Skip to content
Cover น้องสาว

น้องสาวเจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก 107

Chapter 107 (18+)จับเชลยสาว 1 คน

“แล้วครั้งที่แล้วพวกซางหนีกลับแคว้นไปได้อย่างไร?” หยางถิงเฟิงถาม เต๋อผิงจึงบอก “พวกมันรวมกำลังกันบุกตีด้านหนึ่งจนสามารถฝ่าวงล้อมหนีไปได้”

“ข้าคิดว่าพวกมันบุกมาคราวนี้คงต้องตระเตรียมเสบียงไว้มากพอที่จะป้องกันการถูกล้อมนานๆ แน่นอน อีกทั้งหากเป็นข้า ในสถานการณ์เช่นนี้ข้าคงทำทางลับเอาไว้เพื่อลอบตลบหลังสักทางสองทาง” หยางถิงเฟิงบอก เต๋อผิงฟังแล้วตาลุกวาบ ทางลับหรือ! ไยข้าคิดไม่ถึงนะ!?

หยางถิงเฟิงเห็นเต๋อผิงเงียบไป เขาจึงไม่สนใจเต๋อผิงอีก เขามองดูไปรอบๆ ตัว พลางดึงม้าให้ออกเดิน จนม้าเดินไปถึงแนวป่าด้านหนึ่ง เขามองเข้าไปในป่าผืนนั้น รู้สึกว่าป่าแห่งนี้ดูเงียบผิดปกติ เขาจึงสั่งทหารคนหนึ่งว่า “เจ้าเข้าไปดูในป่านี้ซิ ข้ารู้สึกว่ามันมีบางอย่างผิดปกติ”

“ขอรับซื่อจื่อ” ทหารคนนั้นรับคำสั่งแล้วชักม้าย่างเข้าไปในป่า เต๋อผิงเองก็รู้สึกว่าป่านี้มีบางอย่างผิดปกติเช่นกัน ปกติแล้วหากว่ามีคนเข้าใกล้ผืนป่า ย่อมมีนกบินหรือไม่ก็กระโดดให้เห็นบ้างซิ แต่นี่เขาหยุดม้าอยู่ตรงนี้สักพักแล้ว นกสักตัวเขาก็ยังไม่เห็นเลย ทหารคนนั้นชักม้าย่างเข้าไปอย่างระมัดระวังตัว เขาเองก็รู้สึกว่าป่าแห่งนี้ผิดปกติ เขาชักม้าเข้าไปยังไม่ลึกเท่าไหร่ พลันเสียงหนึ่งก็ดังแหวกอากาศมา ฟิ้ววววว…

เขาจึงเอียงตัวหลบวูบไปเกาะอยู่ด้านข้างม้า

ฉึก! เสียงดังอยู่ข้างหลังเขา เมื่อเขาเหลือบมองจึงเห็นปลายหางธนูสั่นไหว เป็นลูกธนูดอกหนึ่งปักลึกเข้าไปในต้นไม้ หากว่าเมื่อกี้เขาหลบไม่ทัน ธนูดอกนั้นต้องปักอยู่บนหัวเขาแน่แท้ เขาจึงชักดาบออกมาทันที ตามองจ้องไปข้างหน้า แต่เขามองไม่เห็นคนที่ยิงธนูมา เขาพยายามมองหา ใช้ประสาทสัมผัสอย่างเต็มที่

‘หึ! ที่ควรมาก็มาแล้ว’ หยางถิงเฟิงคิดในใจสีหน้าเขาเรียบเฉยยิ่งนัก

ฟิ้ววววว…ฟิ้ววววว…ฟิ้วววววว… เสียงธนูพุ่งแหวกอากาศมาอีกหลายดอก เขาจึงยกดาบฟันพลางขยับตัวนั่งตรงแล้วชักม้าออกจากป่าทันที

พวกหยางถิงเฟิงก็เห็นทหารคนนั้นถูกโจมตีด้วยธนูแล้วเช่นกัน พวกเขาจึงชักดาบชักกระบี่ออกมา ตั้งท่ารับมือศัตรูที่ซุ่มซ่อนอยู่ในป่า หยางถิงเฟิงมีสายตาดีเยี่ยม เขาจึงสังเกตเห็นคนที่ซุ่มซ่อนอยู่ในพุ่มไม้คนหนึ่ง และคนที่ซุ่มซ่อนอยู่บนต้นไม้อีกคน ทั้งคู่สวมใส่เสื้อผ้าสีเขียวซึ่งกลมกลืนไปกับสีเขียวของใบไม้ ทำให้พวกเขายากจะสังเกตเห็นในตอนแรก และกิ่งไม้ที่ไหวๆ ทำให้ทุกคนสังเกตเห็นคนๆ หนึ่งซุ่มซ่อนอยู่ข้างต้นไม้อีกคนหนึ่ง

“นั่นใคร! ไสหัวออกมา!” เต๋อผิงตวาดเสียงดัง ทันทีที่สิ้นเสียงของเขา คน 3 คนที่ซุ่มซ่อนอยู่พลันขยับตัวยิงธนู ฟิ้ววววว…ฟิ้ววววว…ฟิ้วววววว…

ลูกธนู 3 ดอกพุ่งตรงมายังพวกหยางถิงเฟิง พวกเต๋อผิงจึงยกดาบยกกระบี่ฟันธนูพวกนั้นจนมันหักร่วงตกลงพื้น เป๊าะ เป๊าะ เป๊าะ

“จับพวกมัน!” หยางถิงเฟิงสั่ง พวกเต๋อผิงรับคำสั่ง “ขอรับ”

แล้วพวกเขาก็ตวัดตัวลงจากหลังม้าโจนทะยานเข้าใส่คนที่ซุ่มซ่อนอยู่ในป่า คนเหล่านั้นเร่งยิงธนูใส่ ฟิ้ววววว…ฟิ้ววววว…ฟิ้วววววว…

เป๊าะ เป๊าะ เป๊าะ…พวกเต๋อผิงฟันธนูจนหักร่วงไป คนที่ซุ่มซ่อนก็ยิงธนูออกมาอีก ฟิ้ววววว…ฟิ้ววววว…ฟิ้วววววว…

เป๊าะ เป๊าะ เป๊าะ…พวกเต๋อผิงก็ฟันธนูจนหักร่วงอีกครั้ง คนที่ซุ่มซ่อนก็ยิงธนูออกมาอีกครั้ง ฟิ้ววววว…ฟิ้ววววว…ฟิ้วววววว…

เป๊าะ เป๊าะ เป๊าะ…พวกเต๋อผิงก็ฟันธนูหักร่วงไปอีก คนที่ซุ่มซ่อนหนึ่งในนั้นตะโกนสั่ง “ถอย!”

คนที่ซุ่มซ่อนอยู่รีบพุ่งหนีทันที คนทั้ง 3 วิ่งลิ่วเข้าลึกไปในผืนป่า พวกเต๋อผิงวิ่งตามไป ฝีเท้าพวกเขาว่องไวจนเหมือนพยัคฆ์ทะยานไล่ล่าเหยื่ออย่างไรอย่างนั้น ส่วนคนที่สวมเสื้อผ้าสีเขียวก็ทะยานกระโจนหนีราวกับกระต่าย ว่องไวจนพวกเต๋อผิงตามไม่ทัน พวกเขาไล่ล่าคน 3 คนนั้นจนพวกนั้นหายลับไปทางไหนแล้วก็ไม่รู้ พวกเขาตามหาอยู่นานก็ยังไม่เจอตัว เต๋อผิงจึงสั่งว่า “กลับ!”

“อื้ม!” เพื่อนทหารรับคำแล้วพากันล่าถอยอย่างระมัดระวัง

หยางถิงเฟิงซึ่งเฝ้าม้าอยู่ตรงชายป่า เขาเห็นพวกเต๋อผิงตามคน 3 คนนั้นลึกเข้าไปในป่าจนลับสายตาไป เขาจึงรออยู่ตรงนั้น เฝ้าม้าของคนอื่นๆ เอาไว้ ขณะที่เขาอยู่ตามลำพังนั้นด้านหลังเขาก็มีเสียงเคลื่อนไหวเบาๆ ดังมา เสียงนั้นคือเสียงฝีเท้าของคนที่กำลังย่อง หยางถิงเฟิงมีประสาทสัมผัสดีเยี่ยมได้ยินเสียงฝีเท้าย่องทางด้านหลัง เขาจึงยกมุมปากขึ้นนิดหนึ่ง ทำทีนิ่งสงบเหมือนไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าที่ย่องอยู่ด้านหลังเลยสักนิด

จนฝีเท้าเหล่านั้นเข้ามาใกล้ หยางถิงเฟิงจึงชักม้าหันกลับไปกะทันหัน ทำให้คนที่ย่องๆ อยู่ตกใจชะงักงัน “อ่ะ!”

อึดใจต่อมา หนึ่งในคนกลุ่มนั้นก็ตั้งสติได้แล้วตะโกนว่า “จับมัน!”

คนอื่นๆ จึงตั้งสติแล้วกระโจนขึ้นทะยานเข้าหาเด็กหนุ่มหน้าอ่อนคนเดียวในฝูงม้า ในมือพวกเขาถือตาข่ายเหล็กเอาไว้ เหล็กที่ถักทอเป็นตาข่ายนั้นเส้นบางยิ่งนัก ทำให้มันอ่อนตัวจนคล้ายตาข่ายเชือก

“หึ!” หยางถิงเฟิงแค่นเสียงดูแคลนคำหนึ่ง เขายกกระบี่ในมือตั้งท่ารับ พอตาข่ายเหล็กนั่นคลุมลงมาเขาก็ฟันตาข่ายผืนนั้นจนมันขาดราวกับเป็นกระดาษ ทำให้กลุ่มคนที่สวมใส่เสื้อผ้าสีน้ำตาลเหล่านั้นตกใจจนหน้าตาเลิ่กลั่ก “ง่ะ!”

เมื่อตาข่ายขาดไป คน 4 คนที่ถือตาข่ายจึงทิ้งตาข่ายทันทีแล้วชักดาบออกมากระโจนเข้ากลุ้มรุมเด็กหนุ่มหน้าอ่อน “ตาย!”

หยางถิงเฟิงดึงทวนยาวออกมาจากข้างม้า เขาถือทวนยาวไว้ในมือซ้าย ถือกระบี่ไว้ในมือขวาแล้วใช้ทวนยาวจ้วงแทงคนที่พุ่งเข้ามาใกล้ทางด้านซ้ายของเขา ฉึก!

พริบตาต่อมาเขาก็ฟันคนที่พุ่งเข้ามาทางด้านขวา ฉั๊วะ!

“อึก!” / “โอ๊ย!” คน 2 คนทางซ้ายและขวาถูกแทงถูกฟันคนละแผล หยางถิงเฟิงไม่รอช้า เขาขยับมือดึงทวนออกมาแล้วจ้วงแทงอีกที ทวนแทงทะลุอกของคนทางซ้าย ฉึก!

“อึก!” คนทางซ้ายร้องคำหนึ่ง ตาเบิกกว้างอย่างตกใจสุดขีด คิดไม่ถึงว่าไอ้เด็กหน้าอ่อนที่ขนยังขึ้นไม่ครบนี่จะมีฝีมือดีขนาดนี้!

หยางถิงเฟิงสะบัดกระบี่ตวัดใส่คอคนทางขวา ใบกระบี่ผ่านลำคอนั้นราวกับตัดลำต้นกล้วย ฉั๊วะ!

คนทางขวายังไม่ทันได้ตั้งตัวอะไร ลำตัวตั้งแต่ใต้ลำคอก็ตกลงพื้น พริบตาหนึ่งจึงเห็นว่าระหว่างศีรษะกับลำตัวแยกจากกันแวบหนึ่ง ศีรษะร่วงลงไปกระแทกกับลำตัว ตึก! แล้วคนๆ นั้นก็ร่วงตกลงพื้นไป ตุบ!

เขายืนโงนเงนครู่หนึ่งก็ล้มหน้าคว่ำลงไป ตุบ! ศีรษะกลิ้งหลุนๆ แยกออกจากลำตัว เลือดสาดกระจายไปบนพื้นดิน

“หึ!” หยางถิงเฟิงแค่นเสียงคำหนึ่ง เขาดึงทวนกลับมาอย่างรวดเร็วว่องไว คนที่อยู่ทางซ้ายก็เซถอยหลังไปแล้วล้มลงหงายหลังตึง!

คนๆ นั้นยกมือกุมหน้าอก ตัวกระตุกๆ ครู่หนึ่งก็ขาดใจตาย ทำให้กลุ่มคนที่สวมเสื้อสีน้ำตาลคล้ายสีของดินตกตะลึงไปครู่หนึ่ง แล้วคนที่เป็นหัวหน้าของกลุ่มจึงตะโกนว่า “ฆ่ามัน!”

“ฆ่า!” คนอื่นๆ ขานรับแล้วกระโจนเข้าใส่เด็กหนุ่มหน้าอ่อนทันที หยางถิงเฟิงนั่งคร่อมอยู่บนหลังม้า เขาจับทวนแทงออกไป อีกมือก็ฟาดฟันกระบี่ใส่คนที่กลุ้มรุมเข้ามา สองมือของเขาทิ่มแทงและฟาดฟันรวดเร็วยิ่งทำให้คนที่กลุ้มรุมเข้ามาล้วนถูกแทงถูกฟันจนเจ็บระนาว

ฉึก! ฉั๊วะ!

“โอ๊ย!”ๆ

ฉั๊วะ! ฉั๊วะ! ฉึก! ฉึก!

“โอ๊ย!”ๆๆๆ

ไม่กี่อึดใจ คนสวมเสื้อสีน้ำตาลก็ตกตายไปหลายคน ศพกองอยู่รอบๆ หยางถิงเฟิง เลือดสาดเปื้อนพื้นเป็นหย่อมๆ จนเหลือคนที่เป็นหัวหน้าเพียงคนเดียว คนๆ นั้นโพกผ้าสีน้ำตาลปิดหน้าจนเห็นเพียงดวงตา พอเห็นว่าเด็กหนุ่มหน้าอ่อนนั่นมีฝีมือล้ำเลิศพวกตนสู้ไม่ได้จึงวิ่งหนีทันที หยางถิงเฟิงจึงเก็บกระบี่แล้วใช้มือจับบังเหียนชักม้าไล่ตาม “ย๊า!”

ม้าวิ่งตะบึงออกไปราวกับลูกธนูหลุดจากแล่ง ไล่ตามคนที่วิ่งหนี คนๆ นั้นวิ่งสุดฝีเท้า หมายจะวิ่งไปให้ถึงแนวป่าข้างหน้า หากว่าสามารถเข้าไปในป่าได้ ก็มีทางรอด!

แต่ว่าทหารฝ่ายเซี่ยที่เข้าไปในป่ากลับมาดักหน้าเอาไว้ ทำให้คนๆ นั้นชะงักกึก ดวงตายาวรีคู่นั้นกวาดมองพวกทหารแคว้นเซี่ย แล้วชักมีดสั้นออกมาเงื้อสุดแขนหมายจะแทงหัวใจตัวเองปลิดชีวิต เต๋อผิงเห็นเช่นนั้นก็กระโจนเข้าฟันคนๆ นั้น ทำให้คนๆ นั้นตกใจผงะถอยหลัง “อ่ะ!”

เท้าเผอิญเหยียบกิ่งไม้แห้งลื่นล้มหงายหลังตึง! “อ๊า!”

ปึก! ศีรษะกระแทกกับก้อนหินบนพื้น ทำให้คนๆ นั้นสลบไป เต๋อผิงชะงักไป แล้วมองดูคนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น เขาค่อยๆ ก้าวเข้าใกล้คนๆ นั้นอย่างระมัดระวัง กลัวว่าจะเป็นกลลวงแกล้งสลบ เขาใช้ฝักกระบี่ที่ถืออยู่ในมือซ้ายกระทุ้งๆ คนๆ นั้น ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เขาจึงใช้ฝักกระบี่เขี่ยๆ ผ้าที่ปิดหน้าออก ดวงหน้าเรียวเผยโฉมออกมา เป็นสตรีผู้หนึ่ง หน้าตางดงามทีเดียว เต๋อผิงเอ่ยออกมา “ผู้หญิงรึ!?”

“จับกลับค่าย” หยางถิงเฟิงสั่ง เต๋อผิงรับคำสั่ง “ขอรับ”

แล้วเขาจึงเก็บกระบี่เข้าฝัก เอากระบี่ผูกไว้ที่ข้างเอวแล้วล้วงเชือกในกระเป๋าออกมาเส้นหนึ่ง จัดแจงจับสตรีนางนั้นมัดมือไพล่หลังแล้วแบกนางไปขึ้นหลังม้า

“ไป กลับค่าย” หยางถิงเฟิงสั่งแล้วชักม้านำหน้าไป คนอื่นๆ จึงวิ่งขึ้นม้าของตัวเองแล้วขี่ม้าตามซื่อจื่อไป เต๋อผิงก็ขี่ม้าตามไป เขาก้มมองสตรีที่จับได้ซึ่งยังสลบอยู่ นางพาดตัวอยู่บนหลังม้า เขาจึงคอยจับตัวนางไว้ไม่ให้ตกจากม้า แต่ขี่ไปได้หน่อยนึงนางก็คอยจะลื่นไถลลงไป เต๋อผิงจึงหยุดม้าแล้วจับตัวนางเปลี่ยนเป็นท่านั่งคร่อม แขนเขาโอบรอบเอวนางเอาไว้ ตัวนางก็พิงอกเขา นางยังสลบไสลไม่ได้สติ เมื่อจัดท่าทางนางดีๆ แล้วเขาจึงควบม้าตามซื่อจื่อไป ขณะที่ควบม้าอยู่นั้น มือเขาก็เผลอเลื่อนขึ้นไปจับทรวงอกของนาง เขาจึงเลื่อนมือลงไปจับที่เอวนางเหมือนเดิม เขาพยายามข่มใจเอาไว้ ไม่อยากล่วงเกินสตรีที่ไม่ได้สติ แต่ว่าเขาห่างจากสตรีมานานพอสมควร

ครั้งสุดท้ายที่ได้ปลดปล่อยก็คือคืนก่อนออกจากเมืองหลวง ดังนั้นพอได้เข้าใกล้สตรี เขาจึงรู้สึกแข็งขึงตื่นตัวขึ้นมา อีกทั้งสตรีคนนี้มุ่งร้ายต่อพวกเขา ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องให้เกียรติอะไรกับนาง มือเขาจึงเลื่อนขึ้นไปหาทรวงอกนุ่มนิ่มแล้วล้วงเข้าไปจับขยำทรวงอกอ่อนนุ่มที่มีขนาดพอดีมือ ไม่เล็กไม่ใหญ่ นุ่มนิ่มจับเพลินมือยิ่งนัก

“อือ” สตรีคนนั้นค่อยๆ ฟื้นคืนสติ นางรู้สึกเสียววูบๆ วาบๆ ที่ทรวงอก ความรู้สึกนั้นทำให้นางแกล้งสลบต่อ ตัวนางไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ที่ไม่เคยผ่านมือบุรุษ นางเป็นอนุของแม่ทัพใหญ่กังห้าว ที่เขาไม่ค่อยโปรดปรานแล้ว นางคิดจะสร้างความดีความชอบให้ตัวเอง ตัวนางมีฝีมืออยู่บ้าง วรยุทธ์แม้ไม่เลิศล้ำแต่ก็ไม่ด้อยนัก ครั้นได้ยินว่าซื่อจื่อหยางซึ่งเป็นลูกชายของแม่ทัพใหญ่หยางออกสำรวจดูพื้นที่ นางจึงเสนอกับสามีว่านางจะนำกำลังคนมาดักจับตัวซื่อจื่อหยางไปให้เขา คนส่วนหนึ่งจึงซุ่มซ่อนอยู่ในป่า อีกส่วนหนึ่งก็ซุ่มซ่อนอยู่กับพื้นดิน พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าสีเขียวและสีน้ำตาลเพื่อให้กลมกลืนไปกับผืนป่าและผืนดิน ดักรอซื่อจื่อหยางอยู่ที่ตรงนั้นมา 1 วันแล้ว

ครั้นซื่อจื่อหยางมา คนของนางจึงได้หลอกล่อทหารที่ติดตามเขามาให้เข้าไปในป่า แล้วทหารพวกนั้นก็ตกหลุมพราง ตามคนของนางเข้าไปในป่าจริงๆ เหลือแต่ซื่อจื่อหยางคนเดียว นี่ทำให้นางดีใจนัก รีบพาคนย่องออกจากที่ซ่อน หมายจะจับตัวซื่อจื่อหยางกลับไปแบบเป็นๆ

แต่ที่ไหนได้เจ้าเด็กแซ่หยางนั่นกลับมีฝีมือต่อสู้ล้ำเลิศนัก! มันฆ่าคนของนางตกตายเกือบหมด! เหลือนางแค่ตัวคนเดียว นางจึงคิดจะปลิดชีวิตตัวเองไม่ยอมให้ตัวเองตกอยู่ในเงื้อมมือศัตรู แต่ว่านางกลับพลาดท่าลื่นล้มเสียนี่ จึงถูกศัตรูจับตัวได้ แล้วไอ้ศัตรูนี่ก็กำลังลวนลามนาง!

พวกเซี่ยก็ชั่วช้าไม่ต่างจากโจรชั่วหรอก!

นางก่นด่าอยู่ในใจ ปากก็เม้มแน่นสะกดกลั้นเสียงครางเอาไว้ ตัวนางห่างร้างราเรื่องนี้มานานพอควรเป็นเพราะสามีกำลังลุ่มหลงอนุคนใหม่ที่เพิ่งได้มาตอนที่ยึดเมืองอี้ได้ อนุคนนั้นยังอ่อนเยาว์ หน้าตางดงาม เป็นลูกสาวเจ้าเมืองอี้ ตัวเจ้าเมืองอี้ก็ถูกขังอยู่ในคุก กังห้าวจึงได้จับตัวลูกสาวเจ้าเมืองอี้เป็นเมีย เขากำลังลุ่มหลงของใหม่จึงลืมเลือนอนุอย่างนางที่เขาหอบหิ้วพามาด้วย ตัวนางก็ทำใจแล้วว่าจะต้องมีสักวันที่ถูกสามีหมางเมินเพราะในจวนแม่ทัพใหญ่กังก็มีอนุนับสิบๆ คนอยู่แล้ว

เต๋อผิงรู้สึกว่าเชลยสาวกำลังตัวเกร็ง ขนอ่อนนางลุกชันจนผิวเห่อเป็นตุ่ม มือเขาจึงจับยอดทรวงขยี้คลึงไปคลึงมา ลี่อินเสียวจนยอดทรวงแข็งชูชัน นางเม้มปากแน่นกลั้นเสียงครางเอาไว้ ในช่องท้องนางบิดมวนไปหมด กลีบเนื้อขมิบยุกยิก เต๋อผิงรู้ว่านางรู้สึกตัวแล้ว เขาจึงใช้มือที่จับบังเหียนเลื่อนลงไปแล้วล้วงเข้าไปในกางเกงของนาง ลี่อินสะดุ้งทีหนึ่ง นางอยากขัดขืนแต่ก็กลัวว่าหากนางส่งเสียงออกไปจะทำให้ทหารที่ขี่ม้าอยู่ข้างหน้าหันมาดู นั่นจะยิ่งทำให้นางอับอายขายหน้าจนแทบอยากฆ่าตัวตาย

เต๋อผิงล้วงเข้าไปขยำกลีบเนื้ออ่อนนุ่ม ลี่อินยิ่งเม้มปากแน่นขึ้น สัมผัสหยาบกร้านนั้นทำให้นางเสียวๆ เต๋อผิงไม่ได้ขยำรุนแรงอะไร น้ำหนักมือเขากำลังพอดีที่จะสร้างความเสียวกระสันให้บังเกิด ตัวเขาแม้ไม่ช่ำชองเป็นหนึ่งในใต้หล้าแต่เรื่องนี้เขาก็ถือว่ามีความช่ำชองพอสมควร เขามีทั้งสาวใช้ห้องข้าง และอนุอยู่หลายคน ขาดแต่ฮูหยินเอกที่ยังไม่ได้แต่งเข้ามา เพราะเขาหลงรักองค์หญิงเซี่ยฝู นางเป็นองค์หญิงที่เกิดจากสนมคนหนึ่ง แต่ฮ่องเต้ไม่ค่อยโปรดปรานสนมคนนั้นสักเท่าไหร่ ทำให้องค์หญิงเซี่ยฝูไม่ค่อยได้รับความโปรดปรานไปด้วย ตัวเขาจึงหมายใจจะสร้างผลงานให้โดดเด่นจนสามารถขอพระราชทานสมรสได้

นิ้วหยาบกร้านขยำขยี้กลีบเนื้ออ่อนนุ่มไปมาจนเริ่มมีน้ำชื้นฉ่ำ เต๋อผิงจึงแทงนิ้วเข้าไปในรูอ่อนนุ่ม ลี่อินสะดุ้งทีหนึ่ง นางกัดริมฝีปากแน่น เต๋อผิงแทงนิ้วเข้าๆ ออกๆ บางจังหวะเขาก็งอปลายนิ้วขึ้นทำให้ปลายนิ้วของเขาถูไถกับผนังอ่อนนุ่มด้านบน ลี่อินตัวเกร็งเขม็ง นางเสียวจนอยากจะกรีดร้องดังๆ แต่ว่านางก็ได้แต่เม้มปากแน่น นิ้วหยาบกร้านนั่นทำให้นางเสียวยิ่งนัก มันถูไถตรงจุดที่นางอ่อนไหวที่สุดราวกับรู้ว่าจุดนี้ทำให้นางเสียวมากที่สุด นางตัวเกร็งเขม็ง เต๋อผิงแทงนิ้วเพิ่มเข้าไปในรูอ่อนนุ่ม สองนิ้วของเขาทิ่มแทงยึกๆ ลี่อินตัวเกร็งเขม็งพิงอกคนข้างหลัง

ตัวนางสั่นระริกๆ ความรู้สึกนั้นมันทรมานนางยิ่งนัก สองนิ้วนั้นทิ่มแทงเป็นจังหวะไม่เร็วไม่ช้า ทำให้นางเสียวแต่ว่าไม่อาจส่งนางขึ้นสวรรค์ได้ นางอยากให้เขาแทงนิ้วเร็วกว่านี้ แต่นางก็ไม่กล้าบอกเพราะว่าอับอายจนพูดไม่ออก เต๋อผิงแทงนิ้วยึกๆ อีกมือก็ขยำทรวงอกอ่อนนุ่ม เขาขยำอยู่อย่างนั้นจนถึงค่ายเขาจึงได้ดึงมือออกมาแล้วเช็ดๆ มือกับกางเกงของนาง ลี่อินรู้สึกค้างคายิ่งนัก นางถูกกระตุ้นจนเสียวไปหมดแต่ไม่อาจถึงสวรรค์ นี่มันช่างทำให้นางค้างคาจนหงุดหงิดยิ่งนัก!

เมื่อเข้าไปในค่ายแล้ว เต๋อผิงก็จับเชลยสาวที่จับมาได้ไปมัดไว้กับหลักไม้กลางลาน หยางถิงเฟิงให้ทหารยกเก้าอี้มาให้เขาตัวหนึ่งแล้วเขาก็นั่งลงไป เขามองเชลยสาวที่ดูแล้วน่าจะอายุระหว่าง 25-30 ปีคนนั้น พลางถามนางว่า “เจ้าคิดจะจับตัวข้า?”

ลี่อินเม้มปากแน่น ไม่ยอมตอบ หยางถิงเฟิงจึงสั่ง “เต๋อผิง”

“ขอรับ” เต๋อผิงขานรับ หยางถิงเฟิงสั่ง “จัดการนางจนกว่านางจะยอมเปิดปาก”

“ขอรับ” เต๋อผิงรับคำสั่งแล้วหันไปมองเชลยสาวด้วยสายตามาดหมาย เขาก้าวไปยืนตรงหน้าเชลยสาวนางนั้น เขาแหวกเสื้อนางออกคว๊าก!

“ว๊าย!” ลี่อินร้องลั่น เสื้อนางแหวกออกจนเห็นเอี๊ยมบังทรงสีขาวที่มีรอยเปรอะเปื้อนฝุ่นดิน เต๋อผิงสอดมือไปที่หลังคอของนางแก้สายผูกเอี๊ยมออกแล้วดึงเอี๊ยมลงไป ทำให้ทรวงอกขาวสล่างอวดโฉมออกมา ทหารที่อยู่รอบๆ ส่งเสียง “อู…” / “อา…”

ลี่อินอับอายจนแทบอยากฆ่าตัวตาย แต่นางก็ใจไม่แข็งพอที่จะกัดลิ้นฆ่าตัวตาย เต๋อผิงยื่นมือไปขยำเต้าทรวงอ่อนนุ่ม 2 เต้านั้น เขาใช้นิ้วโป้งทั้งสองคลึงบี้ยอดทรวงไปมา ลี่อินถลึงตาจ้องมองไอ้คนชั่วที่กำลังย่ำยีนางอย่างโกรธแค้นยิ่งนัก

“พี่ผิง แก้ผ้านางออกเลยซิ” ทหารคนหนึ่งยุ ทหารอีกคนก็ยุตาม “พี่ใหญ่เต๋อ แก้ผ้านางออกเลยเถอะ”

“ใจเย็นๆ พี่น้องข้า ของดีมันต้องค่อยๆ ดูซิ” เต๋อผิงบอก มือก็ขยำขยี้เต้าทรวงคู่นั้น พลางเอ่ยว่า “แม่นางจอมยุทธ์ เจ้าคิดจับตัวซื่อจื่อของข้าไปที่ใดรึ?”

“ถุย!” ลี่อินถ่มน้ำลายใส่แล้วด่าว่า “ไปตายซะ!”

เต๋อผิงหลบน้ำลายนั้นทัน เขาเลื่อนมือลงไปดึงกางเกงของนางลงไป คว๊าก!

“อ๊า!” ลี่อินร้องลั่น นางหนีบขาเอาไว้แน่น เต๋อผิงตะปบเนินเนื้ออ่อนนุ่มหมับ! ลี่อินร้อง “อ้า! เจ้าหยุดนะ! อย่าจับของข้า!”

“แม่นาง เมื่อกี้ข้าก็จับมาแล้ว เจ้าไม่เห็นจะห้าม มาตอนนี้กลับห้ามรึ เจ้าห้ามช้าไปหน่อยไหม” เต๋อผิงขยำเนินเนื้อนั้น ใช้นิ้วชี้แทรกเข้าไปในรอยแยกเขี่ยบี้เกสรกลางเนิน ลี่อินอายจนหน้าแดง นางแค้นจนอยากจะกัดไอ้สารเลวนี่ให้ตายนัก!

“อูว…พี่ใหญ่เต๋อ แก้อีก” ทหารคนหนึ่งยุ ทหารคนอื่นๆ ก็ยุตาม “แก้เลยๆ”

เต๋อผิงแทงนิ้วชี้เข้าไปในรูที่ชื้นฉ่ำ ลี่อินอับอายจนอยากจะฆ่าตัวตายยิ่งนัก นางเป็นถึงอนุของแม่ทัพใหญ่กังแคว้นซาง บัดนี้กลับถูกทหารสารเลวของแคว้นเซี่ยย่ำยีต่อหน้าผู้คน!

เต๋อผิงแทงนิ้วเข้าๆ ออกๆ จนน้ำหวานเปรอะเปื้อนนิ้วเขาเต็มไปหมด เขาดูสีหน้านางที่กัดปากกลั้นเสียงครางเอาไว้ เขายิ่งแทงนิ้วเข้าๆ ออกๆ รัวๆ จนนางตัวเกร็งเขม็ง จนนางเกือบจะถึงสวรรค์เขาจึงดึงนิ้วออกมา ลี่อินพลันเหมือนร่วงตกลงมาจากปุยเมฆทันที นางเกือบจะถึงสวรรค์อยู่รำไรแล้ว อีกนิดเดียวเท่านั้น! จู่ๆ ไอ้สารเลวนี่ก็ดึงนิ้วออกไปเสียได้! นางจึงถลึงตามองเขาอย่างโกรธแค้นยิ่งนัก!!!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!