Chapter 109 (18+)ถูกศัตรูล้อม 4 ทิศ
“เช่นนั้นเจ้าก็จงถูกพวกเขาขืนใจจนตายเถอะ” เต๋อผิงบอกอย่างเย็นชาพลางพยักหน้ากับทหารที่กำลังทิ่มแทงนางอยู่ ทหารคนนั้นจึงทิ่มแทงสุดแรงจนเนื้อกระทบเนื้อดังตับๆๆๆ
“อ้า เจ็บๆ หยุดเถอะ ข้าไม่ไหวแล้วจริงๆ นะ ฮือๆๆ…ข้าบอกสิ่งที่ข้ารู้กับพวกเจ้าไปหมดแล้ว เจ้ายังจะให้ข้าบอกอะไรอีก! เจ้าอยากรู้อะไรก็ถามมาซิ ข้าจะบอกเจ้าเท่าที่ข้ารู้ให้หมดเลย ขอแค่พวกเจ้าหยุดแทงข้าเสียที!” ลี่อินตวาดด้วยเสียงแหบแห้ง เต๋อผิงจึงสั่งทหารว่า “เจ้าหยุดก่อน”
ทหารจึงหยุดทิ่มแทง แม้ว่าเขาจะยังอยากทิ่มแทงนางจนกว่าจะถึงสวรรค์ชั้นฟ้า แต่ว่าเขาก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของพี่ใหญ่เต๋อหรอกนะ หากว่าเขากล้าขัดคำสั่ง คงถูกพี่ใหญ่เต๋อจับมัดห้อยหัวแน่นอน! เขาได้แต่ปลอบใจทวนตัวเองในใจ ‘ทนไว้ๆ ทนไว้ก่อนไอ้ลูกชาย’
“เจ้าบอกว่าเจ้าบอกพวกข้าหมดแล้ว แต่ว่าอุโมงค์ลับอยู่ตรงไหน เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยนี่นา แล้วกำลังทหารในเมืองอี้มีเท่าไหร่ เจ้าก็ยังไม่ได้บอกข้า” เต๋อผิงเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบ ลี่อินรีบตอบทันที “ข้าบอกๆ อุโมงค์ลับอยู่ทางทิศเหนือ กำลังทหารในเมืองมีทั้งหมด 10,000 คน ข้าบอกเจ้าแล้ว เจ้าให้มันหยุดเสียที ข้าเจ็บจะตายแล้ว ฮือๆๆๆ…”
“มีแค่ 10,000 รึ?” เสียงนี้ไม่ใช่เต๋อผิงเป็นคนถาม แต่เป็นหยางซีถิงที่เดินมาดูเชลยสาวที่ถูกจับตัวได้ เขาปล่อยให้พวกเต๋อผิงทรมานเชลยก่อนแล้วค่อยมาเก็บข้อมูลที่นางรู้ เต๋อผิงกับทหารคนอื่นๆ เห็นท่านแม่ทัพใหญ่เดินเข้ามา พวกเขาจึงกุมมือคารวะพึ่บพั่บ “ท่านแม่ทัพใหญ่”
ลี่อินตะลึงมองแม่ทัพใหญ่แคว้นเซี่ย แม่ทัพใหญ่หยางคนนี้มีรูปร่างบึกบึนสมส่วน หน้าตาเขาก็ดูดียิ่ง! นี่คือบุรุษที่ทำให้สตรีใฝ่ฝันหาโดยแท้ หากว่าได้เสพสมกับเขาสักคืน คงมีสตรีเกินครึ่งแคว้นยินยอมต่อแถวตั้งแต่เมืองอี้ไปจนถึงเมืองหลวงแคว้นซางเลยกระมัง สามีนางนั้นมีรูปร่างอ้วนท้วม หน้าตาก็สู้แม่ทัพใหญ่หยางคนนี้ไม่ได้เลย หากนำคนทั้งสองมายืนเทียบกัน นางย่อมยินยอมอ้าขาให้แม่ทัพใหญ่หยาง แล้วหมางเมินสามีตัวเองแน่แท้!
“นี่แม่นาง ท่านแม่ทัพข้าถามเจ้า ไยเจ้าจึงไม่ตอบ” เต๋อผิงเอ่ยเสียงดัง ทำให้ลี่อินสะดุ้งตั้งสติ “อ่า…”
ทหารที่อยู่ตรงหว่างขาเชลยสาวพอเห็นท่านแม่ทัพใหญ่เข้ามา เขาจึงรู้สึกกลัวจนทวนหดตัวคอพับคออ่อนทันที ทำให้ทวนหลุดจากรูอ่อนนุ่ม แต่เขาก็ไม่กล้าขยับตัวออก ได้แต่นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น
“เอ้า! ยังไม่ตอบอีก เช่นนั้นเจ้าก็ถูกแทงให้ตายไปเลยเถอะ” เต๋อผิงตะคอกแล้วส่งสายตาสั่งลูกน้อง ทหารคนนั้นสบตากับพี่ใหญ่เต๋อแล้วจึงทำหน้าเจื่อนๆ แล้วบอกอย่างอับอายว่า “เอ่อ…พี่ใหญ่เต๋อ ทวนข้ามันไม่แข็งเสียแล้ว”
“ไม่ได้เรื่อง” เต๋อผิงด่าแล้วโบกมือไล่ ทหารคนนั้นรีบขยับลุกออกไปทันที เขารีบคว้ากางเกงขึ้นมาสวมโดยเร็ว ไม่กล้าให้ท่านแม่ทัพใหญ่เห็นทวนของเขาหรอก เต๋อผิงจึงหันไปส่งสายตาสั่งลูกน้องคนอื่น คนอื่นๆ ล้วนทำหน้าเจื่อนๆ กันหมด เพราะว่าทวนของพวกเขาก็อ่อนตัวกันหมดเช่นกัน นี่เป็นเพราะพวกเขาตกใจที่เห็นท่านแม่ทัพใหญ่เมื่อกี้ เลยทำให้ทวนอันน่าภาคภูมิใจของตัวเองล้วนหดตัวอ่อนยวบไปหมด คล้ายกับว่าพวกเขาไม่กล้าแข็งขึงต่อหน้าท่านแม่ทัพใหญ่อย่างไรอย่างนั้น เต๋อผิงเห็นพวกทหารทำหน้าเจื่อนๆ จ๋อยๆ เขามองดูตรงกลางกายของพวกนั้นที่ไม่ตั้งเด่แล้วจึงด่าว่า “ไม่ได้เรื่อง! พวกเจ้าล้วนไม่ได้เรื่อง ไปๆ ไสหัวออกไป”
พวกทหารจึงรีบคว้ากางเกงมาสวมใส่อย่างรีบร้อนแล้วพากันเดินเร็วๆ ออกจากกระโจมไป ต่อหน้าพี่ใหญ่เต๋อ พวกเขาไม่อาย แต่พออยู่ต่อหน้าท่านแม่ทัพใหญ่ พวกเขาอายและกริ่นเกรงบารมีของท่านแม่ทัพใหญ่กันหมด จนทวนพวกเขาไม่กล้าแข็งต่อหน้าท่านแม่ทัพเลย
ชนิดว่าต่อให้ใช้ยาปลุกกำหนัด ก็ไม่แน่ว่าจะทำให้ทวนของพวกเขาตั้งเด่ขึ้นมาได้ ความกริ่นเกรงชนิดนี้เกาะกุมหัวใจพวกเขาจนฝังแน่นในจิตใจไปแล้ว
ลี่อินโล่งอกขึ้นมาหน่อย ดอกไม้ของนางได้พักเสียที นางเจ็บไปหมดแล้ว นางขยับตัวหุบขา นอนตะแคงตัวคุดคู้ แต่สายตากลับจ้องมองแม่ทัพใหญ่หยางอย่างไม่ละสายตาเลย นางแอบคิดฝันอยู่ในใจ หากว่านางไม่เจ็บ นางคงพุ่งเข้าไปยั่วยวนเขาสักหน ขอร้องให้เขาทิ่มแทงนางสักที เขาช่างเป็นบุรุษที่มีรูปร่างและหน้าตาที่ทำให้สตรีใจสั่นโดยแท้ ยิ่งเขาสวมเกราะเช่นนี้ยิ่งทำให้นางรู้สึกว่าเขาช่างเป็นชายชาติทหารอย่างแท้จริง ดูองอาจผึ่งผาย ทำให้นางใจสั่นนึกฝันอยากมีค่ำคืนวสันต์กับเขาสักครั้งในชีวิต
“แม่นาง เจ้าบอกว่าในเมืองมีทหารประมาณ 10,000 คนรึ?” หยางซีถิงถามน้ำเสียงราบเรียบ ลี่อินพยักหน้าตอบ “ใช่ มีอยู่ประมาณนี้แหละ”
“แปลก” หยางซีถิงเอ่ยพลางกอดอก ยกมือข้างหนึ่งลูบคางตัวเองอย่างครุ่นคิด เต๋อผิงเองก็คิดเช่นกัน “อืม แปลกจริงๆ นั่นแหละ”
เขาหันไปมองท่านแม่ทัพใหญ่แล้วเอ่ยว่า “ข้าได้ข่าวว่าพวกซางยกทัพมาไพร่พลมากกว่าแสนไม่ใช่รึขอรับ แล้วไยจึงมีทหารแค่ 10,000 คนล่ะขอรับ?”
“แย่แล้ว!” หยางซีถิงอุทานแล้วรีบหมุนตัวออกจากกระโจมทันที เต๋อผิงรีบเดินตามไป ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะเดินออกจากกระโจมพลันได้ยินเสียงดังว่า “ข้าศึกบุกมาแล้ว!”
“ศัตรูบุก!”
เสียงกลองเสียงฆ้องดังรัวๆ ขึ้นมา ทำให้ทหารในค่ายรีบลุกขึ้นคว้าอาวุธของตัวเองขึ้นมาทันที หยางซีถิงรีบขึ้นขี่ม้าแล้วควบไปที่ริมค่ายพักทันที เต๋อผิงรีบวิ่งตามไป “ท่านแม่ทัพใหญ่”
เมื่อไปถึงริมค่ายพัก หยางซีถิงก็เห็นทหารฝ่ายซางโอบล้อมเป็นทิวแถวกำลังดาหน้าเข้ามาทางค่ายพักจนฝุ่นคลุ้งตลบไปหมด กลายเป็นว่าพวกเขาถูกศัตรูล้อมเอาไว้เสียแล้ว!
“ท่านแม่ทัพใหญ่!” พวกทหารเรียกพลางมองท่านแม่ทัพใหญ่ หยางซีถิงยังไม่ทันได้เอ่ยปากออกคำสั่ง รองแม่ทัพก็ขี่ม้าพุ่งมาหา “ท่านแม่ทัพใหญ่! พวกซางยกทัพมาจากทางทิศใต้แล้วขอรับ”
“ท่านพ่อ!” หยางถิงเฟิงก็ขี่ม้าตามหลังรองแม่ทัพมา เขามองดูกองทัพศัตรูที่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆ รองแม่ทัพมองท่านแม่ทัพใหญ่แล้วถามว่า “จะทำเช่นไรดีขอรับ?”
“ท่านแม่ทัพใหญ่ ข้าศึกยกทัพมาจากทางเหนือแล้วขอรับ” นายกองคนหนึ่งพุ่งมารายงาน แล้วนายกองอีกคนก็พุ่งมารายงานว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่ ข้าศึกยกทัพมาทางทิศตะวันออกแล้วขอรับ”
“ท่านแม่ทัพใหญ่ ศัตรูบุกมาทางทิศตะวันตกแล้วขอรับ”
“ไอหยา! พวกมันมาทุกทางแล้วรึ!?” กุนซือของกองทัพฟังแล้วก็ตกใจ เขามาพร้อมกับนายกองคนหนึ่ง รองแม่ทัพฟังแล้วประเมินสถานการณ์ว่า “พวกมันล้อมเราไว้ทุกทางแล้ว! จะทำอย่างไรดีขอรับ? แล้วพวกมันออกจากเมืองมาได้อย่างไร!? ก็ในเมื่อพวกเราล้อมเมืองเอาไว้แล้วนี่นา พวกมันไม่น่าจะฝ่าออกมาโดยที่พวกเราไม่รู้ไม่เห็นแบบนี้ซิ ไอหยา! จะทำอย่างไรดี!? จะทำอย่างไรดีขอรับท่านแม่ทัพใหญ่!?”
หยางซีถิงมองออกไปยังกองทัพศัตรูที่กำลังเคลื่อนพลเข้ามาใกล้ สถานการณ์กลับกลายเป็นว่าพวกเขาถูกล้อมแทน นี่จะแก้สถานการณ์อย่างไรให้ไพร่พลล้มตายน้อยที่สุด!?
“ท่านพ่อ ข้ามีแผน” หยางถิงเฟิงเอ่ยแล้วกระโดดลงจากหลังม้า เขาชักกระบี่ออกมาขีดวาดบนพื้น “นี่คือเมืองอี้ นี่คือทัพของพวกเรา ส่วนนี่คือทัพของศัตรู ข้าคิดว่าหากพวกเรานำทัพม้าพุ่งไปเรียงเป็น 2 แถวแบบนี้ ก็จะฝ่าทัพข้าศึกออกไปได้แล้ววกกลับมาโอบล้อมพวกมัน น่าจะแก้ไขสถานการณ์นี้ได้ขอรับ”
“โอ…แผนนี้ช่างดียิ่ง” คนที่เอ่ยประโยคนี้ออกมาคือกุนซือประจำกองทัพ เขามองดูภาพวาดบนพื้นแล้วเงยหน้ามองท่านแม่ทัพใหญ่ เอ่ยว่า “ซื่อจื่อช่างหลักแหลมนัก หากว่าทำตามแผนของซื่อจื่อ ย่อมแก้สถานการณ์ทำให้พวกเราพลิกกลับมาเป็นฝ่ายล้อมพวกมันแทนขอรับ”
“ดีๆ ลูกชายข้าช่างฉลาดเสียจริง ทัพม้าฟังคำสั่ง! พวกเจ้าจงเร่งบุกฝ่าออกไปทำตามแผนการของซื่อจื่อ” หยางซีถิงสั่ง พวกทหารม้ารับคำสั่ง “ขอรับ”
“รองแม่ทัพ” หยางซีถิงเรียก รองแม่ทัพขานรับ “ขอรับ”
หยางซีถิงลงจากหลังม้า แล้วชักกระบี่ออกมา ขีดวาดบนพื้น “เจ้านำคนบุกตามทัพม้าไป โอบล้อมพวกมันจากทางด้านนี้ และด้านนี้ ส่วนเจ้า”
เขามองนายกองคนหนึ่งแล้วสั่งว่า “เจ้านำคนบุกตามทัพม้าออกไป แล้วโอบตีทางทิศตะวันออก”
“ขอรับ” นายกองรับคำสั่ง หยางซีถิงจึงสั่งนายกองอีกคนว่า “เจ้านำคนบุกตามทัพม้าออกไปทางทิศตะวันตก แล้วโอบล้อมทางด้านนี้เอาไว้”
เขาวาดๆ ขีดๆ บนพื้น นายกองรับคำสั่ง “ขอรับ”
“ส่วนทางด้านนี้ให้เฟิงเอ๋อร์กับเต๋อผิงนำคนตามทัพม้าบุกฝ่าออกไปแล้วตีโอบล้อมทางทิศเหนือ” หยางซีถิงสั่ง หยางถิงเฟิงและเต๋อผิงรับคำสั่ง “ขอรับ”
“ส่วนในค่ายข้าจะคุมคนคอยต้านพวกมันเอาไว้ ไปๆ รีบไปทำตามแผนนี้” หยางซีถิงบอกแล้วโบกๆ มือ ทุกคนจึงเร่งแยกย้ายออกไป จัดเตรียมกำลังพลตามคำสั่ง หยางถิงเฟิงเดินไปกับเต๋อผิงแล้วสั่งว่า “เจ้าไปเอาตัวเชลยนั่นมา เมื่อเราตีฝ่าออกไปแล้ว เจ้าจงนำกำลังครึ่งหนึ่งไปทางอุโมงค์ลับ บุกเข้าไปในเมืองเปิดประตูเมืองให้ได้”
“ขอรับซื่อจื่อ” เต๋อผิงรับคำสั่งแล้วรีบกลับไปที่กระโจมซึ่งล่ามเชลยสาวเอาไว้ เขาให้ทหารง้างโซ่ที่ล่ามขานางออกแล้วจัดแจงจับนางมัดมือไพล่หลัง จากนั้นก็อุ้มนางขึ้นขี่ม้าพานางไปด้วยกัน เพื่อให้นางบอกตำแหน่งของอุโมงค์ลับ เขารู้ดีว่าเหตุใดซื่อจื่อจึงมอบงานนี้ให้เขาทำ นั่นเป็นเพราะว่าเขาและลูกน้องล้วนเป็นกลุ่มที่ฝีมือดีเยี่ยมในกองทัพอย่างไรล่ะ
เมื่อจัดคนเสร็จแล้ว กองทัพม้า 8 แถว ก็พุ่งออกจากค่ายจากทั้ง 4 ทิศ พวกเขาเรียงแถวพุ่งออกไป ทหารเดินเท้าวิ่งตามอยู่ข้างหลัง พวกเขาถือทวนยาววิ่งตามทัพม้าออกไปเป็นทิวแถว หยางซีถิงก็นั่งอยู่บนหลังม้า มองดูทัพม้าพุ่งออกไป กุนซือก็ขึ้นไปนั่งบนหลังม้ามองดูอยู่ข้างๆ ท่านแม่ทัพใหญ่ แล้วเอ่ยว่า “ข้าศึกต้องซ่อนตัวอยู่นอกเมืองแน่ พวกมันรอคอยโอกาสที่พวกเราไม่ทันตั้งตัวแล้วล้อมพวกเราเอาไว้ พวกมันช่างเจ้าเล่ห์จริง ดูท่าคราวนี้ไอ้แม่ทัพกังน่าจะได้กุนซือฝีมือดีมากระมัง มันจึงวางแผนการรบดีกว่าแต่ก่อน”
“ต่อให้มันได้กุนซือฝีมือดีมาแล้วอย่างไร ข้ายังมีเจ้าอยู่ อีกทั้งกองทัพพวกเราก็แข็งแกร่งไม่น้อย ย่อมไม่แพ้พวกมันง่ายๆ หรอก” หยางซีถิงเอ่ย ตาก็มองดูทัพม้าที่พุ่งนำไปค่อยๆ เข้าใกล้ศัตรูไปเรื่อยๆ แล้ว
จนกระทั่งทัพม้าปะทะกับข้าศึก ก็ทำให้ข้าศึกล้มตายลงไปทันที แน่นอนว่าคนที่นำหัวแถวของทัพม้าย่อมคัดคนที่ฝีมือดีที่สุดเพื่อบุกตะลุยฝ่าออกไปให้ได้ ทหารเดินเท้าก็วิ่งตามทัพม้าไปสุดฝีเท้า พวกเขาวิ่งตามไปพลางปะทะกับศัตรูจนสู้รบกันชุลมุนไปหมด อาวุธปะทะกันเสียงดังเคร้งคร้างๆ ทหารทั้งสองฝ่ายมีตกตายล้มลงกับพื้น เลือดไหลอาบพื้น เสียงต่อสู้ดังลั่นไปหมด
หยางซีถิงพยายามมองฝ่าฝุ่นที่ฟุ้งกระจายจากการสู้รบออกไป แต่ฝุ่นก็หนาเกินไปทำให้เขามองฝ่าออกไปไม่ได้ เขาจึงได้แต่มองดูทหารของตัวเองสู้รบกับศัตรูในระยะที่พอมองเห็นได้
กองทัพซางพยายามฆ่าทุกคนที่บุกฝ่าออกไป พวกเขาคิดว่าคนพวกนี้คิดจะฝ่าออกไปเพื่อหนีเอาตัวรอดกระมัง นี่ทำให้แม่ทัพใหญ่กังห้าวยิ้มอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง เขาให้กองทัพบุกเข้าเมืองไปแค่หมื่นคน ส่วนคนที่เหลืออีกแสนกว่าคนเขาก็ให้ซุ่มซ่อนอยู่รอบนอก รอคอยโอกาสที่ทัพเซี่ยบุกมาล้อมเมือง เขาก็จะโอบล้อมพวกเซี่ยแล้วฆ่ามันให้หมดเลย!
แล้วพวกมันก็ล้อมเมืองเอาไว้เหมือนเมื่อครั้งก่อนจริงๆ เขาจึงรอให้พวกมันหลงกลดีๆ กองทัพของพวกมันกระจายกันออกล้อมเมืองแล้วเขาจึงนำกำลังโอบล้อมพวกมันเอาไว้ ส่วนกองทัพในเมืองก็เตรียมพุ่งออกมาช่วยกันฆ่าศัตรู ทำให้กองทัพเซี่ยกลายเป็นวงแหวนที่อยู่ตรงกลาง มีพวกเขาล้อมอยู่ชั้นนอก และมีทหารในเมืองพร้อมที่จะพุ่งออกมาช่วยกันเข่นฆ่าพวกมัน ทำให้พวกมันกลายเป็นต้องรับศึก 2 ด้านไปโดยปริยาย
ทางด้านหยางถิงเฟิง พอทหารม้าตีฝ่าออกไปได้ เขาก็นำทหารเดินเท้าวิ่งไล่ตามทหารม้าฝ่าออกไปอย่างรวดเร็วยิ่ง เต๋อผิงกับลูกน้องขนาบซ้ายขวาของซื่อจื่อเอาไว้ พวกเขาต้องปกป้องซื่อจื่อให้ดีๆ ในอ้อมแขนของเต๋อผิงก็กอดเชลยสาวเอาไว้ ลี่อินนั่งคร่อมอยู่บนหลังม้า ไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้ามีเพียงผ้าคลุมกันลมของทหารห่อตัวนางเอาไว้ นางนั่งคร่อมอานม้าจนเจ็บตรงกลางกายยิ่งนัก นางจึงพยายามขยับก้นเพื่อให้รู้สึกสบายขึ้น เต๋อผิงเห็นนางขยับขยุกขยิกไม่เลิกราเสียที เขาจึงดุว่า “หากเจ้ายังไม่นั่งนิ่งๆ ข้าจะโยนเจ้าลงไปซะ!”
ลี่อินหยุดขยับทันที หากนางถูกโยนลงไปจริงๆ คงถูกม้าที่ตามหลังมาเหยียบเอา และก็จะถูกทหารเดินเท้าเหยียบซ้ำอีก นางต้องตายแน่นอน ซ้ำยังตายอย่างอเนจอนาถเหลือทน นางจึงไม่อยากถูกโยนลงไป ได้แต่หันไปบอกเขาว่า “ก็ข้าเจ็บนี่”
“ทนหน่อย” เต๋อผิงบอก ลี่อินได้แต่หันหน้ากลับมามองตรงไปข้างหน้า นางได้เห็นฝีมือการต่อสู้ของผู้ชายที่อยู่ข้างหลังนางแล้วจึงอึ้งงันไป ไอ้คนๆ นี้ช่างเก่งกาจนัก ฝีมือมันเทียบชั้นกับท่านพี่ได้เลย!
เต๋อผิงแทงทวนออกไปด้วยมือขวา มือซ้ายก็กุมบังเหียนและโอบเอวเชลยสาวเอาไว้ เขาแทงทวนใส่ศัตรูที่อยู่ทางขวารวดเร็วยิ่งนัก ทุกทวนที่แทงออกไปล้วนแทงถูกศัตรูจนคนล้มไปหรือไม่ก็ผงะถอยไป ทหารที่อยู่ทางฝั่งซ้ายของซื่อจื่อก็ถือทวนไว้ในมือซ้าย แล้วแทงทวนใส่ศัตรูที่อยู่ทางฝั่งซ้าย พวกเขาขนาบซ้ายขวาทำให้ซื่อจื่อที่อยู่ตรงกลางปลอดภัยดี หยางถิงเฟิงก็ไม่ขี่ม้าไปเปล่าๆ เขาใช้ธนูยิงใส่ศัตรูไปด้วย ลูกธนูทุกดอกของเขาล้วนพุ่งปักศัตรูทุกดอก เขายิงจนลูกธนูที่อยู่ข้างม้าหมดเกลี้ยงจึงเปลี่ยนมาถือทวนยาวแทน
ลี่อินได้เห็นฝีมือยิงธนูของไอ้เด็กแซ่หยางแล้วได้แต่อึ้งอยู่ในใจ มันเป็นเทพสงครามมาเกิดหรือไร จึงได้ยิงธนูแม่นนัก!
หากหยางถิงเฟิงได้ยินสิ่งที่เชลยสาวคิด เขาคงตอบนางว่า ‘ข้ายิงธนูมาตั้งแต่อายุขวบกว่า พอ 2 ขวบข้าก็ยิงธนูแม่นทุกดอกแล้ว’
นี่เขาไม่ได้คุยโม้นะ ตอน 2 ขวบเขาก็ยิงเข้าเป้าแดงทุกดอกแล้วจริงๆ นะ เขายิงธนูได้ดีจนได้รับคำชมจากท่านพ่อเลยนะ
ปกติท่านพ่อเข้มงวดเรื่องฝึกปรือฝีมือจะตาย ไม่ค่อยชมใครง่ายๆ ดังนั้นคำชมของท่านพ่อจึงมีค่ายิ่งนัก
พอตีฝ่ากองทัพซางออกไปได้แล้ว เต๋อผิงก็ขี่ม้าพุ่งแยกออกไป เขาจะต้องบุกเข้าไปในอุโมงค์ลับที่ไม่รู้ว่ามีทหารดักเฝ้าอยู่มากน้อยเท่าไหร่
นี่มันช่างเป็นงานที่เสี่ยงจริงๆ แต่แม้จะเสี่ยงมากขนาดไหน เต๋อผิงก็ต้องทำตามคำสั่งของซื่อจื่อ เพราะหากบุกเข้าไปในเมืองได้ พวกเขาก็จะสามารถช่วยท่านแม่ทัพได้อีกทางหนึ่ง พวกมันคิดโอบล้อมพวกเขาไว้ตรงกลาง เช่นนั้นก็ให้พวกมันรู้รสของการถูกเจาะไข่แดงเสียเลย เหอะๆๆๆ
แค่คิดถึงสีหน้าตกใจของไอ้แม่ทัพใหญ่กังห้าวนั่นก็ทำให้พวกเต๋อผิงเลือดลมพลุ่งพล่านแล้ว
“ทางเข้าอุโมงค์ลับที่เจ้าบอกอยู่ที่ใดรึ?” เต๋อผิงถามเชลยสาว ลี่อินจึงตอบ “อยู่อีกฟากหนึ่งในป่าที่พวกเจ้าจับตัวข้ามาได้นั่นแหละ”
“โอ้” เต๋อผิงอุทาน เขาคิดไม่ถึงเลยว่าอุโมงค์ที่ว่านี้จะมีทางเข้าออกอยู่ตรงนั้นนั่นเอง “เช่นนั้นเจ้าก็นำทางพวกข้าไป ถ้าเจ้าทำให้พวกข้าได้ชัยชนะ ข้าสัญญาว่าข้าจะไม่ให้ใครรังแกเจ้าอีก”
“จริงรึ!?” ลี่อินถาม เต๋อผิงพยักหน้า “จริง ข้าเป็นคนสนิทของท่านแม่ทัพใหญ่ แค่ข้าขอท่านแม่ทัพใหญ่ เขาย่อมให้ข้า”
“แล้วจะให้ข้าได้อยู่ดีกินดีได้หรือไม่? ข้าไม่อยากเป็นทาสที่ถูกใช้แรงงานจนตาย” ลี่อินถาม นางถูกจับตัวได้ อนาคตย่อมเป็นทาสที่ถูกกดขี่ข่มเหง นางไม่อยากลงเอยเช่นนั้น จะหวังพึ่งสามีให้มาช่วยนาง ก็เหมือนหวังให้ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกอย่างไรอย่างนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยสักนิด ในเมื่อนางกลายเป็นเชลยแล้ว นางย่อมคิดหาหนทางเอาตัวรอดเอง
“หากเจ้าร่วมมือกับข้าดีๆ ข้าย่อมดีกับเจ้า ข้าจะเลี้ยงดูเจ้าให้อยู่สุขสบาย มีสาวใช้คอยรับใช้เจ้าอีกด้วย” เต๋อผิงบอก ลี่อินหันไปมองหน้าเขา “คำพูดเจ้าเชื่อถือได้รึ? ตอนนี้ก็พูดได้ แต่ว่าหลังจากนี้หากเจ้าผิดคำพูดล่ะ?”
“คำพูดข้าเชื่อถือได้ ข้าเป็นชายชาติทหาร หาใช่โจรถ่อยที่พลิกลิ้นไปมา หากเจ้าไม่เชื่อคำพูดข้าก็แล้วไปเถอะ รอกลับไปแล้วเจ้าก็กลายเป็นนางโลมประจำกองทัพเท่านั้นเอง” เต๋อผิงบอกน้ำเสียงราบเรียบ เขาไม่ได้สัญญากับนาง เพราะถือว่าคำพูดตัวเองคือคำสัตย์ เมื่อพูดอะไรไปแล้วเขาจะรักษาคำพูดเท่าชีวิต และที่เขาคิดเช่นนี้ก็เป็นเพราะอยู่รับใช้ใกล้ชิดกับท่านแม่ทัพใหญ่ทำให้เขาได้ยินได้ฟังคำพูดของฮ่องเต้มาบ่อยๆ ซึ่งฮ่องเต้นั้นเป็นคนที่รักษาคำพูดเท่าชีวิต แนวคิดนี้จึงปลูกฝังอยู่ในจิตใจเขามาโดยที่เขาก็ไม่รู้ตัวเช่นกัน
“ไม่ๆ ข้าไม่อยากเป็นนางโลม!” ลี่อินส่ายๆ หน้า มองเขาอย่างขอร้อง นางยังเจ็บตรงกลางกายอยู่เลย เจ็บจนนางแทบไม่อยากขยับตัวด้วยซ้ำ และยิ่งนางนั่งคร่อมม้าอยู่แบบนี้นางก็ยิ่งเจ็บจนแทบอยากจะลงจากหลังม้าเต็มที
“ไม่อยาก ก็ช่วยข้าให้ได้ชัยชนะ แล้วเจ้าจะไม่ต้องกลายเป็นนางโลมของกองทัพ ซ้ำข้ายังจะเลี้ยงดูเจ้าให้อยู่สุขสบาย เจ้าเลือกเอาเองจะช่วยข้าหรือไม่ช่วย?” เต๋อผิงถาม ลี่อินไม่คิดอะไรแล้วนางตอบตกลงทันที “ได้ๆ ข้าจะช่วยเจ้า เจ้าอย่าให้ข้าเป็นนางโลมเลย ข้าไม่อยากเป็น ข้าเจ็บ”
“หึ” เต๋อผิงส่งเสียงในลำคอคำหนึ่งแล้วถามว่า “ที่ทางเข้าอุโมงค์มีทหารเฝ้าอยู่มากน้อยเท่าไหร่?”
“ข้าไม่แน่ใจนัก ตอนที่ข้าออกมา ข้าเห็นทหารเฝ้าอยู่สิบกว่าคน แต่ว่าเมื่อข้าถูกจับตัวได้ ไม่แน่ว่าอุโมงค์นี่อาจจะถูกปิดไปแล้วก็ได้” ลี่อินตอบ เต๋อผิงจึงบอก “เช่นนั้นไปดูก่อน หากว่ามันถูกปิดไปจริงๆ ข้าค่อยคิดอีกที”
เขาหันไปบอกเพื่อนๆ ทหารว่า “พวกเจ้าตามข้ามา”
