Reuan Si La 2
เรือนศิลา ภาค 2
Chapter 1 ว่าที่แฟนฉันต้องหล่อเท่าจ้าวพ่อ
นับตั้งแต่ลินจิราจากไป จนถึงวันนี้ก็ครบยี่สิบสองปีพอดี ธิดาของจ้าวแห่งนาคราชเติบใหญ่เป็นสาวงาม เพียบพร้อมไปด้วยรูปสมบัติและทรัพย์สมบัติ
ภายในห้องนอนของนารินทร์ เจ้าของห้องกำลังนอนคว่ำหน้าอ่านหนังสืออยู่บนเตียง นาฏนาคีเดินเข้าไปเห็นแล้วก็ยิ้มเอ็นดู
“เฮ้อ…จ้าวรินเจ้าคะ มัวแต่ทำตัวเป็นหนอนหนังสืออยู่แบบนี้ แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะมีแฟนกับเขาซักทีล่ะเจ้าคะ” นาฏนาคีถามยิ้มๆ
นารินทร์เงยหน้าจากหนังสือที่กำลังอ่าน มองพระพี่เลี้ยงแล้วตอบว่า “รินก็รอพระเอกขี่ม้าขาวอยู่นี่ไงคะ”
“แหม พระเอกขี่ม้าขาวของจ้าวรินคงมีหรอกเจ้าค่ะ ก็เล่นตั้งเป้าไว้ซะสูงเสียดฟ้าขนาดนั้น” นาฏนาคีกระเซ้า แล้วก็พูดต่อว่า “ต้องหล่อเท่าจ้าวพ่อ ต้องเก่งอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของจ้าวพ่อ โถๆๆๆ แค่สองข้อนี้บรรดามนุษย์ผู้ชายก็ต้องไปต้มแห้วกินแล้วล่ะเจ้าค่ะ”
“ก็ช่างซิคะอานาฏ รินไม่เห็นจะสนใจเลย มีแฟนไปทำไมล่ะคะ รินไม่เห็นเพื่อนรินที่มีแฟนจะมีความสุขเลย เดี๋ยวก็ทะเลาะกัน เดี๋ยวก็งอนกัน แล้วก็เลิกกัน ไม่มีแฟนน่ะดีแล้วค่ะ ไม่ยุ่งยากปวดหัว” นารินทร์พูดแล้วก็ก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ
นาฏนาคีจึงยิ้มเอ็นดู แล้วก็บอกว่า “จ้าวพ่อให้มาตามเจ้าค่ะ”
นารินทร์เงยหน้ามองแล้วก็ลุกขึ้นทันที “จ้าวพ่อกลับมาแล้วเหรอคะ”
นาฏนาคีพยักหน้า “เจ้าค่ะ”
แล้วนารินทร์ก็รีบลุกจากเตียง ก้าวออกจากห้องนอน เดินเร็วๆลงจากเรือนไทย เร่งฝีเท้าตรงไปที่เรือนศิลาทันที
นาฏนาคีรีบเดินตามไป สายตามองร่างระหงอย่างสุดรักสุดเอ็นดู ก็เลี้ยงมาตั้งแต่ตัวน้อยๆ จนตอนนี้เติบใหญ่เป็นสาวงามแล้ว
พอเห็นพระบิดายืนอยู่หน้าเรือน นารินทร์ก็รีบถลาเข้าไปกอด “จ้าวพ่อขา”
นาคินทร์กอดลูกสาวสีหน้ายิ้มแย้มแล้วก็ถามว่า “ว่ายังไงเจ้าตัวแสบ พ่อไม่อยู่เนี่ย แอบไปซนที่ไหนมั่งรึเปล่า”
นารินทร์ผละออกค้อนให้พระบิดาวงใหญ่ๆ “โห..จ้าวพ่ออ่ะ ถามแบบนี้รินเสียหายหลายล้านนะคะ รินไม่ใช่เด็กๆแล้วนะคะจะได้แอบไปซนอย่างที่จ้าวพ่อว่าน่ะ”
นาคินทร์ยิ้มขำแล้วก็แกล้งกระเซ้าว่า “อ้าวเหรอ ลูกสาวพ่อไม่ใช่เด็กๆแล้วเหรอ เอ๊…งั้นใครน้า…ยังไปปีนต้นไม้เป็นลิงเป็นค่างอยู่เลย” แล้วเขาก็ยิ้มล้อลูกสาว
นารินทร์ค้อนแถมให้อีกวงนึง “จ้าวพ่อง่ะ พูดแบบนี้ได้ไงคะ รินไม่ใช่ลิงใช่ค่างซักหน่อย แล้วอีกอย่างนะคะการปีนต้นไม้เนี่ยก็เป็นการออกกำลังกายอย่างดีเลยนะคะ” หล่อนยกเหตุผลมาอ้าง
นาคินทร์จึงยิ่งขำกับเหตุผลของลูกสาว ก่อนที่สองพ่อลูกจะกระเซ้าเย้าแหย่กันไปมากกว่านี้ นรินทรก็รีบเดินเข้ามาขัดจังหวะ “โหย…มัวแต่สนใจจ้าวพ่อ จนลืมอาแบบนี้ อาชักจะน้อยใจแล้วนะจ๊ะ”
นารินทร์ผละออกจากพระบิดาหันไปมองอย่างตะลึงและดีใจ “จ้าวอา!” หล่อนถลันไปกอดจ้าวอาทันที “จ้าวอาหายหน้าไปตั้งนานแน่ะคะ”
นรินทรกอดตอบแล้วก็ดันตัวหลานสาวออกพลางกวาดตามอง “ไม่เห็นตั้งหลายเดือนโตขึ้นเยอะเลยนะเรา เป็นไงจ๊ะ สบายดีรึเปล่าจ๊ะ”
“สบายดีค่ะ แล้วจ้าวอาล่ะคะสบายดีรึเปล่าคะ จ้าวอาหายไปตั้งหลายเดือนจนรินคิดว่าจ้าวอาคงลืมหลานคนนี้ไปแล้วมั้งคะ” นารินทร์ตัดพ้อยิ้มๆ
นรินทรยิ้มขำแล้วก็บีบจมูกหลานเบาๆ “ช่างว่าจริงนะเรา เอ๊…เหมือนใครน้า”
“เหมือนจ้าวพ่อ” นารินทร์บอก พร้อมๆกับนาคินทร์ที่พูดว่า “เหมือนแม่” สองพ่อลูกพูดพร้อมกัน
แล้วนาคินทร์ก็ทำหน้าเศร้าเมื่อนึกถึงชายา ยี่สิบสองปีแล้วซินะเจ้าลิน ที่เจ้าจากพี่ไป แล้วเขาก็รีบปรับสีหน้าเป็นปกติ
นับวันนารินทร์ก็ยิ่งเหมือนแม่ จะต่างก็แค่ตรงสีตากับสีผมและสีผิว วงหน้าสวยหวานเด่นสะดุดตาด้วยดวงตากลมโตนัยน์ตาสีทองขอบนัยน์ตาสีเขียวที่ดูแปลกตาเหมือนใส่คอนแทคเลนส์แฟนซี จนทำให้ใครต่อใครที่พบเห็นเข้าใจว่าสาวน้อยใส่คอนแทคเลนส์ เส้นผมยาวสยายถึงกลางหลังสีทองสุกสว่าง และสีผิวที่ขาวผุดผ่องแต่คล้ายๆจะมีรัศมีสีทองเปล่งประกาย
ยิ่งโตก็ยิ่งละม้ายคล้ายมารดาจนผู้เป็นบิดาต้องถวิลหาชายาทุกครั้งร่ำไปเมื่อได้เห็นหน้าลูก
นรินทรจับกระแสเศร้าหมองของพี่ชายได้จึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุย
“แล้วนี่จะรับปริญญาเมื่อไหร่ล่ะจ๊ะ” เขาถามหลาน
นารินทร์รีบตอบ “อาทิตย์หน้าค่ะ จ้าวอาต้องไปงานรับปริญญาของรินด้วยนะคะ”
“ไปซิจ๊ะ อาจะพลาดได้ไงล่ะ หลานอารับปริญญาทั้งทีอาไม่มีทางพลาดงานนี้แน่จ๊ะ” นรินทรยิ้มพลางลูบหัวหลานอย่างเอ็นดู
นารินทร์ยิ้มหน้าบาน
แล้วนรินทรก็แบมือตรงหน้าหลานสาว พลัน! ก็ปรากฎกล่องไม้แกะสลักเป็นลายนาคราชงดงามบนฝ่ามือ “สุขสันต์วันเกิดจ้ะ”
นารินทร์ยิ้มดีใจรีบไหว้จ้าวอา “ขอบคุณค่ะจ้าวอา” แล้วหล่อนก็รับกล่องของขวัญมาเปิดดู
ภายในกล่องมีกำไลนาคราชทองคำสองวง ลวดลายงดงาม
“ใส่เลยซิจ๊ะ” เขาบอกพร้อมรอยยิ้ม
นารินทร์แค่คิดจะใส่ กำไลนาคราชก็อ้าปากคลายส่วนหางออกแล้วลอยมาสวบฉับบนข้อมือขาวผ่องทั้งสองข้าง แล้วหัวนาคราชก็อ้าปากอมหางไว้เหมือนเดิม
“ขอบคุณค่ะจ้าวอา” นารินทร์บอกขอบคุณอีกครั้งพร้อมรอยยิ้ม
นรินทรยิ้มที่หลานชอบของขวัญ
แล้วนาคาก็เดินเข้ามาหยุดยืนด้านหลังผู้เป็นนาย “พระจะมาถึงแล้วขอรับ”
“ขอบใจนะ” นาคินทร์หันไปบอก แล้วก็หันมาพูดกับลูกสาวและน้องชายว่า “พระจะมาแล้วเราไปรอท่านกันเถิด”
“ขอรับเจ้าพี่” / “ค่ะจ้าวพ่อ” สองอาหลานพูดพร้อมกัน
จากนั้นทั้งสี่ตนและหนึ่งครึ่งนาคราชก็พากันเดินไปยังศาลากลางสวนซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดงานทำบุญเลี้ยงเพลพระอุทิศบุญกุศลให้จ้าวลินจิราพระชายาจ้าวแห่งนาคราชผู้ล่วงลับ เนื่องในโอกาสครบรอบวันสวรรคตของจ้าวลินจิราและวันประสูติของจ้าวนารินทร์
ภายในศาลา สำรับกับข้าวถูกจัดวางใส่จานชามเบญจรงค์ วางในถาดทองคำอย่างวิจิตรหรูหรา ตั้งรอประเคนไว้พร้อมสรรพ
ทั้งหมดเข้าไปนั่งพับเพียบเรียบร้อยรอพระ
อึดใจต่อมารถตู้ก็วิ่งเข้ามาจอดหน้าศาลา พนักงานประจำรถรีบลงไปเปิดประตูรถให้พระลง
พระภิกษุสงฆ์ทยอยลงมา แล้วเดินเข้าไปนั่งบนอาสนะที่จัดเตรียมไว้อย่างสำรวม
พอพระนั่งเรียบร้อยแล้ว นาคินทร์ก็ขยับไปจุดเทียนธูปหน้าองค์พระพุทธรูป แล้วก้มกราบอย่างงดงาม แล้วเขาก็ถอยกลับมานั่งที่เดิม ทุกคนและทุกตนที่นั่งอยู่ก็ก้มลงกราบอย่างงดงามและสำรวม
หลังจากนั้นพิธีถวายเพลเลี้ยงพระก็ดำเนินไปจนเสร็จสิ้น
นาคาและนาฏนาคีเข้าไปรับถ้วยน้ำกรวดอุทิศบุญกุศลจากผู้เป็นนายทั้งสามไปเทใต้ต้นไม้ข้างศาลา
จากนั้นพระภิกษุสงฆ์ก็ทยอยลุกขึ้นเดินออกจากศาลาไปขึ้นรถกลับวัด
เมื่อเสร็จพิธีทำบุญทางศาสนาแล้ว นาคินทร์ก็ชวนน้องชายและลูกสาวไปทานอาหารกลางวัน พอทานอาหารเสร็จแล้วทั้งสามก็ย้ายไปนั่งคุยกันที่ศาลาริมน้ำหน้าเรือนศิลา ทั้งสามคุยกระเซ้าเย้าแหย่กันอย่างสนุกสนาน จวบจนกระทั่งถึงเวลาเย็น นารินทร์ก็ขอตัวไปอาบน้ำแต่งตัวสำหรับงานเลี้ยงวันเกิดของตัวเอง
ภายในงานเลี้ยงซึ่งจัดขึ้นที่ศาลาห้องอาหารเรือนศิลารีสอร์ท นารินทร์เจ้าของงานกำลังยืนต้อนรับแขกอยู่หน้าทางเข้างาน
นัทชัยกับจินตนาถือกล่องของขวัญไว้คนละกล่องเดินเข้าไปหาเจ้าของวันเกิด
นารินทร์รีบเดินเข้าไปหาผู้สูงวัยทั้งสอง วงหน้าสวยหวานคลี่ยิ้มดีใจ “สวัสดีค่ะคุณปู่คุณย่า”
“สุขสันต์วันเกิดจ้ะลูก” นัทชัยกับจินตนาอวยพรพร้อมกันแล้วยิ้มแย้มให้หลานสาวพร้อมกับยื่นกล่องของขวัญให้
นารินทร์รับมาแล้วก็พูดว่า “รินแกะเลยนะคะ”
จินตนาพยักหน้า “จ้ะลูก แกะดูซิจ๊ะว่าถูกใจหนูรึเปล่า”
นารินทร์ส่งกล่องของขวัญอีกกล่องให้สาวใช้ช่วยถือ แล้วก็รีบแกะกล่องของขวัญของคุณย่าก่อนด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจ พอเห็นของขวัญก็ยิ่งดีใจใหญ่ เพราะเป็นหนังสือเล่มที่กำลังอยากได้แต่ร้านหนังสือที่นี่ไม่มีขาย
“ขอบคุณค่ะคุณย่า ถูกใจรินมากเลยค่ะ” แล้วหล่อนก็เข้าไปกอดหอมแก้มคุณย่าซะสองฟอด
จินตนาหอมแก้มหลานตอบแล้วก็พยักเพยิดให้ไปแกะของคุณปู่ “หนูแกะดูซิว่าของคุณปู่จะถูกใจหนูรึเปล่า”
“ค่ะคุณย่า” แล้วนารินทร์ก็ผละออกมา สาวใช้ยื่นกล่องของขวัญให้แล้วก็รับของขวัญไปแยกวางไว้ ไม่ปะปนกับของแขกคนอื่น
นารินทร์ก็แกะกล่องเปิดดู พอเห็นของขวัญก็ยิ้มหน้าบานถูกอกถูกใจเพราะเป็นเค้กช็อกโกแล็ตร้านโปรด หน้าเค้กเขียนคำอวยพร สุขสันต์วันเกิดหลานนารินทร์
“ขอบคุณค่ะคุณปู่” หล่อนยื่นหน้าไปหอมแก้มขอบคุณ แล้วก็พูดว่า “คุณปู่คุณย่า ไปนั่งข้างในก่อนนะค่ะ”
“จ้ะลูก” ทั้งสองพยักหน้าแล้วก็เดินเข้าไปในงาน ปล่อยให้เจ้าของงานรับแขกต่อไป
นารินทร์ยืนรับแขกจนเห็นว่าไม่มีใครมาแล้วหล่อนจึงเดินเข้าไปภายในงาน
นาคินทร์นั่งคุยอยู่กับนัทชัยและจินตนา
“คุณลุงคุณป้าเป็นยังไงบ้างครับ” นาคินทร์ถามทั้งสอง
“ก็เรื่อยๆตามประสาคนแก่ล่ะค่ะ มีเจ็บมีป่วยบ้างอากาศกรุงเทพมันแย่เหลือเกิน” จินตนาตอบแล้วก็ยิ้มให้ แล้วก็กระเซ้าว่า “จะให้เหมือนคุณนาคินทร์ได้ยังไงล่ะคะ ยังดูหนุ่มฟ้อหล่อเฟี๊ยวไม่เปลี่ยนเลย”
“นั่นซิครับ สงสัยผมคงต้องขอเคล็ดลับของคุณไปใช้มั่งซะแล้ว” นัทชัยเย้าเสริมแล้วก็หัวเราะ
นาคาซึ่งยืนรับใช้อยู่ใกล้ๆรีบเบือนหน้าไปแอบยิ้ม พลางส่งกระแสจิตกระเซ้าผู้เป็นนาย
“หึๆๆๆ ข้าว่าครั้งหน้าท่านออกงานสังคมคงต้องแปลงรูปกายให้ดูชรากว่านี้แล้วล่ะขอรับ”
นาคินทร์ยิ้มแย้มให้ผู้สูงวัยตามสภาพร่างกาย ซึ่งทั้งสองคนแก่ชราลงไปมาก
สิ้นปีนี้จินตนาก็จะเกษียณแล้ว ซึ่งทั้งคู่วางแผนไว้ว่าหลังเกษียณแล้วก็จะย้ายมาอยู่ที่เชียงราย
ยังไม่ทันจะได้คุยต่อ นารินทร์ก็เดินเข้ามาหา “จ้าวพ่อขา” หล่อนจูงมือเพื่อนเข้ามาด้วยแล้วก็แนะนำว่า “จ้าวพ่อคะ คุณปู่คุณย่าขา นี่น้องแพรวรุ่นน้องของรินที่มหาลัยค่ะ”
แพรวพราวรีบยกมือย่อตัวไหว้ทุกคน “สวัสดีค่ะ”
สายตาหล่อนมองจ้าวพ่อของพี่รินแล้วก็นึกในใจว่า คุณพ่อพี่รินดูเด็กจัง นี่ถ้าพี่รินไม่แนะนำให้รู้จักเราคงนึกว่าเป็นพี่ชายแหงๆ
“สวัสดีจ้ะ” / “สวัสดีครับ” ทั้งสามรวมถึงนาคารับไหว้พร้อมกับยิ้มให้
“อ๋อ…คนนี้เหรอน้องแพรวที่ลูกพูดถึงบ่อยๆน่ะ” นาคินทร์ถามลูกสาวแล้วก็มองแพรวพราวอย่างเอ็นดู
“ค่ะจ้าวพ่อ ถ้างั้นรินขอตัวไปคุยกับเพื่อนๆต่อนะคะ” นารินทร์ตอบพระบิดาแล้วก็จูงมือแพรวพราวไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ
นารินทร์คุยอย่างสนุกสนานกับบรรดาเพื่อนๆ ส่วนแพรวพราวพอทักทายคนอื่นๆแล้วก็ถือแก้วเครื่องดื่มเลี่ยงไปยืนอยู่ในมุมสงบ รอให้จบไฮไลน์ของงานแล้วก็จะขอตัวกลับ
หลังจากนั่งคุยกับนัทชัยและจินตนาอยู่พักนึงนาคินทร์ก็ขอตัวไปเดินดูความเรียบร้อยในงาน พอเห็นแพรวพราวยืนอยู่คนเดียวเขาจึงเข้าไปคุยด้วยในฐานะเจ้าภาพ
“อ้าวน้องแพรว ทำไมมายืนคนเดียวแบบนี้ล่ะครับ” นาคินทร์ถามอย่างเอ็นดูนึกถูกชะตากับสาวน้อย
แพรวพราวยิ้มให้แล้วก็ตอบว่า “เอ่อ…คือแพรวรู้จักแต่พี่รินน่ะค่ะ เพื่อนพี่รินคนอื่นๆแพรวไม่ค่อยรู้จักก็เลยไม่รู้จะคุยกับใครน่ะค่ะ”
นาคินทร์พยักหน้ารับรู้
แล้วแพรวพราวก็พูดว่า “พี่รินผมสีทองเหมือนคุณน้านี่เอง คุณน้ามาจากประเทศไหนเหรอคะ” หล่อนคิดว่าเขาเป็นชาวต่างชาติ
หล่อนถามเหมือนหาเรื่องพูดคุยด้วยมากกว่าจะอยากรู้จริงๆ แต่กลับทำให้นาคินทร์ตกใจตะลึงงัน นางเห็นผมของข้าเป็นสีทองรึนี่! นางเห็นรูปกายแท้จริงของข้าได้อย่างไรกัน
“คุณน้ายังดูหนุ๊ม…หนุ่ม หน้าเด๊ก…เด็ก นี่ถ้าพี่รินไม่บอกว่าเป็นคุณพ่อ แพรวต้องนึกว่าคุณน้าเป็นพี่ชายของพี่รินแน่ๆเลยค่ะ” เสียงหวานใสพูดยิ้มแย้ม ยิ่งตอกย้ำให้นาคินทร์แน่ใจว่าสาวน้อยเห็นรูปกายแท้จริงของตนเองแน่แท้
“เอ่อขอโทษนะคะ…คุณน้าเป็นตาแดงเหรอคะ แพรวได้ข่าวว่าช่วงนี้โรคตาแดงระบาดอยู่ด้วย” เสียงหวานใสเจื้อยแจ้วอย่างสงสัย
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน นางเป็นพวกมีสัมผัสพิเศษหรือนี่ จึงมองเห็นทะลุมนต์นาคราชของข้าได้
ก็เขาแปลงรูปกายให้ผมดำตาดำดูสูงอายุสมวัยสำหรับคนที่มีลูกสาวอายุยี่สิบสองปี แต่นางกลับเห็นรูปกายแท้จริงของเขาได้อย่างไรกัน
Chapter 2 นางเป็นผู้มีสัมผัสพิเศษ
ใจนึกอยากจะรู้ให้แน่ใจ เขาจึงแกล้งเสกกระต่ายขึ้นเบื้องหลังสาวน้อย หากนางเห็นกระต่ายเสกซึ่งมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ ก็แสดงว่านางมีสัมผัสพิเศษแน่นอน
กระต่ายเสกกระโดดมาหยุดนิ่งแทบเท้าแพรวพราว
แพรวพราวรู้สึกเหมือนมีตัวอะไรมาอยู่แถวๆเท้าจึงก้มลงมอง “อุ้ยกระต่าย!”
นาคินทร์แน่ใจแล้วว่าสาวน้อยมีสัมผัสพิเศษจริงๆ
แพรวพราวก้มลงเอื้อมมือไปลูบกระต่ายขนปุยเล่น “โห…เชื่องจัง” แล้วหล่อนก็เงยหน้าพูดกับนาคินทร์ว่า “คุณน้าเลี้ยงกระต่ายด้วยเหรอคะ เชื๊อง…เชื่องจังเลยค่ะ”
นาคินทร์มิได้ตอบเพียงแต่ยิ้มให้
แล้วก็ถึงไฮไลต์ของงาน แพรวพราวจึงผละจากกระต่ายเข้าไปสมทบกับคนอื่นๆ
นาคินทร์ก็รีบเดินเข้าไปยืนข้างๆลูกสาว นรินทรก็ยืนขนาบอีกข้าง
ทุกคนร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ พอจบเพลง นารินทร์ก็หลับตาอธิษฐาน จากนั้นก็ลืมตาขึ้นแล้วเป่าเทียนบนเค้กจนดับหมดทุกเล่ม
เสียงแขกเซ็งแซ่อวยพรกันใหญ่ นารินทร์รับมีดมาตัดเค้กแจก หล่อนยื่นเค้กให้พระบิดา จ้าวอานรินทร นาคา นาฏนาคี คุณปู่คุณย่า แล้วก็แขกผู้ใหญ่ จากนั้นก็ถึงคิวเพื่อนๆ แน่นอนว่าเค้กของหล่อนเป็นเค้กมังสวิรัตเพื่อให้เหล่านาคราชที่ถือศีลกินมังสวิรัตสามารถทานกันได้
นารินทร์ตัดเค้กยื่นให้แพรวพราวก่อนเพื่อนคนอื่นๆด้วยความรู้สึกสนิทสนม อีกอย่างเพราะเห็นว่าเป็นรุ่นน้องคนเดียวในงาน
พอจบไฮไลต์ของงานแล้วแพรวพราวก็รีรออยู่ครู่หนึ่ง พอได้จังหวะหล่อนก็เข้าไปลาเจ้าของงานขอตัวกลับ
“อะไรง่ะ น้องแพรวจะชิ่งกลับแล้วเหรอ มาแป๊ปเดียวเองง่ะ พี่ไม่ยอมให้กลับหรอก” นารินทร์ว่าแล้วก็จูงมือแพรวพราวไปนั่งที่โต๊ะ “น้องแพรวต้องอยู่จนงานเลิกนะ ไม่งั้นพี่โกรธตายเลย” หล่อนขู่รุ่นน้องทำสีหน้าขรึมๆ
แพรวพราวกลัวรุ่นพี่โกรธจึงจำใจรับปาก “ค่ะพี่ริน”
นารินทร์ยิ้มดีใจแล้วก็บอกว่า “เดี๋ยวพอแขกผู้ใหญ่ทยอยกลับก็ถึงคิวเด็กๆอย่างพวกเราแล้วล่ะจ้า ตอนนี้เป็นฟอร์เต้นรำของผู้ใหญ่เค้าไปก่อน แล้วเดี๋ยวก็เป็นเวทีแด๊นซ์ของพวกเราแล้วล่ะ” หล่อนหลิวตากับแพรวพราวอย่างสนุกสนาน
แล้วก็หันไปพูดกับพระบิดาว่า “จ้าวพ่อขา ฝากดูแลแขกคนสำคัญของรินด้วยนะคะ อย่าปล่อยให้หนีกลับได้นะคะ ไม่งั้นรินโกรธจ้าวพ่อแน่” หล่อนขู่พระบิดาแล้วก็พูดต่อว่า “รินขอตัวไปดูแลเพื่อนๆก่อนนะคะ”
จากนั้นนารินทร์ก็เดินไปดูแลแขกคนอื่นๆในงาน นาคินทร์ยิ้มส่ายหน้าระอากับความเอาแต่ใจของลูกสาว เฮ้อ…สงสัยข้าคงจะตามใจนางมากไปหน่อยล่ะมั้ง
ส่วนแพรวพราวก็นั่งมองนู้นมองนี่ไปอย่างเหงาๆ ก็งานนี้หล่อนรู้จักแต่รุ่นพี่รินคนเดียวนี่น่า เพื่อนๆของรุ่นพี่คนอื่นๆก็ไม่ค่อยสนิทสนมด้วย
นาคินทร์มองสาวน้อยแล้วก็นึกสงสาร “เต้นรำซักเพลงมั๊ยครับ” เขาลุกขึ้นแล้วโค้งให้หล่อน
แพรวพราวมองอย่างอึ้งๆ เต้นรำหล่อนก็เต้นเป็นอยู่ เต้นได้ดีด้วยล่ะ แต่จะให้เต้นกับพ่อของเพื่อนเนี่ยมันก็กระดากๆอยู่น้า แต่แหม…ผู้ใหญ่เอ่ยปาก หล่อนเป็นเด็กจะปฏิเสธได้ไงล่ะ
“ค่ะคุณน้า” แล้วแพรวพราวก็ลุกขึ้น ยื่นมือไปจับมือเขา
วินาทีที่มือของทั้งสองแตะกัน พลัน! ความรู้สึกหนึ่งก็พุ่งวาบขึ้นมาในดวงจิตของทั้งสองคน
สำหรับนาคินทร์เหมือนดั่งของรักที่หายไป…ได้กลับคืนมา
ส่วนแพรวพราวก็ใจเต้นแรงเหมือนดั่งได้พบชายในฝัน หล่อนสะดุ้งดึงมือกลับ ใจเต้นตึกๆ
ทั้งสองมองหน้าสบตากันค้างอยู่อย่างนั้น ครู่ต่อมานาคินทร์กระพริบตาเรียกสติกลับคืน เมื่อกี้มันอะไรกัน เขาถามตัวเองในใจ จ้องหน้าสาวน้อยอย่างค้นหา
แพรวพราวกระพริบตาปริบๆ จับมือตัวเองบีบกันไว้ พยายามสูดลมหายใจข่มอาการใจเต้นแรง “เอ่อ…”
นาคินทร์อยากจะรู้ให้แน่ชัดว่าความรู้สึกเมื่อครู่นี้มันคืออะไร เขาจึงยื่นมือไปหาหล่อนแล้วพูดว่า “ไปเต้นรำกันเถอะครับ”
แพรวพราวมองมือเขาอย่างชั่งใจ “เอ่อ…” จะเอาไงดีล่ะ
พอเงยหน้าสบตากับนัยน์ตาสีแดงซึ่งเชิญชวนด้วยท่าทางสุภาพ หล่อนจึงจำใจยื่นมือตัวเองไปวางบนอุ้งมือใหญ่
พอมือของทั้งสองสัมผัสกัน ไม่มีความรู้สึกใดๆเลย
นาคินทร์มองมือน้อยนุ่มนิ่มแววตาแฝงรอยผิดหวังนิดๆ เขาจับมือหล่อนอย่างสุภาพแล้วก็จูงเดินไปที่ฟอร์เต้นรำ
เขาโอบประคองหล่อนอย่างสุภาพแล้วพาก้าวไปตามจังหวะเสียงเพลง
แพรวพราวเต้นตามอย่างเขินๆ
กลิ่นกายสาวน้อยเย้ายวนชวนให้หลงใหล นาคินทร์เผลอรั้งร่างน้อยเข้ามาแนบชิด
แพรวพราวกระพริบตาปริบๆเก้อเขิน “เอ่อ…คุณน้าคะ” หล่อนเรียกเขาแล้วพยายามเขยิบตัวออกห่าง
นาคินทร์สะดุ้งได้สติก็รีบเอ่ยปากขอโทษ “เอ่อ…ขอโทษครับ” แล้วเขาก็ก้าวนำพาสาวน้อยเต้นรำไปตามเพลง
ทำไมนะข้าถึงได้เผลอตัวเช่นนี้ได้ น่าอายจริงๆ หรือเพราะวันนี้เป็นวันครบรอบวันตายของเจ้าลินกระมังจึงทำให้พี่คิดถึงเจ้าเหลือเกิน เจ้าลินจ๋า…เมื่อไหร่เจ้าจะกลับมาหาพี่ล่ะ พี่รอเจ้าอยู่ทุกลมหายใจ ใยเจ้าจึงมิรีบกลับมาล่ะจ๊ะ เจ้าลินของพี่
“ทำไมคุณน้าทำหน้าเศร้าจังคะ” แพรวพราวถามเมื่อเห็นใบหน้าของคู่เต้นรำเศร้าหมองจนหล่อนเห็นแล้วก็รู้สึกเศร้าตามไปด้วย
นาคินทร์รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วก็บอกว่า “คือผมคิดถึงภรรยาที่ตายไปน่ะครับ”
แพรวพราวพยักหน้ารับรู้แล้วก็ถามว่า “คุณน้าคงจะรักคุณแม่ของพี่รินมากเลยใช่มั๊ยคะ”
“ครับ” นาคินทร์ตอบพร้อมกับยิ้มบางๆให้
“น่าอิจฉาภรรยาของคุณน้าจังเลยค่ะ ถ้าแพรวมีแฟน แพรวอยากให้แฟนของแพรวรักแพรวแบบที่คุณน้ารักภรรยาจังเลยค่ะ” แพรวพราวยิ้มชื่นชม
“แล้วน้องแพรวมีแฟนหรือยังล่ะครับ” นาคินทร์ถามอย่างเอ็นดู
แพรวพราวส่ายหน้า “ยังค่ะ ยังไม่มีพระเอกขี่ม้าขาวฝ่าด่านคุณพ่อของแพรวได้เลยซักคนค่ะ แพรวก็เลยยังค้างเติ้งอยู่บนคานทองอยู่เลยค่ะ” หล่อนพูดยิ้มๆแล้วก็หัวเราะขำเบาๆ พลอยทำให้นาคินทร์หัวเราะตามไปด้วย
จ้าวแห่งนาคราชหัวเราะทำให้นาคราชทุกตนหันไปมองอย่างแปลกใจ โอ…นานแล้วที่มิเห็นท่านหัวเราะเช่นนี้ น่ายินดีเหลือเกิน
นารินทร์ก็หันไปมองพระบิดาอย่างแปลกใจเช่นกัน เอ…ไม่เคยเห็นจ้าวพ่อหัวเราะแบบนี้เลยอ่ะ
“หึๆๆๆท่าทางคุณพ่อของน้องแพรวคงจะหวงน้องแพรวน่าดูเลยใช่มั๊ยครับ” นาคินทร์ถามยิ้มขำ
“ค่ะคุณน้า คุณพ่อแพรวดุมากเลยค่ะ เฉพาะกับเพื่อนๆผู้ชายของแพรวนะคะท่านจะดุเป็นพิเศษเลยล่ะค่ะ” แพรวพราวตอบแล้วก็พูดเล่นว่า “แพรวว่าชาตินี้แพรวคงหาแฟนไม่ได้แน่ๆเลยมั้งคะ หรือไม่ก็คงต้องไปคบทอมคบดี้เป็นแฟนแทนล่ะมั้งคะคุณน้า”
“แหม…น้องแพรวพูดซะจนผมอยากจะเจอคุณพ่อของน้องแพรวซะแล้วซิ ว่าระหว่างคุณพ่อของน้องแพรวกับผมใครจะหวงลูกสาวมากกว่ากันน้า” นาคินทร์พูดล้อพลางหัวเราะขำ
จนเพลงจบไปแล้วสองเพลงเขาจึงเพิ่งรู้ตัวว่าเต้นรำกับแพรวพราวเพลินขนาดนี้เชียวหรือ พอเพลงจบเป็นเพลงที่สามเขาจึงพาหล่อนกลับไปนั่งที่โต๊ะ
“ขอบใจนะครับที่เต้นรำกับผม” เขาบอกอย่างอ่อนโยนพร้อมยิ้มให้อย่างอบอุ่น
แพรวพราวยิ้มตอบ ยังไม่ทันจะพูดอะไรเสียงมือถือก็ดังขึ้นซะก่อน หล่อนจึงรีบบอกกับเขาว่า “เอ่อ…แพรวขอตัวซักครู่นะคะคุณน้า”
“ครับ” นาคินทร์พยักหน้า
แพรวพราวจึงลุกขึ้นเดินเลี่ยงไปพร้อมกับล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากระโปรงพอเห็นชื่อบนหน้าจอก็รีบกดรับสาย “ขาคุณพ่อ” จากนั้นหล่อนก็พูดแต่ค่ะๆๆๆ แล้วก็วางสายไป
แล้วหล่อนก็เดินกลับมาบอกกับนาคินทร์ว่า “คุณน้าคะ แพรวคงต้องกลับแล้วล่ะค่ะ คุณพ่อโทรตามแล้วล่ะค่ะ”
“อ๋อครับ” นาคินทร์พยักหน้ารับรู้ รู้สึกเสียดายลึกๆในดวงจิตที่หล่อนต้องรีบกลับเสียแล้ว แล้วก็ถามอย่างเป็นห่วงว่า “เอ่อ…แล้วนี่น้องแพรวจะกลับยังไงล่ะครับ”
“แพรวขับรถมาค่ะ” แพรวพราวตอบแล้วก็ยกมือไหว้ลา “ถ้างั้นแพรวกลับก่อนนะคะคุณน้า”
“ครับ ถ้างั้นเดี๋ยวผมเดินไปส่งที่รถนะครับ” เขาบอกอย่างอ่อนโยน แล้วแพรวพราวก็เดินไปลาเจ้าของงาน
“พี่รินคะ แพรวต้องกลับก่อนนะคะ คุณพ่อโทรตามแล้วค่ะ”
“ว้า…เสียดายจังเลย ถ้างั้นก็ขับรถกลับบ้านดีๆนะจ๊ะ” นารินทร์บอกแล้วก็จับมือรุ่นน้องร่ำลา
“ค่ะพี่ริน ขอบคุณนะคะ” แพรวพราวโบกมือลาแล้วก็หมุนตัวเดินออกไป
นาคินทร์เดินตามไปส่งที่รถ พอถึงรถโฟล๊คเต่าคันเก่งแพรวพราวก็ล้วงกุญแจออกมาไขปลดล็อกแล้วก็หันมาไหว้ลานาคินทร์อีกครั้ง “ขอบคุณนะคะคุณน้า ที่เดินมาส่งแพรวถึงที่รถ แพรวลาล่ะค่ะ”
“ขับรถกลับดีๆนะครับ” นาคินทร์ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
แพรวพราวยิ้มตอบแล้วก็หมุนตัวไปเปิดประตูรถ แล้วสายตาก็เหลือบเห็นบางอย่างอยู่ใต้ท้องรถ โผล่ส่วนหัวมาสะท้อนแสงไฟให้เห็นชัดๆเต็มตา
“งู! กรี๊ดดดด…” แพรวพราวหมุนตัวกลับ กระโดดกอดนาคินทร์ทันที เสียงหวานใสร้องโวยวายลั่น “ไป๊…ไปให้พ้นนะ! ฉันเกลียดงู!”
นาคินทร์ตกใจช้อนอุ้มร่างน้อยขึ้นมาในวงแขน พลางมองไปที่งูสิงตัวต้นเหตุ แล้วส่งกระแสจิตบอก…เจ้ารีบไปซะ
งูสิงตัวนั้นจึงรีบเลื้อยไป
แพรวพราวหลับตาปี๋ซุกหน้าแนบอก ปากก็ไล่งูเหย็งๆ “ไปนะ! ฉันเกลียดงู! ไปให้พ้นนะ! ไป๊!”
นาคินทร์หวนนึกถึงเมื่อครั้งกระนั้นที่เจ้าลินก็กระโดดกอดเขาเช่นนี้ ทำไมนะ…ทำไมจะต้องเกิดเหตุเช่นนี้ให้พี่คิดถึงเจ้าด้วยนะ เจ้าลินจ๋า อกพี่ระทมหมองไหม้เพราะคิดถึงเจ้าใจจะขาดแล้วหนา เมื่อไหร่เจ้าจึงจะกลับคืนมาหาพี่เสียที เจ้าลินจ๋า…
“มิเป็นไรแล้วนะจ๊ะเจ้าลิน งูมันไปแล้วนะจ๊ะเจ้าลินของพี่ มิต้องกลัวแล้วนะจ๊ะ” เขาเผลอบอกอ่อนหวานปลอบเจ้าร่างน้อยในอ้อมแขน
แพรวพราวยังหลับตาปี๋ซุกหน้าอยู่อย่างนั้น สองมือยังโอบรอบคอคนถูกกอดแน่น
“งูมันไปแล้วจริงๆนะคะ คุณน้าอย่าหลอกแพรวนะคะ แพรวเกลียดงู” เสียงหวานใสถามอู้อี้ซุกอยู่กับอกกว้าง ทำให้นาคินทร์ยิ้มขำ ช่างเหมือนกันเสียเหลือเกิน…
“มันไปแล้วจริงๆจ้ะ” เขาบอกอ่อนหวาน
แพรวพราวจึงลืมตาขึ้นแล้วหันไปมองตรงที่เห็นงูอย่างหวาดๆ พอไม่เห็นงูแล้วก็โล่งใจ “เฮ้อ…”
ครั้นพอรู้ตัวว่าตัวเองกำลังอยู่ในสภาพไหน สองแก้มก็ร้อนซู่ หน้าแดงแปร๊ด สองมือที่โอบรอบลำคอหนาก็ละออกทันที “อุ้ย! แพรวขอโทษค่ะ”
นาคินทร์ยิ้มให้อย่างอ่อนหวาน “ไม่เป็นไรครับ” แล้วเขาก็ปล่อยหล่อนลงยืนกับพื้น
แพรวพราวอายจนหน้าแดงแปร๊ด พอสองเท้าแตะพื้นหล่อนก็ผละออกไปยืนห่างๆ พร้อมกับยกมือไหว้เขา “แพรวขอโทษค่ะคุณน้า” หล่อนหน้าจ๋อย ใจเสียกลัวว่าคุณน้าจะเอ็ดใส่
นาคินทร์ยิ้มปลอบแล้วก็บอกว่า “ไม่เป็นไรครับ น้องแพรวอย่าคิดมากเลย คนเราเวลาตกใจก็เผลอทำอะไรไปโดยไม่รู้ตัวกันทั้งนั้นแหละครับ น้องแพรวรีบกลับบ้านเถอะเดี๋ยวคุณพ่อจะเป็นห่วงนะ”
“ค่ะคุณน้า แพรวขอโทษนะคะ แพรวกลับล่ะคะ” หล่อนยกมือไหว้เขาอีกรอบแล้วก็หันไปเปิดประตูรถแล้วก้าวเข้าไปนั่งในรถ
นาคินทร์ปิดประตูให้แล้วก็ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน พร้อมกับโบกมือลา
แพรวพราวรีบเสียบกุญแจรถสตาร์ทแล้วก็เข้าเกียร์ จากนั้นหล่อนก็หันกลับไปมองเขาอย่างอายๆ แล้วก็ขับรถออกไป ใจยังเต้นแรงตึกๆ ทั้งตกใจงู อายตัวเองที่เผลอกอดคุณพ่อยังหนุ่มของรุ่นพี่ เฮ้อ…ถ้าเจอคุณน้าอีกทีจะกล้ามองหน้าท่านมั๊ยน้อ…
พอแพรวพราวกลับถึงบ้าน หล่อนก็รีบอาบน้ำแล้วสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน พอเสร็จแล้วหล่อนก็ล้มตัวลงนอนดึงผ้าห่มมาคลุมตัว เพียงครู่เดียวหล่อนก็เข้าสู่นิทรารมณ์อันแสนสุข
“เจ้าลินจ๋า เจ้าลินของพี่” เสียงทุ้มกังวานปานระฆังแก้วเรียกอย่างอ่อนหวาน จนแพรวพราวหันไปมองอย่างสงสัย หล่อนมองไปตามเสียงเรียกแล้วก็ได้เห็นเงารางๆเหมือนอยู่ในสายหมอก
“นั่นใครคะ คุณเรียกใครเหรอคะ” แพรวพราวตะโกนถามออกไปแล้วก็พยายามเพ่งมอง
“เจ้าลินจ๋า คนดีของพี่กลับมาหาพี่เถิด พี่คิดถึงเจ้าเหลือเกิน เจ้าลินจ๋า” เสียงทุ้มเรียกอ่อนหวานเว้าวอนอย่างเศร้าสร้อยจนแพรวพราวนึกเศร้าตาม หล่อนอยากจะเห็นหน้าเขาให้ชัดๆจึงเดินเข้าไปหา
“เจ้าลินจ๋า” เขาเรียกอ่อนหวานพร้อมกวักมือเรียก แพรวพราวจึงยิ่งเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปหา แล้วหล่อนก็ได้เห็นหน้าเขาชัดๆเต็มสองตา “คุณน้า!”
แพรวพราวสะดุ้งตื่นลุกพรวด ใจเต้นแรงตึกๆ พอเห็นว่าตัวเองอยู่บนเตียงจึงได้รู้ว่าฝันไป
“ฝันอีกแล้วเหรอเรา” หล่อนยกมือเสยผมไปข้างหลังแล้วก็นิ่งคิดถึงความฝัน
Chapter 3 รถเสีย! ทำไงดี?
ความฝันที่มักจะฝันซ้ำๆเหมือนกันแทบทุกคืนตั้งแต่เด็กๆ หล่อนมักจะฝันเห็นใครคนหนึ่งในสายหมอกเรียกอย่างอ่อนหวานว่า “เจ้าลินจ๋า”
เขาคนนั้นเฝ้าเรียกหาอย่างอ่อนหวานเว้าวอนและเศร้าสร้อยจนหล่อนเศร้าตามไปด้วย หล่อนเดินเข้าไปหาเขา แต่ทุกครั้งในความฝันหล่อนไม่เคยเดินเข้าไปใกล้เขาได้เลย เพิ่งจะมีครั้งนี้นี่แหละที่หล่อนเดินเข้าไปหาและได้เห็นหน้าเขาอย่างชัดๆถนัดตา
“แต่ทำไมเขาจะต้องเป็นคุณน้าคุณพ่อของพี่รินด้วยนะ เฮ้อ…สงสัยเราคงฝังใจกับเรื่องเมื่อตอนหัวค่ำแหงๆถึงได้เก็บเอาไปฝันเป็นตุเป็นตะได้ขนาดนี้อ่ะ”
แล้วหล่อนก็หันไปมองนาฬิกา ซึ่งบอกเวลาว่าตีสองกว่า หล่อนจึงล้มตัวลงนอนต่อ
แพรวพราวพยายามข่มตาหลับลงยกมือปิดปากหาวอย่างง่วงนอน ไม่นานนักหล่อนก็หลับไปอีกครั้ง
ณ สถานที่แห่งหนึ่ง แพรวพราวยืนอยู่กลางห้องๆหนึ่ง ลักษณะเหมือนภายในปราสาทขอม รอบด้านเป็นผนังหินมีช่องหน้าต่างบานหนึ่งกับช่องประตูอีกบานหนึ่ง ตามผนังรกรุงรังเต็มไปด้วยเถาไม้เลื้อยขึ้นเกาะเต็มผนังไปหมด บนผนังด้านหนึ่งซึ่งไม่มีเถาไม้รกๆมีภาพพญานาคสีทองขดซ้อนกันเป็นชั้นๆชูคอสง่างามสะท้อนแสงสว่างระยิบระยับงดงามจับตา
แพรวพราวเดินเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วก็นึกอยากจะรู้ว่าสีทองบนตัวพญานาคเป็นสีจากวัสดุอะไรจึงได้สะท้อนแสงระยิบระยับขนาดนี้ หล่อนจึงเอื้อมมือไปลูบภาพนั้น แต่พอนิ้วแตะถูกภาพ ก็ถูกบาดเลือดไหล เลือดของเธอเปื้อนตัวพญานาค ฉับพลัน! ก็เกิดลมพายุพัดแรง พญานาคบนผนังหัวเราะลั่นพร้อมกับคลายจากขดซ้อนกันแล้วเลี้อยออกมาจากผนังแล้วก็พุ่งตรงมาหาเธอ “กรี๊ดดดดด…”
แพรวพราวสะดุ้งตื่นอีกครั้ง หล่อนหอบหายใจแรง พอมองไปรอบตัวจึงรู้ว่าฝันไป “บ้าจริงๆเลย! ฝันแบบนี้อีกแล้ว!”
หล่อนยกสองมือตบแก้มเรียกสติตัวเอง ไม่ฝันถึงผู้ชายในสายหมอกก็ต้องฝันเห็นพญานาคบนฝาผนัง สองความฝันนี้ที่แวะเวียนมาปรากฎในห้วงนิทราตั้งแต่เด็กเป็นประจำ จนหล่อนเป็นโรคเกลียดงูก็เพราะแบบนี้แหละ
เพราะฝันซ้ำๆซากๆ จนคุณพ่อคุณแม่พาไปหาหมอรักษา ทั้งจิตเวชทั้งสะกดจิตทั้งหมอไสยศาสตร์ แต่ความฝันทั้งสองนี้ก็ไม่เคยหายไปได้เลย เจอคนทรงเจ้าเข้าผีเขาก็บอกว่ามันเป็นกรรมที่ชาติที่แล้วหล่อนไปฆ่าเขาตาย ชาตินี้เขาถึงตามมาทวงคืน เออๆๆ ในเมื่อมันเป็นกรรม งั้นหล่อนก็จะยอมรับผลกรรมนี้ไว้ มันจะได้จบๆไปเสียที เฮ้อ…เมื่อไหร่หนอหล่อนถึงจะเลิกฝันแบบนี้ซะที
ไปถามพระ พระท่านก็ว่าเพราะหล่อนมีกรรมร่วมกับพญานาคตัวนั้น เฮ้อ…นี่เราไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้นักหนานะ เซ็ง! หมดอารมณ์จะนอนเลย!
แพรวพราวมองนาฬิกาพอเห็นว่าตีห้าแล้วหล่อนจึงลุกจากเตียงไปอาบน้ำแล้วลงไปใส่บาตรกับคุณพ่อ
คุณพ่อของหล่อนเป็นข้าราชการย้ายมารับตำแหน่งนายอำเภอที่จังหวัดเชียงรายเมื่อเดือนที่แล้ว หล่อนจึงย้ายตามมาด้วย และเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ส่วนคุณแม่ย้ายตามมาไม่ได้เพราะต้องคอยดูแลคุณยายซึ่งนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลที่กรุงเทพ หล่อนเป็นลูกคนเดียว คุณพ่อคุณแม่จึงทั้งรักและหวงดั่งไข่ในหิน
พอได้รู้จักกับรุ่นพี่นารินทร์ก็รู้สึกถูกชะตากันตั้งแต่แรกเห็น หล่อนนึกรักรุ่นพี่นารินทร์ประดุจญาติสนิทชิดเชื้อ รุ่นพี่ก็เอ็นดูหล่อนมากเช่นกัน จึงทำให้หล่อนสนิทสนมกับรุ่นพี่คนสวยได้อย่างง่ายดาย
พอใส่บาตรแล้วแพรวพราวก็นั่งทานอาหารเช้ากับคุณพ่อ หลังจากทานอาหารเสร็จทั้งสองก็แยกย้ายกันไป คุณพ่อไปทำงาน ส่วนหล่อนก็ขับโฟล๊คเต่าคันเก่งไปเรียน
โฟล๊คคันนี้เป็นของคุณตา ตกทอดมาถึงคุณแม่ จนมาถึงหล่อน ดังนั้นหล่อนจึงรักรถคันนี้มาก คุณพ่อก็เอาไปซ่อมให้จนสภาพสวยเนี๊ยบไว้ให้หล่อนขับไปไหนมาไหนเอง พอย้ายมาเชียงรายคุณพ่อก็เอาพี่โฟล๊คมาด้วย
พอเรียนเสร็จแล้ว แพรวพราวก็ขับพี่โฟล๊คกลับบ้าน แต่ขับไปได้ซักพักพี่โฟล๊คก็เกิดเกเรขึ้นมาซะเฉยๆ จู่ๆเครื่องยนต์ก็ดับไป
“เฮ้ย! ไรง่ะ” แพรวพราวตกใจรีบเปิดไฟเลี้ยวหมุนพวงมาลัยชิดซ้ายแล้วจอดบนไหล่ทาง
หล่อนลองบิดกุญแจสตาร์ทแต่ก็นิ่งสนิท “พี่โฟล๊คจ๋า อย่าเกเรแบบนี้ซิจ๊ะ ติดนะจ๊ะ”
แพรวพราวบิดกุญแจสตาร์ทอีกหลายครั้ง แต่ก็นิ่งสนิทอยู่เหมือนเดิม หล่อนจึงลงไปเปิดกระโปรงท้ายดูเครื่องยนต์(โฟล๊คเต่าเครื่องยนต์อยู่ด้านหลัง กระโปรงหน้ารถเป็นที่เก็บของ)
ก้มๆเงยๆอยู่ครู่หนึ่งก็มีเสียงทักดังขึ้นข้างหลัง “อ้าว…น้องแพรว รถเสียเหรอจ๊ะ”
หล่อนรีบหันไปทันที “พี่ริน” วงหน้าสวยหวานคลี่ยิ้มดีใจ เหมือนสวรรค์ส่งแม่พระมาโปรด พอมองเลยรุ่นพี่ไปก็เห็นจ้าวพ่อของพี่รินยืนถัดไปส่งรอยยิ้มมาให้อย่างปราณี
หล่อนจึงรีบยกมือไหว้ “สวัสดีค่ะคุณน้า”
นาคินทร์รับไหว้พร้อมรอยยิ้ม “สวัสดีครับ” แล้วเขาก็ถามว่า “รถเสียเหรอครับ ถ้างั้นผมช่วยดูให้นะครับ” เขาอาสาอย่างเอื้ออาทร แล้วก็เดินเข้าไปก้มดูเครื่องยนต์ทันที
แพรวพราวรีบถอยไปยืนข้างๆรุ่นพี่ “ขอบคุณค่ะคุณน้า”
“หมดคาบแล้วเหรอจ๊ะน้องแพรว” นารินทร์ชวนคุย
“ค่ะพี่ริน” แพรวพราวพยักหน้าตอบพร้อมรอยยิ้ม
“ถ้างั้นน้องแพรวไปเที่ยวบ้านพี่มั๊ยจ๊ะ เสียดายเมื่อคืนน้องแพรวรีบกลับ เลยไม่ค่อยได้คุยกันเลยอ่ะ” นารินทร์ชวน
แพรวพราวลังเล “เอ่อ…แพรวคงต้องถามคุณพ่อก่อนนะคะว่าท่านจะให้ไปรึเปล่า”
นารินทร์รีบบอก “งั้นก็โทรถามเลยนะจ๊ะ” หล่อนส่งสายตาอ้อนวอน
“ค่ะ งั้นพี่รินรอเดี๋ยวนะคะ” แพรวพราวบอกแล้วก็เดินไปเปิดประตูรถหยิบโทรศัพท์ออกมาโทรหาคุณพ่อ
พอคุณพ่อรับสาย หล่อนก็รีบบอกว่า “คุณพ่อคะ คือแพรวขอไปเที่ยวบ้านพี่รินนะคะ นะคะคุณพ่อ” เสียงหวานใสอ้อนเต็มที่ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงอยากไปนัก
นาคินทร์เห็นสาวน้อยมัวพูดโทรศัพท์ก็อาศัยจังหวะดีโบกมือวูบ เครื่องยนต์กลไกต่างๆก็มีสภาพดีเหมือนของใหม่ แล้วเขาก็ถอยมายืนข้างๆลูกสาว
“ทำไมลูกถึงชวนน้องแพรวไปเที่ยวที่บ้านล่ะ มิกลัวความลับจะรั่วไหลหรือ” นาคินทร์ส่งกระแสจิตถาม
นารินทร์หันไปมองพระบิดาแล้วก็ส่งกระแสจิตตอบ “ไม่กลัวค่ะจ้าวพ่อ สำหรับน้องแพรว รินแน่ใจว่าต่อให้เค้ารู้เรื่องของพวกเราเค้าจะไม่มีวันเปิดเผยเรื่องของพวกเราต่อคนอื่นแน่ค่ะ”
นาคินทร์หันมามองลูกสาวอย่างค้นหา “ลูกแน่ใจเช่นนั้นหรือ อะไรทำให้ลูกแน่ใจล่ะว่าหากนางรู้เรื่องของพวกเราแล้วนางจะมิแพร่งพรายให้ผู้อื่นรู้”
นารินทร์เม้มปากนิดนึงแล้วก็ตอบว่า “ไม่รู้ซิคะจ้าวพ่อ แต่รินมั่นใจอย่างนั้นค่ะ”
“ถ้าลูกมั่นใจเช่นนั้นก็ตามใจลูกเถิด” แล้วเขาก็หันไปมองแพรวพราว พอสาวน้อยตัดสายหันกลับมา เขาก็ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
“คุณพ่ออนุญาตค่ะพี่ริน แต่ห้ามกลับดึกเกิน 3 ทุ่มค่ะ” แพรวพราวบอกสีหน้ายิ้มดีใจ
นารินทร์ยิ้มแย้มชอบใจแล้วก็รีบบอกว่า “จ้าวพ่อซ่อมรถให้แล้วล่ะจ้ะ ลองไปสตาร์ทดูซิจ๊ะ”
แพรวพราวดีใจรีบยกมือไหว้ “ขอบคุณค่ะคุณน้า” จากนั้นหล่อนก็รีบเดินไปนั่งในรถแล้วลองสตาร์ทรถทันที
เครื่องยนต์สตาร์ทติด แพรวพราวก็ยิ่งดีใจใหญ่ หล่อนจึงก้าวออกจากรถมารีบยกมือไหว้ขอบคุณอีกครั้ง “ขอบคุณคุณน้ามากนะคะที่ช่วยซ่อมรถให้แพรว นี่ถ้าไม่ได้คุณน้าแพรวคงแย่แน่ๆเลยค่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ” นาคินทร์ยิ้มตอบ
แล้วนารินทร์ก็รีบบอกว่า “ถ้างั้นน้องแพรวก็ขับรถตามไปบ้านพี่เลยนะ” แล้วหล่อนก็หันไปพูดกับพระบิดาว่า “ไปกันเถอะค่ะจ้าวพ่อ”
จากนั้นนาคินทร์และนารินทร์ก็เดินไปที่รถของตน แล้วจ้าวแห่งนาคราชก็ขับรถออกไป
แพรวพราวก็รีบเข้าไปนั่งในรถแล้วรีบขับตามไป
ณ เรือนไทย นารินทร์ชวนแพรวพราวไปนั่งคุยกันที่ระเบียงด้านหน้า นาฏนาคียกน้ำและขนมมาเสิร์ฟให้ผู้เป็นนายและแขก
“น้ำกับขนมชั้นแล้วก็ผลไม้ค่ะ” นาฏนาคีบอกกับแพรวพราว
“ขอบคุณค่ะ” แพรวพราวยกมือไหว้พร้อมกับยิ้มให้
นาฏนาคียิ้มตอบแล้วก็เดินออกไป
แพรวพราวยกแก้วน้ำส้มขึ้นดื่ม แล้วก็มองไปรอบๆ พลัน! สายตาก็สะดุดหยุดมองไปที่เรือนศิลาอย่างตะลึง “เอ๊ะ! นั่นบ้านใครเหรอคะพี่ริน”
นารินทร์มองตามสายตาหล่อนแล้วก็ตอบว่า “อ้อ…นั่นบ้านจ้าวพ่อพี่เองแหละจ๊ะ”
“สวยจังค่ะ” แพรวพราวชม สายตายังมองเรือนศิลาอย่างหลงไหล แล้วก็หันไปถามรุ่นพี่ว่า “เอ่อ…ถ้าแพรวอยากจะขอไปถ่ายรูปบ้านของคุณน้าจะได้มั๊ยคะ”
นารินทร์ทำสีหน้าลังเล เพราะรู้ว่าพระบิดาไม่ชอบให้ใครเข้าไปยุ่มย่ามที่นั่น “เอ่อ…พี่คงต้องถามจ้าวพ่อก่อนนะจ๊ะ”
“พี่รินขออนุญาตคุณน้าให้แพรวหน่อยนะคะ นะคะพี่ริน” ดวงตาคู่สวยส่งสายตาอ้อนวอน
นารินทร์เห็นท่าทางออดอ้อนส่งสายตาอ้อนวอนแล้วก็นึกสงสาร “เอ่อ…ถ้างั้นเดี๋ยวพี่ไปถามให้นะจ๊ะ”
แพรวพราวยิ้มดีใจ “ขอบคุณค่ะพี่ริน”
นารินทร์จึงลุกขึ้นเดินลงจากเรือนไทยไปหาพระบิดาที่เรือนศิลา
นาคินทร์เห็นลูกสาวเดินเข้ามาหาก็ถามน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “มีอะไรหรือลูก”
นารินทร์เข้าไปนั่งข้างพระบิดาแล้วก็รีบบอกว่า “คือน้องแพรวเค้าเห็นเรือนศิลาของจ้าวพ่อแล้วเค้าอยากจะขอถ่ายรูปน่ะค่ะ แต่ถ้าจ้าวพ่อไม่อนุญาตรินจะได้ไปบอกเค้าตรงๆค่ะ” หล่อนพูดอย่างเกรงใจ “รินรู้ค่ะว่าจ้าวพ่อไม่ชอบให้คนนอกเข้ามาวุ่นวายที่นี่ค่ะ”
นาคินทร์ยิ้มให้พลางลูบหัวลูกสาวอย่างอ่อนโยนแล้วก็พูดว่า “น้องแพรวเค้าอยากจะถ่ายรูปก็ให้เค้ามาถ่ายเถิด พ่ออนุญาตจ้ะ”
“ขอบคุณค่ะจ้าวพ่อ” นารินทร์ยิ้มดีใจแล้วก็ยื่นหน้าไปหอมแก้มพระบิดา “ถ้างั้นรินกลับไปบอกน้องแพรวก่อนนะคะ”
นาคินทร์พยักหน้ามองอย่างอ่อนโยน “จ้ะ”
จากนั้นนารินทร์ก็รีบลุกขึ้นเดินเร็วๆกลับไปที่เรือนไทย
พอรู้ว่าเจ้าของบ้านอนุญาตให้ถ่ายรูปได้ แพรวพราวก็ดีใจใหญ่ “ขอบคุณนะคะพี่ริน
“ถ้างั้นแพรวไปถ่ายรูปเลยนะคะ” แล้วหล่อนก็รีบคว้ามือถือตัวเองขึ้นมา รอให้รุ่นพี่พาไปถ่ายรูป
แต่นาฏนาคีก็เดินเข้ามาบอกว่า “จ้าวรินทร์คะ คุณย่าโทรมาค่ะ”
นารินทร์ทำหน้างงๆว่า เอ…ทำไมคุณย่าไม่โทรเข้าไอโฟนของตนเองหว่า
พอนึกได้ว่าไอโฟนแบตหมดยังไม่ได้ชาร์ตจึงเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณย่าถึงต้องโทรเข้าเครื่องที่บ้าน
หล่อนรีบหันไปบอกแพรวพราวว่า “เอ่อ…ถ้างั้นน้องแพรวเดินไปที่เรือนศิลาก่อนเลยจ้ะ เดี๋ยวพี่คุยกับคุณย่าเสร็จแล้วจะรีบตามไปนะจ๊ะ จ้าวพ่อก็อยู่ที่เรือนนั่นแหละจ้ะ”
“ค่ะพี่ริน” แพรวพราวตอบแล้วก็รีบเดินลิ่วๆไปที่เรือนหลังงาม
ส่วนนารินทร์ก็รีบเดินไปรับโทรศัพท์คุณย่า
นาคินทร์ยืนกอดอกพิงกรอบประตูอยู่หน้าเรือน พอเห็นเพื่อนลูกสาวเดินมาก็ยิ้มให้ “น้องแพรวอยากจะถ่ายรูปก็เชิญตามสบายเลยนะครับ”
แพรวพราวรีบยกมือไหว้ขอบคุณ “ขอบคุณคุณน้ามากนะคะที่อนุญาตให้แพรวถ่ายรูปบ้านของคุณน้า ขอบคุณมากค่ะ”
นาคินทร์ยิ้มรับแล้วก็เดินหลบไปยืนใต้ร่มไม้ตรงริมน้ำ
แพรวพราวไม่รอช้ายกมือถือถ่ายรูปบ้านหลังงามอย่างดีใจ หล่อนกดชัตเตอร์เก็บภาพแทบจะทุกมุมทุกรายละเอียด ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไรถึงหลงใหลได้ปลื้มบ้านหลังนี้นัก
หล่อนเดินถ่ายรูปไปรอบๆบ้านจนทั่ว ใจอยากจะเข้าไปถ่ายรูปด้านในแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากขอ ก็แหม…แค่ได้ถ่ายรูปข้างนอกนี้ก็ถือว่าเจ้าของบ้านเมตตาแล้วนะ
นาคินทร์เห็นสีหน้าของสาวน้อยก็เข้าใจ จึงเอ่ยปากบอกว่า “ถ้าน้องแพรวอยากจะเข้าไปถ่ายรูปในบ้านก็เชิญนะครับ”
แพรวพราวทำหน้าดีใจอย่างออกนอกหน้า “คุณน้าให้แพรวถ่ายรูปข้างในได้จริงๆเหรอคะ” หล่อนถามอย่างตื่นเต้น
นาคินทร์พยักหน้ายิ้มอย่างอ่อนโยน “ครับ เชิญครับ” แล้วเขาก็เดินนำสาวน้อยเข้าไปภายในเรือน
“ขอบคุณค่ะ” แล้วแพรวพราวก็รีบเดินตามไป ท่าทางดีใจสุดๆ หล่อนกดชัดเตอร์รัวเก็บทุกรายละเอียด ปากก็ชมว่า “บ้านคุณน้าสวยมากๆเลยค่ะ”
นาคินทร์ยิ้มรับแล้วก็ดูสาวน้อยถ่ายรูปมุมนั้นมุมนี้ท่าทางตื่นเต้นดีใจ
เขาพาหล่อนไปถ่ายรูปห้องนั้นห้องนี้จนมาถึงห้องทำงาน ก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงยอมให้หล่อนเข้ามาถ่ายรูปได้ คงเพราะรอยยิ้มกับท่าทางดีอกดีใจของเจ้าหล่อนกระมัง
เขาพาหล่อนเข้าไปภายในห้องทำงาน
แพรวพราวยืนอยู่กลางห้อง หล่อนมองไปรอบๆห้องอย่างตกตะลึง ห้องนี้ช่างเหมือนกับห้องในความฝันของหล่อนเหลือเกิน
Chapter 4 เจ้ารู้ได้อย่างไรกัน!
บนโต๊ะทำงานมีโน๊ตบุ๊คเครื่องหนึ่งวางอยู่ ถ้าเป็นเมื่อสมัยยี่สิบกว่าปีก่อนก็เรียกว่ารุ่นใหม่ล่าสุด แต่พอมาถึงปัจจุบันโน๊ตบุ๊คเครื่องนั้นก็ถือว่าเก่า…เก๋ากึ๋กเลยล่ะ แต่สภาพยังดูใหม่สะอาดตา เหมือนผู้เป็นเจ้าของจะทนุถนอมเป็นอย่างดี
แพรวพราวหันไปทางตู้หนังสือแล้วก็ยืนตะลึง! พอตั้งสติได้หล่อนก็ชี้มือแล้วหันไปถามเจ้าของบ้านสีหน้าหวาดๆว่า “เอ่อ…คุณน้าคะ ข้างหลังตู้นั่น…เอ่อ…มีภาพ…เอ่อ…ภาพพญานาคอยู่บนผนังหรือเปล่าคะ”
นาคินทร์ตะลึงพรึงเพริด! นิ่งอึ้งเหมือนถูกสาปเป็นหิน
“เอ่อ…ภาพ…พญานาคสีทอง มีมั๊ยคะคุณน้า” เสียงหวานใสถามอย่างหวาดหวั่น วงหน้าสวยหวานซีดเผือดอย่างหวาดกลัว ตัวสั่นสะท้านน้อยๆ กลัวเหลือเกิน…สาธุ…ขอให้คุณน้าตอบว่าไม่มีทีเถิด…
นาคินทร์ถลันเข้าไปจับต้นแขนกลมกลึงถามน้ำเสียงดุดัน “เจ้ารู้ได้อย่างไรกัน!”
แพรวพราวตะลึงอึ้ง!
“บนผนังหลังตู้พวกนั้นมีภาพพญานาคจริงๆเหรอคะ” หล่อนเผลอถามเสียงดัง หน้าซีดยิ่งกว่าเดิม
พอเห็นท่าทางหวาดหวั่นตกใจกลัวของสาวน้อย นาคินทร์ก็รู้สึกตัว พลางรีบปรับสีหน้าให้อ่อนลง “น้องแพรวรู้ได้ยังไงครับว่าตรงหลังตู้นั่นเคยมีภาพพญานาคอยู่”
พอได้ยินคำว่า…เคย แพรวพราวก็ใจชื่นขึ้น
“แพรวฝันค่ะ” หล่อนตอบแล้วก็สบตากับเจ้าของบ้าน
นาคินทร์ครุ่นคิดสีหน้าสงสัย “ฝันเหรอ ฝันว่ายังไงครับ” ดวงตาแดงเจิดจ้าจุดกึ่งกลางดวงตาสีทองมองสบตาสาวน้อยอย่างค้นหาคำตอบ
แพรวพราวสูดลมหายใจตั้งสติแล้วก็พูดว่า “คุณน้าคงต้องว่าแพรวบ้าแน่ๆคะ ถ้าแพรวจะบอกว่า แพรวฝันถึงห้องๆนี้ ในฝันของแพรวมันเป็นห้องโล่งๆ มันรกมาก ตามผนังมีแต่เถาไม้เต็มไปหมด แล้วตรงผนังตรงนั้น มันมีภาพพญานาคสีทองอยู่บนนั้น ในฝันแพรวลูบภาพนั้นแล้วก็โดนบาดเลือดไหล”
หล่อนหยุดชะงักไปนิดนึง แล้วก็เล่าต่อว่า “แล้วมันก็มีลมพัดแรงมาก แล้วพญานาคตัวนั้นก็เลื้อยออกมาจากผนังนั่นพุ่งเข้าหาแพรว”
หล่อนสบตาเขาสีหน้าหวาดหวั่น “คุณน้าจะว่าแพรวบ้าก็ได้นะคะ แต่แพรวฝันแบบนี้จริงๆ แพรวฝันซ้ำๆแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆเลยล่ะค่ะ” หล่อนยืนยันน้ำเสียงหนักแน่น
นาคินทร์ตะลึงงัน! เผลอหลุดปากเรียก “เจ้าลินจ๋า”
แพรวพราวตะลึงพรึงเพริดอีกรอบ “เหมือนเหลือเกิน ทำไมมันช่างเหมือนเสียงของผู้ชายคนนั้นจังเลย”
นาคินทร์รั้งร่างน้อยเข้ามากอด ซบหน้ากับบ่าเล็กอย่างตื่นเต้นดีใจยินดีปรีดา “โอ้…เจ้าลินจ๋า เจ้าลินของพี่ เจ้ากลับมาหาพี่แล้ว” น้ำตาแห่งความยินดีรินไหลอาบแก้ม
แพรวพราวมัวแต่ตกตะลึงจึงยืนนิ่งให้เขากอดเฉย
“เจ้าลินของพี่” นาคินทร์แน่ใจว่าแพรวพราวก็คือเจ้าลินกลับชาติมาเกิด
แม้ยามเกิดในภพชาติใหม่จะจดจำภพชาติเดิมมิได้ แต่ถึงอย่างไรดวงจิตที่ผูกพันกันก็ยังจดจำความทรงจำบางอย่างหลงเหลือไว้
ครั้นแพรวพราวตั้งสติได้หล่อนก็พยายามดันเขาออก “เอ่อ…คุณน้าคะ ปล่อยแพรวก่อนค่ะ” หล่อนทำหน้าไม่ค่อยถูกทั้งอึดอัดลำบากใจ ทั้งหวาดหวั่นใจ กระดากใจที่ถูกคุณพ่อของรุ่นพี่กอดแบบนี้ กลัวใครจะเข้ามาเห็นด้วย
นาคินทร์ยิ่งกอดรัดหล่อนแน่น ปากก็พร่ำบอกว่า “เจ้าลินจ๋า เจ้ารู้มั๊ยว่าพี่คิดถึงเจ้าทุกลมหายใจ”
แพรวพราวจึงยิ่งดิ้นพยายามผลักเขาออก “คุณน้าคะ ปล่อยแพรวนะคะ! คุณน้าคะ นี่แพรวนะคะ ไม่ใช่เจ้าลินของคุณน้า!” หล่อนสะบัดตัวสุดแรงพร้อมกับผลักเขาเต็มที่
นาคินทร์ผงะไป “เจ้าลิน!” เขาเรียกอย่างตกใจปนน้อยใจ
พอหลุดออกมาได้แพรวพราวก็รีบวิ่งไปทันที สีหน้าสาวน้อยยามนี้เหมือนกวางตื่นภัย หล่อนวิ่งไปจนชนกับรุ่นพี่ตรงหน้าเรือน พลั่ก!
“โอ้ย!” สองเสียงร้องประสาน ต่างถลาเซจะล้มลง ดีว่าต่างคนต่างทรงตัวไว้ได้
นารินทร์มองรุ่นน้องอย่างแปลกใจ “น้องแพรวเป็นอะไรไปจ๊ะ ทำไมวิ่งหน้าตื่นมาแบบนี้ล่ะจ๊ะ”
แพรวพราวมองรุ่นพี่แล้วก็รีบบอกว่า “พี่รินคะ แพรวกลับล่ะค่ะ” แล้วหล่อนก็รีบวิ่งตรงไปที่รถของตัวเอง
นารินทร์ร้องเรียกอย่างงงๆ “น้องแพรว…น้องแพรวจ๊ะ เดี๋ยวซิจ๊ะน้องแพรว”
นาคินทร์วิ่งตามมา “เจ้าลินเดี๋ยวก่อน” พอเห็นลูกสาวยืนอยู่ก็ชะงักกึก!
นารินทร์หันไปมองพระบิดาอย่างงงๆ
แพรวพราวเปิดประตูรถได้ก็ก้าวพรวดเข้าไปนั่ง บิดกุญแจที่เสียบคาไว้สตาร์ทหมับ จากนั้นก็ใส่เกียร์แล้วเหยียบคันเร่งขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว
สองพ่อลูกมองตามรถโฟล๊คไปจนรถลับตา แล้วก็หันมามองหน้ากัน
นารินทร์ถามพระบิดาทันที “นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะจ้าวพ่อ ทำไมน้องแพรวถึงมีท่าทางตกใจแล้ววิ่งหนีไปแบบนั้นล่ะคะ”
นาคินทร์มองหน้าลูกสาวแล้วก็สูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ คงต้องคุยกันยาวล่ะ…
จากนั้นเขาก็บอกลูกว่า “เข้ามานั่งข้างในก่อนซิลูก” แล้วเขาก็หมุนตัวเดินไปนั่งที่โซฟา
นารินทร์รีบตามไปนั่งข้างๆ “นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะจ้าวพ่อ รินงงไปหมดแล้วค่ะ”
นาคินทร์สบตาลูกแล้วก็พูดว่า “หากพ่อจะบอกว่าน้องแพรวคือแม่ของลูกกลับชาติมาเกิด ลูกจะเชื่อพ่อมั๊ยจ๊ะ”
นารินทร์อึ้ง! ตะลึงงัน สมองหยุดสั่งการไปชั่วขณะ หล่อนมองจ้องดวงตาพระบิดาค้างอยู่อย่างนั้น
ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยรับรู้ เพราะพระบิดา จ้าวอา อานาคาและอานาฏพูดถึงเรื่องนี้ให้ฟังอยู่บ่อยๆ ว่าซักวันนึงจะต้องได้พบกับจ้าวแม่ที่มาเกิดใหม่ แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่
ครั้นพอพระบิดาพูดเช่นนี้ ถึงจะเคยเตรียมใจมาบ้างแล้ว แต่มันก็ยังช๊อคอยู่ดีอ่ะ น้องแพรวเนี่ยนะคือจ้าวแม่ที่มาเกิดใหม่!
“นารินทร์” นาคินทร์เรียกอ่อนโยนพร้อมกับจับมือลูกมากุมไว้ ตบหลังมือเบาๆ
นารินทร์สูดลมหายใจเข้าตั้งสติ สายตาจับจ้องมองพระบิดาเขม็ง “น้องแพรวคือจ้าวแม่มาเกิดใหม่จริงๆเหรอคะจ้าวพ่อ” หล่อนหลุดปากถามเสียงเบาหวิว
นาคินทร์พยักหน้ารับ “จริงจ้ะลูก แต่แม่ของลูกจำภพชาติที่แล้วมิได้หรอกนะ” เสียงทุ้มเจือแววเศร้าแล้วก็พูดต่อว่า “พ่อยังมิทันได้เล่าเรื่องราวต่างๆให้นางฟัง นางก็เตลิดไปเสียก่อน”
“แล้วยังงี้จะทำยังไงต่อไปล่ะคะ จ้าวพ่อมีวิธีทำให้จ้าวแม่จำได้มั๊ยคะ” นารินทร์ถามอย่างตั้งความหวัง หากจ้าวแม่จำได้ หล่อนจะได้มีแม่เหมือนคนอื่นเขาเสียที
“วิธีนั้นมีอยู่ นั่นก็คือต้องนำดอกปาริชาติจากแดนสรวงมาคืนความทรงจำให้แก่นาง แต่ก็เสี่ยงนักหากจ้าวแม่ของลูกคุมสติมิได้ นางอาจจะสับสนจนสติฟั่นเฟือนได้”
นารินทร์ตกใจตะลึง “ไม่นะ” แล้วหล่อนก็ส่ายหน้า “ถ้าจ้าวแม่ต้องสติฟั่นเฟือนรินไม่ยอมให้จ้าวพ่อทำแบบนั้นแน่ค่ะ”
“พ่อก็มิอยากใช้วิธีนี้หรอกลูก อีกอย่างดอกปาริชาติเป็นของล้ำค่าแห่งแดนสรวง องค์อมรินทร์มิยอมมอบให้พ่อยืมมาใช้แน่” นาคินทร์บอกแล้วก็ลูบหัวลูกสาวอย่างอ่อนโยน
ทำไมเขาจะมิรู้ว่าลูกโหยหาอ้อมกอดของแม่ขนาดไหน ถึงแม้เขาจะเลี้ยงดูให้ความรักอย่างดีที่สุด แต่นารินทร์ก็ยังโหยหาอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นของพระมารดา
นาคินทร์จึงดึงลูกเข้ามากอดพร้อมกับลูบหัวลูกเบาๆ
“ถ้างั้นจ้าวพ่อจะทำยังไงล่ะคะ ยังมีทางอื่นอีกมั๊ยคะ” นารินทร์เอาหน้าแนบกับอกพระบิดา เหลือบตามองเสี้ยวหน้างามสง่า
นาคินทร์ถอนหายใจ หัวใจหนักอึ้ง “หากนางมิระลึกชาติด้วยตัวเองก็มิมีวิธีใดอีกแล้วล่ะลูกเอ๋ย…”
แพรวพราวขับรถไปจนถึงบ้าน หล่อนจอดรถแล้วก็รีบไขกุญแจเปิดประตูบ้าน คุณพ่อยังไม่กลับ หล่อนจึงรีบวิ่งเข้าห้องนอน พอปิดประตูห้องหล่อนก็พิงประตู แล้วรูดตัวลงนั่งอย่างอ่อนแรงอยู่ตรงหน้าประตูนั้นเอง น้ำตารินไหลอาบสองแก้มนวลเนียน
นี่มันอะไรกัน! ห้องนั้นมันมีอยู่จริงๆรึนี่! ความฝันของเรากับห้องๆนั้นมันเกี่ยวข้องกันยังไงนะ! แล้วทำไมคุณน้าจ้าวพ่อของพี่รินถึงได้เรียกเราว่าเจ้าลินล่ะ! นี่มันอะไรกัน…เรางงไปหมดแล้ว
หล่อนสับสนไปหมด ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสนมึนงง
หล่อนนั่งอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งได้ยินเสียงคุณพ่อเรียกพร้อมกับเคาะประตู “น้องแพรว ลูกอยู่ในห้องรึเปล่าคะ”
แพรวพราวรีบขานตอบพร้อมกับเช็ดน้ำตา “ค่ะคุณพ่อ”
“ทานข้าวรึยังคะ ไหนหนูบอกพ่อว่าจะไปบ้านเพื่อนไงคะ แล้วทำไมหนูกลับมาเร็วจังล่ะคะ” ประกิตถามอ่อนโยน
แพรวพราวรีบปรับน้ำเสียงไม่ให้คุณพ่อรู้ว่าตัวเองกำลังร้องไห้
“พอดีแพรวนึกได้ว่าต้องทำรายงานน่ะคะ แพรวก็เลยรีบกลับค่ะ แล้วคุณพ่อละคะทานอะไรมารึยังคะ”
“ยังค่ะ พ่อซื้อน้ำเต้าหูมาด้วยนะคะ แล้วน้องแพรวละคะทานข้าวรึยังคะลูก”
“ยังค่ะคุณพ่อ เอ่อ…เดี๋ยวแพรวอาบน้ำก่อนนะคะ”
“ค่ะลูก อาบน้ำแล้วก็ลงไปทานข้าวนะคะ เดี๋ยวพ่อทำกับข้าวรอนะคะ”
“ค่ะคุณพ่อ” แล้วแพรวพราวก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคุณพ่อเดินไป หล่อนรีบเดินไปถอดเสื้อผ้าอาบน้ำ หยุดคิดเรื่องต่างๆไว้ชั่วคราว
ประกิตกำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว พอได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาเขาก็เหลือบไปมอง “ตักข้าวรอเลยค่ะลูก” แล้วเขาก็หันไปผัดผักต่อ
“ค่ะคุณพ่อ” แพรวพราวเดินไปหยิบจานกับช้อนไปจัดวางที่โต๊ะรับประทานอาหาร จากนั้นก็ยกโถข้าวไปวางบนโต๊ะ แล้วก็ตักข้าวใส่จานวางเรียง
พอประกิตตักผัดผักใส่จานเสร็จ เขาก็รีบยกกับข้าวมาตั้งโต๊ะ
แพรวพราวก็หยิบขวดน้ำจากตู้เย็นมารินใส่แก้ว
“นั่งเลยค่ะลูก” ประกิตบอกแล้วก็นั่งลง
“ค่ะคุณพ่อ” แพรวพราวรีบนั่งตาม แล้วมองกับข้าวบนโต๊ะ ซึ่งเป็นอาหารมังสวิรัตทั้งหมด เพราะหล่อนไม่กินเนื้อสัตว์ ก็ไม่รู้ทำไมหล่อนถึงแตะต้องอาหารที่มีเนื้อสัตว์ปนไม่ได้เลย ถ้าเผลอทานเข้าไปทีไรเป็นได้อาเจียนจนหมดใส้หมดพุงทุกที หล่อนเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เกิดเลยล่ะ
ตอนที่คุณแม่ตั้งท้องหล่อน ท่านก็ทานได้แต่อาหารมังสวิรัตอาหารเจ เพราะถ้าท่านทานอาหารที่ใส่เนื้อสัตว์ทีไรเป็นต้องอาเจียนอาหารที่ทานเข้าไปออกมาจนหมด จนใครๆต่างก็พากันพูดว่าหล่อนคือผู้มีบุญมาเกิด
จากนั้นสองพ่อลูกก็ลงมือทานข้าว ทานข้าวไปก็คุยกันไปด้วย แพรวพราวพยายามทำสีหน้าเป็นปกติไม่อยากให้คุณพ่อรู้ว่าตัวเองกำลังมีเรื่องกลุ้มใจ
หลังจากทานข้าวเสร็จแล้วแพรวพราวก็รีบขอตัวเข้าห้องอ้างว่าต้องทำรายงาน ประกิตพยักหน้ารับรู้แล้วก็เดินไปนั่งดูทีวี
แพรวพราวเข้าห้องปิดประตูแล้วเดินไปนั่งที่เตียง พออยู่คนเดียวสมองก็คิดถึงเรื่องต่างๆที่ได้เผชิญมา ยิ่งคิดก็ยิ่งมึนงงสับสนไปหมด
ฉับพลัน! เบื้องหน้าหล่อนก็ปรากฎร่างของนาคินทร์ขึ้นตรงหน้า
“เจ้าลินจ๋า” เขาเรียกอ่อนหวาน
แพรวพราวเงยหน้ามองอย่างตกใจ “คุณน้า!” หล่อนอึ้งตะลึง ตาเบิกกว้าง
นาคินทร์ฉวยข้อมือเรียวเล็กรั้งตัวหล่อนให้ลุกขึ้นพลางตวัดวงแขนรัดร่างน้อยเข้ามาแนบอก
“อุ๊ย! คุณน้าจะทำอะไรคะ ปล่อยแพรวนะคะ แล้วนี่คุณน้าเข้ามาได้ยังไงคะ” หล่อนถามเขารัวเร็วพร้อมกับยกสองมือยันอกเขาพลางดันตัวออก
แต่ท่อนแขนแกร่งก็รัดแน่นซะเหลือเกิน ให้ตายเถอะ…แขนคนหรืองวงช้างกันแน่ฟร่ะ
แพรวพราวมัวแต่พยายามผลักเขาออก จึงไม่ทันสังเกตว่าวินาทีที่เขารั้งตัวหล่อนเข้าไปในอ้อมกอด จ้าวแห่งนาคราชก็ใช้อิทธิฤทธิ์พาหล่อนหายตัวจากห้องนอนมาปรากฎตัวภายในห้องนอน ณ เรือนศิลา
วงหน้าสวยงอง้ำทันตา ถึงเป็นจ้าวพ่อพี่รินก็เหอะ มาทำแบบนี้ก็ต้องเจอนี่เล้ย!… หล่อนยกสองแขนโอบรอบคอเขา ยิ้มหวานหยดย้อย
“คุณน้าขา” หล่อนเรียกเขาหวานจ๋า แล้วหล่อนก็โน้มคอเขาลงมาพร้อมกับงอเข่าขึ้นกระแทกใส่ท้องเขาเต็มแรง “ตุ๊บ!”
“อุ๊บ!” นาคินทร์เจ็บจนจุกตัวงอทันควัน
แพรวพราวรีบสะบัดตัวให้หลุดจากเขาทันที
“เป็นไงคะคุณน้า จุกสะใจดีมั๊ยคะ ถ้ายังไม่พอเดี๋ยวแพรวจัดชุดใหญ่ให้ได้นะค่ะ เกลียดนักเชียวพวกชอบแต๊ะอั๋งเนี่ย!” หล่อนเข่นเขี้ยวใส่เขา แต่พอมองไปรอบตัวก็ต้องตะลึงอึ้งเหมือนถูกสาป
Chapter 5 จะให้หล่อนใจเย็น…ฝันไปเถอะ!
“เฮ้ย! นี่มันอะไรกันเนี่ย! ก็เราอยู่ในห้องนี่น่า แล้วนี่มันที่ไหนกันล่ะเนี่ย” เสียงหวานใสหลุดปาก ตะลึงแลไปรอบตัวอย่างงุนงงสุดขีด
ก็ห้องที่กำลังยืนอยู่ ณ ขณะนี้ไม่ใช่ห้องนอนของหล่อน แต่เป็นห้องนอนสวยหรูวิจิตรงดงามตระการตา
“อูย…” นาคินทร์กุมท้องตัวเองหน้าเหยเก จุกไปหมดเพราะฤทธิ์เข่าน้อยๆที่กระทุ้งใส่เต็มแรงอย่างคนเป็นมวย เห็นทีเขาคงต้องระวังตัวให้มากขึ้นซะแล้วซิ เจ้าลินของเขาในชาติภพใหม่ดูท่าทางจะร้ายเอาเรื่องเชียวล่ะ
แพรวพราวหันไปจ้องหน้าจ้าวพ่อของรุ่นพี่เขม็ง “นี่มันอะไรกันคะคุณน้า ที่นี่ที่ไหน! แล้วแพรวมาอยู่ที่นี่ได้ไงคะ!” หล่อนแหวใส่เสียงดังลั่น
นาคินทร์ยึดตัวขึ้น ความจุกทุเลาลงบ้างแล้ว เขามองหล่อนอย่างรักใคร่เหลือล้น
“น้องแพรวครับ” เขาเรียกน้ำเสียงอ่อนโยน
แพรวพราวจ้องเขาอย่างเอาเรื่องหน้าหงิกหน้างอ “คุณน้า! ที่นี่ที่ไหน! แล้วแพรวมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ!”
นาคินทร์ยิ้มให้อย่างอ่อนโยนแล้วบอกว่า “น้องแพรวใจเย็นๆก่อนนะครับ” เขาปลอบสาวน้อย
แพรวพราวมองเขาตาวาว สถานการณ์แบบนี้เนี่ยนะ…จะให้หล่อนใจเย็น…ฝันไปเถอะ!
“ที่นี่ที่ไหนคะคุณน้า แล้วแพรวมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!” หล่อนถามคำถามเดิม น้ำเสียงเกรี้ยวกราดเอาเรื่อง สมองมึนงงสับสนไปหมด คิดแต่ว่าหล่อนมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!
นาคินทร์ยิ้มอ่อนโยน แล้วก็บอกว่า “ที่นี่คือเรือนศิลายังไงล่ะครับ พี่พาน้องแพรวมาที่นี่เพราะพี่มีเรื่องที่จะต้องบอกน้องแพรวมากมายเหลือเกิน”
แพรวพราวตะลึงอึ้ง! ไม่อยากจะเชื่อคำพูดเขา แต่ห้องๆนี้ดูยังไงๆมันก็ไม่ใช่ห้องนอนของหล่อนแน่ๆ
“แพรวจะกลับบ้าน! แพรวไม่ฟังอะไรทั้งนั้น!” แพรวพราวแว๊ดใส่ แล้วก็ถลันไปหาบานประตูห้องที่คิดว่าน่าจะเป็นทางออกจากห้องนี้ได้
ก็สถานการณ์มันพิลึกพิลั่นขนาดนี้ แถมอยู่กับเขาสองต่อสองในห้องนอนแบบนี้ ยังไงก็ขอเผ่นก่อนล่ะ!
หล่อนดึงมือจับประตูหมุนบิดแล้วจะเปิดออก แต่ไม่ว่าจะบิดจะดึงยังไงบานประตูก็ไม่ยอมเปิดเลย
พอเปิดประตูไม่ได้ หล่อนก็หันไปมองคนที่ยืนยิ้มอ่อนโยนอยู่กลางห้องขวับ!
“คุณน้า! แพรวจะกลับบ้าน” หล่อนแหวใส่หน้าบึ้ง
นาคินทร์ยกมือขึ้นกอดอก ยิ้มพรายอย่างไม่นำพาต่อท่าทางเกรี้ยวกราดของสาวน้อยเลยซักนิด
“น้องแพรวจะได้กลับบ้านแน่ๆครับ แต่ต้องหลังจากที่น้องแพรวได้ฟังเรื่องที่พี่จะพูดกับน้องแพรวแล้วเท่านั้น!” เสียงทุ้มบอกเฉียบขาด
แพรวพราวอึ้ง! ตะลึงงัน พอตั้งสติได้หล่อนก็ถลันไปทางหน้าต่างที่เห็นเปิดกว้างรับสายลม
นาคินทร์ยืนมองหล่อนอย่างใจเย็น
แพรวพราวเกาะขอบหน้าต่างหมับ แล้วโหนตัวจะปีนหน้าต่างแต่ก็ต้องตะลึงงันอีกครั้ง เมื่อไม่สามารถจะพาตัวออกไปได้ เหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นขวางอยู่ ทั้งๆที่หล่อนรู้สึกได้ถึงสายลมเย็นๆที่พัดผ่านบานช่องหน้าต่างเข้ามา
“นี่มันอะไรกัน!” หล่อนตะลึงอึ้ง! สองมือละจากขอบหน้าต่างผลักใส่ความว่างเปล่าที่เห็น แต่มือของหล่อนไม่สามารถจะทะลุความว่างเปล่านั้นออกไปได้เลย
“อะไรกันนี่!” วงหน้าสวยหวานตะลึง ซีดเผือด เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่พิลึกพิลั่นสุดจะบรรยาย
พอออกไปไม่ได้ หล่อนก็ตะโกนลั่น “ช่วยด้วย! ช่วยด้วยๆๆๆๆ ใครก็ได้ช่วยแพรวด้วย!”
หล่อนร้องตะโกนอยู่อย่างนั้นจนเหนื่อย พอหันไปมองร่างสูงสง่าก็เห็นเขายิ้มพรายอย่างใจเย็น
วงหน้าสวยหวานจึงเปลี่ยนจากซีดเผือดเป็นโกรธเกรี้ยวใส่เขา
“คุณน้าคะ แพรวจะกลับบ้าน! ได้ยินมั๊ยคะว่าแพรวจะกลับบ้าน!” หล่อนตะโกนใส่เขาเสียงดังลั่นห้อง
นาคินทร์ยิ้มอ่อนโยนแล้วก็พูดว่า “ได้ยินครับ หูพี่มิได้หนวก พี่ได้ยินชัดเจนดี แต่ถ้าน้องแพรวยังมิยอมฟังเรื่องที่พี่จะพูด ก็อย่าหวังเลยว่าน้องแพรวจะออกไปจากห้องนี้ได้!”
“คุณน้า!” แพรวพราวแหวใส่ โกรธจนไม่รู้จะโกรธยังไงแล้ว แต่ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ หล่อนจึงยกมือขึ้นกอดอกจ้องหน้าเขาเขม็ง
“งั้นก็พูดมาเลยค่ะ! พูดให้มันจบๆไป แพรวจะได้กลับบ้านซักที” หล่อนกระแทกเสียงใส่เขา ตาวาววับ
“น้องแพรวดูพี่ให้ดีๆนะครับ” เขาบอกอ่อนโยน
แพรวพราวจ้องเขาเขม็ง “ก็ดูอยู่นี่ไง! จะให้ดูอะไรอีกคะ ถ้าคุณน้าจะแก้ผ้าให้ดูล่ะก็…เจอเจี๋ยนแน่!” หล่อนขู่เขาลั่น
นาคินทร์ยิ้มขำ แล้วเขาก็เปลี่ยนร่างจากรูปมนุษย์เป็นนาคราช
“เฮ้ย!” แพรวพราวตกใจตะลึงอึ้ง! ตาเบิกกว้าง ยืนนิ่งดั่งถูกสาปเป็นหิน พ่อแก้ว…แม่แก้ว…คุณพระคุณเจ้า…ช่วยลูกด้วย…นี่เรากำลังฝันอยู่แน่ๆเลยใช่มั๊ย
นาคินทร์ยื่นหน้าเข้าไปจนชิดวงหน้าหวาน แล้วบอกอย่างอ่อนโยนว่า “หากน้องแพรวคิดว่าตัวเองกำลังฝัน น้องแพรวก็ลองหยิกแขนตัวเองแรงๆซิครับ จะได้รู้ว่ากำลังฝัน หรือว่าสิ่งที่น้องแพรวเห็นอยู่ขณะนี้คือความจริงกันแน่”
แพรวพราวซึ่งยังตะลึงงัน ค่อยๆเอื้อมมือไปหยิกแขนตัวเองสุดแรงเกิด “โอ๊ย!” หล่อนร้องลั่นสะดุ้งเจ็บ แล้วลูบแขนตัวเองทันที
ตายังจับจ้องมองพญานาคสีทองอย่างตื่นตะลึง “มันเจ็บจริงๆง่ะ งั้นก็หมายความว่านี่ไม่ใช่ความฝัน แต่มันคือความจริงงั้นเหรอ…” เสียงหวานใสพึมพำถามตัวเอง
“น้องแพรวลองจับตัวพี่ดูซิครับ” เสียงทุ้มบอกอ่อนโยน
แพรวพราวยกสองมือค่อยๆแตะสัมผัสบนใบหน้าพญานาคอย่างลืมตัว พญานาคในฝันของฉันมีตัวตนจริงๆหรือนี่…โอ้…คุณพระช่วย!
ความอุ่นร้อนจากตัวพญานาคแล่นสู่มือทั้งสองข้าง
“เฮ้ย!” หล่อนผงะทันที ตัวชาวาบ ขนลุกชันไปทั้งตัว “พญานาคจริงๆด้วย!”
ดวงตากลมโตเบิกกว้างตกใจ แข้งขาอ่อนรูดลงไปนั่งแปะกับพื้น ตัวสั่นสะท้านแทบสิ้นสติ
“พญานาคจริงๆ” เสียงหวานใสพูดเบาหวิว ช็อคจนไม่รู้จะช็อคยังไงแล้ว ตั้งแต่เกิดมา พอจำความได้ หล่อนก็มักจะเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่สามารถมองเห็นได้ แต่ครั้งนี้บอกได้คำเดียวว่าช็อคสุดๆ
นาคินทร์รีบคืนร่างกลับสู่รูปมนุษย์ เขาไม่อยากให้หล่อนหวาดผวามากเกินไป เกิดช็อคจนหัวใจวายตาย…เขาต้องรู้สึกผิดบาปไปทั้งชีวิตแน่ และที่แน่นอนที่สุดเขาคงโศกเศร้าเสียใจจนมิมีสิ่งใดจะเทียมเทียบได้ แล้วเขาก็ยอบตัวลงนั่งตรงหน้าสาวน้อย
“น้องแพรวอย่ากลัวพี่เลยนะครับ พี่มิทำอะไรน้องแพรวหรอก” เสียงทุ้มบอกอย่างอ่อนโยนทอดน้ำเสียงหวานนุ่ม ทำให้แพรวพราวคลายความหวาดกลัวลงไปนิด
“คุ…คุณ…น้า…ปะ…เป็น…พะ…ยา…นะ…นาค…จะ…จริง…เหรอ…คะ” หล่อนถามเขาเสียงสั่น ตัวยังสั่นอย่างหวาดกลัว ดวงตากลมโตยังเบิกโตตื่นตกใจ
นาคินทร์พยักหน้าพร้อมกับยิ้มอ่อนโยน “จริงครับ”
แพรวพราวนึกถึงรุ่นพี่ทันที “ถ้างั้น…พี่รินก็ปะ…เป็น…พญานาคด้วยเหรอคะ”
“ครึ่งนาคราชครับ นารินทร์มิใช่นาคราชเต็มตัวเหมือนเช่นพี่หรอกครับ นางมีพ่อเป็นพญานาคก็คือพี่ แม่ของนางเป็นมนุษย์ซึ่งก็คือชาติที่แล้วของน้องแพรวยังไงล่ะครับ” เขาบอกเสียงนุ่ม
แพรวพราวอึ้งตะลึงอีกครั้ง เหมือนโดนค้อนทุบหัวจนมึนไปหมด ความตกใจ…ความสับสนมึนงงบวกกับความหวาดกลัวทำให้สติของหล่อนเกินจะรับไหว จึงช็อคจนดับวูบไป
“น้องแพรว!” นาคินทร์ตกใจ รีบโอบประคองร่างน้อยช้อนเข้ามาในวงแขน แล้วรีบอุ้มขึ้นไปวางไว้บนเตียง
“น้องแพรว…น้องแพรวครับ…น้องแพรวๆๆๆ” เขาเรียกหล่อนอย่างร้อนรนพลางตบแก้มนุ่มเบาๆปลุกให้หล่อนฟื้นคืนสติ
ครู่ต่อมาแพรวพราวก็ค่อยๆลืมตาขึ้น “ขา…” เสียงหวานใสขานเบาๆ ทำให้นาคินทร์โล่งใจ
“น้องแพรวครับ เป็นยังไงมั่งครับ” เขาถามอย่างเป็นห่วง
แพรวพราวสะดุ้งลุกพรวด แล้วกระถดตัวถอยไปจนชิดติดหัวเตียง “อย่าเข้ามานะ!” หล่อนตวาดใส่อย่างหวาดกลัว
นาคินทร์รีบปลอบทันที “พี่มิทำอะไรน้องแพรวหรอก น้องแพรวมองดูพี่ดีๆซิครับ” เสียงทุ้มเว้าวอนซอกซอนเข้าไปในดวงจิตของคนฟัง ทำให้แพรวพราวจ้องมองเขาด้วยสายตาอ่อนลง
“เจ้าลินจ๋า เจ้าจำพี่ได้มั๊ยจ๊ะ เจ้ามองดูพี่ดีๆซิจ๊ะ เจ้าลินของพี่” นาคินทร์เอื้อนเอ่ยอ่อนหวาน ส่งสายตาเว้าวอน
แพรวพราวสบตาตอบ พลัน! ภาพบางอย่างก็ปรากฎวาบขึ้นในดวงจิต
หล่อนยืนอยู่ริมน้ำ เบื้องหน้ามีดอกบัวบานไสวรับแสงอรุณเต็มไปหมด หล่อนรู้สึกถึงไออุ่นของคนที่สอดแขนเข้ามากอดเอวทางด้านหลัง หล่อนจึงเอนหลังพิงอกเขา
“พี่นาคินทร์ขา ลินจี้อยากไปไหว้พระ พี่นาคินทร์พาลินจี้ไปหน่อยนะคะ”
“ได้ซิจ๊ะเจ้าลินของพี่” เสียงทุ้มตอบข้างหูแล้วจมูกโด่งก็จรดลงบนผิวแก้มนุ่ม
หล่อนเอียงแก้มรับสัมผัสจากเขาอย่างสุขใจ
แล้วภาพก็หายไป
แพรวพราวกระพริบตาปริบๆ เอ่อ…เมื่อกี้มันอะไรกันน่ะ
“ที่น้องแพรวเห็น คือความทรงจำในชาติที่แล้วยังไงล่ะครับ” นาคินทร์บอกอย่างอ่อนโยน
เขารับรู้ได้เช่นเดียวกันว่าหล่อนเห็นสิ่งใด เขาคลี่ยิ้มบางๆ ที่หล่อนระลึกชาติได้ แม้จะเพียงน้อยนิด แต่ก็น่ายินดียิ่งนัก
แพรวพราวมองเขาแล้วก็ก้มลงมองตัวเอง ความรู้สึกเมื่อครู่นี้ยังติดตาตรึงใจ หล่อนยังจำสัมผัสที่สวมกอดรอบเอวนูนป่อง สองแขนของหล่อนที่วางทาบบนท่อนแขนแกร่ง ไออุ่นจากแผงอกอุ่นยังซ่านซึมไปทั่วทั้งแผ่นหลัง รอยจูบที่ทาบแนบบนผิวแก้ม ทุกอย่างมันช่างแจ่มชัดซะเหลือเกิน
วงหน้าสวยหวานระเรื่อขึ้นสี หล่อนเงยหน้ามองเขาแล้วก็รู้สึกเขินอายต่อสายตาคมกล้าที่มองมาอย่างเว้าวอนอาวรณ์หา จนต้องก้มหน้าหลบตาเขา
“แพรวอยากกลับบ้าน” เสียงหวานใสบอกเบาๆ ด้วยความรู้สึกหลากหลาย
เขินอาย…ต่อสายตาคมกล้า หวาดหวั่น…ต่อภาพที่เห็นแต่ก็สุขใจยิ่งนัก หวาดกลัว…ต่อความจริงที่ได้รับรู้ว่าเขาเป็นพญานาคแต่ไม่ได้หวาดหวั่นใจในสิ่งที่เขาเป็น หวั่นกลัวต่อสถานการณ์ที่อยู่สองต่อสองกับเขาแต่ก็รู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด
“มาหาพี่ซิจ๊ะ พี่จะพาไปส่ง” เขาบอกอ่อนหวาน
แพรวพราวขยับตัวเข้าหาด้วยความรู้สึกไว้ใจเขาจนตัวเองยังนึกแปลกใจ
แล้วนาคินทร์ก็รั้งร่างน้อยเข้ามาในอ้อมกอด
“เอ่อ…” แพรวพราวอึ้งๆ ตะลึงงัน พูดอะไรไม่ออก
ฉับพลัน! หล่อนก็มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆตัววูบหาย มีเพียงเขากับหล่อนท่ามกลางแสงสว่างพร่างพราย
พอแสงจางหายไป รอบๆตัวก็กลายเป็นห้องนอนของตัวเอง
“นอนพักเสียเถิด พี่จะอยู่เป็นเพื่อนจนกว่าเจ้าจะหลับนะจ๊ะ” เสียงทุ้มบอกอ่อนโยนริมหู พร้อมกับมือเรียวขาวลูบหัวอย่างอ่อนโยน
แพรวพราวพยักหน้าคล้อยตาม ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ขัดขืนคำพูดของเขา
นาคินทร์ประคองหล่อนให้เอนตัวลงนอนบนเตียง เขาจับผ้าห่มคลุมให้อย่างอ่อนโยน แล้วก็ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงข้างๆหล่อน เอื้อมมือไปลูบแก้มนวลแผ่วเบา
“หลับตานะจ๊ะ คนดีของพี่” เขาบอกอ่อนหวาน
แพรวพราวพยักหน้ารับ ทำตามอย่างไม่คิดจะต่อต้าน สมองหล่อนตอนนี้รู้สึกอ่อนล้าไปหมด ได้พักก็ดีเหมือนกัน…ตอนนี้ไม่ไหวแล้ว…คิดอะไรไม่ออกแล้วล่ะ…
แล้วสาวน้อยก็ผล๊อยหลับไปอย่างง่ายดาย
นาคินทร์ลูบแก้มนวลอย่างทนุถนอมแล้วก้มลงจรดริมฝีปากกับหน้าผากนวลเนียน
เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงเรียก “น้องแพรวคะ ทำอะไรอยู่คะลูก” ประกิตยืนเรียกอยู่หน้าห้อง
เงียบ! ไม่มีเสียงตอบ เขาจึงหมุนลูกบิดประตูเปิดดู “น้องแพรว” พอเห็นลูกสาวหลับอยู่บนเตียงเขาก็ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน “เฮ้อ…หลับไปซะแล้ว”
เห็นไฟกลางห้องยังเปิดอยู่ เขาจึงเอื้อมมือไปปิดไฟให้แล้วก็ดึงประตูปิดลงตามเดิม โดยที่ไม่เห็นร่างของนาคินทร์บนเตียงลูกสาวเลยซักนิด ด้วยเพราะมนต์กำบังแห่งนาคราช
นาคินทร์หันกลับไปมองวงหน้าสวยหวานที่หลับพริ้มแล้วก็คลี่ยิ้มอ่อนโยน
“ถึงเจ้าจะจำพี่มิได้ พี่ก็ยังรักเจ้ามิเสื่อมคลายนะจ๊ะเจ้าลินของพี่ น้องแพรวของพี่นาคินทร์” เขากระซิบข้างหูหล่อน แล้วก็ฉวยหอมแก้มนุ่มทั้งสองข้าง จากนั้นเขาก็หายตัวไป
นารินทร์เดินวนไปวนมาอย่างกระวนกระวายใจอยู่หน้าระเบียงเรือนไทยของตนเอง
พอพระบิดาปรากฎกายขึ้น หล่อนก็ถลาเข้าไปหาทันที
“จ้าวพ่อคะ เป็นยังไงมั่งคะ จ้าวแม่ระลึกชาติได้มั๊ยคะ” หล่อนถามอย่างร้อนใจ
Chapter 6 สัมภเวสี…สวดแผ่เมตตา
นาคินทร์ดึงลูกสาวเข้าไปกอดพลางลูบหัวอย่างอ่อนโยน “ใจเย็นๆนะจ๊ะนารินทร์ เรื่องนี้จะกระทำรีบร้อนมิได้ ต้องค่อยๆให้จ้าวแม่ของลูกค่อยๆระลึกได้เอง มิเช่นนั้นจะเป็นอันตรายต่อสภาพจิตใจของนางนะจ๊ะ”
“ค่ะจ้าวพ่อ” นารินทร์พยักหน้ารับรู้ ข่มความร้อนใจในดวงจิตลง
เช้าตรู่ แพรวพราวลืมตาตื่นอย่างสดชื่นแจ่มใส น่าประหลาดใจนักที่ไม่ฝันเลยซักนิด ความฝันทั้งสองอย่างที่เคยแวะเวียนมาเยือนในยามนิทรากลับหายไปจนน่าแปลกใจ
แต่เอ่อ…เรื่องที่จ้าวพ่อของพี่รินเป็นพญานาคมันเป็นความจริงหรือความฝันกันแน่นะ หล่อนชักไม่แน่ใจซะแล้วซิ เอ่อ…มันต้องเป็นความฝันแน่ๆเลย
เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงเรียก “น้องแพรวคะ ตื่นรึยังคะลูก”
“ตื่นแล้วค่ะคุณพ่อ” แพรวพราวร้องตอบพลางลุกขึ้นแล้วหันไปมองนาฬิกา “อร๊าย! หกโมงกว่าแล้วเหรอเนี่ย! ตายแล้ว! นี่เราตื่นสายขนาดนี้เลยเหรอ”
ก็ทุกทีหล่อนเคยแต่สะดุ้งตื่นเพราะความฝันตอนตีสี่ตีห้าเป็นประจำ แต่พอไม่ฝันจึงทำให้หลับยาวจนตื่นสายกว่าปกติ
“ตื่นแล้วก็รีบออกมานะคะลูก เดี๋ยวจะไม่ทันใส่บาตรนะคะ” แล้วประกิตก็เดินไป
แพรวพราวลุกพรวดจากเตียง รีบเข้าห้องน้ำแปรงฟันล้างหน้าอย่างเร่งด่วน พอเสร็จสรรพก็รีบเดินแทบวิ่งไปหน้าบ้านทันที
ประกิตกำลังถือขันข้าวรอใส่บาตรอยู่ พอเห็นลูกสาวเดินแกมวิ่งก็ร้องบอก “ไม่ต้องรีบค่ะลูก พระท่านยังไม่มาค่ะ”
“ค่ะคุณพ่อ” แพรวพราวจึงลดความเร็วลง พอเดินไปถึงหล่อนก็ยกถาดกับข้าวซึ่งตักใส่ถุงมัดแยกไว้เป็นถุงๆบนโต๊ะขึ้นมาถือ เพราะเห็นพระกำลังเดินมาพอดี
“พระมาแล้วค่ะลูก” ประกิตบอกลูกสาวแล้วก็ถอดรองเท้าแตะออก ยืนเท้าเปล่ารอใส่บาตร
แพรวพราวก็รีบถอดรองเท้า ยืนเท้าเปล่าเช่นกัน
พอพระเดินมาถึง สองพ่อลูกก็ช่วยกันใส่บาตร เสร็จแล้วพระก็สวดเจริญพร
จากนั้นสองพ่อลูกก็ช่วยกันเก็บของเข้าบ้าน แล้วก็ไปนั่งทานอาหารเช้าด้วยกัน
พอทานอาหารเช้าเสร็จแล้วประกิตก็บอกกับลูกสาวว่า “พ่อไปทำงานล่ะค่ะ หนูออกไปก็ปิดบ้านดีๆนะคะ”
“ค่ะคุณพ่อ” แพรวพราวรับคำแล้วก็เอียงแก้มให้คุณพ่อหอม
ประกิตหอมแก้มลูกสาวแล้วก็หิ้วกระเป๋าเอกสารเดินออกไป
แพรวพราวก็ลุกขึ้นเก็บถ้วยจานชามแก้วน้ำไปล้าง
ขณะกำลังยืนล้างจานอยู่ จู่ๆก็รู้สึกเหมือนมีใครมองอยู่ข้างหลัง “เอ๊ะ!” หล่อนจึงหันขวับไปมองทันที
นาคินทร์รีบหายตัวไป แพรวพราวจึงเห็นเพียงเงาแว๊บๆทางหางตาเท่านั้น
พอล้างจานเสร็จแล้ว แพรวพราวก็เช็ดมือให้แห้งแล้วยกมือขึ้นพนมระหว่างอก แล้วก็สวดแผ่เมตตา
“สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพพะยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ”
พอสวดจบหล่อนก็พูดว่า “ขอให้ท่านที่มาขอส่วนบุญ จงรับส่วนบุญส่วนกุศลนี้ไปด้วยเถิด…สาธุ”
แล้วหล่อนก็ยกมือขึ้นจรดหน้าผาก จากนั้นก็เดินเข้าห้องนอนไปอาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปเรียน
นาคินทร์ปรากฎกายขึ้นแล้วมองประตูห้องนอนที่เพิ่งจะปิดลง พลางยกมือขึ้นกอดอกครุ่นคิดในใจ
นางมีสัมผัสพิเศษเช่นนี้ ข้าคงต้องระวังตัวให้มากเสียแล้ว
ครั้นพอประตูห้องเปิดออก เขาก็รีบหายตัวไปทันที
แพรวพราวแต่งตัวเรียบร้อยหิ้วกระเป๋าเดินออกมาจากห้องนอน
จากนั้นหล่อนก็ดูปิดหน้าต่างปิดประตูบ้านให้เรียบร้อย แล้วก็เดินตรงไปที่พี่โฟล๊คคันเก่ง พอเหลือบดูนาฬิกา ก็ต้องรีบทำเวลาหน่อย เพราะวันนี้หล่อนมีเรียนแต่เช้า
ตลอดทั้งวันหล่อนรู้สึกเหมือนมีใครมองอยู่ตลอดเวลา แต่พอมองหาก็ไม่เห็นใครเลย เอ่อ…คงจะเป็นวิญญาณเร่ร่อนตามมาขอส่วนบุญอีกล่ะมั้ง
พอเรียนเสร็จหล่อนก็ขับพี่โฟล๊คกลับบ้าน
ครั้นพอกลับถึงบ้าน หล่อนก็เห็นคุณพ่อแต่งตัวหล่อนั่งดูทีวีอยู่ในห้องรับแขก
“กลับมาแล้วเหรอคะ” ประกิตถามอย่างอ่อนโยน แล้วก็บอกว่า “น้องแพรวรีบไปอาบน้ำนะคะ วันนี้พ่อจะพาไปทานข้าวนอกบ้านค่ะ”
“ค่ะคุณพ่อ” แพรวพราวรับคำแล้วก็รีบเดินเข้าห้องไป
พออาบน้ำแต่งตัวเสร็จหล่อนก็เดินออกจากห้องพร้อมกับหิ้วกระเป๋าถือเตรียมพร้อมออกจากบ้าน
“ไปค่ะลูก” ประกิตบอกแล้วก็รีบลุกขึ้นปิดทีวีแล้วเดินไปที่รถ แพรวพราวก็รีบปิดประตูบ้านล็อกกุญแจแล้วเดินตามคุณพ่อไปที่รถ
จากนั้นประกิตก็ขับรถออกจากบ้าน แพรวพราวก็นั่งมองวิวสองข้างทางไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งประกิตขับรถเลี้ยวเข้าไปในเรือนศิลารีสอร์ท แพรวพราวก็หันไปถามคุณพ่อทันที “เอ่อ…คุณพ่อมาที่นี่ทำไมคะ”
ประกิตเหลือบมองลูกสาวแว๊บนึงแล้วก็หันไปสนใจขับรถต่อ ปากก็ตอบว่า “ก็มาทานข้าวซิคะลูก”
แพรวพราวอึ้ง! เอ่อ…ทำไมต้องเป็นที่นี่ด้วยอ่ะ ยังไม่ทันจะคิดอะไร รถก็เลี้ยวไปจอดหน้าห้องอาหารเรือนศิลารีสอร์ท
นารินทร์ยืนรออยู่ด้านหน้า พอเห็นรถเลี้ยวเข้ามาก็รีบเดินไปหาทันที พลางหวนนึกถึงแผนการชวนจ้าวแม่หรือน้องแพรวให้มาพบปะพูดคุยของพระบิดา โดยที่จ้าวแม่ไม่อาจจะปฏิเสธได้ นั้นก็คือเข้าทางคุณประกิต เชิญพ่อมาทานข้าวด้วยแล้วมีหรือลูกจะไม่มาด้วยกัน
ประกิตเปิดประตูก้าวลงจากรถ นารินทร์ก็รีบไหว้ “สวัสดีค่ะคุณอา”
“สวัสดีครับคุณหนูนารินทร์” ประกิตรับไหว้พร้อมรอยยิ้ม
แพรวพราวเปิดประตูรถก้าวลงจากรถสีหน้าเจื่อนๆ
นารินทร์ก็รีบเข้าไปทักอย่างดีใจ “น้องแพรว”
แพรวพราวทำหน้าไม่ค่อยถูก ดีใจที่เห็นรุ่นพี่ แต่ก็กระอักกระอ่วนใจกับเหตุการณ์เมื่อวานนี้ที่หล่อนวิ่งออกจากบ้านรุ่นพี่เหมือนหนีไปแบบนั้น ส่วนเรื่องความฝันที่ว่าจ้าวพ่อพี่รินเป็นพญานาคมันก็เป็นแค่ความฝันเท่านั้นแหละ ถ้ามีพญานาคจริงๆ แล้วพญานาคจะมาอยู่ร่วมกับคนได้ยังไงล่ะ พญานาคก็ต้องอยู่ใต้น้ำตามตำนานซิ
“สวัสดีค่ะพี่ริน” หล่อนทักรุ่นพี่หน้าเจื่อน
นารินทร์ปราดเข้าไปจับมือรุ่นน้องแล้วก็หันไปพูดกับประกิตว่า “เชิญข้างในเลยค่ะคุณอา จ้าวพ่อรออยู่ค่ะ” แล้วหล่อนก็หันไปพูดกับรุ่นน้องว่า “ไปจ้ะน้องแพรว”
แพรวพราวทำหน้างงๆ แต่นารินทร์ก็รั้งมือจูงให้เดินตามไป
นาคินทร์ยืนรอต้อนรับอยู่ที่โต๊ะอาหารมุมหนึ่งซึ่งจัดแยกดูเป็นส่วนตัว
“สวัสดีครับคุณประกิต เชิญนั่งครับ” เขาบอกสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมกับผายมือไปที่โต๊ะซึ่งมีอาหารวางอยู่เต็มโต๊ะ
“สวัสดีครับจ้าวนาคินทร์ ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากครับที่ท่านเชิญผมกับลูกมาทานอาหารด้วย” ประกิตยกมือไหว้นอบน้อมอย่างเกรงบารมี
นาคินทร์ยิ้มให้แล้วก็พูดว่า “เชิญนั่งครับ คนกันเองทั้งนั้นอย่าได้เกรงใจเลยครับ” แล้วเขาก็หันไปพูดกับแพรวพราวว่า “สวัสดีครับน้องแพรว”
นารินทร์ปล่อยมือรุ่นน้อง แพรวพราวก็รีบยกมือไหว้ “สวัสดีค่ะ” หล่อนยิ้มแหยอย่างกระอักกระอ่วนใจ
“ไปนั่งเถอะจ้ะน้องแพรว” นารินทร์จูงมือแพรวพราวไปนั่งที่เก้าอี้
แพรวพราวจึงได้แต่นั่งลงอย่างงงๆ
“เชิญครับคุณประกิต” นาคินทร์บอกพร้อมกับผายมือเชิญ แล้วเขาก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้
ประกิตรีบเดินไปนั่งตรงข้ามกับผู้มากบารมีอย่างเกรงๆ
นารินทร์ก็รีบเดินไปนั่งข้างพระบิดา
นาคาเดินเข้ามารินน้ำให้ทั้งสี่แล้วก็ถอยไปยืนคอยรับใช้อยู่เบื้องหลังจ้าวแห่งนาคราช
จากนั้นนาคินทร์ก็ชวนประกิตทานอาหารไปคุยกันไป จนประกิตหายเกร็งเริ่มคุยอย่างออกรส
ส่วนนารินทร์ก็ชวนรุ่นน้องคุยกันไปทานกันไปด้วยเช่นเดียวกัน จนแพรวพราวหายกระอักกระอ่วนใจแล้วเริ่มคุยอย่างสนิทสนมเหมือนเดิม
พอทานอาหารเสร็จแล้ว นารินทร์ก็ชวนแพรวพราวไปนั่งคุยกันที่ศาลาริมน้ำ ปล่อยให้พระบิดาคุยกับประกิตอย่างถูกคอ
ณ ศาลาริมน้ำ นารินทร์ก็หอบเอาอัลบั้มรูปของจ้าวแม่มาเปิดดูกับแพรวพราว หวังกระตุ้นให้จ้าวแม่ระลึกชาติได้
แต่ความหวังของนารินทร์ดูจะเลือนลางเหลือเกินเพราะแพรวพราวเปิดดูรูปทีละใบๆอย่างไม่มีท่าทางว่าจะระลึกถึงอดีตชาติเลยซักนิด
นารินทร์ลอบมองสบตากับพระพี่เลี้ยงซึ่งคอยรับใช้อยู่ใกล้ๆอย่างหมดหวัง
ก็แพรวพราวเปิดดูรูปทั้งอัลบั้มที่เป็นภาพถ่ายและรูปที่เป็นไฟล์ดิจิตัลซึ่งหล่อนอุตส่าห์รวบรวมมาจากคุณปู่คุณย่าและเพื่อนๆของจ้าวแม่จนหมดแล้ว แต่จ้าวแม่ก็ยังไม่มีท่าทางว่าจะจดจำอดีตได้เลย
เฮ้อ…คงต้องให้จ้าวพ่อมาช่วยจ้าวแม่ระลึกความหลังแล้วล่ะ
“น้องแพรวจ๊ะ พี่ขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะจ๊ะ” หล่อนบอกแล้วก็ลุกเดินไป นาฏนาคีก็ลุกตามไปด้วย
แพรวพราวจึงนั่งดูรูปอยู่ในศาลาคนเดียว หล่อนเปิดอัลบั้มเล่มใหญ่ไปเรื่อยๆ มองคนในรูปแล้วก็คิดว่าจ้าวแม่ของพี่รินสวยจัง จู่ๆกระดาษแผ่นหนึ่งก็ตกลงมาจากอัลบั้ม “อุ๊ย! กระดาษอะไรเนี่ย”
หล่อนจึงรีบหยิบมาดู แผ่นกระดาษเนื้อดี สีกระดาษเก่าออกเหลืองๆพับครึ่งเอาไว้ หล่อนเปิดดู บนกระดาษเป็นภาพสเก็ตร่างด้วยดินสอ เป็นรูปผู้ชายผมยาวยืนกอดอกพิงกรอบประตู
แพรวพราวจ้องภาพนั้นอย่างตะลึง พลัน! ภาพก็ผุดขึ้นในดวงจิต
หล่อนกำลังนั่งบนม้าหินตัวใหญ่ ในมือมีแผ่นบอร์ดรองหนีบกระดาษสเก็ตภาพแผ่นหนึ่งเอาไว้ อีกมือก็ถือดินสอ หล่อนมองไปทางหน้าเรือน เห็นสามียืนกอดอกพิงกรอบประตูหน้าเรือนมองมาทางหล่อนด้วยสายตารักสุดดวงใจ จากที่คิดจะสเก็ตภาพดอกบัวจึงเปลี่ยนเป็นสเก็ตภาพเขาแทน
ก็ท่วงท่ายืนกอดอกอย่างสง่างามพิงกรอบประตูหน้าเรือนมองมาทางหล่อนอย่างรักเหลือล้นเป็นภาพที่เห็นเป็นประจำจนติดตาตรึงใจมิรู้ลืม พี่นาคินทร์ขา…ลินจี้ก็รักพี่นะคะ…
แพรวพราวกระพริบตาปริบๆ ความรู้สึกนั้นช่างแจ่มชัดอยู่ในดวงจิต จนต้องหันไปมองเรือนศิลา
หล่อนลุกขึ้นเดินออกจากศาลาตรงไปยังม้านั่งหินหน้าเรือนศิลา ในมือก็ถือภาพสเก็ตแผ่นนั้นติดมือมาด้วย
แพรวพราวนั่งลงบนม้าหินตำแหน่งเดียวกับที่นั่งวาดภาพ แล้วก็มองไปตรงกรอบประตูหน้าเรือน คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเห็นร่างสูงสง่ายืนกอดอกพิงกรอบประตูมองมาอย่างสุดรักสุดห่วง
ครั้นพอกระพริบตา ภาพนั้นก็พลันหายไป
หล่อนก้มลงมองภาพสเก็ตในมือด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ นิ้วเรียวนุ่มไล้ไปบนวงหน้าในภาพอย่างลืมตัว ใจก็นึกอยากจะวาดภาพนี้ให้เสร็จ หล่อนจึงพับกระดาษลงเหมือนเดิมแล้วถือเอาไว้ จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปใกล้เรือนศิลา หล่อนหยุดยืนอยู่หน้าเรือนแล้วมองไปตรงกรอบประตู
“มาทำอะไรอยู่ตรงนี้ล่ะจ๊ะน้องแพรว” เสียงทุ้มถามอ่อนหวานดังขึ้นเบื้องหลัง พร้อมกับอ้อมแขนแกร่งโอบกอดตัวหล่อนไว้
“อุ๊ย!” แพรวพราวตกใจ รีบยกสองแขนกันท่อนแขนแกร่งไม่ให้กระทบถูกดอกบัวคู่ แล้วหันขวับไปมองคนที่เข้ามาสวมกอดทางด้านหลัง “คุณน้า!”
นาคินทร์รัดอ้อมกอดรั้งร่างน้อยให้เข้ามาแนบชิดพร้อมกับถามเสียงนุ่มว่า “ดูอะไรอยู่จ๊ะน้องแพรว”
“คุณน้า! ปล่อยแพรวนะคะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าแพรวอายเค้าตายเลย!” เสียงหวานใสแหวใส่ไม่ดังนักแต่เกรี้ยวกราดบ่งบอกอารมณ์ครุ่กรุ่นในดวงจิต
“มิมีใครมาหรอกจ้ะ” เขาบอกแล้วก็ก้มหน้าแนบแก้มนวลคนในอ้อมกอด
“คุณน้า! ปล่อยค่ะ!” เสียงหวานใสตวัดห้วนพร้อมกับเริ่มดิ้นจะให้หลุดจากอ้อมกอด
“พี่ขอกอดให้หายคิดถึงซักนิดนะจ๊ะ” นาคินทร์อ้อนอ่อนหวาน
แพรวพราวชะงักกึก! ใจหนึ่งยอมให้เขา แต่อีกใจก็กลัวใครจะมาเห็น โดยเฉพาะคุณพ่อ!
พอนึกถึงคุณพ่อ หล่อนก็สั่งเสียงเรียบว่า “ปล่อยค่ะ!”
Chapter 7 จุกมากมั๊ยคะคุณน้า?
นาคินทร์ทำเฉย แพรวพราวจึงเริ่มแผลงฤทธิ์ “คุณน้าขา ปล่อยแพรวนะคะ” หล่อนบอกน้ำเสียงอ่อนหวาน เขาก็ยังทำเฉยอีก
“คุณน้าคะ แพรวบอกให้ปล่อยค่ะ” เสียงหวานใสเข่นเขี้ยวใส่พร้อมกับศอกเรียวแหลมกระทุ้งใส่ลิ้นปี่คนกอดเต็มแรง “ปึ๊ก!”
“อุ๊บ!” นาคินทร์จุกจนตัวงอ ยกมือขึ้นกุมลิ้นปี่เอาไว้ เจ้าลินจ๋า…ใยเจ้าใจร้ายกับพี่เช่นนี้ล่ะจ๊ะ
พร้อมๆกับแพรวพราวสะบัดตัวออก
“จุกมากมั๊ยคะคุณน้า” หล่อนหันไปถามเขาน้ำเสียงอ่อนหวานพร้อมกับยิ้มหวานจ๋อย แล้วก็พูดอย่างอ่อนหวานว่า “งั้นแพรวขอจัดหนักอีกซักนิ๊ดดดด…นะคะ คุณน้าจะได้หายคิดถึง!”
น้ำเสียงเน้นหนักในตอนท้าย พอจบคำ หล่อนก็จับบ่าทั้งสองของเขาไว้แน่นแล้วก็ตีเข่ากระแทกกล่องดวงใจเต็มแรง “ปึ๊ก!”
“อุ๊บ! อู๊ย…น้องแพรว…” นาคินทร์เจ็บจุกสุดชีวิต สองมือเลื่อนไปกุมกล่องดวงใจแน่น ทรุดลงไปกองกับพื้นหน้าเขียวหน้าเหลือง
แพรวพราวมองอย่างสะใจแล้วก็ถามหวานจ๋อยว่า “หายคิดถึงรึยังคะคุณน้าขา…” แล้วหล่อนก็สะบัดหน้าพรึ่ดเดินจ้ำอ้าวไปหาคุณพ่อทันที
นาคินทร์ได้แต่มองตามอย่างตัดพ้อ น้องแพรวมิน่าทำกับพี่เช่นนี้เลย พลางคิดทบต้นทบดอกเอาไว้ในดวงจิต อย่าให้ถึงทีพี่เอาคืนบ้างล่ะกัน…ฮึ่ม!
นาคาปรากฎกายขึ้นพร้อมกับเรียกเสียงหลง “จ้าวนาคินทร์!” เขารีบประคองผู้เป็นนายให้ลุกขึ้น “เหตุใดท่านจึงมีสภาพเช่นนี้ล่ะขอรับ”
นางน่ะซิ นาคินทร์ส่งกระแสจิตตอบบริวาร เจ็บจุกจนพูดอะไรไม่ออก
นาคามองสภาพผู้เป็นนายแล้วก็ขำกลิ้งจนหลุดหัวเราะ “ฮ่าๆ…” แต่พอสบสายตาจ้าวแห่งนาคราชก็ต้องรีบกลั้นหัวเราะแทบตาย ชาติภพใหม่ของพระชายาคงจะร้ายน่าดู…ถึงขนาดทำให้จ้าวนาคินทร์หมดสภาพเช่นนี้ได้…หึๆๆๆ
แล้วนาคาก็ประคองผู้เป็นนายไปนั่งพักในเรือน
แพรวพราวเดินจ้ำอ้าวรีบกลับไปหาคุณพ่อ วงหน้าสวยหวานงอง้ำ ครั้นพอเดินไปถึงห้องอาหาร หล่อนก็รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
ประกิตกำลังคุยอยู่กับนาคาอย่างถูกคอ พอเห็นลูกสาวเดินเข้ามาก็ถามว่า “อ้าว…แล้วจ้าวนาคินทร์ล่ะคะลูก ท่านไปไหนล่ะคะ เมื่อกี้ท่านว่าจะไปตามหนูกับคุณหนูนารินทร์นี่คะ”
นาคารีบเบือนหน้าไปแอบขำ หึๆๆๆ ยังนั่งจุกอยู่เลยน่ะซิ
พอได้ยินชื่อคนฉวยโอกาส แพรวพราวก็หน้างอทันที “อยู่ที่บ้านมั้งค่ะ” เสียงหวานใสตอบน้ำเสียงราบเรียบผิดปกติ
จนประกิตได้แต่มองอย่างแปลกใจ เอ่อ…ไหงอารมณ์บูดแบบนี้ล่ะคะลูก
นาคาจึงรีบพูดว่า “เดี๋ยวท่านก็มาครับ คงจะทำธุระส่วนตัวอยู่น่ะครับคุณประกิต”
“อ๋อครับ” ประกิตพยักหน้าแล้วก็คุยกับนาคาต่อ
ส่วนแพรวพราวก็เดินเข้าไปนั่งข้างๆคุณพ่อ หน้างอนิดๆแต่อารมณ์เสียสุดๆ ครั้นพอรู้สึกตัวว่าในมือ ถือบางสิ่งบางอย่างไว้ หล่อนจึงรีบหันไปเปิดกระเป๋าถือแล้วเก็บสิ่งนั้นใส่กระเป๋าอย่างทนุถนอม
นาคารีบยกแก้วน้ำส้มมาเสิร์ฟให้ “น้ำส้มครับ”
“ขอบคุณค่ะ” แพรวพราวพูดพร้อมกับยิ้มให้เขา รู้สึกคุ้นเคยประหนึ่งว่าเขาเป็นพี่ชาย
แล้วนาคาก็ชวนประกิตคุยต่อ
ส่วนแพรวพราวก็ยกแก้วน้ำส้มขึ้นดื่ม พอได้น้ำส้มคั้นสดๆรสอร่อย อารมณ์บูดๆหงุดหงิดในดวงจิตก็ดูจะบรรเทาเบาบางลง
ครู่ต่อมา นาคินทร์ก็เดินมาพร้อมกับนารินทร์
“ขอโทษนะครับที่ปล่อยให้รอ” นาคินทร์บอกกับประกิตแล้วก็นั่งลง
นารินทร์ก็รีบนั่งลงข้างพระบิดา แล้วก็ชวนรุ่นน้องคุยกระหนุงกระหนิงตามประสาคนวัยเดียวกัน
ประกิตมองผู้มากบารมีแล้วก็รีบตอบว่า “ไม่เป็นไรครับจ้าว ผมต้องขอบคุณจ้าวมากเลยครับที่เชิญผมกับลูกมาทานอาหารในวันนี้” เขายกมือไหว้แล้วก็รีบพูดต่อว่า
“อาหารทุกอย่างอร่อยมากครับ เห็นทีผมคงต้องพาลูกมาทานข้าวที่นี่บ่อยๆแล้วล่ะครับ แหม…นี่ถ้าผมรู้ว่าที่นี่ทำอาหารเจด้วยผมคงพาลูกมาทานนานแล้วล่ะครับ”
นาคินทร์รับฟังพร้อมกับยิ้มแย้ม
แล้วประกิตก็พูดอีกว่า “คือน้องแพรวน่ะครับ เค้าทานแต่มังสวิรัตครับ ทานเนื้อสัตว์ไม่ได้เลยครับ ถ้าเผลอทานเข้าไปทีไรนะครับเป็นได้อาเจียนออกมาหมดเลยล่ะครับ ตอนคุณแม่เค้าตั้งท้องน้องแพรวนะครับ ก็ทานได้แต่อาหารมังสวิรัตครับ ทานอย่างอื่นไม่ได้เลยล่ะครับ”
“ดีเลยครับ ที่นี่ส่วนมากก็ทานมังสวิรัตกันครับ ทางเราจึงทำอาหารเจอาหารมังสวิรัตขายด้วยครับ ผมดีใจนะครับที่คุณประกิตจะมาเป็นลูกค้าขาประจำของเราเพิ่มอีกราย”
“ครับจ้าว เอ่อ…ถ้าอย่างนั้นผมกับลูกคงต้องขอตัวก่อนล่ะครับ มารบกวนจ้าวนานแล้ว ขอบคุณมากครับจ้าว” ประกิตเอ่ยขอตัวเมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยมานานเกินควรแล้ว
“เชิญครับ ขอบคุณมากครับที่ให้เกียรติมาในวันนี้ โอกาสหน้าขอเชิญคุณประกิตกับน้องแพรวอีกนะครับ” นาคินทร์บอกยิ้มแย้ม แล้วเขาก็หันไปพูดกับแพรวพราวว่า “ถ้าน้องแพรวอยากมาที่นี่เมื่อไหร่ ก็เชิญได้ตลอดเวลานะครับ พวกเรายินดีต้อนรับเสมอครับ”
แพรวพราวตวัดตามองค้อน ฮึ! ใครจะอยากมา แต่พอเห็นคุณพ่อมองมาหล่อนก็รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วก็ยกมือไหว้ “ขอบคุณค่ะคุณน้า”
นาคินทร์ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
ประกิตจึงลุกขึ้นยืน “ขอบคุณมากครับจ้าว” เขายกมือไหว้ แล้วก็หันไปพูดกับจ้าวนารินทร์ว่า “อาคงต้องกลับแล้วล่ะครับคุณหนู ถ้าคุณหนูมีโอกาสว่างก็ขอเชิญไปเที่ยวที่บ้านอาได้ตลอดเวลานะครับ อายินดีต้อนรับเสมอครับ เชิญจ้าวด้วยนะครับ”
แพรวพราวรีบลุกขึ้นยืนทันที เพราะใจอยากจะกลับบ้านเต็มที
นาคินทร์กับนารินทร์ก็ลุกขึ้นยืนส่งแขก
หลังจากร่ำลากันแล้ว ประกิตก็ขับรถออกจากเรือนศิลารีสอร์ทกลับบ้านพัก
พอถึงบ้าน สองพ่อลูกก็หอมแก้มกู้ดไนท์แล้วต่างก็แยกย้ายกันไปห้องใครห้องมัน
หลังจากอาบน้ำใส่ชุดนอนแล้วแพรวพราวก็เปิดกระเป๋าหยิบภาพสเก็ตออกมา หล่อนวางภาพบนโต๊ะเขียนหนังสืออย่างทนุถนอมแล้วก็หยิบดินสอมาจรดปลายลงบนกระดาษแล้วก็เริ่มลากๆวาดๆ
หล่อนนั่งสเก็ตภาพนานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าพอจรดดินสอวาดเส้นสุดท้ายเสร็จ หล่อนก็ยกมือปิดปากหาว มองภาพสเก็ตนั้นอย่างพอใจ แล้วก็ฟุบหลับคาโต๊ะ
นาคินทร์ยิ้มอย่างอ่อนโยน “ช่างเหมือนกันจริงๆ” ไม่ว่าจะภพชาติที่แล้วหรือภพชาตินี้เจ้าลินของเขาก็ยังเหมือนเดิม หากสนใจในสิ่งใดก็จะลืมสนใจสิ่งรอบข้างรอบตัวจนหมดสิ้น
ขนาดว่าเขาปรากฎกายมานั่งมองอยู่ข้างหลังบนเตียงของหล่อนเอง แพรวพราวยังไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อยว่ามีใครอยู่ข้างหลัง ยังคงก้มหน้าก้มตาวาดภาพอย่างตั้งอกตั้งใจ
นาคินทร์จึงค่อยๆช้อนอุ้มร่างน้อยขึ้นมาแล้วพาไปนอนบนเตียงพร้อมกับคลุมผ้าห่มให้หล่อนอย่างอ่อนโยน เขาเอื้อมมือไปปัดเส้นผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มให้พ้นวงหน้าสวยหวาน
วงหน้าหวานที่ดูละม้ายคล้ายอดีตชาติ ต่างกันตรงที่วงหน้าหวานในภพชาตินี้จะเรียวเล็กกว่า สีผมและสีดวงตาเป็นสีน้ำตาลเข้ม สีผิวที่ขาวออกเหลืองนวลเนียนดังแสงจันทรา รูปร่างที่เล็กบางอรชรกว่าตามเชื้อชาติ ทำให้ดูน่าทนุถนอมยิ่งนัก หากจะแตะจะต้องหนักมือไปนิดก็ราวกับจะแตกสลายได้ในพริบตา แต่ไม่น่าเชื่อว่าเห็นตัวเล็กๆบางๆแบบนี้เถอะ ฤทธิ์เยอะนักเชียว!
หึๆๆๆ ออกฤทธิ์ออกเดชไปก่อนเถอะน้องแพรวจ๋า…ถึงเวลาพี่เอาคืนเมื่อไหร่ล่ะก็…พี่จะทบต้นทบดอกคืนเจ้าให้สาสมเลยเชียว…
แล้วนาคินทร์ก็เสกกำไลนาคราชขึ้นมาบนฝ่ามือ เพียงแค่คิด กำไลนาคราชก็พุ่งวาบสวมฉับบนข้อมือเรียวเล็ก เพราะเขามิอาจติดตามหล่อนได้ตลอดเวลาเนื่องจากหล่อนมีสัมผัสพิเศษติดดวงจิตมาแต่กำเนิดอันเป็นเหตุจากชาติที่แล้วดวงตาที่สามของหล่อนได้เปิดออกแล้วนั่นเอง
และเพราะว่าดวงจิตของหล่อนกับเขายังมิสามารถจะสื่อถึงกันได้อย่างบริบูรณ์ กำไลนาคราชที่เขามอบให้หล่อนจะช่วยทำให้เขาสามารถรับรู้ถึงดวงจิตของหล่อนได้ หากมีเหตุเภทภัยภยันตรายใดๆเกิดขึ้นเขาก็จะสามารถรับรู้ได้อย่างทันท่วงที
จากนั้นนาคินทร์ก็ลุกขึ้นเดินไปดูรูปที่หล่อนวาดบนโต๊ะ เพียงแค่ได้เห็นภาพ น้ำตาก็รินไหลอย่างดีใจ “เจ้าลินของพี่…”
เขาเอื้อมมือไปหยิบภาพนั้นขึ้นมาอย่างทนุถนอม ภาพของเขาที่เจ้าลินวาดค้างเอาไว้ บัดนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว แม้จะเป็นแค่ภาพดินสอแต่ทุกรายละเอียดการลงแสงเงาแจ่มชัดประดุจดังภาพถ่าย
เขาเดินไปนั่งบนเตียง ก้มหน้าจรดริมฝีปากบนหน้าผากนวลเนียนแล้วกระซิบแผ่วเบาว่า “เจ้าลินจ๋า…ขอบคุณนะจ๊ะ”
วงหน้าสวยหวานคลี่ยิ้มบางๆประดุจดั่งรับคำขอบคุณนั้นไว้ในดวงจิต
นาคินทร์ถือรูปแนบอกพร้อมกับจ้องมองแพรวพราวอย่างอ่อนโยน เขานั่งมองหล่อนอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน จนเกือบสว่างเขาจึงลุกขึ้นถือรูปไปวางไว้บนโต๊ะแล้วก็หายตัวไป
เสียงไก่ขันดังแว่วมา แพรวพราวลืมตาตื่นอย่างงัวเงีย หล่อนยกมือขยี้ตา พลัน! ก็รู้สึกถึงน้ำหนักของบางสิ่งบางอย่างบนข้อมือตัวเอง “เอ๊ะ!”
หล่อนมองที่ข้อมืออย่างงงๆ “กำไลอะไรหว่า” มืออีกข้างจับกำไลทองแล้วจะถอดออกดู
“เอ๊ะ! ตะขออยู่ตรงไหนเนี่ย” หล่อนหมุนกำไลดูจนรอบ แต่ก็ไม่เห็นมีตะขอเลย พอจะรูดถอดออกก็ถอดไม่ได้ “ถอดยังไงหว่า”
หล่อนหมุนกำไลดูแล้วดูอีก แถมจะรูดถอดออกก็ไม่ได้ เพราะวงกำไลพอดีกับข้อมือราวกับเป็นชิ้นงานสั่งทำเพื่อหล่อนโดยเฉพาะ
คิ้วโค้งเรียวสวยขมวดมุ่นงุนงงสงสัย “เอ๊ะ! กำไลอะไรเนี่ย ตะขอก็ไม่มี ถอดก็ถอดไม่ออก แล้วตอนใส่มันใส่ยังไงล่ะ แล้วมันมาอยู่บนแขนเราได้ไงเนี่ย กำไลทองซะด้วย มันมาได้ไงล่ะเนี่ย โอ๊ย! งงไปหมดแล้วง่ะ”
พลัน! ก็รู้สึกถึงความร้อนจากวงกำไลแผ่ซ่านลงบนผิวเนื้อ แพรวพราวตะลึงงัน!
ครั้นพอกระพริบตา ความคิดงุนงงสงสัยก็เลือนหายไปจากดวงจิต หล่อนเลิกสนใจกำไลบนข้อมือแล้วก็ลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว ทำกิจวัตรประจำวัน
หลายวันต่อมา ณ หอประชุมสมเด็จย่าฯ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สถานที่จัดพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
นารินทร์สวมชุดครุยสีแดงยืนถ่ายรูปกับเพื่อนๆ สีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข
นาคินทร์ นรินทร นาคา นาฏนาคี นัทชัย จินตนา และคนอื่นๆพากันมาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างคับคั่ง
แพรวพราวก็มาร่วมแสดงความยินดีด้วย อีกทั้งยังวิ่งวุ่นช่วยงานของทางมหาวิทยาลัยอย่างแข็งขัน
ขณะที่นารินทร์กำลังจะเดินไปเข้าแถวรวมตัว เพื่อเข้าหอประชุม หล่อนก็เดินชนกับผู้ชายคนหนึ่ง “พลั่ก!”
“โอ๊ย!” สองเสียงร้องประสานกัน ร่างระหงเซจะล้มลง วงแขนของชายคนนั้นก็รีบคว้าหมับรอบเอวบางแล้วดึงรั้งเข้าหาตนเอง
“ขอโทษครับ คุณเป็นอะไรรึเปล่าครับ” เสียงทุ้มนุ่มหู ถามร้อนรนอย่างตกใจและเป็นห่วง
นารินทร์เงยหน้ามองเขาแล้วก็ตะลึงแล สมองคล้ายจะหยุดสั่งงานชั่วขณะ “เอ่อ…” วงหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อ ใบหน้าหล่อนห่างจากใบหน้าของเขาแค่คืบ
“คุณเป็นอะไรรึเปล่าครับ เจ็บตรงไหนบ้างครับ” เขาถามอีกครั้ง
ทำให้นารินทร์กระพริบตาตั้งสติ “เอ่อ…ไม่เป็นไรค่ะ” หล่อนตอบอย่างเขินๆ แล้วก็รีบเบี่ยงตัวออกห่าง “ขอโทษนะคะที่ดิฉันเดินไม่ระวังเลยชนคุณเข้าน่ะค่ะ คุณเจ็บตรงไหนบ้างคะ” หล่อนถามอย่างรู้สึกผิด
“ผมไม่เป็นไรครับ แล้วคุณล่ะครับเจ็บตรงไหนบ้างครับ” เขาถามพลางกวาดตามองหล่อนอย่างสำรวจ
นารินทร์รีบส่ายหน้าตอบ “ดิฉันไม่เป็นไรค่ะ”
เสียงเรียกรวมแถว ทำให้หล่อนรีบขอตัว “เอ่อ…อาจารย์เรียกแล้ว ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ”
แล้วนารินทร์ก็รีบเดินไปเข้าแถว ชายคนนั้นก็รีบเดินแยกตัวไปเช่นกัน เขาเดินตรงไปที่ลานจอดรถ แล้วรีบสาวเท้าตรงไปยังรถเบนซ์สีบลอนซ์เงินเงาวับซึ่งมีคนขับรถยืนเปิดประตูรอรับ เขาก้าวเข้าไปนั่งในรถแล้วคนขับรถก็รีบปิดประตูรถให้
จากนั้นคนขับรถก็เปิดประตูรถด้านหน้าแล้วก้าวเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย ภายในรถเงียบสงบเย็นฉ่ำทั้งๆที่ไม่ได้ติดเครื่องยนต์เปิดแอร์เลยซักนิด
เขาบอกกับคนขับรถว่า “กลับกันเถิด ข้ามิมีธุระอันใดแล้ว”
“ขอรับจ้าวนราบดินทร์” คนขับรถรับคำสั่งแล้วก็ขับรถออกจากลานจอดรถ
นราบดินทร์นั่งมองเส้นผมสีทองบนฝ่ามืออย่างสมใจ เส้นผมที่เขาฉวยจังหวะแกล้งชนหล่อนแล้วแอบดึงมาโดยมิให้เจ้าของรู้ตัว แล้วเขาก็ร่ายมนต์เสกให้เส้นผมสีทองนั้นให้กลายเป็นกำไลนาคราชหนึ่งวง จากนั้นกำไลนาคราชก็อ้าปากคลายส่วนหางแล้วคล้องหมับบนข้อมือแกร่ง
เขามองกำไลนาคราชบนข้อมือตนเองแล้วก็หลับตาลง ภาพหล่อนกำลังยืนเข้าแถวผุดวาบขึ้นมาในดวงจิต
Chapter 8 วันนี้นี่แหละ จะเป็นวันตายของนาง!
หึๆๆๆ จ้าวนาคินทร์ท่านสังหารจ้าวพ่อของข้า ข้าก็จะแก้แค้นให้จ้าวพ่อของข้า หากท่านต้องสูญเสียนางเหมือนเช่นที่ข้าสูญเสียจ้าวพ่อ ท่านต้องทุกข์ทรมานสาสมใจข้าแน่!
รถเบนซ์แล่นไปได้ซักพักนึง พอท้องถนนปลอดรถราและผู้คน รถคันนั้นก็อันตรธานหายไป
กว่าพิธีพระราชทานปริญญาบัตรจะเสร็จสิ้นก็เล่นเอานารินทร์กระหายน้ำแทบแย่ เพราะหล่อนเป็นครึ่งนาคราชจึงทำให้หล่อนดื่มน้ำมากกว่ามนุษย์ธรรมดาหลายเท่านัก
พอหลุดออกมาจากหอประชุมได้ หล่อนก็รีบคว้าขวดน้ำที่นาฏนาคียื่นส่งให้พร้อมหลอดดูด
“ขอบคุณค่ะอานาฏ” หล่อนขอบคุณแล้วรีบดื่มอย่างกระหายจัด กว่าจะหายจากอาการกระหายน้ำหล่อนก็ดื่มน้ำหมดไปซะสองขวดใหญ่ๆ
“เหนื่อยมั๊ยจ๊ะ” นาคินทร์ถามลูกอย่างเป็นห่วง
นารินทร์ส่ายหน้าพร้อมกับเข้าไปควงแขนพระบิดา “ไม่เหนื่อยค่ะ แต่หิวน้ำมากเลย เฮ้อ…เกือบตาย”
คำพูดของหล่อนทำให้ทุกตนและทุกคนยิ้มขำ
หลังจากนั้นหล่อนก็ไปถ่ายรูปกับเพื่อนๆต่อ
ครั้นพอถ่ายรูปพบปะแสดงความยินดีกับเพื่อนๆแล้ว หล่อนก็นัดเพื่อนๆไปเลี้ยงฉลองรับปริญญาที่ห้องอาหารเรือนศิลารีสอร์ท
พอนัดแนะกันเรียบร้อยแล้วหล่อนก็ขอตัวกลับบ้าน
ณ ห้องอาหารเรือนศิลารีสอร์ท กว่าจะจบงานเลี้ยงสังสรรค์ก็เกือบตีสอง นารินทร์เดินระโหยโรยแรงกลับเรือนไทย พอเข้าห้องนอนได้ หล่อนก็รีบอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟัน แล้วโผตัวไปนอนซุกใต้ผ้าห่มนุ่มบนเตียง รู้สึกอ่อนล้าจนไม่อยากจะทำอะไรแล้วทั้งสิ้น
นาฏนาคีดูแลห่มผ้าให้ รอจนผู้เป็นนายหลับไปแล้ว นางจึงหายตัวกลับไปยังเรือนของตนเอง
ภายในห้องเงียบสงบเย็นฉ่ำด้วยอิทธิฤทธิ์แห่งนาคราชจึงไม่ต้องติดแอร์คลายร้อนให้เปลืองค่าไฟฟ้าแม้แต่นิดเดียว
และเพราะอิทธิฤทธิ์แห่งนาคราชนี้เองที่ทำให้นราบดินทร์มิสามารถเข้าไปกร่ำกรายบริเวณที่พักอาศัยของจ้าวนาคินทร์และธิดาจ้าวแห่งนาคราชผู้ครองบาดาลทะเลสีทันดรได้เลย
แต่เมื่อได้เส้นผมของธิดาจ้าวนาคินทร์มาแล้ว ก็ทำให้นราบดินทร์สามารถแฝงเร้นกายเข้ามาได้
เขาปรากฎกายขึ้นตรงปลายเตียงพร้อมกับมองไปยังธิดาจ้าวนาคินทร์ซึ่งนอนหลับไหลโดยมิรู้เลยว่าภัยร้ายคืบคลานเข้ามายืนชิดติดปลายเตียงแล้ว
ต้นเหตุของการแก้แค้นในครั้งนี้นับเนื่องมาจากคืนเพ็ญที่ผ่านมา พระบิดาของเขา จ้าวนราบดีจ้าวแห่งนาคราชผู้ครองบาดาลแห่งสระอโนดาตเชิงเขาไกรลาศ ได้ฉุดคร่านางนาคีแห่งทะเลสีทันดรมาตนหนึ่ง ทำให้จ้าวนรินทรติดตามมาทวงนางนาคีภายใต้การปกครองของตนคืน
แต่พระบิดามิยอมส่งนางนาคีคืนให้ ทั้งสองจึงสู้รบกัน การสู้รบดำเนินไปถึงสามวันสามคืน แล้วจ้าวนรินทรก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้กลับไป ร้อนถึงจ้าวนาคินทร์ต้องกลับหิมพานต์เป็นการด่วน เพื่อช่วยนางนาคีภายใต้การปกครองให้กลับคืนสู่อ้อมอกบิดามารดร
ด้วยฤทธาที่สูสีกัน การต่อสู้ดำเนินไปถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน แล้วจ้าวนาคินทร์ก็เป็นฝ่ายกำชัยชนะ เขาสังหารพระบิดาแล้วนำนางนาคีตนนั้นกลับคืนไป
เมื่อพระบิดาสวรรคต พระมารดาของเขาก็ตรอมใจจนสวรรคตตามไป เขาจึงคิดที่จะแก้แค้น ในเมื่อเขาสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยิ่ง จ้าวนาคินทร์ก็จะต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งเฉกเช่นเดียวกัน!
เขาเฝ้าหาโอกาสที่จะสังหารธิดาจ้าวนาคินทร์มาตลอด แต่ก็มิสบโอกาสเลยสักครั้ง เพราะอิทธิฤทธิ์จ้าวแห่งนาคราชคุ้มครองหล่อนตลอดเวลา
และวันนี้นี่แหละ จะเป็นวันตายของนาง!
นราบดินทร์เดินเข้าไปยืนข้างเตียงชะโงกมองวงหน้าหวานอย่างสาสมใจ หากนางตาย!…จ้าวนาคินทร์จะต้องทุกข์ทรมานแน่!
เขาแผ่ไอนาคราชจะสังหารหล่อน
ฉับพลัน! ก็ปรากฎไอนาคราชสีทองลอยวนเหนือร่างระหงดั่งเกราะคุ้มกาย
“ฮึ่ม!” นราบดินทร์จึงรีบลดไอนาคราชของตนเองลง เพราะไอนาคราชที่เป็นเกราะปกป้องหล่อนแข็งกล้ากว่าของตนเอง หากปล่อยให้ไอนาคราชปะทะกัน เขานั้นแหละที่จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ถึงแม้ชาติตระกูลและการกำเนิดของตนจะเท่าเทียมกับจ้าวนาคินทร์ แต่สิ่งที่ด้อยกว่าคือฤทธาของตนเอง
นี่ข้าจะทำเช่นไรดีจึงจะแก้แค้นได้! ดวงตาสีแดงจุดกึ่งกลางดวงตาสีทองจ้องมองวงหน้าหวานอย่างคับแค้นใจ
พลัน! ดวงจิตก็กระหวัดคิดถึงตอนที่เขาแอบดึงเส้นผมหล่อน ยามนั้นเขาประชิดตัวหล่อนได้อย่างง่ายดาย มันต้องมีทางที่ข้าจะสังหารนางได้ซิ!
ยามนั้นดวงจิตของเขามิมีจิตสังหาร เขาจึงลองทำจิตให้ว่าง ฉับพลัน! ไอนาคราชที่ลอยวนดั่งเกราะคุ้มกายก็หายไป
นราบดินทร์มองอย่างฉงนสนเท่ห์ เขายื่นมือไปแตะผิวแก้มนวล ก็มิปรากฎเกราะสีทองเลยซักนิด เขาดึงมือกลับ ครั้นดวงจิตคิดสังหาร ไอนาคราชสีทองก็ปรากฎขึ้นอีกครั้ง “ฮึ่ม!” นี่ข้าจะทำเช่นไรจึงจะสามารถสังหารนางได้!
“หือ…” นารินทร์ขยับตัวลืมตาอย่างงัวเงีย “อานาฏเหรอคะ” หล่อนถามอู้อี้ทั้งๆที่ยังไม่ลืมตาดี
นราบดินทร์จึงรีบหายตัวไปทันที
นารินทร์ทันเห็นเงาไหวๆหายไป แต่ในความมืดสลัวทำให้หล่อนเห็นไม่ค่อยชัด หล่อนจึงคิดว่า อานาฏคงมาคอยห่มผ้าให้ล่ะมั้ง ดวงตาคู่งามจึงปรือตาหลับลง
เก้าโมงเช้า นารินทร์ลืมตาตื่นตอน นาฏนาคีก็ปราดเข้าไปหา “หิวรึยังเจ้าคะ”
“อืม…กี่โมงแล้วคะอานาฏ” นารินทร์ถามพร้อมกับขยับตัวลุกขึ้นแล้วยกมือปิดปากหาว
“เก้าโมงเช้าแล้วเจ้าค่ะ” นาฏนาคีตอบ
นารินทร์จึงลุกจากเตียงเดินเข้าห้องน้ำไป นาฏนาคีโบกมือวูบ…เตียงนอนก็มีผ้าคลุมเรียบร้อย
พอผู้เป็นนายเดินออกมาจากห้องน้ำแต่งกายเรียบร้อยด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ นาฏนาคีก็ถามว่า “วันนี้จ้าวรินจะออกไปไหนรึเปล่าเจ้าคะ”
นารินทร์นิ่งคิด “อืม…” แล้วหล่อนก็ส่ายหน้า “ยังไม่รู้เลยค่ะอานาฏ ยังคิดไม่ออก ว่าแต่เช้านี้อานาฏทำอะไรให้รินทานล่ะคะ”
“มีซุปข้าวโพดหวานกับมันบด แล้วก็สลัดเจ้าค่ะ จ้าวรินทานเลยนะเจ้าคะ ข้าจะตั้งสำรับให้” นาฏนาคีบอกแล้วก็ขยับลุกขึ้นจะเดินไป
นารินทร์จึงรีบบอกว่า “ตั้งที่เรือนศิลาดีกว่าค่ะอานาฏ รินจะไปทานกับจ้าวพ่อค่ะ”
“เจ้าค่ะ” นาฏนาคีรับคำแล้วก็รีบหายตัวไปจัดการตามคำสั่งผู้เป็นนาย
นารินทร์ก็เดินไปส่องกระจกนิดนึงสำรวจความเรียบร้อยของเสื้อผ้าหน้าผม แล้วก็เดินออกจากห้องนอนไปยังเรือนศิลา
นาคินทร์ยืนมองดอกบัวอยู่หน้าเรือน พอเห็นลูกสาวเดินมา เขาก็ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
“หลับเต็มอิ่มแล้วหรือลูก” เขาถามอ่อนโยน มองอย่างห่วงใย
“ค่ะจ้าวพ่อ” นารินทร์ดินเข้าไปกอดแขนพระบิดาแล้วก็เขย่งตัวยื่นหน้าไปหอมแก้มเขา “Morning kiss ค่ะ”
“Morning kiss จ้ะ” นาคินทร์หอมแก้มลูกสาวตอบ แล้วก็บอกว่า “ไปทานอาหารเช้าเถอะจ้ะ นาฏนาคีตั้งโต๊ะไว้เรียบร้อยแล้ว”
“ค่ะจ้าวพ่อ” แล้วหนึ่งนาคราชกับครึ่งนาคราชก็พากันเดินเข้าไปในเรือนศิลา
ครั้นพอทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว ทั้งสองก็ย้ายไปนั่งที่โซฟา
นาคินทร์แบมือตรงหน้าลูกสาว ฉับพลัน! ก็ปรากฎตั๋วเครื่องบินขึ้นบนฝ่ามือนั้น “ตั๋วไปกลับเชียงราย-กรุงเทพ แล้วก็กรุงเทพ-เนปาลจ้ะ”
“ขอบคุณค่ะจ้าวพ่อ” นารินทร์ยิ้มดีใจ ยื่นหน้าไปหอมแก้มพระบิดาทันที
นาคินทร์ส่งตั๋วให้ลูกแล้วก็ถามอย่างเป็นห่วงว่า “ลูกแน่ใจหรือว่า ทริปนี้จะมิพานาฏนาคีไปด้วยน่ะ”
“แน่ใจค่ะจ้าวพ่อ” นารินทร์ตอบน้ำเสียงหนักแน่น แล้วก็รีบพูดอ้อนว่า “อย่าให้อานาฏไปด้วยนะคะ ขืนอานาฏไปด้วยล่ะก็ เพื่อนๆคงล้อรินแย่เลยล่ะค่ะ อายุตั้งขนาดนี้แล้วไปไหนมาไหนยังต้องมีพี่เลี้ยงคอยตามต้อยๆ แค่นี้พวกเพื่อนๆ ก็แซวรินจะแย่แล้ว นะคะจ้าวพ่อ นะคะ รินรับปากว่าจะดูแลตัวเองอย่างดีที่สุดเลยค่ะ นะคะจ้าวพ่อ นะคะ”
ถูกลูกสาวอ้อนซะขนาดนี้มีหรือเขาจะมิตามใจนาง “จ้ะลูก แต่ลูกต้องดูแลตัวเองให้ดีนะจ๊ะ”
“ค้าจ้าวพ่อ จ้าวพ่อน่ารักที่สุดในสามโลกเลยค้า” หล่อนรับคำหน้าระรื่น แล้วก็โผเข้าไปกอดซบอกพระบิดาอย่างดีอกดีใจ ก็แหม…จะไม่ให้ดีใจได้ไงล่ะ ในเมื่อทริปไปเที่ยวเนปาลกับผองเพื่อน เป็นทริปแรกในชีวิตเลยล่ะที่ไม่ต้องมีพี่เลี้ยงตามไปด้วย วงหน้าหวานยิ้มปลื้มปริ่มดีใจสุดๆ
หลังจากนั้นนารินทร์ก็ขอตัวกลับเรือนไทย
นาคินทร์แม้จะเป็นห่วงลูกมากมายนัก แต่ก็จำต้องยอมตามใจนาง ด้วยเพราะความรักและอีกทั้งนางก็เติบใหญ่ขึ้นมาก สามารถที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว ต่อให้รักต่อให้ห่วงขนาดไหน…ก็จำใจต้องปล่อยให้นางได้ออกไปเผชิญโลกด้วยตนเอง
เฮ้อ…นางไปเที่ยวกับเพื่อนๆครั้งนี้ ข้าคงจะอยู่เป็นห่วงนางยิ่งนัก…ช่างน่าเป็นห่วงเสียจริง…เฮ้อ…
ณ เรือนไทย นาฏนาคีเฝ้าอ้อนวอนผู้เป็นนาย “จ้าวรินเจ้าคะ ให้ข้าไปด้วยเถิดนะเจ้าคะ” นางส่งสายตาอ้อนวอน “ให้ข้าไปด้วยนะเจ้าคะ ข้าจะใช้มนต์พรางกายไว้ มิให้เพื่อนๆของท่านเห็นข้าหรอกเจ้าค่ะ จ้าวรินเจ้าขายอมให้ข้าไปด้วยเถิดนะเจ้าคะ”
นารินทร์มองพระพี่เลี้ยงทำใจแข็ง “อานาฏอย่าไปเลยนะคะ ทริปที่แล้ว ที่กระบี่ อานาฏพรางกายไว้ก็จริง แต่ตอนถ่ายรูปออกมามันมีรูปอานาฏติดมาด้วย เพื่อนๆรินตกใจกันใหญ่เลยล่ะค่ะ”
นาฏนาคีรีบบอกว่า “เที่ยวนี้ข้าจะระวังตัวให้มาก ข้ารับรองว่าจะมิมีผู้ใดเห็นข้าได้หรือว่าถ่ายรูปติดได้แน่เจ้าค่ะ ให้ข้าไปด้วยเถิดนะเจ้าคะ ข้ามิไปด้วย แล้วใครจะคอยดูแลท่านล่ะเจ้าคะ” นางส่งสายตาอ้อนวอนสุดฤทธิ์
“รินก็ดูแลตัวเองซิคะ นะคะอานาฏ อานาฏอย่าไปเลยนะคะ ขอให้รินได้ไปเที่ยวตามลำพังกับเพื่อนๆบ้างนะคะ นะคะอานาฏ นะคะ” นารินทร์อ้อนกลับพร้อมกับโผเข้าไปซบอกพระพี่เลี้ยง
เจอลูกอ้อนแบบนี้มีหรือนาฏนาคีจะมิยอม นางถอนหายใจ “เฮ้อ…ก็ได้เจ้าค่ะ” แล้วนางก็บอกว่า “จ้าวรินต้องสัญญาว่าจะดูแลตัวเองดีๆนะเจ้าค่ะ ต้องทานอาหารให้ตรงเวลานะเจ้าคะ อากาศที่นั่นหนาว ท่านต้องใส่เสื้อผ้าหนาๆนะเจ้าค่ะ เวลานอนก็ต้องห่มผ้าให้ดีนะเจ้าคะ…”
นาฏนาคียังพูดไม่จบ นารินทร์ก็รีบพูดแทรกว่า “อานาฏอย่าห่วงไปเลยค่ะ รินรับปากว่าจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุดค่ะ ขอบคุณนะคะอานาฏ รินรักอานาฏที่ซู้ด…” แล้วหล่อนก็ยื่นหน้าไปจุ๊บแก้มพระพี่เลี้ยง
นาฏนาคีหอมแก้มตอบแล้วก็กอดร่างระหงแน่น ทั้งรักทั้งห่วง นางจะไปเที่ยวคราวนี้…มิยอมให้ข้าไปด้วย…ข้าจะเป็นอันกินอันนอนได้รึ…เฮ้อ…จ้าวรินทร์นี่ล่ะน้า…ช่างดื้อจริงเชียว…
ณ บ้านพักของประกิต แพรวพราวกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงโต๊ะเขียนหนังสือในห้องนอน วันนี้ไม่มีเรียน ส่วนคุณพ่อก็ไปทำงาน
ขณะกำลังอ่านหนังสือเพลินๆ จู่ๆก็ได้ยินเสียงทุ้มดังขึ้นข้างหูว่า “อ่านอะไรอยู่จ๊ะ”
“หง่ะ!” หล่อนหันขวับไปทันที แล้วก็ต้องตกใจตะลึงค้าง “คุณน้า!”
นาคินทร์ฉวยหอมแก้มนุ่มทีนึง
“ฮื้อ!” แพรวพราวผงะออก ยกมือถูแก้มทันที ตวัดตาค้อนขวับๆ
“คุณน้าเข้ามาได้ยังไงคะ” หล่อนถามเสียงเข้มพลางมองเขาอย่างฉงน ก็หล่อนล็อกประตูห้องนอนเอาไว้ หน้าต่างก็ไม่ได้เปิด เพราะเปิดแอร์ แล้วเขาเข้ามาได้ไงอ่ะ
“หายตัวมา” นาคินทร์ตอบอ่อนโยน ยิ้มพรายใส่ดวงตาคู่สวย
แพรวพราวอึ้ง! ใจเริ่มเต้นแรง เอ่อ…อย่าบอกนะว่าที่เขาบอกว่าเป็นพญานาคนั่นน่ะ มันเอ่อ…ไม่ใช่ความฝัน…
“จะต้องให้พี่เปลี่ยนเป็นพญานาคให้ดูอีกรอบมั๊ยจ๊ะ น้องแพรวถึงจะเชื่อว่าพี่เป็นพญานาคซะที” นาคินทร์บอกอย่างอ่อนโยน ตอบข้อสงสัยในดวงจิตของเจ้ายอดดวงใจ
แพรวพราวอึ้งๆ ส่ายหน้าเดี๊ยะ “อย่านะ…” ดวงตาคู่สวยมองเขาอย่างหวาดๆ อย่าแปลงร่างนะ…หนูเกลียดงู!…
นาคินทร์ยิ้มขำ แล้วก็เปลี่ยนเรื่องว่า “อ่านอะไรอยู่จ๊ะ”
ครั้นพอตั้งสติได้ หล่อนก็ลุกพรวดพุ่งไปที่ประตูทันที มือหมุนลูกบิดหมับ พร้อมกับออกแรงดึงประตูเต็มแรง
“เอ๊ะ! ทำไมเปิดไม่ออกล่ะ” หล่อนหมุนลูกบิดแล้วก็ดึงเปิด แต่บานประตูก็ไม่ยอมเปิดออกเลย
“เปิดมิได้หรอกจ้ะน้องแพรว” เขาบอกอ่อนโยนพร้อมกับยิ้มให้หล่อน
แพรวพราวหันขวับมามองเขาอึ้งๆงงๆ
“ก็ถ้าน้องแพรวออกไปข้างนอกได้ น้องแพรวคงจะรีบวิ่งไปหาคนช่วยเลยใช่มั๊ยจ๊ะ” เขาถามอ่อนหวาน แพรวพราวพยักหน้าหงึกๆ แหงซิ…ใครจะกล้าอยู่กับพญานาคล่ะ
นาคินทร์ยิ้มพราย “พี่ก็เลยเสกให้ประตูเปิดมิได้ น้องแพรวจะได้ออกไปมิได้ยังไงล่ะจ๊ะ”
แพรวพราวอึ้งอีกรอบ พอตั้งสติได้หล่อนก็จ้องเขาตาวาววับ จากที่หวาดกลัวก็เปลี่ยนเป็นโกรธ
“คุณน้า! คุณน้าทำแบบนี้ทำไม! ออกไปนะ! ออกไปจากห้องแพรวนะ! ออกไป๊!” หล่อนตะโกนใส่เขาลั่นห้อง
นาคินทร์ทำหน้าเศร้าสลดทันที “พี่ขอโทษ พี่คิดถึงน้องแพรวจนทนมิไหว จึงต้องมาหา” เขาบอกน้ำเสียงเศร้าสร้อย
Chapter 9 แหวนหมั้นจากใครเหรอจ๊ะ
แพรวพราวสะอึก “เอ่อ…” จู่ๆหล่อนก็รู้สึกสงสารเขาจับใจ อย่าทำหน้าเศร้าแบบนั้นซิคะพี่นาคินทร์ขา สำนึกนั้นวูบขึ้นมาในดวงจิต ปากก็รีบพูดว่า “แพรวขอโทษ”
หล่อนมองเขาอย่างสำนึกผิด ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมนะ…แค่เห็นเขาทำหน้าเศร้าอย่างนั้นแล้วหล่อนจะต้องเศร้าไปด้วยล่ะ
นาคินทร์คลี่ยิ้มให้อย่างอ่อนโยนแล้วก็บอกว่า “น้องแพรวมานั่งอ่านหนังสือต่อเถอะ พี่มิรบกวนเจ้าหรอก มาซิจ๊ะ” เขาบอกอ่อนหวาน
เสียงนั้นซอกซอนเข้าไปในดวงจิตคนฟัง จนเผลอเดินกลับไปนั่งที่เดิม วงหน้าสวยหวานระเรื่อขึ้นสีจางๆ
แพรวพราวจ้องมองเขา นึกอึดอัดใจที่อยู่กับเขาสองต่อสอง แต่อีกใจกลับรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด จนต้องรีบหลบตาแล้วคว้าหนังสือมาอ่านแก้เกี้ยว
ตามองหนังสือแล้วก็เหลือบมองเขา พอเห็นรอยยิ้มอ่อนโยนกับสายตาอ่อนหวานที่ส่งมาให้ ใจก็เต้นแรงตึกๆ สองแก้มระเรื่อขึ้นสีเข้มขึ้น
นาคินทร์ถอยไปนั่งที่เตียง ตาจับจ้องมองแต่เจ้ายอดดวงใจ อยากจะกอดอยากจะหอมอยากจะจูบให้หายคิดถึง แต่ก็ต้องยับยั้งช่างใจเอาไว้ เพราะนางจำอดีตได้แค่เพียงเศษเสี้ยวธุลี หากทำอะไรโฉ่งฉ่างนางคงโกรธแน่
แพรวพราวเหลือบมองเขาบ่อยๆ จนนาคินทร์ยิ้มขำ “หากอ่านหนังสือมิรู้เรื่อง ก็มาหาพี่เถิด มาดูของสิ่งนี้ซิจ๊ะ ว่าเจ้าจำได้มั๊ย” เขาบอกอ่อนโยน แล้วก็ยื่นมือไปแบออก
แพรวพราวมองอย่างงงๆแล้วก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปดู
บนฝ่ามือนั้นมีแหวนวงหนึ่ง “แหวนอะไรคะ” หล่อนถามเขาแล้วก็หยิบแหวนวงนั้นขึ้นมาดู
ตัวแหวนเป็นลายพญานาคสองตัวอ้าปากกัดเพชรเม็ดใหญ่เอาไว้ ส่วนหางของพญานาคทั้งสองก็พันเกี่ยวกันเป็นเกลียว
ฉับพลัน! ภาพก็ผุดขึ้นมาในดวงจิต
หล่อนนั่งที่โซฟา ส่วนเขานั่งเคียงข้าง เขากุมมือหล่อนไว้ แล้วเขาก็มองสบตาหล่อนอย่างหวานซึ้ง
“เจ้าลิน…” เขาเรียกทอดหางเสียงหวาน
“คะ” หล่อนสบตาตอบอย่างเขินๆ
เขาแบมืออีกข้างตรงหน้าหล่อน พลัน! ก็ปรากฎแหวนบนฝ่ามือเขา
“เจ้าจะแต่งงานกับพี่มั๊ย” เขาถามเสียงนุ่ม
หล่อนตกตะลึง ใจเต้นแรง แก้มร้อนซู่! อร๊าย!…อะไรเนี่ย ขอกันตรงๆแบบนี้เลยเหรอ…
เขาสบตาหวานเชื่อม “มันอาจจะเร็วไปนิดสำหรับเจ้า แต่ในเมื่อพี่รักเจ้าและเจ้าก็รักพี่ และอีกอย่างเราสองคนก็เป็นผัวเมียกันแล้ว พี่จึงอยากจะให้เจ้ามั่นใจว่าพี่มิได้คิดกับเจ้าเพียงแค่เล่นๆ”
หล่อนหลบตาก้มลงมองมือตัวเองในอุ้งมือเขา หน้าร้อนผ่าวๆ เขินจนพูดอะไรไม่ออก
“พี่อยากให้เจ้าเป็นคู่ชีวิตที่จะอยู่ร่วมกันจนกว่าจะตายจากกัน แต่หากเจ้ามิต้องการ พี่ก็จะมิฝืนใจเจ้าเป็นอันขาด เจ้าจะแต่งงานกับพี่มั๊ย” เขาถามอ่อนโยนพร้อมกับเชยคางหล่อนให้สบตากับเขา
หล่อนสบตาตอบ หน้าแดงก่ำ รู้สึกขัดเขินไปหมด
เขาจ้องตาแววตาหวานเชื่อม รอคำตอบ
หล่อนเอียงหน้าหลบตาเขินอายสุดฤทธิ์ แล้วก็พยักหน้าตอบเสียงเบาแต่หนักแน่นว่า “ค่ะ” ก็รักเค้าไปแล้วง่ะ
เขายิ้มดีใจ “เจ้าลิน…พี่ดีใจยิ่งนัก” แล้วเขาก็รั้งตัวหล่อนเข้าไปกอดแน่น
หล่อนกอดตอบอย่างอายๆ ใจเต้นแรง
แพรวพราวกระพริบตาปริบๆ จ้องมองแหวน รู้สึกเหมือนได้ของรักกลับคืน
“นี่มันแหวนแต่งงานนี่คะ” เสียงหวานใสหลุดปากพูด ตายังจับจ้องแหวนอย่างปลื้มปริ่มดีใจ
นาคินทร์ยิ้มอ่อนหวาน “จ้ะ แหวนของเจ้า” เขาบอกอย่างอ่อนโยน
แพรวพราวกำแหวนไว้แน่นแล้วยกขึ้นกุมแนบอก
“ขอบคุณนะคะพี่นาคินทร์” หล่อนบอกอ่อนหวานแล้วก็ยิ้มให้เขา
แล้วหล่อนก็กระพริบตา ชะงักค้าง “เอ่อ…” เราพูดอะไรออกไปเนี่ย หูยังแว่วคำพูดตัวเองอยู่เลย
นาคินทร์ยิ้มให้อย่างอ่อนโยนแล้วก็บอกว่า “แรกๆเจ้าอาจจะสับสนอยู่บ้าง แต่อีกหน่อยเมื่อเจ้าจำได้ทั้งหมด เจ้าก็จะมิสับสนแล้วล่ะจ้ะ มิว่าเจ้าจะเป็นเจ้าลินหรือว่าน้องแพรว พี่ก็รักเจ้ามิเปลี่ยนแปลง”
เสียงทุ้มบอกหนักแน่น ทอดหางเสียงหวานดั่งคำสัตย์สาบาน
วงหน้าสวยหวานคลี่ยิ้มปลื้มปริ่มต่อคำพูดนั้นอย่างลืมตัว
พลัน! เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น แพรวพราวสะดุ้ง! รีบหันไปมองมือถือบนโต๊ะ
“เพื่อนโทรมาชวนไปดูหนังนะจ้ะ ถ้าเช่นนั้นพี่กลับล่ะ ดูหนังก็คิดถึงพี่ด้วยนะจ๊ะ” เขาบอกอ่อนหวานพร้อมกับยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ตวัดตามองไปทางประตูเพื่อคลายมนต์ แล้วก็หายตัวไป
แพรวพราวหันกลับไปมองเขา ทันเห็นเขาเลือนหายไปก็ตะลึงอึ้งๆไป เอ่อ…ไม่ใช่คนจริงๆด้วย
เสียงมือถือยังดังอยู่ หล่อนจึงรีบหยิบมารับสาย “สวัสดีค่ะ” มืออีกข้างยังกำแหวนไว้
“หวัดดีจ้ะแพรว” เสียงปลายสายทักกลับ แล้วก็พูดต่อว่า “แพรวไปดูหนังกันมั๊ยจ๊ะ”
แพรวพราวอึ้ง! เขารู้ได้ไงอ่ะ
“แพรว ว่าไงจ๊ะ ไปมั๊ย” เสียงปลายสายถาม แพรวพราวรีบตอบกลับว่า “ไปจ้ะ ที่ไหนล่ะเธอ”
เสียงปลายสายบอกสถานที่ แล้วก็ที่นัดพบเสร็จสรรพ แพรวพราวตวัดตามองนาฬิกาแล้วก็บอกกับเพื่อนว่า “งั้นอีกครึ่งชั่วโมงเจอกันจ้ะ”
หลังจากนั้นหล่อนก็ตัดสาย เก็บมือถือใส่กระเป๋า แล้วแบมือมองแหวนนิ่งงัน ความรู้สึกหนึ่งวูบขึ้นมาในดวงจิต อยากสวมแหวนติดกายดั่งของรักที่ไม่เคยห่างไปจากนิ้วนาง
ฉับพลัน! หางนาคราชก็คลายออกจากกัน แล้วลอยวาบรัดฉับบนนิ้วนางข้างซ้าย เกี่ยวกระหวัดพันหางกันไว้เหมือนเดิม
“เฮ้ย!”แพรวพราวตะลึงงัน! พอตั้งสติได้ หล่อนก็ยกมือขึ้นมาดูอย่างหวาดผวา มืออีกข้างก็รีบรูดแหวนออกจากนิ้ว
“เฮ้ย!…ทำไมถอดไม่ได้ล่ะ” หล่อนมองอย่างงงๆปนหวาดผวา พยายามจะรูดแหวนถอดออก แต่ทำยังไงแหวนก็ไม่ขยับเลย “ทำไมเป็นงี้ล่ะ” ทั้งดึงทั้งหมุนแต่แหวนก็ไม่ยอมขยับ ติดแน่นประดุจดังเป็นส่วนหนึ่งของนิ้วนาง
“เฮ้อ…ถอดไม่ออกง่ะ” พอเหลือบมองนาฬิกา ก็ชักจะใกล้เวลาที่นัดไว้เข้าไปทุกทีๆ
หล่อนจึงตัดใจ “เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวค่อยหาทางถอดทีหลังล่ะกัน ขืนสายเจอสวดแน่เลยเรา”
แล้วหล่อนก็รีบปิดแอร์ปิดไฟ จากนั้นก็หิ้วกระเป๋าออกจากห้อง จัดการล็อกบ้านเสร็จสรรพก็ตรงไปที่พี่โฟล๊คคันโปรด แล้วหล่อนก็ขับพี่โฟล๊คไปหาเพื่อนตามที่นัดหมายกันไว้
ณ ห้างสรรพสินค้า แพรวพราวจอดรถแล้วก็เปิดประตูลงจากรถ จัดการล็อกรถเรียบร้อยก็สะพายกระเป๋าเดินเข้าห้าง
พอเดินไปถึงที่นัดหมาย หล่อนก็เห็นเพื่อนๆยืนรออยู่
“แพรวมาช้าจัง” หนึ่งอนงค์ต่อว่าอย่างไม่จริงจังนัก
“ขอโทษจ้า ขอโทษนะที่มาช้า ขอโทษจริงๆ” แพรวพราวรีบขอโทษส่งสายตาสำนึกผิดที่มาสาย
“อุ๊ย! แหวนสวยจังเลย” อรสาทัก พลางขยับเข้าไปจับมือแพรวพราวขึ้นมาดู
เพื่อนคนอื่นๆ ก็รุมล้อมเข้ามาดูด้วย
“เพชรเม็ดเบ้อเริ้มเลยง่ะ น้ำงามซะด้วย” นงคราญทัก อย่างคนมีความชำนาญในด้านนี้เพราะที่บ้านหล่อนเป็นร้านทอง
หนึ่งอนงค์ก็แซวว่า “ใส่นิ้วนางข้างซ้ายซะด้วย แหวนหมั้นจากใครเหรอจ๊ะ” หล่อนถามทำหน้าอยากรู้
“นั่นซิแพรว” ทั้งอรสากับนงคราญพูดพร้อมกัน แล้วนงคราญก็ถามว่า “แพรวแอบไปมีแฟนตั้งแต่ตอนไหนเหรอ ไม่เห็นคุยให้พวกเราฟังเลยง่ะ”
แพรวพราวไม่รู้จะตอบเพื่อนๆว่ายังไง ก็รีบตัดบทว่า “ไปดูโปรแกรมกันดีกว่านะ”
“อุ๊ยๆ ไม่ยอมบอกอย่างนี้ แสดงว่าเป็นแหวนหมั้นจริงๆใช่มั๊ยจ๊ะ” หนึ่งอนงค์แซวยิ้มๆ
แพรวพราวจึงได้แต่ยิ้ม ไม่ยอมตอบ ก็ไม่รู้จะอธิบายให้เพื่อนๆฟังยังไงดี แบบว่าขืนพูดไปคงต้องเล่ากันยันเช้าล่ะมั้ง จะให้บอกว่าเป็นแหวนแต่งงานเมื่อชาติที่แล้ว เพื่อนๆคงซักกันไม่จบไม่สิ้นแน่
อรสาเห็นเพื่อนไม่ยอมตอบ ก็ช่วยตัดบทว่า “งั้นก็ไปกันเถอะ มัวแต่คุยอยู่เนี่ย เมื่อไหร่จะได้ดูหนังล่ะจ๊ะ”
จากนั้นทั้งหมดก็เดินไปที่โรงหนัง
ขณะกำลังยืนดูโปรแกรมหนังบนหน้าจอ แพรวพราวก็ได้ยินเสียงทุ้มพูดอยู่ข้างหูว่า “อยากดูเรื่องอะไรหรือจ๊ะ”
หล่อนหันขวับไปมองทันที แต่ข้างๆตัวหล่อนมีแต่เพื่อนสาวของหล่อนทั้งนั้น และตรงหน้าจอโปแกรมหนังก็มีแต่พวกหล่อนยืนอยู่กลุ่มเดียว
หล่อนเหลียวมองหาต้นเสียงจนนงคราญทักว่า “มองหาอะไรเหรอแพรว”
“เอ่อ…ไม่มีไรหรอก” แพรวพราวตอบเพื่อน แล้วก็เลิกมองหาที่มาของเสียง
ครั้นพอเลือกเรื่องที่จะดูได้แล้ว ก็จัดการจองที่นั่ง พอจองเสร็จ ทุกคนก็พากันไปซื้อเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว
จากนั้นก็พากันเดินเข้าไปในโรงหนัง แล้วก็เข้าไปนั่งที่ใครที่มัน
แพรวพราววางเครื่องดื่มกับป๊อปคอร์นไว้ตรงที่วางของด้านข้างเก้าอี้ หล่อนหยิบแว่น 3D มาสวมแล้วก็เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ มือก็เอื้อมหยิบกล่องป๊อปคอร์นมาวางบนตัก อีกมือก็หยิบป๊อปคอร์นใส่ปาก ตาก็มองจอ
พลัน! ภาพก็วูบขึ้นมาในดวงจิต
หล่อนกำลังนั่งดูหนัง มือหยิบป๊อปคอร์นจะใส่ปาก เขาก็ยื่นหน้าเข้ามางับป๊อปคอร์นไปจากมือหล่อน
“ฮื้อ…พี่นาคินทร์น่ะ!” หล่อนอายหน้าแดงค้อนเขาขวับ
เขาหัวเราะเบาๆอย่างชอบใจ “หึๆๆๆ” แล้วเขาก็ยื่นหน้ามากระซิบว่า “ก็เจ้ากินคนเดียวมิยอมป้อนพี่บ้างเลยนี่จ๊ะ”
“ฮึ! ของพี่ก็มีนั่นไงคะ” หล่อนชี้ไปที่ถุงป๊อปคอร์นในมือเขาแล้วก็ค้อนหน้าแดงแปร๊ด
เขายื่นหน้ามากระซิบข้างหูว่า “ไม่อร่อย ของเจ้าอร่อยกว่า”
“จะไม่อร่อยได้ไงคะ ก็ป๊อปคอร์นเหมือนกัน” หล่อนกระซิบตอบแถมค้อนให้เขาอีกที
“ไม่อร่อยเท่าเจ้าป้อน” เขากระซิบตอบแล้วก็อ้อนเสียงหวานว่า “เจ้าป้อนพี่นะ นะจ๊ะ…เจ้าลินจ๋า”
หล่อนแกล้งทำเฉย เขินอายจนหน้าแดงก่ำ หล่อนรีบหันไปดูหนัง แล้วก็หยิบป๊อปคอร์นจะกินแก้เขิน
เขาก็ยื่นหน้าเข้ามางับป๊อปคอร์นไปจากมือหล่อนอีก แถมยังฉวยหอมแก้มอีกด้วย
“ฮื้อ…พี่นาคินทร์! เดี๋ยวเถอะ!” หล่อนกระซิบแหวใส่เขา
เขายิ้มชอบใจเอียงหน้ามากระซิบตอบว่า “อร่อย…ชื่นนนน…ใจ”
หล่อนค้อนขวับๆ “เดี๋ยวเถอะพี่นาคินทร์!” หล่อนกระซิบแว๊ดเสียงเขียวใส่เขา
เขายิ้มแย้มลอยหน้าลอยตา หล่อนค้อนอย่างเคืองๆ หมดอารมณ์จะกินป๊อปคอร์น
หล่อนจึงยื่นป๊อปคอร์นไปป้อนเขาแทน จะทิ้งก็เสียดายอ่ะ ไหนๆคนข้างๆอยากจะกินนักหนา…เดี๋ยวจะป้อนให้จุใจเล้ย!…ฮึ่ม!
ตาก็ดูหนัง มือก็หยิบป๊อปคอร์นป้อนให้เขา
เขาก็ยื่นหน้ามากินอย่างมีความสุข จนกระทั่งป๊อปคอร์นหมดถุง เขาก็หยิบถุงป๊อปคอร์นของเขามาเปลี่ยนกับของหล่อน
จนกระทั่งหนังใกล้จบ ป๊อปคอร์นทั้งสองถุงก็หมดเรียบ แถมเขายังงับนิ้วหล่อน แกล้งเลียปลายนิ้วปลุกอารมณ์ซะอีก
“ฮื้อ…พี่นาคินทร์น่ะ! เดี๋ยวเถอะ!” หล่อนรีบดึงมือกลับ ค้อนขวับๆอย่างเคืองๆปนอาย สองแก้มร้อนฉ่าแดงแล้วแดงอีก เพราะฤทธิ์คนข้างๆที่คอยแกล้งยั่วแกล้งแหย่อยู่นี่เอง
ดูหนังครั้งแรกกับเขาจะจำไปจนวันตายเลยคอยดูซิ!
พอหนังจบเขาก็จูงหล่อนเดินออกจากโรงหนัง เขากระซิบถาม “สนุกมั๊ยจ๊ะ”
หล่อนค้อนเขาขวับๆ แล้วกระซิบตอบประชดว่า “สนุ๊ก…สนุก…สนุกมากเลยค่ะ!”
“แพรว แพรว”
แพรวพราวกระพริบตาอย่างงงๆ ภาพหายไป กลายเป็นภาพอรสากำลังเขย่าแขนอยู่
“หนังจบแล้ว ลุกเร็ว มัวเหม่ออะไรอยู่ล่ะ” อรสาบอกพร้อมกับฉุดมือหล่อนให้ลุกขึ้น
แพรวพราวลุกขึ้นอย่างงงๆ รู้สึกแก้มร้อนผ่าว หล่อนถอดแว่นวางไว้ที่เดิมแล้วก็รีบลุกเดินตามเพื่อนไป
เสียงเพื่อนๆพูดถึงหนังเรื่องที่ดู นงคราญหันมาถามหล่อนว่า “แพรวเป็นอะไรเหรอ ไม่เห็นคุยมั่งเลย หรือว่ายังอินกะหนังอยู่จ๊ะ”
“นั่นซิ ตั้งแต่ออกจากโรงหนังมาก็ไม่เห็นพูดไรเลย สงสัยจะทำหัวใจหล่นหายตามพระเอกไปล่ะมั้ง” หนึ่งอนงค์เสริม
Chapter 10 หนอยแน่ะ! อีนี่! มึงตาย!
แพรวพราวมองหน้าเพื่อนๆแล้วก็บอกว่า “เปล่าหรอก แพรวรู้สึกปวดหัวน่ะ”
“ปวดหัวเหรอ เป็นไรมากป่ะ” เพื่อนๆถามอย่างเป็นห่วง
แพรวพราวรีบส่ายหน้า “ไม่เป็นไรมากหรอกจ้ะ เอ่อ…แพรวขอตัวกลับบ้านเลยนะ”
“เออๆ ไปเหอะ ขับรถกลับไหวป่ะล่ะ ถ้าไม่ไหวเดี๋ยวเราขับรถไปให้ก็ได้” นงคราญถามพร้อมกับอาสา
“ไหวจ้ะ ขอบใจมากนะจ้ะ งั้นแพรวกลับล่ะ บ๊ายบายจ้ะ” แพรวพราวโบกมือลาพร้อมกับยิ้มให้เพื่อนๆ
“บายจ้า พรุ่งนี้เจอกันที่มหาลัยนะ” เพื่อนๆโบกมือตอบ
แพรวพราวรีบเดินไปที่รถทันที หนังเรื่องที่ดูกับเพื่อนๆกลับจำไม่ได้ว่าเรื่องราวเป็นยังไง แต่ภาพหนังที่ดูกับเขากลับแจ่มชัดตราตรึงอยู่ในดวงจิต ความรู้สึกนั้นยังฝังใจจนรู้สึกว่าสองแก้มยังร้อนผ่าวๆ
ใจดวงน้อยเต้นตึกๆ จนต้องรีบเดินเร็วๆไปที่รถ พอถึงรถ หล่อนก็รีบเปิดประตูเข้าไปนั่งข้างใน
นี่หล่อนเป็นอะไรไป ทำไมถึงเห็นภาพตัวเองกับเขาผุดขึ้นมาในหัวแบบนี้ล่ะ ยิ่งคิดก็ยิ่งงงสับสน
พอมองแหวนบนมือก็ยิ่งคิดหนัก ทำไมเราจะต้องมาเจอแต่เรื่องแปลกๆแบบนี้ล่ะ
หล่อนพยายามจะถอดแหวนออก แต่ก็ถอดไม่ได้ จึงได้แต่ทอดถอนใจ “เฮ้อ…ถอดไม่ออกเลยอ่ะ”
หล่อนมองแหวนแล้วก็ตัดใจ “ช่างมันล่ะกัน” อยากจะถอดแต่มันถอดไม่ออกง่ะ แต่ความรู้สึกลึกๆกลับยินดีปรีดาที่เห็นแหวนบนนิ้วนาง
จากนั้นหล่อนก็ขับรถออกจากห้างสรรพสินค้า มุ่งหน้ากลับบ้าน
ขับไปได้ซักพัก จู่ๆก็มีรถคันหนึ่งขับปาดหน้า “เฮ้ย!” แพรวพราวร้องเสียงหลง เหยียบเบรกหัวทิ่มหัวตำ โคร้ม!
“ไอ้บ้าเอ้ย! ขับรถภาษาไรฟะ” หล่อนด่าลั่น เมื่อพี่โฟล๊คชนท้ายรถคันนั้นเต็มๆ ดีนะว่าหล่อนคาดเบลท์ ไม่งั้นตัวคงกระแทกอัดกับพวงมาลัยแน่ๆ
เจ้าของรถคันนั้นรีบเปิดประตูรถลงมาดูทันที
นี่คุณ! ขับรถยังไงของคุณเนี่ย!” ผู้ชายเจ้าของรถโวยวายต่อว่าพลางปราดเข้ามาหา
แพรวพราวรีบปลดสายเบลท์แล้วเปิดประตูก้าวออกจากรถ ไปดูพี่โฟล๊คทันที “พี่โฟล๊คเป็นไรมากมั๊ยน้อ”
หล่อนรีบเดินไปดูด้านหน้ารถ ผู้ชายเจ้าของรถก็ปราดเข้ามาประชิดตัวเอามีดจี้ที่เอวหล่อนพร้อมกับพูดว่า “อย่าร้องนะ! ถอดแหวนถอดกำไลส่งมาเร็ว!”
“เฮ้ย! ไรง่ะ” หล่อนอุทานตกใจ กระทุ้งศอกใส่สีข้างชายคนนั้นซึ่งกลายร่างเป็นโจรทันที ปึ๊ก!
“โอ๊ย!” โจรร้องตัวงอ หล่อนรีบสะบัดตัวออกพร้อมกับยกเท้าถีบใส่ท้องโจรดังตั๊บ! “อุ๊บ!”
“หนอยแน่ะ! อีนี่! มึงตาย!” โจรเข่นเขี้ยวแล้วพุ่งเข้าใส่พร้อมกับมีดในมือ
แพรวพราวรีบหลบ โจรพลาดเป้าไปกระแทกกับพี่โฟล๊ค ตุ๊บ!
แพรวพราวจึงรีบกำหมัดขึ้นตั้งท่าพร้อมกับถีบใส่หลังโจรเต็มแรง ตั๊บ!
“โอ๊ย!” โจรร้องเจ็บกระแทกใส่พี่โฟล๊คอีกครั้ง
แพรวพราวจะเข้าไปซ้ำ แต่ก็ถูกรั้งไหล่เอาไว้ “อย่าจ้ะน้องแพรว” เสียงทุ้มห้ามอย่างอ่อนโยน
แพรวพราวรีบหันขวับไปมองทันที “คุณน้า!” หล่อนอุทานตะลึงงัน
นาคินทร์ยิ้มอ่อนโยนใส่ดวงตาสาวน้อยพลางส่ายหน้าห้าม “มิต้องจ้ะ พี่จัดการเอง” แล้วเขาก็รั้งสาวน้อยไปข้างหลังพร้อมกับก้าวเข้าไปยืนบังเจ้ายอดดวงใจเอาไว้
โจรหันขวับมา หน้าตาถมึงทึง “มึงตาย!” แล้วก็ต้องเบรกเอี๊ยด! เมื่อเห็นผู้ชายข้างหน้าเหยื่อสาว
โจรชะงักงัน จ้องชายหนุ่มรูปงามเขม็ง ในดวงจิตคิดคร้ามเกรงหนุ่มรูปงามจนกายสั่นสะท้านเสียวสันหลังวาบๆ
“อยากได้ของพวกนี้นักหรือ” นาคินทร์ถามโจรน้ำเสียงราบเรียบ ตามองโจรดุดัน แล้วเขาก็โบกมือวูบ
พลัน! แหวนกับกำไลนาคราชก็ปรากฎขึ้นบนฝ่ามือ
แพรวพราวมองอย่างงงๆ หล่อนก้มลงมองที่ข้อมือกับนิ้วตัวเองซึ่งไม่มีทั้งกำไลและแหวนก็ยิ่งงงหนัก
แล้วนาคินทร์ก็โยนของทั้งสองอย่างให้โจรไป “อยากได้นักก็รับไปซิ”
โจรคว้าหมับ! มองอย่างงงๆปนคร้ามเกรง พอก้มลงมองของในมือก็ตาลุกวาว แล้วโจรก็รีบวิ่งไปที่รถของตัวเอง จากนั้นก็ขับออกไปอย่างรวดเร็ว
นาคินทร์หันไปบอกกับสาวน้อยว่า “ไปกันเถอะจ้ะ” แล้วเขาก็จูงมือหล่อนพาเดินอ้อมไปอีกด้านของรถแล้วเปิดประตูให้หล่อนเข้าไปนั่ง
แพรวพราวมองอย่างอึ้งๆงงๆ หล่อนก้าวขาเข้าไปนั่งในรถ ตาก็จับจ้องมองแต่ใบหน้างามสง่าอย่างสับสนงุนงง
นาคินทร์ปิดประตูรถให้หล่อน แล้วเขาก็เดินอ้อมไปเปิดประตูรถด้านคนขับ จากนั้นเขาก็เข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย
“เอ่อ…คุณน้าคะ” แพรวพราวเรียกเขาอย่างงงๆ นึกอะไรไม่ออก
นาคินทร์หันไปยิ้มให้อย่างอ่อนโยนแล้วบอกว่า “พี่ขับรถให้นะ”
“เอ่อ…” แพรวพราวไม่รู้จะพูดอะไร เพราะยังงงๆอยู่
นาคินทร์จึงหันไปเข้าเกียร์แล้วก็ขับรถไป ส่วนแพรวพราวก็ได้แต่อึ้งๆงงๆ มองหน้าเขาอยู่อย่างนั้น
บรรดาไทยมุงที่จอดรถดูอยู่ พอเห็นรถคันที่ถูกชนรีบขับไป แล้วหนุ่มรูปงามก็พาหญิงสาวขึ้นรถแล้วขับออกไป จึงพากันแยกย้ายกันไป โดยไม่ทันเห็นเลยว่าหนุ่มรูปงามโผล่มาจากทางไหน
โจรขับรถไป แล้วก็เหลือบมองแหวนกับกำไลที่วางไว้ตรงหน้าคอนโซลรถ
“ขายได้หลายตังค์แน่เลยโว้ย! กูมีเงินไปบ่อนแล้วโว้ย! วู้!…” เขากระหยิ่มยิ้มย่องอย่างดีใจ แล้วก็รีบขับรถไปร้านทอง
พอหาที่จอดรถได้ เขาก็ดับเครื่องแล้วก็เอื้อมมือไปคว้าแหวนกับกำไลมา
ฉับพลัน! แหวนกับกำไลก็กลายเป็นงูจงอางตัวใหญ่เลื้อยพันรอบท่อนแขนโจรชั่วพร้อมกับแผ่แม่เบี้ยชูคอจ้องหน้าโจร
“เฮ้ย! งู!” โจรร้องลั่น ตะลึงตกใจตาเหลือกแล้วก็คอพับคออ่อนหมดสติคารถ จากนั้นงูก็เลือนหายไป
นาคินทร์ขับรถไปจนถึงบ้านพักของประกิต เขาตวัดตามองไปที่ประตูรั้ว
พลัน! ประตูรั้วก็เปิดออกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาเปิดให้
แล้วเขาก็ขับรถเข้าไปจอดหน้าบ้าน ดับเครื่องยนต์แล้วก็เปิดประตูลงจากรถแล้วก็รีบเดินอ้อมไปเปิดประตูรถให้แพรวพราว
“ลงมาซิจ๊ะน้องแพรว” เขาบอกอย่างอ่อนโยนพร้อมกับยื่นมือไปให้หล่อนจับ
แพรวพราวมองมือเขาอย่างอึ้งๆงงๆ “เอ่อ…”
“มาซิจ๊ะ” เขาบอกแล้วคลี่ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
แพรวพราวมองมือเขา แล้วก็เอื้อมมือไปจับมือนั้นอย่างมึนงง
นาคินทร์จูงมือหล่อนออกจากรถแล้วก็ปิดประตูรถ จากนั้นเขาก็พาหล่อนเข้าบ้าน ประตูบ้านเปิดออกด้วยอิทธิฤทธิ์นาคราชแล้วก็ปิดฉับเมื่อทั้งสองเดินผ่านไป
เขาจูงหล่อนไปนั่งที่โซฟา แล้วก็นั่งลงข้างๆ
“หายตกใจรึยังจ๊ะ” เขาถามอ่อนโยน
“ค่ะ” แพรวพราวตอบแล้วมองเขาอย่างงงๆ
นาคินทร์แบมือตรงหน้าหล่อน พลัน! แหวนกับกำไลก็ปรากฎขึ้นบนฝ่ามือ
“เฮ้ย!” แพรวพราวอุทาน ตะลึงแล หล่อนมองของทั้งสองอย่างแบบอึ้งๆงงๆ
แล้วของทั้งสองสิ่งก็ลอยวูบจากมือเขา สวมฉับ! กลับสู่เจ้าของดังเดิม
แพรวพราวจึงได้เห็นแล้วว่ากำไลปริศนาวงนั้น สวมบนข้อมือหล่อนได้อย่างไร
“เอ่อ…” หล่อนมองของทั้งสองอย่างแล้วก็หันไปมองหน้าเขา
“น้องแพรวมิเป็นอะไรแล้ว ถ้าเช่นนั้นพี่กลับล่ะ น้องแพรวจะได้พักผ่อน” เขาบอกพร้อมยิ้มให้อย่างอ่อนโยน แล้วก็หายตัวไป
“เฮ้ย!” แพรวพราวอุทานตกใจ ตะลึงอีกรอบ พอตั้งสติได้หล่อนก็นึกได้ว่ายังไม่ได้ขอบคุณเขาเลย
สองวันต่อมา ณ สนามบินแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย
นาคินทร์ นรินทร นาคา และนาฏนาคี กำลังยืนส่งนารินทร์ตรงหน้าประตูทางเข้าห้องผู้โดยสารขาออก
“ท่านต้องดูแลตัวเองดีๆนะเจ้าคะ ถ้ามีอะไรก็รีบส่งกระแสจิตหาข้านะเจ้าคะ ข้าจะรีบไปหาท่านทันทีเลยเจ้าค่ะ” นาฏนาคีบอกพร้อมกับกอดร่างระหงแน่น
“ค่ะอานาฏ ไม่ต้องห่วงนะคะ รินดูแลตัวเองได้ค่ะ ถ้ามีอะไรรินจะรีบบอกอานาฏแน่ๆค่ะ” นารินทร์กอดพระพี่เลี้ยงแน่น แล้วก็หอมแก้มซ้ายขวาเอาใจ
จากนั้นหล่อนก็หันไปลาจ้าวอา นาฏนาคีถอยออกไปยืนเบื้องหลังผู้เป็นนาย
“ส่งหลานแล้ว อาก็จะกลับบาดาลล่ะ ทิ้งทางนั้นมานานแล้ว มิรู้ว่าป่านนี้จะเป็นเช่นไรกันบ้าง” นรินทรบอกพร้อมกับดึงหลานเข้าไปกอด แล้วก็หอมแก้มนุ่มอย่างเอ็นดู
“ค่ะจ้าวอา ไว้รินกลับมาแล้ว จ้าวอาก็มาหารินอีกนะคะ” นารินทร์บอกแล้วก็หอมแก้มจ้าวอาอย่างเคารพรัก แล้วหล่อนก็ผละออกหันไปพูดกับนาคาว่า “อานาคา ดูแลจ้าวพ่อดีๆนะคะ”
“ขอรับจ้าวริน มิต้องห่วงขอรับ” นาคาบอกพร้อมกับค้อมหัวให้ผู้เป็นนาย
แล้วนารินทร์ก็หันไปลาพระบิดา “จ้าวพ่อคะ รินไปล่ะค่ะ”
นาคินทร์ดึงลูกเข้ามากอดพร้อมกับบอกอย่างอ่อนโยนว่า “ดูแลตัวเองดีๆนะจ๊ะ”
“ค่ะจ้าวพ่อ” นารินทร์กอดตอบพร้อมกับหอมแก้มพระบิดาด้วยความรัก
นาคินทร์ก็หอมแก้มลูกด้วยความรัก แล้วก็ปล่อยลูกเมื่อเห็นว่าบรรดาเพื่อนๆของลูกเดินมาหา
“ริน ไปกันเถอะ ใกล้จะได้เวลาขึ้นเครื่องแล้วนะ”
“จ้า” นารินทร์หันไปตอบเพื่อน แล้วก็หันมาไหว้พระบิดา จ้าวอา อานาฏ แล้วก็อานาคา “รินไปล่ะค่ะ”
ทั้งสี่รับไหว้พร้อมกับมองอย่างรักและเอ็นดูปนห่วงใย
จากนั้นนารินทร์ก็สะพายเป้แล้วเดินไปสมทบกับเพื่อนๆ เดินเข้าไปด้านใน
นาคินทร์และอีกสามตนจึงเดินไปยังจุดที่สามารถมองเห็นเครื่องบินเทคออฟได้ แล้วเฝ้ารอจนกระทั่งเครื่องบินลำที่นารินทร์โดยสารเทคออฟออกจากสนามบิน
จากนั้นทั้งสี่ก็พากันกลับ
พอกลับมาถึงเรือนศิลา นรินทรก็ลาพี่ชายทันที
“ข้าต้องกลับแล้วล่ะเจ้าพี่” นรินทรบอกพร้อมกับก้มกราบแทบเท้าพี่ชาย
นาคินทร์ยอบตัวลงตบบ่าน้องชายแล้วก็บอกว่า “ไปเถิด นารินทร์กลับมาเมื่อไหร่ข้าจะส่งข่าวไป”
“ขอรับเจ้าพี่” นรินทรตอบพร้อมกับยิ้มให้
นาคินทร์ยิ้มให้น้องแล้วก็ละมือออก นรินทรก็หายตัวไป
จากนั้นนาคินทร์ก็หายตัวไปหาเจ้ายอดดวงใจ ลูกก็มิอยู่ น้องก็กลับไปแล้ว จะอยู่เฝ้าเรือนผู้เดียวให้เหงาใจทำไมล่ะ
ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง แพรวพราวกำลังนั่งเรียนอยู่ในห้อง
นาคินทร์ปรากฎกายขึ้นบนเก้าอี้แถวสุดท้ายตรงมุมห้องแล้วจ้องมองแต่เจ้ายอดดวงจิตอย่างห่วงหาอาวรณ์
แพรวพราวรู้สึกเหมือนมีใครมองอยู่จึงหันไปมอง พอเห็นนาคินทร์นั่งกอดอกพิงพนักเก้าอี้อยู่ตรงมุมห้องหล่อนก็ตะลึง! หยึ๋ย…มาได้ไงอ่ะ ใจดวงน้อยเต้นแรงตึกๆ พร้อมกับรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด
“แพรว มองไรง่ะ” อรสาซึ่งนั่งข้างๆสะกิดแขนกระซิบถาม เมื่อเห็นเพื่อนหันไปมองตรงมุมห้องแล้วทำหน้าตื่น
แพรวพราวสะดุ้ง! รีบหันกลับมามองเพื่อน “เอ่อ…”
“มองไรเหรอ” อรสากระซิบถามอีกครั้ง
“ปะ…เปล่านี่” แพรวพราวตอบเพื่อนแล้วก็รีบหันไปมองอาจารย์ซึ่งกำลังบรรยายอยู่หน้าห้อง
อรสาเห็นเพื่อนไม่อยากตอบจึงไม่เซ้าซี้แล้วก็หันไปสนใจฟังอาจารย์ต่อ
แพรวพราวลอบมองไปทางนาคินทร์บ่อยๆ ท่าทางเหมือนจะสนใจฟังอาจารย์บรรยาย แต่จิตใจกลับจดจ่ออยู่แต่กับเขา มาได้ไงอ่ะ แล้วมาทำไมน้อ หล่อนเฝ้าถามตัวเองวนเวียนไปมา จนกระทั่งหมดคาบเรียน
“ไปเดินห้างกันมั๊ยแพรว” หนึ่งอนงค์หันมาถาม
“พวกเธอไปกันเถอะ แพรวต้องรีบกลับบ้านน่ะ” แพรวพราวตอบพลางเก็บของ
“จ้ะ ถ้างั้นพวกเราไปก่อนนะแพรว พรุ่งนี้เจอกันจ้า” หนึ่งอนงค์โบกมือให้ แล้วก็ลุกขึ้นหันไปหาเพื่อนคนอื่น จากนั้นแก๊งสามสาวก็พากันเดินออกจากห้องไป
แพรวพราวนั่งรอจนคนอื่นๆออกไปจากห้องจนหมด หล่อนก็ปรี่เข้าไปหานาคินทร์ทันที
