Skip to content
Cover my sister 1

น้องสาวเจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก เล่ม 1

วันที่เริ่มเขียน 1 สิงหาคม 2568

น้องสาวเจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก

Chapter 1 สามีตาย

ณ บ้านตระกูลเฟิ่ง เฟิ่งหยาง(凤阳) นั่งฟิงหัวเตียงไอโขลกๆ อยู่บนเตียง หลิวฟางอิ่ง (刘方颖) ภรรยาของเฟิ่งหยางนั่งกุมมือสามีอยู่ข้างเตียง นางมองเขาอย่างเป็นห่วงเป็นใย “ท่านพี่ ดื่มน้ำขิงสักหน่อยนะเจ้าคะ”

นางรีบปล่อยมือเขา แล้วหันไปรินน้ำขิงอุ่นๆ ในกาใส่ถ้วยแล้วประคองถ้วยยื่นให้เขา เฟิ่งหยางรับถ้วยมาพลางไอโขลกๆ เขายกมือปิดปาก รู้สึกถึงของเหลวอุ่นๆ เปื้อนมือ เขาจึงดึงมือออกดู เห็นของเหลวสีแดงเปื้อนเต็มมือ เขาก็ตกตะลึงไป “โขลกๆ นี่!”

หลิวฟางอิ่งเห็นเลือดบนมือสามีก็ร้อนใจ “ท่านพี่! ข้า ข้าจะไปตามหมอ!”

นางหันไปตะโกนสั่งสาวใช้ “ไปๆ รีบไปตามหมอมาเร็วเข้า!”

“เจ้าค่ะ” รุ่ยหลิน (睿琳) สาวใช้ประจำตัวของหลิวฟางอิ่งรับคำสั่งแล้วรีบวิ่งออกไปทันที หลิวฟางอิ่งหันไปกุมมือสามีพลางปลอบ “ท่านพี่จะต้องไม่เป็นอะไร ท่านพี่จะต้องหาย”

นางปลอบพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดๆ เลือดที่เปื้อนฝ่ามือเขา เฟิ่งหยางยังคงไอโขลกๆ เขาไอจนเหมือนปอดแทบจะหลุดออกมา เขาเจ็บร้าวทรวงอกไปหมด ถ้วยน้ำขิงอุ่นๆ ขยับโยกตามแรงไอจนน้ำขิงกระฉอกไปกระฉอกมา หลิวฟางอิ่งจึงรีบดึงถ้วยน้ำขิงมาถือไว้เอง นางรอจนสามีไอลดลงแล้วจึงได้เอาถ้วยจ่อปากเขา “ท่านพี่ดื่มน้ำขิงสักหน่อยนะเจ้าคะ”

เฟิ่งหยางจิบน้ำขิงอึกหนึ่งแล้วรีบดันมือนางออก เขาไอจนน้ำขิงในปากกระเซ็นออกมา “โขลกๆ”

หลิวฟางอิ่งร้อนใจจะตายแล้ว นางรีบเช็ดๆ ให้เขา “ท่านพี่”

เฟิ่งหยางพิงหัวเตียงอย่างอ่อนแรง เขาไอจนเหนื่อยหอบไปหมดแล้ว หลิวฟางอิ่งวางถ้วยน้ำขิงลงแล้วใช้ผ้าเช็ดๆ คราบน้ำขิงที่ปนน้ำลายและเลือดออก ในใจนางกลัวเหลือเกิน กลัวว่าเขาจะตายจากนางไป

“พี่หยาง พี่เป็นอย่างไรบ้าง?” เสียงถามดังขึ้น หลิวฟางอิ่งหันไปมองจึงเห็นหูเย่จวน (胡月娟) ซึ่งเป็นน้องสะใภ้ นางเป็นภรรยาของเฟิ่งเฉิง (凤成) น้องชายของสามีของนางเดินเข้ามา หูเย่จวนถือถาดซึ่งมีถ้วยน้ำแกงร้อนๆ มาด้วย “พี่หยาง ข้าตุ๋นน้ำแกงไก่มาให้เจ้าค่ะ พี่กินสักหน่อยเถอะจะได้หายไวๆ”

“โขลกๆ ขอบใจ โขลกๆ” เฟิ่งหยางพยายามพูดปนไอ เสียงเบาแทบไม่ได้ยิน หูเย่จวนวางถาดไว้บนโต๊ะแล้วถือถ้วยประคองส่งให้พี่สะใภ้ “พี่อิ่งอิ่ง พี่ป้อนพี่หยางเถอะ อย่างน้อยกินได้สักคำสองคำก็ยังดี”

“อืม ขอบใจเจ้ามาก” หลิวฟางอิ่งรับถ้วยน้ำแกงไก่มาถือพลางตักน้ำแกงขึ้นมาเป่าๆ หูเย่จวนจึงเอ่ยลา “เช่นนั้นข้าไปล่ะ”

“อืม” หลิวฟางอิ่งพยักหน้าทีหนึ่ง หูเย่จวนเดินออกไป ตอนที่นางหันหลังให้สองคนที่เตียง มุมปากนางยกขึ้นนิดหนึ่งแทบสังเกตไม่เห็นเลย ในแววตาส่วนลึกแฝงแววสมใจเอาไว้ หึๆๆ…อีกไม่นานหรอก

หลิวฟางอิ่งป้อนน้ำแกงไก่ให้สามี เฟิ่งหยางฝืนกินไปได้ 2 ช้อนก็ไอโขลกๆ ต่อ เขาส่ายหน้าพยายามยกมือห้ามเป็นเชิงว่าพอแล้ว หลิวฟางอิ่งจึงวางถ้วยน้ำแกงลง แล้วยกถ้วยน้ำขิงป้อนสามี เฟิ่งหยางจิบน้ำขิงไปอึกหนึ่งก็ส่ายหน้า หลิวฟางอิ่งจึงวางถ้วยน้ำขิงลง นางเช็ดๆ ปากให้เขาพลางหันไปมองที่ประตูอย่างร้อนใจ “ไยหมอจึงมาช้านักนะ”

“ท่านแม่” เฟิ่งหวง(凤凰) อายุ 5 ขวบเดินไปหา ข้างหลังนางคือซื่อเฟิง (士芬) แม่นมประจำตัว หลิวฟางอิ่งเห็นลูกสาวมาจึงอ้าแขนรับ “หวงเอ๋อร์ เจ้ามาทำไม?”

“ข้าคิดถึงท่านแม่ คิดถึงท่านพ่อ” เฟิ่งหวงบอกพลางก้าวไปหาท่านพ่อ เฟิ่งหยางยกมือห้ามอย่างอ่อนแรง “อย่า โขลกๆ เดี๋ยวเจ้า โขลกๆ จะติดโรค โขลกๆ ไปด้วย โขลกๆ…”

หลิวฟางอิ่งก็ยกแขนขวางเอาไว้ ไม่ให้ลูกสาวเข้าใกล้สามี เฟิ่งหวงยืนเกาะแขนท่านแม่หน้าม่อย “ท่านพ่อ”

เฟิ่งหยางอยากกอดลูกเหลือเกิน แต่ก็กลัวนางจะติดโรคจากเขา เขาไอมาเป็นเดือนๆ แล้ว อาการไม่ทุเลาลงเลย มีแต่จะหนักขึ้นเรื่อยๆ จนวันนี้เขาถึงขั้นไอเป็นเลือดแล้ว!

“ไปๆ โขลกๆ รีบพา โขลกๆ หวงเอ๋อร์ โขลกๆ ออกไป โขลกๆ…” เฟิ่งหยางสั่งแม่นมซื่ออย่างอ่อนแรง ซื่อเฟิงรับคำสั่ง “เจ้าค่ะ”

นางก้มลงอุ้มคุณหนูขึ้นมา เฟิ่งหวงดิ้นๆ “ไม่ไปๆ ข้าจะหาท่านพ่อ ฮือๆ ท่านพ่อ ฮือๆ…”

หลิวฟางอิ่งรีบกล่อมลูกสาว “หวงเอ๋อร์ เจ้ากลับไปก่อนนะ ตอนนี้ท่านพ่อไม่สบายต้องพักผ่อนให้มากๆ อย่าดื้อนะลูก เป็นเด็กดีนะ”

“ฮือๆ แต่ว่า…”

“เฟิ่งหวง ถ้าเจ้ายังดื้อแม่จะตีแล้วนะ” หลิวฟางอิ่งบอกเสียงเข้ม พลางเงื้อมือขึ้น ปั้นหน้าดุ เฟิ่งหวงจึงยิ่งร้องไห้หนักขึ้น “ฮือๆ…”

นางดิ้นจนหลุดจากอ้อมแขนแม่นมแล้ววิ่งปรู๊ดไปปีนขึ้นเตียงพุ่งเข้าไปในอ้อมอกท่านพ่อ พลางกอดคอท่านพ่อเอาไว้แน่น ทำให้คนอื่นๆ ได้แต่มองอย่างอึ้งๆ ทำอะไรไม่ถูก เพราะความเร็วของเด็กน้อยนั้นเร็วจนพวกเขาจับไม่ทันนั่นเอง

“ฮือๆ ท่านพ่อๆ ฮือๆ…” เฟิ่งหวงร้องไห้ซบบ่าท่านพ่อ เฟิ่งหยางกอดลูกสาวเอาไว้ลูบหลังลูบไหล่ปลอบ “ไม่ร้อง โขลกๆ ไม่ร้องนะ โขลกๆ…”

“ฮือๆๆ ท่านพ่อ ฮือๆๆ…” เฟิ่งหวงร้องไห้กอดท่านพ่อแน่น หลิวฟางอิ่งยื่นมือไปดึงตัวลูกสาวออก “หวงเอ๋อร์ มาๆ มาหาแม่มา แม่ไม่ตีเจ้าแล้ว เจ้าอย่ากวนท่านพ่อนะ ท่านพ่อต้องพักผ่อน”

“ฮือๆ ท่านพ่อ ฮือๆ…” เฟิ่งหวงยังคงร้องไห้กอดท่านพ่อแน่น หลิวฟางอิ่งดึงอย่างไรก็ดึงไม่ออก ครั้นจะออกแรงมากกว่านี้ก็กลัวลูกจะเจ็บ จึงได้แต่กล่อมว่า “มาๆ มาหาแม่นะ หาแม่นะหวงเอ๋อร์คนดี๊คนดี”

“ฮูหยินเจ้าคะ ท่านหมอมาแล้วเจ้าค่ะ” รุ่ยหลินรายงานอยู่หน้าประตู ทุกคนในห้องจึงหันไปมอง ก็เห็นรุ่ยหลินยืนอยู่ด้านนอกประตู ข้างหลังนางคือท่านหมอกับผู้ติดตามของท่านหมอ 1 คน

“ท่านหมอ เชิญๆ” หลิวฟางอิ่งรีบบอก รุ่ยหลินจึงผายมือเชิญท่านหมอ ท่านหมอจึงก้าวเข้าไปในห้องพลางกุมมือทักทาย “ฮูหยินเฟิ่ง นายท่านเฟิ่ง”

“รีบมาเถอะ” หลิวฟางอิ่งบอกอย่างร้อนใจ หากทำได้นางคงแทบจะก้าวไปจูงมือท่านหมอแล้ว นางได้แต่ยืนอยู่ข้างเตียงบีบมือแน่นเอาไว้ หมอจึงรีบก้าวไปที่เตียง หลิวฟางอิ่งยื่นมือไปอุ้มลูกสาว “หวงเอ๋อร์ เจ้าถอยออกมาก่อน ให้ท่านหมอตรวจท่านพ่อก่อนนะ”

“ฮือๆ” เฟิ่งหวงจึงยอมปล่อยมือจากท่านพ่อ ยอมให้ท่านแม่อุ้มออกไป หลิวฟางอิ่งส่งลูกสาวให้แม่นม แม่นมซื่อก็รับตัวคุณหนูไปอุ้มเอาไว้ แล้วถอยไปยืนอยู่ด้านข้าง นางมองนายท่านอย่างเป็นห่วง เป็นกังวลไม่แพ้ฮูหยิน ทั้งนายท่านทั้งฮูหยินล้วนปกครองบ่าวไพร่ด้วยความเมตตา ทำให้บ่าวไพร่ล้วนรักใคร่เจ้านายทั้งสองยิ่งนัก

หมอนั่งลงพลางตรวจชีพจร เขาตรวจอยู่สักพักก็ดึงมือกลับแล้วบอกว่า “ข้าจะเขียนเทียบยาให้”

เฟิ่งหยางเห็นสีหน้าหมอจึงเอ่ยว่า “อิ่งเอ๋อร์ โขลกๆ เจ้าพาลูก โขลกๆ ไปก่อน โขลกๆ”

เขาพูดพลางไอจนหน้าดำหน้าแดง หลิวฟางอิ่งได้แต่รับคำ “เจ้าค่ะ”

นางเดินนำออกไป แม่นมซื่อเฟิงก็อุ้มคุณหนูเดินตามไป รุ่ยหลินรั้งอยู่ข้างเตียง เฟิ่งหยางจึงโบกมือไล่ “โขลกๆ ไปๆ เจ้า โขลกๆ ตามไป โขลกๆ คอยรับใช้ โขลกๆ ฮูหยินเถอะ โขลกๆ…”

“เจ้าค่ะ” รุ่ยหลินรับคำสั่งแล้วถอยออกไป เฟิ่งหยางเห็นว่าเหลือแค่ท่านหมอกับคนติดตามของท่านหมอ เขาจึงถามว่า “ข้า โขลกๆ ใกล้จะ โขลกๆ ตายแล้ว โขลกๆ ใช่ไหม? โขลกๆ…”

ท่านหมอได้แต่พยักหน้า เฟิ่งหยางมองอย่างเศร้าใจที่สุด ถึงท่านหมอไม่บอก เขาก็รู้ตัวว่าตัวเองใกล้จะตายเต็มทีแล้ว เขาไอทีเลือดก็พุ่งขึ้นมาเต็มปากเต็มคอ ต่อให้เขาไม่ใช่หมอก็ยังพอจะรู้ตัวดีว่าตัวเองเหลือเวลาไม่มากแล้ว เขาหันไปถ่มน้ำลายปนเลือดใส่กระโถนแล้วถามว่า “ข้า โขลกๆ จะอยู่ โขลกๆ ได้อีก โขลกๆ กี่วัน? โขลกๆ…”

“คงไม่เกิน 1 เดือน” ท่านหมอตอบตามตรง เฟิ่งหยางจึงกุมมือ “ขอบ โขลกๆ คุณ โขลกๆ ท่านมาก โขลกๆ…”

หมอกุมมือตอบแล้วลุกไปเขียนเทียบยา จากนั้นก็ส่งให้บ่าวติดตามของตัวเอง ไปนำยาจากโรงหมอมา พอดีกับคนจากโรงหมอวิ่งมาตาม “ท่านหมอขอรับ ที่โรงหมอมีคนเจ็บถูกมีดฟัน ท่านรีบกลับไปเร็วเถอะขอรับ”

“อ่า” หมอชะงักงันไป เฟิ่งหยางจึงโบกมือ “ท่าน โขลกๆ ไปเถอะ โขลกๆ…”

“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน นายท่านเฟิ่งรักษาตัวด้วย” หมอกุมมือลาแล้วรีบก้าวเร็วๆ จากไปทันที เฟิ่งหยางมองตามหมอแล้วก้มลงมองมือตัวเองที่เปื้อนน้ำลายปนเลือด เขาเศร้าใจอย่างที่สุด เขายังอยากมีชีวิตอยู่ไปอีกนานแสนนาน แต่ว่าสวรรค์ลิขิตแล้วว่าเขาจะมีชีวิตอีกเดือนนึง เห็นทีเขาต้องรีบจัดการเรื่องต่างๆ ให้เรียบร้อยก่อนที่เขาจะตาย ภรรยากับลูกจะได้อยู่อย่างสุขสบาย

ด้านนอกประตู หมอเดินผ่านประตูไปก็เห็นฮูหยินหลิวยืนอยู่ นางยืนปิดหน้าได้ยินเสียงคล้ายกลั้นสะอื้นดังมาเบาๆ เขาจึงได้แต่มองนางอย่างเห็นใจแวบหนึ่งแล้วรีบเดินจากไป หลิวฟางอิ่งได้ยินที่ท่านหมอบอกกับสามี นางรู้สึกเหมือนหัวใจแตกสลายในทันที สามีของนางจะอยู่ได้อีกเดือนเดียวเท่านั้น! โธ่! สวรรค์! ไยต้องพรากเขาไปเร็วเพียงนี้!

จนท่านหมอเดินลับตาไปแล้ว หลิวฟางอิ่งจึงทรุดลงนั่งอย่างอ่อนแรง นางโศกเศร้าจนสุดจะทานทนไหว น้ำตาไหลอาบแก้ม รุ่ยหลินได้แต่นั่งลงลูบหลังลูบไหล่เจ้านายปลอบใจ ตัวนางเองก็รู้สึกโศกเศร้าไม่แพ้เจ้านายเลย นายท่านเป็นคนดีถึงเพียงนี้ เหตุใดสวรรค์จึงอยากรับเขากลับไปเร็วนักเล่า!

ตรงมุมหนึ่ง หูเย่จวนยกมุมปากขึ้นนิดหนึ่ง นางมองดูพี่สะใภ้อย่างสมใจ หากว่าเฟิ่งหยางตายไป สามีนางย่อมขึ้นเป็นใหญ่ในตระกูลแทนเขา และหากว่าพี่สะใภ้ตายไปอีกคน ทรัพย์สมบัติมากมายเหล่านั้นก็จะตกเป็นของเด็กเฟิ่งหวงนั่น เด็กนั่นยังเล็กนัก หากว่านางรับมาดูแล จัดการทรัพย์สินแทนทั้งหมด หึๆๆๆ…

หลิวฟางอิ่งร้องไห้เงียบๆ อยู่นาน จากนั้นนางก็เช็ดๆ น้ำตาแล้วลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้อง เฟิ่งหยางมองภรรยา เห็นนางตาแดง ดูก็รู้ว่าเพิ่งร้องไห้มา เขาจึงรู้ทันทีว่านางน่าจะได้ยินที่ท่านหมอบอกแล้วกระมัง เขาจึงไม่คิดจะปิดบังนาง เอ่ยเรียก “อิ่งอิ่ง โขลกๆ…”

“ท่านพี่” หลิวฟางอิ่งก้าวไปนั่งข้างเตียง ยื่นมือไปกุมมือเขา พลางบอก “ข้าจะหาหมอคนอื่นมารักษาท่าน”

“อย่า…โขลกๆ สิ้นเปลือง โขลกๆ เงินทอง โขลกๆ อีกเลย โขลกๆ ท่านหมอ โขลกๆ ถือเป็น โขลกๆ ยอดคน โขลกๆ แล้ว โขลกๆ ลิขิตฟ้า โขลกๆ ไม่อาจ โขลกๆ ฝืน โขลกๆ เจ้าทำใจ โขลกๆ เถิด โขลกๆ…” เฟิ่งหยางบอกพลางไอไปด้วย “เก็บเงิน โขลกๆ ไว้เลี้ยงลูก โขลกๆ เถอะๆ โขลกๆ”

เขายื่นมือไปหยิบถ้วยน้ำขิง หลิวฟางอิ่งรีบประคองถ้วยน้ำขิงให้เขาจิบ เฟิ่งหยางจิบน้ำขิงไป 2 อึกแล้วก็ไอต่อ “โขลกๆ…”

เขากุมมือนางพลางบอก “วันหน้า โขลกๆ ข้าตาย…”

“ไม่ๆ ท่านต้องไม่ตาย” หลิวฟางอิ่งยกมือปิดปากเขาไว้ ไม่ให้เขาพูดต่อ น้ำตาไหลรินลงมาอย่างกลั้นไม่อยู่ เฟิ่งหยางฝืนยกมือลูบศีรษะนาง พลางดันมือที่ปิดปากตัวเองออกแล้วเอ่ยว่า “วันหน้า โขลกๆ เจ้าหา โขลกๆ คนดีๆ โขลกๆ แต่งงานใหม่ โขลกๆ เถอะ”

“ไม่ๆ ข้าไม่แต่ง” หลิวฟางอิ่งส่ายหน้าน้ำตาอาบสองแก้ม เฟิ่งหยางใช้นิ้วแตะที่ริมฝีปากนางเป็นเชิงไม่ให้นางพูดแทรก เขาเอ่ยต่อ “หญิงหม้าย โขลกๆ อยู่ลำบาก โขลกๆ ข้าไม่ โขลกๆ อยากเห็น โขลกๆ เจ้าถูก โขลกๆ คนรังแก โขลกๆ เชื่อข้า โขลกๆ ข้าตาย โขลกๆ แล้ว โขลกๆ เจ้าหา โขลกๆ คนดีๆ โขลกๆ แต่งงาน โขลกๆ ใหม่เสีย โขลกๆ…”

“ข้าไม่…” หลิวฟางอิ่งจะปฏิเสธ แต่พอเห็นสามีมองอย่างกดดัน นางก็พูดไม่ออก เฟิ่งหยางเอ่ยต่อ “รับปาก โขลกๆ ข้า โขลกๆ เจ้าต้อง โขลกๆ ดูแลลูก โขลกๆ ให้ดี โขลกๆ หากเจ้า โขลกๆ พบคนดีๆ โขลกๆ ก็แต่งงาน โขลกๆ ใหม่เถิด โขลกๆ…”

เขาพูดจนไม่เหลือเรี่ยวแรงแล้วจึงขยับตัวลงนอน หลิวฟางอิ่งรีบช่วยประคองเขานอนลง พลางห่มผ้าให้เขา นางนั่งกุมมือเขาอยู่ข้างเตียง มองเขานอนหายใจหอบระโหยโรยแรง

รุ่ยหลินแอบหันไปซับน้ำตา นางสงสารเจ้านายทั้งสองจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ทำไมนะ ทำไมคนดีๆ ต้องตายไวด้วย!?

หากเป็นบุรุษคนอื่นเกรงว่าคงคิดจะฝังภรรยาตัวเองลงหลุมไปด้วยกันมากกว่า แต่นายท่านช่างแสนดีถึงเพียงนี้ รู้ว่าตัวเองใกล้จะตายแล้วยังสั่งเสียให้ฮูหยินหาคนดีๆ แต่งงานใหม่เสียอีก นายท่านช่างใจกว้างเหลือเกิน

วันเวลาผ่านไป เฟิ่งหยางตายไปในเช้าวันหนึ่ง หลิวฟางอิ่งเสียใจจนร่ำไห้แทบขาดใจตายตาม เฟิ่งหวงก็ร้องไห้อย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก นางยังไม่เข้าใจว่า ‘ความตาย’ คืออะไร นางรู้แค่ว่าท่านพ่อไม่อาจลุกขึ้นมากอดนางได้อีกต่อไปแล้ว ท่านพ่อกินข้าว ดื่มยา ไม่ได้แล้ว นางมองดูแม่นมจับนางสวมชุดสีขาว ผูกผ้าขาวคาดหน้าผาก จากนั้นแม่นมก็พานางไปคำนับหน้าโลงศพ นางรู้แค่ว่าท่านพ่อนอนอยู่ในโลงนี้เท่านั้นเอง

หลังจากพิธีฝังศพผ่านไป หลิวฟางอิ่งซึ่งตรอมใจนับตั้งแต่สามีตายจาก ข้าวปลาแทบไม่กิน วันๆ นางโศกเศร้าจนไม่มีแก่ใจจะทำอะไรทั้งสิ้น เรื่องในเรือนล้วนเป็นหูเย่จวนที่ยื่นมือมาช่วยดูแล หูเย่จวนก็ดูแลพลางยักยอกเงินบางส่วนเข้ากระเป๋าตัวเองไปอย่างหวานหมูยิ่ง

เฟิ่งเฉิงก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูลแทนเฟิ่งหยาง หลิวฟางอิ่งเก็บตัวอยู่แต่ในเรือน เฟิ่งหวงก็คอยอยู่ข้างๆ ท่านแม่อย่างไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไร นางไม่ชอบเลยที่ท่านแม่ซึมเศร้าไม่ร่าเริง นับตั้งแต่ท่านพ่อป่วย นางก็ไม่เคยเห็นท่านแม่ยิ้มอีกเลย

หูเย่จวนเดินไปหาพี่สะใภ้พลางเอ่ยว่า “พี่อิ่งอิ่ง พี่อย่าเอาแต่โศกเศร้าอยู่อย่างนี้เลย ข้าว่าพี่ไปไหว้พระถือศีลกินเจสักสามสี่วันดีไหม จิตใจจะได้สงบบ้าง หากพี่ยังเป็นอย่างนี้ต่อไป เกรงว่าหวงเอ๋อร์คงซึมเศร้าตามพี่ไปด้วยเป็นแน่”

“อือ” หลิวฟางอิ่งพยักหน้ารับอย่างซังกะตาย หูเย่จวนก็ถือโอกาสจัดแจง “เช่นนั้นพี่ไปพรุ่งนี้เลยเถอะ ข้าจะจัดของจัดเสื้อผ้าให้ล่ะกัน”

นางบอกแล้วก็หันไปสั่งรุ่ยหลินว่า “เจ้ารีบไปหยิบเสื้อผ้าของพี่อิ่งอิ่งมาเร็ว เตรียมไปสักแปดเก้าชุด ถือศีลอยู่ที่วัดสัก 4 วันเถอะ ส่วนหวงเอ๋อร์ข้าจะช่วยดูแลเอง”

รุ่ยหลินหันไปมองเจ้านายตัวเอง แต่หลิวฟางอิ่งไม่พูดอะไร ยังคงนั่งซึมกะทือราวกับไร้วิญญาณอย่างไรอย่างนั้น หูเย่จวนจึงบอก “ทำตามที่ข้าบอกเถอะ เจ้าดูพี่อิ่งอิ่งซิ จะปล่อยให้นางเป็นแบบนี้ต่อไปรึ? ข้าว่าหากนางยังเป็นเช่นนี้อยู่ เกรงว่าหวงเอ๋อร์คงขาดแม่กระมัง”

รุ่ยหลินมองเจ้านายตัวเองแล้วจึงตัดสินใจทำตามคำของหูเย่จวน นางเดินไปจัดเสื้อผ้าใส่หีบ เฟิ่งหวงได้ยินว่าท่านแม่จะไปวัดจึงขอตามไปด้วย “ท่านแม่ข้าไปด้วย”

“เจ้าน่ะอยู่กับข้าเถอะ ไปวัดมีแต่ผัก ไม่มีเนื้อ ได้กินวันละมื้อ เจ้าได้หิวจนร้องไห้งอแงแน่ๆ” หูเย่จวนบอกพลางลูบๆ หัวเฟิ่งหวง เฟิ่งหวงพอได้ยินว่าได้กินวันละมื้อก็รู้สึกกลัวหิวขึ้นมาทันที นางกินวันละสามสี่มื้อด้วยซ้ำ หากว่าได้กินแค่วันละมื้อ นางคงทนไม่ได้แน่นอน คิดๆ แล้วนางจึงพยักหน้ารับอย่างไร้เดียงสา “อื้ม ข้าจะอยู่กับท่านอาหู”

“ดีมาก เด็กดี” หูเย่จวนยิ้มพลางลูบๆ หัวอีกสองสามที แล้วสั่งรุ่ยหลินให้จัดข้าวจัดของให้เรียบร้อย

หลังจากจัดของเสร็จแล้ว หูเย่จวนจึงเดินจากไป นางเดินกลับเรือนตัวเองไป ยังไม่ทันก้าวผ่านประตูก็ถูกคนคว้าแขนเอาไว้

“พี่จวน สำเร็จไหม?”

หูเย่จวนมองคนๆ นั้นซึ่งเป็นน้องชายของนางเอง พลางพยักหน้า “อืม”

“เย…” หูเจียน (胡坚) ซึ่งเป็นน้องชายของหูเย่จวนกำลังจะอ้าปากร้องอย่างดีอกดีใจก็พลันถูกพี่สาวตีหน้าผากทีหนึ่ง “เจ้าเบาๆ หน่อย อย่าได้กระโตกกระตากไป”

“รู้แล้วๆ” หูเจียนพยักหน้าหงึกๆ ดั่งไก่จิกข้าว หูเย่จวนขยับไปกระซิบกระซาบว่า “ไปๆ เจ้าก็รีบไปเตรียมตัวเถอะ พรุ่งนี้นังนั่นจะไปวัด เจ้ารีบไปเตรียมตัวให้ดีๆ อย่าให้ผิดพลาดได้ล่ะ”

“อื้ม พี่วางใจได้ ข้ารับรองว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดแน่นอน” หูเจียนตบอกตุบๆ หูเย่จวนจึงบอก “งั้นเจ้าก็ไปได้แล้ว”

“อื้ม” หูเจียนพยักหน้าแล้วเดินจากไปทันที หูเย่จวนจึงเดินเข้าเรือนไป ทีแรกนางคิดจะวางยาหลิวฟางอิ่งให้ตกตายตามเฟิ่งหยางไปด้วย แต่ว่าพอหูเจียนบอกว่าอยากได้หลิวฟางอิ่งเป็นอนุ นางจึงเปลี่ยนแผน หาทางให้น้องชายรวบหัวรวบหางนังนั่นแทน หากว่าหลิวฟางอิ่งกลายเป็นอนุของหูเจียนแล้ว สินเดิมของหลิวฟางอิ่งย่อมกลายเป็นของหูเจียน ทีนี้พวกนางสองคนพี่น้องก็จะแบ่งสินเดิมนั่นคนละครึ่ง หากรอให้หลิวฟางอิ่งตายไป สินเดิมของหลิวฟางอิ่งก็จะตกเป็นของเด็กเฟิ่งหวง นางจะจัดการสินเดิมนั้นก็ค่อนข้างลำบาก

Chapter 2 (18+)หนีเสือปะจระเข้ 1

เพราะว่าคนตระกูลหลิวน่าจะเข้ามาตรวจสอบตอนที่เด็กเฟิ่งหวงแต่งงานออกเรือน หากว่าสินเดิมของหลิวฟางอิ่งอยู่ไม่ครบ คนตระกูลหลิวคงไม่นิ่งเฉยเป็นแน่ คิดๆ ดูแล้ว หนทางผลักดันให้หลิวฟางอิ่งกลายเป็นอนุของหูเจียนย่อมง่ายกว่าฆ่านางให้ตาย

วันต่อมา หลิวฟางอิ่งก็นั่งรถม้าออกจากจวน มีรุ่ยหลินติดตามไปคอยรับใช้ กับคนขับรถม้า ซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของนาง ติดตามนางมาจากตระกูลหลิว รุ่ยหลินคิดจะให้บ่าวไพร่ชายติดตามมาอีกสองสามคน แต่ว่าเฟิ่งเฉิงออกไปค้าขายต่างเมืองในวันนี้ ทำให้คนไม่พอ ดังนั้นจึงมีแค่นางกับเจ้านายและคนขับรถม้าเดินทางไปวัดต้าฝอด้วยกัน เฟิ่งหวงก็ยืนส่งท่านแม่อยู่หน้าเรือน นางโบกมือไหวๆ หูเย่จวนก็จับมือเฟิ่งหวงเอาไว้แน่น กันไม่ให้นางวิ่งตามไปจนเสียแผนได้

หลังจากรถม้าวิ่งไปจนลับตาแล้ว หูเย่จวนจึงได้จูงเฟิ่งหวงเข้าเรือนไป เมื่อเข้าเรือนไปแล้วนางก็แทบไม่ได้สนใจอะไรหลานคนนี้เลย แม่นมซื่อเป็นคนคอยดูแลตลอดเวลา แม่นมซื่อไม่ค่อยชอบหูเย่จวนสักเท่าไหร่ เพราะว่าต่อหน้าฮูหยิน หูเย่จวนคนนี้ก็ทำเป็นปากหวานพูดจาดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอลับหลังฮูหยินแล้ว ก็ไม่ค่อยใส่ใจอะไรสักเท่าไหร่ เห็นทีเมื่อฮูหยินกลับมา นางคงต้องเตือนๆ ฮูหยินอย่าได้ไว้ใจน้องสะใภ้คนนี้นัก

เมื่อไปถึงวัดต้าฝอ หลิวฟางอิ่งก็เข้าพักในห้องที่ทางวัดจัดเตรียมไว้ให้ ห้องพักห้องนี้เป็นห้องที่หลิวฟางอิ่งเคยมาพักบ่อยๆ นางมาที่วัดนี้ทีไร ทางวัดก็จัดห้องนี้ให้นางทุกทีไป ยกเว้นว่าครั้งไหนมีคนอื่นมาพักก่อน นางจึงต้องไปพักห้องอื่นแทน รุ่ยหลินก็จัดข้าวของให้เรียบร้อย จากนั้นก็ชวนว่า “ฮูหยินเจ้าคะ พวกเราไปไหว้พระกันเถอะเจ้าค่ะ”

“อือ” หลิวฟางอิ่งพยักหน้ารับอย่างซังกะตาย รุ่ยหลินจึงประคองเจ้านายออกไป นางอยากให้เจ้านายบรรเทาความโศกเศร้าลงไปบ้างก็ยังดี บางทีการได้ฟังเทศน์ฟังพระธรรม อาจจะทำให้ฮูหยินทำใจได้บ้างกระมัง

หนึ่งนายหนึ่งสาวใช้เดินไปที่วิหารด้วยกัน พวกนางจุดธูปไหว้พระ จากนั้นก็สวดมนต์แล้วกลับห้องพักไป รอตอนเย็นทางวัดสวดมนต์ทำวัตรเย็นค่อยไปร่วมสวด รุ่ยหลินก็ยกอาหารเจไปให้เจ้านายที่ห้อง หลิวฟางอิ่งกินคำสองคำก็กินไม่ลงแล้ว รุ่ยหลินพยายามคะยั้นคะยออย่างไร หลิวฟางอิ่งก็กินไม่ลงแล้ว รุ่ยหลินจึงได้แต่ยกไปเก็บอย่างอ่อนใจ

ครั้นถึงตอนเย็น พวกนางสองคนก็ไปที่วิหารร่วมสวดมนต์ทำวัตรเย็น ในวิหารมีคนคุ้นหน้าคุ้นตาประปราย ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนเมืองเดียวกันที่มาถือศีลกินเจ บางคนก็เข้ามาทักทายพวกนางสองคน พลางปลอบให้หลิวฟางอิ่งหักอกหักใจ ทำใจอะไรทำนองนั้น

หลังจากสวดมนต์เสร็จแล้ว สองนายบ่าวก็กลับห้องพักไป ค่ำคืนผ่านไปอย่างสงบไร้เรื่องราว

วันต่อมา รุ่ยหลินก็ยกอาหารเช้าไปให้เจ้านาย หลังจากหลิวฟางอิ่งกินไปสองสามคำก็กินไม่ลง รุ่ยหลินยกไปเก็บอย่างอ่อนใจเหลือเกิน หากว่าเจ้านายยังกินน้อยเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เกรงว่าคงเป็นดั่งคำของหูเย่จวนกล่าวกระมัง คุณหนูเฟิ่งหวงคงได้ขาดแม่แน่แท้ ไม่ได้ๆ ข้าต้องพยายามทำให้ฮูหยินทำใจให้ได้!

หลังจากนั้นรุ่ยหลินก็พาเจ้านายไปร่วมสวดมนต์ที่วิหาร หลังสวดมนต์เสร็จแล้วพระจะเทศนาพระธรรม พวกนางก็นั่งฟังอย่างสงบ หลิวฟางอิ่งเหมือนฟังหูซ้ายทะลุหูขวาอย่างไรอย่างนั้น พระธรรมคำสอนเหล่านั้นเหมือนลมพัดผ่านหูไปไม่ตกผลึกใดๆ ในสมองนางเลยสักคำ สิ่งที่นางคิดอยู่ในสมองคือ ภาพคืนวันเก่าๆ ที่นางมาถือศีลกินเจร่วมกับสามี สามีและนางล้วนชอบเข้าวัดทำบุญไหว้พระ ฟังเทศน์ฟังธรรม เหมือนๆ กัน แต่บัดนี้ข้างกายนางไม่มีเขาคนนั้นนั่งอยู่เคียงข้างเสียแล้ว ทำให้น้ำตารื้นขึ้นมาอย่างกลั้นไม่อยู่ นางรีบยกแขนเสื้อขึ้นบัง แล้วซับๆ น้ำตา คนอื่นๆ ก็มองอย่างเห็นอกเห็นใจ บางคนที่นั่งอยู่ใกล้หน่อยก็ได้แต่กระซิบกระซาบให้นางทำใจ ให้นางเข้มแข็งเห็นแก่ลูกสาวที่ยังเล็กอะไรทำนองนั้น

หลังจากฟังเทศน์จบแล้ว ผู้คนก็แยกย้ายกันไป ขณะที่รุ่ยหลินประคองเจ้านายเดินกลับห้องพัก จู่ๆ ก็ได้ยินผู้หญิงสองคนคุยกันว่า “ข้าเห็นหลังเขาเลี้ยงกระต่ายไว้ด้วย เชื่องยิ่งนัก เจ้าไปดูพวกมันกับข้าเถอะ”

“ได้ๆ พวกเราไป” หญิงอีกคนตอบรับแล้วพากันเดินไป รุ่ยหลินฟังแล้วอยากให้เจ้านายเปลี่ยนบรรยากาศบ้างจึงชวนว่า “ฮูหยินเจ้าคะ พวกเราตามพวกนางไปดูกระต่ายกันดีไหมเจ้าคะ?”

“อือ” หลิวฟางอิ่งรับคำอย่างซังกะตาย รุ่ยหลินจึงประคองเจ้านายเดินตามผู้หญิงสองคนนั้นไป ผู้หญิงสองคนนั้นเดินคุยกันไปเรื่อยๆ ไม่ได้สนใจเลยว่ามีใครตามพวกนางไปหรือเปล่า รุ่ยหลินเห็นท่าทีเช่นนั้นจึงพาเจ้านายเดินตามพวกนางไปอย่างวางใจ อีกทั้งนี่เป็นเขตวัด โจรผู้ร้ายไม่มี ดังนั้นรุ่ยหลินจึงได้วางใจ

หลิวฟางอิ่งเดินไปพลางพูดว่า “ทางนี้ เมื่อก่อนข้าเคยมากับท่านพี่ ตอนนั้นหิมะเริ่มตกพอดี ช่างสวยเหลือเกิน”

รุ่ยหลินฟังแล้วยิ่งสงสารเจ้านายมากขึ้น เมื่อไหร่นะที่นางจะทำใจได้!?

หลิวฟางอิ่งเดินไปพลางพูดถึงความทรงจำในวันวาน รุ่ยหลินประคองนางเดินไปตามทางเล็กๆ ลาดชันอย่างระมัดระวัง เส้นทางเส้นนี้เป็นทางดิน มีหินกรวดตะปุ่มตะป่ำ หากเดินไม่ระวังอาจจะลื่นล้มได้

ยิ่งเดินยิ่งไกลจากวัดไปเรื่อยๆ รุ่ยหลินยังได้ยินเสียงผู้หญิงสองคนนั้นคุยกันอยู่ข้างหน้า แต่ว่านางกลับรู้สึกขนลุกอย่างประหลาด รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีนัก นางจึงชวนว่า “ฮูหยินเจ้าคะ ข้าว่าพวกเรากลับกันเถอะเจ้าค่ะ นี่ก็ไกลจากวัดมากแล้ว ขากลับพวกเรายังต้องเดินขึ้นเขาอีก หากว่าไกลกว่านี้ท่านจะเดินไม่ไหวนะเจ้าคะ”

“อือ” หลิวฟางอิ่งรับคำอย่างเลื่อนลอย จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว รุ่ยหลินจึงประคองเจ้านายหันหลังกลับ พวกนางเดินไปได้เพียง 2 ก้าว จู่ๆ ก็มีผู้ชาย 4 คนพุ่งมาดักหน้าพวกนางเอาไว้ รุ่ยหลินชะงักกึก ดันเจ้านายไปข้างหลังเอาตัวบังเจ้านายเอาไว้ทันทีพลางถามเสียงเข้มว่า “พวกเจ้ามาขวางทางพวกข้าทำไม? จะปล้นรึ?”

“ปล้น!” ผู้ชายคนหนึ่งตอบเสียงดังกระโชกโฮกฮาก รุ่ยหลินดึงมีดสั้นออกมาจากข้างเอวทันที ถึงนางจะไม่เป็นวรยุทธ์อะไรเลย แต่ว่านางย่อมคิดจะปกป้องตัวเองและเจ้านายอย่างดีที่สุด

“โอ๊ะโอ น้องสาว เล่นมีดเล่นไม้ไม่ดีนา” ชายอีกคนชูนิ้วขึ้นโบกไปโบกมา หลิวฟางอิ่งหลบอยู่หลังสาวใช้ สติสตังเริ่มกลับมา นางเกิดความกลัวขึ้นมาในใจ กลัวว่าจะถูกฆ่าตายแล้วไม่ได้เห็นหน้าลูกสาวอีก นางก่นด่าตัวเองในใจ นางไม่น่าเดินมาทางนี้เลย เส้นทางนี้เปลี่ยว ไม่ค่อยมีใครเดินมาสักเท่าไหร่ ยากนักที่จะมีคนมาช่วยพวกนาง อีกทั้งพวกมัน 4 คนก็ดูเหมือนอันธพาลนักเลง ไม่ใช่คนดีๆ ที่จะสามารถใช้คำพูดคำจามีเหตุมีผลหว่านล้อมได้

“อย่าเข้ามานะ!” รุ่ยหลินชี้มีดไปข้างหน้า หากใครกล้าพุ่งเข้ามานางก็จะฟันจะแทงมันเสีย!

มืออีกข้างก็กุมมือฮูหยินที่อยู่ข้างหลังเอาไว้แน่น หลิวฟางอิ่งหันไปมองข้างหลัง คิดจะวิ่งลงเขาหนีไปกับสาวใช้ แต่เมื่อนางมองไปก็เห็นผู้ชาย 2 คนยืนดักทางหนีของนางเอาไว้ หนึ่งในนั้นเป็นคนที่นางรู้จักดี หูเจียน! น้องชายของหูเย่จวน!

คนๆ นี้มักจะมองนางด้วยสายตาพิกลบ่อยๆ ทำให้นางไม่ชอบเขาเลยสักนิด ยิ่งตอนนี้สายตาที่มองมาที่นาง เป็นสายตาแทะโลมอย่างชัดเจน ต่อให้นางโง่ขนาดไหนก็พอจะเดาได้แล้ว นางจึงหันไปเผชิญหน้ากับหูเจียน ตะคอกว่า “หูเจียน! เจ้าคิดจะทำอะไร!?”

“พี่สะใภ้ ยอมไปกับข้าดีๆ เถอะ จะได้ไม่เจ็บตัว หากว่าพี่สะใภ้ดื้อดึง ข้าคงต้องลงมือลงไม้บ้างนิดหน่อย” หูเจียนบอก สายตาก็มองเรือนร่างนางอย่างหื่นกระหาย

“ฮึ! ไอ้คนเลว ที่แท้เจ้าก็วางแผนเอาไว้แล้ว” รุ่ยหลินหันไปมองข้างหลัง ขณะที่มือยังชี้มีดออกไป นางรีบหันกลับมามองผู้ชาย 4 คนตรงหน้าอย่างระแวง

“จับพวกนาง” หูเจียนสั่ง ผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างเขาจึงขยับไปข้างหน้าทันที พร้อมกับผู้ชาย 4 คนที่ดักอีกด้านก็ขยับก้าวไปหาผู้หญิงทั้งสองคน รุ่ยหลิงสะบัดมีดไปมา “อย่าเข้ามานะ!”

นางป้องกันเจ้านายเหมือนแม่ไก่ป้องกันลูกอย่างไรอย่างนั้น แต่ว่าคนพวกนั้นเป็นวรยุทธ์ นางเหวี่ยงมีดไปมาไม่กี่ทีก็ถูกจับข้อมือได้ ซ้ำยังถูกบิดจนมีดหล่นลงพื้น แกร๊ง!

หลิวฟางอิ่งก็สู้เช่นกัน แต่นางเป็นสตรีไร้วรยุทธ์ สู้ไม่ทันไรก็ถูกจับบิดแขนไพล่หลังแล้ว

“โอ๊ย!” นางร้องเพราะเจ็บ ไม่กี่อึดใจต่อมานางก็ถูกมัดข้อมือข้อเท้า ถูกหูเจียนแบกขึ้นบ่าเหมือนหามหมูอย่างไรอย่างนั้น ปากนางถูกอุดด้วยผ้าผืนหนึ่ง รุ่ยหลินก็มีสภาพไม่ต่างกัน ถูกมัดข้อมือข้อเท้า ถูกผู้ชายคนหนึ่งหามขึ้นบ่า ปากก็ถูกอุดด้วยผ้า ได้แต่ส่งเสียงอู้ๆ พวกหูเจียนแบกสตรีทั้งสองเดินลงเขาไป มุ่งหน้าไปยังกระท่อมของคนล่าสัตว์ที่อยู่ตรงตีนเขา

ส่วนสตรี 2 คนก่อนหน้านี้หลังจากได้เงินค่าจ้างแล้วพวกนางก็รีบจากไปทันที พวกนางถูกจ้างให้มาพูดจาหลอกล่อฮูหยินเฟิ่งให้เดินไปทางหลังเขา ในเมื่อหลอกล่อสำเร็จก็ได้เงินค่าจ้างส่วนที่เหลือ

หลังเขาไม่มีกระต่ายเลี้ยงเอาไว้แม้แต่ตัวเดียว มีแต่กระต่ายป่าที่วิ่งเร็วนักจนแม้แต่สุนัขล่าสัตว์ยังวิ่งตามไม่ทัน แต่ที่หูเจียนให้สตรีทั้งสองพูดว่ามีกระต่ายเลี้ยงที่หลังเขาก็เพราะว่า เฟิ่งหยางเคยพูดกับหลิวฟางอิ่งว่า สักวันเขาจะจับกระต่ายมาให้นางเลี้ยงหลายๆ ตัว ดังนั้นนางจึงหลงกลแผนการของเขา เดินตามสตรีนกต่อ 2 คนนั้นมาอย่างไม่ระแวงสงสัยอะไรเลย

เมื่อถึงกระท่อมของคนล่าสัตว์ซึ่งทิ้งร้าง หูเจียนก็เดินเข้าไปในกระท่อมผุๆ หลังนั้นแล้ววางหลิวฟางอิ่งลงบนแคร่ไม้ไผ่ในกระท่อม เขายืดตัวขึ้นแล้วล้วงขวดยาออกมาจากอกเสื้อ เปิดจุกเทยาออกมาเม็ดหนึ่งแล้วก้มลงไปดึงผ้าที่อุดปากออก หลิวฟางอิ่งก่นด่าทันที “เจ้าสารเลว! อุ๊บ!”

หูเจียนยัดยาเม็ดนั้นใส่ปากนางแล้วปิดปากนางไว้ไม่ให้นางบ้วนยาทิ้งได้ หลิวฟางอิ่งถูกปิดปากปิดจมูกจนหายใจแทบไม่ออก นางกลืนยาลงไปตอนไหนก็ไม่รู้ จนหูเจียนปล่อยมือนางจึงได้ไอโขลกๆ รีบสูดหายใจเข้าไป

“นายท่าน นางคนนี้พวกข้าขอเถอะ” เสียงดังมาจากข้างนอก หูเจียนฟังแล้วตอบว่า “ตามใจ แต่พวกเจ้าพานางไปให้ไกลหน่อยล่ะ อย่าให้กระทบกับแผนการของข้าเชียว”

“ได้เลย” เสียงตอบดังมา จากนั้นก็มีเสียงเดินห่างออกไป หลิวฟางอิ่งรีบตะโกน “อย่าทำอะไรรุ่ยหลินนะ!”

“หึ! ตัวเจ้ายังเอาตัวไม่รอด ยังจะห่วงนังนั่นอีกรึ” หูเจียนแค่นเสียงเยาะ แล้วล้วงธูปออกมาจากอกเสื้อ เขาจัดแจงจุดธูปดอกนั้นแล้วปักไว้ข้างแคร่ จากนั้นก็หันไปมองหลิวฟางอิ่งด้วยสายตาหื่นกระหาย “วันนี้เจ้าไม่พ้นมือข้าหรอก มาๆ มาให้ข้าเชยชมเถอะ”

“เจ้าอย่าเข้ามานะ!” หลิวฟางอิ่งตะคอกเสียงดังแล้วร้องตะโกนว่า “ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย!”

“หึ! เจ้าร้องให้คอแตกก็ไม่มีใครมาช่วยเจ้าได้หรอก” หูเจียนเยาะเย้ย แล้วก้มลงไปแก้เชือกที่ข้อเท้านาง หลิวฟางอิ่งปล่อยให้เขาแก้เชือกออกเพราะนางคิดจะวิ่งหนีไปน่ะซิ ถ้าไม่แก้เชือกออก นางจะวิ่งหนีไปได้อย่างไร คงได้คลานกระดุ๊บๆ หนีเหมือนหนอนกระมัง

“หึ! คิดจะหนี ไม่ง่ายแบบนั้นหรอก” หูเจียนเยาะเย้ยอีก หลิวฟางอิ่งไม่สนใจคำพูดนั้น นางขยับตัวลุกขึ้นได้ก็จะวิ่งหนี แต่พอก้าวเท้าออกไป นางกลับขาอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงไป “เจ้า! เจ้าเอายาอะไรให้ข้ากิน!?”

“หึๆ ยาปลุกกำหนัดอย่างไรล่ะ ยานี่ข้าซื้อมาจากหอนางโลม เจ้าคิดหนีก็หนีไม่ได้หรอก หึๆๆๆ…” หูเจียนหัวเราะอย่างย่ามใจ หลิวฟางอิ่งก่นด่า “สารเลว! เจ้ามันชั่วนัก!”

“หึๆ อีกเดี๋ยวเจ้าก็ไม่ด่าข้าแล้ว” หูเจียนหัวเราะอย่างย่ามใจ ยื่นมือไปจะฉีกเสื้อผ้านางออกจากตัว พลัน! ประตูก็ถูกผลักเข้ามา เขาจึงหันไปดู คนที่เข้ามาไม่ใช่อันธพาลกลุ่มนั้น แต่เป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ สวมเสื้อผ้าแพรไหมชั้นดี

“เจ้าเป็นใคร? เข้ามาทำไม? ออกไปซะ!” หูเจียนตะคอกใส่ ชายผู้นั้นมองไปบนแคร่ เห็นสตรีนางหนึ่งถูกมัดมือไพล่หลัง นอนอ่อนแรงอยู่บนแคร่ เขาจึงชี้นิ้วสั่ง “เจ้าซิควรจะออกไปซะ จับผู้หญิงมาคิดจะขืนใจนาง คนอย่างเจ้าสมควรตาย!”

“หึ! เจ้าซิควร…” หูเจียนพูดยังไม่ทันจบก็ถูกชายคนนั้นถีบพลั๊ก!

“อึก!” หูเจียนส่งเสียงคำหนึ่งพลางกระเด็นไปกระแทกผนังกระท่อมเสียงดังโคร้ม!

เขาหมดสติไปทันที หลิวฟางอิ่งมองชายคนนั้นพลางขอร้องเสียงอ่อนแรงว่า “ช่วยข้า…ช่วยแก้มัดข้าที”

นางรู้สึกอ่อนแรงไปหมด มือเท้าเหมือนชาๆ อย่างไรไม่รู้ ชายคนนั้นจึงเดินไปหานาง ช่วยแก้มัดให้นาง หลังจากแก้มัดแล้วเขาจึงถาม “เจ้าเดินไหวหรือไม่?”

“ไม่ไหว มันเอายาให้ข้ากิน ข้าไม่มีแรงเลย” หลิวฟางอิ่งตอบเสียงเบา ชายคนนั้นจึงก้มลงไปอุ้มนางขึ้นมา ทันทีที่เขาได้กลิ่นกายนาง ส่วนนั้นของเขาก็แข็งขึงขึ้นมา เมื่อเขามองไปที่ข้างแคร่จึงเห็นธูปดอกหนึ่งปักอยู่ กลิ่นธูปหอมหวานนั้นทำให้เขาตกใจจนหน้าเปลี่ยนสีทันที “ธูปปลุกกำหนัด!”

ธูปชนิดนี้ เขารู้จักดี เอาไว้ปลุกกำหนัดบุรุษ ตามหอนางโลมนิยมจุดไว้ในห้อง ทำให้บุรุษที่ไปหาความสำราญรู้สึกคึกคักเหมือนม้าป่าอย่างไรอย่างนั้น เขาสูดควันธูปมาสักพักแล้ว ทีแรกเขาคิดว่าเป็นกำยานไล่แมลงเสียอีก เขาไม่ทันดูดีๆ เพราะมัวแต่สนใจจะช่วยคน เขาออกมาล่าสัตว์เล่น พอดีเจอชายกลุ่มหนึ่งกำลังจะขืนใจสตรีคนหนึ่ง เขาจึงให้ลูกน้องเข้าไปช่วยคน ส่วนชายกลุ่มนั้นก็ถูกเขาสั่งฆ่าไปหมดแล้ว ชายที่ขืนใจสตรีเขาเกลียดนัก ดังนั้นเจอเมื่อไหร่ เขาจึงไม่คิดมากสักนิด ฆ่าทิ้งได้ก็ฆ่าเลย!

เมื่อช่วยสตรีนางนั้นได้แล้ว นางจึงขอร้องให้เขารีบไปช่วยเจ้านายของนาง เขาจึงได้รีบมา ซึ่งเขาก็มาทันก่อนที่สตรีคนนี้จะถูกชายคนนั้นขืนใจ แต่ว่าเขาดันถูกพิษของธูปปลุกกำหนัดไปซะแล้ว! บัดซบ!

เขาก้าวไปหิ้วคอชายคนนั้นแล้วลากออกไปนอกกระท่อม เขาโยนคนให้ลูกน้องพลางสั่ง “ฆ่าซะ”

“ขอรับ” ลูกน้องรับคำสั่งแล้วลากคนออกไป ชายคนนั้นเดินกลับเข้าไปในกระท่อมพยายามอดทนต่ออารมณ์พลุ่งพล่านที่พุ่งขึ้นมา เขาถามสตรีนางนั้นว่า “เจ้าแต่งงานรึยัง?”

หลิวฟางอิ่งตอบอย่างอ่อนแรง “ข้าแต่งงานแล้ว”

ชายคนนั้นฟังแล้วแทบอยากจะคลั่งขึ้นมาทันที หากว่านางยังไม่แต่งงาน เขาทำให้ไม้กลายเป็นเรือ* เขาก็จะรับผิดชอบตกแต่งกับนาง มอบฐานะอนุให้นาง แต่นี่นางแต่งงานแล้ว เขาไม่อาจแย่งภรรยาของผู้อื่นได้ นี่มันบัดซบสิ้นดี! หรือข้าควรจะระบายกับสาวใช้คนนั้นดี? ไม่ๆ หน้าตาเช่นนั้นข้ากระเดือกไม่ลง!!!

(สำนวน “ไม้กลายเป็นเรือ” หรือในภาษาจีนคือ “木已成舟” (mù yǐ chéng zhōu) หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกต่อไป เหมือนกับไม้ที่ถูกนำไปสร้างเป็นเรือแล้ว ไม่สามารถกลับไปเป็นไม้ท่อนได้อีก

สำนวนนี้มักใช้เปรียบเทียบกับเหตุการณ์หรือการกระทำที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว ผลลัพธ์ได้ปรากฏแล้ว ไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้อีก ทำได้เพียงยอมรับและปล่อยให้เป็นไปตามนั้น)

“แต่น่าเสียดายที่สามีข้าจากไปเร็วเหลือเกิน เขาทิ้งให้ข้าเป็นหม้าย ทิ้งลูกที่ยังเล็กไปได้อย่างไร หากเขายังอยู่ เจ้าสารเลวนั่นจะกล้าทำเช่นนี้กับข้าหรือ” หลิวฟางอิ่งบ่นอย่างคับแค้นใจ นางไม่รู้เลยว่าคำบ่นของนางจะปลุกไฟของชายคนนั้นให้ลุกโชนแล้ว!

ที่แท้นางเป็นหม้ายหรือ!?

“เจ้าเป็นหม้ายรึ?” ชายคนนั้นถาม หลิวฟางอิ่งตอบ “อืม ข้าเป็นหม้าย เพราะข้าเป็นหม้าย เจ้าสารเลวนั่นถึงได้กล้าคิดชั่วกับข้า ข้าจะฆ่ามัน! ไม่ ข้าจะตอนมันให้มันกลายเป็นขันทีก่อนแล้วค่อยฆ่ามัน!”

ชายคนนั้นฟังคำตอบแล้วรู้สึกลิงโลดในใจยิ่งนัก เขาจึงก้าวไปยืนข้างแคร่แล้วก้มลงไปบอกว่า “ข้าฆ่ามันไปแล้ว เจ้าเลิกแค้นใจได้แล้ว”

“ฆ่ามันแล้ว!?” หลิวฟางอิ่งย้อนถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ ฆ่าคนมีความผิด ต้องชดใช้ชีวิต คนๆ นี้กลับบอกว่าฆ่าคนได้ง่ายๆ แบบนี้ได้อย่างไร เขาเป็นใคร?

“ข้าฆ่ามันให้เจ้าแล้ว เจ้าควรจะตอบแทนข้าสักหน่อยไหม?” ชายคนนั้นบอกแล้วถาม หลิวฟางอิ่งถาม “จะให้ข้าตอบแทนท่านด้วยเงินทองเท่าไหร่หรือ? บ้านข้าไม่ได้ร่ำรวยนัก ดูจากเสื้อผ้าที่ท่านใส่ ท่านย่อมรวยกว่าข้ามาก”

“ข้าไม่ต้องการเงินทอง ข้าต้องการร่างกายเจ้า” ชายคนนั้นบอก หลิวฟางอิ่งตกตะลึงไป “อะไรนะ!”

“แม่นาง ข้าถูกพิษธูปปลุกกำหนัด ไหนๆ เจ้าก็เป็นหม้าย เจ้าก็ช่วยตอบแทนข้าสักหน่อยเถอะ” ชายคนนั้นบอก เขาพยายามสะกดข่มอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านเอาไว้ หลิวฟางอิ่งอยากจะลุกขึ้นวิ่งหนีแล้ว แต่ว่านางก็วิ่งไม่ไหว นางไร้เรี่ยวแรงจนแม้แต่จะยันตัวลุกขึ้นยังไม่มีแรงเลย นี่มันไม่ต่างอะไรกับ ‘หนีเสือปะจระเข้’ ชัดๆ

ชายคนนั้นยื่นมือไปแก้เสื้อนางออก หลิวฟางอิ่งพยายามกระถดตัวหนี “อย่า!”

“แม่นางไม่ต้องกลัว ข้าจะอ่อนโยนกับเจ้า” ชายคนนั้นบอกพลางกดตัวนางไว้ อีกมือก็แก้เสื้อนางออกไปด้วย หลิวฟางอิ่งฝืนยกมือผลักเขา “อย่า! เจ้าอย่าทำเช่นนี้!”

ชายคนนั้นจึงจับมือนางไว้ แล้วคว้าเชือกเส้นนั้นที่เขาแก้ออกไป เอามามัดมือนางทั้งสองข้างใหม่ จากนั้นก็โยงอีกด้านไปผูกกับแคร่เอาไว้ ถ้าไม่ใช่เพราะว่านางหน้าตางดงาม เขาคงไม่คิดฝืนใจนางแบบนี้หรอก อีกทั้งเขาถูกพิษธูปปลุกกำหนัดจนแทบจะบ้าคลั่งแล้ว ถ้ายังไม่ได้ระบายออก เขาได้บ้าคลั่งขึ้นมาจริงๆ แน่!

เมื่อมัดเสร็จแล้ว เขาจึงวกกลับไปแก้เสื้อนางต่อ หลิวฟางอิ่งน้ำตาไหลริน นางร้องไห้ขอร้องอ้อนวอนเขา “อย่าทำเช่นนี้เลยท่านจอมยุทธ์ ข้าขอร้องท่านล่ะ ได้โปรด ปล่อยข้าไปเถอะ”

Chapter 3 (18+)หนีเสือปะจระเข้ 2

“ขอโทษด้วย ข้าปล่อยเจ้าไปไม่ได้จริงๆ ข้าจะรับผิดชอบแต่งเจ้าเป็นอนุเข้าจวน เจ้าจะได้อยู่อย่างสุขสบายมีกินมีใช้ตลอดไป เจ้าอยากได้อะไรข้าจะหามาให้เท่าที่ข้าทำได้ ข้ารับปากเจ้า” ชายคนนั้นบอกพลางก้าวไปขึ้นคร่อมนาง เขาแหวกเสื้อนางออก เลิกเอี๊ยมบังทรงขึ้นไปจนทรวงอกโผล่ออกมา เพียงแค่เห็นทรวงอกคู่นั้นเขาก็แทบบ้าคลั่งแล้ว ช่างอวบใหญ่ ขาวจั๊วะจริงๆ ยอดทรวงเป็นสีดอกท้อ งดงามเสียจนเขาแทบลืมหายใจ เขาก้มลงไปขบเลียดอกท้อน้อยๆ

“อ้า!” หลิวฟางอิ่งร้องออกมา เสียงนางเบาเพราะฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดทำให้ไร้เรี่ยวแรง ยาที่หูเจียนให้นางกินเป็นยาที่ทำให้สตรีไม่มีแรงจะขัดขืนได้ หอนางโลมมักใช้ยานี้กับสตรีที่ไม่ยินยอมรับแขก ต่อให้มีใจจะขัดขืน แต่ว่าไร้เรี่ยวแรงแล้วจะขัดขืนได้อย่างไร นางในตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากปลาบนเขียง ถูกเขาเลียดูดตามใจชอบ นางขัดขืนอะไรไม่ได้เลย ซ้ำมือยังถูกมัดอีก!

ชายคนนั้นทั้งดูดเลีย ทั้งขยำทรวงอีกข้าง เขาบีบเค้นเฟ้นฟอนจนคนใต้ร่างส่งเสียงอี๊อ้า เขาพอจะเข้าใจเจ้าชั่วคนนั้นขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะนางงดงามถึงเพียงนี้ เจ้าชั่วนั่นถึงได้อดใจไม่ไหวอย่างไรล่ะ แม้นางจะมีสามีแล้ว แต่ว่าทรวงอกคู่นี้กลับไม่หย่อนยานเหลวเละเลยสักนิด มันนุ่มเด้งราวกับทรวงอกสาววัยแรกรุ่นไม่มีผิด ทำเขาหลงใหลจนดูดเลียเฟ้นฟอนไม่หยุดไม่พัก หลิวฟางอิ่งเสียวจนตัวอ่อนระทดระทวย นางถูกฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดทำให้ไร้เรี่ยวแรงอยู่แล้ว ตอนนี้ยังถูกเขาปลุกเร้าอารมณ์จนนางเสียวแทบขาดใจตาย

“อา แม่นาง เจ้าช่างเยี่ยมเหลือเกิน” ชายคนนั้นเอ่ยชมขณะผละจากยอดทรวงเลื่อนริมฝีปากลงต่ำ เขาลากริมฝีปากขบผิวเนื้ออ่อนนุ่มเบาๆ คล้ายหยอกเย้า หลิวฟางอิ่งครางอี๊อ้าอย่างกลั้นไม่อยู่ ตั้งแต่สามีป่วย นางก็ห่างร้างราเรื่องในม่านมุ้งไปจนกระทั่งสามีตาย มาตอนนี้นางถูกเขาปลุกเร้าด้วยชั้นเชิงที่ชำนาญยิ่งก็ทำให้นางแทบขาดใจตาย ชายคนนั้นถอดกระโปรงกับกางเกงตัวในของนางออกไป นางหนีบขาเอาไว้ เขาก็จับขานางแยกออก เขาก้มลงไปดอมดมเนินเนื้อของนาง นางยิ่งอายแสนอาย สามีนางยังไม่เคยดมเลยสักครั้ง!

ชายคนนั้นสูดดมกลิ่นแล้วพบว่าไม่มีกลิ่นเหม็น ซ้ำยังหอมอ่อนๆ เขาจึงแลบลิ้นเลีย หลิวฟางอิ่งสะดุ้ง “อ่ะ!”

นางพยายามหนีบขาเข้าหากัน แต่ว่าติดที่ตัวเขาขวางอยู่กลางหว่างขานาง หน้าเขาก็กำลังแนบชิดติดเนินเนื้อ นางรู้สึกจักจี้ปนเสียวแปลกๆ เขาแหวกกลีบเนื้อออกแล้วเลียเม็ดมณีแผล๊บๆ หลิวฟางอิ่งร้องเสียงแหลม “อ้า! อย่า!”

เขาเลียแผล๊บๆ อย่างไม่นึกรังเกียจเลยสักนิด เนินเนื้อของสตรีนางนี้ทั้งอวบอูมทั้งนุ่มนิ่ม สีก็ยังสวย ไม่ดำคล้ำเลย ช่างคล้ายกับสาวบริสุทธิ์ยิ่งนัก เขาสงสัยจึงสอดนิ้วเข้าไปในรูอ่อนนุ่ม รูนางเล็กแคบแทบไม่ต่างอะไรจากสาวบริสุทธิ์ เพียงแต่ว่าเยื่อพรหมจรรย์ไม่มีแล้ว เขาควานนิ้วสำรวจรูอ่อนนุ่มอยู่ครู่หนึ่ง หลิวฟางอิ่งเสียวจนแทบขาดใจตาย นางไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อนเลย นางไม่รู้เลยว่าลิ้นจะทำให้นางเสียวได้ถึงเพียงนี้ ความเสียวนี้มันทรมานนางจนนางแทบอยากกรีดร้องดังๆ “อ้า!”

เขาเห็นนางดีดดิ้นแอ่นเนิน เขาจึงยิ่งเลียๆ ดูดๆ พลางกระทุ้งนิ้วเข้าๆ ออกๆ จนเสียงดังแจะๆ นิ้วเขาเปียกน้ำหวานจนชุ่มเลยทีเดียว เขากระทุ้งนิ้วเข้าๆ ออกๆ พลางเลียๆ ดูดๆ อยู่พักหนึ่ง จนนางหวีดร้องเสียงแหลม “อ้าาาาาา…”

เขาหยุดกระทุ้งนิ้ว ดึงนิ้วออกมาพลางเลียน้ำหวานที่ติดนิ้ว รสชาตินางช่างอร่อยนัก เขาเลียจนหมดแล้วจึงผละออก รีบถอดเสื้อผ้าออกจากกาย จับทวนทองกลางกายแทงทะลวงรูอ่อนนุ่ม หลิวฟางอิ่งหวีดร้องอีกครา “อ้า!”

นางเจ็บจนหน้าเบ้เหยเก เขาบอกว่าจะอ่อนโยน แต่นี่อ่อนโยนตรงไหนกัน! อ่อนโยนมารดาเจ้าซิ!

ทวนทองของเขาทะลวงรูนางจนนางรู้สึกเหมือนรูฉีกแหกอย่างไรอย่างนั้น ตัวเขาใหญ่กว่าสามีนางมากนัก สามีนางรูปร่างผอมเพรียวเหมือนบัณฑิต ส่วนชายคนนี้รูปร่างสูงใหญ่ล่ำสันราวกับเทพนักรบอย่างไรอย่างนั้น นางมองเนื้อตัวเขาที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ตรงนั้นก็ใหญ่กว่าสามีนางมากนัก นางรู้สึกได้จากขนาดที่กำลังทิ่มแทงทะลวงรูนาง ตอนที่เขาถอดเสื้อผ้า นางไม่ทันได้มองดูดีๆ ก็ถูกเขาแทงทะลวงเข้ามาแล้ว ทำนางเจ็บจุก รู้สึกแน่นไปหมด

เขาก้มลงไปขบดูดยอดทรวง หลิวฟางอิ่งเสียววูบวาบขึ้นมาทันที นางค่อยๆ ลืมเลือนความเจ็บตรงกลางกายไป ชายคนนั้นกระแทกเข้าๆ ออกๆ เร็วจี๋จนหลิวฟางอิ่งเจ็บจุกอีกครา นางจึงอ้อนวอนเขา “เจ้าช้าหน่อย ข้าเจ็บ”

เขาผละจากยอดทรวงพลางบอก “เจ้าอ้าขาออกอีกซิ”

“ไม่” หลิวฟางอิ่งปฏิเสธอย่างคิดขัดขืน ชายคนนั้นยิ้มพลางถาม “เจ้าไม่ยอมอ้ารึ?”

“ไม่” หลิวฟางอิ่งปฏิเสธเสียงแข็ง ชายคนนั้นยิ่งยิ้มกว้างขึ้น เขาใช้แขนข้างหนึ่งยันตัวเอาไว้ มืออีกข้างก็ล้วงเข้าไปตรงกลางกายแล้วบี้เม็ดมณี หลิวฟางอิ่งหวีดร้อง “อ้า!”

“ยอมอ้ารึยัง?” ชายคนนั้นถามพลางบี้เม็ดมณีไปมา หลิวฟางอิ่งเสียวจนแทบขาดใจตาย นางดิ้นอยู่ใต้ร่างเขา “อี๊ อ้า…”

“อ้าขาซิ” ชายคนนั้นสั่งพลางบี้เม็ดมณีไปด้วย หลิวฟางอิ่งจำยอมต้องอ้าขาออก ชายคนนั้นจึงขยับกระแทกกระทุ้งเข้าๆ ออกๆ ทั้งยังบี้เม็ดมณีไปด้วย หลิวฟางอิ่งเสียวจนหูอื้อตาลาย นางไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น นางรู้แค่ว่าตรงนั้นของนางเสียวจนนางจะขาดใจตายแล้ว เขาช่างทรมานนางเก่งเหลือเกิน!

ชายคนนั้นกระแทกเข้าๆ ออกๆ พลางบี้เม็ดมณีไปด้วย เขาทำอย่างนั้นไปเรื่อยๆ จนคนใต้ร่างหวีดร้องเสียงแหลม “อ้าาาาาา…”

หลิวฟางอิ่งเสียวจนแทบขาดใจตายไปจริงๆ นางถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไป 2 หนแล้ว นางเหนื่อยจนอยากจะหลับเต็มที แต่ว่าคนบนร่างนางยังขยับโยกไม่หยุดไม่พัก เขาช่างมีพลังเหลือล้นนัก!

ชายคนนั้นกระแทกเข้าๆ ออกๆ อยู่พักใหญ่จึงได้ถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้า “โอววววว…”

เขาอยากจะกระแทกต่อแต่ว่าคนใต้ร่างผล็อยหลับไปแล้ว เขาจึงจำใจถอนทวนทองออกมา แล้วหยิบเสื้อผ้ามาใส่ จากนั้นก็แก้มัดนาง จับเสื้อผ้านางสวมๆ ใส่ๆ จนเรียบร้อย เขาก้มลงไปจูบหน้าผากนางทีหนึ่ง รสชาติของนางทำเขาติดใจเสียแล้ว เขาจึงหมายมั่นแล้วว่าจะแต่งนางเข้าจวน

เขาเดินออกไป ลูกน้องของเขาเฝ้าอยู่รอบๆ กระท่อม ทุกคนล้วนทำหูหนวกตาบอด เขาเดินไปหาสาวใช้ที่ถูกมัดมือมัดเท้าอุดปากเอาไว้ เดาว่าคงเป็นลูกน้องของเขานั่นแหละที่มัดนางเอาไว้ กันไม่ให้นางเข้าไปขัดขวางเขากับเจ้านายของนาง เขาส่งสายตาสั่งลูกน้อง ลูกน้องจึงดึงผ้าที่อุดปากออก รุ่ยหลินร้องด่าทันที “เจ้าพวกชั่วช้า!”

“ถ้าเจ้ายังด่าอีกแม้แต่คำเดียว ข้าจะกล้อนผมเจ้านายเจ้าเสีย” ชายคนนั้นบอกน้ำเสียงเหี้ยมโหด รุ่ยหลินอึ้งงันไป เหตุใดจึงจะกล้อนผมฮูหยินล่ะ? ควรจะกล้อนผมข้าไม่ใช่รึ?

“ตอบมา ฮูหยินเจ้าชื่ออะไร? บ้านอยู่ที่ไหน?” ชายคนนั้นถามน้ำเสียงราบเรียบ รุ่ยหลินเม้มปากแน่นไม่ตอบ นางหุบปากเหมือนฝาหอย ชายคนนั้นจึงบอกว่า “ข้าจะแต่งนางเข้าจวน ให้นางเป็นอนุข้า เจ้าไม่ต้องห่วง ฮูหยินข้าตายไปแล้ว นายเจ้าแต่งเข้าจวนข้าก็เป็นนายหญิงเพียงหนึ่งเดียว เบื้องบนนางมีแค่ข้ากับแม่สามี เบื้องล่างนางมีลูกชายข้าและบ่าวไพร่ นางย่อมอยู่สุขสบายไร้กังวล”

รุ่ยหลินยังคงหุบปากเงียบเหมือนฝาหอย ชายคนนั้นจึงบอก “อ่อ เจ้าคงไม่รู้จักข้า ข้าคือแม่ทัพใหญ่หยางซีถิง(杨希廷)”

รุ่ยหลินอ้าปากค้าง นางจ้องมอง ‘แม่ทัพใหญ่’ คนนั้นอย่างเหลือเชื่อ หยางซีถิงเห็นนางทำหน้าเหลือเชื่อ เขาจึงล้วงตราแม่ทัพออกมายื่นให้นางดู “เอ้า เจ้าดูซิ นี่คือตราแม่ทัพ ทีนี้เจ้าคงจะเชื่อแล้วซินะ”

รุ่ยหลินจ้องตรานั้น แสงสีทองของตรานั้นแทบจะทำให้นางตาพร่าแล้ว ตราที่ทำจากทองคำแท้ๆ ไม่อาจเป็นของปลอมได้ อีกทั้งใครจะกล้าปลอมตราแม่ทัพ หากถูกจับได้ โทษคือประหาร 9 ชั่วโคตร!

หยางซีถิงเก็บตราแม่ทัพไป แล้วเอ่ยว่า “เอาล่ะ ทีนี้เจ้าบอกข้ามา นายเจ้าชื่ออะไร บ้านอยู่ที่ไหน ข้าจะได้ให้แม่สื่อไปสู่ขอได้ถูก”

รุ่ยหลินยังตกตะลึงไม่หาย ลูกน้องของหยางซีถิงจึงเร่งว่า “เจ้ายังไม่ตอบอีก หากยังไม่ตอบก็ช่างเถอะ”

เขาหันไปพูดกับท่านแม่ทัพว่า “นายท่านขอรับ นางไม่ตอบก็ช่างนางเถอะขอรับ ท่านคิดจะมอบวาสนาให้เจ้านายของนาง แต่สาวใช้คนนี้ช่างไม่รู้เรื่องรู้ราวเอาเสียเลย รอไว้ท่านพบสตรีคนอื่นคิดตกแต่งยกตำแหน่งให้ ข้าว่าพวกนางนายบ่าวคงนึกเสียใจทีหลังเป็นแน่ขอรับ”

หยางซีถิงรู้ว่าลูกน้องเพียงแค่พูดขู่สาวใช้เท่านั้น เขาจึงทำทีเฉยๆ ทั้งๆ ที่ในใจเขานั้นหมายมั่นแล้วว่า ต้องแต่งสตรีนางนั้นเข้าจวนให้ได้ นางยินยอมก็ต้องแต่ง ไม่ยินยอมก็ต้องแต่งอยู่ดี!

ช่วยไม่ได้ นางทำเขาติดอกติดใจเสียแล้วนี่นา เขาไม่มีทางปล่อยนางไปแน่นอน!

รุ่ยหลินพยายามตั้งสติ นางคิดๆ อยู่ครู่หนึ่งจึงถาม “ท่านคิดจะตกแต่งกับฮูหยินของข้าจริงๆ หรือ?”

“แน่นอน ฮูหยินเจ้าเป็นเมียข้าแล้ว อีกทั้งนางเป็นหม้าย ข้าไม่ได้แย่งชิงภรรยาผู้ใด ข้ามอบตำแหน่งอนุให้นาง นางจะเป็นนายหญิงเพียงคนเดียวในจวนข้า วาสนาดีถึงเพียงนี้เจ้าคิดว่านางจะไม่ยินยอมรึ?” หยางซีถิงตอบ รุ่ยหลินฟังแล้วคิดๆ อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงบอกว่า “เช่นนั้นรอให้ฮูหยินข้าเป็นคนบอกท่านเองเถอะ หากนางยินยอมข้าก็ไม่ขัดขวางอะไร”

“เหอะ! น้ำหน้าอย่างเจ้าจะขัดขวางอะไรได้” ลูกน้องแค่นเสียงดูแคลน รุ่ยหลินไม่ตอบโต้อะไร นางก้มหน้าลงไม่พูดอะไรอีก หยางซีถิงเห็นสาวใช้นางนี้ปากแข็งนักก็นึกชื่นชมอยู่ในใจ สาวใช้เช่นนี้ควรค่าแก่การเก็บไว้ เขาชื่นชมนางตั้งแต่นางขอร้องให้พวกเขาไปช่วยเหลือเจ้านายของนางแล้ว นางในตอนนั้นไม่สนใจเลยว่าเสื้อผ้าจะหลุดลุ่ยจนเนื้อหนังมังสาโผล่ออกมาล่อตาล่อใจผู้คน นางเพียรโขกหัวขอร้องพวกเขาไม่หยุดไม่พักจนหน้าผากแดงช้ำไปหมด เขาหันหลังก้าวยาวๆ กลับเข้าไปในกระท่อม มองดู ‘เมีย’ ที่เพิ่งได้มาหมาดๆ ใบหน้านางเปื้อนคราบน้ำตาก็ยังไม่อาจลดทอนความงดงามของนางลงได้เลย มิน่าเจ้าคนเลวนั่นถึงได้คิดขืนใจนาง ไม่เพียงแต่ให้นางกินยาปลุกกำหนัดที่ทำให้ไร้เรี่ยวแรงขัดขืน มันยังจุดธูปปลุกกำหนัดอีกด้วย นี่มันคงคิดจะทำให้ตัวเองคึกคักดั่งม้าป่า หมายใจจะขืนใจนางจนกว่าจะหมดเรี่ยวแรงเลยกระมัง

หากว่าหูเจียนยังไม่ตาย เกรงว่าเขาคงคับแค้นใจจนกระอักเลือดตายกระมัง ที่ตัวเองตัดชุดแต่งงานให้ผู้อื่น* เสียได้

(ตัดชุดแต่งงานให้ผู้อื่น = ลำบากให้คนอื่นเปล่า ๆ)

หยางซีถิงใช้ผ้าเช็ดหน้าของตัวเองค่อยๆ เช็ดคราบน้ำตาให้นาง ทำให้หลิวฟางอิ่งสะดุ้งตื่นขึ้นมา พอสติสตังฟื้นคืนเต็มเปี่ยมนางก็กระถดตัวหนี ‘จระเข้’ ข้างแคร่ทันที หยางซีถิงหดมือกลับพลางเอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยนปลอบประโลมว่า “อย่าได้กลัวข้า ข้าจะแต่งเจ้าเข้าจวน มอบตำแหน่งอนุให้เจ้า ข้าจะรับผิดชอบทุกอย่างไม่คิดหนีหน้าแน่นอน”

“ใครจะแต่งกับเจ้า ข้าไม่แต่ง!” หลิวฟางอิ่งปฏิเสธเสียงแข็งกร้าว นางโกรธแค้นเขาเหลือเกิน เขาก็ชั่วช้าไม่ต่างอะไรกับหูเจียน ขืนใจนาง นางแทบอยากฆ่าตัวตายนัก แต่นางก็ไม่กล้าทำเช่นนั้น นางไม่อาจไปสู้หน้าสามีในปรโลกได้เลย หากนางตายไปพบหน้าเขาในปรโลก นางจะกล้าสู้หน้าเขาได้อย่างไร!

อีกทั้งหากนางตายไป หวงเอ๋อร์จะอยู่อย่างไร หวงเอ๋อร์ของนางยังเล็กนัก!

นางจ้องมองเขาอย่างโกรธแค้น ขยับตัวลงจากแคร่ เพียงแค่ขยับตัวก็เจ็บแปล๊บตรงกลางกาย ทำนางสูดปาก “อื้อ!”

“เจ็บมากหรือ?” หยางซีถิงถาม หลิวฟางอิ่งถลึงตามองเขาอย่างแค้นเคือง “ข้าจะคิดว่าถูกสุนัขกัด จากนี้ไปเจ้าอย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีกเลย ไม่เช่นนั้นข้าจะให้คนฆ่าเจ้าซะ!”

หึ! สุนัขกัดรึ!?” หยางซีถิงแค่นเสียงอย่างรู้สึกโมโหขึ้นมาแล้ว นางเอาเขาไปเปรียบเป็นสุนัขได้อย่างไร!?

“หึ! เช่นนั้นสุนัขอย่างข้าจะกัดเจ้าอีก จะกัดเจ้าให้ตายเลย!” เขาพูดพลางยื่นมือไปรวบตัวนางมากอดรัด หลิวฟางอิ่งกรีดร้องดิ้นสู้ทันที “อ้า! ปล่อยข้านะ! เจ้าคนชั่ว! ปล่อยข้า!”

หยางซีถิงกดนางลงบนแคร่ พลางโถมตัวทาบทับเหนือร่างนาง เขาก้มลงไปจูบพรมทั่วใบหน้างดงาม หลิวฟางอิ่งสู้สุดฤทธิ์ นางทั้งทุบทั้งตี ทั้งผลักไสสุดแรง ปากก็กรีดร้องก่นด่า “เจ้าคนเลว! ปล่อยข้า! อื้อ…”

นางยังด่าไม่จบปากนางก็ถูกเขาปิดด้วยปากแล้ว ลิ้นเขารุกรานเข้ามา นางหมายจะกัดลิ้นเขาให้ขาด แต่ว่าเนินเนื้ออ่อนนุ่มถูกเขาตะปบบีบเค้นทำนางตกใจจนลืมกัดลิ้นเขาไปเลย นิ้วเขารุกรานเข้ามาในรูอ่อนนุ่ม ถูไถอย่างช่ำชองทำนางเสียวจนอ่อนแรง หยางซีถิงถูไถเขี่ยคลึงอย่างชำนาญการ เขาโจมตีจุดเสียวกระสันของสตรีอย่างช่ำชองจนคนใต้ร่างตัวอ่อนระทดระทวย เขาดึงทึ้งกระโปรงกับกางเกงตัวในของนางออกไป จากนั้นก็เข้าแทรกกลางหว่างขานาง แหกกลีบเนื้ออ่อนนุ่มออก ประกบปากกับเม็ดมณีแล้วเลียไล้ดูดดุน

“อ้า!” หลิวฟางอิ่งหวีดร้อง นางพยายามผลักศีรษะเขาออก แต่ความเสียวที่พุ่งทะยานขึ้นมาทำให้นางเผลอขยุ้มศีรษะของเขา สะโพกแอ่นขึ้นบิดไปบิดมา ไม่รู้ว่าบิดหนีหรือว่าบิดสู้ลิ้นกันแน่ นางรู้แต่ว่านางเสียวจนแทบขาดใจตายแล้ว นิ้วจิกขยุ้มเส้นผมเขาแน่น หยางซีถิงยิ่งเลียระรัวจนหลิวฟางอิ่งหวีดร้องระงม “อ้า อี๊…”

ลูกน้องที่รายล้อมอยู่รอบๆ กระท่อมล้วนพร้อมใจกันถอยห่างจากกระท่อมทันที ทั้งยังรีบอุดปากสาวใช้คนนั้นแล้วแบกนางออกห่างไปด้วย พวกเขาถอยห่างออกไปจนไม่ได้ยินเสียงครวญครางแล้วจึงได้ถอนหายใจพรู ในใจแต่ละคนล้วนคิดเหมือนๆ กัน นายท่านช่างดุเดือดเหลือเกิน!

พวกเขายังไม่เห็นสตรีที่อยู่ข้างใน ได้แต่คาดเดาว่านางคงงดงามไม่แพ้ฮูหยินเอกกระมัง ไม่เช่นนั้นจะทำให้นายท่านของพวกเขาบ้าคลั่งถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ครั้งแรกอาจโทษว่าเป็นเพราะถูกฤทธิ์ธูปปลุกกำหนัดได้ แต่ว่าครั้งที่สองนี้ เกิดจากตัณหาล้วนๆ แน่นอน นางต้องงดงามล่มบ้านล่มเมืองแน่แท้ถึงได้ทำให้นายท่านของพวกเขาโยนคุณธรรมทิ้งไปได้ อีกทั้งท่าทางนายท่านก็บ่งบอกแน่ชัดว่าไม่ยอมปล่อยนางหลุดมือไปได้เด็ดขาด ทำพวกเขาคิดถึงภรรยาที่บ้านขึ้นมา บางคนที่ยังไม่แต่งงานก็คิดถึงสตรีงดงามในหอนางโลมไปพลางๆ

หยางซีถิงยิ่งเลียยิ่งอร่อยลิ้น น้ำหวานของนางหวานอร่อยเหลือเกิน เขาเลียกินอย่างไม่รังเกียจสักนิด พลางสอดนิ้วเข้าไปในรูอ่อนนุ่มกระทุ้งเข้าๆ ออกๆ หลิวฟางอิ่งเสียวจนหูอื้อตาลายแล้ว นางหวีดร้องพลางขยุ้มศีรษะเขาแน่น นางไม่รู้ตัวเลยว่าขานางอ้ากว้างเพียงไหน นางรู้แค่ว่านางเสียวเหลือเกิน เสียวจนใจเต้นระรัวยิ่งกว่ากลองศึกเสียอีก เสียวจนกระทั่งนางถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้า “อ้าาาาา…”

หยางซีถิงเลียกินน้ำหวานที่หลั่งรินออกมา เขาดึงนิ้วออกมาเลียน้ำหวานที่ติดนิ้ว จากนั้นเขาก็ผละออกห่าง มองดูนางที่นอนอ้าขาตัวอ่อนระทดระทวย ท่าทางนางช่างยั่วยวนเหลือเกิน ยั่วยวนเสียจนเขาใจเต้นกระหน่ำ เขาจึงรีบถอดเสื้อผ้าออกจากตัว แล้วจับทวนทองแทงทะลวงรูอ่อนนุ่ม

“อ้า!” หลิวฟางอิ่งหวีดร้อง นางพยายามผลักเขาออกแต่ว่านางไม่มีแรงเลย เรี่ยวแรงนางเหมือนถูกเขาสูบหายไปหมดอย่างไรอย่างนั้น หยางซีถิงแทงทวนทองเข้าไปจนสุด เขาถูกนางบีบรัดจนเสียวไปหมด เขาก้มลงมองหน้านางพลางเอ่ย “เป็นอย่างไรล่ะ? ถูกสุนัขเช่นข้ากัดจนไม่มีแรงแล้วหรือ? ข้าจะกัดเจ้าจนเจ้าไม่กล้าเอาข้าไปเปรียบกับสุนัขอีกเลย”

“เจ้าคนชั่ว!” หลิวฟางอิ่งด่า หยางซีถิงยิ้มพลางเอ่ย “ตอนนี้เจ้ากำลังกัดข้า เจ้ากัดเสียจนข้าเสียวยิ่งนัก”

หลิวฟางอิ่งอับอายจนหน้าแดงก่ำ นางพยายามผลักเขาออก แต่ว่าตัวนางไร้เรี่ยวแรงไปหมด หยางซีถิงก้มลงไปเลิกชายเสื้อนางถลกขึ้นไป เอี๊ยมตัวน้อยก็ถูกถลกขึ้นไปด้วย เขามองดูยอดทรวงสีดอกท้อพลางเอ่ย “เจ้ากัดข้า ข้าก็จะกัดเจ้า เราเสมอกัน”

เขาพูดจบแล้วก็อ้าปากขบดูดยอดทรวงสีดอกท้อ หลิวฟางอิ่งเสียวจนหวีดร้อง “อ้า! อื้อ…อย่า…อื้อ…”

นางสะดุ้งสะท้านเฮือกๆ เสียวยอดทรวงจนนางบิดตัวไปมา หยางซีถิงแทงทวนทองเข้าๆ ออกๆ สีหน้าเขาสุขสมยิ่งนัก ไม่คิดเลยว่าแค่ออกมาล่าสัตว์เล่นระหว่างทางกลับเมืองหลวงกลับล่าได้สัตว์สองเท้าแสนสวยเสียได้ เขาแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าเมืองเล็กๆ เช่นนี้จะมีสาวงามซุกซ่อนอยู่ แม้นางจะไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ เคยมีสามีแล้ว เขาก็ไม่สนใจอดีตของนาง เขาหมายมั่นแล้วว่าจะแต่งนางเข้าจวน นางไม่ยินยอมเขาก็จะบังคับจนนางต้องยอม!

เสื้อนางเกะกะ เขาก็จัดแจงถอดทึ้งออก จนนางตัวเปลือยเปล่าเนื้อแนบเนื้อกับเขา เขาแทงทะลวงไม่หยุดไม่พักจนกระทั่งนางหวีดร้องเสียงแหลม “อ้าาาาาา…”

เขาถูกนางบีบรัดจนแทบถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเลยทีเดียว เขาหยุดชะงักแล้วช้อนอุ้มนางขึ้นมา เปลี่ยนท่าเป็นท่า ‘ลิงอุ้มแตง’

หลิวฟางอิ่งกอดซบเขา นางไร้เรี่ยวแรงจนได้แต่กอดคอเขาเอาไว้ ทวนทองของเขาแทงทะลวงรูนางลึกยิ่งนัก ลึกเสียจนนางทั้งจุกทั้งเสียว ทวนเขาช่างยาวเหลือเกิน นางรู้สึกเหมือนทวนของเขาแทงทะลุตับไตใส้พุงนาง หยางซีถิงยกตัวนางขึ้นๆ ลงๆ อย่างไม่หนักเรี่ยวแรงเลย ตัวนางเบายิ่งนัก เขาเอ่ยข้างหูนางว่า “เจ้ากัดข้าแรงนัก ข้าเสียวเหลือเกิน”

หลิวฟางอิ่งอับอายนัก นางอยากจะทุบตีเขาให้ตาย แต่นางก็ไม่มีแรงแล้ว นางถูกเขาแทงทะลวงจนครางเสียงแหบเสียงแห้ง จนนางถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าอีกครา “อ้าาาาาา…”

หยางซีถิงถูกนางบีบรัดจนสุดจะทานทนไหว เขาจึงถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าตามนางไปติดๆ “โอววววว…”

เขาหลั่งสายธารไว้ในกายนางจนน้ำหยดลงพื้นแหมะๆ เขานั่งลงโดยที่ทวนทองยังคาอยู่ในรูนาง แล้วถามว่า “เจ้าชื่อแซ่อะไร? บ้านอยู่ที่ไหน?”

“ข้าไม่บอกเจ้าหรอก!” หลิวฟางอิ่งบอกเสียงอ่อนระโหยโรยแรงอย่างแค้นเคือง หยางซีถิงยิ้ม เอ่ยว่า “ข้าชอบปราบม้าพยศยิ่งนัก เจ้าพยศข้ายิ่งชอบ”

เขาบีบคลึงทรวงอกนาง หลิวฟางอิ่งเสียวจนคราง “อื้อ! อย่า! เจ้าหยุดเสียที!”

Chapter 4 (18+)บังคับให้บอก

“อยากให้ข้าหยุด ก็ตอบข้า” หยางซีถิงบอก หลิวฟางอิ่งเม้มปากแน่น ไม่ยอมตอบ หยางซีถิงบีบเค้นทรวงงามพลางเอ่ย “หรือว่าจริงๆ แล้วเจ้าอยากให้ข้าทำแบบนี้กันแน่? เจ้าจึงจงใจยั่วยุข้า”

“อื้อ! ข้าไม่ได้ยั่วเจ้า! อี๊…เจ้าหยุดเสียที! อื้อ…”

“อยากให้ข้าหยุด ก็ตอบข้าซิ เจ้าชื่อแซ่อะไร? บ้านอยู่ที่ไหน? ข้าจะได้ให้แม่สื่อไปสู่ขอได้ถูก” หยางซีถิงบอกพลางบีบคลึงทรวงอกนาง นิ้วโป้งกับนิ้วชี้คลึงบี้ยอดทรวงไปพลาง หลิวฟางอิ่งเสียวจนบิดตัวไปมา ทำให้ทวนทองที่คารูอยู่เสียดสีเนื้ออ่อนนุ่มไปด้วย “อื้อ! เจ้าหยุด! ข้าตอบแล้วๆ”

นางเสียวจนทนไม่ไหว จึงจำยอมไปก่อน รอให้นางหนีพ้นไปได้เมื่อไหร่ นางจะซ่อนตัวไม่ให้เขาหาเจอ อีกทั้งนางสามารถโกหกได้นี่ หึๆๆๆ…

“งั้นก็ตอบมาซิ เจ้าชื่อแซ่อะไร? บ้านอยู่ไหน?” หยางซีถิงถามพลางบีบคลึงทรวงอกนางไม่หยุดมือ ทรวงอกคู่นี้ช่างนุ่มเด้งเหลือเกิน ยิ่งบีบยิ่งสนุก ยิ่งบีบยิ่งรู้สึกดียิ่ง หลิวฟางอิ่งตอบพลางคราง “ข้าแซ่หลิน ชื่อฟาง”

“อ่อ แซ่หลินรึ หลินฟาง บ้านเจ้าอยู่ไหนล่ะ?” หยางซีถิงถาม มือก็บีบคลึงไม่หยุด หลิวฟางอิ่งโกหกต่อ “อื้อ! บ้านข้าอยู่ฝั่งตะวันตกของเมือง ใกล้กับแม่น้ำต้าฝอ ข้าบอกเจ้าแล้ว เจ้าก็หยุดสักทีซิ อี้…”

“ข้าจะให้คนไปตรวจสอบก่อน ถ้าเจ้าไม่โกหกข้า รอให้คนของข้ากลับมา ข้าก็จะหยุด” หยางซีถิงบอกมือก็บีบเค้นไปมา หลิวฟางอิ่งอึ้งงันไป เขาจะให้คนไปตรวจสอบก่อนงั้นรึ! แล้วกว่าคนของเขาจะกลับมาล่ะ!? กว่าจะถึงตอนนั้นนางคงถูกเขาขืนใจนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว! เขาช่างชั่วร้ายนัก!

“เต๋อผิง(德平) เจ้าไปตรวจสอบหน่อย…” หยางซีถิงตะโกนบอกยังไม่ทันจบ หลิวฟางอิ่งรีบบอกแทรกว่า “ข้าแซ่หลิว”

“หือ?” หยางซีถิงแกล้งทำเสียงแปลกใจ ทั้งๆ ที่เขาก็รู้อยู่แล้วว่าแซ่หลินที่นางบอกเมื่อกี้เป็นคำโกหก แล้วแสร้งเอ่ยว่า “แต่ว่าเมื่อกี้เจ้าบอกว่าเจ้าแซ่หลินไม่ใช่รึ?”

“อื้อ! ข้าโกหก อี้…เจ้าหยุดเสียที ข้ายอมบอกทุกอย่างแล้ว อ้า!” หลิวฟางอิ่งบอกปนครางแล้วก็ร้องเสียงแหลมเมื่อจู่ๆ เขาก็กัดไหล่นางแรงๆ ทีหนึ่ง หยางซีถิงกัดแล้วผละออกมองหน้านางพลางบอก “เจ้ากล้าโกหกข้าอีก ข้าจะแทงเจ้าทั้งวันทั้งคืนเลย”

หลิวฟางอิ่งหน้าเผือดสี นางเข้าใจคำว่า ‘แทง’ ที่เขาเอ่ยถึงเป็นอย่างดี ตอนนี้เขาก็กำลัง ‘แทง’ นางอยู่ไม่ใช่รึไง!

นางส่ายๆ หน้า “ไม่ๆ ข้าไม่กล้าแล้ว ท่านจอมยุทธ์ โปรดหยุดเถิด ข้าไม่ไหวแล้วจริงๆ ได้โปรดเถิด ข้าเจ็บมากจริงๆ นะ”

น้ำตานางคลอในดวงตาจวนเจียนจะหยดลงมา หยางซีถิงเห็นแล้วพลันสงสารจับใจ ก่อนหน้านี้เขารุนแรงกับนางมากไปจริงๆ นั่นแหละ แต่ทำอย่างไรได้ล่ะ นางงดงามยั่วยวนถึงเพียงนี้ เขาอดใจไม่ไหวจริงๆ ที่จะรังแกนาง

“ข้าหยุดก็ได้ แต่หากเจ้ากล้าโกหกข้าอีก ข้า…”

“ข้าไม่กล้าแล้ว ไม่กล้าแล้ว” หลิวฟางอิ่งรีบบอก นางกลัวเขาจริงๆ กลัวจับใจเลยด้วย

“เช่นนั้นก็บอกข้ามาดีๆ เจ้าชื่อแซ่อะไร? บ้านอยู่ที่ไหน? ข้าจะให้แม่สื่อไปสู่ขอเจ้าแต่งเป็นอนุเข้าจวนข้า อ่อ เจ้าอย่าได้คิดหนีเด็ดขาด หากเจ้ากล้าหนี ข้าจะฆ่าล้างตระกูลเจ้าให้สิ้นซาก แม้แต่หมูหมากาไก่ข้าก็จะไม่ละเว้น” หยางซีถิงแกล้งขู่ ทำหน้าตาขึงขังเหี้ยมโหด หลิวฟางอิ่งฟังแล้วยิ่งรู้สึกหวาดกลัวจับใจ คนๆ นี้ฆ่าคนได้ง่ายราวกับหั่นผัก หากนางหนีไปจริงๆ เกรงว่าเขาคงกล้าฆ่าล้างตระกูลนางจริงๆ

“ท่านจอมยุทธ์ได้โปรดอย่าฆ่าครอบครัวข้าเลย ข้ายอมท่านแล้ว ข้ายอมแล้ว ฮึกๆ” หลิวฟางอิ่งขอร้องพลางสะอื้นร้องไห้ นางอับจนหนทางแล้ว

“เจ้าต้องเรียกข้าว่าสามีซิ ข้าเป็นสามีเจ้าแล้วนะ” หยางซีถิงบอกพลางยกตัวนางขึ้นทำให้ทวนทองเสียดสีเนื้ออ่อนนุ่มเบาๆ หลิวฟางอิ่งเผลอครางปนสะอื้นร้องไห้ “อื้อ! ฮึกๆ ท่านได้โปรดเถอะ ข้าเจ็บมากจริงๆ ฮึกๆ”

“เรียกสามีซิ” หยางซีถิงบอกพลางปล่อยตัวนางลงทำให้ทวนทองแทงลึกเข้าไปในรูอ่อนนุ่มจนสุดทวน หลิวฟางอิ่งจำยอมเรียกขาน “ท่านสามี ฮึกๆ ได้โปรดหยุดเถอะ ข้าเจ็บ ฮึกๆ”

หยางซีถิงปล่อยมือจากเอวบางคอดกิ่ว ยกมือขึ้นเช็ดๆ น้ำตาที่รินไหลออกมาให้นาง “ไม่ร้องๆ ข้าหยุดก็ได้ เอาล่ะ เจ้าบอกข้ามา เจ้าชื่อแซ่อะไร?”

เขาสั่งพลางจ้องตานางเขม็งคล้ายจะข่มขู่ในทีว่าหากนางกล้าโกหก เขาจะทิ่มแทงนางทั้งวันทั้งคืนเลยเชียว!

หลิวฟางอิ่งกลัวเขาจับใจ นางยอมตอบโดยดี “ฮึกๆ ข้าแซ่หลิว ชื่อฟางอิ่ง”

“อ่อ” หยางซีถิงส่งเสียงคำหนึ่ง แล้วเรียก “อิ่งเอ๋อร์”

หลิวฟางอิ่งไม่ได้ขานตอบ นางหลุบตาลงอย่างรู้สึกกลัวเขา หยางซีถิงจึงเชยคางนางขึ้นมาสบตา ถามอีกว่า “บ้านเจ้าอยู่ที่ไหนล่ะ? แล้วในครอบครัวเจ้ามีใครบ้าง?”

“บ้านข้าอยู่ทางตะวันออกของเมืองซีเหลียง(希良) ถนนหลงต้า(龙大) ข้าบอกท่านแล้ว ข้าไม่ได้โกหกท่านนะ” หลิวฟางอิ่งบอกพลางมองตาเขาอย่างต้องการยืนยันว่านางไม่ได้โกหกเขาแล้วจริงๆ

“แล้วในบ้านเจ้ามีใครบ้างล่ะ?” หยางซีถิงถามพลางลูบแก้มนางเบาๆ หลิวฟางอิ่งจำยอมต้องตอบตามจริงว่า “มีข้ากับลูกสาวคนหนึ่ง แล้วก็น้องสามีกับน้องสะใภ้ แล้วก็บ่าวไพร่อีก 6 คน”

“สามีเก่าเจ้าชื่อแซ่อะไร? แล้วน้องสามีกับน้องสะใภ้ชื่ออะไร?” หยางซีถิงถามต่อ หลิวฟางอิ่งตอบ “สามีข้าแซ่เฟิ่ง ชื่อหยาง”

นางตอบแล้วก็รู้สึกโศกเศร้าขึ้นมาจนทนไม่ไหวร้องไห้สะอึกสะอื้น “ฮึกๆๆๆ…”

หยางซีถิงพลันรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที เขาก็หยุด ‘แทง’ นางแล้ว ไยนางจึงร้องไห้ยิ่งกว่าเดิมล่ะ!?

“เจ้าร้องทำไม? ข้าก็หยุดแล้วนี่นา ไม่ร้องๆ” เขาถามพลางปลอบ มือก็เช็ดๆ น้ำตาให้นาง

“ฮึกๆ ข้าคิดถึงสามีข้า หากเขายังอยู่ ข้าคงไม่ถูกคนข่มเหงแบบนี้หรอก ฮึกๆๆ…” หลิวฟางอิ่งบอกพลางร้องไห้สะอึกสะอื้น หยางซีถิงรู้สึกหึงหวงขึ้นมาทันที เขาแทบอยากทิ่มแทงนางแรงๆ ให้นางรู้ว่าเขาคือสามีคนปัจจุบันของนางนะ! แต่ว่าพอเห็นนางร้องไห้ เขาก็สงสารจนทำไม่ลง เขาจึงได้แต่ถอนหายใจทีหนึ่ง เลิกคิดที่จะหึงหวงอะไรกับคนที่ตายไปแล้ว ถึงอย่างไรสามีเก่านางก็ตายไปแล้ว ส่วนเขานั้นยังมีชีวิตอยู่

“สามีเก่าเจ้าตายไปเมื่อไหร่รึ?” เขาถามเก็บข้อมูล ไหนๆ นางก็เป็นเมียเขาแล้ว เขาย่อมอยากรู้เรื่องของนางทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่

“6 วันก่อน ฮึกๆ” หลิวฟางอิ่งตอบปนสะอื้น หยางซีถิงฟังแล้วพลันเข้าใจทันที ที่แท้สามีเก่านางเพิ่งตายไปนี่เอง มิน่านางถึงได้ยังอาลัยอาวรณ์มันอยู่ เขาจึงปลอบนางว่า “เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะดีกับเจ้า ไม่ทอดทิ้งเจ้าแน่นอน”

หลิวฟางอิ่งฟังแล้วจึงฉวยโอกาสนี้ขอสัญญาจากเขา “ท่านจะดีกับข้า จะไม่ทอดทิ้งข้าจริงๆ หรือ? หากว่าวันหน้าท่านพบสตรีที่งดงามกว่าข้าล่ะ? เกรงว่าท่านคงทิ้งข้าไป ได้ใหม่ลืมเก่า ข้าเป็นสตรีธรรมดาสามัญไหนเลยจะฉุดรั้งท่านไว้ได้”

“ข้าหาใช่คนเช่นนั้น หากว่าข้าเป็นชายเช่นนั้นจริงป่านนี้จวนข้าคงเต็มไปด้วยอนุและบ่าวอุ่นเตียงซิ แต่นี่แม้แต่อนุข้าก็ไม่มี บ่าวอุ่นเตียงก็ไม่มีสักคน ข้านั้นเปล่าเปลี่ยวมานาน ไม่เช่นนั้นตำแหน่งอนุนี้จะตกมาถึงเจ้ารึ” หยางซีถิงบอกพลางมองนางด้วยสายตากรุ้มกริ่ม หลิวฟางอิ่งจึงเอ่ยว่า “ลมปากบุรุษล้วนเชื่อไม่ได้ วันนี้ท่านไม่มี วันหน้าท่านอาจจะมีก็ได้ ถึงตอนนั้นข้าคงถูกทอดทิ้งให้เฝ้าเรือนเพียงลำพังไม่ต่างจากรองเท้าเก่าๆ ที่ท่านถอดทิ้งเป็นแน่”

“หึๆ เจ้าอยากให้ข้าสัญญาหรือ?” หยางซีถิงถามพลางยิ้มบางๆ หลิวฟางอิ่งพยักหน้ารับ “ใช่ ข้าอยากให้ท่านสัญญา วันหน้าจะไม่รับอนุเพิ่มหากว่าข้าไม่อนุญาต ท่านสัญญาได้ไหมล่ะ? หากว่าไม่ได้ท่านก็ปล่อยข้าไปเถอะ เรื่องในวันนี้ก็ถือเสียว่าเป็นฝันตื่นหนึ่งเถอะ”

“เจ้าช่างโลภมากนัก” หยางซีถิงว่าพลางยิ้มบางๆ เขาหยิกแก้มนางเบาๆ “หากข้ารับปาก เช่นนั้นเจ้าก็อย่ามาบ่นทีหลังล่ะกันว่าไม่ไหว”

“ท่านจะรับปากหรือไม่ล่ะ?” หลิวฟางอิ่งถามพลางขยับจะลุกขึ้น หยางซีถิงกดเอวนางลงมา ทำให้ทวนทองแทงลึกเข้าไปเหมือนเดิม เขาจ้องตานางพลางเอ่ยว่า “ได้ ข้ารับปากเจ้า ข้าจะไม่รับอนุเพิ่มหากว่าเจ้าไม่อนุญาต เช่นนั้นเจ้าก็ควรตอบแทนคำสัญญานี้หน่อยไหม?”

หลิวฟางอิ่งถามต่อ “หากว่าท่านผิดคำสัญญาล่ะ?”

นางต้องรีบตีเหล็กตอนที่ยังร้อนๆ อยู่ ตอนนี้เขากำลังหลงใหลนาง หากว่านางไม่รีบตักตวงผลประโยชน์เสียตั้งแต่ตอนนี้ วันหน้าถูกเขาทอดทิ้งนางจะทำอะไรได้ล่ะ

“หึๆ หากข้าผิดคำสัญญา ขอให้ฟ้าดินลงโทษ ให้ข้าหัวขาด ถูกธนูแทงหมื่นดอก ไม่ตายดี” หยางซีถิงกล่าวคำสาบานจบแล้วจึงเอ่ยเย้าว่า “เอาล่ะข้าสาบานแล้ว เจ้าควรจะให้รางวัลข้าบ้างซิ”

เขาพูดแล้วพลางจับท้ายทอยนางกดตรึงเอาไว้แล้วก้มลงจูบ หลิวฟางอิ่งตอบสนองไปตามน้ำ ในเมื่อนางไม่อาจขัดขืนเช่นนั้นก็ตกกระไดพลอยโจน* ลงไปเถอะ

(ตกกระไดพลอยโจน หมายถึง จำยอมเข้าไปเกี่ยวข้องในเหตุการณ์เพราะไม่มีทางเลี่ยง พลอยประสมโรงทำไป หรือพลอยเป็นไปด้วยเมื่อเห็นว่าจำเป็นต้องทำ)

หยางซีถิงจูบพลางบีบคลึงสองเต้าอวบอิ่ม หลิวฟางอิ่งเสียวจนบิดตัวไปมา หยางซีถิงจูบอยู่พักหนึ่งก็ถอนปากออก เขาสอดมือเข้าไปใต้ขาอ่อนของนางแล้วยกตัวนางขึ้นๆ ลงๆ หลิวฟางอิ่งเสียวปนเจ็บ นางจึงอุทธรณ์กับเขา “อื้อ! ท่านเบาหน่อย ข้าเจ็บ”

“ได้ ข้าจะเบาๆ เจ้าก็อดทนหน่อยเถอะ แล้วข้าจะให้เจ้าพัก” หยางซีถิงบอก แม้ว่าเขาสงสารนาง แต่ว่าทวนทองของเขายังแข็งขึงอยู่ หากว่าไม่ได้ระบายออก เขาย่อมปวด ดังนั้นเขาจึงยอมเป็นคนเห็นแก่ตัว ขอตักตวงจากนางก่อน เขายกนางขึ้นๆ ลงๆ ไม่เร็วนัก ทั้งๆ ที่ใจเขาอยากจะทิ่มแทงนางแรงๆ ทิ่มแทงให้มิดลำทวนเลยทีเดียว!

“อื้อ! อูย…” หลิวฟางอิ่งเสียวปนเจ็บ นางจึงคอยขยับสะโพกขึ้น ไม่ยอมกดลงไปจนสุด หยางซีถิงรู้สึกค้างคา เขาจึงอุ้มนางลงนอนแล้วกดกระแทกกระทั้นเร็วๆ ปากก็ปลอบนางว่า “เจ้าทนเจ็บนิดนึงนะ”

หลิวฟางอิ่งเม้มปาก อดทนต่อความเจ็บแสบนั้น นางทั้งเจ็บทั้งเสียว ความรู้สึกนี้ช่างคล้ายตอนที่นางสูญเสียพรหมจรรย์ให้สามีไม่มีผิด หยางซีถิงเร่งตะบันเอวเร็วๆ เขาเองก็ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำอะไร เขากระแทกกระทั้นจนนางหวีดร้องเสียงแหลม “อ้าาาาา…”

เขาถูกนางบีบรัดแน่นจนทนไม่ไหว ถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าตามนางไปติดๆ “โอวววว…”

เขาหลั่งสายธารไว้ในกายนางพลางกอดนางแนบแน่น สีหน้าสุขล้นยิ่ง หลิวฟางอิ่งกอดเขาอย่างเหนื่อยล้า นางเหนื่อยมากจริงๆ นะ นับรวมๆ ดูแล้วนางถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไปกี่ครั้งแล้วนางก็จำไม่ได้ สักพักนางก็ขยับถอย เพียงแค่ขยับตัวออก นางก็สูดปาก “อูย…”

“เจ็บมากหรือ?” หยางซีถิงถาม หลิวฟางอิ่งพยักหน้า “เจ็บมาก”

นางมองด้วยสายตาโทษเขา หยางซีถิงจึงถอนทวนทองออก แล้วขยับตัวมองดูเนินเนื้ออ่อนนุ่มของนาง เขาแหวกกลีบดู หลิวฟางอิ่งอายแสนอาย นางยื่นมือไปปิดเนินเนื้อ “อย่า”

หยางซีถิงดันมือนางออก สั่งว่า “ให้ข้าดู”

หลิวฟางอิ่งไม่อาจขัด นางจึงได้แต่เอียงหน้าไปทางอื่น ไม่กล้ามองเขาเพราะเขินอายยิ่งนัก หยางซีถิงแหวกกลีบอ่อนนุ่มออก มองดูเนื้ออ่อนนุ่มที่บวมแดง มีเลือดปนคราบน้ำหวาน มองดูแล้วช่างคล้ายสตรีบริสุทธิ์ที่เพิ่งสูญเสียพรหมจรรย์ไปหมาดๆ เขามองอย่างเข้าอกเข้าใจ ก็รูนางเล็กแคบถึงเพียงนั้น ส่วนทวนทองของเขาก็ทั้งใหญ่ทั้งยาว ที่มีคราบเลือดปนน่าจะเป็นเพราะรูน้อยๆ ถูกทวนทองของเขาฉีกทะลวงจนมีแผลกระมัง เขาแหวกดู มองส่องอยู่พักใหญ่จึงปล่อยมือ แล้วบอกว่า “เดี๋ยวข้าจะให้คนไปซื้อยามาให้เจ้าทา เจ้าแต่งตัวเถอะ”

หลิวฟางอิ่งซึ่งอายจนหน้าแดงรีบขยับลุกขึ้นแต่งตัว หยางซีถิงก็หยิบเสื้อผ้ามาใส่เช่นกัน เขาใส่เสื้อผ้าเสร็จก่อนก็ช่วยนางแต่งตัว จากนั้นจึงเดินไปเปิดประตูกระท่อมที่แทบจะหลุดออกมา เขาร้องเรียกคน “เต๋อผิง เจ้ามานี่”

“ขอรับ” เต๋อผิงได้ยินเสียงเรียกก็รีบขานรับแล้ววิ่งไปหาเจ้านายทันที หยางซีถิงกวักมือให้เขาเข้ามาใกล้ๆ เมื่อเต๋อผิงขยับเข้าไปใกล้ๆ หยางซีถิงจึงกระซิบสั่งว่า “เจ้า……..”

“ขอรับ” เต๋อผิงรับคำสั่งแล้วรีบถอยห่าง เขาหันหลังวิ่งไปขึ้นม้าแล้วควบออกไปเร็วจี๋ หยางซีถิงมองตามจนม้าวิ่งลับตาไปแล้ว เขาจึงได้หมุนตัวกลับเข้าไปในกระท่อม หลิวฟางอิ่งเห็นเขาเข้ามาก็สะดุ้งทีหนึ่ง หยางซีถิงเดินไปนั่งข้างๆ นาง พลางบอก “รอสักหน่อยนะ ข้าให้คนไปซื้อยาแล้ว อีกสักพักก็คงกลับมา เดี๋ยวข้าทายาให้ เจ้าจะได้ไม่เจ็บมาก”

“เอ่อ…ข้าทาเองได้ ท่านไม่ต้องทาหรอก” หลิวฟางอิ่งบอก หยางซีถิงอุ้มนางขึ้นมานั่งบนตักตัวเอง พลางบอกน้ำเสียงเข้มว่า “ข้าทาให้”

หลิวฟางอิ่งนั่งตัวเกร็งอยู่บนตักเขา นางไม่กล้าปฏิเสธอีก หยางซีถิงกอดนางไว้หลวมๆ สีหน้ามีความสุขล้นเหลือ หลิวฟางอิ่งนั่งนิ่งอยู่สักพักก็นึกถึงสาวใช้ของตัวเองขึ้นมาได้ นางจึงบอกอย่างเร่งร้อนว่า “สาวใช้ข้า! นางถูกพวกอันธพาลพาตัวไป ท่านรีบไปช่วยนางได้ไหมเจ้าคะ?”

“เจ้าไม่ต้องร้อนใจไป สาวใช้เจ้าคนนั้นถูกข้าช่วยไว้แล้ว ตอนนี้นางอยู่ข้างนอกน่ะ” หยางซีถิงบอก หลิวฟางอิ่งได้ฟังแล้วก็ลุกพรวดทันที คิดจะไปดูสาวใช้ตัวเองให้เห็นกับตาว่านางปลอดภัย หยางซีถิงจึงรั้งเอวนางกอดแน่นขึ้น “เจ้าจะออกไปทั้งสภาพเช่นนี้รึ?”

หลิวฟางอิ่งชะงักงันไป นางก้มลงมองดูตัวเอง เสื้อผ้ายับยู่ยี่ ดูก็รู้ว่าถูกดึงทึ้งมา ทั้งยังมีบางจุดขาดอีกด้วย นางจึงรู้สึกอับอายขึ้นมา ถ้านางออกไปในสภาพเช่นนี้ คนอื่นเห็นเข้าย่อมรู้ทันทีว่านางถูกขืนใจจนยับเยิน นางจึงทุบเขาทีหนึ่ง โทษว่า “เพราะท่านนั่นแหละ”

“หึๆ” หยางซีถิงหัวเราะเบาๆ พลางจูบพวงแก้มนางทีหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “จะโทษข้าฝ่ายเดียวคงไม่ได้ ใครใช้ให้เจ้างามถึงเพียงนี้ล่ะ”

หลิวฟางอิ่งค้อนทีหนึ่ง หยางซีถิงจูบพวงแก้มนางอีกทีพลางบอก “ข้าให้คนไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้เจ้าแล้ว อีกเดี๋ยวก็กลับมาแล้ว เจ้าก็นั่งรอดีๆ เถอะ อย่าได้ห่วงสาวใช้คนนั้นของเจ้าเลย นางปลอดภัยดี แล้วก็เป็นเพราะข้าเห็นนางจึงช่วยนางไว้ แล้วก็มาช่วยเจ้านี่แหละ หากไม่ใช่เพราะนางข้าคงไม่รู้ว่าเจ้ากำลังจะถูกไอ้เลวนั่นขืนใจอยู่ที่นี่หรอก”

“นางไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” หลิวฟางอิ่งถาม หยางซีถิงตอบ “นางไม่เป็นอะไรหรอก ข้าช่วยนางทันก่อนที่นางจะถูกคนพวกนั้นขืนใจ”

“โอ…ขอบคุณท่านมาก ขอบคุณท่านจริงๆ” หลิวฟางอิ่งบอกอย่างซาบซึ้งใจ หยางซีถิงเอียงแก้มให้นางพลางยกมือชี้ที่แก้มตัวเอง “เช่นนั้นเจ้าก็ควรขอบคุณข้าดีๆ สักทีสองทีซิ”

หลิวฟางอิ่งเขินอายจนหน้าแดง ค้อนเขาทีหนึ่ง “ท่านน่ะ!”

“เจ้าไม่ขอบคุณข้า เช่นนั้นข้าก็…” หยางซีถิงพูดยังไม่ทันจบก็จับท้ายทอยนางตรึงไว้แล้วจูบปากนาง หลิวฟางอิ่งร้องคำหนึ่ง “อุ๊บ!”

นางเบิกตาโตครู่หนึ่งคิดจะขัดขืนแล้วปรือตาลง จูบตอบเขาอย่างตามน้ำไป จูบไปจูบมาสักพักนางก็รู้สึกถึงบางสิ่งที่ขยับอยู่ใต้ก้น นางเบิกตาโตอย่างกลัวๆ กลัวว่าเขาจะจับนาง ‘แทง’ อีก หยางซีถิงถอนปากออก มองนางที่มีสีหน้าหวั่นกลัว เขาจึงปลอบนางว่า “เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะไม่ทำอะไรเจ้าในตอนนี้หรอก รอให้แผลหายดีแล้วค่อยว่ากัน”

“ขอบคุณเจ้าค่ะ” หลิวฟางอิ่งบอก หากว่าเขาคิดจะทำขึ้นมาจริงๆ นางจะขัดขืนอะไรได้ล่ะ หยางซีถิงก็ไม่อยากให้อารมณ์พลุ่งพล่านมากไปกว่านี้ เขาจึงชวนคุยว่า “เจ้าเล่าเรื่องของเจ้าให้ข้าฟังซิ บ้านเดิมเจ้าอยู่ไหน? เจ้ามีพี่น้องกี่คน?”

“บ้านเดิมข้าอยู่เมืองหลวง ที่บ้านข้าค้าขายถ้วยชาม ข้ามีพี่ชายคนเดียว เขาสืบทอดร้านจากท่านพ่อ…….” หลิวฟางอิ่งเล่าเรื่องราวของตัวเองให้เขาฟังไปเรื่อยๆ หยางซีถิงก็นั่งฟังไปเรื่อยๆ เช่นกัน

จนกระทั่งเต๋อผิงกลับมา เขาลงจากม้าแล้วถือห่อผ้าไปร้องเรียกอยู่หน้ากระท่อม “นายท่านขอรับ ข้าซื้อของมาแล้วขอรับ”

“อืม” หยางซีถิงส่งเสียงคำหนึ่ง เขาอุ้มหลิวฟางอิ่งวางบนแคร่แล้วลุกไปเปิดประตู เขารับของมาแล้วปิดประตู เต๋อผิงก็ถอยห่างออกไป หยางซีถิงถือห่อผ้าไปวางบนแคร่ เขาแก้ห่อผ้าออกแล้วหยิบกระปุกใส่ยาทาขึ้นมาพลางสั่ง “เจ้าถอดกระโปรงกับกางเกงออกซิ ข้าจะทายาให้”

หลิวฟางอิ่งฟังแล้วหน้าแดงขึ้นมา นางอยากจะปฏิเสธเหลือเกิน แต่พอมองสบตากับเขานางก็ไม่กล้าขัดขืน ได้แต่ทำตามคำสั่งเขา ถอดกระโปรงกับกางเกงตัวในออก แล้วนอนลงบนแคร่ เอามือปิดเนินเนื้อเอาไว้ หยางซีถิงขยับไปนั่งบนแคร่พลางจับขานางแยกออก แล้วจับมือนางออก เขาเปิดกระปุกแล้วป้ายยาขี้ผึ้งขึ้นมา แล้วทายาให้นาง หลิวฟางอิ่งอายจนหน้าแดงแจ๋ นางหันหน้าไปทางอื่นไม่กล้ามองเขาเลย กับสามีเก่านางก็ยังไม่เคยนอนอ้าขาให้เขาดูเลยสักครั้ง กับคนๆ นี้ เขาทั้งลูบคลำ ทั้งเลียดูด ของนางรูปร่างอย่างไร เขาล้วนเห็นหมดจนถ้วนทั่ว

หยางซีถิงทายาบนเนินเนื้อภายนอกแล้วป้ายยาขึ้นมาอีก เขาแหวกกลีบออกแล้วทายาเข้าไปข้างใน หลิวฟางอิ่งส่งเสียง “อื้อ…”

นางเม้มปากเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง หยางซีถิงทายาด้วยสีหน้าเฉยๆ เขาดึงนิ้วออกมาแล้วป้ายยาใหม่ จากนั้นก็ทาในรูอ่อนนุ่มให้ทั่วๆ

Chapter 5 สู่ขอ

หลิวฟางอิ่งขยับสะโพกอย่างอึดอัดใจ นางอยากหุบขา อยากลุกหนีนัก แต่ว่าหากนางขัดขืน นางก็ไม่กล้าทำ เพราะคนๆ นี้น่าจะเป็นคนประเภทที่เคยชินกับการออกคำสั่งคน เขาเป็นคนประเภทที่ไม่ชอบถูกปฏิเสธกระมัง นางจำได้ตอนที่นางปฏิเสธเขา สีหน้าเขาเหี้ยมเกรียมขึ้นมาแวบหนึ่ง ชั่วแวบนั้นนางรู้สึกเหมือนตัวเองแทบหยุดหายใจไป เขาดูน่ากลัวเหลือเกิน!

หยางซีถิงทายาให้นางจนทั่วดีแล้วเขาจึงดึงนิ้วออกมา เขาก้มลงไปจูบต้นขาอ่อนของนาง หลิวฟางอิ่งสะดุ้งเฮือก ในใจนึกกลัวว่าเขาจะจับนางทิ่มแทงอีก หยางซีถิงจูบทีหนึ่งแล้วยืดตัวขึ้น เขาบอกนางน้ำเสียงอ่อนนุ่ม “แต่งตัวซิ”

หลิวฟางอิ่งรู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที นางรีบหุบขาขยับลุกขึ้นแต่งตัวโดยเร็ว หยางซีถิงก็ช่วยนางแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ หลิวฟางอิ่งแต่งตัวเสร็จแล้วก็หวีผม ในห่อผ้ามีแม้กระทั่งหวีและปิ่นเงินลวดลายเรียบๆ อันหนึ่ง ปิ่นเงินนี้เต๋อผิงหยิบมาแบบไม่ได้เลือกมากนัก เรียกว่าหยิบส่งๆ มาก็ว่าได้ เขายังไม่แต่งงาน ดังนั้นเรื่องเลือกของให้สตรีเขาจึงไม่สันทัดเลย ตอนที่เขาไปซื้อเสื้อผ้าสตรี เขาก็ให้ลูกจ้างในร้านช่วยเลือกๆ ให้ ลูกจ้างเสนออะไรเขาก็เลือกมาเพียงชุดเดียวกับปิ่นเงินอันหนึ่ง

หลิวฟางอิ่งหวีผมเกล้ามวยเรียบร้อยแล้วก็ปักปิ่น หยางซีถิงมองดูนาง เห็นนางแต่งตัวดีแล้วจึงกุมมือนางจูงออกจากกระท่อม หลิวฟางอิ่งเดินตามเขาไปอย่างเกร็งๆ พวกลูกน้องของหยางซีถิงพอเห็นเจ้านายออกมาจากกระท่อม พวกเขาก็เหลือบมองแวบหนึ่ง ครั้นเห็นคนข้างกายเจ้านาย พวกเขาก็ตะลึงมองมากหน่อย จนได้ยินเสียงเจ้านายสั่งว่า “เอาม้ามา”

“อ่า…ขอรับ” ลูกน้องรับคำสั่งแล้วรีบไปจูงม้ามาให้

หลิวฟางอิ่งมองๆ แล้วลองถามว่า “ท่านจะพาข้าไปไหน?”

“กลับเมืองหลวงไปด้วยกันกับข้าน่ะซิ” หยางซีถิงบอก หลิวฟางอิ่งรีบพูด “แต่ว่าหากท่านพาข้าไปด้วยตอนนี้ คนจะพูดจนข้าเสื่อมเสียชื่อเสียง วันหน้าข้าก็โงหัวไม่ขึ้นอีกเลยนะ”

หยางซีถิงชะงักงันไป ถูกนางท้วงติงเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกตัวว่าเขาใจร้อนเกินไปจริงๆ นั่นแหละ เขาคิดๆ อยู่ครู่หนึ่งแล้วบอกว่า “เช่นนั้นเจ้ากลับบ้านตระกูลเฟิ่งไปก่อน ข้าจะให้คนของข้าติดตามไปด้วย จากนั้นเจ้ากลับบ้านเดิมที่เมืองหลวง แล้วข้าจะส่งแม่สื่อไปสู่ขอเจ้า แต่งเจ้าเข้าจวนมาเป็นอนุของข้า”

“เจ้าค่ะ” หลิวฟางอิ่งรับคำ นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว

“เจิ้งชูซิน(郑楚欣) เจ้ามานี่” หยางซีถิงเรียก เจิ้งชูซินรีบวิ่งไปหาทันที “นายท่าน”

“เจ้าตามนางไป ต่อไปนี้เจ้าเป็นสาวใช้ข้างกายนาง เจ้าต้องดูแลนางให้ดีๆ” หยางซีถิงสั่ง เจิ้งชูซินรับคำสั่ง “เจ้าค่ะ”

“อิ่งเอ๋อร์ นี่คือเจิ้งชูซิน ต่อไปนี้นางคือสาวใช้ของเจ้า เจ้าจะสั่งให้นางทำอะไรก็ได้ นางจะดูแลเจ้า จะปกป้องเจ้าเป็นอย่างดี” หยางซีถิงบอกกับหลิวฟางอิ่ง หลิวฟางอิ่งขานรับ “เจ้าค่ะ”

นางมองเจิ้งชูซิน คนๆ นี้หน้าตาสามัญ รูปร่างเพรียวบาง คิดว่าคงเป็นสาวใช้ของเขาที่เขาให้มาจับตาดูนางกระมัง หากนางกล้าหนี เกรงว่าเขาคงให้คนฆ่าล้างตระกูลนางจริงๆ

“ขึ้นม้าซิ” หยางซีถิงสั่ง หลิวฟางอิ่งมัวแต่คิดอะไรอยู่จึงไม่ได้ยิน จนกระทั่งเขาอุ้มนางขึ้น นางจึงตกใจร้องคำหนึ่ง “อ้า!”

“เจ้าจะร้องทำไม” หยางซีถิงบ่น หลิวฟางอิ่งหน้าแดง จู่ๆ ก็ถูกอุ้มต่อหน้าคนอื่น นางจึงรู้สึกอับอายไม่น้อย นางขืนตัวพลางรีบบอก “ท่านปล่อยข้าลงเถอะ”

“ข้าจะอุ้มเจ้าขึ้นม้า เจ้าขึ้นเองได้รึ?” หยางซีถิงบอก หลิวฟางอิ่งส่ายๆ หน้า นางไม่เคยขี่ม้า ย่อมขึ้นหลังม้าไม่เป็น หยางซีถิงบอก “ข้าจะพาเจ้าไปส่งที่วัดต้าฝอ”

เขาก้มลงกระซิบข้างหูนางว่า “เจ้าเจ็บขนาดนี้ เจ้าเดินกลับไปไม่ไหวหรอก ขึ้นม้าเถอะ ข้าจะพาไปส่ง”

หลิวฟางอิ่งฟังแล้วหน้าแดงก่ำ นางอายยิ่งนัก แล้วค้อนใส่เขาทีหนึ่ง นางเจ็บขนาดนี้เพราะใครล่ะ!

หยางซีถิงมองกริยาท่าทีของนางแล้วยิ้มกริ่ม หากว่าไม่ใช่เพราะนางเจ็บอยู่ เขาคงพานางกลับไปที่เรือนพักด้วยกัน แล้วจับนางทิ่มแทงอีกสักหลายๆ หนให้หนำใจเลยเชียว!

เขาส่งนางขึ้นม้า จากนั้นเขาก็ขึ้นม้าอีกตัวหนึ่งแล้วจับจูงม้าของนางเดินตามม้าของเขา คนอื่นๆ ก็ขึ้นม้าแล้วตามเจ้านายไป ส่วนสาวใช้คนนั้นก็ถูกแก้มัดแล้วจับขึ้นม้าตัวหนึ่ง เจ้าของม้าตัวนั้นก็เดินจูงม้าให้นางตามขบวนเจ้านายไป

หลิวฟางอิ่งนั่งอยู่บนหลังม้า ตัวเกร็งแข็งทื่ออย่างกลัวตก ม้าพวกนี้ตัวใหญ่กว่าม้าของบ้านนางมากนัก ดูๆ แล้วเป็นม้าพันธุ์ดีทั้งหมด นางมองๆ แล้วรู้สึกสงสัยในใจ เขาเป็นใครกัน!?

เขามีคนรับใช้หลายคน แต่ละคนล้วนดูแล้วน่าจะเป็นวรยุทธ์กันทั้งหมด ฐานะของเขาย่อมไม่ธรรมดาสามัญแน่นอน!

นางคิดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวัดต้าฝอตอนไหนก็ไม่รู้ นางรู้ตัวอีกที ก็อยู่ในลานหน้าวัดแล้ว

“ฮูหยิน!” เจียห้าว(佳浩) คนขับรถม้าของหลิวฟางอิ่ง รีบวิ่งไปหาทันทีที่เห็นเจ้านายตัวเองบนหลังม้าตัวใหญ่ เขากำลังร้อนใจเลยหลังจากที่รู้ว่านางกับรุ่ยหลินหายไปจากวัด เขากำลังจะให้คนช่วยออกตามหาพอดี

เจิ้งชูซินก้าวเข้าไปประคองหลิวฟางอิ่งลงจากหลังม้า หลิวฟางอิ่งลงมายืนบนพื้น เจียห้าวก็รีบปราดแทรกเข้ามามองๆ ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างเป็นห่วงเป็นใย พลางถามว่า “ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหมขอรับ? ท่านหายไปไหนขอรับ? บ่าวร้อนใจจะตายแล้ว บ่าวกำลังจะให้คนช่วยกันออกตามหาท่านเชียว”

“ข้า…” หลิวฟางอิ่งอึกอัก หยางซีถิงจึงบอกว่า “ข้าไปเจอพวกนางนายบ่าวกลิ้งตกเขาจึงช่วยพามาส่ง ในเมื่อส่งคนถึงที่แล้วข้าก็ไปล่ะ”

เขาพูดจบแล้วก็ชักม้าเดินออกจากลานวัดไปทันที ทำเหมือนนางเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่เขาบังเอิญไปพบเจอแล้วจึงพามาส่งเท่านั้น

รุ่ยหลินก็ถูกประคองลงจากหลังม้า นางยังตั้งสติไม่ค่อยได้เลยจึงมีท่าทางมึนงง

พวกหยางซีถิงไปกันหมดแล้ว เหลือเพียงเจิ้งชูซินที่ยืนอยู่ข้างหลิวฟางอิ่ง เจียห้าวมองสตรีแปลกหน้าที่ยืนอยู่ข้างเจ้านายพลางถาม “แม่นางท่านนี้คือ?”

“ข้าคือสาวใช้คนใหม่ที่ฮูหยินรับไว้” เจิ้งชูซินบอก เจียห้าวจึงหันไปมองเจ้านาย หลิวฟางอิ่งพยักหน้ารับ “ใช่ นางคือสาวใช้คนใหม่ของข้า นางชื่อเจิ้งชูซิน เอาล่ะ ข้าจะไปนอนพักก่อนล่ะ แล้วพรุ่งนี้ค่อยกลับบ้านตระกูลเฟิ่งเถอะ ข้าคิดถึงหวงเอ๋อร์แล้ว”

นางบอกแล้วก็เดินไปทางห้องพัก เจิ้งชูซินรีบก้าวไปประคองเจ้านายใหม่ วางท่าเป็นสาวใช้เต็มตัว นางรู้ดีว่าท่านแม่ทัพไม่ได้ให้นางมาเป็นสาวใช้เท่านั้น แต่ให้นางมาคอยจับตาดูอนุคนนี้ไม่ให้นางคิดหนีไปได้ต่างหาก!

เจียห้าวมองตามอย่างงุนงง จู่ๆ ฮูหยินก็รับสาวใช้เพิ่ม? เขาจึงหันไปมองรุ่ยหลินแล้วถามว่า “นางเป็นสาวใช้คนใหม่รึ?”

“อืม” รุ่ยหลินพยักหน้าตอบ

“แล้วเจ้ากับ…” เจียห้าวถามยังไม่ทันจบ รุ่ยหลินก็เอ่ยขัดขึ้นว่า “ข้าไปล่ะ ฮูหยินไปนู้นแล้ว”

นางบอกแล้วก็รีบเดินตามฮูหยินไปทันที เรื่องราวที่เกิดขึ้นจะให้คนอื่นรู้เพิ่มไม่ได้เด็ดขาด ต่อให้เจียห้าวจะเป็นบ่าวที่ติดตามมาจากบ้านเดิมก็เถอะ เจียห้าวมีข้อเสียตรงที่พอเหล้าเข้าปาก มีความลับอะไรก็คายออกมาหมด เรื่องที่เกิดขึ้นล้วนทำให้ฮูหยินเสื่อมเสียชื่อเสียงจนไม่อาจสู้หน้าผู้คนได้อีก ดังนั้นจะให้ใครรู้เรื่องเพิ่มขึ้นอีกไม่ได้เด็ดขาด!

เจียห้าวมองตาม หน้าตางงๆ แล้วก็ไม่คิดอะไรมากอีก ฮูหยินกลับมาอย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว ก่อนหน้านี้เขาร้อนใจจะตายแล้ว เขาเดินหาฮูหยินกับรุ่ยหลินจนทั่ววัดเลย แต่ก็ไม่เจอ เขาจึงกำลังจะไปขอให้คนอื่นๆ ช่วยกันออกไปตามหา ก็พอดีฮูหยินกลับมาก่อน เขาจึงยังไม่ได้ให้ใครออกไปช่วยตามหา

หลิวฟางอิ่งเข้าห้องพักไปแล้วก็จัดแจงอาบน้ำทันที หลังจากอาบน้ำแล้วนางก็นอนพัก นางหลับเป็นตายเลยทีเดียว แม้ตรงนั้นจะรู้สึกเจ็บ แต่ว่าสีหน้าของนางไม่ซังกะตายแล้ว หากใครเห็นย่อมรู้สึกว่าสีหน้าของนางล้วนเหมือนต้นไม้ได้ฝนกันทั้งนั้น ส่วนเจิ้งชูซินก็นั่งเฝ้าอยู่ในห้อง รุ่ยหลินก็นอนหลับอยู่กับพื้นข้างเตียง

วันต่อมา หลิวฟางอิ่งก็นั่งรถม้ากลับบ้านตระกูลเฟิ่ง หูเย่จวนเห็นพี่สะใภ้กลับมาเร็วก็รู้สึกตกใจ นางรีบปั้นสีหน้าให้เป็นปกติ พลางถามว่า “พี่อิ่งอิ่งไปถือศีลอยู่ที่วัดเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”

“อืม ดี” หลิวฟางอิ่งตอบแล้วถามว่า “หวงเอ๋อร์ล่ะ?”

“หลับอยู่เจ้าค่ะ” หูเย่จวนตอบ หลิวฟางอิ่งจึงบอก “งั้นข้ากลับเรือนก่อน ไว้หวงเอ๋อร์ตื่นแล้วก็พามาหาข้าล่ะกัน”

“เจ้าค่ะ” หูเย่จวนรับคำ หลิวฟางอิ่งจึงเดินไปทางเรือนของนาง รุ่ยหลินประคองเจ้านายเดินไป เจิ้งชูซินก็เดินตามไป หูเย่จวนมองสตรีแปลกหน้าคนนั้นแล้วเอ่ยปากถาม “เดี๋ยวก่อน เจ้าเป็นใคร?”

เจิ้งชูซินหยุดเท้า หันไปตอบอย่างนอบน้อมว่า “บ่าวเป็นสาวใช้คนใหม่ของฮูหยินเจ้าค่ะ บ่าวชื่อเจิ้งชูซินเจ้าค่ะ”

“สาวใช้คนใหม่?” หูเย่จวนเลิกคิ้วขึ้น เจิ้งชูซินตอบ “เจ้าค่ะ เช่นนั้นบ่าวขอตัวไปรับใช้ฮูหยินก่อนนะเจ้าคะ”

นางพูดจบแล้วก็ไม่รอให้หูเย่จวนอนุญาต นางเดินตามหลิวฟางอิ่งไปทันที

หูเย่จวนมองเพ่งอยู่พักหนึ่งก็ดึงสายตากลับมา นางรอให้น้องชายกลับมาก่อนแล้วจะได้ถามถึงแผนการที่วางไว้ว่าสำเร็จหรือไม่ หากว่าสำเร็จ เช่นนั้นย่อมเป็นเรื่องดียิ่ง!

แต่หากว่าไม่สำเร็จล่ะ? นังนั่นจะเอาเรื่องเอาราวอะไรหรือเปล่า?

เมื่อเข้าไปในเรือน เจิ้งชูซินก็ก้าวไปยืนข้างๆ หลิวฟางอิ่งพลางบอกเสียงเบาว่า “นายท่านส่งข่าวมาว่าให้ท่านเร่งกลับบ้านเดิมได้แล้วเจ้าค่ะ”

หลิวฟางอิ่งฟังแล้วอึ้งงันไป นางยังไม่ทันตั้งตัวดีๆ เลย เขาก็เร่งแล้ว!

นางมองเจิ้งชูซินแล้วถามว่า “นายท่านเจ้าชื่อแซ่อะไรรึ?”

“นายท่านแซ่หยาง ชื่อซีถิง เจ้าค่ะ” เจิ้งชูซินตอบแล้วพูดต่อ “นายท่านเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่ อำนาจบารมีมากล้น ฮูหยินอย่าได้คิดหนีเลย”

หลิวฟางอิ่งฟังแล้วอ้าปากค้างไป เขาเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่!

ความหวังเล็กๆ ที่จะพาลูกสาวหนีไปซ่อนตัวเป็นอันพังทลายลงไปในทันที คนเขาเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ อำนาจบารมีมากล้นจริงอย่างที่เจิ้งชูซินบอกนั่นแหละ หากว่านางหนีไปจริงๆ เกรงว่าตระกูลนางคงเดือดร้อนแน่แท้!

“ฮูหยินควรจะรีบกลับบ้านเดิมนะเจ้าคะ” เจิ้งชูซินแนะนำ หลิวฟางอิ่งได้แต่พยักหน้ารับ “อืม”

นางโบกมือไล่ เจิ้งชูซินจึงถอยออกไป รุ่ยหลินรอจนเจิ้งชูซินออกจากห้องไปแล้ว นางจึงก้าวไปยืนชิดฮูหยินแล้วกระซิบกระซาบว่า “ฮูหยินเจ้าคะ จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ?”

หลิวฟางอิ่งมองรุ่ยหลินแล้วแค่นเสียงคำหนึ่ง “ฮึ!”

นางยื่นมือไปจับแขนรุ่ยหลินพลางกล่าว “ข้ายังจะทำอะไรได้อีก เขาเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ เขาต้องการตัวข้า ข้าจะหนีเขาพ้นได้อย่างไร ต่อให้ข้าพาหวงเอ๋อร์หนีไป แต่ว่าคนตระกูลหลิวล่ะ เขาคงไม่ปล่อยคนตระกูลหลิวไปแน่”

รุ่ยหลินฟังแล้วได้แต่จำยอมเท่านั้น คนเขามีอำนาจมากบารมีเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ จะบีบฮูหยินของนางอย่างไรก็ได้ ตอนนี้มีทางเดียวเท่านั้นคือฮูหยินต้องกลับบ้านเดิมไปรอให้เขามาสู่ขอ!

“หลินเอ๋อร์ ข้าช่างอาภัพนัก สามีตายยังไม่ทันไร ก็ถูกเขาบังคับให้แต่งงานใหม่เสียแล้ว” หลิวฟางอิ่งบ่นอย่างอัดอั้นตันใจ รุ่ยหลินได้แต่ปลอบว่า “ฐานะอนุของแม่ทัพใหญ่ อย่างไรก็ยังใหญ่กว่าเป็นฮูหยินตระกูลสามัญ ฮูหยินอย่าได้คิดมากเลยเจ้าค่ะ ไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็นวาสนาก็ได้เจ้าค่ะ”

“วาสนารึ?………” หลิวฟางอิ่งได้แต่พร่ำบ่นอย่างอัดอั้นตันใจต่อไปเรื่อยๆ รุ่ยหลินนั้นเติบโตมาพร้อมนาง เป็นสาวใช้ที่ซื่อสัตย์กับนางยิ่งนัก ดังนั้นไม่ว่าเรื่องอะไรนางล้วนสามารถพูดให้รุ่ยหลินฟังได้

เย็นวันนั้น หลิวฟางอิ่งก็บอกกับหูเย่จวนว่าจะกลับบ้านตระกูลหลิวพรุ่งนี้ หูเย่จวนย่อมไม่อาจขัดขวางอะไรได้ นางอยากจะเหนี่ยวรั้งหลิวฟางอิ่งไว้ รอจนกว่าน้องชายของนางจะกลับมาก่อน แต่ก็ไม่อาจหาข้ออ้างดีๆ ได้เลย

วันต่อมา หลิวฟางอิ่งก็นั่งรถม้ากลับเมืองหลวงไปพร้อมกับลูกสาวตัวน้อย โดยมีสาวใช้ทั้งสอง และแม่นมซื่อติดตามไปด้วย ระหว่างที่นั่งรถม้า แม่นมซื่อก็บอกเล่าเรื่องราวของหูเย่จวนในช่วงที่ฮูหยินไปถือศีลกินเจ อยู่ที่วัดให้ฟัง เฟิ่งหวงก็ฟังด้วยอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร แม่นมซื่อเล่าจบแล้วก็เตือนว่า “สะใภ้หูคนนี้ ต่อหน้าฮูหยินก็ทำอย่าง ลับหลังก็ทำอีกอย่าง ถ้าอย่างไรฮูหยินระวังนางไว้บ้างเถอะเจ้าค่ะ”

“อืม ข้ารู้แล้ว” หลิวฟางอิ่งพยักหน้าแล้วก้มลงลูบๆ ศีรษะลูกสาว นางคิดว่าดีแล้วที่พาหวงเอ๋อร์มาด้วย หากว่าปล่อยให้หวงเอ๋อร์อยู่ที่บ้านตระกูลเฟิ่งต่อไป หูเย่จวนคงไม่ดูดำดูดีหวงเอ๋อร์นักหรอก ในใจนางตอนนี้หมายมั่นใจแล้วว่า ต่อให้นางแต่งงานใหม่ เป็นอนุของท่านแม่ทัพใหญ่ นางก็จะพาหวงเอ๋อร์ไปอยู่จวนแม่ทัพด้วยกัน จะดีจะร้ายอย่างไร นางก็จะปกป้องลูกสาวตัวน้อยให้ได้

หลายวันผ่านไป หลิวฟางอิ่งก็เดินทางไปถึงบ้านตระกูลหลิว หลิวมู่เหยียน(刘沐颜) ซึ่งเป็นพี่ชายของหลิวฟางอิ่งก็ต้อนรับน้องสาวกับหลานสาวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ส่วนกัวเหม่ยอิง(郭美英) ซึ่งเป็นภรรยาของหลิวมู่เหยียนกลับมีสีหน้าไม่ค่อยพอใจแวบหนึ่งเมื่อรู้ว่าน้องสาวของสามีจะกลับมาอยู่บ้านเดิม นางได้แต่ต้อนรับไปตามน้ำ ทั้งยังแอบวางแผนไว้ในใจว่าจะต้องหาทางให้หลิวฟางอิ่งแต่งงานใหม่เสีย พวกนาง 2 คนแม่ลูกจะได้ไปพ้นๆ จากบ้านนี้เสียที

เมื่อมาถึงเมืองหลวง เจิ้งชูซินก็เขียนรายงานให้เจ้านายอย่างละเอียด ทั้งเรื่องคนตระกูลเฟิ่ง ทั้งเรื่องคนตระกูลหลิว นางเขียนรายงานยันหมูหมากาไก่ คล้ายจะเอาคืนที่เจ้านายให้นางมาเป็นสาวใช้ของอนุคนใหม่ของเขา นางเป็นถึงนายกองซึ่งดูแลบัญชีเสบียงในกองทัพเชียวนะ แต่เขากลับให้นางเป็นสาวใช้คอยจับตาดูอนุของเขาเสียนี่!

ทันทีที่หยางซีถิงเห็นรายงานปึกหนาเท่าหนังสือเล่มโต เขาก็รู้สึกปวดขมับขึ้นมาทันที เขาหยิบรายงานนั้นมาอ่านดูแล้วยิ่งปวดขมับยิ่งกว่าเดิม นางรายงานแม้กระทั่งจำนวนหมูหมากาไก่ด้วยเรอะ!

เต๋อผิงอ่านรายงานนั้นแล้วเหมือนกัน เขารู้สึกขำอยู่ในใจ เขาพอจะเข้าใจจิตใจของเจิ้งชูซินบ้าง หากเป็นเขาถูกท่านแม่ทัพสั่งให้คอยไปจับตาดูอนุแบบนางบ้าง เขาก็คงต้องหาทางเล่นงานท่านแม่ทัพบ้างล่ะ

หยางซีถิงอ่านรายงานจบแล้วก็สั่งพ่อบ้านว่า “เจ้าส่งแม่สื่อไปสู่ขออนุให้ข้า นางแซ่หลิว ชื่อฟางอิ่ง เป็นคนตระกูลหลิวที่เปิดร้านขายถ้วยชามที่ฝั่งใต้”

“ขอรับ” อู๋สี่(吴喜) พ่อบ้านใหญ่ของจวนรับคำสั่งแล้วถอยออกไป

หลังจากนั้นไม่นาน จูลี่ถิง(朱丽婷) มารดาของหยางซีถิงก็รู้เรื่องที่ลูกชายของนางจะรับอนุ นางจึงเรียกพ่อบ้านอู๋ไปซักถาม จนได้ความว่าลูกชายของนางให้เขาไปสู่ขอแม่หม้ายคนหนึ่งมาเป็นอนุ ซึ่งนางก็ไม่ขัดข้องอะไรที่ลูกชายจะแต่งแม่หม้ายมาเป็นอนุ แต่หากว่าจะแต่งมาเป็นฮูหยินเอก นางคงไม่ยินยอม ต้องคัดค้านหัวชนฝาแน่นอน ลูกชายของนางเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ ฮูหยินเอกของเขาย่อมต้องหาสตรีที่มีชาติตระกูลดี สามารถเกื้อหนุนบุตรชายของนางได้ อย่างเช่นฮูหยินเอกคนก่อนที่ตายไป นางมาจากตระกูลเหอ ซึ่งเป็นพระญาติของไทเฮา แต่น่าเสียดายที่ลูกสะใภ้ของนางวาสนาน้อยนัก คลอดหลานชายให้นางคนหนึ่งแล้วก็ตกเลือดตายไป ตำแหน่งฮูหยินเอกจึงว่างมาจนถึงปัจจุบัน นางเองก็เพียรทาบทามสตรีให้ลูก แต่เจ้าลูกชายหัวดื้อของนางกลับไม่ยินยอมแต่งงานใหม่เสียที แม้แต่อนุก็ไม่มี บ่าวอุ่นเตียงก็ไม่มีสักคน ทำนางร้อนใจนัก นางอยากให้เขาแต่งงานใหม่ มีหลานให้นางมากๆ หน่อย มาคราวนี้ดีเลย เจ้าลูกชายหัวดื้อในที่สุดก็หาสะใภ้ให้นางเสียที

อู๋สี่เห็นฮูหยินผู้เฒ่ามีสีหน้าเบิกบานไม่ได้คัดค้านอะไร เขาจึงรู้สึกโล่งใจ เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าโบกมือไล่ เขาจึงกุมมือคารวะแล้วถอยออกไป จากนั้นเขาก็ไปจัดเตรียมการสู่ขอให้เรียบร้อย

เวลาผ่านไป 5 วันหลังจากที่หลิวฟางอิ่งกลับมาบ้านเดิม ก็มีแม่สื่อมาสู่ขอนาง เรื่องนี้ทำให้กัวเหม่ยอิงดีอกดีใจยิ่งนัก นางยังไม่ทันจะได้ทาบทามบุรุษให้น้องสามีเลย แม่สื่อก็มาถึงบ้านเสียแล้ว และเมื่อรู้ว่าคนที่ส่งแม่สื่อมาสู่ขอคือท่านแม่ทัพใหญ่ นางยิ่งดีใจจนเนื้อเต้น ที่จะได้เกี่ยวดองกับท่านแม่ทัพใหญ่ ต่อให้เป็นแค่อนุก็นับว่าดียิ่งนัก

ส่วนหลิวมู่เหยียนรู้สึกแปลกใจนัก น้องสาวของเขาไปรู้จักมักจี่กับท่านแม่ทัพใหญ่ตั้งแต่ตอนไหน? น้องเขยเพิ่งจะตายไปไม่นานเองนะ หรือว่า…เพ้ยๆๆๆ น้องสาวเขาไม่มีวันทำเรื่องชั่วๆ แบบนั้นหรอก!

เขารอจนแม่สื่อกลับไปแล้วจึงได้จูงมือน้องสาวไปคุยกัน

Chapter 6 (18+)คืนเข้าหอ

เมื่อเข้าไปในห้อง อยู่กันตามลำพังพี่น้อง หลิวมู่เหยียนจึงถาม “เจ้าไปรู้จักกับท่านแม่ทัพใหญ่ได้อย่างไร?”

“ข้าพบเขาที่วัดต้าฝอหลังจากที่สามีข้าตายน่ะ” หลิวฟางอิ่งตอบตามตรง แต่นางก็ไม่ได้เล่าอะไรมากนัก

“เรื่องแต่งงาน เจ้าตัดสินใจอย่างไร?” หลิวมู่เหยียนถาม หลิวฟางอิ่งตอบ “ย่อมต้องตกลง”

“เจ้าเต็มใจจริงรึ?” หลิวมู่เหยียนถาม เพราะดูสีหน้านางแล้ว เขารู้สึกว่านางคล้ายจะไม่เต็มใจนัก ซึ่งแตกต่างจากตอนที่เฟิ่งหยางมาสู่ขอนาง ตอนนั้นนางมีสีหน้าดีใจจนยิ้มแย้มหน้าบานไปทั้งวันทั้งคืนเลยทีเดียว

“ข้าเต็มใจ” หลิวฟางอิ่งตอบ ต่อให้นางไม่เต็มใจ แต่นางจะหนีพ้นได้อย่างไร อำนาจของตระกูลนางน้อยนิดราวกับแสงหิ่งห้อยเมื่อเทียบกับท่านแม่ทัพใหญ่ พูดให้ถูกคือตระกูลนางไม่มีอำนาจอะไรที่จะไปต่อกรกับท่านแม่ทัพใหญ่ได้เลยต่างหาก!

นางปั้นหน้าแย้มยิ้มอ่อนๆ พลางบอก “ท่านพี่ ข้าเป็นหม้ายไม่ใช่เรื่องดี มีแต่จะถูกคนอื่นข่มเหงรังแกเอา ได้แต่งกับเขานับว่าเป็นวาสนาของข้าแล้ว หญิงหม้ายอย่างข้ายังมีโอกาสแต่งงานครั้งที่ 2 นี่ถือว่าดีมากแล้วจริงๆ”

“ได้ เช่นนั้นข้าจะตอบรับแม่สื่อ” หลิวมู่เหยียนพยักหน้า เขาคิดๆ ถี่ถ้วนแล้ว การที่น้องสาวแต่งงานกับท่านแม่ทัพใหญ่ มีแต่ข้อดี ไม่มีข้อเสีย ถึงจะไม่ได้เป็นฮูหยินเอก แต่ว่าตำแหน่งอนุของท่านแม่ทัพใหญ่ก็ไม่ต่ำต้อยนัก

“แล้วหวงเอ๋อร์?” เขาถามต่อ หลิวฟางอิ่งบอก “ข้าจะพานางไปด้วย”

“จะดีรึ? อย่างไรให้นางอยู่กับข้าก็ได้” หลิวมู่เหยียนบอก หลิวฟางอิ่งจึงบอก “ให้นางไปอยู่จวนแม่ทัพก่อนเถอะ หากว่ามีปัญหาอะไรข้าค่อยส่งนางกลับมาให้ท่านทีหลังก็ได้ ข้าไม่อยากอยู่ห่างจากลูก นางเป็นลูกของคนที่ข้ารัก จะให้ข้าทิ้งนางให้ห่างหูห่างตา ข้าทำใจไม่ได้จริงๆ”

“ก็ได้” หลิวมู่เหยียนตกลง อันที่จริงเขาเองก็ค่อนข้างลำบากใจอยู่บ้าง หากว่าจะเลี้ยงหลานสาวเอง เขารู้ว่าภรรยาเขาไม่อยากให้เขามี ‘ภาระ’ เพิ่ม ตอนที่น้องสาวกับหลานสาวเขากลับมา นางก็แอบเปรยๆ กับเขาเรื่องหาสามีใหม่ให้น้องสาว เขายังไม่ทันหา บุรุษก็มาเสียก่อนแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็นับว่าทุกอย่างลงตัวพอดี

หลังจากนั้นหลิวมู่เหยียนก็ให้คำตอบกับแม่สื่อไป ทางหยางซีถิงก็กำหนดวันรับเจ้าสาวเข้าจวนเป็นวันที่ 1 ของเดือนหน้า ซึ่งก็คืออีก 10 วัน หลิวมู่เหยียนจึงเร่งเตรียมสินเดิมให้น้องสาวยุ่งง่วนไปหมด

ครั้นถึงวันที่ 1 เกี้ยวเจ้าสาวก็ถูกยกออกจากบ้านตระกูลหลิว หลิวฟางอิ่งสวมชุดเจ้าสาวสีชมพูนั่งอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาว นางไม่อาจใส่ชุดสีแดงได้เพราะว่านี่เป็นธรรมเนียมการแต่งงาน แต่งฮูหยินเอกเท่านั้นเจ้าสาวจึงจะมีสิทธิ์ใส่ชุดสีแดง หากว่าแต่งอนุ เจ้าสาวจะใส่ชุดสีชมพู นางมองชุดเจ้าสาวสีชมพูของตัวเองอย่างเยาะหยัน วาสนาของนางจากเป็นฮูหยินเอก จู่ๆ ก็กลายเป็นอนุเสียได้ ช่างน่าขันเสียจริง

ส่วนเฟิ่งหวงก็ถูกพาไปจวนแม่ทัพใหญ่ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว มีแม่นมซื่อคอยดูแล ฮูหยินผู้เฒ่าของจวนแม่ทัพใหญ่ เห็นเฟิ่งหวงก็ให้ความเอ็นดูเด็กน้อยหน้าตาน่ารักราวกับเทพธิดาน้อยในภาพวาด

งานแต่งงานผ่านไปอย่างเรียบง่าย หยางซีถิงดื่มเหล้ากับแขกเหรื่อพักใหญ่ก็ขอตัวไปเข้าหอ

ณ ห้องหอ หลิวฟางอิ่งนั่งรอสามีอยู่ในห้องหอ พอประตูห้องเปิดออกนางก็ตัวเกร็งขึ้นมาทันที

หยางซีถิงเดินเข้าไปในห้อง เขาเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออกแล้วชมว่า “งามนัก”

หลิวฟางอิ่งรู้สึกอึดอัดใจนัก แต่นางก็ไม่อาจแสดงออกมาทางสีหน้าได้ นางจึงเก็บกดเอาไว้ในใจ แล้วถามว่า “ท่านพี่จะ…”

นางยังถามไม่ทันจบ หยางซีถิงก็กางแขน ทำท่าเหมือนรอให้สาวใช้ถอดเสื้อผ้าให้ แต่ในห้องหอไม่มีสาวใช้แม้แต่คนเดียว หลิวฟางอิ่งพอจะเข้าใจ นางจึงช่วยเขาถอดเสื้อตัวนอกออกไปแขวนเอาไว้ จากนั้นก็เดินกลับมาช่วยเขาถอดเสื้อตัวกลาง เหลือเพียงเสื้อตัวใน หยางซีถิงเห็นนางยืนนิ่งไม่ช่วยเขาถอดอีก เขาจึงสั่งว่า “ถอดให้หมดซิ”

“เจ้าค่ะ” หลิวฟางอิ่งจึงถอดเสื้อตัวในออก หยางซีถิงชี้ที่กางเกง “ถอดด้วย”

“เจ้าค่ะ” หลิวฟางอิ่งรับคำแล้วยื่นมือไปถอดกางเกงอย่างแข็งเกร็ง จังหวะที่นางถอดกางเกงลง นางก็ชำเลืองมองทวนทองของเขาซึ่งกำลังแข็งขึงพร้อมจ้วงแทงแล้ว นางกลืนน้ำลายอึกหนึ่งอย่างหวั่นกลัว ทวนทองช่างใหญ่นัก!

มันใหญ่เกือบเท่าข้อมือนางเลยทีเดียว นางถอดกางเกงออกมาแล้วก็เอาไปแขวนไว้ จากนั้นก็หันกลับไปยืนนิ่ง สายตาของนางหันมองไปทางอื่น ไม่กล้ามองเขาตรงๆ เพราะรู้สึกกลัว

หยางซีถิงเห็นนางมีสีหน้าหวาดกลัวจึงบอกเสียงนุ่มว่า “อย่ากลัวข้า ข้าไม่ใช่ยักษ์มารที่จะกินเจ้า”

ใช่ ท่านไม่ใช่ยักษ์มาร แต่ท่านน่ะน่ากลัวยิ่งกว่ายักษ์มารเสียอีก หลิวฟางอิ่งเถียงอยู่ในใจ หยางซีถิงมองสีหน้านางอีกครู่แล้วสั่งว่า “ถอดออกให้หมด”

นิ้วก็ชี้ไปที่นาง หลิวฟางอิ่งสะดุ้งทีหนึ่ง ครู่ต่อมานางก็ค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าออก นางเป็นอนุของเขาแล้ว เขาสั่งอะไรนางก็ต้องทำตาม

หยางซีถิงมองดูนางถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้น…ทีละชิ้น จนกระทั่งยืนเปลือยเปล่า ผิวขาวผ่องสะท้อนแสงเทียนจนคล้ายจะเรืองแสงออกมาอย่างไรอย่างนั้น เขามองสำรวจร่างกายนางทุกส่วนแล้วดันนางไปนอนบนเตียง หลิวฟางอิ่งอายจนหน้าแดง นางนอนลงไปไม่ขัดขืน หยางซีถิงก็จัดท่าจัดทางนางให้นอนโดยที่สะโพกนางพาดอยู่กับขอบเตียง จับขานางกางออก แล้วเขาก็คุกเข่าอยู่ข้างเตียง ก้มลงไปเลียเนินเนื้ออ่อนนุ่ม

“อ้า” หลิวฟางอิ่งร้องคำหนึ่ง แล้วรีบเม้มปากกลั้นเสียงร้อง หยางซีถิงเงยหน้าขึ้นพูด “เจ้าจะร้องดังเท่าไหร่ก็ได้ บริเวณนี้ข้าไล่คนออกไปหมดแล้ว เจ้าไม่ต้องกลัวหรอกว่าคนอื่นจะได้ยิน”

เขาพูดแล้วก็ก้มลงไปเลียเนินเนื้ออ่อนนุ่มต่อ หลิวฟางอิ่งเม้มริมฝีปาก จิกนิ้วกับฟูกนอน ทนต่อความจักจี้ปนเสียวที่เขากำลังมอบให้นาง หยางซีถิงเลียปาดไปปาดมาแล้วแหวกกลีบเนื้ออ่อนนุ่มออกจนแหกกว้าง เขาเลียเม็ดมณีแผล๊บๆ

“อื้อ!” หลิวฟางอิ่งคราง ตัวเกร็งไปหมด นางรู้สึกทรมานปนเสียวซ่าน หยางซีถิงเลียดูดอย่างไม่เร่งร้อน คล้ายกับเขากำลังละเลียดกินอาหารอย่างไรอย่างนั้น หลิวฟางอิ่งถูกเขาทรมานจนทนไม่ไหว ร้องครางออกมา “อื้อ…อี้…”

หยางซีถิงเลียๆ ดูดๆ จนนางหวีดร้องเสียงแหลม “อ้าาาาา…”

นางหลั่งน้ำหวานจนฟูกเปียกเปื้อนเป็นวงใหญ่ หยางซีถิงเลียกินน้ำหวานจนพอใจแล้วจึงขยับลุกขึ้น จับทวนทองแทงรูอ่อนนุ่ม หลิวฟางอิ่งหวีดร้องอีกครา “อ้า…”

นางยังไม่ทันหายเสียวเลย เขาก็แทงทวนเข้ามาแล้ว ทำให้นางรู้สึกเสียวจนปลายเท้าชาเกร็งไปหมดแล้ว

“อูว อิ่งเอ๋อร์ เจ้ากัดข้าแน่นเชียว” หยางซีถิงครางอย่างพอใจ นางรัดเขาแน่นมาก ทำเขายิ่งหลงใหลนางมากขึ้นอีก เขาแทงทวนทองเข้าไปสุดลำแล้วก็สาวออกมา แล้วแทงเข้าไปใหม่ หลิวฟางอิ่งหวีดร้อง “อ้า…อื้อ…”

“อูว…” หยางซีถิงกระแทกเข้าๆ ออกๆ เขากระหน่ำทิ่มแทงสุดแรง สีหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข หลิวฟางอิ่งครางกระเส่า นางเสียวปนจุกแน่น พลางกอดเขาแล้วอ้อนวอนว่า “อื้อ…ท่านพี่ อี้…ช้าหน่อย”

หยางซีถิงเบาแรงลง เขาค่อยๆ สาวเข้าสาวออกช้าลง พลางวางมือบนท้องน้อยของนาง ใช้นิ้วโป้งบี้คลึงเม็ดมณี หลิวฟางอิ่งเสียวแทบขาดใจตาย “อื้อ…อื้อ…”

ไม่ทันไรนางก็ถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้า “อ้าาาาา…”

“อื้ม! เจ้ากัดข้าแรงมาก เยี่ยม” หยางซีถิงเอ่ยชมแล้วตะบันเอวกระแทกจนเสียงดังตับๆๆๆ…

“อ้า อ้า…” หลิวฟางอิ่งหวีดร้องกอดเขาแน่น นางเสียวจนแทบขาดใจตาย หยางซีถิงกระหน่ำทิ่มแทงสุดแรง เขาแทงนางอยู่นานก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าง่ายๆ เขาแทงจนนางถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไปหลายหนแล้ว จนในที่สุดขณะที่นางถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าอีกครั้ง เขาจึงได้ถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไปพร้อมกับนาง สองเสียงร้องประสานกัน “อ้าาาาา…” / “โอววววว…”

หลิวฟางอิ่งหลงนึกดีใจว่าเขาจะหยุดเสียที ที่ไหนได้ เขากลับทิ่มแทงนางต่อ ราวกับว่าเขามีเรี่ยวแรงล้นเหลือไม่มีวันหมดแรงอย่างไรอย่างนั้น นางจึงได้แต่ขอร้องว่า “ท่านพี่ อื้อ…หยุดก่อนเจ้าค่ะ อ้า…ข้าไม่ไหวแล้ว”

“หึๆๆ…” หยางซีถิงหัวเราะเบาๆ เขาหยุดกระแทกนาง ยืนแช่คาอยู่ในรูนางอย่างนั้นไม่ยอมถอนทวนทองออก มือก็เอื้อมไปหยิบถุงหนังที่ใส่น้ำซึ่งวางอยู่ข้างเตียงมาดื่มอึกๆ หลิวฟางอิ่งมองดูเขาเงยหน้าดื่มน้ำจากถุงหนังพลันรู้สึกว่าเขาช่างเย้ายวนน่ามองยิ่งนัก ทำนางมองเขาเพลินตาเลยทีเดียว จนเขาลดถุงน้ำลง มองมาที่นาง นางจึงรีบเบนสายตาไปมองทางอื่นแทน

“หึๆ เจ้าก็หิวน้ำหรือ เช่นนั้นก็ลุกมากินซิ” หยางซีถิงก้มลงไปประคองศีรษะนางขึ้นแล้วเอาถุงน้ำจ่อปากนาง หลิวฟางอิ่งกำลังกระหายน้ำจึงยันตัวขึ้นมาจับถุงน้ำแล้วดื่มลงไป นางดื่มสักพักก็ดันถุงน้ำออกแล้วนอนแผ่ลงไปอย่างเหนื่อยล้า หยางซีถิงจึงปิดจุกถุงน้ำแล้ววางไว้ข้างเตียง จากนั้นก็ช้อนอุ้มนางขึ้นมาโดยที่ทวนทองยังคารู เขาอุ้มนางขึ้นมาแล้วขยับขึ้นเตียง วางนางลงกลางเตียง เขาจัดท่าจัดทางนางดีแล้วก็ขยับเอวจ้วงแทงนางต่อ หลิวฟางอิ่งหวีดร้อง “อ้า…อี้…”

ตั้งแต่เขาแทงเข้ามาในตัวนาง เขาก็ยังไม่ยอมถอนทวนทองออกไปเลย คล้ายกับว่าเขาชอบที่จะอยู่ในตัวนางอย่างนี้จนไม่อยากถอนออกอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นแหละ หยางซีถิงได้แทงแล้วก็ไม่อยากถอนออกมาเลย รูนางทั้งอุ่นทั้งนุ่มลื่น ทั้งบีบรัดจนเขาเสียวแล้วเสียวอีก เขาชอบความรู้สึกที่ได้อยู่ในตัวนางอย่างนี้มาก!

เขากระหน่ำทิ่มแทงนางจนนางถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไปอีกหลายหน เขาจึงได้ถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าครั้งที่ 2

หลิวฟางอิ่งเหนื่อยล้าจนผล็อยหลับไป หยางซีถิงอยากแทงต่อ แต่พอเห็นนางหลับไปแล้วเขาจึงได้แต่จำใจถอนทวนทองออกมาอย่างเสียดาย เขานอนลงข้างนาง สอดแขนเข้าไปใต้คอนางแล้วพลิกนางให้นอนกอดเขา หลิวฟางอิ่งงัวเงียกอดก่ายเขาแล้วหลับต่อ หยางซีถิงจึงหลับตาลงนอนพัก ช่วงนี้อากาศยังไม่หนาว เขากับนางเปลือยกายนอนกอดกันไม่ห่มผ้าจึงไม่เป็นไร ในสมองของเขาก่อนที่จะหลับก็คิดถึงท่วงท่าต่างๆ เอาไว้ในใจ ทั้งท่าลิงอุ้มแตง ท่ากวางเหลียวหลัง ท่าสุนัข ฯลฯ และท่าอื่นๆ อีกมากมายที่ผุดขึ้นมาในหัวเขา คอยดูซิ เขาจะทำทุกท่ากับนางให้หมดเชียว!

หลิวฟางอิ่งหลับไปโดยไม่รู้เลยว่าสามีกำลังคิดอะไรอยู่ หากนางรู้ นางคงหวั่นกลัวจนหนาวสะท้านแน่แท้

จนสาย หลิวฟางอิ่งจึงได้ตื่นขึ้นมา นางมองเห็นแสงสว่างที่ลอดชายคาเข้ามาก็ตกใจ นี่ข้าตื่นสายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

นางจึงขยับลุกขึ้น ทำให้หยางซีถิงตื่นขึ้นมา มือเขากอดเอวนางหมับ แล้วพลิกตัวขึ้นคร่อมนาง หลิวฟางอิ่งรีบยันอกเขาไว้ “ท่านพี่ สายมากแล้ว หากว่ายังไม่แต่งตัวอีก ท่านแม่คงรอนานนะเจ้าคะ”

“รอก็รอไปซิ ท่านแม่ย่อมเข้าใจข้า” หยางซีถิงบอกอย่างเอาแต่ใจ เขาเพิ่งจะแต่งงานหลังจากที่อยู่เปลี่ยวร้างมาหลายปี ดังนั้นเขาจึงคิดจะตักตวงความสุขให้หนำใจเสียหน่อย หากว่าเกิดสงครามขึ้นมา เขาก็ต้องออกไปรบ ต้องอยู่ห่างจากนางไปอีกนาน ดังนั้นในช่วงเวลาที่ทุกอย่างยังสงบสุขอยู่ เขาจึงคิดตักตวงความสุขให้มากๆ ขึ้นหน่อย

“แต่ว่า อื้อ…” หลิวฟางอิ่งพูดยังไม่ทันจบก็ถูกเขาจับขาอ้าออกแล้วแทงเข้ามาแล้ว นางเรียกเขา “ท่านพี่”

“เงียบ” หยางซีถิงดุ หลิวฟางอิ่งจึงไม่อาจพูดอะไรได้อีก ได้แต่ปล่อยให้เขาทิ่มแทงไป นางเม้มปากกลั้นเสียงคราง แต่ก็กลั้นไม่อยู่ “อื้อ…ท่านพี่…อื้อ…”

“อูว…เจ้ากัดข้าแน่นนัก” หยางซีถิงกระหน่ำทิ่มแทงจนนางถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไปหลายครั้ง จนดวงตะวันส่องขึ้นสู่กลางฟ้าเขาจึงได้หยุดแทงนาง “โอววววว…”

เขาหลั่งสายธารไว้ในกายนางแล้วจึงถอนทวนทองออกมา หลิวฟางอิ่งนอนหมดเรี่ยวหมดแรงอยู่บนเตียง เนื้อตัวนางเต็มไปด้วยรอยสีแดงอันเกิดจากการขบดูดของเขา เขามองนางครู่หนึ่งแล้วข่มใจเอาไว้ หากไม่ใช่เพราะว่าท่านแม่รออนุยกน้ำชาคารวะ เขาคงจับนางทิ่มแทงต่อไม่ยอมปล่อยนางไปง่ายๆ หรอก เขาลุกขึ้นสวมเสื้อตัวในแล้วเดินออกไปตะโกนเรียกบ่าวให้ยกน้ำร้อนเข้ามา

หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว หยางซีถิงจึงได้ประคองอนุหลิวไปยกน้ำชาคารวะแม่สามี

ณ เรือนของจูลี่ถิง จูลี่ถิงกำลังนั่งรออย่างเดือดดาลยิ่งนัก จนตะวันตรงศีรษะแล้วอนุหลิวก็ยังไม่มายกน้ำชาคารวะนางเลย ทำให้นางโมโหจนหน้าตาบึ้งตึงไปหมด เมื่อสาวใช้มารายงานว่า “นายท่านกับอนุหลิวมาแล้วเจ้าค่ะ”

จูลี่ถิงจึงมองไปที่ประตูเขม็ง ครั้นเห็นลูกชายประคองอนุหลิวเดินเข้ามา ท่าทางนางอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ทำให้จูลี่ถิงยิ่งโมโหมากกว่าเดิม นางจึงตวาดว่า “ช่างไม่รู้ธรรมเนียมเอาเสียเลย! สมแล้วที่เป็นสตรีจากตระกูลเล็กๆ จึงได้อบรมบุตรีได้แย่ยิ่ง”

“ท่านแม่อย่าได้โมโหไปเลย เป็นข้าต่างหากที่รั้งนางไว้ นางอยากจะมายกน้ำชาให้ท่านแม่ตั้งแต่เช้าแล้วขอรับ” หยางซีถิงออกหน้าแทน จูลี่ถิงจึงค้อนลูกชายทีหนึ่ง “ฮึ!”

“สะใภ้ขออภัยท่านแม่เจ้าค่ะ” หลิวฟางอิ่งรีบคุกเข่าขอโทษ นางมาคารวะยกน้ำชาให้แม่สามีสายมาก เป็นความผิดของนางอย่างแท้จริง จูลี่ถิงมองลูกสะใภ้อย่างไม่ชอบใจทีหนึ่ง คิดในใจว่าต้องเป็นเพราะนางเอาแต่ยั่วยวนลูกชายของนางแน่แท้ ไม่เช่นนั้นลูกชายนางจะยอมรับนางเป็นอนุรึ เข้ามาอยู่ในจวนแล้วก็ยังไม่ทำตัวดีๆ อีก!

“ท่านแม่ เป็นความผิดข้าเอง ท่านอย่าได้โมโหไปเลย” หยางซีถิงรีบเข้าไปยกน้ำชาให้มารดา จูลี่ถิงโมโหอย่างไรก็ไม่อาจต่อว่าลูกชายได้ นางจึงได้แต่โทษว่าเป็นความผิดของอนุหลิวนั่นแหละที่คอยยั่วยวนลูกชายนางจนลืมธรรมเนียมไป นางจึงบอกน้ำเสียงแข็งว่า “เอาล่ะๆ รีบๆ ให้นางยกน้ำชาให้ข้า แล้วก็รีบไปได้แล้ว”

หยางซีถิงจึงส่งสายตาให้สาวใช้ สาวใช้ก็ถือถาดไปข้างอนุหลิว หลิวฟางอิ่งจึงรับถ้วยน้ำชามาแล้วคลานเข่าเข้าไปประคองถ้วยน้ำชาคารวะแม่สามี “ท่านแม่ สะใภ้ขอคารวะท่านเจ้าค่ะ”

“ฮึ!” จูลี่ถิงรับน้ำชามาดื่มอึกหนึ่งอย่างเสียไม่ได้ นางวางถ้วยลงแล้วโบกมือไล่ หยางซีถิงจึงประคองอนุหลิวถอยออกไป จูลี่ถิงเห็นท่าทางเดินเหินกะปลกกะเปลี้ยของอนุหลิวแล้วยิ่งโมโหฮึ่มฮั่ม แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้จึงได้แต่ข่มอารมณ์ลงไป

หยางซีถิงประคองอนุหลิวกลับจวนไปแล้วก็นั่งลงกินข้าวร่วมกับนาง หลิวฟางอิ่งก็คอยดูแลสามีไม่ขาดตกบกพร่องเลยสักนิด ถึงนางจะไม่รักเขา แต่ว่านางก็เป็นอนุของเขาแล้ว คนๆ นี้ก็คือ ‘ฟ้า’ ของนาง เขาหลงใหลนางมากเท่าไหร่ย่อมเป็นเรื่องดีต่อตัวนางเอง ตอนที่นางขอพาลูกสาวมาอยู่ด้วยกัน เขาก็อนุญาตอย่างไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย ซ้ำยังปฏิบัติต่อลูกสาวของนางประหนึ่งเป็นลูกสาวของเขาเอง ข้อนี้ทำให้นางคิดได้ว่าควรจะทำดีกับเขาให้มากๆ เข้าไว้

หลังจากกินอาหารกลางวันอิ่มแล้ว หยางซีถิงก็จับอนุหลิวทิ่มแทงต่อ ตักตวงความสุขจากเรือนกายนาง

นอกเรือนของอนุหลิว เด็กชายอายุ 9 ปีคนหนึ่งกำลังย่องเข้าไปในเรือนของอนุคนใหม่ เขาก็คือบุตรชายของหยางซีถิงนั่นเอง เขาแซ่หยาง ชื่อถิงเฟิง(杨庭峰) เขาไม่ได้พบท่านพ่อดีๆ มาหลายวันแล้ว เพราะช่วงนี้ท่านพ่อมัวแต่ยุ่งง่วนกับการแต่งอนุใหม่เข้าจวน

วันนี้เขาจึงฉวยโอกาสที่แม่นมงีบหลับแอบมาหาท่านพ่อ เขาค่อยๆ ย่องเข้าไปในเรือน ย่องผ่านลานเรือนและสวนดอกไม้เข้าไปจนใกล้ตัวเรือน เขาได้ยินเสียงอืออาดังมา เขาจึงแอบดู แล้วก็เห็นท่านพ่อยืนเปลือยกายอยู่ข้างหน้าต่าง กำลังกอดรัดสตรีคนหนึ่งซึ่งเปลือยกายเช่นกัน สตรีคนนั้นหันหลังให้ท่านพ่อของเขา นางยืนเกาะขอบหน้าต่าง หน้าตาบิดเบี้ยวเหยเก ส่งเสียงร้องอืออาไม่หยุด ส่วนท่านพ่อของเขาก็กำลังเหมือนกับใช้หน้าท้องตีก้นนางอยู่อย่างไรอย่างนั้น มือท่านพ่อก็บีบเคล้นก้อนเนื้อบนหน้าอกสตรีนางนั้น อีกมือก็กำลังจับอยู่ตรงหน้าท้องสตรีนางนั้น

“เจ้ากัดข้าแน่นเชียวอิ๋งเอ๋อร์” หยางซีถิงเอ่ยพลางเขี่ยเม็ดมณีรัวๆ ยิ่งเขาเขี่ยเม็ดมณี รูอ่อนนุ่มยิ่งรัดทวนทองแน่นติ้ว หลิวฟางอิ่งเสียวจนหูอื้อตาลายแล้ว หยางซีถิงชะงักไปแวบหนึ่งเมื่อจับสัมผัสได้ว่ามีคนอยู่ใกล้ๆ เขามองไปก็เห็นศีรษะเล็กๆ 1 หัว อยู่ในพุ่มไม้ข้างเรือน เขาจำศีรษะนั้นได้ เป็นลูกชายของเขาเอง เขาจึงไม่คิดจะเปิดโปงลูกชายที่แอบเข้ามาในเรือน เขาทิ่มแทงนางต่อพลางบีบเคล้นทรวงอกนางพร้อมกับเขี่ยเม็ดมณีไปด้วย หลิวฟางอิ่งเสียวจนไม่รู้เรื่องราวอะไรทั้งนั้น นางถูกเขาเคี่ยวกรำจนแทบจะขาดใจตายจริงๆ ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ นางถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไปนับไม่ถ้วนแล้ว สามีใหม่ช่างมีพลังเหลือล้นนัก อีกทั้งลีลาเขายังเชี่ยวชาญชำนาญยิ่ง เขาจับต้องตรงไหน นางก็รู้สึกเสียวซ่านไปหมด เนื้อตัวนางไม่มีตรงไหนสักที่ที่พ้นจากมือเขาไปได้ ถูกเขาสำรวจจับต้องลูบคลำจนถ้วนทั่วแล้ว

หยางถิงเฟิงแอบดูอย่างไม่เข้าใจ เขายังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจได้ว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร เขารู้แค่ว่าท่านพ่อกำลังยุ่งอยู่กับการ ‘ตี’ อนุคนใหม่ นางคงทำให้ท่านพ่อโมโหจึงถูกลงโทษกระมัง เขาไม่อยากถูกท่านพ่อลงโทษจึงได้ค่อยๆ ย่องออกไป แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ท่านพ่อกำลังลงโทษนาง ไยท่านพ่อจึงทำหน้ามีความสุขปานนั้นกัน ส่วนอนุคนใหม่ก็ดูทรมานจนร้องไม่หยุด นางน่าจะเจ็บมากกระมังที่ถูกท่านพ่อ ‘ตี’ ด้วยหน้าท้อง

เขาย่องออกไปจนพ้นจากเรือนของอนุคนใหม่ มาถึงเรือนข้างๆ อนุคนใหม่ที่บ่าวไพร่เล่าว่าเป็นเรือนของน้องสาวของเขา นางเป็นลูกสาวของอนุคนใหม่ จึงนับว่าเป็นน้องสาวของเขา เขาจึงเดินเข้าไปในเรือนของนาง อยากเห็นหน้าตาน้องสาว ภายในเรือนเงียบสงบ มีสาวใช้กำลังปัดกวาดอยู่ด้านนอก

รุ่ยหลินเห็นเด็กชายคนหนึ่งเข้ามาในเรือน นางจึงหยุดมือที่กำลังเช็ดถู มองเด็กชายคนนั้นอย่างสำรวจตรวจตรา เห็นเขาใส่เสื้อผ้าเนื้อดี หน้าตาละม้ายคล้ายนายท่านเจ็ดแปดส่วน ดูแล้วก็รู้ทันทีเลยว่า นี่คงเป็นคุณชายน้อยกระมัง นางจึงกุมมือคารวะ “คุณชาย”

Chapter 7 (18+)น้องสาว

“น้องสาวข้าอยู่ไหนรึ?” หยางถิงเฟิงถาม เขาใคร่อยากเห็นหน้าน้องสาวยิ่งนัก อยากรู้ว่านางหน้าตาเป็นอย่างไร? อ้วนผอมดำขาวเช่นไร?

เขาจะได้เจอนางตอนกินมื้อเย็นร่วมกับท่านพ่อเย็นนี้ แต่ไหนๆ เขาก็มาถึงที่นี่แล้ว เขาจึงอยากเห็นนางสักหน่อย

“คุณหนูหลับอยู่ในห้องเจ้าค่ะ” รุ่ยหลินตอบ หยางถิงเฟิงจึงก้าวเท้าไปทางเรือนหลังนั้น รุ่ยหลินรีบก้าวตามไปพลางบอก “คุณหนูหลับอยู่นะเจ้าคะ”

“ข้าก็ไม่ได้จะปลุกนางสักหน่อยนี่ ข้าแค่อยากเห็นหน้านางเท่านั้นเอง เจ้าจะเสียงดังทำไมเนี่ย?” หยางถิงเฟิงบ่นพลางเดินต่อไป รุ่ยหลินจึงมีท่าทางอีหลักอีเหลื่อยิ่งนัก คุณชายน้อยเป็นบุตรชายของนายท่าน นางจึงไม่กล้าขัดขวาง แต่ว่าคุณหนูของนางกำลังนอนกลางวันอยู่ หากว่าถูกรบกวนจนตื่นขึ้นมา อนุหลิวก็คงตำหนินางเช่นกัน จะขัดขวางก็ไม่ได้ จะห้ามปรามก็ไม่ดี สรุปแล้วคือไม่ดีทั้งขึ้นทั้งล่อง!

หยางถิงเฟิงเดินเข้าไปในเรือน เขามองไปเรื่อยๆ พลางเดินก้าวเข้าไปจนถึงห้องนอน รุ่ยหลินเดินตามไปสีหน้าอีหลักอีเหลื่อ นางเอ่ยห้ามเสียงเบา “คุณชาย…”

ซื่อเฟิงเห็นเด็กชายคนหนึ่งเข้ามา นางเห็นหน้าตาที่ละม้ายคล้ายนายท่านถึงเจ็ดแปดส่วนจึงลุกขึ้นกุมมือคารวะ “คุณชาย”

หยางถิงเฟิงยกนิ้วแตะริมฝีปาก เป็นเชิงห้ามนางส่งเสียง เขาก้าวเดินอ้อมฉากบังตาไปจนถึงข้างเตียงที่ปล่อยม่านมุ้งลงมากันยุงกันแมลง ม่านมุ้งบางเบาทำให้พอจะมองเห็นเงาร่างบนเตียงรางๆ เขายื่นมือไปแหวกม่านมุ้งนิดหนึ่ง ทั้งซื่อเฟิงและรุ่ยหลินกำลังจะเอ่ยห้ามก็ไม่กล้าส่งเสียงดัง ริมฝีปากพวกนางจึงได้แต่อ้าๆ หุบๆ แต่ไร้เสียงออกมา

หยางถิงเฟิงมองดูคนบนเตียงที่นอนตะแคงหันหน้ามาทางเขาพอดี รูปร่างน้องสาวดูอวบอ้วนกลมป้อม ผิวขาวผ่องราวกับปุยฝ้าย หน้าตานางปากนิดจมูกหน่อย แก้มป่องอวบอ้วน สรุปแล้วเป็นน้องสาวตัวอ้วนนี่เอง!

เขานั่งลงบนเตียงแล้วมองดูนาง ใจอยากจะยื่นมือไปบีบแก้มอ้วนๆ นั้นเหลือเกิน แต่ก็กลัวว่าจะทำให้น้องสาวตื่นขึ้นมา มือเขาจึงขยับขยุกขยิกอย่างตัดสินใจไม่ได้สักที

ซื่อเฟิงกับรุ่ยหลินจึงได้แต่ยืนอยู่ข้างเตียง พวกนางกลัวว่าคุณชายน้อยจะปลุกคุณหนูของพวกนางขึ้นมา

หยางถิงเฟิงนั่งมองอยู่พักหนึ่งแล้วก็ลุกขึ้นเดินจากไป รุ่ยหลินกับซื่อเฟิงลอบถอนหายใจที่คุณหนูไม่ได้ถูกรบกวนการนอนกลางวัน

ตอนเย็น หยางซีถิงพาอนุหลิวไปที่เรือนท่านแม่ เพื่อกินข้าวร่วมกันมื้อแรก จูลี่ถิงนั่งอยู่ในห้องโถง มีหยางถิงเฟิงนั่งอยู่ข้างๆ เมื่อสาวใช้รายงานว่า “นายท่านกับอนุหลิวมาเจ้าค่ะ”

จูลี่ถิงจึงมองไป เห็นลูกชายประคองอนุหลิวเดินเข้ามา ท่าทางแทบจะอุ้มกันเลยทีเดียวทำให้นางมองอย่างขัดหูขัดตาแวบหนึ่ง “ฮึ!”

หยางถิงเฟิงมองดูท่านพ่อ อนุหลิว แล้วก็น้องสาวตัวอ้วนที่เดินตามหลังมา

“ท่านแม่” หยางซีถิงกุมมือคารวะ หลิวฟางอิ่งก็คารวะเช่นกัน “ท่านแม่”

“ฮูหยินผู้เฒ่า” เฟิ่งหวงคารวะอย่างไร้เดียงสา นางไม่ได้เรียกจูลี่ถิงว่าท่านย่าเพราะว่าอีกฝ่ายไม่ได้ให้นางเรียกอย่างนั้น หลิวฟางอิ่งจึงสอนลูกให้เรียกจูลี่ถิงว่า ‘ฮูหยินผู้เฒ่า’ เหมือนเช่นที่คนอื่นๆ เรียกขานกัน

หยางถิงเฟิงลุกขึ้นกุมมือคารวะท่านพ่อ “ท่านพ่อขอรับ”

“อืม” หยางซีถิงพยักหน้าทีหนึ่งแล้วแนะนำว่า “นี่คืออนุหลิว ส่วนนั่นน้องสาวคนใหม่ของเจ้า นางแซ่เฟิ่ง ชื่อหวง”

หยางถิงเฟิงจึงก้าวไปยืนตรงหน้าเฟิ่งหวง ยื่นมือไปบีบแก้มอ้วนๆ ที่เขาคิดอยากจะบีบตั้งแต่ตอนที่เห็นนางนอนหลับอยู่ แต่อาจจะเป็นเพราะเขาบีบแรงเกินไปกระมัง เฟิ่งหวงจึงเบะปากร้องไห้ “แง้!”

หยางถิงเฟิงรีบปล่อยมือทันที เขาทำหน้าฉงน เขาบีบแค่เบาๆ เท่านั้นเองไยน้องสาวตัวอ้วนถึงร้องไห้เสียแล้วล่ะ?

“หวงเอ๋อร์ ไม่ร้องๆ พี่ชายแค่หยอกเจ้านิดหน่อยเท่านั้นเอง” หลิวฟางอิ่งปลอบลูกสาว หยางถิงเฟิงหันไปมองดูท่านพ่อกับท่านย่าอย่างจนใจ เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำให้นางร้องไห้เลยนะ เขามองดูแก้มนางที่เป็นรอยแดงๆ แล้วเหลือบมองดูมือตัวเองอย่างฉงน เขาบีบเบาๆ หน่อยเดียวเอง ทำไมถึงได้แดงขนาดนี้ล่ะ?

แน่นอนว่าเขาไม่รู้หรอกว่าตัวเองมีพละกำลังมากขนาดไหนจากการถูกท่านพ่อจับฝึกวรยุทธ์ตั้งแต่เริ่มเดินได้!

“หวงเอ๋อร์ พี่ชายไม่ได้จะแกล้งเจ้าเสียหน่อย เจ้าจะร้องไห้ทำไม มาๆ เอาขนมไปกินเร็ว” จูลี่ถิงบอกพลางหยิบขนมชิ้นหนึ่งบนโต๊ะข้างๆ ยื่นให้ หลิวฟางอิ่งจึงรุนหลังลูกสาว “รีบขอบคุณฮูหยินผู้เฒ่าซิลูก”

“ควรเรียกข้าว่าท่านย่าได้แล้ว เจ้าแต่งเข้าจวนมาแล้ว นางก็ถือเป็นหลานข้า” จูลี่ถิงบอกน้ำเสียงค่อนข้างแข็ง แม้นางจะไม่พอใจอนุคนนี้อยู่บ้าง แต่ว่านางก็แยกแยะถูกผิดชัดเจน อีกอย่างเด็กเฟิ่งหวงนั่นก็น่ารักดี นางจึงเมตตาประดุจหลานแท้ๆ

“รีบขอบคุณท่านย่าซิลูก” หลิวฟางอิ่งบอก เฟิ่งหวงจึงค่อยๆ หยุดร้องไห้ นางใช้แขนเสื้อเช็ดๆ น้ำตาแล้วกุมมือ “ขอบคุณท่านย่าเจ้าค่ะ”

“มาๆ เอาขนมไปกิน” จูลี่ถิงบอก เฟิ่งหวงจึงเดินไปหาท่านย่า รับขนมชิ้นนั้นมา นางไม่ได้กินทันที แต่บิออกมาส่วนหนึ่งแล้วแบ่งให้ท่านแม่ จากนั้นก็บิให้ท่านพ่อ แล้วก็บิให้พี่ชาย นางบิส่วนที่เหลือออกเป็น 2 ส่วนแล้วยื่นชิ้นที่ใหญ่กว่าให้ท่านย่า ทำเอาจูลี่ถิงรู้สึกเอ็นดูนัก “โถ ช่างมีน้ำใจนัก เจ้ากินเถอะข้ายังมีอีกตั้งเยอะ”

นางดันมือเฟิ่งหวงกลับไป เฟิ่งหวงจึงกินขนมชิ้นนั้น จูลี่ถิงมองอย่างเอ็นดูพลางลูบๆ ศีรษะหลานนอกไส้สองสามที แล้วบอกว่า “ไปๆ ไปกินข้าวกัน”

นางบอกแล้วก็เดินนำหน้าไป สาวใช้ช่วยประคองอยู่ข้างๆ หยางซีถิงก็เดินตามไปพลางหันไปมองอนุหลิวทีหนึ่ง หลิวฟางอิ่งจึงจูงมือลูกเดินตามไป นางรู้สึกเบาใจที่แม่สามีเอ็นดูบุตรสาวของนาง นางไม่เคยสอนลูกให้ประจบประแจงแม้แต่น้อย แต่นางสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปัน ดังนั้นเวลามีของกินอะไรเฟิ่งหวงก็จะแบ่งให้คนในครอบครัวเสมอ

หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว หยางซีถิงก็ลาท่านแม่แล้วพาอนุหลิวกลับไป หยางถิงเฟิงรั้งน้องสาวคนใหม่ให้อยู่เล่นด้วยกัน เฟิ่งหวงจึงยังอยู่ที่เรือนของท่านย่า จูลี่ถิงก็ปล่อยให้เด็ก 2 คนเล่นด้วยกัน หยางถิงเฟิงจึงชวนน้องสาวออกไปเล่นข้างนอกโดยมีแม่นมซื่อ กับแม่นมอี้ซาน(屹珊) ซึ่งเป็นแม่นมของหยางถิงเฟิง คอยดูแลอยู่ข้างๆ

เด็ก 2 คนวิ่งไล่กันอยู่ในลานเรือนส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังลั่นไปหมด เฟิ่งหวงวิ่งเล่นไปได้สักพักก็ไม่วิ่งแล้ว นางวิ่งไปหาแม่นมซื่อพลางบอก “หิวแล้ว”

แม่นมซื่อจึงล้วงขนมออกมายื่นให้คุณหนู เฟิ่งหวงรับขนมชิ้นนั้นมากิน เคี้ยวจนแก้มตุ่ย หยางถิงเฟิงเห็นเช่นนั้นก็ถาม “เจ้ากินข้าวไม่อิ่มรึ?”

เฟิ่งหวงยังเคี้ยวแก้มตุ่ยจึงไม่อาจตอบ ท่านแม่สอนนางว่า ‘กินไม่พูด นอนไม่เล่น’ ดังนั้นนางจึงรอจนกลืนขนมลงไปหมดแล้วจึงได้ตอบเขา “ท่านแม่ไม่ให้ข้ากินเยอะ ท่านแม่บอกว่าถ้าท่านย่าวางตะเกียบแล้วข้าต้องหยุดกิน ข้าเลยกินไม่อิ่ม”

หยางถิงเฟิงไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ตัวเขาอยากกินอะไรก็กิน ทั้งยังกินเร็ว ดังนั้นเขาจึงกินอิ่มก่อนที่ท่านย่าจะกินเสร็จ เขามองดูขนมชิ้นเดียวที่ไม่ใหญ่นักชิ้นนั้น ดูๆ แล้วคิดว่าน้องสาวน่าจะยังไม่อิ่มเขาจึงรีบวิ่งปรู๊ดไปหยิบขนมในเรือนออกมา ยื่นให้นางทั้งจาน “กินซิ”

“ขอบคุณพี่ชาย” เฟิ่งหวงบอกพลางรับจานมาแล้วหยิบกิน นางเห็นเขามองอยู่นางจึงยื่นขนมให้เขาชิ้นหนึ่ง “ให้พี่ชาย”

หยางถิงเฟิงขี้เกียจจับขนมให้เปื้อนมือ เขาจึงอ้าปากกัดขนมชิ้นนั้นเข้าไปครึ่งอัน รสชาติขนมก็อร่อยเหมือนทุกๆ ครั้ง แต่ไม่รู้ทำไมเขารู้สึกว่าขนมชิ้นนี้อร่อยกว่าขนมชิ้นอื่นๆ ที่เขาเคยกิน เขาเคี้ยวๆ อย่างมีความสุขแล้วกัดขนมที่เหลืออีกครึ่งอันเข้าปาก เขาเห็นเศษขนมติดนิ้วกลมป้อม เขาจึงแลบลิ้นเลียเศษขนมนั้นไปด้วย

ภาพฉากนี้ทำให้เหอซินซือ(何欣诗) ซึ่งเป็นน้าของหยางถิงเฟิงร้องเสียงแหลม “อ๊าย! บัดสีนัก”

นางรีบถลันไปดึงตัวหลานชายออกห่างจากเด็กเฟิ่งหวงทันที พลางด่าว่า “เจ้าเป็นเด็กเป็นเล็ก ริยั่วยวนผู้ชายแต่เล็กเชียวรึ!”

เฟิ่งหวงมีสีหน้างุนงง นางไม่เข้าใจสิ่งที่สตรีคนนี้พูดเลย อะไรคือยั่วยวน?

“ท่านน้าซือ” หยางถิงเฟิงเรียก เขาก็ไม่เข้าใจคำพูดของท่านน้าซือเช่นกัน เขาแค่กินขนมแค่นี้ เขาทำอะไรผิดหรือ? ไยท่านน้าต้องด่าน้องสาวเขาด้วยล่ะ?

“ไปๆ เจ้าอยู่ให้ห่างเด็กนี่หน่อย ไม่เช่นนั้นวันหน้าเจ้าคงถูกนางยั่วยวนจนโงหัวไม่ขึ้นแน่” เหอซินซือบอกพลางจูงหลานชายเดินไปทางห้องโถงทันที นางจะปล่อยให้หลานชายถูกนังเด็กนี่ยั่วยวนจนหลงใหลโงหัวไม่ขึ้นเหมือนอย่างพี่เขยไม่ได้เด็ดขาด แม่เป็นอย่างไร ลูกก็เป็นอย่างนั้น!

ดูพี่เขยนางเป็นตัวอย่างซิ หลงใหลมารดาของนังเด็กนี่จนถึงขั้นรับตัวเข้าจวนมาเป็นอนุ ทั้งๆ ที่ตระกูลเหอพยายามเสนอให้พี่เขยแต่งกับนางตั้งหลายครั้งหลายหนหลังจากที่พี่สาวต่างมารดาของนางตายจากไป แต่ก็ไม่สำเร็จเสียที จนนางอายุเลยวัยแต่งงานไปมากโข บิดานางจึงให้นางแต่งงานกับบุตรชายที่เกิดจากอนุของท่านโหว* คนหนึ่ง นี่ทำให้นางแอบแค้นเคืองพี่เขยยิ่งนัก นางไม่งามหรืออย่างไร? ถึงได้ไม่เข้าตาเขา!

(บรรดาศักดิ์ 5 ขั้นรองจากอ๋อง อันได้แก่ กง โหว ป๋อ จื่อ หนาน

บรรดาศักดิ์ชั้น ‘กง’ 公 : โดยมากพระราชทานให้เชื้อพระวงศ์ และข้าราชสำนักชั้นสูง ตำแหน่งบรรดาศักดิ์สูงสุดของชั้นกง คือ กั๋วกง 國公 และเป็นตำแหน่งบรรดาศักดิ์สูงสุดที่ขุนนางจะได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิ สามารถสืบทอดผ่านลูกหลานได้

บรรดาศักดิ์ชั้น ‘โหว’ 侯 : เป็นบรรดาศักดิ์รองจากชั้น กง ได้รับยศจากการสืบสกุล หรือได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิ เนื่องจากมีความดีความชอบ ส่วนบรรดาศักดิ์ชั้นรองจากโหว คือ ‘ป๋อ’ 伯 ‘จื่อ’ 子 และ ‘หนาน’ 男

ทั้งนี้ในสมัยราชวงศ์โจว บรรดาศักดิ์ 5 ขั้นนี้ล้วนแล้วแต่เป็นบรรดาศักดิ์ที่สามารถสืบทอดผ่านลูกหลานได้ทั้งหมด ภายหลังจึงมีการปรับเปลี่ยนไป ขึ้นอยู่กับยุคสมัยค่ะ

นอกเหนือจากบรรดาศักดิ์ 5 ขั้นนี้ ยังมีอีก 1 บรรดาศักดิ์ที่ทุกท่านน่าจะคุ้นเคยกันดีก็คือ ‘หวัง’ หรือ ‘อ๋อง’ 王

ในสมัยโบราณ คำว่า ‘อ๋อง’ ใช้เรียกราชาผู้ปกครองแคว้น ภายหลังจึงปรับเปลี่ยนเป็น ‘หวงตี้’ 皇帝 ส่วนอ๋องก็กลายเป็นบรรดาศักดิ์แทน บรรดาศักดิ์สูงสุดของชั้นอ๋องได้แก่ ชินอ๋อง เป็นบรรดาศักดิ์ที่จักรพรรดิแต่งตั้งให้แก่โอรส พระเชษฐา พระอนุชา คนในราชสกุล หรือ ‘ข่าน’ แห่งมองโกล เป็นบรรดาศักดิ์ชั้นยศสูงสุดรองจากรัชทายาท และสามารถสืบทอดให้ลูกหลานได้เช่นกันค่ะ)

ครั้นเขาแต่งงานใหม่ นางคิดว่าสตรีผู้นั้นต้องเป็นสตรีที่งดงามมีฐานะสูงส่งไม่แพ้พี่สาวต่างมารดาคนนั้นของนางแน่ๆ แต่ผลกลับกลายเป็นว่า สตรีที่เขารับเป็นอนุคนนั้นเป็นแม่หม้าย! ซ้ำยังมีลูกติด 1 คน อีกทั้งฐานะตระกูลของนังคนนั้นก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดินยิ่งนัก!

นางยังไม่เคยเห็นหน้าอนุคนใหม่ของพี่เขย แต่ว่านางเคยเห็นลูกติดของสตรีนางนั้นตอนที่นางมาร่วมอวยพรงานแต่งเมื่อวาน ทำให้นางไม่ชอบเด็กคนนั้นเลย ถึงขั้นเกลียดด้วยซ้ำ!

หยางถิงเฟิงได้แต่เดินตามแรงดึงของท่านน้าซือไปอย่างงุนงง เขาหันไปโบกๆ มือให้น้องสาว เฟิ่งหวงก็ยกมือขึ้นโบกๆ ให้พี่ชาย เหอซินซือหันไปถลึงตาให้เด็กเฟิ่งหวงตาพองควักๆ พึมพำก่นด่าว่า “หนอย! นังเด็กนี่ ยังจะยั่วยวนหลานข้าอีก!”

ซื่อเฟิงเห็นสถานการณ์กลายเป็นเช่นนี้แล้วนางจึงรีบอุ้มคุณหนูของนางกลับเรือนไปทันที นางไม่อยากให้คุณหนูของนางถูกใครรังแก อนุหลิวมีฐานะเป็นแค่อนุ ไม่มีอำนาจอะไรในจวนนี้ หากว่าคุณหนูถูกคนรังแก คงทำได้แค่เก็บความคับแค้นเอาไว้ในใจเท่านั้น

เฟิ่งหวงถูกอุ้มไปก็ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร นางได้แต่มองๆ อย่างงุนงงไม่เข้าใจ พลางถามแม่นมซื่อว่า “จะกลับแล้วหรือ?”

“เจ้าค่ะ ควรกลับได้แล้วเจ้าค่ะ ฟ้ามืดแล้ว” ซื่อเฟิงบอกเสียงเบา นางอุ้มคุณหนูเดินก้าวเร็วๆ กลับเรือนไป

เหอซินซือก็จูงหลานชายไปหาฮูหยินผู้เฒ่า เมื่ออยู่ต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่านางก็เล่าภาพที่เห็นเมื่อครู่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าฟัง ทั้งยังใส่สีตีไข่เพิ่มไปอีกว่า เห็นเด็กเฟิ่งหวงนั่นชะม้ายชายตาเล่นหูเล่นตาให้หลานชายนาง ช่างบัดสีบัดเถลิงนัก!

นางพูดเสียจนภาพลักษณ์เด็กน้อยคนหนึ่งกลายเป็นนางมารจิ้งจอกไปแล้ว!

หากว่าเด็กเฟิ่งหวงนั่นอายุสัก 12 หรือ 13 ปี ฮูหยินผู้เฒ่าอาจจะเชื่ออยู่บ้าง แต่นี่เด็กคนนั้นเพิ่งจะอายุแค่ 5 ขวบกว่าๆ เองนะ นางจะรู้จักยั่วยวนอะไร วันๆ เห็นแต่นางกินๆ นอนๆ วิ่งเล่นไร้เดียงสายิ่งนัก ฮูหยินผู้เฒ่าจึงได้แต่ติงว่า “เด็กนั่นอายุแค่ 5 ขวบ เจ้าก็พูดเกินไปหน่อยกระมัง”

เหอซินซินถูกติงเช่นนั้นนางจึงไม่พูดอะไรอีก ได้แต่บอกว่า “ถึงอย่างไรก็ควรระวังๆ ไว้บ้างนะเจ้าคะท่านป้า เด็กนั่นหน้าตาส่อเค้าว่าจะงดงาม หากไม่ระวังไว้บ้าง เฟิงเอ๋อร์ถูกล่อลวงไป เขาจะเสื่อมเสียชื่อเสียงได้ ถึงอย่างไร 2 คนก็เป็นพี่น้องกันแล้ว วันหน้าเฟิงเอ๋อร์ก็คือซื่อจื่อ* ของจวนแม่ทัพใหญ่ อย่างไรท่านป้าก็ควรจะระวังไว้บ้าง กันไว้ก่อนที่จะสายเกินแก้นะเจ้าคะ”

(ซื่อจื่อ (世子) ในภาษาจีนหมายถึง บุตรชายคนโตของขุนนางชั้นสูง หรือผู้สืบทอดตำแหน่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของราชวงศ์จีน คำนี้มักใช้เรียกบุตรชายคนโตของอ๋อง (王 / Wáng) หรือเชื้อพระวงศ์ที่มีบรรดาศักดิ์

ความหมายและบริบทการใช้งาน : ซื่อจื่อเป็นตำแหน่งที่บ่งบอกถึงผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งและศักดินาของบิดา

ความแตกต่างจาก ไท่จื่อ : ไท่จื่อ (太子) คือ รัชทายาท หรือผู้สืบทอดบัลลังก์ของจักรพรรดิ์, ในขณะที่ซื่อจื่อเป็นผู้สืบทอดของขุนนางชั้นสูง

การใช้งานในราชวงศ์ : ในสมัยโบราณ ซื่อจื่อถูกใช้เรียกบุตรชายคนโตของชินหวัง (親王) หรืออ๋องที่มีบรรดาศักดิ์สูง สรุป คำว่า “ซื่อจื่อ” (世子) มีความหมายว่า บุตรชายคนโต หรือผู้สืบทอดตำแหน่ง ของขุนนางชั้นสูงหรือเชื้อพระวงศ์ โดยเฉพาะในบริบทของราชวงศ์จีน)

“เอาเถอะๆ ข้ารู้แล้ว เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว” จูลี่ถิงโบกๆ มือ แล้วถามว่า “ว่าแต่เจ้ามาหาข้า มีอะไรรึ?”

“อ่อ คือข้านำโสมคนมาให้ท่านป้าน่ะเจ้าค่ะ” เหอซินซือบอกแล้วมองไปทางสาวใช้ของนางที่ยืนอยู่ด้านหลัง สาวใช้คนนั้นจึงประคองกล่องใส่โสมคนก้าวไปตรงหน้าฮูหยินผู้เฒ่า

“อ่อ ขอบใจๆ” จูลี่ถิงพยักหน้าแล้วหลิ่วตาให้สาวใช้รับไปเก็บ จากนั้นก็หันไปพูดกับหลานชายว่า “เจ้าก็กลับไปเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาหาย่า”

“ขอรับ” หยางถิงเฟิงกุมมือคารวะ แล้วเบนไปคารวะท่านน้าซือ จากนั้นก็ถอยออกไป

จูลี่ถิงก็คุยกับเหอซินซืออีกพักหนึ่งแล้วเหอซินซือก็ลากลับไป

เรือนอนุหลิว หยางซีถิงอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว เขาก็ไล่คนไปให้ห่างเรือนทันที หลิวฟางอิ่งได้แต่อุทธรณ์ว่า “ท่านพี่ ละเว้นข้าสักคืนเถอะเจ้าค่ะ”

“หึๆ เจ้าเองไม่ใช่หรือที่ขอสัญญาจากข้าไม่ให้ข้ารับอนุหากเจ้าไม่ยินยอมน่ะ” หยางซีถิงหัวเราะพลางหยิกแก้มนางเบาๆ หลิวฟางอิ่งได้แต่ก่นด่าอยู่ในใจ ถ้าข้ารู้ว่าท่านจะกำลังล้นเหลือถึงเพียงนี้ข้าจะไม่ขอสัญญาจากท่านเด็ดขาด!

“ข้าไม่คิดจะรับอนุเพิ่ม เช่นนั้นก็ต้องลำบากเจ้าแล้ว” หยางซีถิงบอกพลางดึงนางเข้าไปในม่านเตียง มือก็ปลดเปลื้องเสื้อผ้านางออก โยนออกมานอกเตียงทีละชิ้น…ทีละชิ้น หลิวฟางอิ่งอายจนหน้าแดง นางยกมือปิดทรวงอกค้อนเขาตาคว่ำ เขาหลงใหลนางเป็นเรื่องดี แต่ว่าเขาพลังเหลือล้นถึงเพียงนี้นางรับไม่ไหวจริงๆ ร่างกายนางอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปหมดแล้ว!

“เอาล่ะๆ เจ้าไม่ต้องมองข้าเช่นนี้ได้ไหม คืนนี้ข้าขอครั้งเดียวก็ได้” หยางซีถิงบอก หลิวฟางอิ่งรีบถามย้ำ “ครั้งเดียวจริงๆ นะเจ้าคะ”

“อืม ครั้งเดียว เอาล่ะ เจ้านอนอ้าขาออกซิ” หยางซีถิงสั่ง หลิวฟางอิ่งจึงนอนลงไป อ้าขาออก หยางซีถิงก้มลงไปเลียเนินเนื้ออ่อนนุ่ม

“อื้อ…” หลิวฟางอิ่งพลันเสียวซ่านขึ้นมา ไม่รู้ทำไมเขาถึงชอบเลียตรงนั้นของนางนักนะ นางไม่รู้ว่าสามีภรรยาคู่อื่นทำแบบนี้รึเปล่า แต่ว่าสามีเก่าของนางไม่เคยทำแบบนี้กับนางเลยสักครั้ง เขาใช้มือบีบๆ คลึงๆ จนนางเปียกชื้นแล้วจึงใส่เข้ามา จากนั้นก็ทิ่มแทงนางจนกว่าเขาจะถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้า กับสามีเก่าเขาทำแค่นี้จริงๆ มีจูบกันบ้าง ดูดนมนางบ้าง แต่กับสามีคนนี้เขาช่างสรรหาท่าทางหลากหลายมาทำกับนางได้แทบไม่ซ้ำท่าจริงๆ ทำเสียจนเอวนางแทบหักแล้ว!

หยางซีถิงเลียอย่างเอร็ดอร่อยลิ้น เนินของนางหอมกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ ทำให้เขาชอบดอมดมยิ่งนัก น้ำหวานของนางก็รสอร่อย เขาจึงชอบเลียกินอย่างไม่รังเกียจ และที่เขาชำนาญเชี่ยวชาญเรื่องในม่านมุ้งก็เป็นเพราะว่าภรรยาคนแรกนี่แหละ ตอนนั้นเขายังเยาว์วัยนัก อายุ 18 สวมกวาน*แล้วก็แต่งงานกับเพื่อนเล่นที่เติบโตมาด้วยกัน เขาในตอนนั้นยังเป็นเพียงพลทหารต่ำต้อยในกองทัพ ฐานะไม่ได้ร่ำรวย เรียกว่ายากจนก็ได้ เขาจึงมุ่งมั่นที่จะสร้างตัวสร้างฐานะ ขยันหมั่นเพียรฝึกวรยุทธ์ให้แกร่งกล้า เรื่องในม่านมุ้งกับภรรยาก็เพียงแต่ทิ่มแทงให้ถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไป

(สวมกวาน ในที่นี้หมายถึง พิธีสวมหมวก หรือ พิธีบรรลุนิติภาวะของผู้ชายในวัฒนธรรมจีนโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยราชวงศ์โจว พิธีนี้เป็นสัญลักษณ์ของการก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ และการได้รับสิทธิและความรับผิดชอบที่มากขึ้น

กวาน (冠) เป็นเครื่องประดับศีรษะของจีนโบราณ มีลักษณะคล้ายหมวกขนาดเล็กหรือมงกุฎ กวานมีความหลากหลายทั้งรูปแบบและวัสดุที่ใช้ทำ ในพิธีสวมกวาน ผู้ชายจะได้รับการสวมกวานโดยผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ

พิธีสวมกวาน (ก้วนหลี่ 冠礼) : พิธีนี้เป็นพิธีที่สำคัญสำหรับชายชาวจีน และมีการปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจว พิธีนี้บ่งบอกว่าชายผู้นั้นได้เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ และได้รับสิทธิ์ในการปกครอง

ความสำคัญของพิธี : พิธีสวมกวานเป็นมากกว่าแค่การสวมหมวก แต่เป็นการแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงสถานะจากเด็กไปสู่ผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบและสิทธิมากขึ้น

การสวมกวานในปัจจุบัน : พิธีสวมกวานได้ถูกยกเลิกไปในสมัยราชวงศ์ชิง. อย่างไรก็ตาม ยังคงมีการศึกษาและกล่าวถึงพิธีนี้ในแง่มุมทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม)

จนกระทั่งภรรยาหนีตามชายอื่นไป ทิ้งเขาให้เป็นที่หัวเราะเยาะของผู้คน ทำเขาโศกเศร้าเสียใจนัก เขาไม่ดีตรงไหนหรือ? เขาเฝ้าถามตัวเองพลางดื่มเหล้าจนเมาหัวราน้ำ ทำให้ท่านแม่กลุ้มอกกลุ้มใจจนซูบผอม ท่านแม่พยายามปลอบใจเขา แต่เขาก็ยังไม่ดีขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่งท่านแม่ก็พาเขาไปไหว้พระฟังพระธรรมที่วัดคุนหนิง เขาได้พบกับไต้ซือหม่า ไต้ซือหม่าเห็นเขาโศกเศร้าเสียใจที่ถูกภรรยาทิ้ง จึงได้พาเขาไปเปิดหูเปิดตา ส่วนท่านแม่ก็อยู่ถือศีลกินเจที่วัด

ไต้ซือหม่าพาเขาไปที่หอนางโลมแห่งหนึ่ง แล้วให้นางคณิกาอันดับ 1 ของหอนั้นสอนสั่งเขา เขาถูกสตรีนางนั้นสั่งสอนอยู่ 3 วัน 3 คืน จนเขาบรรลุแตกฉานเรื่องในม่านมุ้ง ทำให้เขารู้แจ้งแล้วว่าเหตุใดภรรยาเหมยเขียวม้าไม้ไผ่* จึงได้ทิ้งเขาแล้วหนีตามชายอื่นไป ที่แท้เขาอ่อนด้อยเรื่องในม่านมุ้งนี่เอง!

(เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ เป็นสำนวนหมายถึงผู้ชายกับผู้หญิงที่รู้จักและเป็นเพื่อนเล่นสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก)

Chapter 8 (18+)โยกชิงช้า

เมื่อรู้แจ้งแล้วหยางซีถิงจึงได้หาตำรามาศึกษาเพิ่มเติม จนบรรลุแตกฉานเชี่ยวชาญชำนาญการ ชนิดว่าสตรีใดได้ร่วมเริงรมย์กับเขาสักครั้ง เป็นติดอกติดใจยินยอมมอบกายให้เขาซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อเขาก้าวขึ้นสูงมีตำแหน่งใหญ่โตในกองทัพ ก็ได้แต่งงานกับคุณหนูเหอ หลังจากนางได้ร่วมหอกับเขาแล้วนางก็รักหลงเขายิ่งนัก แต่น่าเสียดายที่นางวาสนาน้อยนัก หลังจากคลอดบุตรชายก็ตกเลือดจนตายจากไป ทำเขาเสียอกเสียใจไม่น้อย

ครั้นท่านแม่เพียรหาสตรีให้เขา เขาก็ยังไม่ถูกใจสตรีเหล่านั้นสักคน ด้วยเหตุที่ว่าสตรีเหล่านั้นมีข้อด้อย ไม่อาจสู้ฮูหยินเหอของเขาได้ บางคนก็หน้าตาด้อยกว่า บางคนก็รูปร่างด้อยกว่า บางคนก็นิสัยใจคอด้อยกว่า จะว่าเขาช่างเลือกก็ได้ เพราะฮูหยินเหอของเขานั้นนางงามทั้งหน้าตารูปลักษณ์และนิสัยใจคอก็หนักแน่นมั่นคง สมกับเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่จริงๆ ฝ่าบาทก็เคยเปรยๆ ว่าจะพระราชทานสตรีให้เขา แต่เพราะเขาตั้งเงื่อนไขว่าสตรีคนนั้นต้องยอดเยี่ยมกว่าฮูหยินเหอของเขา เขาจึงจะรับไว้ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีสตรีที่ดีกว่าฮูหยินเหอ และที่มีๆ ก็ล้วนฐานะสูงส่งกว่าแม่ทัพใหญ่ ทำให้สตรีเหล่านั้นมองข้ามแม่ทัพใหญ่อย่างเขาไป

จนกระทั่งเขาพบกับแม่หม้ายหลิวฟางอิ่ง หน้าตาและรูปลักษณ์ของนางงามกว่าฮูหยินเหอ ดังนั้นวันนั้นที่เขาถูกพิษธูปปลุกกำหนัด เขาจึงได้บังคับจับนางทิ่มแทงแก้พิษเสียหลายหน ครั้นได้เริงรมย์กับนางแล้วเขาก็ติดอกติดใจนางจนต้องบังคับขู่เข็ญให้นางตกแต่งเข้าจวน ในที่สุดทวนทองของเขาก็ได้ผ้าห่อหุ้มเสียทีหลังจากที่เปลี่ยวร้างหนาวเย็นมาเนิ่นนาน

“อื้อ…ท่านพี่…” หลิวฟางอิ่งครวญคราง สะโพกนางบิดไปบิดมาด้วยความเสียวซ่านจากเรียวลิ้นเขาที่กำลังเลียๆ ดูดๆ เนินเนื้ออ่อนนุ่มของนาง หยางซีถิงเลียๆ ดูดๆ แล้วแทงนิ้วเข้าไปในรูอ่อนนุ่ม เขาแทงถูไถผนังด้านบนอันเป็นจุดเสียวกระสันของสตรีอย่างช่ำชอง หลิวฟางอิ่งหวีดร้อง “อ้า…อ้า…”

นางจิกขยุ้มฟูกนอนแน่น ตัวเกร็งสั่นระริกๆ ไปทั้งร่าง ท่านี้ทำนางเสียวจนหูอื้อตาลายเลยทีเดียว เนินเนื้อเดี๋ยวกระถดหนีเดี๋ยวแอ่นบดเบียดราวกับจะยั่วเย้าให้เรียวลิ้นไล่ตาม จนกระทั่งนางตัวเกร็งกระตุก หวีดร้องเสียงดัง “อ้าาาาา…”

รูอ่อนนุ่มรัดนิ้วแน่นติ้ว หยางซีถิงยิ่งรู้สึกคึกคักฮึกเหิม เขาดึงนิ้วออกมาเลียน้ำหวานที่ติดนิ้ว แล้วขยับตัวจับทวนทองแทงรู

“อ้า!” หลิวฟางอิ่งหวีดร้องอีกครา นางตัวเกร็งกระตุกจนเนื้อตัวสั่นระริกๆ หยางซีถิงแทงทวนทองเข้าไปจนสุดแล้วเริ่มขยับเอวสาวเข้าๆ ออกๆ หลิวฟางอิ่งครางกระเส่า “อ้า…อื้อ…ท่านพี่เจ้าขา อ้า…”

หยางซีถิงแทงทวนทองกระหน่ำใส่สุดเรี่ยวสุดแรง เขาแทงอยู่นานจนนางถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไปหลายหนแล้วเขาจึงได้ถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าคราหนึ่ง “โอววววว…”

หลิวฟางอิ่งแทบสลบไสลคาเตียง นางดันๆ เขาออก หยางซีถิงจึงถอนทวนทองออกแล้วนอนลงข้างนาง เขาโอบนางมากอดรัดพลางบอก “หลับเสียเถิด เดี๋ยวตอนตื่นข้าค่อยแทงอีก”

“ฮื้อ! ท่านพี่น่ะ” หลิวฟางอิ่งค้อนเขาเสียหลายทีแล้วหลับตาลงนอนหลับ นางเหนื่อยล้าจนแทบขาดใจ หยางซีถิงก็หลับตาลง เขารู้ดีว่าตัวเองหลงใหลนางยิ่งนัก จิตใจเขาก็เริ่มรักนางมากขึ้นเรื่อยๆ รักมากเสียจนเขาไม่อยากอยู่ห่างจากนางแม้อึดใจเดียว เขาได้หยุดงาน 3 วัน แต่เขารู้สึกว่า 3 วันนี้ไม่เพียงพอเลย ดังนั้นเขาจึงวางแผนในใจแล้วว่าหลังจากครบ 3 วันจะให้พ่อบ้านไปลาป่วยเพิ่มอีกสัก 7 วัน รวมแล้วก็เป็น 10 วัน ใน 10 วันนี้น่าจะเพียงพอให้เขาตักตวงความสุขกับอนุคนงามกระมัง หึๆๆ…

หลิวฟางอิ่งไม่รู้เลยว่าสามีวางแผนลาหยุดเพิ่ม หากนางรู้นางคงแทบอยากหนีไปซ่อนตัวแน่แท้

ตอนเช้ามืด หยางซีถิงตื่นขึ้นมา เขาค่อยๆ ลุกขึ้นออกจากเตียง แล้วหาเชือกมาผูกคล้องไว้กับคานเตียงด้านนอก 2 เส้น เมื่อผูกเชือกเสร็จแล้วเขาก็อุ้มอนุหลิวขึ้นมา หลิวฟางอิ่งงัวเงียสะลึมสะลือ “อือ…”

หยางซีถิงอุ้มนางนอนลงพาดขวางเตียงให้สะโพกนางหมิ่นเหม่อยู่ตรงขอบเตียง แล้วจับข้อเท้านางสอดเข้าไปในเชือกที่คล้องกับคานเตียง ทำให้นางนอนอ้าขาอยู่ตรงขอบเตียง เขาคุกเข่าลงแหวกกลีบอ่อนนุ่มออกเลียไล้ไปทั่วๆ หลิวฟางอิ่งครางอย่างงัวเงีย “อือ…อื้อ…”

หยางซีถิงเลียอยู่สักพักจนนางเปียกชื้นดีแล้ว เขาจึงผละออกแล้วขยับตัวลุกขึ้นยืน จับทวนทองแทงรู

“อื้อ!” หลิวฟางอิ่งครางพลางลืมตาตื่น นางเห็นข้อเท้าตัวเองทั้งสองข้างสอดอยู่ในเชือกที่คล้องลงมาก็เบิกตาโตอย่างตกตะลึงอึ้งงันไป “นี่!”

หยางซีถิงสาวเอวกระแทกทิ่มแทง “อูว…”

หลิวฟางอิ่งเสียวจนคราง “อื้อ…ท่านพี่ นี่ท่าน…”

นางยังถามไม่ทันจบ หยางซีถิงก็ถามว่า “ท่านี้เจ้าชอบไหม? เสียวดีไหม?”

“อื้อ…” หลิวฟางอิ่งครางแทนคำตอบ จะให้นางตอบว่าเสียว นางก็อายเกินที่จะพูดออกมา หยางซีถิงกระหน่ำทิ่มแทงพลางบอก “ท่านี้เจ้าจะได้ไม่เมื่อยขา อูว…อิ่งเอ๋อร์ เจ้ากัดข้าแน่นนัก…”

หลิวฟางอิ่งอายปนเสียว สามีนางช่างสรรหาท่าทางใหม่ๆ มาไม่หยุดไม่พักจริงๆ!

หยางซีถิงกระหน่ำทิ่มแทงไปสักพักก็คิดว่า หากผูกชิงช้าให้นางนอนบนชิงช้า แล้วตัวเขาโยกชิงช้า อืม…คงดียิ่ง!

คิดๆ แล้วเขาจึงหมายใจว่าจะให้บ่าวมาผูกชิงช้าไว้ในห้องนอน หลิวฟางอิ่งไม่รู้เลยว่าสามีนางคิดท่าทางใหม่ๆ อีกแล้ว!

นางถูกเขาทิ่มแทงจนเสียวไปหมด ไม่ทันได้มองสีหน้าของสามีให้ดีๆ เขาก้มลงมาขบดูดยอดทรวง ยิ่งทำให้นางเสียวจนครางกระเส่า “อื้อ…อ้า…”

กว่าเขาจะหยุดทิ่มแทงนางก็สายจนดวงตะวันแทบจะตรงศีรษะแล้ว นางหวีดร้องเสียงแหลมแล้วก็ผล็อยหลับไป หยางซีถิงถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้า “โอววววว…”

เขามองนางที่ผล็อยหลับไปอย่างรักใคร่หลงใหล ถอนทวนทองออกมาแล้วอุ้มนางนอนดีๆ ห่มผ้าให้นาง จากนั้นเขาก็ออกไปกินมื้อกลางวันเติมเรี่ยวแรง หลังจากกินมื้อกลางวันอิ่มแล้ว เขาก็สั่งบ่าวไพร่ให้ทำชิงช้าอันใหญ่ๆ ขัดถูไม้กระดานให้เงาวับไร้เสี้ยน แล้วหุ้มด้วยเบาะผ้าอย่างดี บ่าวไพร่ก็ทำตามคำสั่ง พวกเขาคิดว่านายท่านคงทำชิงช้าไว้นั่งเล่นกับอนุในลานเรือนกระมัง พวกเขาไม่ได้คิดเป็นอื่นแม้แต่น้อย

ตกเย็น หลิวฟางอิ่งตื่นขึ้นมา นางเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวไปหมด ถูกสามีเคี่ยวกรำจนเอวแทบหัก นางแทบไม่มีแรงลุกจากเตียงเลย จึงได้ให้รุ่ยหลินเข้ามาช่วยประคองไปอาบน้ำแต่งตัว แล้วก็กินอาหารอยู่ในเรือน

หยางซีถิงรู้ว่าอนุหลิวตื่นแล้ว เขารอจนนางกินอิ่มแล้วก็ให้นางไปนั่งเล่นในสวน หลิวฟางอิ่งให้รุ่ยหลินประคองเดินไป หยางซีถิงก็ให้บ่าวไพร่เข้าไปผูกชิงช้าไว้ในห้องนอน เขายืนกำกับสั่งบ่าวไพร่อย่างละเอียดลออ จนชิงช้าถูกผูกแน่นหนาได้ระดับพอดีกับช่วงเอวเขาที่ยืนอยู่

เขามองชิงช้าอันใหญ่อย่างพออกพอใจแล้วไล่บ่าวไพร่ออกไป บ่าวไพร่เก็บข้าวของออกไป พวกเขาล้วนสงสัยนัก เหตุใดจึงไม่ผูกชิงช้าไว้ในลานเรือนล่ะ? แต่กลับเอาไปผูกไว้ในห้องนอนเสียนี่ พวกเขาสงสัยแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถาม ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ

หยางซีถิงลองโยกชิงช้าสองสามที เขาพออกพอใจมากจึงได้เดินออกไป แล้วอุ้มอนุหลิวเข้าห้องนอน หลิวฟางอิ่งตกใจกอดคอเขา “ว๊าย! ท่านพี่!”

หยางซีถิงส่งสายตาไล่สาวใช้ รุ่ยหลินเห็นสายตานายท่านจึงรีบถอยออกไปทันที หยางซีถิงอุ้มอนุหลิวเดินเข้าเรือนไป หลิวฟางอิ่งรู้สึกซาบซึ้งใจนัก เขาเป็นห่วงนางกลัวนางจะเดินไม่ไหว จึงได้อุ้มนางเช่นนี้ ท่านพี่ช่างดีเหลือเกิน

หยางซีถิงอุ้มอนุหลิวเข้าห้องนอนแล้วก็จับนางถอดเสื้อผ้าออก หลิวฟางอิ่งอึ้งงันไป ความรู้สึกซาบซึ้งใจเมื่อครู่พลันลดฮวบลงทันใด ที่แท้เขาไม่ได้เป็นห่วงนาง แต่เพราะเขาอยากจับนางทิ่มแทงนี่เอง! ฮึ!

หยางซีถิงถอดเสื้อผ้านางออกหมดแล้วก็จูงนางไปนั่งบนชิงช้าใหม่ พลางสั่ง “เจ้านั่งตรงนี้นะ”

หลิวฟางอิ่งนั่งลงไปอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก เขาให้นางนั่งตรงด้านแคบ แทนที่จะนั่งตรงด้านยาว นี่เขาจะทำอะไร?

หยางซีถิงรีบถอดเสื้อผ้าบนกายออกจนตัวเปลือยเปล่า แล้วดันนางลงนอน หลิวฟางอิ่งมองท่าทางแล้วพลันเข้าใจขึ้นมาทันที ที่แท้เขาก็คิดท่าทางใหม่ๆ อีกแล้ว!

หยางซีถิงคุกเข่าข้างชิงช้า จับขานางอ้าออกแล้วก้มลงไปเลียเนินเนื้ออ่อนนุ่ม หลิวฟางอิ่งไม่ขัดขืน นางนอนอ้าขาอย่างยอมรับชะตากรรม นางเสียวจนเริ่มคราง “อื้อ…”

หยางซีถิงเลียจนนางถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้า “อ้าาาาาา…”

จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืน จับทวนทองแทงรู

“อื้อ!” หลิวฟางอิ่งหวีดร้องคำหนึ่ง หยางซีถิงแทงทวนทองเข้าไปจนสุดแล้วจึงจับชิงช้าโยกเข้าๆ ออกๆ “อูว…แบบนี้ไม่เหนื่อยเลย อิ่งเอ๋อร์ ทำแบบนี้แล้วข้าสามารถแทงเจ้าได้ทั้งวันทั้งคืนเลย”

“ฮึ!” หลิวฟางอิ่งค้อนเขาตาคว่ำ ครั้งเดียวของเขาก็ทำนางเหนื่อยจะตายแล้ว! นี่เขาคิดจะทำทั้งวันทั้งคืนเลยเรอะ! ข้าจะตอนเจ้าทิ้ง! ท่านพี่ชั่วนี่!

นางเกาะชิงช้าแน่นเมื่อเขาโยกชิงช้าเร็วขึ้น นางเสียวจนครางกระเส่า “อ้า…ท่านพี่…อื้อ…”

“อูว…ดีจริงๆ” หยางซีถิงครางอย่างชอบอกชอบใจ เขาเพียงยืนโยกชิงช้าไม่ได้ทำให้เขาต้องออกแรงอะไรมากมายเลย แบบนี้เขาแทงนางได้ทั้งวันทั้งคืนเลยทีเดียว เพียงแต่ว่านางคงทนรับไม่ไหวแน่นอน เขาจึงตั้งใจว่าจะทิ่มแทงนางสักสองสามหนล่ะกัน

ด้านนอกเรือน หยางถิงเฟิงแอบดูอยู่ข้างหน้าต่าง เขาไม่เห็นท่านพ่อไปกินอาหารกับท่านย่า เขาจึงมาดูด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าท่านพ่อจะเจ็บป่วย แต่เมื่อเขามาถึงก็เห็นท่านพ่ออุ้มอนุหลิวเข้าเรือนไป เขาจึงย่องเข้ามาแอบดูอย่างอยากรู้อยากเห็น หรือว่าที่ท่านพ่อไม่ไปกินมื้อเย็นเป็นเพราะอนุหลิวเจ็บป่วย?

เขาเห็นท่านพ่อจับอนุหลิวถอดเสื้อผ้าจนหมดตัว นางยืนเปลือยขาวผ่องนัก ทรวดทรงนางงดงามหรือไม่ เขาในตอนนี้ยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจสิ่งนี้ เขารู้แค่ว่านางผอม แต่ตรงอกนางมีก้อนเนื้อที่ใหญ่มาก ใหญ่จนสองมือของเขายังปิดก้อนเนื้อข้างหนึ่งของนางไม่มิดกระมัง เขาเห็นท่านพ่อให้นางนอนบนชิงช้าแล้วท่านพ่อก็เลียตรงหว่างขานาง เขาเห็นนางทำหน้าตาท่าทางทรมาน ร้องเสียงดังไม่หยุด จนนางร้องเสียงดังลั่นแล้วท่านพ่อจึงหยุดเลีย จากนั้นท่านพ่อก็จับทวนประจำตัวแทงเข้าไปตรงหว่างขานาง เขาได้แต่เบิกตาแอบดูอย่างไม่ค่อยเข้าใจเลย อนุหลิวทำอะไรผิดอีกแล้วหรือ? ท่านพ่อจึงลงโทษนางอีกแล้ว

หยางซีถิงรู้สึกว่ามีคนอยู่ข้างนอก เขาจึงหันไปมองทันที แล้วก็เห็นใบหน้าบุตรชายแวบหนึ่ง เขานึกโมโหอยู่ในใจ เจ้าเด็กนี่แอบมาดูเขาอีกแล้ว! น่าตีให้ก้นลายนัก!

หยางถิงเฟิงหดศีรษะหลบวูบทันทีเมื่อเห็นท่านพ่อมองมาทางเขา เขาตกใจจนใจเต้นระรัว กลัวถูกท่านพ่อลงโทษ

หยางซีถิงแม้จะโมโหลูกชายไม่น้อย แต่คิดไปคิดมาอีกที ศาสตร์ด้านนี้เขาก็ควรสอนลูกชายบ้าง โตไปจะได้ไม่เหมือนเขาที่อ่อนด้อยจนภรรยาหนีตามชายชู้ไป เรื่องภรรยาคนแรกของเขาที่หนีตามชายชู้ไปนั้น ถูกปิดบังเอาไว้จนผู้คนลืมเลือนไปหมดแล้ว มีแค่ท่านพ่อ ท่านแม่ และเพื่อนฝูงในตอนนั้นที่รู้เรื่องนี้ เพื่อนฝูงในตอนนั้นก็ตกตายในสนามรบไปเกือบหมดแล้ว เหลือไม่กี่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งคนเหล่านั้นถ้าไม่พิการก็มีเมียมีลูกเต็มบ้านจนจิตใจถดถอย ไม่อยากเป็นทหารอีกต่อไป จึงได้ลาออกแล้วกลับบ้านเกิดไปทำไร่ทำนาหาเลี้ยงครอบครัว

เมื่อคิดจะสอนลูกชาย หยางซีถิงจึงไม่ได้เปิดโปงที่ลูกชายมาแอบดูอยู่ข้างหน้าต่าง เขาหันหน้ากลับมาแล้วโยกชิงช้าต่อ “อูว…อิ่งเอ๋อร์ ทวนข้าแทงเจ้าแบบนี้ เจ้าชอบไหม?”

“อื้อ…ท่านพี่” หลิวฟางอิ่งคราง นางไม่รู้ว่าที่เขาถามเช่นนี้เป็นเพราะเขาหมายใจจะสั่งสอนศาสตร์ด้านนี้ให้ลูกชายของเขาที่แอบดูอยู่นอกหน้าต่าง นางคิดว่าเขากลัวนางเจ็บกระมังจึงได้ถามเช่นนี้

“อ่อ เจ้าชอบ เช่นนั้นข้าบี้เม็ดมณีเจ้าแบบนี้ล่ะ เจ้าชอบมากไหม?” หยางซีถิงถามพลางใช้นิ้วโป้งบี้เม็ดมณีของนาง หลิวฟางอิ่งครวญคราง “อ้า…ท่านพี่…อื้อ…”

“ข้าบี้ตรงนี้ เจ้าก็ยิ่งรัดข้าแน่นเชียว ทำข้าเสียวยิ่งนัก อิ่งเอ๋อร์ เจ้าช่างยอดเยี่ยมนัก” หยางซีถิงชมแล้วหยุดบี้เม็ดมณี เขาจับชิงช้าโยกเร็วขึ้น…เร็วขึ้น…ทำให้หลิวฟางอิ่งเสียวจนครางกระเส่า “อ้า…อ้า…”

หยางถิงเฟิงไม่ได้ยินท่านพ่อจะเรียกตัวเขาออกไปแม้แต่น้อย เขาจึงคิดว่าเมื่อกี้ท่านพ่อน่าจะไม่เห็นเขากระมัง เขาจึงค่อยๆ ยืดคอขึ้นไปแอบดูต่อ เขาเห็นท่านพ่อใช้นิ้วบี้ตรงหว่างขาอนุหลิว ทำนางร้องไม่หยุด ดูท่าทางนางคงเจ็บกระมังถึงได้ร้องแบบนั้น เขาแอบดูไปเรื่อยๆ จนเห็นนางหวีดร้องเสียงดังอีกครั้ง “อ้าาาาาา…”

เขาเห็นนางทำหน้ามีความสุข นอนหอบหายใจอยู่บนชิงช้า ทำให้เขาไม่เข้าใจเลยว่า นางมีความสุขหลังจากที่ถูกท่านพ่อลงโทษหรือ?

เขาแอบดูต่อไป เขาเห็นท่านพ่อยังโยกชิงช้าไม่ยอมหยุด อนุหลิวก็ร้องอ้าๆ ไม่หยุดเช่นกัน

หยางซีถิงเหล่ตามองลูกชายที่แอบดูอยู่ เขาไม่ได้รู้สึกอายเลยที่ทำเรื่องแบบนี้ให้ลูกชายเห็น เขากลับรู้สึกภูมิใจด้วยซ้ำที่ได้สอนลูกชายทางอ้อม วันหน้าเจ้าลูกชายของเขาย่อมเก่งกาจจนหาลูกสะใภ้ให้เขาได้หลายคนแน่นอน!

เขาโยกชิงช้าไปเรื่อยๆ จนอนุคนงามถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไปหลายหน เขาจึงได้ถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าบ้าง “โอววววว…”

เขาถอนทวนทองออกแล้วจับอนุหลิวนอนคว่ำบนชิงช้า จากนั้นเขาก็แทงทวนเข้าไปทางด้านหลัง หลิวฟางอิ่งหวีดร้อง “อ้า…ท่านพี่…”

หยางซีถิงแทงทวนเข้าไปจนสุดแล้วจึงจับชิงช้าโยกเข้าๆ ออกๆ หลิวฟางอิ่งนอนคว่ำหน้ากอดชิงช้าครางกระเส่า “อ้าๆ…”

หยางซีถิงโยกชิงช้าไปเรื่อยๆ ส่งอนุคนงามถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไปอีกหลายหน เขาจึงได้ถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเป็นครั้งที่ 2 จากนั้นเขาก็ถอนทวนทองออกแล้วอุ้มนางไปนอนที่เตียง เขานอนลงกอดนางหลับไปด้วยกัน

หยางถิงเฟิงแอบดูจนกระทั่งท่านพ่อหยุดโยกชิงช้าแล้วอุ้มอนุหลิวไปนอนที่เตียง เขาเห็นท่านพ่อนอนกอดนางหลับไปด้วยกันเขาจึงย่องออกไปอย่างเงียบๆ เขาไม่รู้เลยว่าตอนที่เขาย่องออกมานั้นท่านพ่อลืมตาขึ้นแวบหนึ่งแล้วยกมุมปากยิ้มน้อยๆ ทีหนึ่ง

วันต่อมา หยางซีถิงก็ยังคงจับอนุหลิวทิ่มแทงเกือบตลอดทั้งวัน เขากำลังสนุกกับชิงช้าอันใหม่ที่ช่วยทุ่นแรงทำให้เขาไม่ต้องออกแรงมาก ชิงช้านี้ดีจริงๆ ฮ่าๆๆๆ…

หลิวฟางอิ่งได้แต่เกาะชิงช้าร้องครางจนเสียงแหบเสียงแห้ง นางเสียวแล้วเสียวอีก เสียวจนแทบขาดใจตายไปจริงๆ เขาช่างสรรหาวิธีทำให้นางเสียวจนแทบขาดใจตาย บางครานางโมโหนางอยากตอนเขายิ่งนัก! แต่ว่าถ้าเขาถูกตอนแล้วนางคงเสียใจไปทั้งชีวิตแน่แท้!

นางไม่รู้ตัวเลยว่าหัวใจนางเปิดรับเขาเข้าไปอยู่กลางใจนางตั้งแต่เมื่อไหร่ นางรู้แค่ว่าในเมื่อเขามีความสุข นางก็จะยอมทนเหนื่อย ยอมทนทรมาน ยอมถูกเขาเคี่ยวกรำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ล่ะกัน

ส่วนบ่าวไพร่ล้วนพากันอยู่ห่างๆ เรือนของอนุหลิวให้มากๆ หน่อย หากนายท่านไม่ร้องตะโกนเรียก พวกเขาก็ไม่เข้าไปใกล้เด็ดขาด!!!

เฟิ่งหวงไม่เจอท่านแม่มา 1 วันกว่าแล้ว นางจึงคิดจะไปหาท่านแม่ แต่ว่าก็ถูกซื่อเฟิงกล่อมว่า “อนุหลิวต้องปรนนิบัติดูแลนายท่าน คุณหนูจะไปรบกวนไม่ได้นะเจ้าคะ”

“เช่นนั้นข้าจะไปช่วยท่านแม่ปรน…ปรน…เอ่อ ดูแลท่านพ่อด้วย” เฟิ่งหวงบอกอย่างติดขัด เพราะคำบางคำนางยังออกเสียงติดๆ ขัดๆ อยู่บ้าง ซื่อเฟิงยิ้มขำแล้วบอกว่า “การปรนนิบัติแบบนั้น อนุหลิวทำได้คนเดียวเจ้าค่ะ คุณหนูทำไม่ได้เจ้าค่ะ ต้องรอให้คุณหนูโตจนถึงวัยออกเรือนแล้ว คุณหนูถึงจะปรนนิบัติสามีได้เจ้าค่ะ”

เฟิ่งหวงฟังอย่างไม่เข้าใจ ซื่อเฟิงก็ไม่คิดจะอธิบายอะไรให้คุณหนูฟังมากนัก เรื่องนี้ยังไม่ถึงวัยที่คุณหนูของนางควรจะรับรู้ นางจึงชวนคุณหนูไปเก็บดอกไม้ในลานเรือนมาเล่นร้อยเป็นเครื่องประดับ เฟิ่งหวงจึงเพลิดเพลินไปกับการเก็บดอกไม้มาทำเป็นวงใหญ่ๆ แล้วเอาสวมศีรษะตัวเอง พลางเงยหน้าให้แม่นมซื่อชื่นชม

“สวยเจ้าค่ะ” ซื่อเฟิงชมพลางยิ้มตาหยี พลันสายตาก็เห็นคุณชายน้อยเดินเข้ามาในเขตเรือน นางจึงลุกขึ้นยืนกุมมือคารวะ “คุณชาย”

“อืม” หยางถิงเฟิงพยักหน้าทีหนึ่ง แล้วพูดกับเฟิ่งหวงว่า “หวงเอ๋อร์ พวกเราเล่นซ่อนแอบกันเถอะ”

“อื้ม” เฟิ่งหวงพยักหน้าแสดงท่าทางดีอกดีใจที่พี่ชายมาเล่นด้วย หยางถิงเฟิงจึงบอกกับแม่นมซื่อว่า “เจ้าเป็นคนหา เจ้าปิดตาแล้วนับ 1 ถึง 100 ข้ากับหวงเอ๋อร์จะไปซ่อน”

“อ่า…แต่ว่าบ่าวนับเลขได้แค่ 1 ถึง 10 เองเจ้าค่ะ” ซื่อเฟิงบอก หยางถิงเฟิงอึ้งไป “อ่า?”

เขาคิดๆ ครู่หนึ่งแล้วบอกว่า “เช่นนั้นเจ้าก็นับ 1 ถึง 10 ไป 10 ครั้งซิ”

Chapter 9 (18+)มือสยบทวนทอง

“อ่อ เจ้าค่ะ” ซื่อเฟิงพยักหน้ารับ แล้วหันไปปิดตาพลางเริ่มนับ “1…2…3…”

“ไป หวงเอ๋อร์ พวกเราไปซ่อนกัน” หยางถิงเฟิงจูงมือน้องสาวต่างสายเลือดไปซ่อนในพุ่มไม้ทันที ทั้งสองฟังเสียงแม่นมซื่อนับเลขวนไปวนมาสักพักนางก็หยุดนับแล้วเริ่มออกเดินมองหาเด็กทั้งสอง นางมองหาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เห็นพุ่มไม้ไหวๆ นางจึงรีบเดินไปที่พุ่มไม้ตรงนั้นทันที แล้วนางก็เห็นคุณชายกับคุณหนูนั่งยองๆ เคียงกันมองมาที่นาง

“บ่าวหาพวกท่านเจอแล้ว” ซื่อเฟิงบอก หยางถิงเฟิงลุกขึ้นยืน เฟิ่งหวงก็ลุกขึ้นยืนด้วย หยางถิงเฟิงจึงบอก “เจ้าปิดตานับอีกครั้ง พวกข้าจะไปซ่อนอีก”

“เจ้าค่ะ” ซื่อเฟิงรับคำ แล้วยืนปิดตาพลางนับ “1…2…”

หยางถิงเฟิงรีบจูงน้องสาววิ่งตึกๆ ออกไปนอกเขตเรือน เขาพานางไปซ่อนที่เรือนว่างข้างๆ เรือนของเฟิ่งหวง หยางถิงเฟิงพาเฟิ่งหวงไปซ่อนในห้องเก็บของ ของเรือนหลังนี้ ซึ่งถึงจะเป็นห้องเก็บของแต่ก็สะอาดพอสมควร ไม่ค่อยมีฝุ่นมากนักเพราะว่าจูลี่ถิงมักจะให้บ่าวไพร่คอยทำความสะอาดเรือนทุกหลังในเขตจวนเป็นประจำ ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อความสะอาดและป้องกันสัตว์มีพิษแอบซุกซ่อนอยู่มุมใดมุมหนึ่งในจวน

ซื่อเฟิงนับเลขครบ 10 ครั้งแล้วจึงลดมือลงพลางมองหาเด็กทั้งสองคน นางเดินหาไปเรื่อยๆ นางไม่ได้คิดเลยว่าเด็กทั้งสองจะไม่อยู่ในเรือนนี้แล้ว นางเดินหาไปเรื่อยๆ

หยางถิงเฟิงกับเฟิ่งหวงนั่งยองๆ แอบอยู่หลังตู้ใบหนึ่ง หยางถิงเฟิงชะเง้อมองไปที่ประตูห้องเก็บของบ่อยๆ รอดูว่าแม่นมซื่อจะหาพวกเขาเจอตอนไหน ครั้นรออยู่นาน แม่นมซื่อก็ยังไม่มาเสียที เขาจึงลุกขึ้นยืน เฟิ่งหวงก็ลุกขึ้นยืนตาม พลางชะเง้อชะแง้มองที่ประตู “พี่ชาย นางจะมาตอนไหนเจ้าคะ?”

“เดี๋ยวก็มา” หยางถิงเฟิงบอก เขาก็มองไปที่ประตูบ่อยๆ ครั้นรอไปรอมา แม่นมซื่อไม่มาเสียที เขาจึงหันไปมองน้องสาวตัวอ้วน เขามองๆ ดูนางที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายอนุหลิวห้าหกส่วน เขานึกถึงอนุหลิวแล้วนึกสงสัยว่าน้องสาวมีก้อนเนื้อใหญ่ๆ ที่หน้าอกเหมือนอนุหลิวหรือเปล่า?

เขาจึงจับเสื้อนางแหวกดู เฟิ่งหวงยืนเฉยอย่างไร้เดียงสา พี่ชายแหวกเสื้อนางออกนางก็ไม่ได้ห้ามปราม

“เอ…ไม่มีนี่” หยางถิงเฟิงเอ่ยพลางมองผิวขาวผ่องที่แบนราบ เขาจับๆ ดู มันแบนๆ ไม่ต่างจากอกเขาสักเท่าไหร่ เพียงแต่ว่าผิวของน้องสาวนุ่มนิ่มมากกว่าผิวเขา

“อื้อ พี่ชาย จักจี้” เฟิ่งหวงหัวเราะคิกๆ หยางถิงเฟิงจึงดึงมือกลับมา แล้วเขาก็สงสัยอีกว่าทำไมท่านพ่อเลียตรงหว่างขาของอนุหลิว?

เขาอยากรู้อยากเห็นจึงถอดเสื้อผ้าน้องสาวออก แล้วก้มลงไปดูตรงหว่างขานาง เขาจับๆ ตรงหว่างขานาง เฟิ่งหวงหัวเราะคิกๆ “คิกๆ พี่ชาย จักจี้”

“เจ้าอยู่นิ่งๆ ซิ” หยางถิงเฟิงบอก เขายื่นหน้าไปแลบลิ้นเลียหว่างขานาง เฟิ่งหวงดิ้นๆ เพราะจักจี้ “คิกๆ จักจี้ อย่าๆ”

ประตูเปิดออก สาวใช้กลุ่มหนึ่งที่เข้ามาเพื่อทำความสะอาดเห็นภาพฉากนี้เข้าพอดีก็ตกตะลึงไปตามๆ กัน “อ่ะ!”

“อ้า! คุณชาย!” สาวใช้คนหนึ่งร้องแล้วยกมือปิดหน้า สาวใช้คนอื่นๆ ก็ตกตะลึงจนอึ้งงันไป “อ่า…”

หยางถิงเฟิงเลียๆ แล้วไม่รู้สึกว่าอร่อยเลย มีแต่รสเค็มๆ เหมือนรสเหงื่อเขาจึงผละออก แล้วหันไปมองสาวใช้กลุ่มนั้นที่ยืนปากอ้าตาค้างอยู่

สาวใช้คนหนึ่งตั้งสติได้ก่อนคนอื่นๆ นางจึงรีบวิ่งไปรายงานฮูหยินผู้เฒ่าทันที

หลังจากจูลี่ถิงรู้เรื่องก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง แล้วคำพูดของเหอซินซือก็แว่วขึ้นมา นางจึงให้สาวใช้ไปพาตัวหลานชายกับหลานสาวนอกใส้มาไต่สวนทวนความให้กระจ่างแจ้ง

เมื่อหยางถิงเฟิงกับเฟิ่งหวงอยู่ต่อหน้าจูลี่ถิง จูลี่ถิงจึงถามหลานชายก่อน “เจ้าทำอะไรนางเมื่อครู่?”

“เลียขอรับ” หยางถิงเฟิงตอบ เขาไม่รู้ว่าการกระทำของเขาผิดตรงไหน เขาก็แค่อยากรู้ว่าตรงหว่างขาสตรีรสชาติเป็นอย่างไรท่านพ่อจึงชอบเลีย แต่คำตอบของหลานชายทำให้จูลี่ถิงแทบลมจับ “เฮ้อ…เฮ้อ…”

นางมองดูหลานชายที่อีกไม่กี่ปีก็จะเติบใหญ่กลายเป็นหนุ่มน้อย หรือว่าเฟิงเอ๋อร์จะเริ่มสนใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แล้ว?

นางเบนสายตาไปมองหลานสาวนอกใส้ที่ยืนทำหน้าตาไม่รู้เรื่องรู้ราว แล้วคำพูดของเหอซินซือก็แว่วๆ ขึ้นมาอีก ‘…หากไม่ระวังไว้บ้าง เฟิงเอ๋อร์ถูกล่อลวงไป เขาจะเสื่อมเสียชื่อเสียงได้ ถึงอย่างไร 2 คนก็เป็นพี่น้องกันแล้ว วันหน้าเฟิงเอ๋อร์ก็คือซื่อจื่อ ของจวนแม่ทัพใหญ่ อย่างไรท่านป้าก็ควรจะระวังไว้บ้าง กันไว้ก่อนที่จะสายเกินแก้นะเจ้าคะ’

หรือว่าเฟิงเอ๋อร์จะถูกเด็กนี่ล่อลวงจริงๆ? นางคิดๆ แล้วจึงคิดตัดไฟแต่ต้นลมเสีย!

“เฟิงเอ๋อร์ เจ้าจะทำแบบนั้นกับเด็กนี่ไม่ได้นะ ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด ต่อไปเจ้าอยู่ให้ห่างนางหน่อย” นางบอกหลานชายแล้วหันไปพูดกับเฟิ่งหวงว่า “ต่อไปเจ้าก็อยู่ให้ห่างจากเฟิงเอ๋อร์มากๆ หน่อยล่ะ เจ้าเป็นสตรีจะให้บุรุษแตะเนื้อต้องตัวไม่ได้ เข้าใจไหม?”

“เจ้าค่ะ” เฟิ่งหวงรับคำอย่างไร้เดียงสา นางรู้สึกกลัวๆ ท่านย่าไม่น้อยเลย วันนี้ท่านย่าดูดุมาก

“เอาล่ะ เจ้าพานางกลับไป แล้วเรื่องในวันนี้ถ้าใครกล้าพูดแม้ครึ่งคำ ข้าจะตัดลิ้นมันแล้วขายออกไปเสีย” จูลี่ถิงกวาดตามองสาวใช้กลุ่มนั้นเขม็ง ทำให้พวกสาวใช้รับคำอย่างเกรงกลัว “เจ้าค่ะ”

เฟิ่งหวงถูกพาออกไป จูลี่ถิงก็โบกมือไล่สาวใช้ออกไป พวกสาวใช้จึงถอยออกไปจนหมด

“เจ้ามานี่” จูลี่ถิงกวักมือ หยางถิงเฟิงจึงเดินไปหาท่านย่า จูลี่ถิงจึงสอนสั่ง “เฟิงเอ๋อร์ จำไว้นะวันหน้าเจ้าคือซื่อจื่อ เจ้าจะต้องเลือกสตรีที่จะมาเป็นภรรยาอย่างรอบคอบ อย่าได้เลือกสตรีที่ไม่อาจสนับสนุนเจ้าได้”

“ขอรับท่านย่า” หยางถิงเฟิงรับคำ จูลี่ถิงลูบๆ ศีรษะเขาสองสามที สายตาเหม่อลอยไป หากว่าเด็กนั่นไม่อยู่ในฐานะน้องสาว นางก็จะไม่ห้ามปรามเลย หากว่าหลานของนางจะเก็บเด็กนั่นไว้เป็นอนุ แต่นี่เด็กนั่นกลายเป็นน้องสาวแล้ว ไม่อาจแต่งงานกันได้ เรื่องผิดธรรมเนียมเช่นนี้นางไม่มีวันยอมให้เกิดขึ้นเด็ดขาด!

หลังกินมื้อเย็นอิ่มแล้ว จูลี่ถิงก็ให้หลานชายกลับไป หยางถิงเฟิงไม่ได้กลับเรือนของเขา เขาลอบแอบเข้าไปในเรือนของอนุหลิว แล้วแอบดูท่านพ่อ ‘ลงโทษ’ อนุหลิวอีกแล้ว เขาไม่เข้าใจเลย ทำไมท่านพ่อจึงได้ ‘ลงโทษ’ อนุหลิวบ่อยนัก นางทำอะไรผิดหรือ?

เขาเห็นท่านพ่อ ‘ลงโทษ’ นางซ้ำแล้วซ้ำอีก ‘ลงโทษ’ จนนางหมดแรงหลับไปแล้วนั่นแหละท่านพ่อจึงได้หยุด เมื่อเห็นท่านพ่อเข้านอนแล้วเขาจึงย่องออกมาแล้วกลับเรือนตัวเองไป

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา จูลี่ถิงก็ไม่ให้เด็กเฟิ่งหวงมากินข้าวร่วมโต๊ะอีกเลย นางต้องกันเด็กนั่นให้อยู่ห่างๆ หลานชายนางให้มากหน่อย

หลิวฟางอิ่งไม่รู้เลยว่าลูกสาวของนางถูกแม่สามีรังเกียจเสียแล้ว นางแทบจะไม่ได้เจอลูกสาวเลย นับตั้งแต่แต่งเข้าจวนมา ทุกวันนี้นางถูกสามีเคี่ยวกรำแทบทั้งวันทั้งคืนจนอ่อนเปลี้ยเพลียแรงชนิดว่าเพียงมีเวลาพักผ่อนสักหน่อยนางก็จะนอนหลับเป็นตายอยู่บนเตียง

ซื่อเฟิงก็ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องเกิดราวอะไรขึ้น นางเล่นซ่อนหากับคุณหนูแล้วหาคุณหนูไม่เจอนางจึงเดินตามหาเสียทั่วเรือน จากนั้นก็เดินออกไปหาดูข้างนอก แล้วก็เห็นคุณหนูถูกสาวใช้พาตัวกลับมาส่งที่เรือน สาวใช้คนนั้นส่งคุณหนูแล้วก็กลับไป นางคิดว่าคุณหนูของนางคงตามคุณชายไปเล่นที่เรือนฮูหยินผู้เฒ่าเท่านั้นเอง

จูลี่ถิงก็ไม่ได้สนใจที่อนุหลิวไม่ได้มาคารวะนางตามธรรมเนียม เพราะลูกชายนางได้ส่งสาวใช้มาแจ้งแล้วว่าช่วงนี้อนุหลิว ‘เจ็บป่วย’ จึงไม่อาจมาคารวะแม่สามีตามธรรมเนียมได้ แต่จากที่บ่าวไพร่แอบพูดๆ กันลับหลังเจ้านายนั้นทำให้นางพอจะรู้สาเหตุที่แท้จริงที่อนุหลิว ‘เจ็บป่วย’ นางก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่เสีย ลูกชายนางอยู่ตัวคนเดียวมานานเกินไป นางนั้นอยากให้เขาแต่งงานใหม่ตั้งนานแล้ว แต่ว่าเขาไม่ยอมแต่งเสียที คราวนี้เขายอมรับอนุเข้าจวนด้วยตัวเอง นางจึงดีใจนักแม้ว่าจะไม่ค่อยชอบอนุที่มีตำหนิคนนี้ แต่ว่าหากว่าอีกหน่อยอนุคนนี้คลอดหลานชายให้นางหลายๆ คนย่อมเป็นเรื่องดี ตอนนี้นางจึงมองข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นี้ไปก่อน

หลิวฟางอิ่งตื่นขึ้นมา อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้วจึงให้รุ่ยหลินพาลูกสาวมาพบ เฟิ่งหวงก็ดีใจที่ได้เจอท่านแม่เสียที นางจึงคุยจ้อไม่หยุด

หลังจากกินอาหารเย็นร่วมกันแล้ว หลิวฟางอิ่งจึงให้แม่นมซื่อพาเฟิ่งหวงกลับเรือนไป หยางซีถิงจึงถือโอกาสนี้เอ่ยว่า “ข้าจะให้อาจารย์มาสอนหวงเอ๋อร์ นางเป็นบุตรสาวข้าแล้วย่อมต้องได้รับการศึกษาให้ดีหน่อย วันหน้านางออกเรือนไปจะได้ไม่ถูกดูหมิ่นดูแคลน”

“ขอบคุณท่านพี่เจ้าค่ะ” หลิวฟางอิ่งกุมมือขอบคุณเขา หยางซีถิงมองนางด้วยสายตาวาบหวาม “ขอบคุณแค่คำพูดเท่านั้นหรือ?”

หลิวฟางอิ่งเขินอายจนหน้าแดง นางรู้ดีว่าเขาหมายถึงอะไร นางจึงได้แต่ก้มหน้าหลบสายตาเขา หยางซีถิงลุกขึ้นก้าวไปจูงมือนางเข้าห้องนอน “มาเถอะ ข้าอยากโยกชิงช้าอีก”

“ฮื้อ! ท่านพี่น่ะ” หลิวฟางอิ่งค้อนเขาชะม้ายชายตา เนื้อตัวรู้สึกวูบวาบหวามไหวน้อยๆ เกรงว่าคืนนี้นางคงต้องรับศึกหนักอีกเช่นเคย

หลังจากนั้นเสียงครวญครางรัญจวนใจก็ดังแว่วออกมา

วันต่อมา อาจารย์ก็ถูกเชิญมาสอนเฟิ่งหวง นางต้องร่ำเรียนอ่านเขียน คิดคำนวณ พิณ หมาก วาดภาพ เย็บปักถักร้อย เรียกว่าตั้งแต่เช้าจรดเย็น นางต้องร่ำเรียนจนหลังขดหลังแข็งเลยทีเดียว ทำให้นางไม่อาจวิ่งเล่นเหมือนก่อนได้อีก

ครั้นถึงตอนเย็น นางได้กินข้าวร่วมโต๊ะกับท่านแม่และท่านพ่อเลี้ยง นางจึงโอดครวญให้ทั้งสองฟัง หลิวฟางอิ่งจึงปะเหลาให้นางตั้งใจเรียน หยางซีถิงก็นำรางวัลมาล่อ หากว่านางตั้งใจเรียนจนอาจารย์ชมว่านางเรียนดี นางจะได้รางวัลเป็นของเล่นแปลกๆ ใหม่ๆ ทำให้เฟิ่งหวงตื่นเต้นขึ้นมา จึงรับปากว่าจะตั้งใจเรียน

เมื่อครบวันหยุด หยางซีถิงก็ให้พ่อบ้านอู๋ไปแจ้งกับเจ้าหน้าที่ประจำท้องพระโรงว่าเขาป่วย ไม่อาจเข้าร่วมประชุมขุนนางได้ จึงขอลาหยุดต่ออีก 7 วัน ครั้นฮ่องเต้ทราบเรื่องลาป่วยต่อของแม่ทัพใหญ่ เขาก็มองชุนกงกง ซึ่งเป็นขันทีคนสนิทแล้วถามว่า “แม่ทัพหยางป่วยจนถึงขั้นต้องลาต่ออีก 7 วันเชียวรึ?”

“อ่า…ทางจวนแม่ทัพใหญ่บอกมาเช่นนั้นพะย่ะค่ะ” ชุนกงกงตอบ ฮ่องเต้เคาะๆ โต๊ะแล้วเอ่ยว่า “เขาเพิ่งจะแต่งอนุเข้าจวนไม่ใช่รึ?”

“เอ่อ…พะย่ะค่ะ” ชุนกงกงตอบอีก ฮ่องเต้จึงเอ่ยว่า “เพิ่งจะแต่งอนุก็ป่วยเสียแล้ว ดูท่าเขาคงไม่ได้ป่วยจริงๆ หรอก”

“หากว่าไม่ได้ป่วยจริงๆ เช่นนั้นไยท่านแม่ทัพใหญ่จึงได้ลาป่วยล่ะพะย่ะค่ะ?” ชุนกงกงถาม ฮ่องเต้หันไปมองตรงกลางกายของชุนกงกงแล้วเอ่ยว่า “เจ้าไม่มีตรงนั้น เจ้าไม่เข้าใจความสุขของการเข้าหอหรอก”

ชุนกงกงจึงได้เงียบไป เขาเข้าใจแล้วว่าแม่ทัพใหญ่ไม่ได้ป่วยจริงๆ แต่ว่ากำลังอยู่ในช่วง ‘ข้าวใหม่ปลามัน’ ต่างหาก

“อนุคนใหม่ของแม่ทัพใหญ่งามมากรึ?” ฮ่องเต้ถาม ชุนกงกงได้แต่ส่ายๆ หน้า “บ่าวยังไม่เคยเห็นพะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ยกชาขึ้นจิบ ชุนกงกงจึงรายงานว่า “ได้ข่าวว่าอนุคนใหม่ของแม่ทัพใหญ่เป็นแม่หม้ายสามีตายพะย่ะค่ะ”

“หือ?” ฮ่องเต้เลิกคิ้วขึ้น “เขาคว้าของมีตำหนิงั้นรึ?”

“บ่าวได้ยินมาเช่นนั้นพะย่ะค่ะ” ชุนกงกงบอก ฮ่องเต้จึงเอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้ข้าจะมอบสตรีดีๆ ให้เขา แต่เขากลับตั้งเงื่อนไขว่า สตรีที่เขาจะแต่งงานใหม่ด้วยต้องงามกว่าฮูหยินเหอ เห็นทีแม่หม้ายคนนี้คงงามกว่าฮูหยินเหอกระมัง?”

ชุนกงกงไม่รู้จะตอบอย่างไร เขาจึงเงียบไป ฮ่องเต้จึงเอ่ยว่า “เอาเถอะๆ เจ้าให้คนไปบอกแม่ทัพใหญ่ว่าข้าอนุญาตให้ลาต่อได้ แต่ว่าเมื่อครบกำหนดแล้วเขาต้องมาเข้าร่วมประชุมขุนนางได้แล้ว ไม่เช่นนั้นข้าจะหักเบี้ยหวัดเขาทั้งปีเลยเชียว”

“พะย่ะค่ะ” ชุนกงกงรับคำสั่งแล้วให้คนไปบอกกล่าวท่านแม่ทัพใหญ่

วันคืนผ่านไปอย่างสงบสุข ในที่สุดจวนแม่ทัพใหญ่ก็มีข่าวดี เมื่ออนุหลิวตั้งครรภ์แล้ว ข่าวนี้ทำให้หยางซีถิงดีใจจนอุ้มอนุหลิวหมุนไปหมุนมา จูลี่ถิงก็ดีใจเช่นกัน นางจึงสั่งให้บ่าวไพร่ประคบประหงมอนุหลิวให้ดีๆ

หมอที่ตรวจชีพจรก็แอบกระซิบกับท่านแม่ทัพใหญ่ว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่ขอรับ ในเมื่ออนุหลิวตั้งครรภ์แล้ว ร่างกายนางไม่ค่อยแข็งแรงนักเนื่องจากตรากตรำมากเกินไป อย่างไรเรื่องนั้นควรจะงดไปสักระยะนะขอรับ เพื่อความปลอดภัยของคุณชายในครรภ์”

“อ่า…” หยางซีถิงหน้าม้านไปเล็กน้อย แล้วพยักหน้าเอ่ยเสียงเบาว่า “ข้ารู้แล้วๆ”

“เช่นนั้นข้าน้อยจะจ่ายยาบำรุงครรภ์ให้อนุหลิว แล้วก็อาหารที่ควรกินไม่ควรกินข้าน้อยจะเขียนไว้ให้ขอรับ” หมอบอกพลางเดินไปนั่งลงเขียนตำรับยา จากนั้นก็ขอตัวกลับไป พ่อบ้านอู๋ก็ออกไปส่งท่านหมอ จูลี่ถิงก็กำชับกับอนุหลิวหลายคำให้นางดูแลครรภ์ให้ดีๆ

ซื่อเฟิงรอจนคนอื่นๆ ออกไปหมดแล้วจึงได้พาคุณหนูไปหาท่านแม่ หลิวฟางอิ่งพอเห็นลูกสาวมาก็ถามว่า “หวงเอ๋อร์ดีใจหรือไม่เจ้ากำลังจะมีน้องชายหรือน้องสาวแล้วนะ?”

“ดีใจเจ้าค่ะ” เฟิ่งหวงตอบอย่างไร้เดียงสา นางมองๆ ไปรอบๆ แล้วถาม “แล้วน้องชายอยู่ไหนเจ้าคะ?”

“อยู่นี่ อยู่ในท้องแม่นี่” หลิวฟางอิ่งบอกพลางจับมือลูกสาววางบนหน้าท้องตัวเอง เฟิ่งหวงจึงถามว่า “แล้วน้องชายเข้าไปอยู่ในท้องท่านแม่ได้อย่างไรเจ้าคะ?”

“อ่า…” หลิวฟางอิ่งอึ้งงันไป คนอื่นๆ ก็อึ้งไปตามๆ กัน ไม่อาจอธิบายได้ว่า ‘คุณชาย’ เข้าไปได้อย่างไร?

เรื่องนี้ต้องรอให้คุณหนูโตมากกว่านี้ก่อนจึงจะบอกได้ ตอนนี้บอกไปนางก็ไม่เข้าใจ

ซื่อเฟิงจึงบอกว่า “รอคุณหนูโตก่อนแล้วก็จะเข้าใจเจ้าค่ะ”

เฟิ่งหวงได้แต่ทำหน้าตาฉงนงุนงง

“เอาล่ะๆ เจ้าพาหวงเอ๋อร์กลับไปก่อน อนุหลิวยังต้องพักผ่อนให้มากๆ” หยางซีถิงบอก ซื่อเฟิงจึงได้พาคุณหนูกลับเรือนไป

เมื่ออยู่กันตามลำพัง หลิวฟางอิ่งย่อมได้ยินคำพูดที่ท่านหมอกระซิบบอกสามี นางจึงเอ่ยว่า “ท่านพี่เจ้าคะ ถ้าอย่างไรท่านพี่รับอนุอีกคนดีไหมเจ้าคะ?”

“เจ้าอยากให้ข้ารับอนุรึ?” หยางซีถิงถาม สีหน้าอึมครึมขึ้นมาทันที เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกนางผลักไสอย่างไรอย่างนั้น

“อีกนานกว่าข้าจะปรนนิบัติท่านพี่ได้ ข้ากลัวว่าท่านพี่จะทนไม่ไหวเจ้าค่ะ” หลิวฟางอิ่งบอก หยางซีถิงจึงย้อนถาม “แล้วตอนเจ้าตั้งครรภ์หวงเอ๋อร์ เจ้าให้สามีเก่าเจ้ารับอนุงั้นรึ?”

“ไม่ได้รับเจ้าค่ะ เขาไม่ยอมรับอนุเจ้าค่ะ ข้าเคยเสนอให้เขารับอนุ แต่เขาไม่ยอมรับเจ้าค่ะ เขาบอกว่าเขาทนได้เจ้าค่ะ” หลิวฟางอิ่งบอก และเพราะความดีของสามีเก่าในข้อนี้นี่เองที่ทำให้นางรักสามีเก่าหมดใจ

“ในเมื่อเขาไม่รับ ข้าก็ไม่รับเหมือนกัน ก็แค่ทนไม่กี่เดือนเท่านั้น ข้าทนมาได้ตั้งหลายปี แค่ไม่กี่เดือนไยจะทนไม่ได้กัน” หยางซีถิงบอกอย่างหยิ่งทะนง หลิวฟางอิ่งแย้ง “แต่ว่า…”

“ไม่มีแต่ หากเจ้าพูดเรื่องนี้อีก ดูซิว่าข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร” หยางซีถิงขู่ตาดุ หลิวฟางอิ่งจึงเงียบไปไม่กล้าพูดเรื่องรับอนุอีก

เมื่อถึงเวลาค่ำมืด หลิวฟางอิ่งหลับไปแล้ว แต่ว่าหยางซีถิงยังไม่หลับ เขากำลังนอนปวดทวนทองอยู่ จากที่เคยได้ปลดปล่อยอยู่ทุกคืน จู่ๆ กลับอดซะงั้น จึงทำให้เขาปวดจนนอนไม่หลับเลย เขาหันไปมองนางที่นอนหลับสนิท อยากจะจับนางโยกให้หายแข็งขึงเหลือเกิน แต่พอคิดถึงลูกที่อยู่ในครรภ์นางเขาก็ข่มอารมณ์เอาไว้ เขานอนพลิกไปพลิกมา พลิกจนไม่อาจฝืนนอนต่อได้ เขาจึงลุกขึ้นมาแก้กางเกงแล้วใช้มือสยบทวนทอง

หลิวฟางอิ่งสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา นางเห็นสามีกำลังคำรามต่ำๆ อยู่ในลำคอ มือก็เลื่อนขึ้นๆ ลงๆ ไม่หยุดไม่พัก นางจึงนอนหรี่ตามองเขาอยู่อย่างนั้น หยางซีถิงกำลังพุ่งเป้าไปที่การใช้มือสยบทวนทอง เขาจึงไม่รู้ว่าอนุหลิวแอบมองเขาอยู่ มือเขารูดขึ้นๆ ลงๆ จนรู้สึกเจ็บทวน แต่เขาก็ยังไม่ถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าสักที เขาจึงบ่นพึมพำ “วะ! ทำไมไม่ถึงซักที!?”

หลิวฟางอิ่งเห็นสามีพยายามอยู่นานก็ยังไม่ถึงสวรรค์ นางสงสารเขาจึงแกล้งยื่นมือคล้ายนอนละเมอไปจับทวนทองของเขา หยางซีถิงสะดุ้งชะงักกึก! “อะ”

หลิวฟางอิ่งขยับมือจนมือนางกำรอบทวนทอง ท่าทางนางคล้ายนอนละเมอ หยางซีถิงมองเพ่งนางครู่หนึ่งแล้วจึงกุมมือทับมือนาง จับมือนางรูดขึ้นๆ ลงๆ ความนุ่มนิ่มของฝ่ามือนางที่กำรอบทวนทองทำให้เขารู้สึกดียิ่งนัก แน่นอนว่าย่อมดีกว่ามือเขามากนัก เขารูดขึ้นๆ ลงๆ อยู่พักใหญ่ก็ถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้า “โอววววว…”

เขาหลั่งธารน้ำออกมาจนมันเปื้อนมือเขาและมือนาง เขาจึงหยิบผ้ามาเช็ดๆ มือ แล้วเช็ดมือให้นางจนสะอาดหมดจด จากนั้นก็ก้มลงไปหอมแก้มนาง “ขอบคุณเจ้ามากอิ่งเอ๋อร์”

หลิวฟางอิ่งหน้าแดงระเรื่อขึ้นมา หยางซีถิงยิ้มบางๆ “ข้ารู้นะเจ้าไม่ได้หลับ”

Chapter 10 เริ่มหาลูกเขย

หลิวฟางอิ่งจึงลืมตาขึ้นมามองเขาอย่างเขินอาย หยางซีถิงมองนางยิ้มๆ แล้วบอกว่า “นอนเถอะ ต่อไปก็รบกวนมือเจ้าบ่อยๆ แล้ว”

เขานอนลงกอดนาง หลิวฟางอิ่งได้แต่นอนเขินอายอยู่ในอ้อมกอดเขา

วันคืนผ่านไป ในที่สุดหลิวฟางอิ่งก็คลอดลูกชายตัวน้อยๆ ให้สามี หยางซีถิงดีใจยิ่งนัก จึงตั้งชื่อให้ลูกชายว่า หยางจุน(杨俊) ซึ่งมีความหมายว่าหล่อเหลา หรือมีความสามารถ แน่นอนว่าเด็กคนนี้โตขึ้นมาจะต้องหล่อเหลาและมีความสามารถเหมือนบิดาแน่นอน

“อา ขอบคุณสวรรค์ๆ” จูลี่ถิงดีใจยิ่งกว่า นางมีหลานชายเพิ่มขึ้นอีกคนแล้ว

ข่าวคุณชายน้อยคนที่ 2 ของท่านแม่ทัพใหญ่แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนจึงพากันไปแสดงความยินดีมากมายจนจวนแม่ทัพใหญ่คึกคักยิ่งนัก หยางซีถิงก็แจกไข่แดง* ให้แขกเหรื่อ เขารับแขกอย่างหน้าชื่นตาบาน

(ประเพณีการให้ไข่แดงแก่ญาติมิตรหลังคลอดลูก (แจกไข่) เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาในหลายวัฒนธรรม เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเกิดของสมาชิกใหม่ในครอบครัว และเป็นการแสดงความยินดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัฒนธรรมจีน ไข่แดงเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ การเกิดใหม่ และความเป็นสิริมงคล มักให้ไข่แดงต้มย้อมสีแดง หรือไข่ต้มสีแดงที่ทำจากสีผสมอาหาร)

ส่วนคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับแม่ทัพใหญ่ก็ไม่ค่อยจะยินดีนัก พวกเขาย่อมไม่อยากให้แม่ทัพใหญ่มีบุตรมากเกินไป เพราะอีกหน่อยบุตรชายของแม่ทัพใหญ่ย่อมไต่เต้าเข้าสู่ราชสำนักและอาจจะมาขัดแข้งขัดขาลูกหลานพวกเขาก็ได้

เฟิ่งหวงก็ดีใจไม่น้อยที่นางมีน้องชาย ต่อไปนางก็ไม่ใช่คนที่เด็กสุดในบ้านแล้ว นางยังบอกท่านแม่ว่า “ท่านแม่ต้องคลอดน้องชายน้องสาวให้ข้าหลายๆ คนนะเจ้าคะ”

“แน่นอนๆ นางต้องคลอดน้องชายน้องสาวให้เจ้าอีกหลายๆ คน” หยางซีถิงชอบใจคำพูดลูกเลี้ยงยิ่งนัก เขาจึงให้ถุงเงินนาง 1 ถุง เฟิ่งหวงรับมาพลางกุมมือขอบคุณ “ขอบคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ”

หลังจากนั้นซื่อเฟิงก็พาคุณหนูกลับเรือนไป อนุหลิวยังต้องอยู่ไฟพักผ่อนให้มากๆ

วันคืนผ่านไป จวนแม่ทัพใหญ่ก็จัดงานเลี้ยงฉลองครบเดือนให้คุณชายหยางจุน ผู้คนก็พากันไปแสดงความยินดีจนจวนแม่ทัพใหญ่คึกคักอีกครา หยางซีถิงก็ต้อนรับแขกเหรื่ออย่างหน้าชื่นตาบาน

วันเวลาผ่านไปปีครึ่ง จวนแม่ทัพใหญ่ก็เฉลิมฉลองอีกครั้งเมื่ออนุหลิวคลอดบุตรชายตัวน้อยออกมาอีกคน หยางซีถิงตั้งชื่อว่า หยางจื้อ(杨智) จูลี่ถิงดีอกดีใจยิ่งนักที่มีหลานชายอีกคนแล้ว ถึงแม้อนุหลิวจะมีตำหนิที่เป็นหญิงหม้ายมาก่อน แต่ว่านางก็คลอดหลานชายให้ 2 คนแล้ว นับว่าอนุหลิวเป็นแม่ไก่พันธุ์ดีจริงๆ ฮ่าๆๆๆ

ฐานะของอนุหลิวในจวนแม่ทัพใหญ่จึงมั่นคงมากขึ้น ไม่มีใครกล้าดูถูกดูแคลนนาง เพราะว่านางเป็นมารดาของคุณชายน้อย 2 คนเชียวนะ อีกทั้งนายท่านก็รักใคร่อนุหลิวยิ่งนัก ฮูหยินผู้เฒ่าก็โปรดปรานนางไม่น้อย ฐานะของนางแทบไม่ต่างอะไรจากฮูหยินเอกเลยทีเดียว ข้อนี้ทำให้เหอซินซือแค้นใจยิ่งนัก ตำแหน่งคนข้างกายท่านแม่ทัพใหญ่ควรจะเป็นของนางซิ เหตุใดหญิงหม้ายคนนั้นจึงได้ดิบได้ดีกว่านาง!

นางได้แต่คับแค้นใจ แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรมากนัก หากว่านางกล้ายื่นมือเข้าไปในจวนแม่ทัพใหญ่แล้วถูกจับได้ขึ้นมา นางตายแน่!

นางจึงได้แต่เก็บความคับแค้นใจเอาไว้ในใจ ยามที่เจอหลานชายเมื่อไหร่นางก็มักจะพูดยุแยงให้หลานชายคอยระวังน้องชายทั้งสองคนเอาไว้ให้ดีๆ ไม่เช่นนั้นวันข้างหน้าเขาอาจต้องเสียตำแหน่งซื่อจื่อให้น้องชายก็ได้

หยางถิงเฟิงได้แต่ฟังผ่านหูเท่านั้น เขาไม่เคยเก็บคำพูดของท่านน้าซือมาใส่ใจเลย ตำแหน่งซื่อจื่อนี้ถึงอย่างไรก็เป็นของเขา ท่านพ่อต่อให้จะรักจะหลงอนุหลิวอย่างไร ท่านพ่อก็ไม่กล้ายกตำแหน่งซื่อจื่อให้บุตรชายของอนุหลิวเด็ดขาด เพราะว่ายังมีท่านย่าอยู่อย่างไรล่ะ ท่านย่าจะยอมให้บุตรอนุมีอำนาจเหนือบุตรฮูหยินเอกได้อย่างไร

หลังจากคลอดลูกชายคนที่ 2 แล้วร่างกายของอนุหลิวก็ไม่ค่อยแข็งแรงนัก ท่านหมอจึงได้แต่กระซิบบอกกับท่านแม่ทัพใหญ่ว่า “นายท่านไม่ควรมีบุตรอีกในสามสี่ปีนี้ ควรเว้นระยะให้ห่างไปหน่อย ร่างกายของอนุหลิวจะได้พักฟื้นขึ้นมาเต็มที่”

หยางซีถิงฟังแล้วจึงได้ให้ท่านหมอแอบจ่ายยาห้ามบุตรให้อนุหลิวกินโดยที่ไม่ให้ท่านแม่รู้เด็ดขาด เพราะว่าท่านแม่นั้นอยากมีหลานมากๆ ยิ่งมีหลายคนยิ่งดี หัวปีท้ายปียิ่งยอดเยี่ยม แต่ตัวเขานั้นต่อให้เขาจะอยากมีลูกมากเท่าไหร่ก็ยังคำนึงถึงสุขภาพของอนุหลิวเป็นสำคัญ อีกทั้งเขาก็มีบุตรชายถึง 3 คนแล้ว บุตรสาว(เลี้ยง) อีก 1 คน รวมเป็น 4 คนแล้ว ในจวนก็คึกคักดี ไม่จำเป็นต้องรีบเร่งมีลูกจนเสียสุขภาพ ที่สำคัญก็คือมีห่างหน่อย เขาจะได้ใช้เวลานี้ตักตวงความสุขจากเรือนกายนางให้เต็มที่

จูลี่ถิงไม่รู้เลยว่าบุตรชายตัวเองแอบให้อนุหลิวดื่มยาห้ามบุตร หากนางรู้นางคงจับบุตรชายบิดหูก่นด่ายกใหญ่แน่นอน

เฟิ่งหวงดีใจนักที่มีน้องชายอีกคนแล้ว น้องสามกำลังจ้ำม่ำน่ารักยิ่งนัก ส่วนน้องสี่ก็ตัวเล็กนิดเดียวอยู่ในห่อผ้า นางดูๆ น้องสี่อยู่พักหนึ่งก็กลับเรือนไปร่ำเรียนต่อ อาจารย์ของนางเป็นสตรีจึงสามารถเข้านอกออกในเรือนนางได้อย่างสะดวก ตอนที่นางเดินออกไปนั้นก็สวนกับพี่ชายใหญ่ นางจึงคารวะเขา “พี่ชาย”

“อืม” หยางถิงเฟิงพยักหน้าทีหนึ่ง มองดูน้องสาวที่ตัวสูงขึ้นและผอมลงไปหน่อย แม้ว่านางจะผอมลงแต่ว่าแก้มนางก็ยังอวบอ้วนน่าหยิกเหมือนเดิม เขาอยากยื่นมือไปหยิกแก้มนางสักทีสองที แต่ว่าพอคิดถึงคำว่า ‘ชายหญิงห้ามใกล้ชิด’ มือเขาจึงได้กำอยู่ในแขนเสื้ออย่างอดทนอดกลั้น

เฟิ่งหวงเดินผ่านเขาไป ซื่อเฟิงก็เดินตามหลัง หยางถิงเฟิงมองดูน้องสาวกับแม่นมแล้วจึงก้าวเข้าห้องไปดูน้องชายตัวน้อย

วันคืนผ่านไปหลายปี เฟิ่งหวงเติบโตจนเกือบจะถึงวัยปักปิ่นแล้ว หยางจุนกับหยางจื้อก็เติบโตขึ้นมาก จากทารกน้อยก็กลายเป็นเด็กโต ทั้งสองได้รับการสั่งสอนจากอาจารย์อย่างเข้มงวดไม่แพ้พี่ชายคนโตเลย ทั้งเรียนอ่านเขียน ฝึกวรยุทธ์ ขี่ม้า ยิงธนู ฯลฯ

หยางซีถิงสั่งสอนอย่างเข้มงวดยิ่งนัก มีเพียงลูกสาวเลี้ยงที่เขาไม่ได้สอนวรยุทธ์ให้นาง เพราะนางเป็นสตรี อีกทั้งธรรมเนียมยังไม่เปิดกว้างให้สตรีเรียนวรยุทธ์ หากว่าสตรีคนไหนฝึกวรยุทธ์ก็จะหาสามีได้ยากหน่อย เพราะว่าไม่มีพ่อแม่สามีคนไหนชอบสตรีที่เป็นวรยุทธ์ อาจจะเพราะว่ากลัวว่าแต่งงานไปแล้วลูกชายอาจจะถูกลูกสะใภ้ข่มกระมัง

หยางถิงเฟิงก็เลยวัยสวมกวานแล้ว เขาเป็นหนุ่มรูปงามที่ถูกสตรีจับจ้องตาเป็นมันเลยทีเดียว เขาเป็นซื่อจื่อของจวนแม่ทัพใหญ่ วันหน้าก็จะสืบทอดจวนแม่ทัพใหญ่ อีกทั้งรูปร่างก็บึกบึน หน้าตาก็หล่อเหลา เก่งทั้งบุ๊นและบู๊ เหล่าแม่สื่อล้วนพากันมาทาบทามไม่ว่างเว้นในแต่ละวันเลยทีเดียว ซึ่งท่านย่าก็จะเอาภาพวาดสตรีคนนั้นคนนี้มาให้เขาเลือกๆ ดู แต่ว่าเขาก็ยังไม่เลือกสตรีคนไหนเลยสักคน เขาได้แต่บอกปัดไปว่ายังไม่ถูกใจสตรีเหล่านี้ ทั้งยังหาข้อตำหนิมาติเตียนสตรีเหล่านี้จนท่านย่าระอา ด่าเขาว่า “เลือกมากเหมือนพ่อเจ้าไม่มีผิด!”

หยางถิงเฟิงฟังคำด่าของท่านย่าผ่านหูแล้วก็เลี่ยงไปฝึกวรยุทธ์ จูลี่ถิงจึงได้แต่ให้สาวใช้เก็บภาพวาดไป

หยางถิงเฟิงไม่ได้รีบไปที่ลานฝึกวรยุทธ์ เขากลับแอบไปปีนต้นไม้ ลอบมองดูน้องสาว(เลี้ยง) ที่กำลังนั่งดีดพิณอยู่ในเรือนของนาง เขาไม่เคยบอกใครๆ เลยว่าคนที่เขาหมายจะแต่งงานด้วยก็คือน้องสาวของเขาคนนี้นี่แหละ!

เพราะว่านางกลายเป็นน้องสาวของเขาแล้ว เขาจึงไม่อาจแต่งงานกับนางได้ ตอนที่ท่านพ่อแต่งอนุหลิวเข้าจวนก็ได้ให้เฟิ่งหวงกราบไหว้บรรพบุรุษตระกูลหยาง เข้าเป็นคนตระกูลหยาง ถูกใส่ชื่อเป็นบุตรสาวของท่านพ่อ กลายเป็นบุตรคนรองของท่านพ่อไป กลายเป็นน้องสาวของเขา!

หากว่าเขาล่วงรู้อนาคตสักนิด เขาจะต้องคัดค้านหัวชนฝา เป็นตายอย่างไรก็จะไม่ยอมให้เฟิ่งหวงกลายเป็นบุตรสาวของท่านพ่อเด็ดขาด เขาจะได้แต่งงานกับนางได้ แต่ตอนนี้เขาทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น นางเป็นบุตรสาวของท่านพ่อไปแล้ว กลายเป็นน้องสาวของเขาไปแล้ว กลายเป็นบุปผางามที่เขาได้แต่มองแต่ไม่อาจเชยชม เขาเห็นนางมาตั้งแต่เล็กๆ จากเด็กน้อยตัวอวบอ้วนกลายเป็นสตรีอ้วนงดงามที่กุมหัวใจเขาหมดสิ้น

ตอนที่เขาติเตียนสตรีในภาพวาดให้ท่านย่าฟัง เขาไม่อาจพูดออกมาว่า ‘ผอมเกินไป สู้หวงเอ๋อร์ก็ไม่ได้’ หรือ ‘หน้าตาขี้เหร่ สู้หวงเอ๋อร์ก็ไม่ได้’ หรือไม่ก็ ‘ดูเจ้าเล่ห์เกินไป สู้หวงเอ๋อร์ก็ไม่ได้’ และอีกสารพัดคำติเตียนที่เขาอยากเอ่ย แต่ว่าพูดออกมาไม่ได้ หากว่าท่านย่ารู้ว่าเขามีใจให้หวงเอ๋อร์ เกรงว่าท่านย่าคงส่งนางออกนอกจวนไปแน่แท้!

นางใกล้จะปักปิ่นเต็มทีแล้ว ท่านพ่อกับอนุหลิวก็เริ่มมองๆ หาสามีให้นางแล้ว เขาจะทำอย่างไรดี? แน่นอนว่าเขาไม่อยากให้นางแต่งงานกับบุรุษอื่น นางต้องเป็นของเขา เป็นของเขาคนเดียว!

“คุณหนูเจ้าคะ ลองชุดที่จะใช้ในวันปักปิ่นก่อนเจ้าค่ะ ทางร้านส่งมาให้แล้วเจ้าค่ะ” ซื่อเฟิงบอก เฟิ่งหวงจึงหยุดดีดพิณแล้วลุกไปลองเสื้อผ้า หยางถิงเฟิงก็แอบมองดูไม่ขยับเขยื้อนไปไหน เขารอจนเห็นนางเดินออกมาสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ เสื้อชุดนั้นงดงามยิ่งเสียแต่ว่าตรงช่วงอกดูแล้วเล็กไปจนดันก้อนเนื้อ 2 ก้อนนั้นแทบจะทะลักล้นออกมา

“ไอหยา! ไยตรงนี้จึงเล็กไปล่ะ?” ซื่อเฟิงบ่นพลางส่ายๆ หน้า ช่างตัดเสื้อของทางร้านก็รีบแย้งว่า “ข้าน้อยตัดตามสัดส่วนที่วัดไม่มีผิดเลยนะเจ้าคะ คงเป็นเพราะคุณหนูอ้วน…เอ่อ…ใหญ่ขึ้นกระมัง”

ช่างตัดเสื้อบอกอย่างกระอักกระอ่วน นางตัดเสื้อผ้าตามสัดส่วนที่วัดไม่มีผิดแม้แต่น้อย แต่ใครจะคิดล่ะว่าผ่านไปแค่ 2 เดือน ทรวงอกคุณหนูเฟิ่งหวงจะใหญ่โตถึงขนาดนี้ ทรวดทรงคุณหนูคนนี้ช่างอวบอ้วนกว่าคุณหนูคนอื่นๆ นัก คุณหนูบ้านอื่นนั้นผอมเพรียวเรียวบางจนแทบจะปลิวลมได้ แต่ว่าคุณหนูจวนแม่ทัพใหญ่กลับมีหน้าอกหน้าใจอวบใหญ่ยิ่งนัก หน้าตาทรวดทรงองค์เอวราวกับนางปีศาจจิ้งจอกจำแลงแปลงกายมาล่อลวงบุรุษเหลือเกิน

“แก้ๆ ต้องรีบแก้” ซื่อเฟิงบอก ช่างตัดเสื้อจึงขยับเข้าไปวัดสัดส่วนใหม่ เฟิ่งหวงยืนหน้าตาบึ้งตึง เพราะว่าเสื้อรัดจนนางรู้สึกอึดอัดจะตายแล้ว นางแทบอยากจะถอดเสื้อออกไวๆ เหลือเกิน

หลังจากวัดสัดส่วนใหม่เสร็จแล้วช่างตัดเสื้อก็กลับไปพร้อมเสื้อผ้าที่ต้องแก้ไข ซื่อเฟิงมองๆ คุณหนูของนางแล้วบอกว่า “เห็นทีคุณหนูต้องกินให้น้อยๆ ลงหน่อยแล้วนะเจ้าคะ หากว่าคุณหนูยังเติบโตพรวดๆ แบบนี้ เกรงว่าเสื้อจะไม่พอดีล่ะเจ้าค่ะ”

“แม่นม ฆ่าข้าเลยดีกว่า จะให้ข้าอดข้าว ข้าขอตายก่อนล่ะกัน” เฟิ่งหวงบอกพลางกลอกตามองบน ซื่อเฟิงจึงพูดอะไรไม่ออก คุณหนูของนางกินจุ รูปร่างจึงได้อ้วนนัก แต่ว่าส่วนที่อ้วนกลับเป็นตรงหน้าอกกับสะโพกที่ใหญ่โตกว่าสตรีรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่เอวคุณหนูของนางนั้นเล็กยิ่งกว่าสตรีรุ่นราวคราวเดียวกันเสียอีก เอวเล็กจนสองมือนางแทบจะกำรอบได้ นี่เรียกว่าเชื้อไม่ทิ้งแถวใช่ไหม เพราะว่าอนุหลิวก็มีรูปร่างเช่นนี้ เพียงแต่ว่าคุณหนูนั้นดูเหมือนจะงดงามยิ่งกว่าอนุหลิวซะอีก ใบหน้างามกว่า หน้าอกก็ใหญ่กว่า สะโพกก็ใหญ่กว่า แต่เอวกลับเล็กกว่า

คุณหนูบ้านอื่นล้วนควบคุมการกินอาหาร พวกนางกินน้อยนิดยิ่งนัก แต่ว่าคุณหนูของนางไม่เคยควบคุมอาหารเลย อยากกินอะไรก็กิน ทั้งนายท่านทั้งอนุหลิวล้วนไม่เคยห้ามปราม ซ้ำยังตามใจอีกต่างหาก! เรียกว่ามีของดีของอร่อยอะไรล้วนนำมามอบให้ไม่เคยขาด

ซื่อเฟิงกลุ้มอกกลุ้มใจไป นางไม่รู้จะห้ามปรามคุณหนูอย่างไรดี เฟิ่งหวงก็ไม่สนใจแม่นมซื่ออีก นางนั่งลงดีดพิณไปเรื่อยๆ นางไม่รู้ตัวเลยว่า พี่ชายใหญ่แอบมองนางอยู่ จนกระทั่งน้องชายทั้งสองวิ่งมาหา “พี่หวง”

หยางจุนกับหยางจื้อโผกอดพี่สาว พลางเอาหน้าซุกถูไถกับหน้าอกอันนุ่มนิ่มไม่ต่างจากหน้าอกมารดา ซื่อเฟิงเห็นดังนั้นก็ปรามว่า “คุณชายสาม คุณชายสี่ จะทำแบบนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ คุณชายโตแล้ว ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดเจ้าค่ะ”

“ฮึ!” หยางจุนกับหยางจื้อแค่นเสียงคนละคำแล้วผละออก พวกเขาอยากกอดพี่สาวให้มากอีกหน่อย แต่ว่าพวกเขาถูกสอนว่า ‘ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด’ อีกทั้งพวกเขาก็โตมากแล้ว ไม่ใช่เด็กเล็กๆ อีกต่อไป พวกเขาได้แต่เถียงอยู่ในใจว่า นี่พี่สาวของเขานะ พวกเขาอยากกอดก็กอดไม่ได้หรือไง!

เวลาที่พวกเขาได้ยินคำว่า ‘ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด’ ทีไรพวกเขาอยากจะเผาคำๆ นี้ทิ้งนัก พวกเขาอยากกอดท่านแม่แต่ว่าท่านพ่อก็คอยหวง พวกเขาอยากกอดพี่สาว แม่นมซื่อก็คอยกันท่า ฮือๆๆ ทำไมพวกเขาถึงได้อาภัพขนาดนี้นะ!

หยางถิงเฟิงที่แอบดูอยู่บนต้นไม้ พอเห็นน้องชายกอดซบถูไถเฟิ่งหวงประหนึ่งแมวน้อยออดอ้อน เขาก็รู้สึกอยากทุบตีน้องชายขึ้นมาทันที ฮึ่ม! ดูเหมือนว่าเจ้าเด็กสองคนนี่จะว่างเกินไปกระมัง ถึงได้มีเวลาวิ่งแจ้นมาออดอ้อนขอความรักจากพี่สาว!

เขาจึงกระโจนลงจากต้นไม้ แล้วเดินอ้อมไปที่ประตูหน้าเรือน แล้วแกล้งถามสาวใช้ว่า “เจ้าสามเจ้าสี่อยู่ที่นี่ไหม?”

“อ่า ซื่อจื่อ” สาวใช้ตกตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วรีบกุมมือคารวะ พลางตอบว่า “อยู่เจ้าค่ะ”

หยางถิงเฟิงจึงเดินเข้าไป สาวใช้รีบก้าวนำไปพลางรายงานว่า “คุณหนูเจ้าคะ ซื่อจื่อมาเจ้าค่ะ”

หยางจุนกับหยางจื้อรีบก้าวถอยห่างจากพี่สาวทันที ไม่รู้ทำไมเวลาพวกเขากอดๆ หอมๆ พี่สาวทีไร หากพี่ชายใหญ่เห็นเข้าเป็นต้องมองพวกเขาราวกับจะจับพวกเขาต้มแกงทุกทีไป พวกเขารู้ดี ‘ชายหญิงไม่อาจใกล้ชิด’ แต่ว่านี่เป็นพี่สาวของพวกเขานะ!

“พี่ชาย” หยางจุนกับหยางจื้อกุมมือคารวะ ซื่อเฟิงก็กุมมือคารวะ “ซื่อจื่อ”

“พี่ชาย” เฟิ่งหวงก็คารวะเขาเช่นกัน หยางถิงเฟิงได้ยินคำว่า ‘พี่ชาย’ จากปากนางทีไร เขาได้แต่แค้นเคืองโชคชะตาจนกำหมัดแน่นอยู่ในแขนเสื้อ ในใจเขาโต้เถียงทุกคราวไป ‘เจ้าไม่ใช่น้องสาวข้า!’

เฟิ่งหวงคารวะแล้วจึงเชื้อเชิญ “เชิญพี่ชายนั่งก่อนเจ้าค่ะ”

“อืม” หยางถิงเฟิงนั่งลง สาวใช้ก็รีบรินชาให้แล้วถอยไปยืนด้านข้าง หยางถิงเฟิงชี้ที่เก้าอี้ตรงข้ามพลางบอก “พวกเจ้าก็นั่งซิ”

หยางจุนกับหยางจื้อรีบนั่งลงทันที ท่าทางสงบเสงี่ยมเรียบร้อยเหมือนอยู่ต่อหน้าผู้อาวุโสอย่างเช่นท่านพ่อท่านย่าไม่มีผิด พวกเขาล้วนรู้สึกกลัวเกรงพี่ชายใหญ่ไม่ด้อยไปกว่าผู้อาวุโสในบ้านทั้งสองคนนั้นเลย เฟิ่งหวงก็นั่งลงเช่นกัน หยางถิงเฟิงจึงฉวยโอกาสนี้มองนางมากหน่อย เขาได้แต่แอบมองนางอยู่ห่างๆ เสมอมา ยามที่เขาคิดจะใกล้ชิดกับนางทีไร ท่านย่าเป็นต้องหาเรื่องให้เขาออกห่างนางทันที บอกให้เขาไปร่ำเรียนบ้างล่ะ หรือไม่ก็ให้เขาไปฝึกวรยุทธ์ ขี่ม้า ยิงธนูอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด ตอนยังเด็กเขาไม่เข้าใจนัก คิดว่าท่านย่าเข้มงวดเพราะอยากให้เขาร่ำเรียนให้มากๆ แต่พอเขาโตขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มเข้าใจท่าทีของท่านย่ามากขึ้น แท้จริงแล้วท่านย่ากำลังกีดกันไม่ให้เขาใกล้ชิดกับน้องสาวต่างหาก!

เขาก็ใช้โอกาสที่มาตามตัวน้องชายทั้งสอง มองนางตรงๆ และพูดคุยกับนาง แต่ว่านางกลับไม่ค่อยพูดคุยกับเขามากนัก

เขาถามคำ นางก็ตอบคำ ความใกล้ชิดสนิทสนมเมื่อตอนเด็กๆ มลายหายสิ้นไปตามกาลเวลาหมดแล้ว!

น้องสาวที่เคยวิ่งเล่น เดินตามเขาต้อยๆ คนนั้นไม่มีอีกแล้ว!

เฟิ่งหวงก็รู้ตัวดีว่า ท่านย่าไม่ชอบให้นางใกล้ชิดกับพี่ชายใหญ่ นางจึงได้แต่หลบเลี่ยงเขาไป หลบเลี่ยงเขามา ยามพบปะเจอหน้ากัน นางจะคารวะเขาแล้วหาข้ออ้างหลบหน้าเขาไปทุกครั้ง นางเข้าใจดี นางเป็นแค่ลูกเลี้ยง สถานะของนางในจวนนี้จึงไม่ต่างอะไรจาก ‘กาฝาก’ ที่มาเกาะจวนแม่ทัพใหญ่ นางพูดคุยกับพี่ชายใหญ่พอสมควรแล้วนางจึงเอ่ยว่า “ข้าต้องไปเรียนเย็บปักแล้ว ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”

นางพูดแล้วก็ลุกจากไป เดินเข้าห้องชั้นในไป หยางถิงเฟิงจึงลุกขึ้นยืนเอ่ยกับน้องชายทั้งสองว่า “พวกเจ้าก็ตามข้าไปลานฝึกเถอะ ให้ข้าดูหน่อยว่าพวกเจ้าเกียจคร้านหรือไม่”

“อ้า…” หยางจุนกับหยางจื้อพลันหนาวสะท้านขึ้นมาทันที เกรงว่าวันนี้พวกเขาต้องถูกพี่ชายใหญ่ทุบตีจนน่วมแน่!

พวกเขามองพี่ชายใหญ่อย่างอ้อนวอน ‘พี่ชาย ละเว้นข้าเถอะ ฮือๆๆๆ…’

หยางถิงเฟิงไม่สนใจสายตาอ้อนวอนของน้องชายทั้งสองเลย เขาก้าวเดินออกไป หยางจุนกับหยางจื้อจึงได้แต่เดินตามพี่ชายใหญ่ไปราวกับ ‘ไก่หงอย’ อย่างไรอย่างนั้น

ครั้นถึงลานฝึกวรยุทธ์ หยางถิงเฟิงก็ทุบตีน้องชายทั้งสองคนจนน่วมอย่าง ‘ชอบธรรม’ เขาอาศัยข้ออ้างฝึกวรยุทธ์นี้ทุบตีน้องชายทั้งสองคนอย่างแนบเนียน ระบายความอึดอัดโมโหที่น้องชายทั้งสองกอดๆ หอมๆ พี่สาวเหมือนเด็กไม่ยอมโต นั่นคือสตรีที่เขาหมายปอง เจ้าสองคนนี่ถือสิทธิ์อะไรไปกอดๆ หอมๆ นางกัน! ต้องตี! ต้องตีจนเจ้าสองคนนี่ไม่กล้ากอดนางอีกเลย!

หยางจุนกับหยางจื้อถูกทุบตีจนเจ็บเนื้อเจ็บตัวไปหมด พวกเขาจึงได้แต่หมอบอยู่กับพื้น อ้อนวอนว่า “พี่ชาย ละเว้นข้าเถอะ ต่อไปข้าจะขยันฝึกขอรับ”

“หึ! วันนี้เจ้าตายเพราะน้ำมือข้าก็ยังดีกว่าให้พวกเจ้าไปตายในสนามรบ ฝีมือแค่นี้ยังสู้พลทหารไม่ได้ด้วยซ้ำ เข้าสนามรบไปก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้นเอง” หยางถิงเฟิงแค่นเสียงดูแคลน เขาอยากใช้โอกาสนี้กระตุ้นให้น้องชายทั้งสองขยันหมั่นเพียรฝึกฝนให้มากๆ หน่อย วันหน้าเจ้าสองคนนี่จะได้ไม่มีเวลาว่างไปออดอ้อนขอความรักจากพี่สาวอีก!

“ข้าจะขยันขอรับ” หยางจื้อรีบพูด หยางจุนก็รีบพูดเช่นกัน “ข้าจะขยันฝึกขอรับ”

“ดี” หยางถิงเฟิงพยักหน้าแล้วรับผ้าเช็ดเหงื่อมาจากบ่าวรับใช้ หยางจุนกับหยางจื้อจึงลอบถอนหายใจโล่งอก เฮ้อ…ในที่สุดพี่ใหญ่ก็ยอมปล่อยพวกเขาเสียที

หยางถิงเฟิงเดินกลับเรือนไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แล้วก็มุ่งหน้าไปเรือนอนุหลิวเพื่อกินข้าวมื้อเย็นร่วมกับท่านพ่อ เขาเดินไปจนเกือบจะถึงห้องโถงก็พลันได้ยินท่านพ่อคุยกับอนุหลิวว่า “ข้าดูๆ ลูกเขยให้หวงเอ๋อร์บ้างแล้ว ในบรรดาคนเหล่านี้เจ้าถูกใจใครบ้างล่ะ?”

หยางซีถิงชี้ไปที่กองภาพวาดที่วางอยู่บนโต๊ะ หลิวฟางอิ่งจึงหยิบภาพวาดมาดูภาพหนึ่ง หยางซีถิงก็บอกว่า “นี่คือบุตรชายฮูหยินเอกตระกูลเจี้ยน(剑) ขุนนางเจี้ยนนับว่ามีอิทธิพลมากทีเดียว ตระกูลเขาทำอาวุธส่งให้กองทัพ บุตรชายของเขาก็นับว่ามีความสามารถไม่น้อยเลย สอบได้ตำแหน่งทั่นฮวาเชียวนะ”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!