Skip to content
Cover น้องสาว

น้องสาวเจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก 128

Chapter 128 จับขโมย

เมื่อขุนนางและครอบครัวของขุนนางทุกคนนั่งตามที่นั่งของตัวเองเรียบร้อยแล้ว องค์ชายองค์หญิงทั้งหลายจึงทยอยกันเดินเข้าไปยังสถานที่จัดงานเลี้ยง พวกเขานั่งลงตรงที่นั่งของตัวเอง พวกเขาจับกลุ่มคุยกันตามเส้นสายของแต่ละคน ส่วนคนที่เป็นอริต่อกันก็มีเขม่นมองกันและกันอย่างเกลียดชัง

“ฮ่องเต้เสด็จ” ขันทีร้องตะโกน ทุกคนลุกขึ้นพลางกล่าว “ถวายพระพรฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”

“ฮองเฮาเสด็จ” ขันทีร้องตะโกน ทุกคนจึงกล่าว “ถวายพระพรฮองเฮา ขอพระองค์ทรงพระเจริญพันปี พันๆ ปี”

ฮ่องเต้เดินไปนั่งที่โต๊ะของตนเอง ฮองเฮาเดินตามอยู่ข้างหลัง นางนั่งต่ำลงมา ฮ่องเต้มองทุกคนแล้วเอ่ยว่า “เริ่มงานเลี้ยงเถอะ”

“ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอฮองเฮาสุขเกษมสำราญเป็นมิ่งขวัญยั่งยืนนานพะย่ะค่ะ” เสนาบดีฝ่ายบุ๊นกล่าวนำ ทุกคนก็กล่าวตาม “ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอฮองเฮาสุขเกษมสำราญเป็นมิ่งขวัญยั่งยืนนานพะย่ะค่ะ / เพคะ”

“ดีๆๆ” ฮ่องเต้เอ่ยพลางมองฮองเฮา ฮองเฮาจึงพูดว่า “ขอบใจทุกคนที่มาอวยพรข้าในวันนี้ ปีนี้เป็นปีที่ดียิ่งนัก พวกเราสามารถยึดแคว้นซางมาได้ ทำให้ดินแดนแคว้นเซี่ยของพวกเราขยายกว้างใหญ่ขึ้น ทุกอย่างนี้เป็นเพราะพระบารมีของฝ่าบาททั้งสิ้น ดังนั้นเหล้าจอกแรกนี้ข้าขอดื่มให้แก่ฝ่าบาท ขอให้ฝ่าบาทอยู่เป็นมิ่งขวัญแก่แคว้นเซี่ยไปตราบนานแสนนาน”

นางพูดจบก็ยกแขนเสื้อขึ้นบังพลางยกจอกเหล้าขึ้นดื่มจนหมดจอก ฮ่องเต้แย้มยิ้ม “ดีๆๆ เมียรักข้าพูดได้ดี”

เขาพูดแล้วก็หลิ่วตาสั่งขันที ขันทีจึงตบมือ 3 ครั้ง แปะๆๆ

นักดนตรีก็เริ่มบรรเลงดนตรีทันที นางรำก็เดินเรียงแถวขึ้นไปร่ายรำ เป็นอันว่างานเลี้ยงเริ่มขึ้นแล้ว ทุกคนจึงเริ่มดื่มกันกันอย่างสนุกสนาน บางคนก็ยกจอกเหล้าขึ้นกล่าวอวยพรเป็นถ้อยคำมงคลถวายฮองเฮา “ขอฮองเฮาตั้งครรภ์บุตรมังกรอีกครั้งในเร็ววันพะย่ะค่ะ”

“ฮ่าๆๆ พูดได้ดี” ฮ่องเต้หัวเราะชอบใจ หลิ่วตาสั่งขันทีให้พระราชทานรางวัลให้คนพูด ขันทีก็รีบนำถุงทองไปมอบให้ คนๆ นั้นจึงกุมมือกล่าวว่า “ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอบพระทัยฮองเฮา”

บางคนก็ลุกขึ้นมาท่องกลอนคำอวยพร ฮ่องเต้ก็พระราชทานรางวัลให้ บรรยากาศสนุกสนานยิ่งนัก

จนกระทั่งนางกำนัลคนหนึ่งเข้าไปกระซิบกระซาบข้างหูฮองเฮา ฮองเฮาพลันกระแทกจอกเหล้า ปัง! “บังอาจนัก!”

“หือ? มีอะไรรึ?” ฮ่องเต้ถาม คนอื่นๆ ก็ชะงักค้างไป มองฮองเฮาเป็นตาเดียว นางรำก็ชะงักหยุดรำ ดนตรีก็หยุดบรรเลง บรรยากาศเงียบสงัดโดยพลัน

“มีคนกล้าขโมยของที่ฝ่าบาทพระราชทานให้ข้าน้อยเพคะ” ฮองเฮาบอกแล้วสั่งขันทีข้างกายว่า “เจ้าพาคนไปจับขโมยมาให้ได้!”

“พะย่ะค่ะ” ขันทีรับคำสั่งแล้วรีบพาคนออกไปทันที นางกำนัลที่มาบอกก็รีบวิ่งนำทางไปจับขโมยทันที

“ใครกันช่างกล้าขโมยของๆ ฮองเฮา?”

“มันคงไม่อยากมีหัวอยู่บนบ่าแล้วกระมัง”

ฯลฯ เสียงซุบซิบคุยกันของผู้คนในงานเลี้ยงดังหึ่งๆ

“หึ!” องค์หญิงเซี่ยเจ้าเหม่ยก้มหน้าลอบยิ้มนิดหนึ่ง แล้วนางก็เงยหน้าขึ้นทำสีหน้าตกอกตกใจเหมือนคนอื่นๆ

ขณะที่นางกำนัลไปกราบทูลฮองเฮา ทางด้านเฟิ่งหวงที่นั่งอยู่ที่ศาลาริมสระบัว ขณะนั้นก็มีนางกำนัลคนหนึ่งเดินมาบอกพวกสาวใช้ว่า “พวกเจ้ามาช่วยข้ายกโต๊ะหน่อยได้ไหม ข้ายกคนเดียวไม่ไหว คนอื่นก็ไปทำงานอื่นกันหมดแล้ว”

“ไม่ได้…” สาวใช้ปฏิเสธ นางกำนัลจึงรีบบอกว่า “ข้าจะให้เงินพวกเจ้าด้วย”

นางพูดแล้วก็เอาถุงเงินออกมาขยับๆ ถุงเงินก็ส่งเสียงกุ๊งกิ๊งๆ เบาๆ พวกสาวใช้ได้ยินเสียงเงินกระทบกันก็หันไปมองคุณหนู เฟิ่งหวงจึงพยักหน้า “ไปเถอะ ไปช่วยนางหน่อย”

“เจ้าค่ะ” สาวใช้รับคำพลางเก็บถุงเงินไป นางกำนัลบอก “ไม่นานหรอก แค่ยกโต๊ะตัวเดียวจากตรงนั้นไปตรงนู้นเอง”

“ได้ๆ” พวกสาวใช้พยักหน้า นางกำนัลจึงบอก “ตามมาซิ”

นางกำนัลบอกแล้วเดินนำหน้าไป พวกสาวใช้จึงตามนางกำนัลไปหมด เฟิ่งหวงมองตามพลางยิ้มบางๆ คิดในใจว่า ‘มาซิ ข้ารออยู่นะ’

หลังจากพวกสาวใช้ไปสักพัก เฟิ่งหวงก็ลุกขึ้นเดินออกจากศาลา นางเดินไปได้สักพักก็ถูกนางกำนัลคนหนึ่งชน “อ่ะ!”

“อ้า!” นางกำนัลคนนั้นรีบวิ่งไป ห่อผ้าตกตุบ!

เฟิ่งหวงมองห่อผ้านั้นพลางร้องเรียก “เจ้าๆ เจ้าทำของตกไว้น่ะ”

นางกำนัลคนนั้นเหมือนไม่ได้ยิน รีบวิ่งไปเร็วๆ เฟิ่งหวงจึงเก็บห่อผ้าขึ้นมาแล้วขว้างใส่นางกำนัลคนนั้นทันที ฟิ้ว!

ผั๊วะ! ห่อผ้าห่อนั้นกระแทกถูกศีรษะนางกำนัลคนนั้นเข้าอย่างจัง

“โอ๊ะ!” นางร้องได้คำเดียวก็ล้มลงไป เฟิ่งหวงวิ่งไปหานางแล้วหยิบห่อผ้านั่นยัดใส่มือนางกำนัลคนนั้น พลางถอดเสื้อคลุมตัวนอกสวมให้นางกำนัลคนนั้น แล้วเอาหลงหน่าวอังที่จมูกนางกำนัลคนนั้น นางกำนัลจึงค่อยๆ ฟื้นคืนสติกลับมา เฟิ่งหวงได้ยินเสียงฝีเท้าคนหลายคนมุ่งตรงมาทางนี้ นางจึงรีบหลบไปอย่างเร็วยิ่ง

“ทางนี้ๆ ข้าเห็นนางไปทางนี้” เสียงสตรีร้องบอก

ไม่กี่อึดใจต่อมาเสียงฝีเท้าก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เฟิ่งหวงที่หลบอยู่จึงเห็นขันทีหลายคนวิ่งมา นางจึงมองคนเหล่านั้นพลางยิ้มเยาะอยู่ในใจ ‘หึ กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นคืนสนอง’

“อ่ะ นั่นๆ ขโมยอยู่นั่น” นางกำนัลชี้ พวกขันทีจึงกรูเข้าไปล้อมสตรีที่ล้มอยู่บนพื้น ขันทีสั่ง “จับนางไป!”

“อ่ะ!” นางกำนัลตกใจ พวกขันทีจับขโมยแล้วฉุดกระชากลากตัวไป ทำให้ห่อผ้าตกพื้นตุบ!

นางกำนัลจึงเก็บห่อผ้าขึ้นมาแล้วคลี่ออก เมื่อเห็นของข้างในห่อผ้านางก็บอกว่า “เจอแล้วๆ ใช่ของๆ ฮองเฮา หนอย! เจ้ากล้าขโมยของๆ ฮองเฮา เจ้าตายแน่!”

“ลากตัวไป” ขันทีบอกแล้วลากตัว ‘ขโมย’ ไปทันที นางกำนัลดิ้นขัดขืน “ไม่ใช่ข้านะ ข้าไม่ใช่ขโมย! พวกเจ้าจับคนผิดแล้ว!”

“ฮึ! เจ้านี่แหละที่เป็นขโมย ข้าเห็นเจ้าแอบเข้าไปขโมยของกับตา ของก็อยู่นี่ เจ้ายังจะปากแข็งอีก” นางกำนัลยื่นห่อผ้าไปแทบจะชนหน้า ‘หัวขโมย’ แล้ว นางกำนัลปฏิเสธลั่นพลางดิ้นขัดขืน “ข้าไม่ใช่ขโมย! ข้า…อุบ!”

นางยังพูดไม่จบก็ถูกขันทีเอาผ้ายัดเข้ามาในปากแล้ว ขันทีคนอื่นก็ช่วยกันจับแขนนางมัดไพล่หลัง นางกำนัลเจ็บจนน้ำตาไหล นางร้อง แต่ว่าเสียงที่ดังออกมามีเพียงเสียงอุกๆ

“ไปๆ ลากนางไปให้ฮองเฮาลงโทษ บังอาจขโมยของๆ ฮองเฮาเช่นนี้ นางตายแน่!” ขันทีสั่ง ขันทีคนอื่นๆ รับคำ “อืม”

จากนั้นพวกเขาก็ลากนางไปอย่างไม่ปรานีปราศรัย นางกำนัลก็ถือห่อผ้าเดินตามไป ในใจแอบคิดถึงทองที่จะได้รับหลังจากร่วมใส่ร้ายคุณหนูแซ่เฟิ่ง

หลังจากที่พวกขันทีลากขโมยไปแล้ว เฟิ่งหวงก็รีบกลับไปที่งานเลี้ยง ก่อนที่นางจะเข้าไปในสถานที่จัดงาน นางก็รับเสื้อตัวใหม่จากผู้คุ้มกันมาสวมแล้วจึงเดินเข้างานเลี้ยงไปอย่างสบายอกสบายใจ มือก็ถือพัดด้ามจิ้วปิดบังใบหน้าเอาไว้ นางยืนอยู่ด้านข้าง ยังไม่รีบเดินกลับไปนั่งอยู่ข้างกายท่านหมอกู่

พวกขันทีลากขโมยไปถึงสถานที่จัดงานเลี้ยง พวกเขาลากนางไปตรงกลางลานที่ใช้แสดงการร่ายรำ เมื่อถึงกลางลานพวกเขาก็เหวี่ยงขโมย ลงไป นางกำนัลล้มครูดไปกับพื้น ทำให้นางมีแผลถลอกทันที นางส่งเสียงอุกๆ น้ำตาไหลอาบแก้ม

“ข้าน้อยจับขโมยมาได้แล้วพะย่ะค่ะ” ขันทีรายงานแล้วชี้ที่ห่อผ้าในมือนางกำนัล “ของที่ถูกขโมยไปอยู่นี่แล้วพะย่ะค่ะ”

สายตาทุกคนจ้องมองขโมยเป็นตาเดียว “โอ้…”

องค์หญิงเซี่ยเจ้าเหม่ยยิ้มบางๆ ‘หึ! นังแพศยา วันนี้เจ้าตายแน่!’

“เอ๊ะ! นี่คุณหนูเฟิ่งไม่ใช่หรือ?” นางถามขึ้นมาน้ำเสียงตกอกตกใจ สายตาทุกคนยิ่งจ้องมองขโมยที่ล้มอยู่บนลานยกพื้นเป็นตาเดียว

“หวงเอ๋อร์” หยางซีถิงก้าวไปหา ‘เฟิ่งหวง’ ทันที รัศมีที่เกิดจากการเข่นฆ่าศัตรูนับไม่ถ้วนในสนามรบที่แผ่ออกมาจากตัวแม่ทัพใหญ่ทำให้พวกขันทีผวาเฮือก พวกเขาถอยหลังไป 2-3 ก้าว นางกำนัลก็ถอยกรูดไปทันทีเช่นกัน จูลี่ถิงลุกขึ้นยืนมองอย่างงุนงง ไยลูกสาวของลูกสะใภ้ถึงได้ถูกจับตัวมาแบบนี้เล่า!

บุรุษทั้งหลายในงานเลี้ยง พอเห็นสตรีที่ถูกจับมาก็มองนางเป็นตาเดียว บางคนที่จำเสื้อได้ก็เอ่ยว่า “นี่มันคุณหนูเฟิ่งไม่ใช่รึ”

“นางคือคุณหนูเฟิ่งรึ?”

ฯลฯ เสียงพูดคุยดังอื้ออึง

“คุณหนูเฟิ่งรึ?” ฮ่องเต้ถามพลางจ้องสตรีนางนั้น

“อ่า…” หยางซีถิงไม่รู้จะพูดอย่างไร

ฮองเฮาเห็นฮ่องเต้มอง ‘คุณหนูเฟิ่ง’ ไม่วางตา นางพลันเกิดความระแวงขึ้นมาในใจรางๆ นางจึงเอ่ยขึ้นว่า “นางกล้าขโมยของๆ ข้า ช่างบังอาจเสียจริง”

“ไหนดูซิ ของอะไรกัน?” ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นมา นางกำนัลที่ถือของชิ้นนั้นทำท่าอึกๆ อักๆ “เอ่อ…”

ขันทีที่อยู่ใกล้ๆ จึงคว้าห่อผ้ามาแล้วคลี่ห่อผ้าออกทันใด ทำให้ของที่อยู่ในห่อผ้าเปิดเผยออกมา นางกำนัลนางนั้นพลันดึงของในห่อผ้าไปทันที “ไม่ได้นะ!”

ขันทีจับผ้าไว้ทำให้ผ้าอยู่บนมือเขา แต่ว่าของไปอยู่ที่มือนางกำนัลแล้ว ทำให้สิ่งของที่ถูกขโมยชิ้นนั้นเผยโฉมต่อหน้าสาธารณชน!!!

ฮ่องเต้เมื่อเห็นของชิ้นนั้นชัดตา เขาก็อึ้งงันไป “นั่น!”

ฮองเฮาก็อึ้งงันไปเช่นกัน นางไม่ได้อึ้งงันที่ของถูกขโมยไป เพราะนางรู้แต่แรกแล้วว่าของที่ถูกขโมยไปคืออะไร แต่ที่นางอึ้งงันคือมันถูกเปิดเผยต่อหน้าทุกคนนี่แหละ นางเหลือบมองฮ่องเต้แล้วเอ่ยว่า “นี่เป็นของที่ฝ่าบาทพระราชทานให้ข้า ข้ารักมันยิ่งนักเพราะว่าขนาดของมันเท่ากับของฝ่าบาท”

“โอ…” บุรุษหลายๆ คนที่เคยเห็นของที่คล้ายๆ กันมาก่อนก็อุทานออกมา พวกเขามองของสิ่งนั้นแล้วหันไปมองฮ่องเต้อย่างไม่อยากจะเชื่อและชื่นชม ‘ถ้าขนาดของมันเท่ากับของๆ ฝ่าบาท เช่นนั้นของฝ่าบาทก็ใหญ่ถึงขนาดนี้เชียวรึ!?’

หยางซีถิงมองของสิ่งนั้นแล้วไม่พูดอะไร นั่นคือ ‘ทวนหยก’ ที่ฮ่องเต้พระราชทานให้กับฮองเฮา มันทำจากหยกบรรณาการ

ส่วนพวกสตรีที่แต่งงานแล้วพอเห็นของสิ่งนั้นชัดตา พวกนางก็เอียงอายก้มหน้าลงไป บางคนก็ลอบมองฮ่องเต้แวบหนึ่ง สายตาพวกนางมองตรงกลางกายฮ่องเต้อย่างอยากรู้อยากเห็น ‘ใหญ่ถึงเพียงนี้เชียว!?’

ส่วนสตรีที่ยังไม่แต่งงานก็ได้แต่มองดูของสิ่งนั้นอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว พวกนางไม่รู้หรอกว่า นั่นคืออะไร พวกนางรู้แค่ว่า นั่นคือแท่งหยกขาวแท่งหนึ่งที่ใหญ่เท่ากับข้อมือพวกนางเลยและยาวราวๆ 2 คืบ หยกขาวมันแพะแท่งนั้นขาวสะอาดยิ่งนัก ไม่มีตำหนิใดๆ เลย แกะสลักเป็นรูปมังกรพันเสา ตัวมังกรที่พันเสาดูคล้ายของจริงมากทีเดียว!

ฮ่องเต้ได้ยินฮองเฮาพูดเช่นนั้นก็มองนางทีหนึ่ง เขาเห็นสายตาของหลายๆ คนมองมาที่เขา มีทั้งสายตาไม่อยากจะเชื่อ มีทั้งสายตาอยากรู้อยากเห็น มีทั้งสายตาชื่นชม ทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมา นางรู้จักพูดจา เขาจึงรักนางตรงนี้แหละ แม้ว่าบางอย่างนางจะโกหกก็ตาม

เฟิ่งหวงยืนมองเรื่องราวอยู่ด้านข้างคล้ายกับกำลังดูงิ้วฉากหนึ่ง แท่งหยกแท่งนั้น นางมองมันแล้วคิดถึงชาติที่แล้วที่หยางถิงเฟิงบอกนางว่าจะให้ ‘ทวนหยก’ ที่เหมือนกับของที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ฮองเฮา ตอนนี้นางมองดู ‘ทวนหยก’ แท่งนั้นแล้วพลันสั่นสะท้านในใจ ขนาดของมันใหญ่พอๆ กับ ‘ทวนทองคำ’ แท่งแรกที่เขาให้นางเป็นของขวัญวันปักปิ่นในปีนั้นในชาติที่แล้ว

“ฮึ! กล้าขโมยของๆ ข้า ตัดมือนางซะ” ฮองเฮาแค่นเสียงพลางสั่งน้ำเสียงโหดเหี้ยม ฮ่องเต้พลันขัดขึ้นว่า “สอบถามเสียก่อนเถอะ นางเป็นคนของท่านหมอกู่ นางจะเป็นขโมยจริงๆ รึ?”

“เสด็จพ่อเพคะ บางทีนางอาจจะพนันขันต่อกับคนอื่นไว้ก็ได้เพคะ หากว่านางขโมยสำเร็จ นางก็ชนะ น่าจะเป็นเช่นนี้กระมังเพคะ” องค์หญิงเซี่ยเจ้าเหม่ยพลันลุกขึ้นกุมมือพูด คนอื่นๆ ที่ฟังอยู่พากันซุบซิบ “เอ…หรือจะเป็นอย่างที่องค์หญิงบอก”

“ข้าน้อยเห็นนางแอบเข้าไปในตำหนักแล้วขโมย ‘แท่งหยก’ ออกมาจริงๆ เพคะ พอนางเห็นข้าน้อยนางก็ตกใจรีบวิ่งหนีไป ข้าน้อยวิ่งไล่ตามนางไปจนนางหายไปข้าน้อยจึงได้รีบมากราบทูลฮองเฮาเพคะ” นางกำนัลที่ถือ ‘ทวนหยก’ บอก

“เป็นนางจริงๆ รึ?” ฮ่องเต้ถามย้ำ นางกำนัลพยักหน้าแล้วยืนยันว่า “เพคะ เป็นนางเพคะ ไฟในตำหนักสว่างถึงเพียงนั้น ข้าน้อยจำไม่ผิดเพคะ อีกทั้งนางงดงามถึงเพียงนี้ ข้าน้อยไม่มีทางจำผิดหรอกเพคะ”

“อึกๆๆๆ…” นางกำนัลส่งเสียงแต่ว่าถูกผ้าอุดปากเอาไว้ ซ้ำผมเผ้ายังหลุดลุ่ยยุ่งเหยิงตกลงมาปิดหน้าปิดตา หยางถิงเฟิงจึงปลอบนางว่า “ไม่ร้องๆ ข้าเชื่อว่าเจ้าไม่ได้ขโมย”

“จะไม่ใช่นางได้อย่างไร ในเมื่อนางกำนัลของเสด็จแม่ยืนยันแล้วว่าเป็นนาง อีกทั้งนางกำนัลคนนี้ก็ไม่ได้รู้จักคุณหนูเฟิ่งมาก่อน จะบอกว่านางใส่ร้ายคุณหนูเฟิ่งงั้นรึ?” องค์หญิงเซี่ยเจ้าเหม่ยเอ่ยขึ้นมา มือนางกำแน่นจนเล็บจิกเนื้อ นางแทบอยากจะเข้าไปฉีกทึ้งนังแพศยานั่นให้ตายคามือเสียเดี๋ยวนี้!

“ในเมื่อคนของข้ายืนยันแล้วว่าเป็นนาง อีกทั้งนางก็ไม่รู้จักนางมาก่อน ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่นางจะใส่ร้ายนาง นางกล้าขโมยของๆ ข้า พอถูกจับได้ก็กลัวความผิดขึ้นมา ฝ่าบาทเพคะ เรื่องนี้ปล่อยให้ข้าลงโทษคนทำผิดเองเถอะเพคะ” ฮองเฮาพูดขึ้นมาพลางมองฮ่องเต้ แอบส่งสายตายั่วยวนให้เขา ฮ่องเต้ถูกยั่วยวนกลางสาธารณชนพลันลืมเรื่องอื่นไปเลย เขาพยักหน้าอนุญาต “อืม”

ครั้นนึกได้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไป เขาจึงรีบบอกว่า “อย่างไรก็อย่าให้หนักหนาเกินไปล่ะ”

“เพคะ” ฮองเฮารับคำแล้วสั่งขันทีว่า “พานางไปขังไว้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยตัดสินโทษของนาง วันนี้เป็นวันเกิดข้า เป็นวันมงคล ข้าไม่อยากให้เกิดเรื่องอัปมงคล”

“พะย่ะค่ะ” ขันทีรับคำสั่งแล้วขยับก้าวไปจะจับ ‘คุณหนูเฟิ่ง’ ไปขังไว้ แต่หยางถิงเฟิงมองตาดุวาวราวกับพยัคฆ์ทันที “ใครกล้าแตะต้อง…อ่ะ ท่านพ่อ! ปล่อยข้า!”

เขายังพูดไม่ทันจบก็ถูกท่านพ่อจับลากออกไปเสียก่อน เขาจึงดิ้นจนหลุด เขากำลังจะก้าวไปหา ‘หวงเอ๋อร์’ พลันเงาๆ หนึ่งก็ก้าวมาขวางเขาเอาไว้ และเสียงเพี๊ยะ! ก็ดังขึ้น

“เฟิงเอ๋อร์! หากเจ้ายังดื้ออีก ข้าก็ไม่มีหลานเช่นเจ้า!” จูลี่ถิงตวาด นางเจ็บมือนัก แต่ในใจนางเจ็บยิ่งกว่า นางแทบไม่ตีหลานเลยสักแปะ วันนี้กลับลงมือตบหน้าเขาต่อหน้าผู้คน แม้ว่าจะทำให้เขาอับอาย แต่ว่านางก็ยังต้องทำ จะปล่อยให้เขาปกป้องคนๆ หนึ่งจนพาทั้งจวนถูกลงโทษไปด้วยไม่ได้ อีกทั้งเด็กเฟิ่งหวงนี่ก็ไม่ใช่หลานแท้ๆ ของนาง ในเมื่อนางทำผิด ก็ปล่อยให้นางถูกลงโทษไปเถอะ อย่างมากแค่ถูกโบย 5 ที 10 ที จะเป็นไรไป ยังไม่ถึงขั้นพิการเสียหน่อย

“ท่านย่า” หยางถิงเฟิงตกตะลึงไป ท่านย่าที่รักเขาราวกับเขาคือไข่มุกในฝ่ามือ วันนี้นางกลับตบเขา!

“พาเขากลับไปก่อน” จูลี่ถิงสั่ง หยางซีถิงรับคำ “ขอรับท่านแม่”

“ขอประทานอภัยด้วยเพคะที่เสียมารยาทต่อหน้าฝ่าบาทและฮองเฮา” จูลี่ถิงหันไปคุกเข่าลงโขกศีรษะโปกๆ ฮ่องเต้จึงรีบบอก “เอาล่ะๆ เจ้าพาหลานกลับไปก่อนเถอะ”

“ขอบพระทัยเพคะ” จูลี่ถิงกล่าวแล้วลุกขึ้น จากนั้นก็ดึงแขนหลานชายไปด้วย หยางซีถิงก็ดึงแขนลูกชายอีกข้างพาเดินออกไป เขาเชื่อว่าฮ่องเต้จะต้องดูแลเฟิ่งหวงไม่ให้ถูกลงโทษหนักหนาเกินไปแน่นอน ดังนั้นเขาจึงวางใจกลับไปก่อน ส่วนเรื่องที่หวงเอ๋อร์ขโมยหรือไม่ขโมย เขาจะให้คนสืบทีหลัง หากว่าได้ความว่าเฟิ่งหวงไม่ได้ทำผิด เขาก็จะนำหลักฐานต่างๆ มาแสดงต่อฮ่องเต้แล้วขอรับตัวเฟิ่งหวงกลับไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!