนรู้สึกว่ามือตัวเองเปียกชื้นก็แทรกนิ้วเข้าไปในรูอ่อนนุ่ม
Chapter 6 (18+)เถากลืนจิต
“อื้อ…จะ…จิ้งเสียน…ยะ…หยุดเถอะ…” เฉินรุ่ยฟางห้ามเสียงสั่นพร่า นางรู้สึกเสียววูบวาบไปทั้งตัวแล้ว ขนอ่อนนางลุกชันแล้วลุกชันอีก ทำให้นางรู้สึกทรมานอย่างบอกไม่ถูก นิ้วยาวแทงเข้าแทงออกทำนางยืนไม่ไหวแล้ว ตัวนางพิงไปข้างหลังอย่างไร้เรี่ยวแรง เม้มปากกลั้นเสียงคราง “อื้อ…อื้อ…”
เฉินจิ้งเสียนแทงนิ้วเข้าๆ ออกๆ หมายให้นางสุขสมสักครั้งก่อน มือหนึ่งแทง มือหนึ่งบีบ ปากก็ขบเม้มไหล่และลำคอนางไม่หยุด
จนกระทั่งเฉินรุ่ยฟางตัวเกร็งกระตุก ครางเสียงแหลม “อ้าาาาาา…”
นางรู้สึกเหมือนในหัวขาวโพลนไปหมด ขาอ่อนแรงจนทรุดลงไปนั่งแปะกับพื้น เฉินจิ้งเสียนยิ้มมุมปาก เขาก้มลงช้อนอุ้มนางขึ้นมาแล้วก้าวไปตรงที่นอนวางนางลงไป ตัวเขาก็ทาบทับเหนือร่างนาง มือไม้ก็ดึงอาภรณ์นางออกจากร่าง เฉินรุ่ยฟางนอนอ่อนแรงหน้าแดงก่ำราวกับจะคั้นเลือดได้ เฉินจิ้งเสียนถอดอาภรณ์นางจนนางตัวเปลือยเปล่าแล้วเขาก็รีบถอดอาภรณ์ตัวเองออกไปอย่างเร่งรีบ จากนั้นก็ก้มลงไปขบดูดยอดทรวงสีชมพูอ่อน
“อ้า…” เฉินรุ่ยฟางหลุดเสียงร้องครางออกมา รู้สึกเสียววูบวาบจนขนอ่อนลุกชัน นางเอียงตัวหนี เฉินจิ้งเสียนก็ตามขบดูดไม่ยอมปล่อย ซ้ำยังใช้มือบีบคลึงก้อนเนื้อนุ่มอีกข้างไปด้วย เฉินรุ่ยฟางเสียวจนมือไม้อ่อนแรง นอนดิ้นไปดิ้นมา นางรู้สึกทั้งเสียวทั้งจักจี้จึงครวญครางอย่างกลั้นไม่อยู่ “อื้อ…อา…”
เฉินจิ้งเสียนอาศัยจังหวะที่นางดีดดิ้นไปมาแทรกกลางหว่างขานางแล้วกดองคชาติเข้าไปในรูอ่อนนุ่ม
“อื้อ…เจ็บ…” เฉินรุ่ยฟางร้องหน้าเบ้
เฉินจิ้งเสียนละปากจากยอดทรวงเอ่ยบอกคล้ายสั่ง “อ้าขาออก”
เฉินรุ่ยฟางจึงอ้าขาออก ความเจ็บทุเลาลงเล็กน้อย เฉินจิ้งเสียนกดเข้าไปจนสุดลำ เฉินรุ่ยฟางหน้าเบ้เหยเก นางยกมือยันแผ่นอกเขา “เจ็บๆ จิ้งเสียนออกไป”
“อาจารย์ ทนหน่อยซิ อีกเดี๋ยวก็ไม่เจ็บแล้ว ข้าจะทำให้ท่านมีความสุขเหมือนเมื่อกี้ ทนหน่อยนะ” เฉินจิ้งเสียนบอกคล้ายสั่งคล้ายปะเหลาะพลางถอนองคชาติออกจนเกือบจะหลุดออกมา เฉินรุ่ยฟางโล่งใจคิดว่าเขายอมถอนออก อึดใจต่อมานางก็ร้องหน้าเบ้ “อื้อ…เจ็บๆ”
เขากระทุ้งเข้ามาใหม่พลางสูดปาก “อู…”
เขากระทุ้งเข้าๆ ออกๆ สีหน้าสุขสม เฉินรุ่ยฟางยันอกเขา นางเจ็บอยากให้เขาหยุด แต่นางก็ไร้แรงจะผลักเขาออก ถูกเขากระทุ้งจนเสียงดังแจ๊ะๆ ความเจ็บจางหายไปตอนไหนไม่รู้ ความรู้สึกเสียวซ่านค่อยๆ แทรกเข้ามาแทนที่ ทำนางร้องคราง “อื้อ…อื้อ…”
“อู…อาจารย์…” เฉินจิ้งเสียนครางพลางกระทุ้งกระแทกอย่างไม่บันยะบันยัง เขากระแทกกระทั้นสักพักก็ครางยาว “โอ…”
องคชาติกระตุกเกร็งปล่อยธารน้ำแล้วเขาจึงถอนออกมา นอนลงข้างนาง มือก็ตวัดนางเข้ามาในอ้อมแขน มืออีกข้างก็บีบขยำก้อนเนื้ออ่อนนุ่ม เฉินรุ่ยฟางเสียวจนบิดตัวไปมา “อื้อ…จิ้งเสียน…”
เฉินจิ้งเสียนมองใบหน้านางแล้วพลิกตัวตะแคงไปจูบนาง เฉินรุ่ยฟางเบิกตาโต ครู่ต่อมานางก็ปรือตาลงปล่อยให้ลิ้นเขาแทรกเข้ามาในปาก เฉินจิ้งเสียนจูบพลางบีบขยำก้อนเนื้ออ่อนนุ่ม เฉินรุ่ยฟางเสียวจนขนอ่อนลุกชัน จนองคชาติของเฉินจิ้งเสียนแข็งขึงอีกครั้ง เขาก็ไม่รีรอ พลิกตัวขึ้นคร่อมนางอีกหน จับองคชาติกดใส่รูอ่อนนุ่ม “อา…”
“อื้อ…” เฉินรุ่ยฟางไม่ต่อต้านแม้แต่น้อย นางปล่อยให้เขากระทุ้งกระแทกไปจนกระทั่งนางสุขสม “อ้าาาาาา…”
เฉินจิ้งเสียนถูกรูอ่อนนุ่มบีบรัดเสียจนทนไม่ไหวจึงสุขสมตามนางไปติดๆ “โอ…”
เขาหลั่งธารน้ำแล้วพลิกตัวลงนอน ไม่กี่อึดใจต่อมาเขาก็หลับไป เฉินรุ่ยฟางก็หลับไปเช่นกัน
เมื่อตื่นขึ้นมา เฉินรุ่ยฟางมองไปรอบๆ เห็นว่าน่าจะสายแล้วกระมัง นางหันไปมองเฉินจิ้งเสียนเห็นเขายังหลับอยู่ นางจึงลุกขึ้นสวมอาภรณ์แล้วนั่งลงมองเขา จากที่เคยเห็นว่าเขาไม่หล่อเหลาเท่าไหร่ ครั้งนี้ดูหน้าเขาแล้วนางกลับรู้สึกว่าเขาหน้าตาดีขึ้น นางมองหน้าเขาอยู่อย่างนั้นจนเขาลืมตาขึ้นมานางจึงรีบหมุนตัวไป หน้าแดงเล็กน้อยอย่างกลัวว่าเขาจะรู้ว่าเมื่อกี้นางนั่งมองเขา
เฉินจิ้งเสียนมองไปข้างกาย เห็นอาจารย์นั่งหันหลังห่างออกไป นางสวมใส่อาภรณ์แล้วเขาจึงลุกขึ้น ขยับไปสวมกอดนางจากทางด้านหลัง “อาจารย์”
“อื้อ!” เฉินรุ่ยฟางสะดุ้งทีหนึ่ง หน้ายิ่งแดงก่ำ นางไม่กล้าหันไปมองเขาแม้แต่น้อย ใจนางเต้นตึกตักๆ เฉินจิ้งเสียนยื่นหน้าไปจูบพวงแก้มนาง เฉินรุ่ยฟางยิ่งหน้าแดงมากกว่าเดิม นางนั่งตัวแข็งทื่อ เฉินจิ้งเสียนผละจากพวกแก้มนุ่มแล้วสอดมือเข้าไปในสาบเสื้อบีบก้อนเนื้อนุ่ม
“อื้อ! จิ้งเสียนอย่า” เฉินรุ่ยฟางห้ามเสียงเบา เฉินจิ้งเสียนอ้อนว่า “อาจารย์ ข้าอยากทำอีก”
“อื้อ…ไม่…ไม่ได้…” เฉินรุ่ยฟางปฏิเสธเสียงสั่นพร่า เฉินจิ้งเสียนยิ่งออดอ้อน “อีกครั้งนะ”
มือเขาบีบคลึงก้อนเนื้อนุ่มไม่หยุด เฉินรุ่ยฟางจึงบอกอย่างอายๆ ว่า “แต่ว่าตรงนั้น…ข้า…เจ็บแล้ว”
“เช่นนั้นให้ข้าดูหน่อย” เฉินจิ้งเสียนบอกพลางดันตัวนางลงนอน เฉินรุ่ยฟางขืนตัวไว้ “ไม่ๆ”
“ให้ข้าดูหน่อย” เฉินจิ้งเสียนบอกพลางกดตัวนางลงนอน มือก็เลิกกระโปรงนางขึ้นแล้วเกี่ยวดึงกางเกงตัวในลงไป เฉินรุ่ยฟางอายยิ่งนัก นางยื่นมือไปดึงกางเกงไว้ “อย่า!”
“อาจารย์ปล่อยมือ” เฉินจิ้งเสียนสั่งพลางดึงรั้งกางเกงลง เฉินรุ่ยฟางดึงยื้อยุดไว้ “อย่า”
“จะให้ข้าดูดีๆ หรือจะให้ข้าโกรธ?” เฉินจิ้งเสียนขู่เสียงแข็ง เฉินรุ่ยฟางมองหน้าเขา เห็นเขาทำหน้าบึ้งตึงแล้ว นางจึงยอมปล่อยมือจากกางเกง เฉินจิ้งเสียนดึงกางเกงออกจนพ้นปลายเท้า เฉินรุ่ยฟางหนีบขาอย่างอายจัด หน้านางแดงก่ำจนแทบจะคั้นเลือดได้แล้ว เฉินจิ้งเสียนดันขานางออก “อ้าขา”
เฉินรุ่ยฟางอ้าขาออกอย่างอายจัด นางยกมือปิดหน้าไม่กล้ามองดูเขา นางที่เป็นอาจารย์ของเขา ตอนนี้กลับนอนอ้าขาให้เขาดูของสงวนอย่างไม่อาจขัดขืน เฉินจิ้งเสียนมองดูกลีบเนื้ออ่อนนุ่มที่บวมแดงแล้วยื่นมือไป “อาจารย์ ส่งโอสถมาให้ข้า”
เฉินรุ่ยฟางหุบขาเข้าหากันพลางบอก “ไม่ๆ เดี๋ยวข้าทาเอง”
“อาจารย์ส่งโอสถมาเถอะ” เฉินจิ้งเสียนบอก เฉินรุ่ยฟางปฏิเสธ “ไม่…”
นางยังพูดไม่จบ เฉินจิ้งเสียนรีบเอ่ยขัด “ส่งโอสถมา ไม่เช่นนั้นข้าจะทำอีกครั้ง”
เฉินรุ่ยฟางถูกข่มขู่แบบนั้น นางจึงจำยอม หยิบถุงคุนเฉียนมาแล้วหยิบโอสถออกมายื่นส่งให้เขา เฉินจิ้งเสียนรับตลับโอสถมา เขาเปิดตลับออกแล้วป้ายโอสถออกมาพลางสั่ง “อ้าขาออก”
เฉินรุ่ยฟางอ้าขาออกอย่างจำยอม นางอายแสนอาย เฉินจิ้งเสียนทาโอสถลงบนกลีบเนื้ออ่อนนุ่ม เฉินรุ่ยฟางทั้งอายทั้งเสียว นางเม้มปากแน่น ยกมือปิดหน้าเอาไว้ เฉินจิ้งเสียนทาโอสถเสร็จแล้วก็เก็บโอสถไป เขาขยับตัวไปนั่งด้านข้างนาง ดึงมือนางมาข้างหนึ่ง จับมือนางวางลงบนองคชาติตัวเองที่กำลังแข็งขึง เฉินรุ่ยฟางหน้าร้อนฉ่า นางกุมองคชาติของเขา ถูกเขากุมซ้อนเอาไว้ ทั้งยังจับมือนางให้ขยับขึ้นๆ ลงๆ
“อืม…” เฉินจิ้งเสียนครางออกมา มือก็จับมือนางรูดขึ้นๆ ลงๆ เฉินรุ่ยฟางเหลือบมองเขาอย่างเขินอาย
“อู…” เฉินจิ้งเสียนครางอย่างพึงพอใจ มือยิ่งจับมือนางรูดขึ้นๆ ลงๆ เร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาสุขสม “โอ…”
องคชาติหลั่งธารน้ำพุ่งกระฉูดจนเลอะมือของทั้งสองคน เฉินจิ้งเสียนปล่อยมือ เฉินรุ่ยฟางรีบดึงมือออกราวกับจับต้องถ่านร้อนๆ อย่างไรอย่างนั้น นางอายแสนอายยิ่งนัก เฉินจิ้งเสียนได้ปลดปล่อยไปหลายครั้งแล้วจนองคชาติของเขาหลับสนิทยิ่ง คาดว่าวันนี้ทำอย่างไรก็คงไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้วแน่นอน เมื่อสุขสมแล้ว ท้องที่ว่างเปล่าก็ส่งเสียงร้องขึ้นมา เขาจึงลุกขึ้นหยิบอาภรณ์มาสวมใส่
เฉินรุ่ยฟางก็รีบลุกขึ้นหยิบกางเกงมาสวมใส่ หน้านางแดงก่ำยิ่งนัก ตอนที่นางขยับตัวตรงนั้นไม่ค่อยเจ็บแล้ว นี่เป็นเพราะว่าโอสถของนางตลับนั้นเป็นโอสถระดับนภา จึงออกฤทธิ์ไวกว่าระดับปฐพี ส่วนโอสถที่เหลือถูกเฉินจิ้งเสียนเก็บไป นางก็ไม่ได้ทวงคืนมา เอาไว้นางกลับสำนักโอสถแล้วค่อยหลอมเพิ่มก็ได้
เฉินจิ้งเสียนสวมอาภรณ์เสร็จแล้วก็เอาอาหารที่เตรียมไว้แล้วออกมาวางแล้วเชื้อเชิญอาจารย์อย่างออดอ้อน “อาจารย์ขอรับ น้ำชาขอรับ”
เฉินรุ่ยฟางมองถ้วยชาที่ยื่นมา เฉินจิ้งเสียนรีบบอก “ข้าไม่ได้ใส่โอสถแล้วจริงๆ นะขอรับ”
เฉินรุ่ยฟางมองเขาพลางรับถ้วยชามา ก็ใช่ เขาได้นางแล้ว ยังจะเล่นเล่ห์อะไรอีกทำไม
เฉินจิ้งเสียนมองนาง ทำหน้าตาออดอ้อนประจบประแจง “อาจารย์ขอรับ กลับไปแล้วเราจัดงานแต่งกันเลยนะขอรับ”
“อืม” เฉินรุ่ยฟางรับปาก นางเป็นของเขาแล้ว หากยังไม่รีบแต่งงานอีกนางเองนั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
“เย้!” เฉินจิ้งเสียนทำท่าดีอกดีใจ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่สีหน้ามีความสุขยิ่ง เขารีบคีบกับให้นาง เอาอกเอาใจราวกับนางเป็นของล้ำค่าที่ควรค่ากับการทนุถนอม เฉินรุ่ยฟางคีบกับกินข้าวสีหน้าเรียบเฉย ในใจกลับคิดว่า หากว่าคนตรงหน้าเปลี่ยนเป็นคนๆ นั้น ข้าจะรู้สึกมีความสุขขนาดไหนนะ?
พอคิดมาถึงตรงนี้นางก็ด่าตัวเองอยู่ในใจ ข้าจะคิดแบบนี้ไม่ได้ ข้าเป็นของจิ้งเสียนแล้ว อย่าได้คิดเป็นอื่นอีกเลย
นางกินข้าวไปเรื่อยๆ จนอิ่ม เฉินจิ้งเสียนก็กินอิ่มแล้วเช่นกัน เขาเก็บจานชามไป จากนั้นก็ขยับไปนั่งข้างๆ นาง โอบกอดนางเอาไว้พลางเลียบเคียงถาม “อาจารย์ขอรับ ข้าเห็นท่านมีตำราม้วนหนึ่งดูแล้วเก่ามาก นั่นเป็นตำราอะไรหรือขอรับ?”
“ตำรา?” เฉินรุ่ยฟางทวนคำ เฉินจิ้งเสียนจึงอธิบายเพิ่ม “ตอนนั้นข้าไปหาท่านตอนค่ำแล้ว เห็นท่านกำลังอ่านตำราอยู่จึงไม่กล้าเรียกขอรับ”
“อ่อ ก็แค่ตำราเก่าๆ น่ะ ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก” เฉินรุ่ยฟางบอกปัดไป ในใจเกิดความรู้สึกไม่ดีขึ้นมาแวบหนึ่ง ไม่ใช่ว่านางหวงตำรา แต่ว่าในตำราเล่มนั้นมีตำรับโอสถไม่น้อยที่สุ่มเสี่ยงว่าจะถูกคนนำไปใช้ในทางที่ไม่ดีได้ อย่างเช่นโอสถลวงใจ แค่ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นโอสถที่ทำให้คนที่กินเข้าไปรู้สึกรักจนลุ่มหลง หากว่าเขาได้อ่านตำรานี้แล้วคิดอยากลองเอาโอสถในตำราไปใช้ในทางที่ไม่ดีล่ะ?
ก่อนที่อาจารย์ของนางจะมอบตำราม้วนนั้นให้นางก็เตือนนางนักหนาว่า อย่าได้มอบตำรานี้ให้ใครง่ายๆ หากให้คนดีก็แล้วไป แต่ถ้าคนชั่วได้ไปคงเอาไปทำเรื่องไม่ดีแน่นอน อีกทั้งศิษย์ของนางนิสัยใจร้อนวู่วาม นางกลัวว่าเขาจะนำโอสถในตำราไปใช้จนเกิดเรื่องที่ไม่อาจแก้ไขได้ เอาไว้รอให้เขาเติบโตมากกว่านี้ มีความคิดอ่านมากกว่านี้แล้วนางค่อยมอบตำราให้ก็ยังไม่สายเกินไป
เฉินจิ้งเสียนถูกนางบอกปัดเช่นนั้นก็แอบขบกรามทีหนึ่ง หนอย! ข้าได้นางแล้ว แต่นางกลับยังไม่ไว้ใจข้าอีก เห็นทีคงต้องทำให้นางลุ่มหลงจนโงหัวไม่ขึ้นเสียก่อนกระมัง ไม่เป็นไร ข้ายังมีเวลาอีกนานทีเดียว รอจนกว่าข้าจะเบื่อก็ได้ เมื่อได้ตำรามาแล้วค่อยคิดอีกทีก็ยังไม่สาย หึๆๆๆ…
เขาดันนางลงนอน ชวนคุยเรื่องอื่นไปเรื่อย เฉินรุ่ยฟางนอนอยู่ในอ้อมแขนเขา ฟังเขาคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้เกี่ยวกับครอบครัวของเขาตอนยังเด็กๆ นางก็เล่าเรื่องตอนที่นางยังเด็กๆ ให้เขาฟังเช่นกัน คุยกันกระหนุงกระหนิงเหมือนกับคู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันอย่างไรอย่างนั้น
จวบจนเวลาล่วงไปจนถึงตอนบ่าย เฉินจิ้งเสียนจึงบอกว่า “อาจารย์ เดี๋ยวข้าออกไปล่าสัตว์ป่ามาย่างให้ท่านกินดีไหมขอรับ?”
“อย่าไปเลย เกิดเจ้าไปเจอสัตว์ร้ายเข้าจะแย่เอา” เฉินรุ่ยฟางบอกอย่างเป็นห่วง เฉินจิ้งเสียนจึงบอก “ป่าแถวนี้มีแต่สัตว์เล็กขอรับ ไม่มีสัตว์ใหญ่ ท่านไม่ต้องห่วง ข้าไปสักพักก็น่าจะล่าไก่ล่านกมาได้แน่นอน”
“เจ้า…” เฉินรุ่ยฟางคิดจะห้ามปราม แต่พอเห็นเขาท่าทางคล้ายเบื่อที่อยู่แต่ในถ้ำนางจึงพยักหน้า “เจ้าไปเถอะ ระวังตัวด้วยล่ะ หากมีอะไรก็รีบตะโกนเรียกข้าเลย อย่างน้อย 2 คนช่วยกันย่อมดีกว่าเจ้าสู้อยู่คนเดียว”
“ขอรับ ท่านไม่ต้องห่วง ข้าไปเดี๋ยวเดียวก็กลับมาแล้ว” เฉินจิ้งเสียนบอกแล้วลุกออกไปทันที เฉินรุ่ยฟางลุกขึ้นนั่งมองตามจนเขาเดินลับตาไปแล้วนางจึงเอาตำราออกมานั่งอ่าน
เฉินจิ้งเสียนเดินออกไป สายตาสอดส่องมองหาสัตว์ป่าไปเรื่อยๆ เขาเดินไปไกลจากถ้ำมากขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งเดินไปถึงทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง สายตาเขาพลันเห็นสตรีนางหนึ่งกำลังยืนประจันหน้ากับเถาไม้สีเขียวและมีเสือเพลิงโลกันต์ตัวใหญ่ยักษ์นอนหมอบอยู่ในตาข่ายสีเงินขนาดใหญ่อยู่ด้านหนึ่ง
“เจ้าปล่อยถังหูลู่*เดี๋ยวนี้!” เถาไม้สีเขียวยกเถาชี้สั่งท่าทางเอาเรื่อง สตรีนางนั้นแค่นเสียงเยาะหยัน “เฮอะ! เจ้าบอกให้ปล่อยข้าต้องปล่อยรึ”
(ถังหูลู่ เป็นตัวละครจากเรื่อง สตรีอ้วนป่วนสวรรค์ ค่ะ)
“เจ้าไม่ปล่อย เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่ปรานี” เถาไม้สีเขียวชี้หน้าข่มขู่ สตรีนางนั้นกวักมือท้าทาย “มาๆ ใครกลัวเจ้ากัน”
“ฮึ!” เถาไม้สีเขียวแค่นเสียงคำหนึ่งแล้วยืดเถาพุ่งไปโจมตีอย่างรวดเร็ว สตรีนางนั้นวาดกระบี่ฟันฉับ!
เถาไม้สีเขียวหลบได้ทั้งยังยกเถาอีกหลายเถาพุ่งโจมตี สตรีนางนั้นวาดกระบี่รับแทบไม่ทัน เสียงเถาไม้กระแทกกระบี่ดังตุบตับๆ
เฉินจิ้งเสียนยืนมองอย่างตะลึงงัน ไม่คิดว่าจู่ๆ ก็จะได้เจอเถากลืนจิต* ที่นี่ อีกทั้งยังต้นใหญ่ถึงเพียงนั้น เขาเกิดความโลภอย่างจับเถากลืนจิตเถานั้นขึ้นมาทันที เขาจึงยืนดูรอจังหวะฉวยโอกาส หากว่าสตรีนางนั้นสามารถจับเถากลืนจิตได้ เขาก็จะคิดหาทางแย่งมาให้ได้ หรือหากทั้งสองฝ่ายสู้กันจนเถากลืนจิตเพลี่ยงพล้ำ เขาก็จะรีบฉวยโอกาสไปจับมาแล้ววิ่งหนีไปทันที ทั้งสองสู้กันเร็วมาก เร็วจนเขามองแทบไม่ทันเลยทีเดียว แต่แล้วจังหวะหนึ่ง เขาเห็นหยกห้อยเอวที่ผูกอยู่บนตัวเถากลืนจิต หยกชิ้นนั้นสะท้อนแสงเป็นประกายระยิบระยับ ทำให้เขานึกถึงเรื่องเล่าที่เคยได้ยินมา
(เถากลืนจิต เป็นตัวละครจากเรื่อง สตรีอ้วนป่วนสวรรค์ ค่ะ)
ในแดนเทพมีเถากลืนจิตเถาใหญ่อยู่ 1 เถา และเจ้าของเถากลืนจิตเถานั้นก็คือผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่แม้แต่เทียนจวินยังให้ความเคารพ เถากลืนจิตเถานั้นได้รับความคุ้มครองจากผู้อาวุโสท่านนั้น ใครก็ไม่กล้าจับมัน ที่ตัวมันจะห้อยหยก 9 สี อันเป็นหยกคุ้มครองที่ผู้อาวุโสท่านนั้นลงอาคมเอาไว้
เมื่อเห็นหยก 9 สีชิ้นนั้นเฉินจิ้งเสียนก็ตกตะลึงไป เถานั่นมีเจ้าของ!
ความคิดที่จะจับมันพลันมลายหายไปทันที ต่อให้เขากินดีหมีหัวใจเสือเข้าไป เขาก็ไม่กล้าแตะต้องเถากลืนจิตเถานั้นเลย!
สตรีนางนั้นยังคงต่อสู้อยู่ แต่ยิ่งสู้นานเข้านางยิ่งรู้สึกเหมือนว่าเถาบ้านั่นกำลังหยอกเย้านางเหมือนแมวหยอกหนูอย่างไรอย่างนั้น นางถือตัวว่ามีฝีมือต่อสู้สูงส่ง แต่เมื่อได้สู้กับเถาบ้านั่นนางกลับถูกเถาบ้านั่นไล่ต้อนจนเหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจตายแล้ว!
นางฟันมันก็ฟันไม่เข้า เถาบ้านี่แข็งยิ่งกว่ากระบี่ของนางเสียอีก!
ทำนางโมโหแทบตายแล้ว!
จังหวะที่นางเหนื่อยล้าขาอ่อนกำลัง นางก็ถูกเถาเส้นหนึ่งฟาดใส่จนกระเด็นลอยละลิ่วไป “อ้า!”
นางไม่อาจหยุดตัวเองได้เลย ขณะที่นางหลับตาปี๋ คิดว่าต้องตกกระแทกแน่แท้ ตัวนางก็ชนถูกสิ่งหนึ่งที่มีสัมผัสนุ่ม
“อุ๊บ!” เฉินจิ้งเสียนร้องคำหนึ่ง เขาถูกสตรีนางนั้นลอยมาตกใส่ มือจึงยื่นไปรับร่างนางโดยไม่ทันรู้ตัว ตัวเขาก็เซถอยหลังไปหลายก้าวจนชนกับต้นไม้ใหญ่ข้างหลังดังปึก!
“อึก!” เขาร้องอีกครั้ง รู้สึกเจ็บแผ่นหลังจนจุกเสียด
เถากลืนจิตมองตามเห็นสตรีอวดดีนั่นลอยไปชนกับบุรุษอีกคน มันจึงส่งเสียงชิชะคำหนึ่ง
สตรีนางนั้นรู้สึกว่าตัวเองจุกเพียงเล็กน้อยจึงลืมตามอง ก็เห็นใบหน้าของบุรุษผู้หนึ่งอยู่ใกล้ยิ่งนัก ครั้นมองดีๆ จึงเห็นว่าตัวเองอยู่ในอ้อมแขนของบุรุษผู้นั้น ใบหน้านางก็แดงระเรื่อขึ้นมา นางถูกบุรุษแตะเนื้อต้องตัวแล้ว!
“หึ! พวกเจ้า 2 คนมาพร้อมกันเลยก็ได้ รีบสู้รีบจบ ข้าจะได้ไปเสียที” เถากลืนจิตกวักเถาท้าทายอย่างดูแคลน มันหันไปพูดกับเสือเพลิงโลกันต์ว่า “รออีกนิดนะถังหูลู่”
เสือเพลิงโลกันต์ตัวนั้นส่งเสียงอืออา เท้าหน้าทั้งสองเท้ากำลังจับต้นไม้ต้นเล็กๆ เอาไว้
“งือๆ” มันถูไถหน้ากับต้นไม้เล็กๆ ต้นนั้นเหมือนแมวที่กำลังหลงใหลต้นกัญชาแมวอย่างไรอย่างนั้น
“เจ้าเสือโง่นี่” เถากลืนจิตด่าอย่างอดไม่อยู่ ถูกคนล่อด้วยต้นฝิ่นพยัคฆ์ก็ลืมระวังตัวหมดสิ้น พุ่งเข้าไปคว้าต้นฝิ่นพยัคฆ์ที่อยู่ใต้กับดักเสียได้ จึงถูกตาข่ายเก้าฟ้าคลุมลงมาจับเอาไว้ มันน่าปล่อยให้คนจับไปถลกหนังปูรองพื้นยิ่งนัก!
หากไม่ใช่เพราะเห็นมันเป็นสหาย มันคงไม่คิดช่วยเหลือแบบนี้หรอก
เฉินจิ้งเสียนปล่อยสตรีในอ้อมแขนลงยืน สตรีนางนั้นเท้าแตะพื้นก็ร้อง “โอ้ย!”
นางเกาะบุรุษผู้นั้นเอาไว้ เฉินจิ้งเสียนก็ประคองนางพลางถาม “เจ็บเท้าหรือ?”
“อืม” สตรีนางนั้นพยักหน้า เฉินจิ้งเสียนประคองนางพลางตะโกนว่า “สหาย เจ้าปล่อยข้ากับแม่นางผู้นี้ไปเถิด”
“ปล่อยพวกเจ้างั้นรึ เฮอะ! พวกเจ้าคิดจะจับเจ้าเสือโง่นี่ ก็มาสู้ตายกับข้า” เถากลืนจิตแค่นเสียงอย่างเย่อหยิ่ง ยืนกอดอกเชิดหน้ามองเขม็ง
เฉินจิ้งเสียนฟังแล้วจึงก้มหน้าลงมองสตรีตรงหน้า ถามนางว่า “เจ้าคิดจะจับเสือตัวนั้นจริงๆ รึ?”
“จับซิ ข้าอุตส่าห์จับมันได้ ไยต้องปล่อยมันด้วยล่ะ” สตรีนางนั้นเชิดหน้าตอบ ท่าทางเอาแต่ใจยิ่งนัก เฉินจิ้งเสียนมองอย่างหนักใจจริงๆ คนหนึ่งก็ดูท่าทางเป็นคุณหนูเอาแต่ใจ ส่วนเถากลืนจิตนั่นกิตติศัพท์ความร้ายกาจของมันเลื่องลือไปทั่วทั้งแดนเทพเลยทีเดียว มันถือว่ามีผู้อาวุโสท่านนั้นให้ท้าย มันจึงอวดดีข่มเหงเทพคนอื่นไปทั่ว มีเรื่องกับมันมีแต่เสียเปรียบฝ่ายเดียว เขาจึงเอ่ยเสียงเบาว่า “แม่นาง มันมีผู้อาวุโสท่านนั้นให้ท้าย ใครมีเรื่องมีราวกับมันล้วนไม่ตายดี แม้แต่เทียนจวินยังไม่อยากมีเรื่องกับมันเลย ข้าว่าเจ้ายอมถอยดีกว่า”
“หือ?” สตรีนางนั้นเลิกคิ้วขึ้น ท่าทางเหมือนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร เฉินจิ้งเสียนจึงถาม “เจ้าไม่รู้จักมันรึ?”
สตรีนางนั้นส่ายหน้า นางจะไปรู้จักเจ้าเถาบ้านั่นได้อย่างไร นางจับเสือได้ มันก็กระโจนมาชี้มือชี้ไม้สั่งให้ปล่อยเสือ นางจึงโมโหยิ่งนัก นางเป็นคนจับเสือได้ ไยนางต้องปล่อยให้คนอื่นมาชี้มือชี้ไม้บงการได้ล่ะ! หากนางยอมนางยังจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน นางเป็นถึงบุตรสาวของผู้อาวุโสในสำนักโอสถเชียวนะ ถ้าคนอื่นรู้เรื่องนี้ ศักดิ์ศรีของนางก็ไม่เหลือแล้ว!
“มันคือเถากลืนจิตเป็นของๆ ผู้อาวุโสท่านนั้น แม้แต่เทียนจวินยังต้องไว้หน้าผู้อาวุโสท่านนั้น เจ้าคิดจะมีเรื่องกับมัน เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน ข้ายังไม่อยากตาย” เฉินจิ้งเสียนบอกพลางปล่อยมือจากนาง สตรีนางนั้นอึ้งงันไป จะให้นางสู้กับเจ้าเถาบ้านั่นคนเดียว นางจะเอาอะไรไปสู้กับมันได้ล่ะ มันฟันแทงไม่เข้า ทั้งเรี่ยวแรงก็มากกว่านางเป็นสิบๆ เท่า นี่ไม่เท่ากับผลักนางออกไปตายหรืออย่างไร เจ้าคนๆ นี้นี่!
นางก้มหน้าลง พลันเห็นป้ายหยกที่เอวเขา เป็นป้ายหยกศิษย์สำนักโอสถ นางจึงข่มขู่ว่า “ถ้าเจ้ากล้าทิ้งข้า ข้าจะกลับไปฟ้องท่านพ่อ”
“ฟ้องพ่อเจ้า พ่อเจ้าเป็นใครรึ?” เฉินจิ้งเสียนจ้องนาง รู้สึกโกรธขึ้นมาตะหงิดๆ เขายื่นมือช่วย สตรีนางนี้ยังจะข่มขู่เขาอีก สตรีเช่นนี้สมควรปล่อยให้ตายไปเถอะ!
“ท่านพ่อข้าคือผู้อาวุโสรองของสำนักโอสถ เจ้ากล้าทิ้งข้า ข้าจะกลับไปฟ้องท่านพ่อ” สตรีนางนั้นข่มขู่ทั้งยังจับแขนเขายึดไว้แน่น เฉินจิ้งเสียนมองนางแล้วมองไปทางเถากลืนจิต หากต้องล่วงเกินใคร เขายอมเลือกที่จะล่วงเกินสตรีนางนี้ดีกว่าที่จะล่วงเกินเถากลืนจิตที่แม้แต่เทียนจวินยังไม่อยากมีเรื่องด้วย เขาแกะมือนางออกพลางเอ่ยว่า “แม่นางอย่าลากข้าไปตายด้วยเลย เถากลืนจิตนั่นคนทั่วทั้งแดนเทพล้วนหนีจากมันทั้งนั้น ไม่มีใครกล้ามีเรื่องมีราวกับมันหรอก แม่นางอยากตายก็ตายไปคนเดียวเถอะ ข้ายังมีพ่อแม่ต้องดูแล”
เขาแกะมือนางได้แล้วก็รีบถอยหลังไปทันที สตรีนางนั้นทรุดฮวบลงไปเพราะเจ็บข้อเท้า นางไม่รู้ว่าข้อเท้าหักหรือแค่แพลง นางมองบุรุษผู้นั้นพลางเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน เขาช่างใจดำทิ้งนางได้ลงคอ!
เมื่อบุรุษผู้นั้นถอยหลังไป เถากลืนจิตได้ยินคำพูดที่ทั้งสองคนคุยกันชัดเจน มันจึงเชิดหน้ามองอย่างเย่อหยิ่ง เจ้าคนๆ นั้นนับว่ารู้จักเอาตัวรอดที่ไม่อยากมีเรื่องกับมัน มันมองสตรีนางนั้นแล้วบอกว่า “ต่อให้เป็นผู้อาวุโสรองของสำนักโอสถยังต้องไว้หน้าข้าถึง 9 ส่วน เจ้าที่เป็นลูกกล้ามีเรื่องกับข้า ข้าจะทำให้เจ้ารู้จักคำว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน มาๆ ข้าจะตีเจ้าให้ตาย ต่อให้พ่อเจ้ามาเองก็ยังทำได้แค่เก็บศพเจ้าไป ไม่กล้าเอาเรื่องข้าแม้แต่นิดเดียว”
Chapter 7 (18+)เป่าหลิง
เถากลืนจิตยกเถาขึ้นพลางก้าวเดินอาดๆ ไปหาสตรีนางนั้น ทำให้สตรีนางนั้นกระถดหนีอย่างหวั่นกลัว “เจ้า…เจ้า…เจ้าอย่าเข้ามานะ!”
“ไม่อยากตายก็ปล่อยสหายข้าซะ ไม่งั้นข้าจะตีเจ้าให้ตาย!” เถากลืนจิตข่มขู่น้ำเสียงแข็งกร้าว สตรีนางนั้นกลัวจนหน้าซีดแล้ว นางรีบร้องบอก “ข้ายอมแล้วๆ อย่าฆ่าข้าๆ”
“งั้นก็ปล่อยสหายข้าเสีย” เถากลืนจิตสั่ง สตรีนางนั้นพยักหน้าหงึกๆ “ปล่อยๆ ข้าปล่อย”
นางยกมือขึ้นเก็บตาข่ายเก้าฟ้า เสือเพลิงโลกันต์ตัวนั้นยังคงหมอบกับพื้นเอาหน้าถูไถต้นฝิ่นพยัคฆ์โดยไม่สนใจสิ่งใด “งือๆ”
เถากลืนจิตส่ายๆ หน้าแล้วเดินไปลากคอถังหูลู่จากไป
“เฮ้อ…” สตรีนางนั้นเห็น 1 เถา 1 เสือจากไปไกลลิบแล้วจึงถอนหายใจทีหนึ่ง นางรู้สึกเหมือนเพิ่งรอดจากความตายมาหมาดๆ ครั้นนางมองไปก็เห็นบุรุษใจดำผู้นั้นยังยืนแอบอยู่หลังต้นไม้ห่างออกไป นางจึงตวาดใส่เขาว่า “เจ้ายังไม่มาช่วยข้าอีก!”
เฉินจิ้งเสียนเห็นว่า 1 เถา 1 เสือจากไปแล้ว เขาจึงมองสตรีนางนั้นแล้วคิดถึงผลได้ผลเสีย นางเป็นบุตรสาวของผู้อาวุโสรอง ผู้อาวุโสรองมีอำนาจไม่น้อยในสำนัก หากว่าเขาสามารถประจบประแจงผู้อาวุโสรองได้ ย่อมเป็นเรื่องดี เพียงแค่เขายื่นมือช่วยเหลือสตรีนางนั้น ในอนาคตผู้อาวุโสรองย่อมเห็นแก่หน้าเขาบ้าง เมื่อคิดถึงผลประโยชน์เสร็จเขาจึงเดินไปหานาง สตรีนางนั้นเห็นเขามาหยุดยืนตรงหน้าจึงยื่นมือไป พลางสั่ง “เจ้าช่วยพยุงข้าขึ้นซิ!”
เฉินจิ้งเสียนโน้มตัวลงพยุงนางลุกขึ้นยืน สตรีนางนั้นจึงยืนขึ้นเขย่งเท้าข้างหนึ่งพลางเกาะเขาทั้งยังข่มขู่ว่า “เรื่องในวันนี้ถ้าเจ้ากล้าเล่าให้ใครฟัง ข้าจะฆ่าเจ้าเสีย!”
“ได้ๆๆ ข้าไม่พูดๆ” เฉินจิ้งเสียนกลอกตาพลางรับปาก เขาประคองนางไปนั่งบนก้อนหินก้อนหนึ่งแล้วอาสาว่า “ให้ข้าตรวจข้อเท้าเจ้าก่อนดีไหม?”
ที่เขาอาสาเช่นนี้เพราะเห็นว่าที่เอวนางไม่มีป้ายหยกแสดงฐานะของสำนักโอสถ เดาว่านางไม่ใช่ศิษย์และอาจารย์ของสำนักโอสถกระมัง
“ได้ ให้เจ้าตรวจ” สตรีนางนั้นอนุญาต นางเจ็บข้อเท้าจนใช้ขาข้างนั้นยืนไม่ได้ หากว่าข้อเท้าหักย่อมเป็นเรื่องใหญ่แน่นอน เมื่อเขาอาสานางจึงยินยอม เฉินจิ้งเสียนจึงยอบตัวลงตรวจข้อเท้าให้นาง เขาเลิกกระโปรงขึ้น ดึงขากางเกงตัวในถลกขึ้นไป ถอดรองเท้านางออก
“ซี๊ด!” สตรีนางนั้นสูดปากทีหนึ่ง ความเจ็บแล่นริ้วขึ้นมาจนนางหน้าเบ้ เฉินจิ้งเสียนค่อยๆ ถอดถุงเท้าออกแล้วดูข้อเท้าที่บวมเป่ง เพียงแค่เขาแตะเบาๆ สตรีนางนั้นก็ร้อง “โอย…”
เฉินจิ้งเสียนดูๆ อยู่ครู่หนึ่งจึงบอกว่า “ไปให้อาจารย์ข้าตรวจดีกว่า ข้าไม่แน่ใจว่าหักรึเปล่า”
เขาเป็นเพียงศิษย์ขั้นต้นของสำนัก ประสบการณ์ในการรักษายังไม่มากพอ สตรีนางนี้เป็นถึงบุตรสาวผู้อาวุโสรองเขาจึงไม่กล้ารักษาส่งเดช
“อาจารย์เจ้า? ใครรึ?” สตรีนางนั้นถาม เฉินจิ้งเสียนจึงตอบ “อาจารย์ข้าคืออาจารย์เฉินรุ่ยฟาง”
“อ่อ อาจารย์เฉินนี่เอง” สตรีนางนั้นเอ่ยอย่างจำได้เพราะอาจารย์ที่เป็นสตรีในสำนักมีไม่มากนัก นางจึงพยักหน้า “ได้ เจ้าพาข้าไปหานางที”
เฉินจิ้งเสียนจึงประคองนางลุกขึ้นยืน สตรีนางนั้นเกาะเขาไว้ ครั้นเฉินจิ้งเสียนประคองนางก้าวเดิน สตรีนางนั้นก้าวเดินไป 2 ก้าวก็สูดปาก “ซี๊ด!”
นางเขย่งเท้าข้างที่เจ็บ เงยหน้ามองบุรุษผู้นั้นแล้วสั่งว่า “เจ้าอุ้มข้าไปซิ ข้าเดินเองไม่ได้”
ก่อนหน้านี้บุรุษผู้นี้ก็อุ้มนางแล้ว ให้เขาอุ้มอีกครั้งนางจึงไม่ถือสา อีกทั้งนางเจ็บเท้าขนาดนี้ จะให้นางเดินเขย่งไปหรือ แน่นอนว่านางย่อมไม่ยอมเดินไปเอง เฉินจิ้งเสียนจึงอุ้มนางขึ้นมา เขาทำสีหน้าเรียบเฉย ก้าวเดินไป สตรีนางนั้นอยู่ในอ้อมแขนเขาก็ทำท่าทางเหมือนเขาเป็นบ่าวรับใช้ของตัวเองอย่างไรอย่างนั้น เฉินจิ้งเสียนก้าวเดินไปไม่พูดไม่จา สตรีนางนั้นรู้สึกอึดอัดจึงเอ่ยถามว่า “เจ้าชื่ออะไร?”
“ข้าแซ่เฉิน ชื่อจิ้งเสียน” เฉินจิ้งเสียนตอบ สตรีนางนั้นส่งเสียงคำหนึ่ง “อ่อ”
เฉินจิ้งเสียนเงียบไป ทำเพียงก้าวเดินไปไม่พูดอะไร สตรีนางนั้นรู้สึกอึดอัดจึงชวนคุยว่า “เจ้าเป็นญาติกับอาจารย์เฉินรึ?”
“ไม่ใช่ แค่แซ่เหมือนกันเท่านั้น” เฉินจิ้งเสียนตอบแล้วเงียบไปอีก สตรีนางนั้นส่งเสียง “อ่อ”
เห็นเขาไม่พูดไม่จา นางถามคำเขาถึงจะตอบคำ ท่าทางไม่ประจบประแจงนางสักนิดทำให้นางเกิดรู้สึกดีกับเขาขึ้นมาหน่อย ส่วนใหญ่แล้วคนอื่นล้วนประจบประแจงนางเพราะเห็นว่านางเป็นบุตรสาวของผู้อาวุโสรอง คนเราพอถูกคนประจบประแจงมากๆ เข้าก็ย่อมรู้สึกดูแคลนคนที่ประจบประแจงเหล่านั้นอยู่ในใจ
“ข้าชื่อเป่าหลิง (宝玲) วันหน้าเจ้าต้องการให้ข้าช่วยเหลือก็มาหาข้าได้” นางบอก เฉินจิ้งเสียนไม่พูดอะไรแต่ในใจกลับลิงโลดไม่น้อย ถึงอย่างไรวันนี้เขาก็ช่วยเหลือนาง วันหน้านางย่อมต้องช่วยเหลือเขาบ้าง แม้จะเป็นไมตรีเล็กๆ ย่อมดีกว่าไม่มีไมตรีต่อกัน
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่รึ?” เป่าหลิงถาม เฉินจิ้งเสียนตอบ “แค่เที่ยวเล่นน่ะ”
“อ่อ” เป่าหลิงส่งเสียงคำหนึ่ง
จนกระทั่งไปถึงถ้ำ เฉินจิ้งเสียนจึงเดินเข้าไป เฉินรุ่ยฟางได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเดินมานางรีบเก็บตำราโอสถม้วนนั้นไปแล้วหยิบตำราเล่มอื่นออกมาทำทีอ่าน จนกระทั่งนางเห็นเฉินจิ้งเสียน ในอ้อมแขนเขาอุ้มสตรีไว้คนหนึ่งนางจึงมองทั้งคู่อย่างสงสัย “หือ?”
“อาจารย์ขอรับ ข้าไปพบแม่นางเป่าหลิงได้รับบาดเจ็บ ข้าจึงพานางกลับมาด้วยขอรับ” เฉินจิ้งเสียนรีบบอก เฉินรุ่ยฟางจึงวางตำราลงลุกขึ้นยืนพลางผายมือ “เช่นนั้นก็วางนางลงตรงนี้เถอะ”
“ขอรับ” เฉินจิ้งเสียนก้าวไปวางแม่นางเป่าหลิงบนที่นอนที่อาจารย์นั่งอยู่เมื่อครู่ เมื่อวางนางลงแล้วเขาก็ถอยไปด้านข้าง เฉินรุ่ยฟางยอบตัวลงข้างๆ นางพลางถาม “แม่นางบาดเจ็บตรงไหนหรือ?”
“เท้าข้า” เป่าหลิงชี้ไป เฉินรุ่ยฟางจึงขยับไปตรวจดู เห็นข้อเท้าบวมเป่งเหมือนขาหมู นางจึงค่อยๆ ตรวจดู
“อื้อ! ซี๊ด!” เป่าหลิงร้องหน้าเบ้พลางถาม “หักหรือไม่?”
“ไม่หัก แค่แพลงเท่านั้น” เฉินรุ่ยฟางตอบพลางหยิบโอสถออกมาจากถุงคุนเฉียนแล้วทาลงบนข้อเท้าที่บวมเป่ง
“ซี๊ด! อื้อ!” เป่าหลิงสูดปากหน้าเบ้ รู้สึกโล่งใจที่ข้อเท้าไม่หัก ข้อเท้าแพลงแค่ 10 วันก็หายแล้ว แต่ถ้าหักขึ้นมาย่อมใช้เวลาถึง 2 เดือนจึงจะหายสนิท เจ็บน้อยย่อมดีกว่าเจ็บมาก คิดๆ แล้วก็เจ็บใจนัก นางอยากแก้แค้น รอกลับไปแล้วนางจะฟ้องท่านพ่อให้ช่วยแก้แค้นให้นาง แต่คิดๆ ดูแล้วแม้แต่เทียนจวินยังไม่กล้ามีเรื่องกับเจ้าเถาบ้านั่น ท่านพ่อนางจะกล้าไปเอาเรื่องกับเจ้าเถาบ้านั่นได้อย่างไร ดังนั้นนางจึงได้แต่กล้ำกลืนความคับแค้นใจลงไป
ขณะที่เฉินรุ่ยฟางกำลังรักษาให้เป่าหลิงอยู่นั้น เฉินจิ้งเสียนก็แอบมองตำราที่วางอยู่ เขาไม่แน่ใจว่าใช่ตำราม้วนที่เขาอยากได้รึเปล่า เขาจึงทำทีหยิบมาเปิดดู
เมื่อรักษาเสร็จแล้วเฉินรุ่ยฟางจึงบอก “เท้าข้างนี้แม่นางอย่าได้ใช้สัก 10 วันเถิด”
“อืม” เป่าหลิงพยักหน้ารับ “ขอบคุณอาจารย์เฉินมาก กลับไปข้าจะขอโอสถจากท่านพ่อมาคืนให้ท่าน”
“หือ?” เฉินรุ่ยฟางเลิกคิ้วขึ้น เป่าหลิงจึงบอก “ท่านพ่อข้าคือผู้อาวุโสรองของสำนักโอสถน่ะ”
“อ่อ ที่แท้ก็คนสำนักเดียวกันนี่เอง” เฉินรุ่ยฟางยิ้ม นางไม่ได้ปฏิเสธไม่รับโอสถคืน นิสัยของบรรดาผู้อาวุโสล้วนไม่ชอบติดค้างบุญคุณผู้ใด นางเองก็ไม่คิดจะทวงบุญคุณอะไร ถึงตอนนั้นได้รับโอสถคืนมานางก็แค่รับไว้ เดาว่าผู้อาวุโสรองคงใช้คืนเป็นโอสถระดับสวรรค์กระมัง นางเข้าใจหลักการ ‘น้ำ 1 หยดใช้คืนด้วยแม่น้ำทั้งสาย’ เป็นอย่างดี
เฉินจิ้งเสียนเห็นว่ารักษาเสร็จแล้วจึงชวนว่า “อาจารย์ขอรับ ถ้าอย่างไรพวกเรากลับสำนักกันเถิดขอรับ”
ในเมื่อมีคนเพิ่มมา เขาย่อมไม่สะดวกที่จะทำเรื่องนั้นกับอาจารย์แล้ว ดังนั้นกลับสำนักดีกว่า
“อืม” เฉินรุ่ยฟางพยักหน้าเห็นด้วย เฉินจิ้งเสียนจึงเก็บข้าวของแล้วก้าวไปอุ้มแม่นางเป่าหลิงขึ้นมา เฉินรุ่ยฟางก็เก็บที่นอน เมื่อพับผ้าห่มนางจึงเห็บคราบเลือดเปื้อนที่นอน นั่นเป็นคราบเลือดพรหมจรรย์ของนาง ทำให้นางหน้าแดงนิดหนึ่ง ดีที่แม่นางเป่าหลิงไม่เห็น ไม่เช่นนั้นนางคงรู้สึกอายมากกว่านี้แน่ๆ
เฉินจิ้งเสียนอุ้มแม่นางเป่าหลิงเดินนำออกไป เฉินรุ่ยฟางเดินตามหลังไป เป่าหลิงก็ชวนคุยว่า “อาจารย์เฉิน ท่านกับศิษย์มาเที่ยวเล่นที่นี่นานหรือยัง?”
“ไม่นาน เพิ่งมาเท่านั้น” เฉินรุ่ยฟางตอบพลางก้าวเดินไปอยู่ข้างๆ ลูกศิษย์ตัวเอง เป่าหลิงจึงชวนคุยไปเรื่อยๆ นางรู้สึกสบายใจที่มีสตรีอยู่ด้วย หากว่ามีแค่นางกับเฉินจิ้งเสียน นางคงอึดอัดใจมาก
“แล้วแม่นางเป่าได้รับบาดเจ็บได้อย่างไรหรือ?” เฉินรุ่ยฟางถาม เป่าหลิงอึกอักไป “เอ่อ…”
เฉินจิ้งเสียนช่วยแก้สถานการณ์ว่า “แม่นางเป่าลื่นตกลงมาจากเนินเขาขอรับ”
“ใช่ๆ ข้าลื่นลงมา” เป่าหลิงรีบพยักหน้ารับ เฉินรุ่ยฟางย่อมรู้ว่าบาดแผลที่เกิดขึ้นบนตัวแม่นางเป่าหลิง ไม่ใช่บาดแผลที่เกิดจากการลื่นล้มเท่านั้น ดูแล้วชัดเจนว่าเกิดจากการต่อสู้มา แต่นางก็ไม่คิดจะถามให้มากความ ในเมื่อแม่นางเป่าหลิงคิดปกปิด นางก็ทำไม่รู้ไม่เห็นชวนคุยเรื่องอื่น
เมื่อเดินจนเหนื่อยพวกเขาก็หยุดพักครู่หนึ่ง หายเหนื่อยก็เดินต่อ จากที่อุ้มก็เปลี่ยนเป็นให้เป่าหลิงขี่หลังแทน เป่าหลิงจึงกอดคอเฉินจิ้งเสียนพิงอยู่บนหลังเขาพลางคุยกับอาจารย์เฉินไปเรื่อยๆ สตรีทั้งสองคนคุยกันถูกคอดี ส่วนเฉินจิ้งเสียนทำหน้าเฉย ไม่พูดไม่คุยด้วย เขาอยากรีบกลับไปให้ถึงสำนักเร็วๆ จะตายแล้ว เพราะว่าเรือนร่างอ่อนนุ่มที่พิงอยู่บนหลังเขา ทำเขารู้สึกตื่นตัวจะแย่แล้ว ทรวงอกแม่นางเป่าหลิงใหญ่กว่าของอาจารย์ ทำให้เขาเกิดความคิดเตลิดเปิดเปิงไปถึงไหนต่อไหนแล้ว อีกทั้งหน้าตาแม่นางเป่าหลิงก็งดงามกว่าอาจารย์ แน่นอนว่าใครๆ ก็ชมชอบสิ่งสวยงาม เมื่อมีสิ่งที่สวยงามมากกว่าย่อมมองดูมากหน่อย
พวกเขาเดินๆ หยุดๆ ไปเป็นระยะๆ จนกระทั่งถึงสำนักโอสถก็พาเป่าหลิงไปส่งที่เรือนพักของผู้อาวุโสรอง ผู้อาวุโสรองยังหลอมโอสถอยู่จึงไม่ได้ออกมาต้อนรับ ฮูหยินของผู้อาวุโสรองจึงออกมาต้อนรับ ทั้งยังขอบคุณอาจารย์เฉินกับลูกศิษย์ยกใหญ่ที่พวกเขาช่วยเหลือบุตรสาวของตัวเองเอาไว้ ฮูหยินมอบของให้อาจารย์เฉินกับลูกศิษย์ไม่น้อยเลย เฉินรุ่ยฟางรับมาเพียงบางส่วนตีมูลค่าราคาเท่ากับโอสถที่ใช้ไป ปฏิเสธส่วนที่ล้ำค่าเกินไป นางยึดถือว่าไม่ติดค้างใครย่อมเป็นเรื่องดีที่สุด
ฮูหยินคะยั้นคะยอมอบให้ แต่เฉินรุ่ยฟางปฏิเสธอย่างอ่อนน้อม จากนั้นก็พาลูกศิษย์กลับไป
เมื่อกลับถึงเรือน เฉินจิ้งเสียนก็รีบปิดประตู ดันอาจารย์เข้าไปในห้องนอน เฉินรุ่ยฟางหน้าแดงๆ ถูกโอบกอดพาไปถึงเตียงนางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าศิษย์ของนางคิดจะทำอะไร แน่นอนว่าย่อมเป็นเขาอยากทำเรื่องในม่านมุ้งน่ะซิ เขากอดนาง ก้มหน้าลงจูบ มือไม้ก็ดึงทึ้งอาภรณ์บนตัวนางออกไป ท่าทางรีบร้อนราวกับเขาอดอยากปากแห้งมานานปี เขารีบถอดอาภรณ์บนกายตัวเองออกแล้วลูบไล้นางไปทั่ว มือเขาเลื่อนผ่านที่ใดผิวกายนางก็แทบจะลุกเป็นไฟได้อย่างไรอย่างนั้น ทำนางร้อนรุ่มวาบหวามไปทั้งตัว นางนอนลงบนที่นอน เขาก็ตามมาขึ้นคร่อม จับนางอ้าขาออก ทั้งยังจัดท่าจัดทางให้นางกอดขาตัวเองถ่างอ้า นางอายจนหน้าแดงก่ำ จากนั้นเขาก็ดันองคชาติเข้าไป
“อื้อ!” เฉินรุ่ยฟางสูดปากแล้วก็เม้มปากกลั้นเสียงร้อง เรือนนางไม่ได้ติดตั้งอาคมเก็บเสียง ดังนั้นเสียงในเรือนจึงสามารถเล็ดลอดออกไปได้ เมื่อก่อนนางอยู่ลำพังตัวคนเดียว ไม่เคยทำเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้าน ดังนั้นนางจึงไม่คิดติดตั้งอาคมเก็บเสียง อีกทั้งราคาอาคมเก็บเสียงก็ราคาแพงไปหน่อย ในเมื่อไม่จำเป็นนางก็ไม่อยากจ่ายหยกออกไป หยกของนางล้วนใช้ไปกับการซื้อสมุนไพรมาฝึกหลอมโอสถ หากได้เลื่อนขั้นเป็นระดับผู้อาวุโสแล้ว นางย่อมได้รับเรือนพักที่ดีกว่านี้ ดังนั้นนางจึงมุ่งหมายไปที่การหลอมโอสถเลื่อนขั้นมากกว่า
“อาจารย์ ท่านรัดข้าแน่นนัก ดีเหลือเกิน” เฉินจิ้งเสียนกระซิบข้างหูนาง เฉินรุ่ยฟางหน้าแดงแจ๋
เฉินจิ้งเสียนยิ้มแย้ม ขยับเอวกระทุ้งกระแทกปักๆๆ เตียงโยกสั่น กึกๆ ราวกับเกิดแผ่นดินไหวอย่างไรอย่างนั้น ทั้งสองเม้มปากกลั้นเสียงเอาไว้ มีเพียงการกระทำของเฉินจิ้งเสียนที่ก่อเสียงดังปักๆๆๆ กับเสียงดังแจ๊ะๆๆ
เตียงโยกอยู่พักใหญ่ก็หยุดนิ่งไป เฉินจิ้งเสียนถอนองคชาติออกมา พร้อมกับธารน้ำขาวขุ่นไหลเยิ้มออกมาจากรูอ่อนนุ่ม เมื่อเขาคิดถึงเรือนร่างที่พิงอยู่บนหลัง องคชาติของเขาก็แข็งตั้งขึ้นมาอีกครั้ง เขาจึงกดองคชาติเข้าไปอีกครั้ง เฉินรุ่ยฟางร้องคำหนึ่ง “อ้า…”
นางถูกเขาตอกกระทุ้งอีกครา ส่วนเฉินจิ้งเสียนก็คิดฝันหวาน นำใบหน้าของแม่นางเป่าหลิงมาแทนที่อาจารย์ตัวเอง คิดฝันว่าตัวเองกำลังได้กระทุ้งกระแทกแม่นางคนนั้น ทรวดทรงนั่นถ้าเขาได้จับจูบลูบคลำคงดีไม่น้อย
หากเฉินรุ่ยฟางรู้ถึงความคิดของเขา เกรงว่านางคงโมโหจนถีบเขาตกเตียงแน่แท้ แน่นอนว่าไม่มีสตรีคนใดอยากเป็นตัวแทนคนอื่นหรอก แต่นางไหนเลยจะรู้ได้ คิดว่าเขารักนาง จึงได้เสพสุขกับนางราวกับหมาป่าหิวโหย
จวบจนความหิวโหยของเขาได้รับการเติมเต็มแล้ว เขาจึงถอนองคชาติออกแล้วนอนแผ่ข้างนาง เฉินรุ่ยฟางขยับไปกอดเขา นางอิ่มเอมจนร่องรูเอ่อล้น เฉินจิ้งเสียนนอนหลับไป เฉินรุ่ยฟางก็หลับเช่นกัน
เมื่อเฉินจิ้งเสียนตื่นขึ้นมา เขาก็ผลักคนข้างกายออกอย่างรู้สึกรังเกียจ ใช่! เขารังเกียจที่นางหน้าตาไม่งดงามเหมือนแม่นางเป่าหลิงคนนั้น รังเกียจที่นางมีทรวดทรงไม่เย้ายวนเท่าแม่นางเป่าหลิง นางเหลือข้อดีก็แค่นางเป็นสตรีให้เขาได้ใช้ปลดเปลื้องราคะเท่านั้นเอง เฉินรุ่ยฟางถูกผลักออกก็ยังไม่ตื่น นางหลับสนิทยิ่งนัก เฉินจิ้งเสียนจึงลุกขึ้น ก้าวไปหยิบอาภรณ์ที่ถอดกระจัดกระจายขึ้นมาสวมใส่ จากนั้นก็ออกจากเรือนไป เขากลับไปที่เรือนตัวเอง นั่งครุ่นคิดหาวิธีที่จะเข้าหาแม่นางเป่าหลิง วิธีที่ง่ายที่สุดในตอนนี้ก็คืออาศัยว่านางบาดเจ็บแล้วเขาไปเยี่ยมเยือนอย่าง ‘เป็นห่วงเป็นใย’ อย่างไรล่ะ
เมื่อคิดแผนการได้แล้ว เขาก็ไม่รอช้าสรรหาของเยี่ยมแล้วไปเยี่ยมเยือนแม่นางเป่าหลิง
ขณะที่เฉินจิ้งเสียนไปถึงเรือนของผู้อาวุโสรอง เฉินรุ่ยฟางก็ตื่นขึ้นมา นางมองไปไม่เห็นเฉินจิ้งเสียน จึงลุกขึ้นสวมอาภรณ์แล้วเดินไปหาเขาจนทั่วเรือน ครั้นไม่เห็นเขาอยู่ในเรือนก็คาดว่าเขาคงกลับเรือนไปแล้วกระมัง นางจึงนั่งลงยิ้มบางๆ อย่างเขินอายเมื่อคิดถึงเขา วาดฝันว่าเขาคงกำลังจัดเตรียมงานแต่งงานอยู่กระมัง
ฮูหยินของผู้อาวุโสรองได้ยินว่าบุรุษที่ช่วยเหลือบุตรสาวตัวเองมาเยี่ยมเยือนบุตรสาวก็ให้สาวใช้พาเขาไปหาบุตรสาว เฉินจิ้งเสียนได้พบเป่าหลิงที่ศาลากลางสวน มีสาวใช้ห้อมล้อมนางอยู่หลายคน เขาจึงทักทายนาง “แม่นางเป่าหลิง”
“อืม เชิญ” เป่าหลิงส่งเสียงรับคำหนึ่ง ผายมือไปทางเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม มองดูเฉินจิ้งเสียนที่มาเยี่ยมเยือน เฉินจิ้งเสียนก้าวไปนั่งลงพลางนำของเยี่ยมออกมาวางบนโต๊ะ “แม่นางเป่าอาการเป็นอย่างไรบ้าง? นี่เป็นของที่ข้านำมาให้เจ้า”
“ยังเจ็บอยู่ แต่ดีขึ้นมากแล้ว” เป่าหลิงตอบ เฉินจิ้งเสียนพยักหน้า “ดีแล้วๆ”
สาวใช้รินชาให้พลางถอยออกไปอย่างรู้งาน เฉินจิ้งเสียนยกชาจิบคำหนึ่งแล้วชมว่า “ชาดี”
เขามองนางด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใยพลางดื่มชาจนหมดถ้วยแล้วกล่าวว่า “แม่นางเป่าพักผ่อนให้มากๆ เถอะ ข้าไม่รบกวนแม่นางแล้ว”
“อืม ขอบคุณมากที่มาเยี่ยมข้า” เป่าหลิงเอ่ย เฉินจิ้งเสียนลุกจากไป ไร้ท่าทีประจบประแจงเอาใจ ทำเหมือนว่าที่เขามาเยี่ยมเยือนนั้นเป็นเพราะความเป็นห่วงเท่านั้น เป่าหลิงมองตามจนเขาเดินลับตาไปแล้ว นางจึงมองดูของเยี่ยมบนโต๊ะ นางเปิดกล่องออกเห็นกำยานวางอยู่ในกล่องจำนวนหนึ่งก็หยิบมาดมกลิ่น นางได้กลิ่นดอกเหมยกุ้ยจึงยิ้มพอใจในของเยี่ยม นางให้สาวใช้จุดกำยานที่ได้มาใหม่ สักพักกลิ่นหอมก็กระจายออกมาจากเตากำยาน
“อืม หอมจริง” นางชมอย่างถูกอกถูกใจ แน่นอนว่าสตรีทุกคนล้วนชอบเครื่องหอมทั้งนั้น เฉินจิ้งเสียนจึงเลือกกำยานดอกเหมยกุ้ยของอาจารย์มามอบให้แม่นางเป่าหลิง
กำยานดอกเหมยกุ้ยนั้นมีมาก เฉินจิ้งเสียนจึงนำมาให้อย่างไม่รู้สึกผิดแต่อย่างใด ของๆ อาจารย์ตัวเอง เขาหยิบใช้บ้างนางย่อมไม่ว่ากล่าวอะไร อีกทั้งกำยานนี้ก็ไม่ได้มีราคาค่างวดสักเท่าไหร่
“หอมจริงๆ เจ้าค่ะคุณหนู” สาวใช้คนหนึ่งเอ่ยชม เป่าหลิงพยักหน้า “อืม ต่อไปก็ใช้กำยานนี้เถอะ กลิ่นหอมดี ข้าชอบ”
“เจ้าค่ะคุณหนู” สาวใช้รับคำสั่งแล้วยกกล่องไปเก็บ
เฉินจิ้งเสียนออกจากเรือนของผู้อาวุโสรองแล้วจึงไปที่หอตำรา เขาหยิบตำรามานั่งอ่าน ท่าทางเหมือนกำลังศึกษาตำราอย่างตั้งอกตั้งใจ ใช่ เขากำลังตั้งอกตั้งใจจริงๆ นั่นแหละ เขากำลังศึกษาตำราโอสถสวาท หากว่าเขาลอบใช้โอสถสวาทกับแม่นางเป่าหลิงเหมือนเช่นที่ใช้กับอาจารย์ เขาย่อมได้เชยชมนางแน่นอน แต่ว่าโอสถสวาทก็มีข้อเสียอยู่เพราะสามารถตรวจพบได้
หากว่าผู้อาวุโสรองพบว่าเขาเล่นเล่ห์กับบุตรสาวตัวเอง เกรงว่าคงฆ่าเขาแน่นอน ดังนั้นโอสถสวาทนี้ไม่อาจนำมาใช้กับแม่นางเป่าหลิงได้ เห็นทีเขาต้องคิดหาวิธีอื่นแทน
เฉินรุ่ยฟางไม่เห็นศิษย์มาหาเหมือนเคยก็คิดว่าเขาคงกำลังยุ่งเรื่องเตรียมงานแต่งงานกระมัง นางจึงออกไปจัดเตรียมชุดเจ้าสาวอย่างลับๆ อยากให้เขาประหลาดใจและตื่นเต้นเมื่อได้เห็นนางงดงามที่สุดในวันแต่งงาน
เฉินจิ้งเสียนขลุกตัวอยู่ในหอตำรา ค้นหาตำรับตำราไปเรื่อยๆ จวบจนเย็นค่ำแล้วเขาจึงกลับเรือนไปพักผ่อน
ครั้นเช้าตรู่ เฉินจิ้งเสียนตื่นขึ้นมา เขาออกจากเรือนมุ่งหน้าไปยังเรือนอาจารย์
“เมื่อวานเจ้าหายไปไหนรึ?” เฉินรุ่ยฟางถาม เฉินจิ้งเสียนตอบ “ข้าอยู่ที่หอตำรา”
เขามองนางแล้วหวนคิดถึงแม่นางเป่าหลิง อารมณ์รุ่มร้อนก็คุกรุ่นขึ้นมาทันที เขาจึงดึงแขนอาจารย์เข้าห้องนอน เฉินรุ่ยฟางหน้าแดงเขินอาย นางไม่รู้ตัวเลยว่าทุกการกระทำของนางกับศิษย์ล้วนตกอยู่ภายใต้สายตาของคนผู้หนึ่ง คนผู้นั้นอำพรางกายเอาไว้ เขามองดูอาจารย์เฉินอยู่นอกเรือน มองดูนางทำกิจวัตรของนางไปจนกระทั่งเห็นนางถูกลูกศิษย์จูงเข้าห้องนอนไป เขาก็กำมือแน่นทีหนึ่ง ใช่! คนๆ นั้นก็คือเหอเทียนเหิง เขาแอบมาดูอาจารย์เฉิน หากว่านางมีใจให้ศิษย์ตัวเองจริงๆ เช่นนั้นเขาก็จะยอมตัดใจจากนาง หลังจากได้เห็นท่าทีของนางกับลูกศิษย์แล้วเขาจึงสิ้นสงสัยหมดสิ้นแล้ว ศิษย์คนนั้นกล่าวไม่ผิด อาจารย์เฉินมีใจให้เขาจริงๆ!
มีใจถึงขั้นยอมร่วมอภิรมย์กัน! ถึงขั้นนี้แล้วเขายังตัดใจไม่ได้ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว!
ภายในห้องนอน เฉินจิ้งเสียนก็ถอดอาภรณ์ออกแล้วจับอาจารย์เปลื้องผ้าอย่างเร่งร้อน จากนั้นก็ดันนางลงนอนบนเตียง เฉินรุ่ยฟางเขินอายจนหน้าแดงก่ำ นางนอนอ้าขารอให้เขาสอดใส่เข้ามา เฉินจิ้งเสียนไม่รอช้าจับองคชาติดันเข้าไปในรูอ่อนนุ่ม
“อื้อ!” เฉินรุ่ยฟางเม้มปากกลั้นเสียงครางเอาไว้ เฉินจิ้งเสียนก็ขยับเอวโยกอย่างไม่ปรานีปราศรัย เขาโยกเสียจนเตียงสั่นไหว
เหอเทียนเหิงยืนฟังเสียงที่ดังเล็ดลอดออกมา เสียงครางนั้นแม้จะแผ่วเบายิ่ง แต่เขาหูดียิ่งนัก ต่อให้เสียงเบาราวกับเสียงกระซิบเขาก็ยังได้ยินอยู่ดี เขาจึงจากไปอย่างรู้สึกเจ็บๆ ในใจ ทั้งยังพยายามตัดใจจากอาจารย์เฉิน เขาที่สูงส่งเหนือเทพทั้งหลายจะแยกคู่ยวนยางได้อย่างไร!
แล้วเขาก็ออกจากสำนักโอสถไป ไม่คิดจะหวนกลับมามองดูนางอีกเลย
เฉินจิ้งเสียนโยกเอวไปยกหนึ่งแล้วจึงลุกขึ้นสวมอาภรณ์ จากนั้นก็ออกจากเรือนอาจารย์ มุ่งหน้าไปยังหอตำรา เฉินรุ่ยฟางนอนอารมณ์ค้างอยู่บนเตียง นางยังไม่ทันสุขสมเขาก็สุขสมนำหน้านางไปแล้ว เขาจากไปนางรู้สึกโมโหหงุดหงิด แต่เมื่อคิดว่าเขาคงรีบไปจัดเตรียมงานแต่งงานกระมัง ความรู้สึกโมโหก็จางหายไปทันที นางลุกขึ้นมาสวมอาภรณ์แล้วออกไปทำกิจวัตรของนางไปเรื่อยๆ
เมื่อถึงเวลาเย็น เฉินจิ้งเสียนก็ออกจากหอตำรา มุ่งหน้าไปยังเรือนของผู้อาวุโสรอง ขอเข้าเยี่ยมแม่นางเป่าหลิง ฮูหยินก็ให้สาวใช้พาเฉินจิ้งเสียนไปเยี่ยมบุตรสาวที่ศาลากลางสวน
เป่าหลิงกำลังนั่งนอนอย่างเบื่อหน่ายอยู่ในห้อง พอได้ยินว่าเฉินจิ้งเสียนมาเยี่ยมก็ยินดี อย่างน้อยนางจะได้มีเพื่อนคุยเล่นบ้าง
Chapter 8 (18+)ถูกขึงพืด
เมื่อเฉินจิ้งเสียนพบเป่าหลิง เขาก็เอ่ยถามท่าทางเป็นห่วงเป็นใยเฉกเช่นสหายคนหนึ่ง “แม่นางเป่าข้อเท้าเป็นอย่างไรบ้างหรือ?”
“ดี อาการบวมลดลงมากแล้ว เพียงแต่ข้าเบื่อเหลือเกิน อยู่แต่ในห้องทั้งวันข้าเบื่อจะตายแล้ว” เป่าหลิงตอบทำท่าทางเบื่อหน่ายจนตัวนางเฉาตายออกมา เฉินจิ้งเสียนได้ทีจึงเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้ามาเยี่ยมเจ้าบ่อยๆ ดีหรือไม่?”
“ดีๆ” เป่าหลิงพยักหน้า เพราะความเอาแต่ใจของนางทำให้ไม่ค่อยมีสหายที่สนิทสนมกันจริงๆ มากนัก นางมีสหายแค่ไม่กี่คน แต่พวกนางเหล่านั้นล้วนยังไม่รู้ว่านางได้รับบาดเจ็บจึงไม่ได้มาเยี่ยมเยือนนาง อีกทั้งนางยังเป็นฝ่ายปกปิดอาการบาดเจ็บของตัวเองเอาไว้ ไม่แพร่งพรายให้คนอื่นรู้แม้แต่น้อย จะให้สหายเหล่านั้นมาจับผิดคำโกหกของนางได้อย่างไร ลื่นล้มกับถูกคนอื่นตีจนช้ำบาดแผลย่อมแตกต่างกัน บาดแผลและรอยช้ำบนตัวนางล้วนบอกอาการแก่ผู้อื่นได้เป็นอย่างดี
แม้แต่ฮูหยินก็ทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เสีย เพราะบุตรสาวของตัวเองปิดบังสาเหตุอาการบาดเจ็บที่แท้จริงเอาไว้ เกรงว่านางคงไปล่วงเกินผู้สูงส่งท่านใดเข้ากระมังจึงถูกคนสั่งสอนมายกหนึ่ง เพียงบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น นางจึงไม่คิดสืบหาสาเหตุที่แท้จริง อีกทั้งไม่กล้าไปเอาเรื่องเอาราวอะไรด้วย บุคคลที่แม้แต่บุตรสาวยังปิดบังเกรงว่าสถานะของคนผู้นั้นคงสูงส่งไม่น้อยกระมัง
เมื่อคิดดังนั้นแล้วฮูหยินจึงได้แต่ปล่อยผ่านไป ไม่คิดสืบสาวเรื่องราวให้กระจ่างแจ้ง นิสัยของบุตรสาวของตัวเองนั้นหากว่าเป็นคนที่นางสามารถข่มเหงได้ ไยนางจะทนเก็บความคับแค้นใจไว้เล่า ไม่มีทาง!
เฉินจิ้งเสียนอยู่พูดคุยกับเป่าหลิงครู่ใหญ่แล้วจึงขอตัวกลับไป เขาไม่อยู่นานเกินไป ไม่งั้นจะทำให้เป่าหลิงรู้สึกว่าเขามาเยี่ยมเยือนนางเพราะมีจุดประสงค์คิดจะตีสนิทด้วย หากว่าเขาเข้าเยี่ยมเพียงชั่วครู่ชั่วยามอย่างเหมาะสม นางย่อมไม่เกิดความรู้สึกต่อต้านใดๆ กับเขา
นับจากวันนั้นเป็นต้นมา เฉินจิ้งเสียนก็จะแวะไปเยี่ยมเยียนเป่าหลิงบ่อยๆ ใช้เวลาแต่ละครั้งในการเข้าเยี่ยมไม่นานเกินไป เป่าหลิงค่อยๆ คุ้นเคยกับการที่เฉินจิ้งเสียนมาเยี่ยมเยียนจึงค่อยๆ มองเขาเป็นสหายของตัวเองไปโดยไม่รู้ตัว ฮูหยินของผู้อาวุโสรองเห็นว่าบุตรสาวมีสหายเพิ่มขึ้นก็ยินดี อีกทั้งทั้ง 2 คนก็คบหาอยู่ในสายตาของนาง ไม่เคยพบปะกันตามลำพังแต่อย่างใด ทุกครั้งที่พบกันล้วนมีสาวใช้หลายคนอยู่ด้วยเสมอ ดังนั้นฮูหยินจึงวางใจว่าจะไม่เกิดเรื่องไม่ดีไม่งามขึ้นมา
เฉินจิ้งเสียนรู้ว่าตัวเองหน้าตาหล่อเหลาสู้บุรุษอื่นไม่ได้ เขาจึงพยายามสรรหาวิธีดูแลผิวพรรณเฉกเช่นสตรีมาดูแลผิวพรรณตัวเอง ทำให้ผิวของเขาขาวนุ่มคล้ายผิวสตรี อีกทั้งรูปร่างเขาก็ไม่อ้วน ทำให้มองโดยรวมแล้วนับว่าเป็นบุรุษที่ดูดีคนหนึ่ง และสหายที่เขาคบหา เขาย่อมเลือกคบหากับคนที่หน้าตารูปร่างด้อยกว่าตัวเอง เพื่อที่ตัวเขาจะได้ดูดีในหมู่คนอื่น เปรียบเหมือนเดือนถูกล้อมด้วยดาวอย่างไรอย่างนั้น แต่หากนำเขาไปเทียบกับบุรุษหน้าตาหล่อเหลา เขาก็กลายเป็นหน้าตาสามัญขึ้นมาทันที ต่อให้มีรูปร่างผอมเพรียวก็ไม่อาจช่วยยกระดับให้สามารถไปแข่งขันกับบุรุษหน้าตาหล่อเหลาได้เลย
วันเวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ของเฉินจิ้งเสียนกับเป่าหลิงก็สนิทสนมกันจนถึงขั้นที่ทั้งสองออกไปเดินเที่ยวด้วยกันแล้ว เฉินจิ้งเสียนพาเป่าหลิงไปกินอาหารดื่มน้ำชาที่ร้านอาหาร มีสาวใช้ติดตามไปจำนวนหนึ่ง เฉินจิ้งเสียนก็ใช้วิธีเดียวกันกับที่เคยใช้หลอกล่ออาจารย์ตัวเอง ค่อยๆ มองเป่าหลิงด้วยสายตาสเน่หา ทั้งยังหาโอกาสจับไม้จับมือนางบ่อยๆ คล้ายไม่ได้ตั้งใจ เป่าหลิงเป็นสตรีเอาแต่ใจ ถูกบุรุษคอยเอาอกเอาใจย่อมชมชอบไม่น้อย
ระหว่างที่เฉินจิ้งเสียนตามเกี้ยวพาเป่าหลิง เขาก็ยังคงเริงรมย์กับอาจารย์ตัวเองทุกวัน ทั้งยังแอบเอาโอสถไร้บุตรให้นางกิน ป้องกันนางไม่ให้ตั้งครรภ์มีบุตรได้ หากอาจารย์ตั้งครรภ์ขึ้นมา เขาต้องเร่งรีบแต่งงานกับนางน่ะซิ!
ตอนนี้ความสัมพันธ์ของเขากับเป่าหลิงพัฒนาไปไม่น้อยแล้ว จะให้อาจารย์มาขวางทางรักของเขาไม่ได้!
เฉินรุ่ยฟางกินโอสถไร้บุตรเข้าไปโดยไม่รู้ตัว นางยังคงใช้ชีวิตไปตามปกติเรื่อยมา อีกทั้งนางยังมุ่งเน้นไปที่การฝึกหลอมโอสถเพื่อยกระดับฐานะของตัวเอง ข่าวคราวภายนอกนางล้วนไม่รับรู้ วันๆ นางใช้ชีวิตอยู่ที่เรือน ไปซื้อสมุนไพรมาฝึกหลอมโอสถ และถูกลูกศิษย์ร่วมอภิรมย์เสพสมทุกวัน นางใช้ชีวิตเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
ครั้นนางถามเฉินจิ้งเสียนเรื่องแต่งงาน เฉินจิ้งเสียนก็บ่ายเบี่ยงว่าตัวเขาฐานะยังต่ำต้อยเป็นเพียงศิษย์ขั้นต้นของสำนักเท่านั้น เขาอยากยกระดับฐานะตัวเองก่อนให้เท่าเทียมกับนาง และเมื่อไหร่ที่ฐานะของเขาเท่าเทียมกับนางแล้วเขาจะแต่งนางเข้าบ้านแน่นอน!
เฉินรุ่ยฟางได้ฟังเช่นนั้นก็ไม่ได้คิดเลยว่านั่นเป็นแค่ข้ออ้างหาทางบ่ายเบี่ยง คิดว่าเขาคงอับอายที่จะแต่งงานกับนางในตอนที่ฐานะของเขาต่ำต้อยกว่านาง นางพอจะเข้าใจศักดิ์ศรีของบุรุษ นางจึงไม่ได้เร่งรัดเขาอีก
เฉินจิ้งเสียนคิดหาวิธีรวบหัวรวบหางเป่าหลิง เขาจึงวางแผนพาเป่าหลิงไปกินอาหารที่ร้านอาหาร เขาจองห้องส่วนตัวเอาไว้ แล้วชักชวนให้นางดื่มเหล้า เป่าหลิงก็ดื่มกับเขาอย่างวางใจ เพราะคิดว่าสาวใช้ของตัวเองก็อยู่ข้างนอกย่อมไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่นอน แต่นางไม่รู้เลยว่าเฉินจิ้งเสียนจะวางเล่ห์กลไว้ที่เหล้า ซึ่งเหล้าที่นางดื่มเป็นเหล้าที่หมักจากผลไม้ รสชาติหอมหวานดื่มง่าย สตรีล้วนนิยมดื่ม แต่ว่าเหล้านี้กลับมีฤทธิ์แรงไม่น้อยเลย นางเพิ่งดื่มไปเพียง 1 จอก ก็ถูกเฉินจิ้งเสียนห้ามไว้ “เจ้าดื่มจอกเดียวก็พอแล้ว เหล้านี้ฤทธิ์แรงไม่น้อย หากดื่มมากกว่านี้เจ้าจะเมาได้นะ”
เป่าหลิงติดใจรสชาติหอมหวานจึงแย่งกาเหล้ามารินใส่จอกเอง “ข้าดื่มอีกจอกน่าจะไม่เมาหรอก”
“ได้ๆ แค่อีกจอกเดียวเท่านั้นนะ ห้ามดื่มมากกว่านี้” เฉินจิ้งเสียนแกล้งห้ามปราม เป่าหลิงพยักหน้า “อื้ม”
นางยกจอกเหล้าขึ้นดื่ม รสหวานและหอมอวลอยู่ในปาก นางจึงดื่มเหล้าจอกนั้นจนหมด ใบหน้านางแดงเรื่อ “อร่อยนัก”
นางหยิบกาเหล้าจะริน เฉินจิ้งเสียนก็แตะมือนางห้ามไว้ “พอแล้วๆ เจ้าดื่มมากกว่านี้คงเมาแน่นอน”
“เมาก็เมาซิ อย่างมากข้าเมา สาวใช้ของข้าก็แบกข้ากลับบ้าน เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าไม่ให้เจ้าแบกหรอก” เป่าหลิงบอกอย่างเอาแต่ใจ เฉินจิ้งเสียนจึงได้แต่แกล้งเตือนอย่างจนใจ “พอเถอะ เจ้าดื่มอีกก็จะเมาแล้วนะ”
“เถอะน่า ข้าอยากดื่ม เจ้าอย่าห้ามข้าเลย” เป่าหลิงผลักมือเขาออก แล้วรินเหล้าใส่จอก นางยกเหล้าขึ้นดื่มอย่างถูกอกถูกใจ เฉินจิ้งเสียนแกล้งมองอย่างเป็นห่วงเป็นใย “เจ้าดื่มมากไปแล้ว”
จวบจนเป่าหลิงดื่มเหล้าหมดจอกที่ 3 นางก็วางจอกลง เอ่ยว่า “เจ้านั่งนิ่งๆ ซิ เจ้าจะโยกตัวไปมาทำไม ข้าเห็นแล้วตาลาย”
“เจ้าเมาแล้ว” เฉินจิ้งเสียนแกล้งบอกอย่างจนใจ “มาๆ ข้าส่งเจ้ากลับบ้าน”
“อือ” เป่าหลิงพยักหน้ารับ เฉินจิ้งเสียนลุกไปประคองนาง เป่าหลิงลุกขึ้น นางยืนโซเซตัวโอนไปเอนมา “หึๆ ข้าเห็นพื้นหมุนได้ด้วย”
“เจ้าเมาแล้วน่ะซิ” เฉินจิ้งเสียนบอกพลางยกยิ้มตรงมุมปาก หึ! 3 จอกก็เมาเสียแล้ว ช่างง่ายเหลือเกิน!
เป่าหลิงยืนโซเซพิงเขาแล้วฟุบหลับไป เฉินจิ้งเสียนจึงประคองนางไปนอนบนตั่งยาว เขาวางนางลงนอนแล้วถอดกระโปรงกับกางเกงของนางออกไป สายตามองดูเนินโหนกนูนอวบอิ่มนั้นอย่างมาดหมาย เขาจัดแจงฉีกทึ้งกางเกงตัวเองออกจนขาดแคว๊กๆ โยนกางเกงทิ้งไปทางหนึ่งแล้วจับขานางแยกออก เขาขยับเข้าประชิด กดองคชาติเข้ารูอ่อนนุ่ม เป่าหลิงแม้จะหลับแต่ก็รู้สึกเจ็บ นางจึงดิ้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวส่งเสียงร้อง “อื้อ!”
เฉินจิ้งเสียนรีบใช้มือปิดปากนางเอาไว้ พลางใช้ลำตัวกดทับนางไม่ให้ดิ้นหนี อีกมือก็จับองคชาติดันทะลวงรูเล็กคับแน่นเข้าไป เป่าหลิงดิ้นๆ พลางส่งเสียงร้องทั้งๆ ที่กำลังเมาหลับ แต่เสียงของนางไม่อาจเล็ดลอดออกมาได้ มีเพียงเสียงอือๆ ดังออกมาแผ่วเบายิ่ง
เฉินจิ้งเสียนดันองคชาติทะลวงรูจนเยื่อพรหมจรรย์ของนางฉีกขาด ปึด!
เขาดันองคชาติเข้าไปจนสุดลำแล้วขยับเอวกระทุ้งกระแทกเร็วๆ อย่างเร่งรีบ เพราะหากเขามัวชักช้าสาวใช้ที่เฝ้าอยู่ข้างนอกอาจจะเข้ามาตอนไหนก็ได้ เขาต้องรีบทำเวลา เขากระทุ้งกระแทกอยู่สักพักก็สุขสมจนหลั่งธารน้ำออกมา “โอ…”
จากนั้นเขาก็พลิกตัวลงไปพลางพลิกร่างนางขึ้นบน สลับที่กัน โดยที่เขาไม่ได้ถอนองคชาติออกจากรูอ่อนนุ่มเลย
เมื่อสลับที่กันแล้ว เขาจึงเอาเชือกออกมา 3 เส้น จัดแจงมัดขาตัวเองทั้งสองข้างขึงพืดกับตั่งยาว แล้วนอนลงไปพลางจัดท่าทางนางให้นอนซบอยู่บนอกตัวเอง เขาเอาผ้าเช็ดหน้าของนางยัดใส่ปากตัวเองแล้วเอาเชือกอีกเส้นมัดกับตั่งอีกด้านแล้วมัดมือตัวเองทั้งสองข้างเอาไว้ เหลือแค่รอให้สาวใช้เข้ามาเห็นเท่านั้น หึๆๆๆ…
เขาดิ้นรนให้เชือกบาดข้อมือข้อเท้าจนเลือดไหลอาบออกมาอย่างใจเหี้ยมยิ่งนัก
สาวใช้รออยู่ด้านนอก พวกนางไม่ได้ยินเสียงพูดคุยอะไรดังออกมาจากข้างในนานแล้ว พวกนางจึงสงสัยใคร่รู้ “หือ?”
“ไยในห้องจึงเงียบนักเล่า?” สาวใช้คนหนึ่งสงสัย สาวใช้อีกคนจึงเอ่ยสนับสนุนว่า “นั่นซิ”
พวกนางจึงขยับไปแนบหูฟังเสียงที่ประตู แต่ฟังอยู่นานก็ไม่ได้ยินเสียงพูดคุยอะไรเลย นอกจากเสียงอือๆ ที่ดังออกมาแผ่วเบา ทำให้พวกนางสงสัยยิ่งนัก “หือ? เสียงอะไร?”
“นั่นซิ” อีกคนก็พยักหน้าสนับสนุน พวกนางมองตากัน เจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า มองกันไปมองกันมาไม่เกิดประโยชน์อะไร พวกนางจึงตัดสินใจ “เข้าไปดูกันเถอะ”
“อืมๆ” อีกคนพยักหน้าสนับสนุน สาวใช้คนหนึ่งจึงร้องเรียก “คุณหนูเจ้าคะ”
ภายในห้องไม่มีเสียงตอบกลับมา นอกจากเสียงอือๆ แผ่วเบานั่น พวกนางจึงส่งเสียงเรียกอีกครั้ง “คุณหนูเจ้าคะ”
ภายในห้องก็ยังไม่มีเสียงตอบออกมา มีเพียงเสียงอือๆ พวกนางมองตากันแล้วพยักหน้าสนับสนุนซึ่งกันและกัน จากนั้นก็เปิดประตูเดินเข้าไป หน้าประตูมีฉากบังลมวางอยู่ ทำให้พวกนางยังมองไม่เห็นสิ่งใดภายในห้อง พวกนางจึงเดินอ้อมฉากบังลมเข้าไป ครั้นมองไปเห็นคุณหนูนอนซบอยู่บนตัวเฉินจิ้งเสียน ทั้งยังเปลือยท่อนล่างคร่อมทับกันอยู่ พวกนางจึงตกใจจนหวีดร้อง “อ้า! คุณหนู!”
เฉินจิ้งเสียนทำหน้าตาตื่นตระหนก ราวกับตัวเองเป็นผู้ถูกข่มเหงย่ำยี แขนขาดิ้นรนยึกยักๆ ราวกับจะให้หลุดพ้นจากพันธนาการ เขาดิ้นจนเชือกยิ่งบาดข้อมือข้อเท้า ส่งเสียงอื้อๆ สีหน้าอับอายจนไม่อาจจะสู้หน้าผู้ใดได้อีก “อื้อ! อื้อ!…”
สาวใช้ตกใจอยู่นาน กว่าจะตั้งสติได้ พวกนางจึงพุ่งเข้าไปดึงคุณหนูของตัวเองออกมา “คุณหนูเจ้าขา!”
แต่เป่าหลิงเมาหลับอีกทั้งยังรู้สึกร้อนยิ่งนัก นางจึงกอดรัดสิ่งที่เย็นๆ เอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อยมือ ทั้งยังส่งเสียงอืออาอย่างขัดอกขัดใจ “ฮื้อ!”
“คุณหนูเจ้าขา ปล่อยมือซิเจ้าคะ” สาวใช้ออกแรงแกะคุณหนูอยู่นานก็ยังแกะไม่ออก พวกนางจึงมองหน้ากันเอง ปรึกษาหารือกันอย่างร้อนรน “จะทำอย่างไรดี?”
พวกนางดูแลคุณหนูไม่ดี หากฮูหยินรู้เรื่อง พวกนางคงถูกโบยจนตายแน่แท้!
ขณะที่พวกนางยังไม่ทันแยกคุณหนูออกมา พลัน! ก็มีคนเปิดประตูห้องเดินเข้ามา “หลิงเอ๋อร์”
สาวใช้หันไปมองแล้วตกใจจนหัวใจกระดอนออกมานอกอกแล้ว “นายท่าน!”
ผู้อาวุโสรองมองไป เห็นสาวใช้ตกใจก็เลิกคิ้วขึ้น เขามองเลยพวกนางไป เห็นบุตรสาวตัวเองนอนคร่อมอยู่บนตัวบุรุษผู้หนึ่ง อีกทั้งท่อนล่างของทั้งสองคนยังเปลือยเปล่า ท่าทางแบบนั้นทำเขารู้สึกเลือดพุ่งกระฉูดขึ้นศีรษะอย่างรุนแรงยิ่ง!
“จะ…จะ…เจ้า…!!!” เขาเอ่ยตะกุกตะกัก ตกใจเสียยิ่งกว่าถูกฟ้าผ่าเสียอีก
“อื้อ! อื้อ!…” เฉินจิ้งเสียนยิ่งดิ้นจนเชือกบาดข้อมือข้อเท้า สีหน้าอับอายปนคับแค้นใจที่ถูกข่มเหงย่ำยีจนไม่เหลือชิ้นดี!
ผู้อาวุโสรองพยายามตั้งสติสตังกลับมา เขาก้าวไปดึงตัวบุตรสาวออกมา “หลิงเอ๋อร์!”
“ฮื้อ!” เป่าหลิงส่งเสียงขัดอกขัดใจ กอดรัดคนที่อยู่ใต้ร่างตัวเองแน่นยิ่งขึ้น ผู้อาวุโสรองพยายามดึงบุตรสาวตัวเองออกมา เขาออกแรงจนกระทั่งดึงนางออกมาได้ เป่าหลิงส่งเสียงคำหนึ่ง “อื้อ!”
ตอนที่ดึงบุตรสาวหลุดออกมา ผู้อาวุโสรองย่อมเห็นว่าของสงวนของบุตรสาวตัวเองอมองคชาติของบุรุษผู้นั้นเอาไว้ เมื่อหลุดออกจากกันแล้วคราบเลือดปนคราบคาวโลกีย์ก็ไหลลงมาตามง่ามขา องคชาติของบุรุษผู้นั้นก็เปื้อนคราบเลือดคราบคาวโลกีย์ คอพับคออ่อนอยู่กลางกาย
เป็นภาพที่ทำให้ผู้อาวุโสรองหน้าแดงเหมือนสีตับหมูแล้ว หากว่าบุตรสาวของเขาถูกข่มเหงย่ำยี เขาย่อมอยากฆ่าบุรุษผู้นี้ให้ตกตายเสียเลย!
แต่ว่าบุรุษผู้นี้กลับถูกมัดขึงพืดเอาไว้ ถูกบุตรสาวของเขาขึ้นคร่อม นี่! ทำให้เขาพูดอะไรไม่ออก ทำอะไรไม่ถูกไปครู่หนึ่งเลยทีเดียว!
เขาส่งบุตรสาวตัวเองให้สาวใช้ทั้งสองคนที่พากันทรุดลงไปหมอบอยู่กับพื้นตั้งนานแล้ว “พวกเจ้ายังไม่รีบรับตัวคุณหนูไปอีก!”
“อ่า…” สาวใช้สะดุ้งโหยง รีบขยับมารับตัวคุณหนูของพวกนางไป ทั้งยังหยิบกางเกงกับกระโปรงมาสวมให้คุณหนูตัวเองอย่างเงอะงะทำอะไรไม่ถูก
ผู้อาวุโสรองหันไปมองบุรุษผู้นั้น เขาก้าวไปชิดตั่ง ยื่นมือไปดึงผ้าที่อุดปากออก
“ผู้อาวุโส ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับข้าน้อยนะขอรับ ฮือๆๆๆ…” เฉินจิ้งเสียนร้องไห้น้ำตาไหลริน ท่าทางเหมือนอัปยศอดสูจนอยากตายเลยทีเดียว “ฮือๆๆ…ผู้อาวุโส แม่นาง…แม่นาง…ฮือๆๆๆ…”
เขาแกล้งร้องไห้ฟ้องอย่างพูดไม่ออก ผู้อาวุโสรองกำลังจะเอ่ยก็ได้ยินเสียงพูดคุยว่า “โอ…นี่มัน…”
“ไอหยา!”
เขาหันไปมอง จึงเห็นผู้คนกลุ่มหนึ่งชะเง้อมองข้ามฉากบังลมเข้ามา บางคนก็เกาะฉากบังลมมองดูอย่างอยากรู้อยากเห็น ทำให้เขาทำอะไรไม่ถูกแล้ว เรื่องฉาวโฉ่ของบุตรสาวตัวเองถูกคนอื่นรู้เห็นหมดสิ้นแล้ว! บัดซบ!
ครั้นคนเหล่านั้นเห็นผู้อาวุโสรองหันไปมอง พวกเขาก็รีบหดหัวเผ่นหนีไปทันที พวกเขาหนีไปไวยิ่งกว่ากระต่ายเสียอีก เพราะกลัวว่าหากหนีช้าเกินไปอาจถูกฆ่าปิดปากก็ได้!
ผู้อาวุโสรองจึงได้แต่แก้มัดบุรุษผู้นั้นพลางสั่งน้ำเสียงแข็งกร้าวว่า “ตามข้าไปคุยกันที่บ้าน”
“ฮือๆ ขอรับ ฮือๆๆ…” เฉินจิ้งเสียนรับคำพลางร้องไห้อย่างกลั้นไม่อยู่ เขาทำท่าทางเหมือนคนที่ถูกข่มเหงย่ำยีจนอยากตาย ไม่อยากสู้หน้าผู้คนอีกแล้วออกมา “ฮือๆๆ…”
ผู้อาวุโสรองกำลังจะก้าวเดินไป เขาพลันชะงักกึก!
มองดูอาหารบนโต๊ะแล้วจึงเดินเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งยังตรวจดูข้าวของในห้องอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม เขาไม่พบกำยานปลุกกำหนัด หรือโอสถอะไรที่จะกระตุ้นให้คนเสียสติได้เลย เขาเจอแต่เหล้ากับอาหารที่ปกติธรรมดายิ่งนัก เขาคิดๆ แล้วจึงก้าวไปตรวจชีพจรบุตรสาว เขาตรวจอยู่ครู่หนึ่งก็ดึงมือกลับ เขาไม่พบสิ่งผิดปกติเลย บุตรสาวของเขาเมาเหล้าอย่างแท้จริง!
เฉินจิ้งเสียนสวมอาภรณ์แล้วยิ้มกริ่มอยู่ในใจ แผนการของเขาสำเร็จอย่างงดงาม เขาเลือกจองห้องในร้านอาหารเดียวกันกับที่ผู้อาวุโสรองกับสหายชอบนัดมาดื่มกินกัน เมื่อผู้อาวุโสรองรู้ว่าบุตรสาวของตัวเองมาดื่มกินอยู่ร้านเดียวกันกับเขา เขาย่อมมาพาลูกสาวกลับบ้านไปพร้อมกันแน่นอน ดังนั้นเฉินจิ้งเสียนจึงพาเป่าหลิงมาในเวลาที่ผู้อาวุโสรองใกล้จะกลับบ้าน ให้เป่าหลิงดื่มเหล้าจนเมาแล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามแผนการที่เขาวางไว้อย่างไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ เลย สำเร็จอย่างงดงามยิ่งนัก! ฮ่าๆๆ…
ผู้อาวุโสรองมองดูข้อมือข้อเท้าของเฉินจิ้งเสียน เห็นรอยบาดลึกจนเลือดไหลอาบข้อมือข้อเท้า เขาจึงรู้ว่านั่นเป็นร่องรอยที่คนๆ นั้นดิ้นรนอย่างไม่ยินยอมสุดชีวิตอย่างแท้จริง เขาจึงเชื่อว่าบุรุษผู้นั้นถูกบุตรสาวของเขาข่มเหงย่ำยีจริงๆ สีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายก็ดูแล้วเหมือนถูกกระทำย่ำยีจนไม่เหมือนว่าเสแสร้งแกล้งทำเลย เรื่องนี้เป็นบุตรสาวของเขาที่เป็นฝ่ายผิด ดังนั้นเขาจึงไม่อาจฆ่าแกงบุรุษผู้นั้นได้ เช่นนั้นจะจัดการอย่างไรดี? อืม?
เขาคิดๆ พลางเดินนำออกไป สาวใช้ก็ช่วยกันแบกคุณหนูตามไป เฉินจิ้งเสียนเดินกะโผกกะเผลกกุมข้อมือเดินตามหลังผู้อาวุโสรองไป เขาทำสีหน้ากล้ำกลืนฝืนทน ดูน่าอดสูยิ่งนัก
ผู้คนมองดูแล้วแอบซุบซิบคุยกันเสียงเบา “นั่นๆ เจ้าดูชายผู้นั้นซิ”
“ไอหยาๆ เกิดเรื่องอะไรขึ้นน่ะ?”
ผู้อาวุโสรองเร่งฝีเท้าเดินไปราวกับกำลังหนีผีร้ายอย่างไรอย่างนั้น เขาอับอายขายหน้าจนแทบอยากจะมุดรูหนีแล้ว หากว่าบุตรสาวของตัวเองถูกคนข่มเหงย่ำยียังทำให้เขารู้สึกอับอายขายหน้าน้อยกว่านี้มากนัก แต่นี่…บุตรสาวของเขากลับกลายเป็นฝ่ายผูกมัดบุรุษผู้หนึ่งแล้วข่มเหงย่ำยีบุรุษผู้นั้นเสียเอง ทำให้เขารู้สึกอับอายขายหน้าเสียเหลือเกินที่สั่งสอนบุตรสาวไม่ดีจนนางกลายเป็นสตรีก๋ากั่นใจกล้าไร้ยางอายเช่นนี้ไปได้!
เมื่อกลับถึงเรือน พ่อบ้านก็รีบออกไปต้อนรับ “นายท่าน”
ผู้อาวุโสรองรองยืนอยู่ตรงทางเดินพลางสั่งว่า “ให้คนมาทำแผลให้เขาที”
“ขอรับ” พ่อบ้านรับคำสั่งแล้วมองดูเฉินจิ้งเสียน เขาไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่านายท่านคงไปพบบุรุษผู้นี้บาดเจ็บจึงพากลับมารักษากระมัง อีกทั้งเฉินจิ้งเสียนผู้นี้ก็เป็นสหายของคุณหนู ดังนั้นเขาจึงรีบให้บ่าวรับใช้ไปทำแผลตามคำสั่งเจ้านาย
ผู้อาวุโสรองมองไปข้างหลัง สั่งสาวใช้ว่า “ส่งคุณหนูกลับเรือนไป แล้วพวกเจ้ารีบกลับมา ข้าจะไต่สวนทวนความพวกเจ้า”
“เจ้าค่ะ” สาวใช้รับคำสั่งอย่างอกสั่นขวัญแขวนแล้ว พวกนางรีบส่งคุณหนูกลับเรือนไปแล้วรีบกลับไปที่ห้องโถงทันที ไม่กล้าชักช้าแม้แต่อึดใจเดียว
ผู้อาวุโสรองเดินไปนั่งที่เก้าอี้ประธานในห้องโถง มองดูบ่าวรับใช้ทำแผลให้เฉินจิ้งเสียน เฉินจิ้งเสียนในยามนี้ไม่ร้องไห้แล้ว เขาทำสีหน้ากล้ำกลืนเอาไว้ ทำเหมือนว่าตัวเองได้รับความอัปยศอดสูออกมา
ฮูหยินได้ยินว่าสามีกลับมาพร้อมเฉินจิ้งเสียนที่ได้รับบาดเจ็บจึงออกมาดู นางยังไม่ทันอ้าปากถามก็ถูกสามีขัดขึ้นเสียก่อนว่า “เจ้าตามข้ามา”
“เอ่อ…เจ้าค่ะ” ฮูหยินรับคำแล้วเดินตามสามีเข้าไปด้านใน
เมื่ออยู่ตามลำพังสองคน ผู้อาวุโสรองจึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ภรรยาฟัง “คือว่า……….”
ฮูหยินรองฟังแล้วตกอกตกใจนัก นางเชื่อไม่ลงเลยว่าบุตรสาวของนางจะทำตัวไร้ยางอายถึงเพียงนั้น!
แต่เมื่อมองใบหน้าของสามีที่จริงจังจนไม่รู้จะจริงจังไปมากกว่านี้ได้อย่างไรแล้วนางจึงจำใจต้องเชื่อว่าบุตรสาวตัวเองทำเช่นนั้นจริงๆ อีกทั้งคนที่ไปเห็นเหตุการณ์ยังเป็นสามีของนาง เป็นบิดาของบุตรสาว เขาย่อมไม่นำเรื่องอย่างนี้มาใส่ร้ายบุตรสาวตัวเองแน่ๆ
นางฟังแล้วแทบจะเป็นลมล้มพับไป คลื่นลมในอกตีขึ้นมาจนนางวิงเวียนนั่งตัวตรงไม่อยู่ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้สีหน้าอีหลักอีเหลื่อ นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลายทีแล้วเอ่ยถามสามีเสียงเบาหวิวว่า “ท่านพี่จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ?”
“จะทำอย่างไร! ข้าจะทำอะไรได้อีก ลูกสาวตัวดีนั่นก่อเรื่องถึงขนาดนี้ คนเห็นกันทั่ว ข้าอายเสียจนไม่มีหน้าไปสู้หน้าใครแล้ว ทั้งข้าทั้งเจ้าล้วนสั่งสอนนางจนนางกลายเป็นตัวอะไรไปแล้ว! หน้าด้าน! คำนี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ นางช่างไร้ยางอายนัก! ข้าไม่มีหน้าไปพบบรรพชนแล้วจริงๆ” ผู้อาวุโสรองด่าอย่างเหลืออด เขาไม่โทษภรรยาเพียงคนเดียว ตัวเขายังรับผิดร่วมกับนาง ข้อนี้ทำให้ฮูหยินรู้สึกซาบซึ้งใจที่สามีไม่ได้โทษนางคนเดียว หากเป็นบุรุษคนอื่นเกรงว่าคงโทษนางฝ่ายเดียวแน่แท้!
แต่เรื่องนี้ช่างมันก่อนเถอะ เรื่องของหลิงเอ๋อร์ต้องจัดการก่อน!
“ท่านพี่เจ้าคะ แล้วพวกเราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ? จะปล่อยให้หลิงเอ๋อร์ชื่อเสียงเสื่อมเสียแบบนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ?” นางถามอย่างร้อนใจ ผู้อาวุโสรองจึงบอกว่า “เรื่องนี้มีทางแก้ไขทางเดียวแล้ว”
“ทางไหนเจ้าคะ?” ฮูหยินถามอย่างร้อนใจ ผู้อาวุโสรองจึงตอบ “เกลี้ยกล่อมให้เจ้าหนุ่มนั่นแต่งงานกับหลิงเอ๋อร์เสีย ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี จะได้ใช้เรื่องมงคลปิดปากคนพวกนั้นซะ”
Chapter 9 (18+)ท่านตายไปเสียเถอะ
“อา!” ฮูหยินฟังแล้วอ้าปากค้าง ครู่ต่อมานางก็พยักหน้าหงึกๆ “ข้าจะรีบไปเกลี้ยกล่อมเขาเจ้าค่ะ”
“ไปๆ เจ้ารีบไปเถอะ” ผู้อาวุโสรองโบกมือ ฮูหยินจึงรีบออกไป
เมื่อไปถึงห้องโถง ฮูหยินก็เข้าไปไต่ถามว่า “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
เฉินจิ้งเสียนเงยหน้ามองฮูหยินแล้วก้มหน้าลงเหมือนได้รับความอัปยศอดสู เขาไม่พูดอะไรสักคำ ฮูหยินร้อนใจจนรีบแตะแขนเขาเอ่ยว่า “เรื่องนี้…เรื่องนี้เจ้าถูกหลิงเอ๋อร์กลั่นแกล้ง เช่นนั้นข้ายกหลิงเอ๋อร์ให้แต่งกับเจ้าเป็นอย่างไร?”
เฉินจิ้งเสียนฟังแล้วรีบเงยหน้าขึ้น แกล้งเบิกตาโตอย่างเหลือเชื่อ แล้วก็ทำสีหน้าเหมือนกลืนโอสถขมปี๋ลงไป กล่าวเสียงเบาว่า “ข้าน้อยต่ำต้อย ไหนเลยจะกล้าอาจเอื้อมแม่นางเป่า ยังมีบุรุษอีกมากที่ดีกว่าข้าน้อย ข้าน้อยไม่กล้าอาจเอื้อมจริงๆ ขอรับ”
เขาก้มหน้าลงทำท่าเหมือนตัวเองต่ำต้อยด้อยค่าไม่คู่ควรกับดวงดาราบนฟากฟ้าอย่างไรอย่างนั้น ฮูหยินร้อนใจจะตายแล้วรีบเอ่ยว่า “หรือเจ้ามีคนในดวงใจแล้วจึงได้ปฏิเสธหลิงเอ๋อร์ของข้า?”
เฉินจิ้งเสียนรีบเงยหน้าขึ้นเอ่ยเสียงดังว่า “ไม่ใช่นะขอรับ”
เขาก้มหน้าลงเอ่ยเสียงเบาว่า “ข้าน้อยยังไม่มีใครทั้งนั้นขอรับ ท่านพ่อท่านแม่ยังไม่ได้หมั้นหมายให้ข้าน้อย เพียงแต่แม่นางเป่าสูงส่งถึงเพียงนั้น ข้าน้อยเป็นเพียงศิษย์ขั้นต้นของสำนักเท่านั้น จะคู่ควรกับแม่นางเป่าได้อย่างไร หากว่าแม่นางเป่าแต่งกับข้าน้อย นั่นเป็นเรื่องที่ข้าน้อยหลับฝันก็ยังยิ้มจนตื่นเลยขอรับ”
ฮูหยินฟังแล้วรู้สึกยินดี เจ้าหนุ่มนี้ไม่มีคู่หมั้นคู่หมาย หัวจิตหัวใจยังว่างเปล่า อีกทั้งยังถ่อมตัวกลัวว่าตัวเขาจะไม่คู่ควรกับบุตรสาวของนาง บุรุษที่ดีเช่นนี้ก็ควรให้แต่งกับหลิงเอ๋อร์เถอะ!
“ในเมื่อเจ้าไม่ขัดข้อง เช่นนั้นข้าจะรีบจัดงานแต่งงานให้เจ้ากับหลิงเอ๋อร์โดยเร็วที่สุดก็แล้วกัน” นางบอกพลางตบไหล่เขา เฉินจิ้งเสียนเงยหน้าขึ้นแกล้งทำปากอ้าตาค้าง สีหน้าเหลือเชื่อ เขากะพริบตาปริบๆ เหมือนว่าตัวเองได้ยินไม่ชัดหรือต้องฟังผิดไปกระมัง ฮูหยินจึงตบๆ ไหล่เขาแรงๆ เอ่ยว่า “ยังไม่เรียกท่านแม่อีก”
“ทะ…ท่านแม่” เฉินจิ้งเสียนเรียกตะกุกตะกัก แกล้งทำท่าทางเหมือนส้มหล่นใส่หัวเขาอย่างไรอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ในใจเขากระหยิ่มยิ้มย่องยิ่งนัก หากว่าไม่ยกเป่าหลิงให้แต่งงานกับเขา นางยังจะแต่งงานกับผู้ใดได้อีก? บุรุษคนใดหรือจะอยากได้สตรีที่ผ่านมือบุรุษอื่นมาแล้ว สตรีที่สูญเสียพรหมจรรย์ไปแล้วล้วนเหมือนอาภรณ์ขาด เหมือนชิ้นเนื้อที่คนเคี้ยวกลืนแล้วคายทิ้งออกมานั่นแหละ
“ดีๆ” ฮูหยินพยักหน้ารู้สึกโล่งใจไปเปลาะหนึ่งแล้ว เจ้าหนุ่มนี้ตกลงก็ถือว่าบรรลุจุดประสงค์ไปเกินครึ่งแล้ว ส่วนหลิงเอ๋อร์ของนางหากว่าไม่ยอมแต่งงานก็ต้องบังคับให้แต่งล่ะ!
ยอมก็แต่ง ไม่ยอมก็ยังต้องแต่งอยู่ดี!
ถึงวันมงคลหากนางยังไม่ยินยอม นางผู้เป็นมารดาก็จะจับนางมัดยัดใส่เกี้ยวเจ้าสาวเสียเลย!
ใครใช้ให้นางเล่นเลยเถิดจนถึงขั้นเสียพรหมจรรย์เล่า!
เมื่อตกลงกันได้แล้ว เฉินจิ้งเสียนจึงออกจากเรือนผู้อาวุโสรองไปทันที เขามุ่งหน้ากลับบ้านนำข่าวไปแจ้งให้บิดามารดารับรู้ เพื่อที่บิดามารดาจะได้จัดเตรียมสินสอดให้พรักพร้อมรอให้ถึงวันมงคล
กว่าเฉินรุ่ยฟางจะรู้ข่าวมงคลของผู้อาวุโสรองก็ผ่านไปหลายวันแล้ว นางมัวแต่ยุ่งกับการหลอมโอสถจนไม่ได้ออกจากเรือนหลายวัน ทั้งยังลืมไปว่าเฉินจิ้งเสียนไม่ได้มาหานางหลายวันแล้ว หรือเขาอาจจะมา แต่เห็นนางกำลังหลอมโอสถจึงไม่กล้ารบกวนกระมัง จนนางได้ข่าวแน่ชัดว่าคนที่จะแต่งงานกับบุตรสาวของผู้อาวุโสรองคือเฉินจิ้งเสียนลูกศิษย์ของนางเอง นางก็ตกใจยากจะเชื่อจริงๆ เป็นเขาไปได้อย่างไร!?
ก็เขาจะแต่งงานกับข้านี่นา!
ไม่ๆ ต้องไม่ใช่เขา!
ข้าต้องถามเขาให้รู้เรื่อง!
นางคิดแล้วจึงรีบไปหาเฉินจิ้งเสียนทันที แต่เมื่อไปถึงเรือนพักของเฉินจิ้งเสียน ตัวเฉินจิ้งเสียนไม่อยู่ที่เรือน สอบถามเพื่อนบ้านของเขาก็ได้ความว่าเขากลับบ้านไปแล้ว นางจึงตามไปหาเขาที่บ้านทันที
เฉินจิ้งเสียนพบอาจารย์ตัวเองหลังจากที่เขากำลังเดินทางจากบ้านกลับสำนักโอสถ เมื่อเฉินรุ่ยฟางเจอหน้าเฉินจิ้งเสียน นางจึงรีบถามเขาว่า “ไยจึงมีข่าวว่าเจ้าจะแต่งงานกับบุตรสาวของผู้อาวุโสรองเล่า?”
“เอ่อ…” เฉินจิ้งเสียนอึกอักไป เขามองไปรอบๆ ตัว เมื่อเห็นว่ามีแค่เขากับนางที่อยู่ตรงนี้ รอบด้านเป็นป่ารก บนเส้นทางยังไม่มีผู้ใดสัญจรผ่านมา เขาจึงเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา เขารีบก้าวเข้าไปโอบเอวนางประจบเอาใจว่า “อาจารย์ ท่านฟังผิดแล้วกระมัง ข้าจะแต่งงานกับนางได้อย่างไร?”
“แล้วไยจึงมีข่าวเช่นนั้นเล่า?” เฉินรุ่ยฟางถามคาดคั้น นางจ้องหน้าเขาเขม็ง เฉินจิ้งเสียนจึงรั้งนางเข้ามากอดแน่น “อาจารย์ขอรับ ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ที่ข้ารีบกลับบ้านไปก็เพื่อที่จะบอกท่านพ่อท่านแม่ให้จัดเตรียมเรื่องแต่งงานของข้ากับท่านอย่างไรล่ะขอรับ ข้าอยากทำให้ท่านประหลาดใจจึงได้เก็บเป็นความลับไม่ยอมบอกท่าน หากท่านไม่เชื่อท่านก็ไปบ้านข้าเถอะ ไปพบท่านพ่อท่านแม่ของข้า ท่านพ่อท่านแม่จะได้เห็นลูกสะใภ้ของตัวเองเสียที”
เฉินรุ่ยฟางฟังแล้วถามว่า “เป็นเช่นนั้นจริงๆ รึ?”
“จริงซิขอรับ ถ้าหากท่านไม่เชื่อ ท่านก็ไปพบท่านพ่อท่านแม่ข้าเดี๋ยวนี้เลยขอรับ” เฉินจิ้งเสียนบอกแล้วผละออกพลางจูงมือนางออกเดิน เฉินรุ่ยฟางจึงเดินตามไปโดยดี
เฉินจิ้งเสียนพาอาจารย์เดินไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งถึงทางแยกด้านหนึ่งเขาก็พานางเดินเลี้ยวไปทางทางแยกสายเล็กนั้น เส้นทางนี้ไม่ได้ไปบ้านของเขา แต่เส้นทางนี้มุ่งหน้าสู่หุบเขาแห่งหนึ่ง
เฉินรุ่ยฟางไม่รู้ว่าบ้านของเฉินจิ้งเสียนอยู่ที่ใด รู้แค่บ้านเขาอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง อยู่ในเมืองแห่งหนึ่งเท่านั้น นางมาตามที่อยู่คร่าวๆ ที่ได้รับรู้มา ส่วนภูมิประเทศเป็นอย่างไรนางไม่รู้โดยละเอียด ในเมื่อเขานำทางนางไป นางก็เดินตามเขาไป ทั้งยังรู้สึกกังวลและตื่นเต้นอยู่ในใจ กังวลว่าบิดามารดาของเขาจะชอบนางหรือไม่? ตื่นเต้นที่จะได้เจอบิดามารดาของสามี
เฉินจิ้งเสียนจูงมือนางพาเดินไปตามเส้นทางสายเล็กๆ ยิ่งเดินลึกเข้าไป เส้นทางก็แคบลงเรื่อยๆ จนเหลือแค่ทางเดินเล็กๆ ที่เหมือนรอยทางสัตว์ป่าใช้สัญจร เขาเห็นนางมองไปรอบๆ คิ้วนางขมวดคล้ายสงสัยเขาจึงรีบบอกว่า “นี่เป็นทางลัดขอรับ หากว่าเดินไปตามทางสายหลักจะอ้อมกว่านี้ เส้นทางนั้นรถม้าผ่านได้ แต่เส้นทางนี้รถม้าผ่านไม่ได้ขอรับ”
“อ่อ” เฉินรุ่ยฟางพยักหน้ารับรู้ คิ้วนางคลายออก เฉินจิ้งเสียนจึงลอบถอนหายใจ
จนกระทั่งเดินลึกเข้าไปในป่าเขาที่เงียบสงบ เฉินจิ้งเสียนก็ดึงตัวนางไปกอดรัดบดจูบ เฉินรุ่ยฟางตกตะลึงเบิกตาโต แต่ก็ยอมให้เขากอดจูบ
เฉินจิ้งเสียนล้วงเข้าไปในกระโปรงนาง ผละริมฝีปากออกพลางสั่งว่า “อ้าขาซิ”
“อื้อ” เฉินรุ่ยฟางอ้าขาออก เฉินจิ้งเสียนล้วงเข้าไปในกางเกงตัวใน บีบเคล้นกลีบเนื้ออ่อนนุ่ม เฉินรุ่ยฟางครางออกมา “อื้อ…จิ้งเสียน…”
เฉินจิ้งเสียนบีบเคล้นอยู่ครู่หนึ่งจนมือเขาเปียกชื้น เขาจึงดึงมือนางออกมาแล้วจับนางเปลื้องอาภรณ์ออก เฉินรุ่ยฟางขัดขืน “อื้อ…อย่าจิ้งเสียน เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า”
“แถวนี้ไม่มีใครมาหรอกขอรับ ท่านวางใจได้” เฉินจิ้งเสียนบอกอย่างรับรองสีหน้าหนักแน่น มือก็ดึงรั้งอาภรณ์ออกไปพลางอ้อนว่า “ข้าไม่ได้พบท่านตั้งหลายวัน ข้าหิวเหลือเกิน”
เฉินรุ่ยฟางถูกเขาเร้าอารมณ์จนนางเองก็อยาก นางจึงปล่อยให้เขาถอดอาภรณ์ออกไป
เมื่อถอดอาภรณ์ออกจนหมดแล้ว เฉินจิ้งเสียนก็อ้อนอีกว่า “อาจารย์ ข้าอยากลองท่าทางใหม่ๆ ดูบ้าง”
“ฮื้อ เจ้าน่ะ” เฉินรุ่ยฟางเขินอายจนหน้าแดง เฉินจิ้งเสียนจึงยิ่งอ้อนว่า “ให้ข้าลองนะขอรับ”
“อื้ม” เฉินรุ่ยฟางพยักหน้าอนุญาต เฉินจิ้งเสียนจึงเอาเชือกออกมาจากถุงคุนเฉียน เฉินรุ่ยฟางมองเชือกเส้นนั้นอย่างสงสัยใคร่รู้ เฉินจิ้งเสียนเอาเชือกเส้นนั้นมัดข้อมืออาจารย์เอาไว้แล้วโยงเชือกขึ้นไปผูกบนกิ่งไม้ เฉินรุ่ยฟางจึงถูกผูกโยงยืนเปลือยเปล่าอยู่อย่างนั้น นางมองเขาอย่างฉงนสงสัย “นี่เจ้าจะทำอะไรรึ? ไยต้องมัดข้าเช่นนี้ด้วยล่ะ?”
“ลองท่าใหม่อย่างไรล่ะขอรับ เชื่อเถอะว่าท่านต้องชอบแน่นอน” เฉินจิ้งเสียนยิ้มแย้มหน้าระรื่น อันที่จริงที่เขามัดนางไว้ก็เป็นเพราะว่าเขากลัวนางจะหนีอย่างไรล่ะ มัดไว้ก่อน เมื่อมัดไว้แล้วอย่างไรนางก็หนีเขาไปไม่ได้แล้ว หึๆๆๆ…
เขาเอาเชือกออกมาอีกเส้นหนึ่งแล้วมัดไว้ที่ใต้ข้อพับเข่าของนาง จากนั้นก็โยงเชือกขึ้นไปมัดไว้กับกิ่งไม้ ทำให้เฉินรุ่ยฟางยืนขาเดียว ขาอีกข้างห้อยงอลงมา กลีบเนื้ออ่อนนุ่มอ้าออก เฉินจิ้งเสียนมองดูนางที่ถูกมัดจนอยู่ในท่าทางเย้ายวนก็ยิ้มถูกใจ เขาขยับเข้าไปกอดนาง ถอดกางเกงออกไป แล้วจับองคชาติดุนดันเข้าไปในรูอ่อนนุ่มที่ชื้นฉ่ำ
“อื้อ…” เฉินรุ่ยฟางครางออกมา นางเสียว ทั้งยังกังวลว่าใครจะมาเห็นเข้า หากว่ามีใครเห็นท่าทางในตอนนี้ของนาง นางยังจะสู้หน้าผู้คนได้อย่างไร หรือหากเกิดเรื่องเลวร้ายมากกว่านั้นล่ะ อย่างเช่น คนๆ นั้นมาเห็นนางในตอนนี้แล้วคิดฆ่าจิ้งเสียนแล้ว…แล้ว…
นางกังวลมากจริงๆ เฉินจิ้งเสียนโยกเอวกระทุ้งกระแทกพลางบอกว่า “อาจารย์ ท่านอย่ากังวลไปเลย แถวนี้ไม่มีใครมาหรอก พวกเรามามีความสุขกันเถอะ”
“ฮื้อ…แต่ว่า…” เฉินรุ่ยฟางแย้ง ปากนางก็ถูกเขาจูบปิดปากเสียแล้ว เฉินจิ้งเสียนจูบอยู่ครู่หนึ่งก็ถอนริมฝีปากออก พลางตั้งอกตั้งใจโยกเอวใส่นาง เฉินรุ่ยฟางเสียวจนได้แต่ร้องคราง “อ้า…จิ้งเสียน อื้อ…”
เฉินจิ้งเสียนกระทุ้งกระแทกอยู่พักหนึ่งก็หลั่งธารน้ำ “โอ…”
เขาหอบหายใจอย่างมีความสุข เมื่อคิดว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่เขาจะได้เสพสมกับนางองคชาติของเขาจึงแข็งขึงขึ้นมาอีกครา ราวกับอยากจะตักตวงความสุขนี้ให้คุ้มค่า เขาจึงโยกเอวใส่นางอีกครั้ง เฉินรุ่ยฟางที่ยังไม่สุขสมจึงครวญครางอย่างพอใจ “อื้อ…จิ้งเสียน วันนี้เจ้าหิวมากจริง”
“ต้องโทษท่านที่ทำให้ข้าเป็นแบบนี้” เฉินจิ้งเสียนเย้าแหย่พลางกระทุ้งกระแทกอย่างไม่ปรานีปราศรัย เฉินรุ่ยฟางเขินอายจนหน้าแดง “อืมๆ เป็นข้าผิดเอง”
“ใช่ เป็นท่านผิดเอง ดังนั้นท่านก็ยอมรับการลงโทษจากข้าดีๆ เถอะ” เฉินจิ้งเสียนเอ่ยพลางกระทุ้งกระแทกไม่หยุดไม่พัก เขากระทุ้งจนนางหวีดร้องเสียงแหลม “อ้าาาาาา…”
เฉินรุ่ยฟางสุขสมจนตัวเกร็ง เฉินจิ้งเสียนถูกนางบีบรัดแทบขาดจึงไม่อาจทานทนไหว เขาจึงกระทุ้งอีกไม่กี่ทีก็สุขสมตามนางไปติดๆ “โอ…”
เฉินรุ่ยฟางกำลังรู้สึกล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ พลัน! หูได้ยินเสียงดังฉึก! นางรู้สึกเจ็บแปล๊บที่แผ่นหลัง! “อึก!”
เมื่อนางเหลือบมองไปข้างหลังก็เห็นมือหนึ่งกำด้ามมีดแทงใส่แผ่นหลังของนาง ครั้นนางมองตามมือนั้นไป ตามท่อนแขนไปเรื่อยๆ ก็พบว่ามือนั้นคือมือของเฉินจิ้งเสียน นางมองหน้าเขาอย่างงุนงงไม่เข้าใจ “เจ้า?”
“อาจารย์ ท่านตายไปเสียเถอะ เมื่อท่านตายแล้วตราเทพของท่านก็แตกสลาย ของทุกอย่างของท่านก็จะกลายเป็นของข้า อีกอย่างข้าจะแต่งงานกับแม่นางเป่า มีท่านอยู่ย่อมไม่สะดวกจริงๆ ดังนั้นท่านตายไปเถอะ เพื่อข้าจะได้มีความสุข” เฉินจิ้งเสียนบอกอย่างไม่รู้สึกผิดเลยสักนิด เขายิ่งกำด้ามมีดแน่น กดลึกลงไป จนปลายมีดทะลุทรวงอก ฉึก!
“อึก!” เฉินรุ่ยฟางสะอึกทีหนึ่ง นางไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะฆ่านางได้ลงคอ!
เฉินจิ้งเสียนดึงมีดออกแล้วแทงซ้ำอีกครั้งอย่างเหี้ยมโหด เฉินรุ่ยฟางร้อง “อัก!”
นางเจ็บจนแทบสิ้นสติ รู้สึกถึงเลือดอุ่นๆ ไหลออกจากบาดแผล นางดิ้นรน แต่นางถูกเขามัดไว้เหลือเพียงขาข้างเดียวที่ยังเป็นอิสระ แต่ขาข้างเดียวหรือจะสู้เขาได้ เขาจับขานางไว้แน่นจนนางไม่อาจต่อสู้ได้เลย เป็นนางโง่เอง ปล่อยให้เขามัด จนสุดท้ายก็ถูกเขาฆ่าตายอย่างเลือดเย็น!
นางแค้นเหลือเกิน! นางแค้นจนอยากลากเขาลงไปปรโลกด้วยกัน!
ตัวนางกระตุกเกร็ง ลมหายใจขาดห้วงไป จิตวิญญาณหลุดออกจากร่าง วิ๊ง!
เฉินจิ้งเสียนเห็นว่านางขาดใจตายแล้ว เขาจึงปล่อยมือจากด้ามมีด ทิ้งมีดไว้ค้างคาบนแผ่นหลังนาง จากนั้นเขาจึงก้มลงหยิบถุงคุนเฉียนของนางขึ้นมา เมื่อนางตายตราเทพบนถุงคุนเฉียนก็สลายหายไป ทำให้เขาสามารถเปิดถุงดูได้ สิ่งของข้างในที่มีตราเทพของนางล้วนตราเทพแตกสลายสิ้น กลายเป็นสิ่งของที่ไร้เจ้าของทันที เขาเทสิ่งของเหล่านั้นออกมาตรวจดู ทรัพย์สินของนางมีมากพอสมควรเขาหัวเราะ “ฮ่าๆๆๆ…”
จิตวิญญาณของเฉินรุ่ยฟางมองดูเฉินจิ้งเสียนอย่างแค้นใจนัก สิ่งของอื่นใดของนางก็ไม่สำคัญเท่าตำราโอสถม้วนนั้น!
นางไม่ยินยอมให้ตำราโอสถม้วนนั้นตกอยู่ในมือเจ้าศิษย์ชั่วช้านี่เด็ดขาด!
ดังนั้นนางจึงพุ่งเข้าไปในตำราโอสถแล้วใช้พลังจิตวิญญาณที่มีอยู่ทั้งหมดพาตำราโอสถม้วนนั้นลอยพุ่งหนีไปทันที
“อ่ะ!” เฉินจิ้งเสียนตกใจ ตำราโอสถม้วนหนึ่งจู่ๆ ก็ลอยพุ่งหายลับตาไป เขาจะคว้าก็คว้าไม่ทัน ทำเขาโมโหแทบตาย “ฮึ่ม!”
เขามองดูร่างอาจารย์ที่ยืนตายตาเบิกโพลง แล้วตบต่อยร่างนางระบายความโกรธ “หนอย! นางตัวดี! แม้ตายแล้วก็ยังหวงของอีกรึ! นางสารเลว!”
เขาตบต่อยเตะตีศพนางอยู่พักใหญ่จนเขาเหนื่อยหอบแล้วจึงแก้มัดเอาศพนางลงมา จับนางสวมใส่อาภรณ์อย่างลวกๆ จัดแจงเก็บข้าวของๆ นางที่เหลือใส่เข้าไปในถุงคุนเฉียนแล้วเก็บถุงคุนเฉียนเอาไว้ จากนั้นก็แบกศพนางขึ้นหลัง วิ่งกลับไปสำนักโอสถด้วยท่าทางเร่งร้อน ปากก็ร้องไปตลอดทางว่า “อาจารย์! ท่านจะตายไม่ได้นะ! ท่านห้ามตาย! ท่านจะต้องไม่เป็นอะไร ต้องไม่เป็นไร”
เขาพร่ำร้องไปตลอดทาง จนคนที่สัญจรผ่านทางไปมาล้วนตกอกตกใจมองดูเขาอย่างตกตะลึง
จนกระทั่งถึงสำนักโอสถ เฉินจิ้งเสียนแบกอาจารย์พุ่งไปหาบรรดาอาจารย์ทั้งหลาย พลางร้องตะโกนว่า “อาจารย์! ช่วยอาจารย์ข้าด้วย! ได้โปรดช่วยอาจารย์ข้าด้วย!”
“หือ?” บรรดาอาจารย์มองอย่างตกใจ คนอื่นๆ ในสำนักก็มองอย่างตกอกตกใจเช่นกัน “เกิดอะไรขึ้นรึ!?”
ผู้คนพากันล้อมวงดู “เกิดอะไรขึ้น?”
เฉินจิ้งเสียนวางร่างอาจารย์ลงนอนบนตั่งตัวหนึ่ง เขาร้องตะโกนว่า “ช่วยด้วยๆ ช่วยอาจารย์ข้าด้วย!”
อาจารย์คนอื่นๆ ล้อมเข้าไปดู อาจารย์คนหนึ่งยื่นมือไปจับชีพจรครู่หนึ่งแล้วดึงมือกลับพลางส่ายๆ หน้า
คนอื่นๆ เข้าใจความหมายนั้นก็อึ้งงันไป อาจารย์เฉินตายแล้ว! ช่วยชีวิตไม่ได้แล้ว!
อาจารย์อีกคนจึงถามว่า “เกิดอะไรขึ้นรึ?”
“ฮือๆๆ…อาจารย์กับข้าถูกปล้น พวกมันจะฆ่าข้า อาจารย์เอาตัวบังข้าไว้ ฮือๆๆ…” เฉินจิ้งเสียนโกหกสีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่นิดเดียว คนอื่นๆ ฟังแล้วก็รู้สึกโกรธแค้นขึ้นมาทันที “ใครกันช่างกล้าลงมือกับคนของสำนักเรา!?”
“ฮือๆ ข้าไม่รู้ พวกมันมีกันหลายคน ข้าสู้พวกมันไม่ได้ ฮือๆ…” เฉินจิ้งเสียนร้องไห้พลางบอกเล่าออกมา “พวกมัน………..”
คนอื่นๆ ฟังแล้วรู้สึกโกรธแค้นแทน “ฮึ่ม!”
พวกเขารอจนผู้อาวุโสท่านหนึ่งมาถึง ผู้อาวุโสท่านนั้นสอบถามเรื่องราวสักพักแล้วเดินไปที่ศพอาจารย์เฉิน เขาเปิดใช้อาคมขึ้นมา อาคมสีเงินลอยขึ้นมาจากศพแล้วฉายภาพสุดท้ายที่บันทึกไว้ในดวงตาศพออกมา ภาพนั้นเป็นใบหน้าของเฉินจิ้งเสียน!
เมื่อทุกคนเห็นภาพนั้นก็ไม่ได้นึกสงสัยในคำพูดของเฉินจิ้งเสียนเลย เขาเล่าว่าอาจารย์เฉินเอาตัวบังเขาไว้ ดังนั้นภาพสุดท้ายที่บันทึกอยู่ในดวงตาศพย่อมเป็นภาพของเฉินจิ้งเสียน
ในเมื่อสืบสาวตัวคนร้ายจากภาพสุดท้ายในดวงตาศพไม่ได้ ก็เหลือแค่วิธีเดียวคือให้เฉินจิ้งเสียนบอกลักษณะท่าทางของคนร้ายกลุ่มนั้นออกมา เฉินจิ้งเสียนร้องไห้พลางบอกกล่าวลักษณะท่าทางคนร้ายที่เขาโกหกออกมา เขาสะอึกสะอื้นบอกเล่า “พวกมัน…………”
คนที่วาดภาพได้ก็ล้วนวาดภาพตามคำบอกเล่าของเขา ทุกคนล้วนวาดภาพออกมาได้ใกล้เคียงกัน
ผู้อาวุโสมองดูภาพคนร้ายแล้วจึงให้คนนำไปติดประกาศจับ ไม่ว่าจะจับเป็น! หรือจับตาย! ทางสำนักล้วนมีรางวัลให้อย่างงาม
ข่าวๆ นี้แพร่ไปทั่วทั้งแดนเทพในเวลาไม่นาน
เมื่อเหอเทียนเหิงรู้ข่าวการตายของอาจารย์เฉิน เขาก็รู้สึกเศร้าโศกจนบอกไม่ถูก ทำให้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรเลย
จวบจนเวลาผ่านไปนานหลายเดือน คนร้ายก็ยังจับไม่ได้ ผู้คนก็ให้ความสนใจกับข่าวการตายของอาจารย์เฉินน้อยลงเรื่อยๆ
จนกระทั่งข่าวคราวของอาจารย์เฉินเลือนหายไปจากผู้คน ผู้อาวุโสรองเห็นว่าเวลาผ่านไปนานหลายเดือนแล้ว เฉินจิ้งเสียนน่าจะทำใจเรื่องอาจารย์ได้แล้วกระมัง เขาจึงคุยกับเฉินจิ้งเสียนเรื่องการแต่งงาน
เฉินจิ้งเสียนที่แกล้งโศกเศร้ามานานก็ทำทียินยอมทำตามความประสงค์ของผู้อาวุโสรอง แต่งงานกับเป่าหลิง
ผู้คนในสำนักโอสถล้วนไปร่วมแสดงความยินดีด้วย เฉินจิ้งเสียนก็เข้าหอกับเป่าหลิงอย่างมีความสุข
ณ สถานที่แห่งหนึ่งในป่า เทพคนหนึ่งเก็บตำราโอสถได้ เขาจึงนำไปขายให้ร้านขายตำรา เถ้าแก่ซื้อตำราม้วนนั้นไว้ในราคาถูกยิ่ง เพราะตำราม้วนนั้นมีอาคมปกป้องเอาไว้ ไม่มีใครสามารถแก้อาคมเปิดตำราได้สักคน ดังนั้นเถ้าแก่จึงติดราคาขายต่อถูกๆ แต่ก็ยังไม่มีใครซื้อตำราม้วนนั้นออกไป ตำราม้วนนั้นจึงยังคงอยู่ในร้านขายตำราเรื่อยมา
จิตวิญญาณของเฉินรุ่ยฟางที่อยู่ในม้วนตำราก็ใช้พลังจิตวิญญาณของตัวเองกระตุ้นอาคมไปเรื่อยๆ ไม่ยอมให้ใครเปิดม้วนตำราได้ นางใช้พลังจิตวิญญาณไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจิตวิญญาณของนางลดน้อยลงไปเรื่อยๆ
เรื่องราวของเฉินรุ่ยฟางจะเป็นอย่างไรต่อไป เชิญอ่านต่อได้ในเรื่อง สตรีน่าตาย ค่ะ เริ่มมีบทของเฉินรุ่ยฟางตั้งแต่ตอนที่ 107 เป็นต้นไปค่ะ
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่อ่านมาถึงตอนนี้ค่ะ
ผิดพลาดประการใด ไรท์ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
วันที่เขียนจบ 18 มิถุนายน 2568
