Skip to content
Cover dg 1

Dream Gallery Vol. 1

วันที่เริ่มเขียน 23 สิงหาคม 2559

Dream Gallery เล่ม 1

วันที่วางจำหน่าย 23 พ.ย. 2564

จากใจ Writer.

สวัสดีนักอ่านทุกท่านค่ะ ไรท์ขอนำเสนอนิยายแฟนตาซีเรื่อง “Dream Gallery” ค่ะ

อ่านแล้วติชมพูดคุยกับไรท์ได้ทางเพจ https://web.facebook.com/readfree.in

หรือทาง LINE Official Account : www.readfree.in

ซื้อนิยายเรื่องนี้รายตอนได้ที่เว็บไซต์ www.readclub.in ค่ะ

ติดตามตอนใหม่ล่าสุดได้ทางเว็บไซต์ https://readclub.in/dream-gallery/

ขอบพระคุณนักท่านทุกท่านที่อ่านนิยายของไรท์ค่ะ

Chapter 1 ครุฑ 1

บทที่ 1 ครุฑ

ณ ร้านดรีมแกลลอรี่

“เชิญเซ็นชื่อตรงนี้นะคะ” นิมิตราบอกกับลูกค้า นิ้วเรียวยาวราวลำเทียนอันงดงามชี้ไปที่ช่องเซ็นชื่อในสัญญาซื้อขาย

“โอ…ในที่สุดฉันก็ได้เป็นเจ้าของเสียที” ลูกค้าวัยชรารีบเซ็นชื่อลงบนเอกสารอย่างตื่นเต้นดีใจ

“คุณรับทราบรายละเอียดทุกอย่างดีแล้วนะคะ” นิมิตราถามย้ำ “คุณเข้าใจนะคะว่าคุณจะต้องทำตามข้อตกลงทุกอย่างที่ระบุไว้ หากคุณละเมิดข้อตกลงทางเราจะไม่รับผิดชอบใดๆทั้งสิ้นค่ะ”

“ครับ ผมทราบดีครับ” ลูกค้าพยักหน้ารับแล้วก็พูดว่า “ห้ามถูกแสงจันทร์ ห้ามถูกแสงแดดใช่มั้ยครับ”

นิมิตตราพยักหน้า “ค่ะ” แล้วก็ยิ้มให้ลูกค้า เธอหันไปหยิบรูปภาพซึ่งห่อเรียบร้อยแล้วส่งให้เขา “ขอให้มีความสุขนะคะ”

ลูกค้าพยักหน้ายิ้มตอบแล้วก็รับภาพเดินออกจากร้านไปด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข

นิมิตรามองตามลูกค้าจนลูกค้าเดินพ้นประตูร้านไปแล้ว เธอหันไปยิ้มกับภาพดอกไม้สีแดงสดบนผนังในห้องโถงรับแขก

“ดึกป่านนี้แล้วเหรอ คงต้องปิดร้านแล้วซินะ” เธอพูดกับภาพนั้น

ดอกไม้ในภาพคล้ายจะพลิ้วไหวเล็กน้อย

ฉับพลัน! ประตูร้านก็เปิดออกพร้อมกับเสียงดังว่า “เดี๋ยวครับคุณชาย”

“หนวกหูน่า! ลุงกลับไปรอที่รถเถอะ” เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่าคุณชายตวาดใส่คนขับรถของตัวเองแล้วก็หันไปถามคนในร้านว่า “ที่นี่ร้านดรีมแกลอรี่ใช่ไหม?”

นิมิตราหันไปยิ้มต้อนรับลูกค้า “เชิญค่ะ”

เด็กหนุ่มจ้องหน้าแล้วก็ถามว่า “เจ้าของร้านอยู่ไหน?”

เด็กหนุ่มคนนี้ก็คือ จอร์จ ลูกชายคนเดียวของเสี่ยสุรชัย เจ้าของโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์

“ดิฉันนี่แหละค่ะเจ้าของร้าน” นิมิตราตอบพลางยิ้มให้

จอร์จจ้องหน้านิมิตราครู่หนึ่งแล้วก็บอกว่า “ผมต้องการภาพนกที่แพงที่สุด สวยที่สุดและจะต้องเป็นภาพเดียวในโลกนี้ด้วย”

“คุณชายครับ” คนขับรถเรียกอย่างหวั่นใจ เพราะหากคุณผู้ชายรู้เข้าเขาคงถูกด่าแน่

“เงียบไปเลยนะลุง ก็ไอ้จอห์นบอกเองว่ามันซื้อภาพไปจากร้านนี้ ผมจะต้องซื้อภาพที่สวยกว่าของมันเอาให้มันหน้าหงายไปเลย หนอย…กะอีแค่ภาพนกยูงเผือก มันเที่ยวอวดไปทั่วว่าเป็นภาพหนึ่งเดียวในโลก ผมจะทำให้มันจ๋อยไปเลยที่พูดแบบนั้น” แล้วจอร์จก็หันไปพูดกับนิมิตราว่า “เรื่องเงินไม่ต้องห่วง ผมรวยนะ” เขาเปิดประเป๋าสะพายออกหยิบเงินออกมาถือปึกใหญ่

“คุณชายครับ กลับเถอะครับ ถ้าคุณผู้ชายรู้เรื่องนี้มีหวังผมตกงานแน่ครับ” คนขับรถขอร้อง

“ช่างคุณพ่อซิ เขาไม่สนใจหรอกว่าผมจะทำอะไร วันๆเขาสนใจแต่เรื่องงานๆๆๆกับยัยแม่เลี้ยงนั่นเท่านั้นแหละ” จอร์จตวาดใส่คนขับรถ แล้วก็หันไปพูดกับนิมิตราว่า “ไหนล่ะภาพที่แพงที่สุดภาพเดียวในโลกน่ะ?”

นิมิตรามองเด็กหนุ่มแล้วก็บอกว่า “เข้าใจแล้วค่ะ วันนี้มีภาพที่คุณชายต้องการเข้ามาพอดีค่ะ”

“ไหนล่ะ?” จอร์จหันไปมองรอบๆห้องโถง “ไหนล่ะ ภาพไหนเหรอ?”

“อยู่ด้านในค่ะ เชิญตามดิฉันมาทางนี้ซิคะ” นิมิตราบอกพลางผายมือไปที่ประตูด้านหนึ่ง

จอร์จรีบเดินไปที่ประตูนั้นทันที

นิมิตราหันไปพูดกับคนขับรถว่า “ส่วนคุณกรุณารอที่นี่นะคะ”

จอร์จเปิดประตูแล้วก็เดินเข้าไป นิมิตราเดินตามไปพร้อมกับปิดประตูตามหลัง

จอร์จชะงัก! ที่เบื้องหลังบานประตูเป็นทางเดินยาว ไม่น่าเชื่อว่าร้านห้องแถวจะมีทางเดินยาวๆแบบนี้ด้วยเหรอ เขาเดินไปพลางมองภาพบนฝาผนังไปด้วย นี่เขาจะถูกจับตัวไปเรียกค่าไถไหมนะ? หรือจะถูกปล้นเอาเงินในกระเป๋าไหม? ดูท่าทางที่นี่ไม่ค่อยน่าไว้ใจเลย แถมยังกลิ่นหอมๆนี่อีก เขาเก็บเงินใส่กระเป๋าเอาไว้แล้วก็มองไปรอบๆอย่างระวังตัว

“เป็นอะไรไปคะ?” นิมิตราถาม

“ปะ…เปล่า” จอร์จรีบปฏิเสธพลางปรับสีหน้าให้เป็นปกติ “แค่คิดว่าทางเดินนี่ยาวไปถึงไหนกันนะ?”

นิมิตราเดินนำหน้าไปแล้วก็เปิดประตูห้องๆหนึ่ง “เชิญค่ะ”

ภายในห้องมืดสนิท จอร์จชะงัก “ไม่เปิดไฟเหรอ?”

นิมิตราไม่พูดอะไร เธอหันไปหยิบตะเกียงที่แขวนอยู่ข้างประตูมาถือส่องทาง “เชิญค่ะ”

จอร์จรวบรวมความกล้าเดินตามเธอเข้าไป

นิมิตราเดินไปจนถึงกลางห้อง เธอวางตะเกียงลงบนโต๊ะใต้รูปภาพ

จอร์จหยุดอยู่ห่างๆ พอสายตาเริ่มชินกับความมืดแล้วเขาจึงเห็นภาพที่แขวนอยู่กลางห้อง “…” เขาตะลึงจนพูดไม่ออก

ภาพคนสวมเสื้อผ้าเครื่องประดับมีค่าละลานตา คนในภาพกางปีกสีทองระยิบระยับสวยงาม

“นี่ไม่ใช่ภาพนกนี่” จอร์จแย้ง

“นี่คือภาพครุฑค่ะ เป็นครึ่งคนครึ่งนกในตำนานค่ะ” นิมิตราบอก

จอร์จจ้องภาพอย่างตะลึง

“นี่เป็นภาพหนึ่งเดียวในโลกค่ะ แน่นอนว่าไม่มีทำซ้ำหรือเลียนแบบเด็ดขาดค่ะ” นิมิตรายืนยันน้ำเสียงหนักแน่น

“เท่าไหร่?” จอร์จถามตาจ้องมองภาพไม่กระพริบ

“ไม่ขายค่ะ” นิมิตราบอก

“ว่าไงนะ!” จอร์จถามอย่างตกใจ “คุณพูดเล่นใช่ไหม?”

นิมิตราส่ายหน้า “ไม่ได้พูดเล่นค่ะ คุณคงเคยได้ยินกิติศัพท์ของร้านเรามาบ้างนะคะ ของที่คู่ควรจะอยู่กับคนที่คู่ควรเท่านั้นค่ะ”

จอร์จนึกฉุนขึ้นมาทันควัน! “แล้วผมไม่คู่ควรกับภาพนี้รึไงห๊า!”

“ไม่ค่ะ คุณชายไม่คู่ควรกับภาพนี้ค่ะ” นิมิตราบอกน้ำเสียงราบเรียบ

“แต่ผมจะซื้อภาพนี้” จอร์จตะคอกใส่อย่างไม่พอใจแล้วก็หยิบเงินในกระเป๋าขว้างใส่ “เท่านี้ก็น่าจะพอสำหรับภาพนี้นะ”

นิมิตราคว้าปึกเงินหมับ! แล้วส่งคืนให้เด็กหนุ่ม “ไม่ขายแต่ให้เช่าได้ค่ะ”

จอร์จชะงัก!

“แต่มีข้อแม้ค่ะ” นิมิตราบอกพลางจับมือเด็กหนุ่มขึ้นมาแล้วก็ยัดเงินคืนไป

“ข้อแม้อะไร” เด็กหนุ่มกำเงินแน่นอย่างไม่ค่อยพอใจ

“ห้ามให้คุณพ่อของคุณกับแม่เลี้ยงของคุณเห็นภาพนี้เด็ดขาด” นิมิตราบอกแล้วก็ถอยไปยืนข้างรูปภาพ

“มีข้อแม้แค่นี้เหรอ?” จอร์จถามพร้อมกับเก็บเงินใส่กระเป๋า

นิมิตราพยักหน้า “ค่ะ”

“ถ้างั้นก็ตกลง! ผมเช่าภาพนี้” จอร์จบอกน้ำเสียงหนักแน่น

“ถ้าคุณทำผิดข้อตกลงทางร้านของเราจะไม่รับผิดชอบใดๆทั้งสิ้นนะคะ จำเอาไว้ให้ดีนะคะ” นินิตราบอกน้ำเสียงจริงจัง

“แล้วผมจะเอาภาพนี้ไปได้เมื่อไหร่?” จอร์จถามอย่างใจร้อน

“ทันทีที่คุณเซ็นสัญญาเช่าภาพแล้วค่ะ” นิมิตราบอกแล้วก็ผายมือไปที่ประตู “เชิญทางนี้ค่ะ”

เธอเดินนำหน้าออกประตูไป

จอร์จเดินตามไปจนกระทั่งถึงห้องโถง

นิมิตราเปิดประตูเข้าไป ภายในห้องโถงมีผู้หญิงสวมชุดสูทสีดำคนหนึ่งยืนถือถาดอยู่ ในถาดมีกระดาษกับปากกาพร้อมสรรพ

คนขับรถนั่งหลับอยู่ที่โซฟา

“สัญญาค่ะ” ผู้หญิงชุดสูทสีดำบอกแล้วก็หยิบสัญญากับปากกาวางบนโต๊ะ จากนั้นก็เดินออกไปจากห้องอย่างเงียบเชียบ

“ขอบใจจ้ะราตรี” นิมิตราพูดกับราตรีแล้วก็หันไปพูดกับจอร์จว่า “เชิญอ่านสัญญาก่อนค่ะ อ่านให้ละเอียดนะคะ”

จอร์จก้าวพรวดเข้าไปหยิบสัญญาขึ้นมาอ่านอย่างลวกๆ แล้วก็หยิบปากกาเซ็นแกร๊ก!

“ไหนล่ะภาพของผม” เขาถามอย่างใจร้อนตามเคย

ราตรีกลับเข้ามาพร้อมกับถือภาพที่ห่อเรียบร้อยแล้ว

“ภาพที่คุณเช่าค่ะ” นิมิตราผายมือบอก

จอร์จรีบลุกขึ้นแล้วก็เดินไปดึงภาพมา “ขอบใจ”

ราตรีมองด้วยสายตาไร้อารมณ์แล้วก็เดินกลับออกไป

นิมิตราเดินไปปลุกคนขับรถ “คุณคะ คุณชายจะกลับแล้วค่ะ”

คนขับรถสะดุ้งตื่น “ครับๆ”

“ลุง! กลับบ้าน” จอร์จสั่งแล้วก็เดินไปที่ประตู

นิมิตราเดินไปเปิดประตูให้พร้อมกับย้ำว่า “อย่าลืมข้อตกลงนะคะ”

“รู้แล้วน่า” จอร์จรับปากอย่างรำคาญแล้วก็รีบเดินออกไป

คนขับรถรีบตามไป “คุณชายครับรอผมด้วย”

นิมิตราปิดประตูตามหลังแล้วก็พลิกป้ายห้อยว่า ‘ปิด’ ที่ประตูหน้าร้าน จากนั้นเธอก็เดินเข้าไปด้านหลังร้าน ไฟในร้านดับพรึ่บ! มืดสนิท

เมื่อไปถึงบ้านจอร์จก็เอารูปไปแขวนไว้ในห้องนอนของตัวเอง

เย็นวันถัดมาจอร์จก็เชิญเพื่อนๆมาดูรูปที่บ้าน เพื่อนๆทุกคนต่างตะลึงจ้องรูปเป็นตาเดียว

“นายซื้อรูปนี้มาจากไหนเหรอจอร์จ?” จอห์นถาม

“ก็จากร้านดรีมแกลลอรี่ไง” จอร์จบอกอย่างภูมิใจ

เขาอวดรูปคุยฟุ้งอยู่พักใหญ่แล้วก็ชวนเพื่อนๆลงไปเลี้ยงสังสรรค์กันต่อที่ข้างสระว่ายน้ำ

เพื่อนๆของเขาต่างพูดชื่นชมรูปไม่หยุดจนกระทั่งชาลินีแม่เลี้ยงของจอร์จเดินมาได้ยินเข้าพอดี

“รูปอะไร?” ด้วยความอยากรู้เธอจึงเดินขึ้นไปข้างบน แอบเข้าไปในห้องของลูกเลี้ยง เพียงแว๊บแรกที่เห็นรูป เธอก็ตะลึงจนเผลอเดินเข้าไปจับรูปอย่างหลงไหล “สวยเหลือเกิน…”

ครุฑในภาพขยับบินหนีอย่างรังเกียจ

“เดี๋ยวซิ! อย่าเพิ่งไป รอฉันก่อน” ชาลินีตะโกนเรียกอย่างลืมตัว

แต่ครุฑตนนั้นก็บินหนีไปเสียไกลลิบจนมองไม่เห็นเสียแล้ว

“กลับมาก่อน! ได้โปรดกลับมาหาฉันก่อน…” ชาลินีตะโกนอ้อนวอน แต่ครุฑก็ไม่ได้บินกลับมา ด้วยใจละโมบเธอจึงแอบปลดรูปลงจากผนังแล้วก็เอารูปไปไว้ในห้องของตัวเอง

หลังจากปาร์ตี้เลิกแล้วจอร์จก็กลับเข้าห้องนอนของตัวเอง “สะใจจริงๆที่ทำให้ไอ้จอห์นหน้าจ๋อยไปได้ ฮ่าๆๆๆๆ” เขาหัวเราะอย่างสะใจแล้วก็หันไปมองรูปบนผนัง “เฮ้ย!” ใบหน้าหล่อเหลาตกใจที่ผนังว่างเปล่าไม่มีรูปครุฑแขวนอยู่

เขาขยับเข้าไปเอื้อมมือลูบผนังให้แน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาด “ไม่มี!” หน้าหล่อถอดสี “หายไปได้ยังไงกัน ต้องมีคนเข้ามาขโมยไปแน่ๆ”

จอร์จกำมือแน่นที่ถูกล้วงคองูเห่าถึงในบ้านแบบนี้ เขาเดินไปเปิดดูบันทึกกล้องวงจรปิด พอเห็นภาพแม่เลี้ยงแอบเข้ามาในห้องของตัวเองก็ยิ่งโกรธ แล้วยิ่งเห็นตอนแม่เลี้ยงถือรูปภาพออกจากห้องไปความโกรธก็ยิ่งทวีคูณ “นังผู้หญิงขี้ขโมย!”

เขาตรงไปเคาะประตูห้องแม่เลี้ยงอย่างไม่เกรงใจ “เอารูปของฉันคืนมานะนังขี้ขโมย!”

ชาลินีไม่สนใจเสียงเคาะประตูเลยซักนิด นั่งจ้องรูปภาพบนตักอย่างอ้อนวอน “ได้โปรดเถอะ กลับมาให้ฉันเห็นอีกซักครั้งนะคะ”

“ออกมาเดี๋ยวนี้นะนังหัวขโมย!” จอร์จตะโกนลั่นบ้าน มือก็ทุบประตูห้องปังๆ!

คนรับใช้ชะโงกหน้าแอบดูกันสลอนอยู่ตรงบันได

สุรชัยได้ยินเสียงดังเอะอะตั้งแต่เดินเข้าประตูบ้านก็สงสัย “เอ๊ะ! มีเรื่องอะไรกันอีกล่ะ?” เขาส่ายหัวอย่างเหนื่อยใจที่ลูกชายมักจะมีเรื่องทะเลาะกับแม่เลี้ยงเป็นประจำ เขารีบเดินขึ้นไปดู เห็นคนรับใช้ยืนออตรงบันไดก็ตวาด “ไม่มีงานมีการทำกันรึไงห๊ะ!”

“อุ๊ย! คุณผู้ชาย” แล้วบรรดาคนรับใช้ก็รีบสลายตัวลงไปข้างล่าง

สุรชัยเดินไปหาลูกชาย “มีอะไรกันจอร์จ? เสียงดังเอะอะไปถึงข้างล่างเชียว”

จอร์จหันขวับ! “ก็เมียพ่อน่ะซิ ขโมยของผมไป”

สุรชัยอึ้ง! “ชาลินีเนี่ยนะขโมยของๆลูก”

“ก็ใช่ซิครับ แม่นี่เข้าไปในห้องผมตอนที่ผมปาร์ตี้กับเพื่อนๆแล้วก็ขโมยรูปของผมไป” จอร์จชี้นิ้วไปที่ประตูอย่างโกรธจัด

สุรชัยงง “รูปอะไร? แล้วทำไมชาลินีต้องขโมยด้วย เค้าอาจจะแค่เข้าไปหยิบมาทำความสะอาดให้ลูกล่ะมั้ง” เขาแก้ต่างแทนภรรยาสาว

“นี่คุณพ่อหาว่าผมใส่ร้ายแม่นี่เหรอครับ!” จอร์จยิ่งโกรธ

“พ่อไม่ได้ว่าลูกใส่ร้ายเลยนะจอร์จ ลูกอย่าเข้าใจเอาเองแบบนี้ซิ” สุรชัยพยายามพูดกับลูกชาย “ถ้างั้นก็เรียกเธอมาถามให้รู้เรื่องพร้อมๆกันไปเลยดีกว่า”

จอร์จเชิดใส่พ่ออย่างไม่พอใจ

สุรชัยมีสีหน้าระอาใจ เขาหันไปเคาะประตูห้อง “ชาลินีออกมาข้างนอกซิ”

Chapter 2 ครุฑ 2

เงียบ! ไม่มีเสียงตอบ เขาจับลูกบิดหมุนเปิด ประตูล็อค! เขาหันไปมองหน้าลูกชาย “เธอคงออกไปข้างนอกมั้งลูก”

“จะออกไปข้างนอกได้ไงครับ ก็ผมดูกล้องแล้วเห็นว่าแม่นี่ถือรูปผมเข้าไปแล้วยังไม่ออกมาเลย” จอร์จยืนยันเสียงแข็ง

สุรชัยไม่อยากโต้เถียงกับลูกชาย เขาล้วงกุญแจห้องมาไขประตูเปิด

จอร์จรีบผลักประตูเข้าไป พอเห็นแม่เลี้ยงกำลังถือรูปนั่งอยู่ที่โซฟาก็ชี้หน้าฟ้องพ่อ “นั่นไงครับรูปของผม”

ชาลินีตกใจรีบกอดรูปไว้แน่นตวาดกลับว่า “ของฉัน!”

สุรชัยเดินตามเข้ามาอย่างงงๆ เขาไม่เคยเห็นภรรยาขึ้นเสียงแบบนี้เลยซักครั้ง

จอร์จปรี่เข้าไปแย่งรูป “เอารูปฉันคืนมานะนังขี้ขโมย!”

“ไม่! นี่รูปของฉัน!” ชาลินีตวาดใส่กอดรูปแน่น

“เอาคืนมานะนังหัวขโมย!” จอร์จพยายามแย่งรูปคืน

“ไม่! นี่ของฉัน!” ชาลินีตวาดลั่นรีบหมุนตัวบังไม่ให้จอร์จแย่งไปได้

“หยุดเดี๋ยวนี้นะทั้งสองคน!” สุรชัยตวาดใส่รีบเข้าไปห้าม “อะไรกัน! โตๆกันแล้วยังแย่งของเป็นเด็กๆไปได้!”

จอร์จชะงัก!

สุรชัยรีบดันลูกชายให้ออกห่างภรรยา “ไหนรูปอะไรขอดูหน่อยซิ ทำไมถึงต้องแย่งกันขนาดนี้ด้วยห๊ะ!”

“รูปครุฑ” จอร์จหลุดปากบอกแล้วก็นึกถึงคำพูดของเจ้าของร้านสาวสวย ‘ห้ามให้คุณพ่อของคุณกับแม่เลี้ยงของคุณเห็นภาพนี้เด็ดขาด’ “ซวยแล้ว!!!” เขาพึมพำกับตัวเอง

“รูปครุฑ?” สุรชัยทำหน้างง “แค่รูปใบเดียวทำไมจะต้องแย่งกันด้วยล่ะ?”

“ของฉันๆๆๆๆๆ…” ชาลินีพูดซ้ำๆกอดรูปไว้แน่น

“ขอผมดูรูปหน่อยซิ รูปอะไรมันสวยนักรึไงถึงต้องแย่งกันขนาดนี้น่ะ?” สุรชัยยื่นมือไปขอรูปจากภรรยา

ชาลินีเหลือบมองตาขวางตวาดใส่ “ของฉัน! ฉันไม่ให้ใครทั้งนั้น! ออกไป๊!”

สุรชัยชะงักงัน! เขาอึ้งไปเลยที่ภรรยาตวาดใส่เช่นนี้ “ผมขอดูรูปหน่อยไม่ได้รึไง!”

“ไม่!” ชาลินีสวนขวับ!

สุรชัยชักโมโหเอื้อมมือไปแย่งรูป “ขอดูหน่อยเดียวน่าคุณ!”

“ไม่! อย่ามายุ่งกับฉันนะ! ออกไป๊!” ชาลินีตวาดตาขวาง

“เอามานี่นะ นี่คุณเห็นไอ้รูปบ้าๆนี่สำคัญกว่าผมงั้นเหรอ!” สุรชัยโมโหพยายามจะแย่งรูปให้ได้

จอร์จรีบช่วยพ่ออีกแรง “เอารูปฉันคืนมานะ!”

“ไม่! อย่ามาแย่งของฉันนะ เค้าเป็นของฉัน! ของฉันคนเดียว!” ชาลินีตะโกนลั่น! กอดรูปไว้แน่น

“เอารูปคืนมานะ!” / “เอามาให้ผมเดี๋ยวนี้!” สองพ่อลูกพยายามแย่งรูปจากชาลินีให้ได้ จนในที่สุดจอร์จก็ดึงรูปไปได้ “เย้!”

“เอาคืนมา!” ชาลินีผวาตามรูป สุรชัยรีบจับตัวไว้ “หยุดเดี๋ยวนี้นะคุณ!”

“เอาคืนมานะ!” ชาลินีพยายามดิ้นให้หลุดจากอ้อมแขนสามี

จอร์จมองรูปที่แย่งคืนมาได้แล้วก็ตะลึง! “เฮ้ย!” เขาหันขวับไปเอาเรื่องแม่เลี้ยง “เอารูปครุฑไปไว้ที่ไหน! บอกมาเดี๋ยวนี้นะนังขี้ขโมย!”

“เอ๊ะ! นั่นไม่ใช่รูปของลูกเหรอ?” สุรชัยงง

จอร์จส่ายหน้า “ไม่ใช่ครับ คุณพ่อดูซิครับ แม่นี่เอารูปมาเปลี่ยนแล้วก็เอารูปครุฑของผมไปซ่อน” เขาหันรูปให้พ่อดู

สุรชัยมองรูป เห็นแต่ทุ่งหญ้าสีสันแปลกตา

จังหวะนี้เองชาลินีสะบัดตัวหลุดจากสามีได้ก็ถลันไปแย่งรูป “เอาคืนมานะ! ไอ้เด็กเหลือขอ!” พร้อมกับตบไปที่ใบหน้าหล่อเต็มแรง “เพี๊ยะ!”

“โอ๊ย!” จอร์จตกตะลึงที่ถูกตบ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยโดนตบเลยสักครั้ง

สุรชัยตะลึงงันกับคำพูดและการกระทำของภรรยาสาว เขาถลันเข้าไปดูลูกชาย “จอร์จ!”

พอแย่งรูปได้ชาลินีก็รีบวิ่งออกจากห้องไป

“คุณ!” สุรชัยตะโกนเรียก แต่ชาลินีก็รีบวิ่งลงบันไดไปแล้ว

คนรับใช้กำลังทำความสะอาดอยู่ตรงทางเดินได้แต่มองตามตาปริบๆอย่างสงสัยใคร่รู้

สุรชัยหันไปดูลูก “เจ็บมากไหมลูก พ่อขอโทษแทนเธอด้วย”

จอร์จมองพ่อด้วยสายตาเจ็บปวด พ่อออกรับแทนแม่นั่นอีกแล้ว “แค่นี้ยังไม่ตายหรอกครับ” แล้วเขาก็เดินกลับห้องอย่างโมโห

“จอร์จ!” สุรชัยเรียกอย่างเจ็บปวด

จอร์จไม่หันไปมองซักนิด เขาเดินตึงๆเข้าห้องของตัวเองไป กระสอบทรายในห้องกลายเป็นที่ระบายอารมณ์อีกเช่นเคย

สุรชัยเห็นว่าถึงจะคุยกับลูกตอนนี้ก็มีแต่จะยิ่งทำให้ลูกหมางเมินใส่ เขาจึงเดินไปตามภรรยาแทน เพราะเขาโกรธมากกับสิ่งที่เธอทำกับลูกชายของเขา จะต้องคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้! ต้องให้เธอไปขอโทษจอร์จให้ได้

“คุณชาลินีล่ะ?” เขาถามคนรับใช้

“วิ่งออกไปข้างนอกแล้วค่ะ เห็นเรียกแท็กซี่แล้วก็รีบขึ้นรถไปเลยค่ะ รองเท้าก็ไม่ได้ใส่ไปค่ะ” คนรับใช้บอก

สุรชัยพยักหน้ารับรู้ แล้วก็ล้วงโทรศัพท์ออกมาโทรหาภรรยา

“ทะเลาะอะไรกันเหรอคะ?” คนรับใช้ถามด้วยความอยากรู้

สุรชัยขึงตาใส่

คนรับใช้หน้าจ๋อย “ขอโทษค่ะ” รีบเดินเลี่ยงไปทำงาน

เสียงโทรศัพท์ดัง สุรชัยหันไปมองบนโต๊ะก็เห็นกระเป๋าของภรรยาวางอยู่ “อ้าว…ไม่ได้เอากระเป๋าไปด้วยเหรอ?”

เขากดตัดสายแล้วก็เดินออกไปยืนมองหน้าบ้าน “เดี๋ยวก็คงจะสั่งแท็กซี่ให้วนกลับมาเอากระเป๋าเองแหละ”

พอได้ระบายอารมณ์กับกระสอบทรายแล้วจอร์จก็ล้มตัวลงนอนแผ่กับพื้นห้อง ยกมือลูบแก้มที่ถูกตบ ใจก็คิดถึงรูปที่ยืมมา “ยัยนั่นเอาไปซ่อนไว้ที่ไหนนะ?”

เขาครุ่นคิด “ต้องซ่อนไว้ในห้องแน่ๆ” แล้วเขาก็รีบลุกไปค้นหารูป

สุรชัยยืนรออยู่นาน มองนาฬิกาหลายครั้งแล้วก็ไม่มีวี่แววว่าภรรยาจะนั่งแท็กซี่กลับมาซะที “นี่ก็จวนจะได้เวลาต้องไปงานเลี้ยงแล้วซิ”

เขาเดินขึ้นห้อง เปิดประตูเข้าไปก็เห็นลูกชายเที่ยวรื้อค้นของอยู่ “ทำอะไรน่ะจอร์จ?”

“หารูป” จอร์จตอบเสียงแข็ง มือก็รื้อของหารูป

“รูปครุฑนั่นน่ะเหรอ?” สุรชัยถามพลางปลดเน็คไทออก

“ครับ รูปนั่นผมเช่าเขามา ถ้าไม่มีไปคืนเขาผมคงแย่แน่ๆ” จอร์จบอกโดยไม่หันไปมอง ตาก็มองหารูป

“รูปแค่นั้น จะซักกี่ตังกันเชียว ถ้าไม่เจอก็จ่ายตังให้เขาไปก็ได้นี่ลูก” สุรชัยบอกอย่างไม่ยี่หระ

จอร์จหยุดหาหันไปมองหน้าพ่อ “ขนาดผมขอซื้อเขายังไม่ขายเลยพ่อ”

“ขอซื้อเท่าไหร่ล่ะ?” สุรชัยย้อนถาม

“เป็นล้านครับ เขายังไม่ยอมขายให้ผมเลย นี่ถ้าไม่มีรูปไปคืน คุณเจ้าของร้านนั่นคงได้เรียกค่าเสียหายเป็นสิบล้านมั้งครับ” จอร์จบอกแล้วก็หันไปค้นหารูปต่อ

“รูปอะไรแพงขนาดนั้นเชียว? ถ่ายรูปไว้รึเปล่าขอพ่อดูหน่อยซิ ไม่ใช่ว่าไปโดนใครเขาหลอกขายรูปถูกๆมาหรอกนะ” สุรชัยสงสัย

จอร์จหยุดหา ล้วงกระเป๋าหยิบโทรศัพท์ออกมาส่งให้พ่อดู

สุรชัยรับโทรศัพท์มาแล้วก็เปิดไฟล์รูป เขาไล่ดูทีละรูปเห็นแต่กลุ่มเพื่อนของลูกชายถ่ายรูปอย่างสนุกสนาน “ไหนล่ะลูก พ่อไม่เห็นเลย”

จอร์จขยับเข้าไปดึงโทรศัพท์มาเปิดรูปให้พ่อดู แต่พอเห็นรูปที่ถ่ายไว้เขาก็งง เพราะทุกรูปที่ถ่ายร่วมกับภาพครุฑ ตรงภาพครุฑกลับเบลอทุกรูปไป “อ้าว…ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ?” เขาหันไปมองหน้าพ่อ “สงสัยคงย้อนแสงมั้งครับพ่อ”

“แล้วซื้อมาจากร้านไหนล่ะ?” สุรชัยถามรู้สึกดีใจที่ลูกเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงปกติ

“ร้านดรีมแกลลอรี่ครับ” จอร์จบอก

สุรชัยพยักหน้ารับรู้ “ถ้าหาไม่เจอก็ถามเจ้าของร้านนะว่าเค้าจะคิดเท่าไหร่ เดี๋ยวพ่อเซ็นเช็คให้เอง”

“ขอบคุณครับพ่อ” จอร์จยกมือไหว้รู้สึกโล่งใจที่ไม่โดนพ่อดุ

“งั้นหาต่อไปนะลูก พ่อจะได้ไม่ต้องเซ็นเช็คให้เมื่อยมือ” สุรชัยยิ้มตบบ่าลูกแล้วก็เดินไปแต่งตัวใหม่

จอร์จยิ้มให้พ่อแล้วก็หันไปหารูปต่อ

ชาลินีบอกแท็กซี่ให้ไปส่งที่บ้านแม่ พอถึงจุดหมายเธอก็รีบลงจากรถเข้าบ้านไปเลย

“เดี๋ยวซิคุณ ค่ารถยังไม่ได้จ่ายเลย!” คนขับแท็กซี่ตะโกนเรียก รีบเปิดประตูรถตามไปทวงค่ารถ

สมใจเดินออกมาจากในครัวทันเห็นลูกสาววิ่งเข้าห้องนอนไป “อ้าว…นังนี…”

“คุณ! ออกมาจ่ายค่ารถก่อน คิดจะเบี้ยวกันรึไงห๊ะ!” คนขับแท็กซี่โวยเสียงดังอยู่หน้าบ้าน

สมใจรีบเดินไปดูหน้าบ้าน “มีอะไรกันห๊ะ!”

“ก็คุณคนนั่นน่ะซิยังไม่จ่ายค่าแท็กซี่ผมเลยป้า” คนขับแท็กซี่บอก

“เท่าไหร่ล่ะ?” สมใจถามแล้วก็ออกตัวว่า “สงสัยมันคงปวดขี้มั้งก็เลยรีบแบบนั้นน่ะ”

“189 บาทครับป้า”

สมใจรีบควักตังจ่ายแทน “อ่ะ…”

แท็กซี่ทอนตังให้แล้วก็บ่น “ปวดท้องมากก็น่าจะบอกกันก่อนซิ นี่อะไรก็ไม่รู้ ถามอะไรก็ไม่ตอบซักคำ ท่าทางเมาเหล้าด้วยมั้งป้า งั้นผมไปล่ะ”

แล้วเขาก็เดินกลับไปที่รถขับออกไป

สมใจรีบเดินเข้าบ้านไปดูลูก “นังนีนี่เอ็งเมาเหล้ามาเหรอ?”

“ออกไป๊! อย่ามายุ่งกับหนู” เสียงชาลินีตวาดออกมา

สมใจสะดุ้ง! “เอ๊อ! ไม่ยุ่งก็ได้ว่ะ! ทะเลาะกับผัวมาซิท่าถึงได้แจ้นกลับมาบ้านแบบนี้น่ะ” แล้วเธอก็ผละไปทำกับข้าวต่อ

ชาลินีนั่งอยู่บนเตียงมองรูปบนตักอย่างหลงใหล “ได้โปรด…กลับมาให้ชั้นเห็นหน้าซักครั้งนะคะ”

เธอเฝ้าอ้อนวอนอยู่อย่างนั้นโดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น

ภายในห้องนอนของสุรชัย จอร์จค้นหารูปยังไงก็ไม่พบจนถอดใจกลับห้องของตัวเองไป

 

กว่าจะปลีกตัวออกจากงานเลี้ยงได้ก็เกือบเที่ยงคืน สุรชัยมองนาฬิกาพลางสั่งคนขับรถว่า “กลับบ้าน”

“ครับคุณผู้ชาย” คนขับรถค่อยๆขับรถออกจากโรงแรม สุรชัยก็เอนหลังหลับเอาแรง

จนกระทั่งถึงบ้านคนขับรถก็หันไปเรียก “คุณผู้ชายครับถึงบ้านแล้วครับ”

สุรชัยสะดุ้งตื่น “อือ…ถึงแล้วเหรอ ขอบใจนะ” แล้วเขาก็ลงจากรถเดินเข้าบ้าน

แต่เมื่อเดินผ่านกระเป๋าของภรรยาก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังออกมาจากในกระเป๋า เขามองครู่นึง “อ้าว…นี่ไม่ได้กลับมาเอากระเป๋าไปเหรอ?” แล้วก็เดินไปเทน้ำดื่มที่เคาน์เตอร์ เสียงโทรศัพท์ตัดไปแล้ว สักพักก็ดังขึ้นอีกครั้ง

เขาดื่มน้ำพลางมองกระเป๋าอย่างสงสัย “ดึกป่านนี้แล้วใครนะโทรมา? สงสัยคงมีธุระจริงๆมั้ง”

พอดื่มน้ำเสร็จเขาก็เดินไปเปิดกระเป๋าหยิบโทรศัพท์ออกมาดู เมื่อเห็นว่าเป็นเพื่อนสนิทของภรรยาเขาจึงกดรับ แต่ยังไม่ทันจะพูดก็เกิดอาการสำลักขึ้นซะก่อน เขารีบปิดปาก “อุกๆ”

“แหม…ไม่ค่อยสะดวกคุยเพราะไอ้แก่อยู่บ้านเหรอครับ ไม่เป็นไรครับที่รัก พรุ่งนี้ว่างไหมครับ? ผมอยากชวนที่รักไปช็อปปิ้งนิดนึงครับ ผมอยากได้นาฬิกาเรือนใหม่ซักเรือนน่ะครับ” เสียงปลายสายดังออกมา

สุรชัยอึ้ง!

“เดี๋ยวผมส่งโลเคชั่นไปให้นะครับ แล้วหลังจากช็อปปิ้งแล้วเราไปสนุกกันต่อนะครับ ผมจะจูบห**คุณให้หนำใจเลย รักนะครับคุณนีของผม จุ๊บๆ” แล้วโทรศัพท์ก็ตัดไป

สุรชัยยืนอึ้ง สักพักเสียงไลน์ก็ดังขึ้น เขารีบเปิดดู เห็นข้อความแจ้งเตือนจากไลน์เพื่อนสนิทคนเดิมส่งมาเขารีบเปิดอ่านทันที เป็นสถานที่นัดหมายพร้อมทั้งเวลานัด

เสียงไลน์ดังพร้อมกับภาพหนุ่มหล่อเปลือยกายโชว์ท่อนเอ็นเด้งขึ้นมา ตามมาด้วยข้อความว่า “ค**ของผมรอกระแทกห**คุณอยู่นะครับที่รัก อ้าห**รอผมนะครับ พรุ่งนี้ผมจะกระเด้าห**คุณให้ถ่างจนหุบไม่ลงเลยเชียว”

แล้วไลน์ก็เด้งขึ้นอีก คราวนี้เป็นคลิปหนุ่มหล่อคนเดิมนอนเปลือยกายขย่มสาวสวยยิ้มให้กล้องอย่างมีความสุข “รู้ไหมที่รักผมชอบคลิปนี้มากที่สุดเลย รักนะครับ จุ๊บๆ”

สุรชัยดูคลิปที่ส่งมาอย่างหัวใจสลาย “นี่เธอนอกใจชั้นรึนี่ชาลินี!” เขากำโทรศัพท์แน่น อยากจะปาทิ้งให้แตกกระจายให้มันสาแก่ใจ แต่ถ้าทำเช่นนั้นก็เท่ากับเขาโง่เต็มทีเพราะนี่คือหลักฐานอย่างดีที่จะใช้ในการฟ้องหย่ากับภรรยาโดยไม่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูให้เธอ

พอตั้งสติได้แล้วเขาก็แชร์คลิปและรูปภาพไปที่ไลน์ของเขาเอง หลังจากแชร์เสร็จแล้วเขาก็ปาโทรศัพท์ลงพื้น เคร้ง! โทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดแตกกระจายเกลื่อนพื้น เขาเดินขึ้นชั้นบนเข้าไปนอนในห้องนอนแขก ไม่อยากนอนในห้องตัวเองให้ปวดใจ พยายามข่มตานอนหลับเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า

ภายในห้องนอน ชาลินีเฝ้าจ้องมองรูปภาพอ้อนวอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ได้โปรดออกมาให้ฉันเห็นสักนิดนะคะ ได้โปรดเถอะค่ะ”

Chapter 3 ครุฑ 3

เธอถือรูปไปยืนข้างหน้าต่าง แสงจันทร์สาดส่องโดนรูปในมือ ฉับพลัน! ภาพก็ขยายใหญ่ขึ้น ภายในห้องกลับกลายเป็นทุ่งหญ้าสีทองแปลกตา เสียงกระพือปีกดังขึ้นเบื้องบน

“มนุษย์นี่น่า”

ชาลินีแหงนหน้ามอง ก็เห็นครุฑบินอยู่เหนือหัว พลันครุฑอีกตนก็บินมาสมทบ “มนุษย์หลงเข้ามางั้นรึ”

ครุฑตนแรกพยักหน้า “ใช่ๆนางคงหลงเข้ามา”

ครุฑตนที่ 2 มองมนุษย์ตาวาว “ข้ากำลังหิวพอดี มนุษย์ผู้หญิงข้ายิ่งชอบ เนื้อหวานอร่อยนัก”

“เช่นนั้นจะรอช้าอยู่ใยเล่า เจ้ากับข้าแบ่งกันครึ่งนึง” ครุฑตนแรกบอก มองเหยื่ออย่างจดจ้อง

ชาลินีมองครุฑทั้ง 2 ตนอย่างหลงใหล “งามเหลือเกิน ขอให้ฉันได้มองคุณทั้งสองใกล้ๆหน่อยเถอะ”

ครุฑทั้งสองสบตากันแล้วก็หุบปีกร่อนลงข้างๆมนุษย์สาว “เจ้าอยากดูพวกข้าใกล้ๆงั้นรึ”

ชาลินีพยักหน้า “ค่ะ คุณช่างหล่อเหลามาก” เธอเอื้อมมือไปลูบแก้มครุฑตนที่อยู่ใกล้ที่สุด “แม้จะไม่หล่อเท่าคนที่มีปีกสีทอง แต่คุณก็หล่อยิ่งกว่าดาราซะอีก”

“ปีกสีทอง!” ครุฑทั้ง 2 ตะลึง! “นี่เจ้าเห็นท่านพญาครุฑงั้นรึ?”

ชาลินีพยักหน้า

“ท่านอยู่ที่ไหน?” ครุฑตนที่ 2 รีบซัก

ชาลินีส่ายหน้า “ไม่รู้ค่ะ ฉันก็อยากเห็นเขาอีกครั้ง แต่เขาก็บินหนีฉันไปแล้ว ฮือๆๆๆๆๆ…” เธอร้องไห้

“เจ้าเห็นท่านไปทางไหนหรือ?” ครุฑตนแรกถาม

ชาลินีชี้ไปทางยอดเขาลิบๆ “ทางนั้นค่ะ ฉันเห็นเขาไปทางนั้น คุณพาฉันไปหาเขาได้ไหมคะ ฉันอยากพบเขาอีกซักครั้ง”

ครุฑตนที่ 2 มองหัวจรดเท้า “ขนาดท่านพญาครุฑยังเมินหนีเจ้า เช่นนั้นก็หมายความว่าท่านไม่ต้องการพบเจ้าอีก เจ้าจงรีบกลับไปเสียเถอะ ก่อนที่จะกลับไปไม่ได้”

“ข้าว่าพวกเรารีบตามท่านพญาครุฑไปเถอะ” ครุฑตนแรกบอก

ครุฑตนที่ 2 พยักหน้าแล้วก็กางปีกบินขึ้นฟ้า ครุฑตนแรกรีบบินตามไป

“เดี๋ยวซิ พาฉันไปด้วย ได้โปรด” ชาลินีรีบวิ่งตามไป

ครุฑหาได้สนใจมนุษย์ พากันบินลิ่วไปยังยอดเขาเพื่อตามหาพญาครุฑ

ชาลินีวิ่งไปได้หน่อยก็สะดุดกับบางสิ่งล้มลง “โอ๊ย!”

พลัน! สิ่งที่เธอสะดุดล้มก็ชูหัวขึ้นมา มันคืองูขนาดเท่าต้นมะพร้าว

ชาลินีตะลึงตกใจ “ง…” ยังไม่ทันจะเปล่งเสียงออกมา งูก็อ้าปากกว้างฉกลงมาอย่างรวดเร็วแล้วก็เขมือบมนุษย์กลืนกินภายในคราเดียว

เช้าตรู่ สมใจเรียกลูกสาวอยู่หน้าห้อง “นังนีๆๆ ตื่นรึยังว่ะ แม่จะไปตลาดเอ็งจะกินอะไรแม่จะได้ซื้อมาฝาก”

เงียบ…ไร้เสียงใดๆ สมใจจับลูกบิดหมุนเปิดห้องเข้าไปดู “นังนี! แม่เรียกไม่ได้ยินรึไงห๊ะ”

ภายในห้องว่างเปล่าไม่มีใครอยู่เลย “อ้าว…มันไปไหนแล้วล่ะนังลูกคนนี้นี่นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป”

เธอจะเดินออก พลัน! ก็เห็นรูปภาพอยู่บนพื้น “แล้วนี่รูปอะไรล่ะเนี่ย? ทำไมมาอยู่ตรงนี้ล่ะ?”

เธอหยิบขึ้นมาดู เห็นเป็นภาพทุ่งหญ้าสีทองสวยงาม เธอมองอย่างไม่ใส่ใจแล้วก็วางไว้บนโต๊ะจากนั้นก็ออกไปตลาด

เวลาผ่านไปล่วงเข้าช่วงบ่าย จอร์จโทรไปที่ร้านดรีมแกลอรี่

ราตรีรับโทรศัพท์ “สวัสดีค่ะ ดรีมแกลอรี่ค่ะ”

“ฮาโหล ขอพูดกับเจ้าของร้านหน่อยครับ” จอร์จบอกอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก

“ใครต้องการจะพูดด้วยคะ? ดิฉันจะได้เรียนท่านให้ทราบค่ะ” ราตรีถาม

“ผมชื่อจอร์จครับ”

“รอซักครู่ค่ะ” ราตรีบอกแล้วก็กดพักสายไว้ จากนั้นก็เดินไปบอกเจ้านาย “ท่านคะ คุณจอร์จโทรมาค่ะ”

นิมิตรากำลังจิบชาพยักหน้าวางแก้วลง “ขอบใจจ้ะ”

ราตรีเดินออกไป

นิมิตราเอื้อมมือไปรับโทรศัพท์ “สวัสดีค่ะ ดิฉันนิมิตราพูดค่ะ”

“เอ่อ…” จอร์จอ้ำอึ้งไม่รู้จะเริ่มต้นพูดยังไงดี

“มีอะไรหรือคะคุณจอร์จ? หรือว่าต้องการจะเข้ามาชมรูปภาพที่ร้านอีกก็เชิญนะคะ” นิมิตราพูดเสียงหวานไพเราะ

“เอ่อ…” จอร์จอ้ำอึ้ง “คือว่า…เรื่องรูปที่เช่ามาน่ะครับ”

“อ๋อค่ะ ดิฉันได้รับคืนแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะที่ดูแลรักษารูปเป็นอย่างดีค่ะ” นิมิตราบอกพร้อมกับมองไปที่ผนังตรงข้ามโต๊ะรับแขก ภาพครุฑสีทองงดงามแขวนอยู่ ณ ตรงนั้น

“ห๊ะ!” จอร์จตกใจ “อะไรนะครับ!”

“ขอบคุณค่ะที่ดูแลรักษารูปเป็นอย่างดีค่ะ ว่างๆก็เชิญแวะมาที่ร้านอีกนะคะ สวัสดีค่ะ” นิมิตราพูดแล้วก็วางสาย

“เดี๋ยวครับ! คุณว่าอะไรนะครับ” จอร์จถาม ได้ยินเสียงตัดสายดังตู๊ดๆ เขางงหนักมาก พอตั้งสติได้เขาก็รีบไปที่ร้านดรีมแกลอรี่

นิมิตราพูดพลางยกแก้วชาขึ้น “เตรียมรับแขกด้วยนะราตรี”

“ค่ะท่าน” เสียงราตรีรับคำดังเข้ามา

นิมิตรายิ้มแล้วก็จิบน้ำชาต่อ

เกือบชั่วโมง จอร์จก็ไปถึงร้านดรีมแกลอรี่ ประตูเปิดออกทันทีที่จอร์จก้าวเท้าผ่านซุ้มไม้เลื้อยหน้าร้าน

“เชิญค่ะ” ราตรียืนต้อนรับอยู่ข้างประตู

จอร์จก้าวพรวดเข้าไป “ขอบคุณครับ” เขาพูดติดปากตามมารยาท

“เชิญนั่งรอซักครู่ค่ะ เดี๋ยวท่านก็ออกมาค่ะ” ราตรีบอกพร้อมกับเสิร์ฟน้ำชาให้

จอร์จนั่งรอที่โซฟา กลิ่นน้ำชาหอมฟุ้งชวนให้ลิ้มลอง เขายกแก้วชาขึ้นจิบ เพียงจิบแรกความหอมของชาก็ฟุ้งไปทั้งปาก เขาดื่มชาจนหมดแก้วอย่างไม่รู้ตัว

นิมิตราเดินออกมาจากห้องด้านใน “สวัสดีค่ะ”

“สวัสดีครับ” จอร์จวางแก้วลงแล้วก็ยืนขึ้น “คือเรื่องรูปน่ะครับผมไม่เข้าใจที่คุณพูดเลยครับ”

นิมิตรายิ้มหวาน “ขอบคุณค่ะที่ดูแลรูปเป็นอย่างดีค่ะ”

“หมายความว่ายังไงครับ คือว่ารูปถูกขโมยไปน่ะครับ คุณต้องการเรียกค่ารูปบานนั้นเท่าไหร่ก็บอกมาเลยครับ คุณพ่อผมยินดีที่จะจ่ายให้คุณเต็มที่ครับ” จอร์จรีบพูดรัวอย่างใจร้อน

“ดิฉันได้รับรูปคืนมาแล้วค่ะ” นิมิตราบอกพร้อมรอยยิ้ม

“อะไรนะครับ! ได้รูปคืนแล้ว เป็นไปได้ยังไงครับ ก็ในเมื่อยัยนั่นขโมยรูปไป” จอร์จงง

“เชิญด้านในดีกว่าค่ะ” นิมิตราบอกแล้วก็เดินนำเข้าไปด้านใน

จอร์จรีบเดินตามไป “เดี๋ยวซิครับ”

นิมิตราเดินนำไปจนถึงห้องเดิมที่จอร์จเคยเข้าไป

จอร์จตามไปอย่างงงๆ แต่พอมองไปที่กลางห้องเขาก็ตะลึง! “รูปนี้มาอยู่ที่นี่ได้ไงเนี่ย!”

“ทางเราได้รับคืนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอบคุณค่ะที่ดูแลภาพเป็นอย่างดี” นิมิตราบอกเสียงหวานพร้อมกับยิ้มให้

จอร์จมองรูปอย่างงงๆแล้วก็หันไปมองเจ้าของร้านสาวสวยอย่างงงๆ

“เชิญค่ะ” นิมิตราผายมือไปทางประตู

จอร์จเดินออกจากห้องไปอย่างงงๆ

นิมิตราปิดประตูตามหลัง เสียงกระพือปีกดังแว่วลอดออกมา เธอยิ้มเย็นพร้อมกับประตูปิดลง จากนั้นเธอก็เดินนำจอร์จกลับไปที่ห้องรับแขก

ราตรียืนรออยู่ “อีกซักครู่ท่านต้องไปตามนัดนะคะ”

นิมิตราพยักหน้า “ขอบใจจ้ะ” แล้วเธอก็หันไปพูดกับจอร์จว่า “ถ้างั้นดิฉันขอตัวก่อนนะคะ”

จอร์จพยักหน้าอย่างงงๆ “ครับ”

นิมิตราหันไปพูดกับราตรีว่า “ดูแลแขกด้วยนะ”

“ค่ะท่าน” ราตรีรับคำ

นิมิตราเดินกลับเข้าไปด้านใน

จอร์จมองตามอย่างงุนงงพร้อมกับโล่งใจที่ไม่ต้องจ่ายค่ารูปแล้ว เขามองราตรีแล้วก็พูดว่า “ผมกลับเลยล่ะกัน”

“เชิญค่ะ” ราตรีเดินไปเปิดประตูหน้าร้าน

จอร์จรีบเดินออกจากร้านด้วยความโล่งใจ แล้วรีบกลับบ้านทันที

3 วันต่อมา สมใจก็โทรหาลูกเขยอย่างร้อนใจเพราะติดต่อกับลูกสาวไม่ได้ “คุณชัย นังนีมันอยู่ไหนคะ? แม่โทรหา มันก็ปิดเครื่อง”

“ผมไม่รู้ครับคุณแม่ เขาออกจากบ้านไป 3 วันแล้วครับ โทรศัพท์ก็ลืมไว้ที่บ้านแล้วเผอิญผมทำโทรศัพท์เขาแตกครับ” สุรชัยตอบตามจริง

“อ้าว…นี่มันไม่ได้กลับบ้านเหรอคะ? ตายจริง แล้วมันไปไหนล่ะคะ? มันมาหาแม่แล้วมันก็ไป แม่ก็คิดว่ามันกลับบ้านไปแล้วซะอีก ปกติมันจะโทรหาแม่ทุกวัน แต่มันไม่โทรมาหาแม่ตั้งหลายวันแล้ว แม่ก็เลยโทรมาหาคุณนี่แหละค่ะ” สมใจยิ่งร้อนใจหนัก “เดี๋ยวแม่ไปหาคุณที่บ้านนะคะ แปลกจังนังนีมันหายไปแบบนี้น่ะค่ะ”

“ครับ ผมจะรอนะครับ” สุรชัยบอกแล้วก็ตัดสาย “คงจะไปเสพสุขกับไอ้ชู้แน่ๆ” เขาขบฟันอย่างแค้นใจ

จอร์จเดินลงมาข้างล่างเห็นพ่อนั่งอยู่ที่โซฟาก็บอกว่า “คุณพ่อครับ วันนี้ผมออกไปดูหนังกับเพื่อนนะครับ”

สุรชัยพยักหน้า “ไปเถอะ แล้วจะกลับกี่โมงล่ะ?”

“คงค่ำๆครับคุณพ่อ” จอร์จบอกแล้วก็โบกมือให้ “บายครับ”

สุรชัยโบกมือตอบพร้อมกับยิ้มให้ลูกชาย เขารู้สึกว่าตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นดูเหมือนเขากับลูกจะพูดคุยกันดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เขาเดินไปดูรูปของลูกที่ตั้งโชว์ในตู้กระจกพลางคิดถึงอดีตก่อนที่เขาจะแต่งงานใหม่กับชาลินี

เขายืนดูรูปต่างๆอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งได้ยินเสียงเรียก

“คุณชัย”

เขาหันไปมองก็พบว่าเป็นแม่ยาย “สวัสดีครับคุณแม่” เขาไหว้ด้วยสีหน้าเรียบขึง

“สวัสดีค่ะ” สมใจรับไหว้แล้วก็เดินไปนั่งที่โซฟาอย่างคุ้นเคย “นี่นังนีมันไม่กลับบ้านเลยเหรอคะ?”

“ครับคุณแม่” สุรชัยพยักหน้าตอบแล้วก็เดินไปนั่งตรงข้ามกับแม่ยาย

จากนั้นทั้งสองคนก็ซักถามกันไปมา โดยที่สุรชัยพยายามเก็บงำเรื่องชู้ของเมียเอาไว้ไม่บอกให้แม่ยายรู้ว่าเขารู้เรื่องที่เมียมีชู้แล้ว

“มันหายไปไหนของมันนะ? บ้านช่องมันก็ไม่กลับ” สมใจบ่นอย่างเป็นกังวล

“ผมว่าคุณแม่ลองโทรถามเพื่อนๆของเขาดูซิครับ บางทีเขาอาจจะไปอยู่บ้านเพื่อนคนไหนมั้งครับ” สุรชัยแนะ

“ค่ะๆ” สมใจรีบโทรทันที

แต่ไม่ว่าจะโทรหาใครก็ไม่ได้ข่าวของชาลินีเลยซักคน

สมใจวางสายอย่างกังวล “ไม่เจอเลยค่ะ”

“ถ้างั้นคงต้องแจ้งความให้ตำรวจช่วยหาแล้วล่ะครับ” สุรชัยบอก

“ค่ะๆ” สมใจเห็นด้วย จิตใจร้อนรุ่มเป็นกังวลด้วยความเป็นห่วงลูก

สุรชัยโทรแจ้งความคนหายกับตำรวจ จากนั้นตำรวจก็เข้ามาสอบปากคำตามหน้าที่ สุรชัยก็ให้ปากคำไปตามความจริง พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกในการให้ตำรวจดูภาพจากกล้องวงจรปิดด้วย หลังจากตำรวจสอบปากคำแล้วก็ตามไปสอบปากคำสมใจซึ่งเป็นแม่ของชาลินี สมใจก็ให้ปากคำไปตามความจริง ด้วยความเป็นกังวลที่จู่ๆลูกสาวก็หายตัวไป หลังจากสอบปากคำเสร็จตำรวจก็ไปสอบปากคำเพื่อนๆของชาลินีอีก แต่ก็ไม่ได้ความคืบหน้าอะไร นักข่าวพอรู้ข่าวคุณนายของเสี่ยสุรชัยหายตัวไป ก็เป็นข่าวอยู่สองสามวัน จากนั้นข่าวก็เงียบหายไป

ข่าวซุบซิบวงในก็ลือกันว่า บางทีชาลินีอาจจะหนีตามชายชู้ไปก็เป็นได้ หรือไม่ก็ถูกโจรจับไปเรียกค่าไถ่มั้ง

หลังจากข่าวจางลงไป สุรชัยก็ตามช่างมาเปิดตู้เซฟของภรรยาสาว เขาจัดแจงย้ายทรัพย์สินทั้งหมดของภรรยาสาวไปเก็บไว้ในตู้เซฟหลังใหม่ แล้วให้ร้านเครื่องเพชรที่เคยซื้อให้ภรรยามารับซื้อเครื่องเพชรคืนไปอย่างไม่ต้องการเห็นมันอีก เสื้อผ้า ของใช้ของภรรยาสาวเขาก็ให้คนรับใช้ขนไปทิ้ง บรรดาคนรับใช้ก็เก็บเสื้อผ้าของคุณผู้หญิงเอาไปเป็นของตัวเอง บ้างก็เอาไปขายมือสอง ก็เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ล้วนเป็นของแบรนด์เนมทั้งนั้น ขนาดเอาไปขายมือสองยังได้เป็นพัน

คนรับใช้ก็แอบซุบซิบกันว่า “หรือว่าคุณผู้ชายรู้เรื่องที่คุณผู้หญิงมีชู้แล้ววะ?”

“หู๊ย อีหรอบนี้ กูว่ารู้แล้วชัวร์”

“กูว่าแล้ว”

“สาธุ ครั้งหน้าขอคนดีๆมาเป็นคุณผู้หญิงนะเจ้าคะท่านเจ้าที่เจ้าขา แว๊ดๆๆๆ แบบคนนี้ไม่เอานะเจ้าคะ”

“กูว่า คุณผู้ชายคงจะเข็ดไปอีกนานว่ะ”

“โท๊! ขอให้เข็ดจริงๆ เถอะป้า”

“แต่กูว่า ตั้งแต่คุณผู้หญิงหายไป ดูคุณผู้ชายกะคุณชายเขาคุยกันดีนะ”

“เอ้า หายไปไหนกันหมดล่ะ? ใครก็ได้ เอาน้ำแตงโมมาแก้วซิ ร้อนจะตายแล้ว” เสียงเรียกของจอร์จดังแว่วมา ทำให้คนรับใช้วงแตกทันที ต่างคนต่างรีบลุกไปทำงานของตัวเองกันอย่างว่องไว

Chapter 4 ส่างห่า 1

บทที่ 2 ส่างห่า

ณ ร้านดรีมแกลอรี่ ชายหนุ่มหล่อแต่งตัวเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้าก้าวผ่านซุ้มไม้เลี้ยงหน้าร้านเข้าไป

ประตูร้านเปิดออก “สวัสดีค่ะคุณธรรม” ราตรียืนต้อนรับลูกค้า

“สวัสดีครับ” ธรรมยิ้มให้พนักงานสาวอย่างคุ้นเคย เพราะมาที่ร้านนี้หลายครั้งแล้ว

“นั่งรอซักครู่นะคะ เดี๋ยวท่านก็คงจะออกมาค่ะ” ราตรีบอกพร้อมกับเสิร์ฟน้ำชาให้ลูกค้า

“ขอบคุณครับ” ธรรมนั่งลงที่โซฟายกแก้วชาขึ้นจิบ “หอมชื่นใจจริงๆครับ”

ราตรียิ้มแล้วก็ถอยไปยืนคอยดูแลลูกค้าอยู่ห่างๆ

นิมิตราเดินออกมาจากด้านใน “สวัสดีค่ะคุณธรรม ภาพที่ซื้อไปคงทำให้คุณมีความสุขมากนะคะ” เธอทักทายยิ้มแย้ม

“ครับ วันนี้ผมก็เลยอยากได้ภาพใหม่ๆเพิ่มครับ” ธรรมพยักหน้าวางแก้วลงแล้วยืนขึ้น “ผมอยากได้ภาพที่สวยกว่าเดิมแปลกกว่าเดิมครับ”

“ถ้างั้นเชิญด้านในดีกว่าค่ะ มีภาพเข้ามาใหม่ทางเรายังไม่ได้นำออกมาโชว์ค่ะ” นิมิตราผายมือแล้วก็เดินนำเข้าไปด้านใน

ธรรมรีบเดินตามไป

นิมิตราเปิดประตูห้องแล้วเดินนำเข้าไป

ธรรมก้าวตามไป สายตาจับจ้องภายในห้องอย่างตกใจ “ห๊ะ!”

“เป็นยังไงบ้างคะ?” นิมิตราถาม

“ไม่ตลกนะคุณ ถึงผมเพิ่งจากแยกทางกับภรรยาก็เถอะ” ธรรมหันไปต่อว่านิมิตรา

นิมิตราเดินไปดึงผ้าที่ปิดครึ่งล่างของรูปภาพออก “นี่เป็นภาพส่างห่าค่ะ” เธอแนะนำ “ครึ่งบนมีรูปร่างงามเหมือนมนุษย์แต่ครึ่งล่างเป็นกึ่งสัตว์เลื้อยคลานค่ะ”

ธรรมจ้องมองภาพอย่างตะลึง

“ลองจับดูซิคะ”นิมิตราจับมือธรรมให้สัมผัสบนภาพ

เมื่อได้สัมผัสกับลำตัวครึ่งล่างบนภาพ ธรรมก็รู้สึกหลงใหลทันที “ผมซื้อภาพนี้ครับ” เขารีบพูดอย่างกลัวว่าเจ้าของร้านจะไม่ขายให้

“ภาพนี้มีเงื่อนไขค่ะ ห้ามดูรูปภาพนี้ในคืนวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเป็นอันขาด” นิมิตราบอก

“ทำไมครับ?” ธรรมสงสัย

“ตามตำนานกล่าวไว้ว่าส่างห่าเป็นร่างจำแลงของนาคค่ะ ทุกวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ นาคจะคายพิษออกจากตัว พิษนั้นจะทำให้คนที่ถูกพิษตายในทันทีค่ะ” นิมิตราอธิบาย

“ตกลงครับ” ธรรมพยักหน้ารับเงื่อนไข

นิมิตรายิ้ม “ถ้างั้นก็เชิญออกไปเซ็นสัญญาซื้อขายค่ะ”

“ครับ” ธรรมพยักหน้าแล้วก็เดินกลับไปที่ห้องรับแขก

ราตรีเตรียมสัญญาไว้รออยู่แล้ว พอลูกค้าเดินออกมานั่งที่โซฟาเธอก็วางสัญญาซื้อขายให้ลูกค้าเซ็น

ธรรมเซ็นสัญญาพร้อมกับเซ็นเช็คให้ พอเซ็นเสร็จเขาก็ลุกขึ้นยืน “ขอบคุณครับ”

“ขอบคุณค่ะ” นิมิตรายิ้ม

แล้วธรรมก็เดินออกจากร้านไป

นิมิตราหันไปมองราตรี ราตรีพยักหน้ารับรู้แล้วก็เดินเข้าไปจัดการส่งรูปภาพให้ลูกค้าถึงบ้าน

ตั้งแต่ได้รูปภาพมา ธรรมก็เอาแต่เฝ้ามองรูปภาพตลอดเวลา จนถึงตอนค่ำ เขารู้สึกหิวจึงเดินออกจากห้องนอนเข้าไปในห้องครัว เขาเปิดตู้เย็นหยิบอาหารกล่องมาแกะเข้าไมโครเวฟ

ภายในห้องนอน พลัน! รูปภาพก็เคลื่อนไหว ส่างห่าค่อยๆเลื้อยคลานออกมาจากภาพ เท้าทั้ง 4 ค่อยๆย่างก้าวแตะพื้น เกล็ดสีเขียวมรกตสะท้อนแสงไฟเป็นประกายงดงาม ใบหน้างามผินรับแสงไฟกลางห้อง ดวงตางามค่อยๆกราดมองไปรอบๆห้องอย่างสำรวจ

ธรรมกินเสร็จแล้วก็เดินกลับเข้าไปในห้องนอน แต่พอเปิดประตูห้องนอนเข้าไปเขาก็ตะลึง! “เฮ้ย!” สติถูกแช่แข็งไปชั่วขณะ

ส่างห่าหันไปมองชายหนุ่มรูปงามอย่างพึงใจ ริมฝีปากแดงสดคลี่ยิ้ม

พอธรรมหายตะลึง สมองก็สั่งให้หนี แต่เพียงจะก้าวขาถอย ส่างห่าก็พุ่งพรวดประชิดตัว อ้อมแขนเสลายกขึ้นรัดเอวหนา ฝ่ามือเรียวนุ่มนิ่มเลื่อนปิดปากชายรูปงาม “ไม่ต้องกลัวข้าหรอกท่าน ข้ามีนามว่านาก”

ธรรมพยายามจะดิ้นหนี แต่อ้อมแขนเรียวเสลาที่ดูไม่น่าจะมีเรี่ยวแรงอะไรกลับรัดแน่นจนเขาไม่อาจจะกระดิกกระเดี้ยตัวได้เลย ความรู้สึกเหมือนถูกงูยักษ์รัดพันเอาไว้

“ข้าพึงใจท่านตั้งแต่แรกพบ ข้าเพียงต้องการอยู่ใกล้ชิดกับท่านเท่านั้น หาได้ต้องการทำร้ายท่านไม่ ท่านอย่าได้หวั่นกลัวข้าเลยหนา” นากบอก

ธรรมพยักหน้ารับรู้ ความรู้สึกหวาดกลัวค่อยๆหายไป เขาสบตากับดวงตางดงาม วูบนั้น! เขาก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบมีเพียงเขาและเธอ

มือเรียวเสลาลดลงจากริมฝีปากได้รูป

“นาก” ธรรมเรียกชื่อ สองแขนล่ำสันยกขึ้นกอดรัดรอบลำตัวอ้อนแอ้น “ผมไม่ได้ฝันไปใช่ไหม? คุณมีตัวตนจริงๆใช่ไหม?”

“ท่านไม่ได้ฝันไป ข้ามีตัวตนจริงๆ หากท่านยังไม่แน่ใจท่านก็เชิญจับต้องตัวข้าให้แน่ใจเถิด” นากบอกพร้อมกับยกสองมือทาบแก้มอุ่น

ธรรมรู้สึกถึงผิวนุ่มลื่นเย็นที่ทาบแก้มก็ค่อยๆเลื่อนมือลูบไล้แผ่นหลังอรชรให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้ฝันไป

ทั้งสองตระกองกอดอยู่เช่นนั้นเนิ่นนาน

“คุณเป็นใครกันแน่? เป็นนางฟ้าหรือว่าปีศาจ?” ธรรมถามอย่างสงสัย

นากผละออกให้เขามองหน้านางชัดๆ “ข้าเป็นนาค ข้าแอบหนีมาเที่ยวในดินแดนมนุษย์ ข้าพึงใจท่านตั้งแต่แรกพบ ข้าจึงมาอยู่กับท่านอย่างไรล่ะ”

“ต่อให้คุณเป็นนาคผมก็รักคุณ” ธรรมบอกแล้วก็ดึงใบหน้างามเข้ามาจูบ

นากไม่ขัดขืน ยินยอมให้เขาจูบตามชอบใจด้วยนางเองก็พึงใจเขา

จากนั้นทั้งสองก็ตระกองกอดนัวเนียตามประสาชายหนุ่มและหญิงสาวซึ่งมีใจให้แก่กัน

นับตั้งแต่ได้พบกับนาก ธรรมก็ขลุกตัวอยู่แต่ในคอนโดตลอดเวลาจนวินัยผู้จัดการส่วนตัวต้องมาตามถึงคอนโด

“ธรรมเปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ” วินัยกดกริ่ง

นากผละจากอ้อมอกของชายคนรัก “ใครมาหรือท่าน? เสียงดังเอะอะนัก”

“ธรรมเปิดประตูเดี๋ยวนี้เลย ฉันรู้นะว่าแกอยู่ในห้อง” วินัยกดกริ่งอย่างไม่เกรงใจ

“เพื่อนผมน่ะ” ธรรมบอกแล้วก็ลุกขึ้น

“ถ้าแกไม่เปิดประตู ฉันจะพังประตูเข้าไปเดี๋ยวนี้แหละ” วินัยตะโกนบอก

“ข้าจะฆ่ามันเสีย เจ้าคนไร้มารยาท” นากพูดอย่างโมโหพลางลุกจากเตียง

ธรรมรีบคว้าแขนเรียวเสลา “อย่านะนาก นั่นเพื่อนของผมเอง เขาคงมีธุระต้องการพบผมน่ะครับ คุณรอผมอยู่ในนี้นะ เดี๋ยวผมออกไปพบเขาแป๊บเดียวนะครับ”

“ได้ เช่นนั้นข้าจะกลับไปที่นั่นก่อน” นาคีชี้ที่กรอบภาพแล้วก็เลื้อยคลานกลับเข้าไป

ธรรมเดินไปเปิดประตูห้อง “หวัดดี”

“โทรมาก็ปิดเครื่อง แกจะเอาไหมงานน่ะ” วินัยบ่นแล้วก็เดินไปนั่งที่โซฟา

ธรรมมองหน้าผู้จัดการส่วนตัวซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น “เอาซิ ถ้าบทมันดีพอ ไม่ใช่บทห่วยๆแค่ตัวประกอบอย่างที่ผ่านๆมา”

“ธรรม แกจะมัวเลือกงานไม่ได้นะโว้ย ดาราสมัยนี้เดินเกร่อแทบจะชนกันตาย แกจะมัวแต่รอบทพระเอกเหมือนหนังเรื่องแรกที่แกเคยเล่นไม่ได้หรอกนะ” วินัยเตือนด้วยความเป็นห่วง “ไหนจะค่าผ่อนคอนโด ไหนจะค่าผ่อนรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ถ้าแกยังมัวเลือกงานอยู่แบบนี้แกได้อดตายแน่ ร้านอาหารที่แกลงทุนไว้ก็เจ๊งไม่เป็นท่า เมียก็ทิ้งเพราะแกมัวแต่จู้จี้ขี้บ่นรักสะอาดจนเขาทนไม่ได้ต้องขอหย่า”

ธรรมเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบเบียร์ส่งให้เพื่อน “เอ้า แก้คอแห้ง”

“ฉันพูดจริงๆนะโว้ย ถ้าแกยังทำตัวอย่างนี้แกได้อดตายแน่” วินัยรับเบียร์มาเปิดประป๋องดื่ม

“แล้วมานี่มีไร?” ธรรมรีบถามดักคอก่อนที่จะถูกบ่นไปมากกว่าเดิม

“ก็มีงานแคสตัวพระเอกน่ะซิ ฉันอยากให้แกไปแคส ถ้าแกได้งานนี้แกได้แจ้งเกิดอีกครั้งแน่” วินัยบอกพลางส่งบทละครให้

ธรรมรับมาเปิดอ่าน “นี่แกจะให้ฉันไปแคสแข่งกับพวกดาราหน้าใหม่พวกนี้น่ะเหรอ?”

“เออ” วินัยพยักหน้า “ถ้าแกไม่ได้บทนี้ แกก็เตรียมขายคอนโดขายรถแล้วก็เตรียมไปนั่งเร่เปิดท้ายขายรูปที่แกขนซื้อมาได้เลย”

ธรรมนิ่งไป ขายคอนโดกับขายรถก็พอทำใจได้ แต่ให้ขายรูปภาพล่ะก็เขาไม่ยอมเด็ดขาด “ก็ได้ ฉันจะไปแคสบทนี้”

วินัยยิ้มหน้าบาน ลุกขึ้นตบบ่าเพื่อน “ดีมากเพื่อน แกทำได้อยู่แล้ว”

ธรรมพยักหน้ายิ้มตอบ

“เออ งั้นฉันไปก่อนล่ะ แล้วก็เปิดโทรศัพท์ด้วยล่ะ” วินัยบอกแล้วก็เดินออกไป

ธรรมมองบทละครในมืออย่างมุ่งมั่น เขาเดินไปล็อคประตูห้องแล้วก็กลับเข้าไปในห้องนอน

จนกระทั่งถึงวันแคสติ้ง ธรรมไปแคสอย่างสุดความสามารถ

พอถึงวันประกาศผลวินัยก็โทรไปแจ้งผลกับเพื่อน “เสียใจด้วยว่ะธรรมแกทำดีที่สุดแล้วล่ะ แต่ดันแพ้เด็กเส้น อย่าคิดมากนะเพื่อน ยังมีบทพระรองให้ลุ้นนะ”

“เออ ขอบใจว่ะ” ธรรมตัดสายแล้วก็นั่งมองหน้านาคีอย่างผิดหวัง “ผมทำดีที่สุดแล้วครับนาก ถ้าต้องแยกจากคุณผมยอมตายเสียดีกว่า” เขายื่นมือไปจับใบหน้างาม

นากซบหน้ากับอกอุ่นปลอบใจ สองมือก็โอบรอบคำคอล่ำสันลูบเส้นผมดกหนาปลอบประโลม ใจก็คิดถึงวันที่ต้องแยกจากชายคนรักซึ่งใกล้เข้ามาแล้ว

ธรรมกอดนากไว้แน่น

“ถ้าท่านตายข้าก็ขอตายด้วย ข้ามิอาจอยู่ได้โดยไม่มีท่าน” นากบอกกับเขา “คืนเพ็ญครานี้ข้าจำต้องกลับไปแล้ว แต่ข้าไม่อยากแยกจากท่านแม้สักอึดใจเดียว ข้ารักท่านยิ่งนัก”

“ผมก็รักคุณมากครับนาก ผมอยู่ไม่ได้ถ้าขาดคุณ” ธรรมบอก “คุณไม่ต้องกลับไปได้ไหม”

“ข้าต้องกลับไปยังที่ๆข้าจากมา หากข้าไม่กลับไปร่างของข้าจะแตกดับ”

“ถ้างั้นผมก็จะไปกับคุณด้วย” ธรรมบอกอย่างมุ่งมั่น

“ท่านไปกับข้าไม่ได้ ดินแดนข้า มนุษย์ไม่อาจจะอยู่ได้ หากท่านไปได้มีหรือข้าจะไม่ให้ท่านไปด้วย” นากบอกน้ำตาไหลอย่างทรมานจิตใจ “เมื่อข้ากลับไปแล้ว ข้าก็ไม่อาจจะมาได้อีกจนกว่าจะถึงเวลาที่ทวารแห่งท้องน้ำจะเปิดอีกครั้งในอีกร้อยปีข้างหน้า เมื่อถึงเวลานั้นท่านก็…” นากไม่อาจจะพูดต่อไปได้ ความขมขื่นทรมานจิตใจเอ่อล้นแน่นในอก

“ทำไมสวรรค์จะต้องกลั่นแกล้งเราแบบนี้ด้วย ทำให้เราได้พบกันแล้วก็พรากเราจากกัน ทำไม๊!” ธรรมตะโกนอย่างอัดอั้นตันใจในโชคชะตา “ผมไม่อาจจะรักใครได้อีกแล้วนอกจากคุณ คุณคนเดียวเท่านั้นนากของผม ผมรักคุณคนเดียวเท่านั้น หากไม่ได้อยู่กับคุณผมก็ขอตายเสียดีกว่า”

“ข้าก็อยู่ไม่ได้หากขาดท่าน ข้ารักท่านยิ่งนัก” นากบอกเสียงเครือ

ธรรมน้ำตาไหลอย่างคับแค้นใจในโชคชะตาของตัวเอง “จำไว้นะนาก วันไหนที่คุณกลับไปวันนั้นคือวันตายของผม”

“เช่นนั้นข้าก็จะตายพร้อมกับท่าน” นากบอกแน่วแน่ นางไม่อาจจะรักใครได้อีกแล้ว

จากนั้นทั้งสองก็ใช้เวลาร่วมกันจวบจนถึงคืนวันเพ็ญ

“ท่านพร้อมแล้วหรือยัง” นากถาม จ้องมองดวงตายาวรีดำขลับของชายคนรัก

“ผมพร้อมแล้วนาก” ธรรมพยักหน้า กำมีดไว้แน่น

“ถ้าเช่นนั้นเราทั้งสองก็ตายพร้อมกันเถิด” นากบอกเสียงราบเรียบแฝงความหดหู่ใจ

ทั้งสองจ้องตากันไม่กระพริบ มือเรียวนุ่มทาบบนมือใหญ่กุมมือเขาไว้แน่น แล้วก็ดันมือเขาแทงสวบ! ตรงหัวใจของนางเอง พร้อมกับตัวนางก็อ้าปากกัดบนลำคอหนาปลดปล่อยพิษนาคเข้าสู่ร่างกายล่ำสัน ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่างทั้งสอง

นากถอนคมเขี้ยวออกจากลำคอหนา นางผละออกจ้องมองดวงตาชายคนรัก มือเรียวนุ่มผละจากมือหนาโอบกอดร่างล่ำสันเอาไว้ ธรรมเองก็ปล่อยมือจากด้ามมีดแล้วโอบร่างอรชรไว้ในวงแขน

“ท่าน” / “นาก” ทั้งสองสบตากันอยู่อย่างนั้น

พิษนาคแผ่ซ่านจนตัวชาไร้ความรู้สึก ร่างหนากระตุกเกร็งกอดรัดร่างอรชรแน่น

ความเจ็บปวดจากคมมีดทำให้หัวใจค่อยๆหยุดเต้น ร่างบางกระตุก ส่วนหัวค่อยๆคืนสภาพจากร่างจำแลงกลับกลายเป็นนาคตามเดิมพร้อมกับลำตัวนาคก็พันรัดร่างหนาไว้แน่นหนาเหมือนงูเหลือมรัดเหยื่อ

ธรรมกระตุกเกร็งครั้งสุดท้ายพร้อมกับความตายที่เอื้อมมือเข้ามา ส่วนนากก็สิ้นใจพร้อมๆกับชายคนรัก แล้วร่างนาคก็สลายไปเหลือเพียงร่างของชายหนุ่มล้มลงฟาดพื้นห้อง มีดตกกระเด็นห่างออกไป

3 วันต่อมา วินัยรู้สึกสังหรณ์ใจพิกล เขาไปที่คอนโดของเพื่อนรัก

“ธรรม เปิดประตูหน่อย เดี๋ยวนี้แกเป็นไรว่ะเอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในห้องอยู่ได้”

วินัยกดกริ่งอยู่นาน แต่เพื่อนก็ไม่มาเปิดประตู

“มันเป็นไรป่าวว่ะ?” เขาบ่นพึมพำ ความรู้สึกเย็นๆจนขนหัวลุกเกาะแน่นอย่างแปลกประหลาด จนต้องขอกุญแจจากเจ้าหน้าที่ดูแลคอนโดให้เปิดห้องให้

“ขอบคุณครับ” วินัยบอกกับเจ้าหน้าที่สาว

“ไม่เป็นไรค่ะ” เจ้าหน้าที่สาวยิ้มหวานให้ตามมารยาทแล้วก็เดินไปที่ลิฟท์

วินัยเปิดประตูเข้าไป “ธรรม”

เงียบ…ไร้ซึ่งเสียงใดๆ

“ธรรม ธรรมโว้ย” เขาเรียกอีกพลางเดินไปเปิดประตูห้องนอน ประตูไม่ได้ล๊อคเขาจึงเปิดเข้าไป “ไอ้ธรรม แกจะอุดอู้อยู่ในนี้อีกนานแค่ไหนวะ?”

แต่พอสายตากระทบกับร่างบนพื้นห้องเขาก็ตกใจ “เฮ้ย!”

“ไอ้ธรรม!” ร่างสูงพุ่งพรวดเข้าไปหาเพื่อนที่นอนอยู่บนพื้นทันที เขาพลิกร่างซึ่งตะแคงอยู่ขึ้นมา ความเย็นของร่างนั้นทำให้เขาสะดุ้งเผลอปล่อยมือ ร่างแข็งทื่อหนักอึ้งเลื่อนลงไปกระทบพื้นตามเดิม “ไอ้…” เขาช็อคไป

“ไอ้ธรรม!” เขาตะโกนลั่นแล้วก็วิ่งออกไปนอกห้อง “ช่วยด้วย!”

เจ้าหน้าที่สาวยืนรอลิฟท์อยู่ได้ยินเสียงร้อง “เอ๊ะ! มีอะไร?” เธอเดินไปดูก็เจอกับวินัยที่วิ่งพรวดพราดออกมา

“ช่วยด้วย!”

“มีอะไรคะคุณ? เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?”

“ช่วยด้วยครับ! ช่วยเพื่อนผมด้วย” วินัยจับแขนเจ้าหน้าที่ไว้แน่น หน้าตาตื่น

“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?” เจ้าหน้าที่ถามอย่างสงสัย

“เพื่อนผมตายแล้วๆ” วินัยบอกอย่างสติแตก

Chapter 5 ส่างห่า 2

“ว๊าย! อะไรนะคะ?” เจ้าหน้าที่ตกใจ

วินัยเขย่าแขนเจ้าหน้าที่ “ช่วยด้วย เพื่อนผมตายแล้วๆ”

“เดี๋ยวค่ะคุณ ใจเย็นๆก่อนค่ะ เกิดอะไรขึ้นคะ?”

“เพื่อนผมตายแล้วๆ” วินัยพูดซ้ำๆอยู่อย่างนั้นพร้อมกับลากแขนเจ้าหน้าที่คนนั้นเข้าไปในห้อง

“เดี๋ยวค่ะคุณ ปล่อยดิฉันก่อนค่ะ” เจ้าหน้าที่พยายามขืนตัวไว้

วินัยฉุดลากเจ้าหน้าที่เข้าไปในห้องจนได้ ปากก็พูดซ้ำๆว่า “เพื่อนผมตายแล้วๆๆ”

เจ้าหน้าที่พยายามดิ้นแต่ก็สู้แรงชายหนุ่มไม่ไหว “คุณใจเย็นๆก่อนค่ะ” แต่พอถูกลากไปถึงห้องนอนเธอก็กรี๊ดลั่นเมื่อได้เห็นศพ “ว๊าย!”

“เพื่อนผมตายแล้วๆๆ” วินัยพูดซ้ำๆอยู่อย่างนั้น

เจ้าหน้าที่สะบัดตัวจนหลุดแล้วก็รีบวิ่งออกไป “ช่วยด้วย!” เธอวิ่งลงบันไดไม่ยอมรอลิฟท์ด้วยความตกใจ

วินัยวิ่งตามไป “รอผมด้วยๆ”

พอเจ้าหน้าที่วิ่งไปถึงออฟฟิตเธอก็บอกหัวหน้าว่า “ช่วยด้วยค่ะ มีคนตายในห้องค่ะ”

“ห๊ะ!” หัวหน้าตกใจ “คุณว่าอะไรนะ?”

“คนตายค่ะ คนตายข้างบนค่ะ” เจ้าหน้าที่รีบพูดจนลิ้นแทบจะพันกัน

“ห้องไหน?” หัวหน้าถามหน้าตื่น

“ห้องคุณธรรมค่ะ”

“รอผมด้วย” วินัยวิ่งตามมาอย่างสติแตก

“เดี๋ยวผมโทรแจ้งตำรวจก่อน” หัวหน้าบอกแล้วก็รีบโทรแจ้งตำรวจ

พอโทรแจ้งตำรวจแล้วหัวหน้าก็หันไปสั่งลูกน้องว่า “คุณฝ้ายรออยู่นี่แหละแล้วก็คอยดูคุณคนนั้นไว้ด้วยล่ะอย่าให้หนีไปไหนนะ” เขาชี้ไปที่วินัยแล้วก็เดินไปรอคอยรถตำรวจหน้าออฟฟิตอย่างร้อนใจ

ฝ้ายหันไปคอยดูวินัยเอาไว้ตามคำสั่งหัวหน้า

20 นาทีต่อมาตำรวจก็มาถึง “ได้รับแจ้งว่ามีคนตาย ไหนครับ?”

“ข้างบนครับคุณตำรวจ” หัวหน้าบอกแล้วก็รีบเดินนำตำรวจไปที่ห้องเกิดเหตุ

ตำรวจ 2 คนรีบเดินตามไป

เมื่อถึงห้องที่เกิดเหตุ ตำรวจก็ถ่ายรูปเก็บหลักฐานตามขั้นตอนการทำงาน จากนั้นก็สอบปากคำผู้เกี่ยวข้องทุกคน

หลังจากนั้นไม่นานก็มีกระแสข่าวตามโซเชียลว่า…ธรรม ดาราหนุ่มผู้โด่งดังในอดีตเสียชีวิตแล้ว

บรรดาแฟนคลับแห่ไว้อาลัย ประวัติและผลงานที่ธรรมเคยแสดงไว้ก็ถูกพูดถึงอีกครั้ง

วันต่อมา ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้การฯชัยยศกำลังคุยกับสารวัตรนัฐพล

“หมอนัฐเรื่องคดีของดาราที่ชื่อธรรมไปถึงไหนแล้วล่ะ?”

“นิติเวชฯตรวจพบว่าตายเพราะพิษร้ายแรงครับ มีบาดแผลถูกกัดที่คอ คาดว่าน่าจะเป็นงูตัวใหญ่ครับ” นัฐพลรายงานความคืบหน้าของคดี

ชัยยศพยักหน้ารับรู้

“จากการสอบปากคำพยาน ผู้ตายเคยเป็นลูกค้าของร้านดรีมแกลอรี่ครับ ผมว่าร้านนี้มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆครับ มีหลายคดีเลยครับที่เราพบว่าผู้ตายหรือไม่ก็ผู้ที่หายสาบสูญล้วนแล้วแต่เป็นลูกค้าของร้านดรีมแกลอรี่ครับ” นัฐพลพูดตามความคิดเห็นของตัวเอง

ชัยยศนิ่งคิด “ถ้างั้นคุณลองไปสืบที่ร้านดรีมแกลอรี่ดูก่อน ถ้ามีอะไรคืบหน้าก็รีบมารายงานผมด้วย”

“ครับท่าน” นัฐพลรับคำสั่งแล้วก็เดินออกไป

ณ ร้านดรีมแกลอรี่ ลูกค้าถือห่อรูปภาพเดินออกมาจากร้าน นัฐพลมองตามจนลูกค้าขึ้นรถขับออกไปจากหน้าร้าน เขาหันไปมองตึกแถว 3 ชั้น 2 ห้องซึ่งเป็นสถานที่เปิดร้านอย่างพิจารณา ด้านหน้าร้านมีซุ้มไม้เลื้อยออกดอกสีแดงสดเต็มซุ้มสวยงาม ถัดจากซุ้มไม้เลื้อยเป็นประตูกระจก บานประตูด้านบนแขวนกระดิ่งสีทองเอาไว้ส่งเสียงกังวานเสนาะหูทุกครั้งที่ประตูถูกเปิด

เขาเดินลอดซุ้มไม้เลื้อยผลักประตูเข้าไป

“สวัสดีค่ะ เชิญค่ะ” ราตรียืนต้อนรับยิ้มแย้มให้

“สวัสดีครับ ผมอยากได้งูพิษซักตัวครับ” นัฐพลบอกแล้วก็จับตาดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย

นิมิตราได้ยินก็เดินออกมาพบลูกค้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “แหมคุณนี่เข้าใจพูดเล่นนะคะ ร้านเราเป็นร้านขายรูปนะคะ ไม่มีสัตว์ขายหรอกค่ะ ถ้าคุณต้องการซื้องู ดิฉันแนะนำว่าคุณควรจะไปที่สวนจตุจักรนะคะ ที่นั่นมีสัตว์เลี้ยงขายหลากหลายชนิดเลยค่ะ สัตว์แปลกๆหายาก สัตว์นำเข้าก็มีขายค่ะ”

นัฐพลมองหน้าหญิงสาว ซึ่งคาดว่าอายุน่าจะไม่เกิน 20 ปี คงเป็นพวกนักเรียนที่มารับจ๊อบหารายได้พิเศษล่ะมั้ง “นี่หนู เราพูดกันไม่รู้เรื่องหรอก เจ้าของร้านอยู่ไหน? ฉันเป็นตำรวจ”

“ดิฉันนี่แหละค่ะเจ้าของร้าน” นิมิตราบอกด้วยสีหน้าถือตัวที่ถูกมองด้วยสายตาดูถูก

นัฐพลชะงักไปนิด “ถ้างั้นคุณก็เป็นคนขายรูปให้กับคุณธรรม ธนากร”

“ธรรม ธนากร…” นิมิตราทวนคำ “อ๋อ…ดิฉันเห็นข่าวแล้วค่ะ ยังหนุ่มอยู่เลยน่าเศร้าจังเลยค่ะ”

นัฐพลนิ่งฟังอย่างตั้งใจ “แล้ว…”

“คุณธรรมเป็นลูกค้าประจำของเราค่ะ เขาซื้อรูปภาพจากทางเราไปหลายรูปมากค่ะ ซักประมาณ 10 กว่าบานมั้งคะ” นิมิตราบอก

“แล้วรูปนี้ล่ะครับ” นัฐพลเปิดไฟล์รูปในไอแพ็ดให้ดู ซึ่งเป็นภาพกรอบรูปมีตราสลักบนกรอบว่า ‘ดรีมแกลอรี่’ อยู่ตรงด้านล่างของกรอบรูป แต่ไม่มีภาพใดๆเลยในกรอบ

นิมิตราอึ้งไปครู่นึง “โธ่…ไม่น่าเลย”

นัฐพลงงนิดๆไม่เข้าใจว่าเธอหมายถึงอะไร

“ภาพหายากได้สูญสลายไปเสียแล้ว ทั้งๆที่ภาพนี้เป็นภาพหายากที่หาไม่ได้อีกแล้ว โธ่เอ๋ย…ไม่น่าเลย…” นิมิตราค่ำครวญด้วยความเสียใจและเสียดาย

“ภาพอะไรเหรอครับ?” นัฐพลถามด้วยความอยากรู้

“ภาพส่างห่าค่ะ” นิมิตราบอกแล้วก็ค่ำครวญต่อ “โธ่…ไม่น่าเลยจริงๆ”

นัฐพลคิดในใจว่า ยัยคนนี้ค่ำครวญเสียใจเพราะภาพหายสำคัญยิ่งกว่าเรื่องที่คนตายซะอีก

“ตอนนี้กรอบรูปบานนี้อยู่ที่ไหนคะ? ดิฉันขอคืนได้ไหมคะ?”

“ตอนนี้ทางตำรวจกำลังตรวจค้นคอนโดหาหลักฐานอยู่ครับ ยังเคลื่อนย้ายอะไรออกมาไม่ได้ครับ แต่หลังจากที่ตำรวจเก็บหลักฐานเสร็จแล้วญาติของคุณธรรมก็จะเข้ามาจัดการกับทรัพย์สินต่อไปครับ ถ้าคุณต้องการกรอบรูปคืนคุณคงต้องติดต่อกับญาติของคุณธรรมนะครับ” เขาบอกแล้วก็นึกสงสัย “ทำไมคุณต้องการกรอบรูปคืนด้วยล่ะครับ? หรือว่ากรอบรูปนี้มีอะไรซ่อนอยู่กันแน่?” เขาจ้องมองอย่างคาดคั้น

“ถ้าตำรวจตรวจเจอว่าในกรอบรูปนี้ซ่อนยาเสพติดไว้ล่ะก็ร้านคุณไม่รอดแน่” เขาคาดโทษอย่างเอาเรื่อง

“จะมีของแบบนั้นได้ไงคะ? ไม่เอาน่าคุณตำรวจ ดิฉันขายความสุขให้ลูกค้านะคะ ไม่มียาเสพติดหรอกค่ะ” นิมิตรายิ้มหวาน

ความสุขงั้นเหรอ? พูดซะเลิศหรูเชียว! นัฐพลนึกโมโหอยู่ในใจ

“คุณตำรวจจะรับต้นเคลซักหน่อยไหมคะ?” นิมิตราถามยิ้มๆ

“นี่คุณ ผมไม่มีที่ปลูกหรอกนะ” นัฐพลโมโหที่เธอเปลี่ยนเรื่องคุย

“ไม่ได้ให้ไปปลูกค่ะ ดิฉันให้คุณเอาไปผัดกินค่ะ ผักเคลมีแคลเซี่ยมมากกว่าเนื้อสัตว์หลายเท่าเชียวค่ะ คนโมโหง่ายอย่างคุณก็เพราะขาดแคลเซี่ยมน่ะค่ะ” นิมิตราแดกดัน เหยียดยิ้มนิดๆ

“นี่คุณ!” นัฐพลโมโหจนทนไม่ไหวต้องรีบออกจากร้านไป

นิมิตรามองตามเชิดหน้าใส่แล้วก็เดินกลับเข้าไปด้านใน

ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นัฐพลยืนพึมพำอย่างโมโหอยู่ที่โต๊ะทำงานของตัวเอง “หนอย…ยัยเด็กบ้า! ปากยิ้มแย้มแต่สายตาจิกกัดน่าดู พูดจาน่าโมโหนัก เพราะงี้แหละฉันถึงเกลียดผู้หญิงนักเชียว”

“บ่นอะไรอยู่ได้ไอ้นัฐ? เอ้า นี่รายงานความคืบหน้าคดีของนายธรรม ธนากร” สารวัตรกิตติเดินเข้ามายื่นแฟ้มให้เพื่อนร่วมงาน

“ในที่เกิดเหตุไม่มีร่องรอยการต่อสู้ บาดแผลมีแค่ที่ลำคอเป็นรอยเขี้ยวงู ดูจากรอยเขี้ยวแล้วคาดว่างูตัวนี้น่าจะมีขนาดซัก 8-9 เมตรได้ แต่ค้นทั่วทั้งห้องแล้วไม่เจองูเลยซักตัว เจอแต่รูปภาพงู กิ้งก่า มังกรโคมันโด ซึ่งทุกภาพมาจากร้านดรีมแกลอรี่ ส่วนของใช้ผู้หญิงที่เจอในห้องเป็นของภรรยาเก่าที่แยกกันอยู่ได้ 3 เดือนมาแล้ว ตรวจภาพจากกล้องวงจรปิดก็ไม่พบว่ามีคนเข้าออกทั้งก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุจนกระทั่งนายวินัยซึ่งเป็นเพื่อนกับผู้ตายได้ไปที่เกิดเหตุและไปพบศพตรงกับคำให้การ สอบปากคำพยานคนอื่นๆแล้วก็ไม่มีพิรุธอะไรเลย ไม่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับใครเลย พบแค่มีด 1 เล่มตกอยู่ในห้องนอนเท่านั้น ตรวจหารอยนิ้วมือแล้วก็มีแต่รอยนิ้วมือของผู้ตายว่ะ” กิตติบอก

“เดี๋ยวนะ แล้วกรอบรูปที่ไม่มีรูปภาพนั่นล่ะ เจออะไรไหม?” นัฐพลถาม

“อ๋อ ไม่เจออะไรเลย” กิตติบอก “อ่อ…แต่กรอบรูปทุกบานทำจากไม้กฤษณา ซึ่งไม้ประเภทนี้ก็จะราคาแพงหน่อย งานแกะสลักบนกรอบรูปก็เป็นงานช่างฝีมือเยี่ยม” กิตติบอก

นัฐพลอึ้ง อะไรกันเนี่ย? ไม่มีหลักฐานอะไรเลย!

“ถ้างั้นฉันไปทำงานต่อล่ะ” กิตติบอกแล้วก็เดินจากไป

นัฐพลพยักหน้ารับรู้ แล้วก็นั่งลงครุ่นคิด ไม่ใช่แค่นายธรรมเท่านั้น คดีการตายที่เกี่ยวข้องกับสัตว์แต่หาตัวสัตว์ไม่เจอ บางคดีสภาพศพเละยังกับถูกกัดกิน บางคดีก็ถูกสัตว์มีพิษกัด บางคดีก็ถูกดูดเลือดจนหมดตัว บางคดีก็แห้งตายเหมือนมัมมี่ บางคดีก็หายสาบสูญ แต่ทุกคดีที่เกิดขึ้นมีสิ่งที่เหมือนกันก็คือทุกคนที่ตายหรือหายสาบสูญล้วนแล้วแต่เป็นลูกค้าร้านดรีมแกลอรี่ด้วยกันทั้งนั้น มันบังเอิญเหรอ? ไม่ใช่แน่ๆ ต้นตอของคดีทั้งหมดต้องอยู่ที่ร้านนี้แน่ๆ

หลังจากนั่งคิดทบทวนหลายรอบแล้วเขาก็ออกไปคอยเฝ้าจับตามองร้านดรีมแกลอรี่

นิมิตรามองจากในร้านออกไปทีไรก็มักจะพบว่าตำรวจหนุ่มคนนั้นมาคอยเฝ้าป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆหน้าร้านเป็นประจำหลายวันแล้ว แทบจะนั่งเฝ้านอนเฝ้าตลอดทั้งวันทั้งคืน เธอเหยียดยิ้มดูแคลนอย่างไม่ยี่หระที่ถูกเฝ้าจับตาดู

จนกระทั่งวันนึง นัฐพลเห็นนิมิตราออกไปข้างนอก เขาจึงเข้าไปในร้านหาทางตีสนิทกับพนักงานสาว

“สวัสดีครับ” เขาเข้าไปพบกับพนักงานสาวในร้าน

“สวัสดีค่ะ เชิญค่ะ” ราตรียิ้มแย้มทักทายตามปกติ

“ผมอยากมาถามเกี่ยวกับคุณธรรม ธนากรหน่อยนะครับ” นัฐพลบอก

ราตรียิ้มให้ “เชิญค่ะ เชิญชมภาพตามสบายนะคะ” จากนั้นเธอก็เดินไปยกน้ำชามาเสิร์ฟให้ตามหน้าที่

“ขอบคุณครับ” นัฐพลรับน้ำชามาจิบแล้วก็ถามว่า “คุณธรรมมาที่นี่บ่อยไหมครับ?”

ราตรียิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไร เธอยืนนิ่งมองเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอยู่อย่างนั้น

“คุณธรรมชอบซื้อภาพประเภทไหนเหรอครับ?” นัฐพลถามอีก

ราตรียืนนิ่ง ยิ้มแย้มอยู่เช่นเดิม

“คุณธรรมซื้อรูปจากที่นี่ไปกี่ใบเหรอครับ?” นัฐพลถาม ยืนจ้องหน้าพนักงานสาวอย่างไม่ละความพยายามพลางนึกในใจว่า ยัยคนนี้ถามอะไรก็ไม่ตอบซักอย่าง!

ราตรียังยืนนิ่งอยู่เช่นเดิม

นัฐพลพยายามระงับความโมโหแกล้งมองรูปแล้วก็ถามว่า “รูปนี้ดอกอะไรเหรอครับ”

“ดอกลิลลี่ค่ะ” ราตรีตอบสีหน้ายิ้มแย้ม

“ในห้องคุณธรรมผมเห็นมีแต่รูปสัตว์เลื้อยคลาน เขาไม่ชอบรูปอื่นบ้างเหรอครับ” นัฐพลรีบถาม

ราตรียืนนิ่งยิ้มแย้มเช่นเดิม

นัฐพลรอฟังคำตอบแต่ก็…เงียบ จนเขาโมโห ไรว่ะ! ถามอะไรเกี่ยวกับนายคนนั้นแม่นี่ไม่ตอบซักคำ เอาแต่ยิ้มอยู่ได้

“แล้วนี่รูปอะไรครับ?” เขาแกล้งถามอีก

“รูปแสงออโรร่าค่ะ” ราตรีตอบสีหน้ายิ้มแย้ม

“คุณช่วยบอกผมหน่อยเถอะนะครับว่าคุณธรรมมาที่นี่บ่อยไหม? มาซื้อรูปไปกี่ใบ? ซื้อรูปอะไรไปบ้าง?” นัฐพลพยายามล้วงข้อมูลให้ได้

นิมิตราผลักประตูร้านเข้ามาเห็นตำรวจหนุ่มยืนอยู่ในร้านก็พูดว่า “คุณจะถามอะไรเกี่ยวกับลูกค้าทางเราก็ไม่ตอบหรอกค่ะเพราะเป็นความลับของลูกค้าค่ะ”

นัฐพลหน้าหงิกทันที วินาทีถัดมาเขาก็รีบปรับสีหน้า ยิ้มแย้มพูดประเหลาะว่า “คุณช่วยตอบผมหน่อยนะครับ นะครับ ได้โปรด พลีสสสสส…”

นิมิตรายิ้มตอบแต่สายตาจิกกัด “ไม่ว่าคุณจะถามกี่ครั้ง เราก็บอกไม่ได้หรอกค่ะ”

นัฐพลโมโหปรี๊ด! เขาสะบัดหน้าเดินออกจากร้านไปเลย

นิมิตรามองตามแสยะยิ้มแล้วก็เดินเข้าไปด้านใน

ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นัฐพลโมโหบ่นเป็นหมีกินผึ้งกับเพื่อนร่วมงาน “ให้มันได้งี้ดิ! ไม่เคยเจอใครกวนตีนเท่านี้เลยว่ะ ยัยลูกน้องนั่นถามไรเกี่ยวกับนายธรรม ไม่ยอมตอบซักคำ แต่พอถามเรื่องรูปในร้านล่ะทำเป็นรีบตอบเชียว ส่วนยัยเจ้าของนั่นก็กวนพอกันเลย พูดหน้าตายิ้มแย้มแต่ตานี่จิกกัดซะไม่มี ฉันไม่เคยเจอผู้หญิงที่ไหน กวนโคตรๆเท่าแม่ 2 คนนี่เลยว่ะ”

“เอาน่าใจเย็นๆไอ้นัฐ” กิตติตบบ่าปลอบใจ “ฉันรู้มาว่าเจ้าของร้านนี้ชอบกินขนมหวาน เอ้า นี่กรอบรูปบานที่เขาเคยบอกแกว่าขอคืน แกลองเอาไปคืนให้เขาล่ะกัน แล้วก็นี่ช็อกโกแล็ตยี่ห้อดังที่คุณเจ้าของร้านคนนั้นเขาชอบกิน ผู้การฯสั่งให้แกเอาไปให้เขา เผื่อเขาจะใจอ่อนยอมให้ข้อมูลอะไรบ้าง”

นัฐพลกลอกตามองบน “จะให้ฉันเนี่ยนะเอาไปให้ยัยนั่นน่ะ?”

“ก็แกนั่นแหละจะมีใครอีกล่ะ ผู้การฯสั่งมา รีบไปได้แล้วเพื่อน โชคดีนะ” กิตติอวยพรยิ้มๆ “อ่อ…แล้วแกต้องพูดกับเธอดีๆด้วยล่ะ ผู้หญิงน่ะเขาชอบคนพูดจาไพเราะเหมือนกันทุกคนแหละ”

นัฐพลถอนหายใจอย่างเซ็งๆ “เอ้อ!!! ให้มันได้งี้ดิ!” เขาหยิบของแล้วก็เดินออกไป

พอไปถึงร้านดรีมแกลอรี่ เขาเปิดประตูเข้าไปเห็นนิมิตรายืนอยู่พอดีเขาก็รีบยิ้มทักทาย “สวัสดีครับ”

นิมิตราแอบทำหน้าเซ็งแว๊บนึง “ไม่ว่าคุณจะมากี่ครั้ง ดิฉันก็ไม่มีอะไรจะบอกหรอกค่ะ”

“คือผมเอากรอบรูปอันล้ำค่ามาคืนครับ” นัฐพลพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน ยิ้มปะเหลาะ

นิมิตราชะงักไปครู่นึงที่อีกฝ่ายพูดดีด้วย “ขอบคุณค่ะที่อุตส่าห์เอามาให้”

Chapter 6 ส่างห่า 3

“อ่อ…แล้วนี่ก็ช็อกโกแลตที่คุณชอบทานครับ” นัฐพลยื่นกล่องช็อกโกแลตให้

นิมิตรามอง พลัน! ท่าทีก็เปลี่ยนไป “อุ้ย…ขอบคุณมากค่ะ นี่เป็นช็อกโกแลตรุ่นลิมิเต็ดเลยนะคะ ทำพิเศษเฉพาะเทศกาลวาเลนไทน์ มีแค่ 100 กล่องเท่านั้นเองคะ” เธอบอกอย่างตื่นเต้น

นัฐพลมองกล่องช็อกโกแลตอย่างไม่รู้เรื่อง “งั้นเหรอครับ”

“คุณเป็นคนดีจังเลยค่ะ เชิญนั่งก่อนซิคะ” นิมิตราเชิญด้วยสีหน้ายิ้มแย้มที่ได้ของถูกใจ

อะไรอ่ะแม่คนนี้? นัฐพลมองหญิงสาวอย่างงงๆกับท่าทีตื่นเต้นดีใจเหมือนเด็กเล็กๆที่ได้ของกินถูกใจ เขานั่งลงตามคำเชิญ

นิมิตรานั่งตรงข้าม ราตรีเดินเข้ามาเสิร์ฟน้ำชาพร้อมกับของว่างแล้วก็เดินกลับเข้าไปด้านใน

“ผมอยากจะถามเรื่องคุณธรรมหน่อยน่ะครับ” นัฐพลรีบถามก่อนที่เธอจะเปลี่ยนใจ

“อ๋อ…คุณธรรมเป็นลูกค้าประจำของทางร้านน่ะค่ะ เขาชอบภาพวาดเกี่ยวกับสัตว์เลื้อยคลานมากค่ะ โดยเฉพาะสัตว์เลื้อยคลานแปลกๆหายากน่ะค่ะ” นิมิตราพูดอย่างคล่องปากพลางแกะช็อกโกแลตกินไปด้วย

“แล้วคุณพอจะทราบสาเหตุการตายของเขาบ้างไหมครับ?” นัฐพลถามพลางจิบน้ำชาไปด้วย

“ตามที่ดิฉันคิดนะคะ คุณธรรมตายเพราะถูกส่างห่าฆ่าตายค่ะ” นิมิตราตอบ

นัฐพลทำหน้างง “ส่างห่าคือใครครับ?”

“ส่างห่าก็คือสิ่งที่อยู่ในรูปนี้ไงคะ” นิมิตราชี้ที่กรอบรูปที่เพิ่งได้คืนมา แล้วก็อธิบายเพิ่มว่า “ส่างห่าก็คือร่างจำแลงของพญานาคค่ะ มีรูปร่างคล้ายตัวเงินตัวทองน่ะค่ะ มี 4 เท้า เกล็ดเป็นสีเขียวมรกต ตำนานเล่าว่าเลื้อยผ่านไปทางไหนก็จะเป็นรอยไหม้เป็นทางค่ะ ส่างห่าตนนี้ได้แอบหนีจากป่าหิมพานต์มาเที่ยวที่โลกมนุษย์เมื่อคืนเพ็ญ 15 ค่ำเดือนที่แล้ว แต่เธอได้พบกับคุณธรรมและเกิดเป็นรักแรกพบขึ้น ซึ่งคุณธรรมเองก็หลงรักเธอเช่นกันค่ะ เธอมีกำหนดจะต้องกลับไปในคืนเพ็ญ 15 ค่ำที่ผ่านมาค่ะ และเมื่อเธอกลับไปแล้วเธอจะไม่สามารถกลับมาที่โลกมนุษย์ได้อีกจนกว่าทวารแห่งท้องน้ำจะเปิดขึ้นอีกครั้งในครั้งหน้าซึ่งก็คืออีก 100 ปีถัดไปค่ะ หากเธอไม่กลับไปเธอก็จะตายค่ะ นี่คงจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอและเขาฆ่าตัวตายพร้อมกันค่ะ ช่างน่าเศร้าเหลือเกิน ”

“จะบ้าเหรอคุณ! ถึงเขาจะตายเพราะพิษงู แต่จะให้สรุปว่าเป็นการฆ่าตัวตายของคู่รักระหว่างคนกับส่างห่าเนี่ยนะ! ขืนสรุปปิดคดีแบบนี้ผมได้โดนไล่ออกน่ะซิ!”

“โมโหง่ายอีกแล้ว” นิมิตรามองเหมือนเขาเป็นเด็กขี้โมโห

“นี่มันเรื่องบ้าบอคอแตก งมงายไร้สาระ เรื่องหลอกเด็กชัดๆ!” นัฐพลโวยวาย

“ดิฉันแค่เล่าตามความจริง คุณจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่คุณค่ะ” นิมิตราพูดเสียงเรียบ

“เชื่อที่เธอพูดฉันก็บ้าไปแล้วล่ะ” นัฐพลโวยวายแล้วก็ลุกออกจากร้านไป

นิมิตรามองตามอย่างไม่ใส่ใจ

บทที่ 3 รูปปั้น

ณ ร้านดรีมแกลอรี่ นิมิตรากำลังต้อนรับลูกค้า

“สวัสดีครับ คือคุณชวินแนะนำให้พวกเรามาที่นี่น่ะครับ เขาบอกว่าพวกเราจะได้พบกับสิ่งที่พวกเราปรารถนาน่ะครับ” วสันต์บอกกับเจ้าของร้านสาวสวย

“พวกเราเพิ่งสูญเสียลูกชายไปน่ะค่ะ” บังอรภรรยาของวสันต์บอกด้วยสีหน้าเศร้าหมอง

นิมิตราพยักหน้ารับรู้ “เป็นเรื่องที่น่าเศร้าจริงๆค่ะ ดิฉันขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะ”

“อาทรเป็นลูกที่น่ารักมาก เขาน่ารักเหมือนเทวดาตัวน้อยๆ” บังอรบอกพลางกรีดน้ำตาด้วยความเศร้า

“ถ้างั้น พวกคุณน่าจะถูกใจสิ่งนั้นนะคะ” นิมิตราบอก “เชิญด้านในค่ะ”

วสันต์กับบังอรมองหน้ากันเอง แล้วก็ตามหญิงสาวเข้าไปด้านใน

นิมิตราเปิดประตูห้องด้านในเดินนำสองสามีภรรยาเข้าไป ทั้งสองเดินตามเข้าไป เมื่อได้เห็นสิ่งที่อยู่กลางห้องก็นึกฉงน “เด็ก?”

ทั้งสองเดินเข้าไปใกล้เพื่อดูให้ชัดๆ แต่เมื่อได้เห็น…ก็ตกตะลึง “อาทร!”

“ทำไมอาทรถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?” วสันต์งงมาก

“นี่ฉันกำลังฝันอยู่รึไง” บังอรพึมพำ เธอเข้าไปจับตัวให้แน่ใจ เธอพิศซ้ายพิศขวา “ไม่ใช่เด็กคนอื่นที่เหมือนกับอาทรแน่ๆ เด็กคนนี้คืออาทรจริงๆ” เธอหันไปพูดกับสามี

นิมิตราเดินเข้าไปบอกว่า “อย่าเข้าใจผิดค่ะ นี่เป็นรูปปั้นค่ะ ปั้นโดยจิตรกรชาวอยุธยาค่ะ ร้านเราเป็นร้านขายงานศิลปะค่ะ เราไม่ขายอะไรอย่างอื่นนอกจากงานศิลปะค่ะ”

สองสามีภรรยาชะงักไป ทั้งสองมองหน้ากันเอง “เอ่อ…” / “อ่า…”

“นั่นซิ เด็กคนนี้เป็นรูปปั้น” บังอรพึมพำกับตัวเอง แล้วก็พูดว่า “ได้โปรดเถอะขอเด็กคนนี้…เอ๊ยขอรูปปั้นตัวนี้เถอะค่ะ”

“เรื่องเงิน…เท่าไหร่ผมก็ยินดีจ่าย” วสันต์รีบบอก “เราจะไม่บอกใครด้วยว่าคุณขาย… ผมจะปิดเป็นความลับเลยครับ”

นิมิตรายิ้ม “ถ้างั้นเชิญพวกคุณออกไปเซ็นสัญญาซื้อขายก่อนค่ะ แล้วดิฉันจะให้พนักงานแพ็กสินค้าให้ค่ะ” เธอบอกแล้วก็เดินนำหน้ากลับไปที่ห้องโถง

สองสามีภรรยารีบตามออกไป

ราตรีส่งสัญญาให้ลูกค้าเซ็น

“เชิญอ่านสัญญาก่อนค่ะ โดยเฉพาะคำเตือนที่พิมพ์ไว้ค่ะ 1.ห้ามให้ใครเห็นสินค้าชิ้นนี้นะคะ 2.ห้ามถูกแสงแดด 3.ห้ามถูกแสงจันทร์” นิมิตราบอกด้วยสีหน้าจริงจัง

“ค่ะๆ พวกเราจะทำตามค่ะ” บังอรรีบพยักหน้ารับ

“ถ้าทำผิดสัญญา เกิดอะไรขึ้นกับพวกคุณทางร้านไม่รับผิดชอบนะคะ” นิมิตราพูดน้ำเสียงจริงจัง

“ครับๆ รู้แล้วครับ” วสันต์พยักหน้ารับ รีบเซ็นสัญญาทันทีโดยไม่อ่านให้ละเอียด

“ถ้าเช่นนั้นก็ขอให้คุณดูแลรูปปั้นนี้ให้ดีตลอดไปนะคะ” นิมิตรากล่าวสีหน้ายิ้มแย้ม แล้วหันไปพยักหน้ากับราตรี สั่งว่า “ส่งรูปปั้นไปบ้านคุณลูกค้าคืนนี้”

“ค่ะ” ราตรีรับคำสั่ง

นิมิตราเลื่อนสัญญาไปให้บังอรเซ็น บังอรก็รีบเซ็นทันที แล้ววสันต์ก็หยิบสมุดเช็คมาเซ็นจ่าย “นี่ครับ ราคาเด็…เอ้ย รูปปั้นครับ”

นิมิตรารับเช็คไป ส่งให้ราตรี ราตรีก็รับเช็คไปถือไว้ เมื่อบังอรเซ็นสัญญาเสร็จก็หยิบสัญญาฉบับหนึ่งส่งให้วสันต์ วสันต์รีบเก็บสัญญาไป นิมิตราก็พูดว่า “เชิญคุณลูกค้ากลับไปรอที่บ้านนะคะ คืนนี้ดิฉันจะให้พนักงานส่งรูปปั้นไปให้ค่ะ จะให้ตั้งไว้ห้องไหนก็สั่งพนักงานได้เลยนะคะ อ่อ อย่าลืมคำเตือนนะคะ”

“ครับๆ” / “ค่ะๆ” สองสามีภรรยารีบพยักหน้ารับหงึกๆ ราตรีก็ผายมือเชิญ สองสามีภรรยาจึงลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกจากร้าน นิมิตราก็เดินตามไปส่งลูกค้าถึงหน้าประตู “เดินทางปลอดภัยนะคะ”

“ครับๆ ขอบคุณครับ” วสันต์ยิ้มรับ แล้วก็จูงมือภรรยาเดินไปขึ้นรถ จากนั้นก็ขับกลับบ้าน

นิมิตรามองตามลูกค้าไป ดันประตูปิด สายตาก็เหลือบเห็นรถคันหนึ่งจอดห่างจากหน้าร้านไปไม่ใกล้ไม่ไกลนัก

ภายในรถ นัฐพลนั่งมองอยู่ในรถ เมื่อเขาเห็นเจ้าของร้านสาวสวยกำลังมองมาทางนี้เขาก็รีบก้มหลบทันที อึดใจต่อมาเขาก็ด่าตัวเองว่า “จะหลบทำไมวะ รถติดฟิล์มดำขนาดนี้ ใครจะมองเห็นฟร่ะ!”

เขาเงยหน้าขึ้น นิมิตราก็ปิดประตูแล้ว ป้ายหน้าร้านโชว์ว่า ‘ปิด’ นัฐพลจึงหยิบไอแพ็ดมาจิ้มๆ ตรวจเช็กทะเบียนรถของคนที่ออกมาจากร้านเมื่อครู่นี้ เพียงครู่เดียว ข้อมูลก็ขึ้นมา เขาอ่านข้อมูลแล้วก็จิ้มๆไอแพ็ดเช็กประวัติตามชื่อ

นิมิตราเดินเข้าไปหลังร้าน ราตรีก็เอาสัญญากับเช็คไปเก็บใส่แฟ้มเอาไว้ จากนั้นก็เดินไปแพ็กสินค้าเตรียมส่งให้ลูกค้าคืนนี้

ครั้นค่ำมืด ไร้แสงอาทิตย์ส่อง ราตรีก็แบกสินค้าไปขึ้นรถกระบะ เอาเชือกมัดแน่นหนา เอาผ้าคลุมอีกชั้นหนึ่ง จากนั้นก็ขับรถออกไป

เมื่อไปถึงบ้านลูกค้า ก็ยกสินค้าลง วสันต์กับบังอรรีบถลันเข้าไปจะช่วย ราตรีก็บอกว่า “ไม่ต้องค่ะ ดิฉันยกคนเดียวได้ค่ะ คุณจะให้เอาไปไว้ตรงไหน นำทางเลยค่ะ”

“อ่อๆ งั้นเชิญตามผมมาเลยครับ” วสันต์บอก แล้วเดินนำเข้าบ้าน ราตรีก็ยกสินค้าลงจากรถ แบกขึ้นบ่าเดินตามลูกค้าไป บังอรรีบเดินตามไปติดๆ

“ห้องนี้เลยครับ” วสันต์ชี้บอก ราตรีก็เดินเข้าไปในห้องแล้ววางสินค้าลง “จะให้วางไว้ตรงไหนคะ?”

“บนโซฟาเลยครับ” วสันต์บอก ราตรีก็วางสินค้านอนไว้บนโซฟา จากนั้นก็เดินไปขึ้นรถแล้วขับกลับร้าน

วสันต์กับบังอรก็รีบถลันเข้าไปแกะกระดาษที่ห่อหุ้มสินค้าออก บังอรแกะไปก็พูดว่า “โถ ลูก จะหายใจออกไหม? เดี๋ยวแม่จะรีบแกะให้นะ”

เมื่อแกะกระดาษออกหมดแล้ว วสันต์ก็โผกอดสินค้า พูดว่า “กลับบ้านเราแล้วนะลูก”

“พวกเราจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งนะจ๊ะลูกรัก” บังอรก็กอดสินค้าเช่นกัน

ขณะที่ราตรีออกไปส่งสินค้า นัฐพลก็เดินไปกดกริ่งหน้าร้าน นิมิตราเดินไปดู เห็นว่าเป็นนัฐพลจึงเปิดประตูให้ พูดว่า “ร้านปิดแล้ว ถ้าคุณสนใจจะซื้อภาพก็มาวันอื่นเถอะ นี่มันเวลาพักผ่อนของฉันแล้วนะคุณตำรวจ”

“ขายอะไรให้ลูกค้าไปล่ะ?” นัฐพลถาม เดินเข้าไปในร้านอย่างถือวิสาสะ

“รูปปั้นเด็ก” นิมิตราตอบ แล้วเดินไปชงชาร้อน นัฐพลมอง “ฟันกำไรไปกี่แสนล่ะ?”

“แสนอะไรกัน ฉันก็ขายของตามราคาต้นทุน บวกกำไร 30% ตามกฎหมายกำหนด” นิมิตราเอ่ยน้ำเสียงเรียบเรื่อย มือก็เทน้ำชา แล้วถือไปวางตรงหน้าแขกไม่ได้รับเชิญ “ค่ำแล้ว ดื่มชาดอกมะลิละกัน”

นัฐพลมองชาร้อน ควันลอยกรุ่น ส่งกลิ่นหอมเย็น ก็ยื่นมือไปหยิบแก้วชามาสูดกลิ่น “หอมดี”

นิมิตรานั่งลง ยิ้มมุมปากนิดนึง ยกแก้วชาขึ้นเป่าไอร้อน นัฐพลจิบชาไปคำหนึ่ง มองดูนิมิตราแล้วคิดว่า จะยิ้มออก ก็แค่ตอนนี้แหละนะ เดี๋ยวพอพวกนั้นค้นเจอยาที่ยัยลูกน้องสอดไส้เอาไปส่งลูกค้า ดูซิจะยังยิ้มออกอีกไหม

เขาจิบชาอีกคำ มองไปรอบๆร้าน ลูกค้าที่ซื้อภาพจากร้านนี้ไป มักจะตายประหลาดๆหรือไม่ก็หายสาบสูญ ยัยเด็กนี่อาจจะเปิดร้านบังหน้าก็ได้ เบื้องหลังคงค้ายาหรือไม่ก็ของเถื่อนชัวร์ อาชีพเบื้องหน้าก็น่าสงสัย ภาพที่เอามาขาย เป็นภาพขโมยมาจากไหนรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ถ้ายังไม่มีหลักฐานชัดเจนก็ทำอะไรไม่ได้ซะด้วย

“ทำไมชามันหวานแปลกๆ?” เขามองน้ำชาในแก้ว นิมิตราจึงบอกว่า “ใส่หญ้าหวาน รสจะไม่หวานเหมือนน้ำตาลหรอก”

“แล้วทำไมไม่ใส่น้ำตาลล่ะ?” นัฐพลวางถ้วยชาลง นิมิตราเป่าไอร้อนในแก้วชาของตัวเองแล้วพูดว่า “น้ำตาลกินมากไปทำให้เป็นเบาหวาน โรคอ้วน ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ก่อให้เกิดโรคความดัน โรคหัวใจ…”

“พอๆๆ ไม่ต้องแลคเชอร์วิชาหมอ” นัฐพลยกมือห้าม ราวกับพระพุทธรูปปางห้ามญาติ นิมิตราวางแก้วชาแล้วเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบผลไม้ออกมา 2 จาน ถือไปวางตรงหน้านัฐพล “กินผลไม้ซิ ท้องจะได้ไม่ผูก”

นัฐพลจึงจิ้มผลไม้ใส่ปาก นิมิตราก็จิ้มผลไม้ใส่ปากเช่นกัน แล้วจิบชาทีละนิด

นัฐพลกินไปพลางมองไปรอบๆร้าน ดูภาพที่แขวนๆอยู่บนผนังอย่างสำรวจค้นหา เผื่อว่าจะเจอพิรุธอะไรบ้าง แต่มองจนลูกตาแทบหลุดก็ยังไม่เจออะไรเลย ยัยเด็กนี่ก็ช่างนิ่งเหลือเกิ๊น!

เขามองดูเธออย่างจับผิด แต่นอกจากท่าทางการกินดื่มที่ดูเรียบร้อยงดงามราวกับกุลสตรีชั้นสูงที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี ก็ยังไม่พบพิรุธอะไรเลย จนเขาได้แต่สงสัยว่า ภายใต้หน้าใสๆสวยๆนี่แอบซ่อนอะไรไว้บ้างนะ? มีแฟนรึยัง? เฮ้ย! คิดอะไรฟร่ะ! ตั้งสติหน่อยซิวะไอ้นัฐ!

ด้านลูกน้องของนัฐพล หลังจากราตรีส่งของเสร็จ ขับรถออกไปแล้ว พวกเขาก็แอบย่องไปแอบดูภายในบ้าน ตรงรอยแยกผ้าม่าน เขาเห็นสองผัวเมียกำลังแกะห่อกระดาษกันใหญ่ ท่าทางรีบร้อน จึงแอบถ่ายคลิปเอาไว้ เมื่อแกะกระดาษออกหมดแล้ว จึงเห็นว่าเป็นรูปปั้นเด็ก สูงราว 150 ซ.ม. แล้วก็เห็นสองผัวเมียนั่นเอาแต่กอดรูปปั้นอย่างดีอกดีใจราวกับเป็นของรักยังไงอย่างงั้น

แอบดูอยู่ตั้งนาน แต่ก็ไม่เห็นพฤติกรรมที่น่าสงสัยเลย พวกเขาจึงย่องออกไปอย่างเงียบกริบ แล้วส่งไลน์ไปรายงานนัฐพล

เสียงไลน์ดังขึ้น นัฐพลรีบหยิบมือถือมาเปิดอ่าน พออ่านจบเขาก็พยายามทำหน้าให้เป็นปกติที่สุด แล้วจิ้มๆผลไม้ใส่ปากเคี้ยวกร๊วมๆ แอบด่าในใจว่า ไม่เจออะไรได้ไง! หรือว่ายัยเด็กนี่จะรู้ตัวเลยยังไม่ส่งของ?

ตามองคนตรงข้าม ก็สบกับสายตานิ่งเฉย เป็นสายตาที่นิ่งมากราวกับสายตาของคนที่ผ่านโลกมาทั้งชีวิต ท่าทางจิ้มผลไม้กินยังคงดูดีไม่มีสะดุด ไม่มีสะดุ้งสักนิด จนเขาได้แต่ปลอบใจตัวเอง เอาวะ วันพระไม่ได้มีหนเดียว สักวันหางต้องโผล่มาจนได้แหละว่ะ!

กินผลไม้หมดจาน ยกชาขึ้นดื่มรวดเดียวหมด เขาก็วางแก้วลง พูดว่า “ขอบคุณสำหรับน้ำชากับผลไม้ครับ”

นิมิตราไม่พูดอะไร ยิ้มมุมปากนิดนึง ลุกขึ้นยืนส่งแขก “กลับบ้านปลอดภัยนะคุณตำรวจ”

“ครับ” นัฐพลพยักหน้ารับ แล้วก็เดินออกไป นิมิตราเดินไปส่งถึงประตูแล้วก็ปิดประตู จากนั้นก็กดปุ่มปิดประตูม้วน ประตูม้วนก็เลื่อนลงมาปิดหน้าร้าน นัฐพลหันไปมองจนประตูปิดถึงพื้นแล้วเขาก็หันกลับไป เดินไปขึ้นรถแล้วขับกลับไปอย่างผิดหวัง ก็นั่งเฝ้ามาทั้งวัน กลับไม่มีอะไรคืบหน้าเลย หวังว่าตอนกลางคืน ลูกน้องที่มารับช่วงเฝ้าต่อ คงจะได้เบาะแสอะไรบ้างนะ

ณ บ้านของวสันต์ เพื่อนบ้านได้ยินเสียงบังอรตะโกนเรียกลูก “ทร มากินข้าวเร็วลูก”

เพื่อนบ้านซึ่งกำลังยืนคุยกันก็ชะงัก “เอ๊ะ! ลูกคุณนายอรตายแล้วไม่ใช่เหรอ?”

เพื่อนบ้านอีกคนรีบจุ๊ปาก “ชู่ว! แกก็เงียบๆเถอะ คนบ้านนี้บ้าไปแล้ว จู่ๆก็ไปซื้อรูปปั้นเด็กมาตัวนึง แล้วก็บอกว่าลูกกลับมาแล้ว”

“หา!” เพื่อนบ้านอ้าปากค้าง รีบซักว่า “ไหนๆ เล่ามาเลยนะแก”

“ก็หลังจากไอ้เด็กนรกนั้นตายไป ยัยคุณนายกับตาผัวก็ไปซื้อรูปปั้นมาตัวนึงเอามาตั้งอยู่ในห้องไอ้เด็กนรกนั่นแหละ แล้วก็หาข้าวหาน้ำมาให้รูปปั้นกิน เอาเสื้อผ้ามาใส่ให้ทำเหมือนกับว่าไอ้รูปปั้นนั่นคือไอ้เด็กนรกนั่นแหละ ถ้าไม่บ้าก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว ตอนที่ฉันแอบเห็นนะ ฉันนี่ขนลุกเลยแกเอ้ย”

“ทร หนาวไหมลูก? เดี๋ยวแม่เอาเสื้อกันหนาวที่ลูกชอบใส่ให้นะ” เสียงบังอรดังแว่วมา ทำให้เพื่อนบ้านสบตากันอย่างสังเวชใจปนขนลุก เพราะไม่รู้ว่าคุณนายบังอรจะอาการหนักมากกว่านี้รึเปล่า

“ทร ดูซิ พ่อซื้อรถบังคับคันใหม่มาให้แล้ว ชอบไหมลูก?” เสียงวสันต์ดังแว่วมา ทำให้เพื่อนบ้านกระซิบกระซาบกันว่า “เออ บ้าทั้งผัวทั้งเมียเลยว่ะ แกอยู่บ้านติดกับคนบ้าก็ระวังๆหน่อยล่ะ เกิดวันดีคืนดีคลั่งขึ้นมาเที่ยวไล่ฆ่าคน บรื๋อ สยองว่ะ”

“หู๊ย แกก็อย่าพูดงี้ซิ ฉันยิ่งกลัวๆอยู่นะ”

“เออๆ ไปล่ะ ป่านนี้ผ้าที่ซักไว้ปั่นเสร็จแล้วมั้ง”

จากนั้นเพื่อนบ้านก็แยกย้ายกันเข้าบ้าน

ค่ำมืด ไร้แสงอาทิตย์ เหลือแต่เพียงแสงไฟจากเสาไฟข้างทาง ภายในบ้านของวสันต์ สองสามีภรรยาก็นั่งกินข้าวร่วมกัน ตักอาหารป้อน ‘ลูก’

“แม่ ทรอยากออกไปข้างนอก อยู่ในบ้านอุดอู้” ‘เด็กหนุ่ม’ พูดขึ้น พลางอ้าปากกินข้าวที่แม่ป้อน วสันต์รีบห้ามว่า “ไม่ได้”

บังอรก็หันไปพูดกับสามีว่า “พาลูกออกไปรับลมข้างนอกนิดเดียวคงไม่เป็นไรหรอกค่ะ จะให้ลูกอุดอู้อยู่แต่ในห้องได้ไงคะ”

Chapter 7 รูปปั้น 1

“แต่ว่า คุณคนนั้นย้ำนักย้ำหนาว่าห้ามให้คนอื่นเห็น ห้ามไม่ให้ถูกแสงอาทิตย์ ห้ามไม่ให้ถูกแสงจันทร์…” วสันต์พูดยังไม่ทันจบ บังอรก็แย้งว่า “แต่ว่าลูกเป็นเด็กนะคะ จะให้ลูกอยู่แต่ในบ้านเหมือนถูกขังอย่างนี้ได้ยังไงคะ ทีคุณยังออกไปกกอีเมียน้อย ปล่อยให้ฉันอยู่บ้านกับลูกตามลำพัง ตอนลูกต้องไปโรงบาลคุณก็ไม่อยู่ ถ้าคุณอยู่ ลูกก็คงไม่…อึก…อึก…”

“พอๆ เอาๆ อยากทำอะไรก็ทำ” วสันต์ยกมือยอมแพ้ น้ำตารื้นในดวงตา หันไปมอง ‘ลูก’ อย่างรู้สึกผิด

“ไปลูก ออกไปรับลมข้างนอกนะ” บังอรหันไปพยักเพยิดกับ ‘ลูก’ เธอขยับไปอุ้ม ‘ลูก’ อย่างทุลักทุเล หันไปเรียกสามี “คุณก็มาช่วยฉันอุ้มลูกออกไปหน่อยซิ ฉันอุ้มคนเดียวไม่ไหวหรอกนะ”

“อืม” วสันพยักหน้า ขยับลุกไปช่วยภรรยาอุ้ม ‘ลูก’ ออกไปนั่งในสวนหลังบ้าน ไม่รู้ว่าพนักงานคนนั้นอุ้ม ‘ลูก’ ได้ยังไงคนเดียว เห็นตัวผอมๆแบบนั้นไม่น่าจะมีแรงเยอะเลย ขนาดเขากับภรรยาช่วยกันอุ้มลูกสองแรง ยังทุลักทุเลขนาดนี้เลย

เมื่ออุ้ม ‘ลูก’ ไปนั่งที่โต๊ะหินในสวนแล้ว บังอรก็รีบเดินไปหยิบอาหารที่ยังกินค้างอยู่ ย้ายมาที่โต๊ะหิน วสันต์ก็ทำหน้าที่ป้อนข้าวให้ ‘ลูก’ ระหว่างที่ภรรยากำลังหยิบนู้นจับนี่

“กินเยอะๆนะทร ลูกจะได้หายเร็วๆ กลับมาเดินได้เหมือนเดิม” วสันต์บอกพลางลูบศีรษะ ‘ลูก’

‘เด็กหนุ่ม’ ก็พยักหน้า “ครับคุณพ่อ”

จังหวะที่วสันต์ก้มลงไปตักข้าว นัยน์ตาสีดำของ ‘เด็กหนุ่ม’ ก็เปลี่ยนเป็นสีแดงวูบหนึ่ง เมื่อวสันต์เงยหน้ามาป้อนข้าว นัยน์ตาก็กลับเป็นสีดำดังเดิมแล้ว

เพื่อนบ้านซึ่งกำลังล้างจานอยู่หลังบ้านได้ยินเสียงสองสามีภรรยา ก็ชะเง้อแอบมองอย่างอยากรู้อยากเห็น พอเห็นวสันต์นั่งป้อนข้าวรูปปั้นก็ขนลุกชัน แอบพึมพำเบาๆว่า “บ้าไปแล้วจริงๆทั้งผัวทั้งเมีย เฮ้อ…”

บังอรยกอาหารมาวางแล้วก็นั่งลงกินต่อ ตาก็มองดู ‘ลูก’ อย่างรักใคร่ “กินเยอะๆนะทร เดี๋ยวพรุ่งนี้แม่จะไปซื้อกุ้งมาทำเทมปุระที่ลูกชอบนะจ๊ะ”

แสงจันทร์ข้างขึ้นสาดส่องแสงอ่อนๆลงมากระทบสองสามีภรรยาและ ‘ลูก’

พลัน ‘ลูก’ ก็ขยับแขนทั้งสองข้างไปจับมือสองสามีภรรยาเอาไว้คนละข้าง ทั้งบังอรและวสันต์ชะงักค้าง รู้สึกถึงความเย็นเฉียบที่แผ่ออกมาจากมือ ‘ลูก’ ความเย็นนั้นค่อยๆลามจากมือที่ถูกจับขึ้นไปที่แขน ผิวมือที่ขาวของคนทั้งสองพลันเปลี่ยนเป็นหินสีขาว ลามขึ้นไปเรื่อยๆ จากแขนข้างหนึ่งก็ลามขึ้นไปที่หัวไหล่ จากหัวไหล่ก็ลามไปที่คอ และหลัง ลามขยายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคนทั้งสองกลายเป็นหินโดยสมบูรณ์

บัดนี้ บนโต๊ะหิน กลับมีรูปปั้น 3 รูปนั่งอยู่บนโต๊ะ ดูแล้วเหมือนรูปปั้นครอบครัวสุขสันต์ที่กำลังนั่งล้อมวงจับมือกัน อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างมีความสุข

วันรุ่งขึ้น นัฐพลก็ได้รับรายงานจากลูกน้องว่า ‘เฝ้ามาทั้งคืน ยังไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ’

เขาอ่านรายงานแล้วก็ขบกรามอย่างหงุดหงิด “เอ้อ! คอยดูซิ ฉันจะจับหางเธอให้ได้ จับได้เมื่อไหร่พ่อจะจับขังซะให้เข็ดเลยไอ้พวกค้ายาทั้งหลายเนี่ย!”

แล้วเขาก็รีบไปอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน

เมื่อไปถึงที่ทำงานเขาก็เข้าไปรายงานหัวหน้า ผู้การฯชัยยศก็พยักหน้ารับรู้ สั่งว่า “จับตาดูต่อไปอีกซักระยะ ถ้ายังไม่เจออะไรก็ค่อยเลิกล่ะกัน”

“ครับท่าน” นัฐพลรับคำสั่งแล้วก็เดินกลับไปที่โต๊ะตัวเอง จากนั้นก็คว้ากระเป๋าแล้วขับรถออกจากที่ทำงาน ไปคอยจับตาดูนิมิตรา

นิมิตรายืนรดน้ำต้นไม้หน้าร้าน เมื่อเห็นรถของนัฐพลมาจอดซุ่มอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลก็เหยียดยิ้มมุมปาก พูดเบาๆว่า “ตำรวจคนนั้นมาอีกแล้ว”

เถาไม้เลื้อยดอกสีแดงถูกลมพัดปลิวมาแตะแขนนิมิตรา นิมิตราลูบยอดเถาไม้เบาๆ “คอยเฝ้าคนๆนั้นให้ด้วยนะ”

แล้วเธอก็จับเถาไม้ไปพันกับค้าง จากนั้นก็เดินเข้าร้านไป

นัฐพลชะเง้อมองอย่างไม่ให้คลาดสายตา เขาหยิบแซนวิสมากิน ตาก็มองจ้องร้านดรีมแกลลอรี่

เฝ้ามองมาครึ่งวัน ก็ยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวใดๆสักนิด ไม่มีลูกค้าเข้าร้านแม้แต่คนเดียว ผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา แต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับร้านแกลลอรี่เล็กๆแห่งนี้เลยสักนิด ก็นะ งานศิลปะมันเอาไว้ดู มันกินไม่ได้ใครหน้าไหนจะสนใจล่ะ

เขานั่งเฝ้าอยู่ในรถจนหมดวัน ก็ยังไม่เห็นมีลูกค้าเข้าร้านซักคน จนกระทั่งลูกน้องมาสับเปลี่ยน เขาจึงได้ขับรถกลับบ้านไป

รุ่งเช้า เขาก็ไปเฝ้าใหม่ เฝ้าอยู่อย่างนี้จนถึง 6 วัน ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆเลย ขณะที่กำลังนั่งเฝ้าอยู่ จู่ๆ ผู้การฯชัยยศก็โทรมาสั่งว่า “คุณไปดูที่บ้านอาจารย์วสันต์ที ญาติเขาแจ้งความกับตำรวจว่าอาจารย์กับภรรยาหายไป ติดต่อไม่ได้ ผมจำได้ว่าสองคนนี้คุณบอกว่าเป็นลูกค้าร้านดรีมแกลลอรี่นี่น่า”

“อะไรนะครับ? หายไปเหรอครับ”

“อืม”

“ครับๆ งั้นผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละครับ” นัฐพลรับคำสั่งแล้วก็รีบขับรถไปทันที นิมิตราเดินออกมามองอยู่หลังประตูกระจก “ไปแล้ว ดี”

แล้วเธอก็เดินกลับไปนั่งกินผลไม้ นั่งจิ้มมือถือเล่นเกมส์ต่อ

เมื่อนัฐพลไปถึงบ้านอาจารย์วสันต์ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงรองศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมพอดี วสันต์จึงไม่ได้ไปมหาวิทยาลัย นัฐพลจอดรถแล้วเดินเข้าไปในบ้าน ตำรวจท้องที่ก็ยกมือห้าม นัฐพลจึงชูบัตรให้ดู ตำรวจก็เปิดทางให้เข้า “เชิญครับ”

ตำรวจซึ่งทำคดีกำลังสอบปากคำญาติของวสันต์อยู่ นัฐพลจึงเดินเข้าไปยืนฟังอย่างเงียบๆ อรุณ ซึ่งเป็นพี่สาวของวสันต์ก็ให้ปากคำว่า “คือ วันนี้ป้ากับสันต์นัดกันไว้ว่าจะเอากระดูกหลานทรไปลอยอังคารกันน่ะ แต่ป้าโทรหาสันต์กับอรไม่ติดก็เลยมาตามนี่แหละ ปกติสันต์น้องชายป้าไม่ใช่คนเหลวไหลนะ นัดเป็นนัด จะติดธุระอะไรก็ต้องโทรบอก แต่นี่กลับติดต่อไม่ได้ ป้าเปิดบ้านมาก็เห็นรถจอดอยู่ จะว่าไปไหนมันก็ไม่ใช่ล่ะ…”

นัฐพลฟังญาติให้ปากคำ แล้วขยับไปกระซิบถามตำรวจที่อยู่ใกล้ๆ “พบอะไรไหมครับ?”

ตำรวจเหลือบมอง เขามองบัตรที่ห้อยคอเห็นยศใหญ่กว่าตัวเอง จึงตอบว่า “ไม่พบร่องรอยงัดแงะรื้อค้นเลยครับ”

“อ่อ” นัฐพลพยักหน้ารับรู้ แล้วตำรวจอีกคนก็มากระซิบกระซาบกับตำรวจคนที่เขาถาม “พบกระเป๋าสตาง มือถือ กุญแจรถของเจ้าของบ้านอยู่ในห้องนอนครับ ไม่มีร่องรอยการงัดแงะครับ”

“อืมๆ” ตำรวจพยักหน้ารับรู้ นัฐพลจึงขยับไปกระซิบว่า “ผมขอเดินดูรอบๆบ้านหน่อยนะครับ”

“เชิญครับ” ตำรวจพยักหน้า นัฐพลจึงเดินดูสถานที่ สำรวจตรวจตราราวกับกำลังสแกนหาวัตถุต้องสงสัยทุกตารางนิ้วเลยทีเดียว บ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย ข้าวของวางเรียงเป็นระเบียบ เขาเดินดูไปเรื่อยๆ ดูในบ้านจนทั่วแล้วจึงเดินไปดูรอบๆบ้าน เมื่อไปถึงสวนเล็กๆหลังบ้าน สายตาก็สะดุดกับรูปปั้นสีขาว 3 ตัวบนโต๊ะหิน เขาเดินเข้าไปดูรูปปั้นอย่างแปลกใจ เพราะรูปปั้นสีขาว ดูไม่ค่อยเข้ากับโต๊ะปูนเลยสักนิด เขาสะดุดตากับรูปปั้นตัวเล็กที่สุด จำได้ว่าคล้ายกับจะเคยเห็นมาก่อน พลัน! เขาก็นึกออก รีบหยิบมือถือมาเปิดคลิปที่ลูกน้องส่งมาให้

ครั้นดูคลิปจบ เขาก็หยุดภาพในคลิปเอาไว้ แล้วเอามือถือไปเทียบกับรูปปั้น “อืม เหมือนกับตัวในคลิปเลย”

เขามองภาพในมือถือกับรูปปั้นสลับไปสลับมา “งั้น นี่ก็เป็นรูปปั้นตัวนั้นที่มาจากร้านดรีมแกลลอรี่ซินะ”

เขาหันไปมองรูปปั้นอีก 2 ตัว ขมวดคิ้ว “ว่าแต่ อีกสองตัวนี่ล่ะ?”

เขามองรูปปั้นสลับไปสลับมา แต่มองจนตาแทบถลนก็ยังหาคำตอบไม่ได้ ในที่สุดเขาก็คิดว่า “ถ้างั้นคงต้องไปตามเด็กนั่นมาถามล่ะกัน”

คิดแล้ว เขาก็รีบเดินไปที่รถ ขับออกไปอย่างว่องไว เมื่อไปถึงร้านดรีมแกลลอรี่ เขาก็จอดรถหน้าประตูร้านเลยทีเดียว แล้วผลักประตูเข้าไป นิมิตราเงยหน้ามอง “สวัสดี…”

ยังพูดไม่ทันจบประโยค มือก็ถูกคว้าแล้ว

“ไปกับผมหน่อย” นัฐพลพูดพลางดึงข้อมือนิมิตราให้ลุกขึ้น นิมิตราทำหน้างง “เฮ้ๆ อะไรกันคะคุณตำรวจ? อยู่ๆก็มาจับมือถือแขนกันแบบนี้น่ะ อยากโดนเรียกค่าสินสอดรึไงคุณ!”

“ไปกับผมก่อน” นัฐพลบอกอย่างใจร้อน นิมิตราขืนตัวไว้ “ไปไหน?”

“ไปบ้านคุณวสันต์” นัฐพลบอก นิมิตราบิดข้อมือพยายามให้หลุดจากอุ้งมือเขา “ไปทำไม?”

“จะไปดีๆหรือจะให้ผมจับ” นัฐพลพูดเสียงเข้มอย่างหงุดหงิด นิมิตราลอยหน้าลอยตาถาม “จับอะไร? พูดให้ชัดๆนะคุณตำรวจ จะมาขอจับนมจับก้น ไม่ได้นะ อยากโดนข้อหาลวนลามก็ลองจับดูซิ ร้านฉันมีกล้องนะคุณ”

เธอชี้ไปที่กล้องวงจรปิดตรงมุมห้อง นัฐพลหน้ากระตุกยึกๆ ปากกวนๆแบบนี้มันน่าสั่งสอนชะมัด!

ทั้งสองจ้องตากันเขม็ง จนในที่สุดนัฐพลก็เป็นฝ่ายพูดว่า “ไปช่วยผมหน่อยเถอะนะ พลีสสสส”

“ช่วยอะไรล่ะ?” นิมิตราถามน้ำเสียงอ่อนลง นัฐพลถอนหายใจเฮือก อธิบายว่า “คือที่บ้านคุณวสันต์ผมเห็นรูปปั้น 3 ตัว ผมเลยอยากให้คุณไปช่วยดูหน่อยว่า รูปปั้น 3 ตัวนั่นเป็นของที่ซื้อไปจากร้านคุณใช่ไหม?”

“ฉันจำได้ว่าคุณวสันต์ซื้อรูปปั้นจากร้านฉันไปตัวเดียวนะ” นิมิตราพูดอย่างมั่นใจ

“งั้นคุณช่วยไปดูหน่อยว่า ตัวไหนเป็นของร้านคุณ” นัฐพลบอกพลางรั้งข้อมือ นิมิตรามองมือตัวเองที่ถูกจับ นัฐพลจึงยอมปล่อยมือ แล้วผายมือเชิญ “เชิญครับ”

นิมิตราจึงเดินไปด้วยท่าทางราวกับเป็นนางพญาผู้สูงส่ง นัฐพลมองท่าทางแบบนั้นแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกกดให้กลายเป็นบ่าวยังไงอย่างงั้น แต่เขาก็จำใจข่มความรู้สึกไม่ค่อยพอใจลงไป นิมิตราเดินไปถึงข้างรถ ใช้สายตาสั่ง นัฐพลหน้ากระตุกยึกๆ แต่ก็ขยับไปเปิดประตูรถให้ นิมิตรายิ้มให้ด้วยรอยยิ้มที่เสแสร้ง พูดว่า “ขอบคุณค่ะ”

เธอเข้าไปนั่งในรถ นัฐพลจึงปิดประตูรถแล้วรีบเดินไปนั่งหลังพวงมาลัย ขับรถออกไป ระหว่างทาง ทั้งสองไม่ได้พูดคุยอะไรเลย นิมิตรามองตรงไปข้างหน้า นั่งนิ่งราวรูปปั้น มีเพียงดวงตาที่กะพริบเป็นบางครั้งเท่านั้น นัฐพลเหลือบมอง คิดในใจว่า ถ้าเธอเป็นรูปปั้นก็เป็นรูปปั้นที่สวยงามมาก

จนกระทั่งไปถึงบ้านวสันต์ นัฐพลจอดรถแล้วก็รีบเดินไป แต่พอหันไปเห็นเธอไม่เปิดประตูลงมา เขาจึงเดินกลับไปเปิดประตูรถแล้วคว้าข้อมือเธอหมับ “มาซิ”

นิมิตรามองมือเขาอย่างไม่พอใจ ใช้สายตาสั่ง นัฐพลปล่อยมือหดมือกลับมา ขยับถอยห่างนิดนึง นิมิตราลุกออกมา ขณะที่ก้าวผ่านเขา กลิ่นหอมก็ลอยเข้าจมูกนัฐพล นัฐพลสูดกลิ่นหอมเข้าไป เขารู้สึกว่าชอบกลิ่นน้ำหอมของเธอมาก นิมิตราเดินไปเจ็ดแปดก้าวแล้ว แต่นัฐพลยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เธอจึงดีดนิ้วทีหนึ่ง เสียงดีดนิ้วทำให้นัฐพลสะดุ้ง เขากะพริบตาปริบๆ มองไปรอบๆคล้ายคนเพิ่งตื่นจากห้วงฝัน นิมิตราพูดว่า “ยืนเหม่ออะไรของคุณ? รีบมาซิ ฉันจะได้กลับไปเล่นเกมส์ต่อ”

นัฐพลหันไปมอง แล้วปิดประตูรถ จากนั้นก็เดินนำเธอเข้าไปในบ้านวสันต์ ตำรวจท้องที่กำลังเดินถ่ายรูป ถ่ายคลิปเก็บหลักฐานกันอยู่ เมื่อเห็นตำรวจจากส่วนกลางมาจึงไม่ได้ขัดขวางอะไร เพราะก่อนหน้านี้ผู้กองเจ้าของคดีก็ได้รับโทรศัพท์จากเจ้านายแล้วว่าจะมีตำรวจจากสำนักงานตำรวจฯมาร่วมทำคดีด้วย ส่วนรายละเอียดที่ว่าทำไมต้องมีตำรวจจากส่วนกลางมาร่วมทำคดี เจ้านายก็ไม่ได้บอก

นัฐพลเดินนำไปหลังบ้าน นิมิตราเดินตามไป แต่พอเห็นรูปปั้นตากแดด เธอก็เบิกตากว้าง “ตายแล้ว! ทำไมเอามาตากแดดตากลมแบบนี้ล่ะ? เสียของหมด ทั้งๆที่เตือนแล้วเตือนอีกก็ไม่ฟังคำเตือนเลย”

เธอรีบเดินเข้าไปในบ้าน ค้นหาผ้าผืนใหญ่ๆได้ 3 ผืนก็รีบเอาไปคลุมรูปปั้นทั้ง 3 รูป นัฐพลยืนดูเฉย จับสังเกตทุกการกระทำของนิมิตรา จนเธอคลุมรูปปั้นเสร็จก็ถามว่า “ทำไมต้องคลุมด้วยล่ะ? รูปปั้นตั้งโชว์ในสวน จะตากแดดตากลมบ้างก็ไม่เป็นอะไรอยู่แล้วนี่”

“ใครว่าเป็นรูปปั้นตั้งโชว์ในสวนล่ะ นี่เป็นรูปปั้นตั้งในบ้านต่างหาก ถ้าตากแดดตากลมบ่อยๆ ผิวรูปปั้นก็เสียหมดซิคุณ” นิมิตราบอก นัฐพลพยักหน้าเข้าใจ “อ่อ”

แล้วเขาก็ถามว่า “ถ้างั้นคุณช่วยบอกผมหน่อยว่ารูปปั้นตัวเล็กนั่นใช่ของร้านคุณใช่ไหม? แล้วอีกสองตัวนี่ล่ะ? คุณวสันต์ซื้อมาจากร้านคุณรึเปล่า?”

นิมิตราพยักหน้า “ตัวนั้น คุณวสันต์ซื้อมาจากร้านฉันจริง ส่วน 2 ตัวนี้ไม่ใช่ แต่ถ้าจะขายคืนทางร้านฉันก็จะรับซื้อคืน แต่ก็ต้องหักค่าเสียหายตามราคานะคะ”

ประโยคหลังเธอจงใจพูดให้ญาติของวสันต์ได้ยิน ซึ่งพี่สาวของวสันต์กำลังเดินมาทางนี้กับตำรวจคนหนึ่ง อรุณพอได้ยินก็รีบเดินมาทันที “อุ้ย คุณจะรับซื้อรูปปั้นใช่ไหมคะ?”

“ค่ะ” นิมิตราพยักหน้ารับ รีบหยิบนามบัตรยื่นให้ “ร้านดรีมแกลลอรี่ค่ะ”

อรุณรับนามบัตรไปมองดูแล้วก็เก็บนามบัตรใส่กระเป๋ากางเกงเอาไว้ หันไปมองรูปปั้นที่ถูกผ้าคลุมเอาไว้แล้ว ก็เบนสายตากลับมามองนิมิตรา พูดว่า “รูปปั้นอะไรก็ไม่รู้ ไม่รู้สันต์จะซื้อมาทำไม ดูน่าขนลุกพิกล”

“ถ้าจะขายคืนก็ติดต่อมานะคะ” นิมิตรายิ้มให้ อรุณพยักหน้ารับ “ค่ะ”

ตำรวจก็ถ่ายรูปถ่ายคลิปเก็บหลักฐาน ครั้นถ่ายเสร็จก็หันมาพูดกับญาติเจ้าของบ้านว่า “เสร็จแล้วครับ”

อรุณจึงพาตำรวจเดินไปถ่ายคลิปเก็บหลักฐานที่อื่นต่อ นิมิตราหันไปพูดกับนัฐพลว่า “หมดธุระแล้ว งั้นฉันกลับล่ะ”

พูดแล้วก็เดินไปเลย นัฐพลกะพริบตาปริบๆ “เฮ้ คุณ รอผมด้วย”

เขารีบเดินตามเธอไป พอตามทันก็คว้าข้อมือหมับ นิมิตราชะงัก หันไปมองมือเขาอย่างถือตัว ใช้สายตาสั่ง นัฐพลจึงปล่อยมือ พูดว่า “เดี๋ยวผมไปส่ง”

นิมิตราจึงเดินไปที่รถเขา นัฐพลตามมาเปิดประตูรถให้ นิมิตราก้าวไปนั่งในรถ นัฐพลปิดประตูรถให้แล้วเดินไปนั่งหลังพวงมาลัย จากนั้นก็ขับรถไปส่งนิมิตรา ระหว่างทาง ทั้งสองก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลยจนกระทั่งถึงร้าน เมื่อรถจอดสนิทหน้าประตู นิมิตราก็เปิดประตูรถลงไปทันที แล้วเดินเข้าร้านไปเลย นัฐพลมองตามอย่างหงุดหงิด แต่พอนึกถึงเรื่องงาน เขาจึงขับรถกลับไปที่บ้านของวสันต์อีกครั้ง

เมื่อไปถึง เขาก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ซักถามตำรวจท้องที่อย่างละเอียดยิบ รวมทั้งเดินไปสอบถามเพื่อนบ้านข้างๆ รวมทั้งระแวกใกล้เคียงเท่าที่จะสอบถามได้ เขาถาม ถาม ถาม จนได้ข้อสรุปว่า เห็นวสันต์กับบังอรครั้งสุดท้ายก็คือเมื่อ 6 วันที่แล้ว หลังจากนั้นก็ไม่มีใครเห็นสองผัวเมียคู่นี้อีกเลย หลังจากสอบปากคำเพื่อนบ้านเสร็จแล้ว ขอไลน์ตำรวจท้องที่เสร็จ นัฐพลก็กลับไปเรียบเรียงคดีที่สำนักงาน

คดีนี้ก็กลายเป็นคดีที่มีคนสูญหายอีกคดีหนึ่ง นัฐพลเร่งอ่านข้อมูลแทบไม่หยุดไม่พักเลยทีเดียว

ระหว่างที่ตำรวจกำลังสืบคดี อรุณก็จัดแจงขนย้ายทรัพย์สินมีค่าของน้องชายกับน้องสะใภ้ไปเก็บไว้ที่บ้านตัวเองก่อน เพราะกลัวว่าโจรจะเข้ามางัดแงะขโมยของ ส่วนรูปปั้น 3 ตัวนั้น เธอก็ติดต่อร้านดรีมแกลลอรี่ตามนามบัตรที่ได้มา

เมื่อไปถึงร้าน ก็พบพนักงานสาวสวยยืนเปิดประตูต้อนรับ “เชิญค่ะ คุณอรุณ”

อรุณเดินเข้าไปในร้าน ราตรีก็ปิดประตูแล้วหันไปผายมือเชิญ “เชิญนั่งก่อนค่ะ”

อรุณนั่งลง มองไปรอบๆร้าน รู้สึกปลอดโปร่งใจเป็นพิเศษ กลิ่นหอมอ่อนๆทำให้เธอรู้สึกสดชื่นมากทีเดียว เมื่อมองหาที่มาของกลิ่นหอมก็พบว่ามาจากดอกไม้สดที่จัดใส่แจกันตั้งตามมุมต่างๆอย่างสวยงาม ดอกมะลิซ้อนให้กลิ่นหอมเย็นสดชื่น จนเธอคิดว่ากลับไปคงต้องหาต้นมะลิมาปลูกที่บ้านบ้างแล้ว จะได้ตัดดอกมาใส่แจกันเหมือนอย่างนี้บ้าง แม้ไม่สวยฉูดฉาด แต่ให้กลิ่นหอมสดชื่นดีจัง

“รอซักครู่ค่ะ เดี๋ยวท่านก็มาแล้วค่ะ” ราตรีบอก พร้อมกับวางชาร้อนตรงหน้าแขก อรุณพยักหน้า “ขอบคุณค่ะ”

เธอยกชาขึ้นจิบ นิมิตราก็เดินออกมาจากด้านใน ยิ้มแย้มทักทายแขกว่า “สวัสดีค่ะคุณอรุณที่ติดต่อมาว่าจะขายรูปปั้นคืนใช่ไหมคะ?”

“ค่ะๆ” อรุณรีบพยักหน้ารับ นิมิตรานั่งลง ราตรีก็ขยับมาส่งแฟ้มเอกสารให้ “สัญญาซื้อขายของคุณวสันต์ค่ะท่าน”

“ขอบใจ” นิมิตรารับแฟ้มมาเปิด แล้วก็เลื่อนแฟ้มไปตรงหน้าอรุณพูดว่า “คือถ้าจะขายคืน ทางร้านหักค่าซื้อคืน 20% ค่ะ รวมกับค่าเสียหายที่ลูกค้าเอารูปปั้นไปตั้งตากแดดอีก 10% ค่ะ รวมเป็น 30% จากราคาตามสัญญาค่ะ”

Chapter 8 รูปปั้น 2

อรุณมองเอกสารแว๊บเดียว รีบพยักหน้ารับ “30% ก็ไม่เป็นไรค่ะ คุณช่วยรีบไปยกรูปปั้นพวกนั้นไปให้พ้นๆบ้านทีเถอะ เห็นทีไรขนลุกทุกที”

“คือทางเรารับซื้อคืนเฉพาะรูปปั้นเด็กที่คุณวสันต์ซื้อไปเท่านั้นค่ะ ส่วนอีก 2 ตัวคุณวสันต์ไม่ได้ซื้อจากที่ร้านของเราค่ะ” นิมิตราบอกน้ำเสียงเรียบเรื่อย อรุณเบิกตาโต คล้ายจะร้อนใจ “คุณช่วยรับซื้อไปด้วยเลยค่ะ จะราคาเท่าไหร่ป้าก็ไม่เกี่ยงค่ะ”

“แน่ใจว่าจะขายนะคะ?” นิมิตราถามย้ำน้ำเสียงจริงจัง อรุณรีบพยักหน้า “ขายค่ะ คือป้าอยากขายค่ะ”

“ถ้างั้นดิฉันจะรับซื้อไว้ในราคาตัวละ……….บาท ล่ะกันค่ะ” นิมิตราบอก อรุณรีบพยักหน้าหงึกๆ “ค่ะๆ”

ราตรีก็ยื่นสัญญาซื้อขายให้อรุณเซ็น “ถ้าจะขาย คุณเซ็นเอกสารตรงนี้ ตรงนี้ แล้วก็ตรงนี้ค่ะ อ่อ ขอบัตรประชาชนด้วยค่ะ”

อรุณรีบหยิบบัตรประชาชนส่งให้ ราตรีรับไปแล้วเดินไปถ่ายเอกสาร จากนั้นก็เดินกลับมายื่นสำเนาบัตรประชาชนกับบัตรให้อรุณ “เซ็นรับรองสำเนาถูกต้องด้วยค่ะ”

อรุณรีบเซ็นทันที เมื่อเซ็นเสร็จแล้ว ราตรีก็รับสัญญาซื้อขายไปตรวจดูรายละเอียด จากนั้นก็พยักหน้ากับเจ้านาย “เรียบร้อยค่ะ”

ราตรีส่งสัญญาซื้อขายฉบับหนึ่งให้อรุณพร้อมกับเช็คเงินสดแล้วบอกว่า “เดี๋ยวตอน 1 ทุ่ม ดิฉันจะไปรับรูปปั้นค่ะ”

“ไปตอนนี้เลยไม่ได้เหรอคะ?” อรุณถาม ราตรีก็บอกว่า “ตอน 1 ทุ่มดีกว่าค่ะ รถไม่ติดมาก”

อรุณหันไปมองการจราจรบนถนนแล้วก็พยักหน้า “ก็จริงของคุณค่ะ กำลังเลิกงานพอดีเลย”

เมื่อเซ็นสัญญาแล้ว นิมิตราก็พูดว่า “เดี๋ยวคุณช่วยดูแลคุณอรุณหน่อยนะ ขอตัวก่อนนะคะ พอดีดิฉันมีงานค้างอีกนิดหน่อยต้องเร่งทำให้เสร็จน่ะค่ะ”

“อ่อ เชิญค่ะๆ” อรุณพยักหน้า นิมิตราก็ลุกขึ้นเดินกลับเข้าไปด้านใน ราตรีก็ยืนคอยดูแลแขก อรุณยกชาขึ้นจิบ มองดูภาพไปเรื่อยๆ ตาก็เคลิ้มหลับไป ราตรีก็รีบจับแก้วชาที่กำลังจะเอียงหก วางบนโต๊ะ แล้วเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะ จนกระทั่ง 1 ทุ่ม ราตรีก็เดินไปปลุกอรุณ “คุณอรุณค่ะ ถึงเวลาไปรับรูปปั้นแล้วค่ะ”

อรุณสะดุ้งตื่น หน้าตางัวเงีย กะพริบตาปริบๆ “อุ้ยตาย ขอโทษทีค่ะ เผลอหลับไปซะได้”

ราตรียิ้มให้ “เชิญค่ะ”

อรุณจึงลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกไปขึ้นรถตัวเอง จากนั้นก็ขับไปบ้านน้องชาย ราตรีก็ขับรถกระบะตามไป

เมื่อไปถึงบ้านวสันต์ ราตรีก็เดินไปยกรูปปั้นขึ้นรถ อรุณยืนมองอย่างอึ้งๆ “โห คุณแข็งแรงจัง ยกคนเดียวได้ด้วย”

“ไม่หนักเท่าไหร่ค่ะ อีกอย่างดิฉันชอบเล่นยกน้ำหนักค่ะ” ราตรีบอก พลางแบกรูปปั้นไปขึ้นรถ แล้วก็เดินไปแบกรูปปั้นอีกตัว จากนั้นก็อีกตัว อรุณที่ทำท่าว่าจะช่วยจึงได้แต่ยืนดูเฉยๆ ราตรีแบกรูปปั้นขึ้นรถหมดแล้วก็เอาผ้าคลุมรูปปั้นแต่ละตัวเอาไว้ จากนั้นก็เอาเชือกมัดๆจนแน่นหนา อรุณเดินมาดูราตรีทำงาน ชมว่า “คล่องเชียว”

ราตรียิ้มให้ พอมัดเชือกเสร็จก็หันไปพูดว่า “ลาล่ะค่ะคุณป้า”

“ค่ะๆ กลับดีๆนะคะหนู” อรุณพยักหน้า รู้สึกโล่งอกที่รูปปั้น 3 ตัว ไปพ้นๆบ้านเสียที

ราตรีก็ขับรถกลับร้าน เมื่ออยู่ในรถแล้ว รอยยิ้มก็จางหายไป ใบหน้าเรียบขึงไร้รอยอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น จนถึงร้าน เธอก็จอดรถ ยกรูปปั้นลง เอาเข้าไปเก็บไว้ในห้องอย่างเรียบร้อย จากนั้นก็กดปุ่มปิดประตูม้วน เมื่อประตูม้วนปิดลง ไฟในร้านก็ดับพรึ่บ! ทุกหนแห่งมืดสนิท

บทที่ 4 หมาป่า

ณ คฤหาสน์ของชวิน ลูกค้าขาประจำของร้านดรีมแกลลอรี่ ชวินนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น

วิกานดาลูกสาวของชวินลงมาหาของกินตอนดึกๆ ได้ยินเสียงกุกกักก็ทักว่า “ฮั่นแน่! คุณพ่อคะ อย่างอื่นกินไม่ได้นะคะ คุณหมอห้ามค่ะ กินได้แต่ผลไม้นะคะน้ำตาลจะได้ไม่ขึ้น”

แต่พอสายตาเห็นร่างพ่อนอนจมกองเลือดอยู่ที่พื้นครัว ถูกมีดปักอกเล่มหนึ่ง เธอก็ตกใจ “คุณพ่อ!”

วินาทีต่อมาเธอก็กรี๊ดร้องลั่น “กรี๊ดดดดดด…”

เธอถลันเข้าไปหาพ่อ กำลังจะก้มลงไป พลัน! ข้างหลังเธอก็มีคนๆหนึ่งปรากฏขึ้น พร้อมกับบางสิ่งที่ฟาดเข้ามาที่ขมับเธอ เพล้ง! เสียงแก้วแตก เธอรู้สึกเจ็บแปล๊บที่ขมับจนมึนงง เธอหันไปมองข้างหลัง เธอเห็นหน้าคนๆนั้น พลัน! สติก็ดับวูบไป

“เฮ้ยๆ เสียงคุณหนูร้อง รีบไปดูเร็ว!” เสียงดังแว่วมา ทำให้คนที่ยืนถือขวดรีบทิ้งขวดเอาไว้แล้วรีบหนีไปทันที

เมื่อคนรับใช้ วิ่งมาถึงก็เห็นคุณหนูวิกานดาล้มอยู่ที่พื้น ข้างๆกันนั้นคุณผู้ชายก็นอนจมกองเลือดอยู่ “เฮ้ย!”

“กรี๊ดดดดด…”

คนรับใช้ตกใจหน้าซีดเผือด ร้องลั่น

“เกิดอะไรขึ้น?” วัชระรีบวิ่งมา แหวกๆคนรับใช้ที่ยืนมุงเข้าไปดู พอเห็นเหตุการณ์ชัดๆก็ตกใจ “คุณพ่อ! น้องวิ!”

เขาหันไปสั่งคนรับใช้ว่า “รีบโทรแจ้งตำรวจเร็วเข้า!”

คนรับใช้บางคนตั้งสติได้รีบเอามือถือที่ถืออยู่ในมือโทรแจ้งตำรวจทันที วัชระถลันเข้าไปประคองน้องสาวขึ้นมา พร่ำเรียกอย่างตกใจว่า “น้องวิ!ๆๆๆๆ”

ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา ตำรวจก็มาถึง

หลังจากซักถามอยู่ครู่หนึ่ง ตำรวจก็เรียกรถพยาบาลให้มารับคนเจ็บ กับเก็บศพคนตาย วัชระก็ไปกับรถพยาบาลด้วย เขานั่งกุมมือน้องไปตลอดทาง

เมื่อไปถึงโรงพยาบาล วิกานดาก็ถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉินทำแผลที่ศีรษะ จากนั้นก็ถูกส่งตัวขึ้นห้องพัก วัชระก็ตามเฝ้าไม่ห่าง จนกระทั่งวิกานดาฟื้นขึ้นมา “โอย เจ็บ”

“น้องวิ” วัชระมองน้อง วิกานดาได้ยินเสียงที่คุ้นเคยก็เรียก “พี่วัช”

“เป็นยังไงบ้าง?” วัชระถามน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย

“ทำไมมันมืดแบบนี้ล่ะคะ? ไฟดับเหรอพี่วัช?” วิกานดาถาม วัชระหรี่ตาลง พูดว่า “ไฟไม่ดับนะ วิเป็นอะไร?”

วิกานดาขมวดคิ้ว “ไฟไม่ดับ แต่ทำไมมันมืดแบบนี้ล่ะคะ?”

วัชระยื่นมือไปโบกๆตรงหน้าน้อง ดวงตาใสไม่ตอบสนองต่อมือสักนิด “วิเห็นมือพี่ไหม?”

“ไม่ค่ะ” วิกานดาตอบ ใจเสีย น้ำตาไหล “นี่วิ ตาบอดเหรอ?”

“วิจำได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?” วัชระถาม

“วิ…” วิกานดาพยายามนึก “วิเห็นคุณพ่อถูกแทง นอนอยู่ในครัว หลังจากนั้นวิก็เจ็บหัว แล้ววิก็จำอะไรไม่ได้แล้ว”

“เห็นคนร้ายไหม?” วัชระถามอีก

“เห็นค่ะ” วิกานตาตอบ ทำให้วัชระตัวเกร็งขึ้นมาทันที

“วิเห็นคน ผู้ชาย แต่วิไม่เห็นหน้า มีอะไรเข้าตาวิ วิเลยมองเห็นหน้าไม่ชัดค่ะ หลังจากนั้นวิก็ไม่รู้อะไรแล้ว”

คำตอบของน้องสาวทำให้วัชระคลายอาการตัวเกร็งลง มือที่กำอยู่ค่อยคลายออก “งั้นเดี๋ยวพี่ตามหมอมาตรวจก่อนนะ”

“พี่วัช วิกลัว” วิกานดายื่นมือไปทางที่ได้ยินเสียง วัชระก็ลุกไปตามหมอ

ครั้นหมอมาตรวจก็ลงความเห็นว่า อาจจะตาบอดชั่วคราวจากการกระทบกระเทือน ต้องรอดูอาการต่อไปอีกสักระยะ

เมื่อหมอออกไปแล้ว วิกานดาก็ถามถึงคุณพ่อ วัชระก็ตอบว่า “คุณพ่อตายแล้ว”

วิกานดาน้ำตาไหล ร้องไห้โฮๆ วัชระก็คอยปลอบใจอยู่ข้างๆ

หลังจากนั้น 2 วัน วิกานดาก็ได้ออกจากโรงพยาบาล เรื่องงานศพก็ได้วัชระช่วยจัดการทุกอย่างให้ เธอแค่นั่งฟังพระสวด แล้วก็กลับไปพักผ่อนที่บ้าน ผู้คนที่มาร่วมงานศพก็ทยอยมาพูดกับวิกานดาอย่างเห็นอกเห็นใจ ซึ่งมีทั้งเสแสร้งและจริงใจปะปนกันไป

จนกระทั่งถึงวันเผา แขกเหรื่อมาร่วมงานมากมาย เพราะชวินเป็นนักธุรกิจใหญ่ มีกิจการใหญ่โต คนรู้จักจึงมีมาก วัชระก็คอยรับแขก ส่วนวิกานดาก็นั่งอยู่บนรถเข็น ฟังเสียงผู้คนที่เข้ามาคุยด้วย มีคนรับใช้หญิงคอยดูแลอยู่ข้างๆคนหนึ่ง

หลังจากงานเผาเสร็จสิ้นไปแล้ว วัชระก็พาวิกานดาไปลอยอังคาร หลังกลับจากลอยอังคารแล้ววิกานดาก็สั่งคนขับรถว่า “ไปร้านดรีมแกลลอรี่”

คนขับรถเหลือบมองวัชระ เห็นวัชระพยักหน้า จึงพยักหน้ารับ “ครับคุณหนู”

เมื่อไปถึงร้านดรีมแกลลอรี่ วัชระก็ประคองแขนน้องสาวเดินเข้าไปในร้าน ราตรีเดินมาต้อนรับลูกค้า “สวัสดีค่ะคุณวิกานดา”

“สวัสดีค่ะ” วิกานดาทักทายตอบ

วัชระก็บ่นว่า “ตามองไม่เห็น จะดูภาพได้ไงล่ะน้องวิ พี่ว่ากลับกันเถอะ”

“ภาพ ไม่จำเป็นต้องใช้ตาดูเสมอไปนะคะคุณลูกค้า ภาพทุกภาพถ้าใช้ใจมอง จะเห็นภาพที่สวยยิ่งกว่าตาเห็นเสียอีกค่ะ”

นิมิตราเดินออกมาจากด้านใน แล้วก็ทักทายว่า “สวัสดีค่ะคุณวิกานดา ไม่พบกันเสียนานเชียว ทราบข่าวคุณชวินแล้ว เสียใจด้วยค่ะ”

วัชระมองนิมิตราอย่างไม่ค่อยชอบใจ คิดในใจว่า ใช่ซิ เสียใจที่ลูกค้ารายใหญ่ตายไง

“ขอบคุณค่ะ” วิกานดาพูด แล้วก็บอกว่า “คือวิตาบอดน่ะค่ะ ต่อไปนี้คงไม่ได้มาที่ร้านคุณอีกจนกว่าตาจะหายดี เลยอยากมาบอกคุณด้วยตัวเองน่ะค่ะ”

“แย่จังค่ะ” นิมิตราพูด “ถ้างั้นฉันพาคุณเดินดูภาพสักรอบก็แล้วกัน เผื่อว่าจะช่วยทำให้คุณจิตใจสงบดีขึ้น”

“เฮอะ คนตาบอด ยังจะดูอะไรได้อีกล่ะ” วัชระแค่นเสียงอย่างไม่ชอบใจ วิกานดารีบพูดว่า “วิอยากดู พี่วัชนั่งรอก่อนนะคะ”

“ก็ได้” วัชระจึงเดินไปนั่งที่โซฟา นิมิตรายื่นมือไปจับมือวิกานดาให้จับแขนตัวเอง “จับแขนฉันไว้ค่ะ”

“ขอบคุณค่ะ” วิกานดายิ้ม นิมิตราจึงพาวิกานดาเดินเข้าไปด้านใน วัชระมองอย่างไม่ค่อยชอบใจสักเท่าไหร่ หันไปมองพนักงานสาวที่ยืนเงียบอยู่ใกล้ๆแทน ขณะที่มองด้วยสายตากะขนาดทรวดทรงของพนักงานสาว จู่ๆ เขาก็เห็นพนักงานสาวกลายเป็นโครงกระดูกที่สวมเสื้อผ้าซะงั้น “เหวอ!”

ราตรีมองวัชระสายตาเรียบเฉย แต่ในแววตาลึกๆกลับปรากฏแววสะใจ สมน้ำหน้า!

วัชระกะพริบตา ภาพโครงกระดูกก็หายไป เขาสูดลมหายใจเข้าหลายที แล้วเพ่งมองพนักงานเขม็ง พนักงานก็ยังคงยืนนิ่งเงียบราวกับรูปปั้นอยู่อย่างนั้น เขาผ่อนลมหายใจลง แล้วพูดว่า “ผมจะไปรอที่ร้านคาเฟ่นั่นล่ะกัน”

“ค่ะ” ราตรีรับคำสั้นๆคำเดียว วัชระก็รีบลุกขึ้นเดินออกไป เขาไม่ชอบบรรยากาศที่ร้านนี้เอาซะเลย มากี่ทีก็รู้สึกอึดอัดจนต้องออกไปรอที่อื่นทุกครั้ง ไม่รู้ชวินกับวิกานดาชอบเข้าไปได้ไง?

นิมิตราพาวิกานดาเดินชมภาพไปเรื่อยๆ ในความมืดซึ่งมองไม่เห็นเพราะตาบอดและความเงียบงันของบรรยากาศรอบตัว ในสมองของวิกานดาก็คล้ายจะเห็นทุ่งหญ้าสีทอง อาบไล้ไปด้วยแสงสีแดงของพระอาทิตย์ตก เธอมองภาพนั้นอย่างตะลึง ชมว่า “สวยจังค่ะ”

“ถ้าใช้ใจมอง คุณจะเห็นได้ดีกว่าตาอีกค่ะ” นิมิตราพูด วิกานดารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงของนิมิตราในกะโหลกของตัวเอง เสียงที่ไม่ได้ผ่านหู ดังราวเสียงดนตรีอันไพเราะ

วิกานดาชื่นชมภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเธอก็ตกอยู่ในความมืดมิดอีกครั้ง นิมิตราก็พาเธอเดินไปชมภาพอื่นต่อ ในความมืดมิด วิกานดาเห็นรอบๆตัวปรากฎเป็นท้องน้ำสีฟ้าสดใส ฝูงปลาสีสันงดงามแหวกว่ายไปมาอย่างมีความสุข เธอชื่นชมภาพอย่างตะลึงลาน พูดว่า “ขอบคุณค่ะ”

นิมิตรายิ้ม พูดว่า “คุณมองไม่เห็นแบบนี้คงลำบากแย่”

“ก็ไม่ลำบากอะไรมากค่ะ มีคนใช้คอยดูแล มีพี่วัชคอยดูแล” วิกานดาพูดน้ำเสียงเจือแววเศร้า “เสียดายที่วิจำหน้าคนร้ายไม่ได้ พี่วัชบอกว่ากล้องในบ้านช่วงนั้นก็เกิดเสียทำให้ไม่มีภาพตอนช่วงเกิดเหตุ”

“แบบนี้คนร้ายก็ยังลอยนวลน่ะซิ” นิมิตราพูด วิกานดาพยักหน้า “จะทำไงได้ล่ะค่ะ ไม่มีหลักฐานอะไรซักอย่างนี่คะ”

“ฉันให้คุณยืมหมาป่าตัวนึงละกัน” นิมิตราบอก วิกานดาตกตะลึง “คะ?”

พลัน! เธอก็รู้สึกถึงความเย็นที่คอ จึงยกมือขึ้นจับ พบว่าเป็นสร้อยเส้นหนึ่ง ปลายนิ้วแตะบางสิ่งที่ปลายสร้อย น่าจะเป็นจี้ เธอใช้ปลายนิ้วคลำๆ เป็นจี้เล็กๆ อันหนึ่ง รูปร่างคล้ายสัตว์ชนิดหนึ่ง พลัน! ในความมืดมิด เธอก็เห็นหมาตัวใหญ่ตัวหนึ่ง รูปร่างเหมือนหมาป่าที่เคยเห็นตามวีดีโอสารคดีสัตว์โลก เธอผวา “อุ้ย!”

“เขาไม่ทำอะไรคุณหรอก เขาเชื่องจะตาย คุณยื่นมือไปให้เขาซิ” เสียงนิมิตราดังขึ้นมา วิกานดายื่นมือไป หมาป่าก็เดินเข้ามาดมมือด้วยท่าทางเป็นมิตร แล้วเลียมืออยู่พักใหญ่ “น่ารักจัง”

วิกานดายกมืออีกข้างลูบหัวหมาป่าสีเทา “มีชื่อไหม?”

“เรียกว่าเกรย์ค่ะ” เสียงนิมิตราดังในกะโหลก วิกานดาพยักหน้าพูดกับหมาป่าสีเทาว่า “ชื่อเกรย์เหรอจ๊ะ?”

เกรย์เลียมืออย่างเป็นมิตร เสียงนิมิตราก็ดังอีกว่า “ไปดูภาพต่อไปเถอะค่ะ”

วิกานดาพยักหน้า “ค่ะ”

เธอรู้สึกว่าจับแขนของนิมิตราอีกครั้ง ในความมืดมิด เธอเห็นเกรย์อยู่ข้างๆ เดินนำหน้าไปเล็กน้อยคล้ายจะนำทางให้เธอ “วิคงกำลังฝันซินะ ถึงได้เห็นอะไรแปลกๆแบบนี้น่ะค่ะ”

“คุณคิดว่าฝันก็คือฝัน คุณคิดว่าจริงก็คือจริง” เสียงนิมิตราบอก

“คงฝันจริงๆนั่นแหละค่ะ” วิกานดาพูด ยิ้มเศร้าๆ แล้วเธอก็เชิดหน้าสลัดความเศร้าออกไป “เอ้า ไหนๆก็ฝันแล้ว ขอฝันดีให้สุดๆไปเลยล่ะกัน”

“ค่ะ” เสียงนิมิตราดังขึ้น จากนั้นวิกานดาก็เห็นว่ารอบๆตัวเปลี่ยนไปอีก กลายเป็นทุ่งดอกไม้หลากสีสันบานสะพรั่งพลิ้วไหวไปกับสายลมเบาๆ เกรย์ก็อยู่ข้างๆ

บรรยากาศรอบๆตัวเปลี่ยนไปครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดก็กลับสู่ความมืดมิดอีกครั้ง มีเพียงเกรย์ที่ไม่หายไป ยังคงอยู่ข้างๆอย่างเป็นมิตร นิมิตราก็บอกว่า “ฉันไปส่งที่รถนะคะ”

วิกานดาพยักหน้า “ขอบคุณค่ะ”

นิมิตราก็ประคองแขนวิกานดาเดินไปส่งขึ้นรถ วิกานดาขึ้นไปนั่งในรถ ในความมืดมิดก็ยังเห็นเกรย์อยู่ข้างๆราวกับเป็นผู้พิทักษ์สี่ขายังไงอย่างงั้น ราตรีก็เดินไปตามวัชระ บอกว่า “คุณวิกานดากำลังจะกลับแล้วค่ะ”

“อ่อ ขอบคุณครับ” วัชระพยักหน้ารับรู้ หยิบแก้วกาแฟถือติดมือมา แล้วเดินไปขึ้นรถ หันไปสั่งคนขับรถว่า “กลับบ้าน”

“ครับ” คนขับรถก็ขับออกไป เมื่อนั่งอยู่ในรถ วัชระก็ถามว่า “คงไม่ได้หลงซื้อรูปอะไรเหมือนคุณพ่อหรอกนะ?”

“ไม่ได้ซื้อหรอกค่ะ” วิกานดาบอก วัชระพูดเบาๆว่า “ก็ดี”

ในความมืดมิดนั้น วิกานดาคล้ายจะเห็นเงาดำมืดที่ดูน่ากลัวราวกับปีศาจทางด้านที่ได้ยินเสียงพี่ชาย เธอรู้สึกหวาดผวาจนตัวสั่นๆ กำเท้าแขนของเบาะนั่งแน่น แล้วเธอก็เห็นเกรย์ขยับมาขวางกั้นระหว่างตัวเธอกับเงาดำมืดนั้น ทำให้เธอคลายความกลัวลงไป

เมื่อรถลูกค้าไปแล้ว นัฐพลก็เดินเข้าไปในร้าน ทักทายว่า “สวัสดี”

Chapter 9 หมาป่า

นิมิตราหันไปมอง หน้างอ “มาอีกแหละ!”

ราตรียกชากับผลไม้ไปเสิร์ฟให้แขกไม่ได้รับเชิญ นัฐพลยิ้มให้ “ขอบคุณครับ”

ราตรีก็ถอยไปนั่งที่เคาน์เตอร์เครื่องดื่ม นัฐพลนั่งลง วางกล่องขนมเค้กร้านดังไว้บนโต๊ะ ยกชาขึ้นจิบ นิมิตรามองกล่องขนมเค้กสายตานิ่งสงบ แต่ในส่วนลึกกลับมีแววสั่นไหว นัฐพลเห็นแววตาอยากกินขนมของเด็กก็แทบจะหลุดหัวเราะออกมา เขาเลื่อนกล่องไปข้างหน้า พูดว่า “ให้คุณ”

นิมิตรายิ้มแฉ่ง รีบโผไปคว้ากล่องขนมเค้าเอาไว้ “ขอบคุณ”

แล้วยื่นกล่องขนมไปให้ราตรี ราตรีรับไปเปิดกล่องจัดใส่จาน แล้วยกไปให้เจ้านายกับแขกไม่ได้รับเชิญคนละชิ้น ส่วนที่เหลือก็เก็บแช่ตู้เย็นเอาไว้ นิมิตรานั่งลงตักเค้กเข้าปาก สีหน้ามีความสุขเหลือประมาณ “อื้มมมม อร่อย”

“ลูกค้าคุณที่ไปเมื่อกี้นี้ ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะเป็นลูกสาวไฮโซที่เพิ่งถูกโจรบุกฆ่าตายคาบ้านนี่นา เป็นข่าวดังน่าดู” นัฐพลพูดขึ้น พลางหยิบจานขนมเค้กขึ้นมาตักกิน

“อืม” นิมิตราพยักหน้า

“ขายภาพอะไรให้เขาไปล่ะ?” นัฐพลถาม นิมิตราก็ตอบอย่างเต็มอกเต็มใจว่า “ไม่ได้ขายอะไรเลย”

แล้วเธอก็แกล้งบ่นว่า “ดูซิ ฉันขายภาพไม่ได้เลย คงต้องอดกินขนมอร่อยๆแน่เลยเพราะไม่มีตังซื้อ แล้วคุณก็เหมือนสวรรค์มาโปรด เอาขนมเค้กมาให้ ฮิๆ”

“เสแสร้งสุดๆ” นัฐพลพูดลอยๆ นิมิตราถลึงตาใส่ทีหนึ่ง หันไปสั่งราตรีว่า “ราตรี ส่งแขก!”

นัฐพลหน้าเหวอ “เฮ้ย! ไรกันคุณ ได้กินขนมแล้วไล่กันแบบนี้เลยเหรอ?”

“ก็ไล่แบบนี้แหละ จะทำไม?” นิมิตราพูดพลางตักเค้กกิน นัฐพลรีบยกมือทำท่ายอมแพ้ “น่าๆ อย่าเพิ่งไล่กันเลยนะคุณ”

“ฮึ!” นิมิตราค้อนทีหนึ่ง ราตรีซึ่งขยับจะส่งแขก จึงถอยกลับไปนั่งตามเดิม นัฐพลถอนหายใจโล่งอกทีหนึ่ง แล้วพูดว่า “เรื่องคดีคุณวสันต์ จนป่านนี้ก็ยังไม่คืบเลย คุณคิดว่าพวกเขาพากันไปโดดน้ำตายที่ไหนรึเปล่า?”

“ฉันจะไปรู้ได้ไง ฉันไม่ใช่พวกเขานี่” นิมิตราพูดพลางตักเค้กใส่ปาก นัฐพลลอบถอนหายใจอย่างผิดหวัง อุตส่าห์เอาเค้กมาล่อคิดว่าจะได้รู้อะไรเพิ่มบ้าง แต่กลับคว้าน้ำเหลวไม่เป็นท่า แต่ถึงจะไม่ได้อะไรเพิ่มเติม เขาก็ไม่ได้ผิดหวังมากนักเพราะได้ดูเธอนั่งกินเค้กอย่างมีความสุขก็พาให้เขามีความสุขไปด้วย

เขาพยายามตะล่อมถาม แต่ก็ไม่ได้คำตอบอะไรเพิ่มเติม จึงเปลี่ยนเรื่องคุย “ลูกสาวไฮโซคนนั้น ได้ข่าวว่าตาบอดนี่นา”

“บอดชั่วคราว หรือบอดถาวรก็ไม่รู้เหมือนกัน ฉันหวังว่าเธอจะแค่บอดชั่วคราวนะ ไม่งั้นร้านฉันต้องเสียลูกค้ารายใหญ่แน่” นิมิตราพูดคล้ายแม่ค้าที่งก เห็นแก่ได้ แต่นัฐพลก็ฟังออกว่าคล้ายเธอจะห่วงลูกค้ามากกว่า

“คนร้ายก็ยังจับไม่ได้” นัฐพลพูด นิมิตราก็ไม่พูดอะไรต่อ นัฐพลจึงลุกไปยืนดูภาพวาด นิมิตรามองตาม แล้วก็หันมาสนใจเค้กต่อ

นัฐพลยืนดูภาพดอกไม้สีแดง เขาไม่รู้ว่าดอกไม้ชนิดนี้เรียกว่าดอกอะไร แต่ภาพนี้ดึงดูดสายตาเขาทุกครั้งที่มาร้านนี้ พลัน! เขาก็รู้สึกคล้ายกับว่าตัวเองยืนอยู่กลางทุ่งดอกไม้สีแดง ใต้โคนต้นดอกไม้เต็มไปด้วยศพ เขากะพริบตาสะบัดหัว ภาพก็หายไป เขาสูดหายใจเข้าหลายหน กว่าหัวใจที่เต้นตึกๆเมื่อกี้จะกลับมาเต้นปกติ เสียงไลน์ดังขึ้น เขาหยิบมือถือมาเปิดดู แล้วก็เก็บมือถือ หันไปพูดกับนิมิตราว่า “ผมติดงาน ต้องกลับแล้ว”

“อืม” นิมิตราพยักหน้าทีหนึ่ง นัฐพลรอฟังว่าเธอจะพูดอะไรอีกไหม แต่ก็ไม่มี เขาจึงหันไปโบกมือบ๊ายบายให้ราตรี ราตรียกมือโบกตอบ สีหน้าเรียบเฉย นัฐพลได้แต่คิดในใจ เจ้านายกะลูกน้องกวนพอๆกันนั่นแหละ

เขาเดินออกจากร้าน บรรยากาศจ๊อกแจ๊กจอแจข้างนอกทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองกลับเข้ามาสู่โลกอันปกติ เขาหันกลับไปมองในร้าน บรรยากาศข้างในกับข้างนอกช่างแตกต่างกันจริงๆ ข้างในเงียบสงบ ข้างนอกจอแจวุ่นวาย จนทำให้เขาคิดถึงบรรยากาศของสถานที่อีกแห่งที่คล้ายๆกับที่นี่ นั่นคือวัดยังไงล่ะ แต่วัดกับร้านนี้แตกต่างกันอยู่บ้าง วัด ให้ความรู้สึกสงบเงียบ ตัดขาดจากโลกอันวุ่นวาย แต่ร้านนี้ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่งมากกว่า เขาเดินไปขึ้นรถแล้วก็ขับออกไป

วิกานดากลับมาถึงบ้านก็เข้าห้องนอนไป คนรับใช้ก็ตามไปคอยรับใช้ใกล้ชิด คนรับใช้คนอื่นๆก็สุมหัวกันว่า “นี่ๆ ได้ข่าวว่าคุณผู้ชายทำพินัยกรรมไว้ด้วยล่ะ ป้าว่าคุณวัชจะได้มรดกซักเท่าไหร่เหรอ?”

“จะได้ซักเท่าไหร่ ก็คงไม่มากนักหรอก ลูกเลี้ยงยังไงก็เป็นลูกเลี้ยง คุณหนูซิลูกแท้ๆย่อมได้มากกว่าอยู่แล้ว”

“หือ? ลูกเลี้ยงลูกแท้ๆอะไรป้า? คุณวัชไม่ใช่ลูกคุณผู้ชายเหรอ?”

“เอ็งเพิ่งมาอยู่ใหม่ รู้แล้วก็เหยียบไว้ล่ะ คุณวัชนะเป็นลูกติดของคุณผู้หญิงคนแรก คุณผู้ชายก็ให้คุณวัชใช้นามสกุล เลี้ยงเหมือนลูก พอคุณผู้หญิงตาย คุณผู้ชายก็แต่งงานใหม่กับแม่ของคุณหนู แล้วก็มีคุณหนูนี่แหละ”

“อ่อ งั้นคุณวัชกับคุณหนูก็ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆกันน่ะซิ”

“ก็เออซิวะ รู้แล้วก็เหยียบไว้ล่ะ”

“จ้าๆ”

จากนั้นคนรับใช้ก็คุยกันเรื่องเลขเด็ดเลขดังกันต่อ

ทางด้านวิกานดาหลังจากอาบน้ำกินข้าวแล้ว เธอก็นั่งรับลมอยู่ที่ระเบียบห้อง กลิ่นดอกกุหลาบที่ปลูกไว้รอบๆระเบียงทำให้เธอผ่อนคลายมากทีเดียว “แนนจะไปทำอะไรก็ไปเถอะ ฉันจะนั่งเล่นอยู่ตรงนี้อีกซักพักล่ะกัน”

“ค่ะคุณวิ งั้นคุณวิอย่าลุกไปไหนนะคะ ถ้าจะไปไหนก็เรียกหนูนะคะ เดี๋ยวหนูมาช่วยพยุงค่ะ”

“ฉันแค่ตาบอดนะแนน ไม่ได้ง่อยเสียแขนเสียขา”

“จะยังไงหนูก็ห่วงนะคะ”

“จ้าๆ เดี๋ยวถ้าจะเข้าข้างในฉันจะเรียกล่ะกัน”

แนนจึงยอมลุกไปเช็ดๆถูๆในห้อง ปล่อยให้คุณวินั่งรับลมอยู่ที่ระเบียง

ในความมืดมิด วิกานดาเห็นเกรย์อยู่ข้างๆ แล้วก็ยิ้มๆอย่างสังเวชตัวเอง “สงสัยสมองคงกระทบกระเทือนหนัก ฉันถึงได้เห็นภาพหลอนไม่เลิกเสียที”

เธอยื่นมือไปลูบๆหัวเกรย์ อย่างน้อยในความมืดมิดนี้ก็ยังมีภาพหลอนเป็นเพื่อนก็ดีเหมือนกันนะ เกรย์ก็นั่งหมอบเอาหัวเกยตัก วิกานดาจึงลูบๆหัวไปเรื่อยๆ ครั้นเมื่อยมือก็วางมือไว้บนหัวเกรย์นิ่งอย่างนั้น

เวลาผ่านไปเท่าไหร่ไม่รู้ จนแนนเดินมาแตะที่แขนบอกว่า “คุณวิคะ เข้าห้องเถอะค่ะ ข้างนอกค่ำแล้วยุงเยอะนะคะ”

“มืดแล้วเหรอ?” วิกานดาถาม ขยับตัวขึ้นนั่งตรงๆ เกรย์ก็เอาหัวออกจากตัก ขยับลุกขึ้นยืน 4 ขา แนนก็บอกว่า “เกือบจะทุ่มนึงแล้วค่ะ”

“อ่อ” วิกานดาพยักหน้ารับรู้ รู้สึกถึงมือที่จับแขนประคอง เธอลุกขึ้นยืน แล้วก้าวเดินตามคนที่ประคองอยู่ข้างๆ แนนก็ประคองพาไปที่เตียง “ค่อยๆนะคะคุณวิ”

“ขอบใจนะ” วิกานดายิ้มให้ มือก็ควานคลำ พอเจอที่นอนก็ค่อยๆนั่งลง แนนก็ช่วยดูแลจนวิกานดานั่งดีแล้วก็ถามว่า “คุณวิจะให้หนูเปิดหนังสือเสียงให้ฟังไหมคะ?”

“เปิดซิ” วิกานดาพยักหน้ารับ แนนก็หยิบมือถือเจ้านายมาเปิดแอพ แล้วเปิดหนังสือเสียง วิกานดาก็นอนลงบนเตียง ฟังหนังสือเสียงไปเรื่อยๆ ในความมืดมิด เกรย์ก็นั่งอยู่ข้างเตียง คอยเฝ้าราวกับองครักษ์ 4 ขา แนนก็ขยับไปทำอย่างอื่น

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ จู่ๆก็มีเสียงเคาะประตูห้อง แนนรีบไปเปิดประตู ก็เห็นป้าไข่ยืนอยู่หน้าห้องถือถาดใส่เหยือกน้ำส้ม “เอ้า น้ำส้มของคุณหนู”

“จ้า” แนนรับถาดมา ป้าไข่ก็เดินจากไป แนนก็ปิดประตูเอาน้ำส้มไปรินใส่แก้ว แล้วถือไปให้เจ้านายถึงที่เตียง “คุณวิคะ น้ำส้มค่ะ”

“แนนกินเถอะ วันนี้ฉันยังไม่อยากกิน เอาน้ำแร่มาแทนละกัน” วิกานดาบอก แนนจึงวางแก้วน้ำส้มไว้ข้างเตียง แล้วเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำแร่มาเปิดรินใส่แก้วแล้วเอาไปให้เจ้านาย วิกานดาก็ลุกขึ้นนั่งดื่มน้ำ แล้วก็นอนลงไปดังเดิม แนนมองน้ำส้มอย่างเสียดาย ในเมื่อเจ้านายอนุญาตแล้วจึงยกดื่มจนหมดแก้ว แล้วก็เอาแก้วไปล้างในห้องน้ำ จากนั้นก็ออกมานั่งเล่นเกมส์อยู่ตรงปลายเตียง

นั่งไปนั่งมาก็หาวแล้วหาวอีก จนทนไม่ไหวต้องนอนลงไปตรงพื้นด้านปลายเตียงนั่นแหละ วิกานดาก็นอนฟังหนังสือเสียงจนหลับไป

จนกระทั่งเสียงประตูดังกริ๊ก เกรย์ก็แยกเขี้ยวขู่เบาๆ ทำให้วิกานดาสะดุ้งตื่น ในความมืดมิดเธอเห็นเงาดำมืดนั่นอีกแล้ว เงาดำนั่นค่อยๆก้าวเข้ามา วิกานดารีบลุกขึ้นอย่างหวาดกลัว “อย่าเข้ามานะ!”

เงาดำนั่นสถบในลำคอ “เวรเอ้ย! เสือกตื่นได้ไงวะ!”

เงาดำหันไปมองคนใช้ เห็นนอนหลับไม่หือไม่อือก็พอจะเดาได้ อีแนนกินน้ำส้ม แต่อีวิไม่ได้กินซินะ

ในความมืดมิด วิกานดาเห็นเกรย์ขยับขวางระหว่างตัวเธอกับเงาดำมืด แยกเขี้ยวขู่ใส่เงาดำนั่น เงาดำขยับก้าวไปหาวิกานดา เกรย์ก็โจนเข้าไปกัด พร้อมๆกับที่วิกานดาตะกุยใส่เงาดำ เล็บยาวจึงข่วนแขนเงาดำมืดเป็นรอยเลือดซิบๆ 4 รอย “โอ๊ย! อีวิ!”

วิกานดารีบฉวยโอกาสที่เงาดำชะงักไป วิ่งหนีออกจากห้องไปทันที ถึงตาจะไม่เห็นแต่บ้านหลังนี้เธออยู่มาตั้งแต่เกิด หลับตาเดินยังพอเดินได้ถูกเลย ทำให้เธอหนีออกมาจากห้องได้อย่างไม่ยากเย็น เงาดำมืดรีบก้าวตามไป ต้องรีบฆ่ามันให้ได้ สมบัติทุกอย่างจะได้ตกเป็นของกูคนเดียว! คืนนี้อุตส่าห์แอบวางยาไอ้อีพวกคนใช้หมดแล้ว ต่อให้อีวิร้องยังไงก็ไม่มีใครมาช่วยมันได้หรอก หึๆๆๆ

เกรย์ก็กระโจนตามวิกานดาไปติดๆ วิกานดาวิ่งไปพลางคลำทางไปด้วย ปากก็ร้องว่า “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”

เธอวิ่งลงบันไดไป มือจับราวบันไดไปด้วย จนกระทั่งวิ่งออกไปพ้นตัวบ้าน พลัน! เธอก็สะดุดล้มลงบนพื้นหญ้าตรงทางเดิน “โอ๊ะ!”

เงาดำมืดเดินไปถือมีดปลายแหลมแน่น สายลมพัดจากเงาดำไปหาวิกานดา วิกานดาได้กลิ่นน้ำหอมอันคุ้นเคยก็ตกใจจนตกตะลึง “พี่วัช!”

วัชระสถบ “เหี้**เอ้ย! พอตาบอดแล้วเสือกจมูกดีขึ้นมาเชียว!”

เสียงพูดทำให้วิกานดายิ่งตกตะลึงมากขึ้น “นี่พี่วัชฆ่าคุณพ่อเหรอ?”

พลัน! ภาพความทรงจำบางอย่างก็ผุดขึ้นมา จังหวะที่เธอรู้สึกเจ็บหัว หันไปมองคนที่อยู่ข้างหลัง ท่ามกลางภาพพร่ามัวใต้ม่านเลือด เธอก็ได้เห็นใบหน้าคนที่ตีเธอ ซึ่งก็คือใบหน้าของวัชระนั่นเอง “วิจำได้แล้ว! พี่วัชเป็นคนตีหัววิ!”

“หึ จำได้ตอนนี้ก็สายไปแล้วอีวิ มึงรีบตามพ่อไปอยู่ในนรกเถอะ สมบัติทุกอย่างจะได้เป็นของกูคนเดียว!” วัชระพูดอย่างเหี้ยมโหด

“ไอ้เลว!” วิกานดาด่า ไม่คิดเลยว่าคนที่เป็นเหมือนพี่ชายจะฆ่าพ่อได้ลงคอเพียงเพราะคำว่า ‘สมบัติ’ สองคำเท่านี้เอง

วัชระแสยะยิ้ม พูดว่า “ถ้าจะด่าก็ไปด่าพ่อมึงในนรกเถอะอีวิ ทั้งๆที่กูทุ่มเททำงานทุกอย่างให้มัน แต่มันกลับให้กูแค่ตึกแถวไม่กี่ห้อง กับเงินอีกไม่กี่ล้าน ส่วนมึง วันๆไม่ต้องทำห่าอะไร มันยกทุกอย่างให้มึง งั้นทั้งมันทั้งมึงก็ลงนรกไปด้วยกันเถอะ”

พลัน! ประกายแสงเล็กๆราวละอองฝุ่นก็รวมตัวกันตรงหน้าวิกานดา กลายเป็นหมาป่าสีเทาตัวหนึ่ง วัชระผงะ “เฮ้ย!”

เกรย์ยืนจังก้า 4 ขา แยกเขี้ยวขาววับขู่ “แฮ่!—–”

วัชระขยี้ตา ก็ยังเห็นหมาสีเทาขวางอยู่ตรงหน้า “หมาใครวะ!?”

พอได้ยินคำว่า ‘หมา’ วิกานดาก็ยื่นมือไปข้างหน้า มือสัมผัสกับขนนุ่มลื่น เธอก็ขยับไปวางมือทั้งสองบนสะโพกเกรย์ “เกรย์ๆ หนีไป หนีไปซะ”

เธอพูดอย่างเป็นห่วง ในความมืดมิดเธอเห็นเกรย์อยู่ตรงหน้า กำลังแยกเขี้ยวขู่เงาดำมืดนั่น วัชระหรี่ตาลง “อ่อ หมามึงรึอีวิ งั้นเดี๋ยวกูจะส่งมันลงนรกไปก่อนมึงละกัน”

พูดจบ เขาก็ง้างเท้าเตะ เกรย์ขยับหลบพร้อมกับอ้าปากกัด วัชระก็ว่องไวพอตัว เกรย์จึงกัดได้แต่ชายกางเกง จึงทั้งกัดทั้งสะบัด วัชระก็จ้วงมีดในมือแทงลงไปอย่างโหดเหี้ยม ฉึก!

“เอ๊ง! เอ๊ง!—–” เกรย์ร้องลั่นอย่างเจ็บปวด ถูกมีดปักไหล่ วัชระกระชากมีดออก เลือดก็สาดกระเซ็นออกมา

วิกานดาเห็นเกรย์ร้องลั่นก็รีบโผเข้าไปกอด อุ้มเกรย์ไปไว้ข้างหลังอย่างทุลักทุเล เอาตัวบังเอาไว้ “อย่านะ! เกรย์หนีไปซิ”

เธอผลักมันให้หนีไป น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างสงสารสัตว์ที่ไม่รู้อิโหน่อีเหน่อะไรด้วยต้องมาเจ็บตัวไปด้วย เกรย์หันมาเลียหน้า เลียน้ำตา แล้วก็แหงนหน้าขึ้นหอน “โบร๋วววววว—–”

“หอนหาเหี้**อะไรวะไอ้หมาเวร!” วัชระด่า ขยับเข้าไปเงื้อมีดขึ้น แล้วจ้วงแทงวิกานดา คมมีดกำลังจะถูกตัววิกานดาแล้ว พลัน! มือของวัชระก็เฉไป ร้อง “โอ๊ย!”

มือข้างนั้นถูกหมากัดจมเขี้ยว วัชระสะบัดแขน ด่าลั่น “หมาจากไหนอีกวะ!”

แต่พอมองไปรอบๆ ก็เห็นหมาล้อมรอบเต็มไปหมด แต่ละตัวใหญ่พอๆกับไอ้ตัวแรก หน้ายาวๆแหลมๆเหมือนกัน ดูแล้วเป็นพันธุ์เดียวกัน สีแตกต่างกัน มีทั้งสีดำขมุกขมัว สีน้ำตาล สีขาวนวลๆ ปะปนกันไป

เกรย์หยุดหอนแล้ว ส่งเสียงขู่ “แฮ่—–”

หมาทั้งฝูงหันไปมองวัชระเป็นตาเดียว วัชระรู้สึกขนหัวลุกชัน ท่ามกลางหมาทั้งหมด เขาเห็นหมาตัวหนึ่งขนสีเงินแปลกตากว่าตัวอื่นๆ พลัน! เขาก็นึกถึงภาพวาดหมาป่าในห้องทำงานของชวิน ภาพนั้นกับไอ้หมาสีเงินนั้นเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน!

ในความมืดมิด วิกานดาเห็นหมาป่าฝูงหนึ่ง อยู่รอบๆตัว ท่ามกลางหมาป่าเหล่านั้นเธอเห็นหมาป่าสีเงินยวงที่เหมือนกับภาพวาดในห้องคุณพ่อ เกรย์ที่อยู่ในอ้อมกอดเธอส่งเสียงขู่อีกครั้ง “แฮ่—–”

พลัน! ฝูงหมาป่าทั้งฝูงก็พุ่งกระโจนใส่วัชระ วัชระร้องลั่น “เฮ้ย! โอ๊ย! โอ๊ย! อ๊ากกกกก—–”

วิกานดาเบิกตากว้าง มองดูฝูงหมาป่ารุมกัดทึ้งเงาดำมืด ครู่เดียวเงาดำมืดนั่นก็ล้มลงไป จากนั้นเธอก็ไม่เห็นเงาดำนั่นอีก เห็นแต่ฝูงหมาป่านับสิบๆตัวรุมล้อมฉีกกระชากกัดทึ้งเหมือนสารคดีสัตว์โลกที่เคยเห็นหมาป่าเวลารุมเหยื่อ

เสียงร้องของวัชระขาดหายไปแล้ว วิกานดาเห็นแต่ฝูงหมาป่ากำลังรุมล้อมเท่านั้น เกรย์หันมาเลียหน้าเธอ วิกานดารู้สึกว่าภาพเบื้องหน้ามืดดับไป

วิกานดารู้สึกถึงบางสิ่งรัดบีบที่ต้นแขน พร้อมกับเสียงพูดว่า “ความดัน………”

เธอกะพริบตา ลืมตาขึ้น แสงจ้าทำให้เธอต้องปิดตาลง แล้วลืมตาขึ้นใหม่ ภาพแรกที่เห็นคือเพดานสีขาว

“คนไข้ฟื้นแล้ว” เสียงผู้หญิงพูดอยู่ใกล้ๆ วิกานดาหันไปมองก็เห็นพยาบาลชุดสีขาวสะอาดยืนอยู่ข้างๆ ถามว่า “รู้สึกยังไงบ้างคะ?”

วิกานดากะพริบตาปริบๆอย่างงุนงง “ฉันอยู่ที่ไหนคะ?”

“คุณอยู่โรงพยาบาลค่ะ” พยาบาลตอบ วิกานดามองไปรอบๆตัวอย่างงงๆ พักใหญ่เธอจึงนึกได้ว่า “ฉันมองเห็นแล้ว!”

เธอก้มลงดูมือตัวเอง แล้วหยิกแขนตัวเองทีหนึ่ง “อูย เจ็บ”

เมื่อตั้งสติได้เธอก็ดีใจร้องลั่น “ฉันมองเห็นแล้ว! ฉันมองเห็นแล้ว!”

“ค่ะๆ ใจเย็นก่อนนะคะคุณวิกานดา เดี๋ยวดิฉันจะตามหมอให้ค่ะ” พยาบาลบอกแล้วก็กดปุ่มเรียกหมอ

ขณะที่กำลังรอหมอ พยาบาลก็วัดไข้แล้วจดบันทึกเอาไว้ เมื่อหมอมาถึงก็ตรวจๆ ซักถามอาการพักใหญ่ ครั้นตรวจเสร็จก็จดบันทึกการรักษาลงแฟ้ม ขณะที่หมอกำลังตรวจ แนนกับป้าไข่ก็เดินเข้ามาในห้อง รอจนหมอตรวจเสร็จแล้ว พากันออกไปคนรับใช้ทั้งสองจึงปรี่เข้าไปหาเจ้านายทันที แนนพุ่งไปถึงก่อนก็ถามว่า “คุณวิฟื้นแล้ว เป็นยังไงบ้างคะ?”

“แนนๆ ฉันมองเห็นแล้ว” วิกานดาบอกอย่างดีใจ น้ำตาไหล ป้าไข่ก็ขยับเข้าไปจับมือเจ้านาย “สาธุ สวรรค์คุ้มครอง”

“คุณวิมองเห็นแล้ว?” แนนตกตะลึง แล้วก็กระโดดร้องอย่างดีอกดีใจ “เย้ๆ คุณวิมองเห็นแล้ว คุณวิตาไม่บอดแล้ว”

Chapter 10 หมาป่า

“นี่ๆ นังแนนเงียบๆหน่อย ที่นี่โรงพยาบาลนะเอ็ง!” ป้าไข่ดุ แนนจึงหยุดกระโดดทันควัน หันไปยิ้มแหยๆ “จ้าป้า”

วิกานดามองป้าไข่แล้วถามว่า “นี่ฉันมาอยู่โรงบาลได้ไง?”

ป้าไข่อึกอักขึ้นมาทันที “คือว่า…คือว่า…”

“คือว่าคุณวัชตายแล้ว แล้วคุณวิก็เป็นลมอยู่ใกล้ๆ พวกหนูเลยโทรแจ้งตำรวจ หลังจากนั้นตำรวจก็ส่งคุณวิมาโรงบาลนี่แหละค่ะ” แนนพูดแทรกขึ้นมา ป้าไข่ก็ดุว่า “นังแนน!”

“หู๊ยป้า ถึงไม่บอกตอนนี้ อีกหน่อยคุณวิก็ต้องรู้อยู่ดีนั้นแหละป้า ข่าวดังออกขนาดนี้” แนนพูด ป้าไข่จึงได้แต่ถอนหายใจเฮือกๆ แล้วพูดว่า “ป้าว่าจะขอคุณหนูให้พระมาทำบุญบ้านสักครั้งเถอะค่ะ คนตายคาบ้านตั้งสองคนแล้ว คนอื่นๆมันกลัวจนลาออกไปหลายคนแล้วค่ะ”

“แต่ก็แปลกนะป้า ศพคุณวัชเละขนาดนั้นทั้งๆที่ที่บ้านก็ไม่ได้เลี้ยงหมาซะหน่อย” แนนพูดขึ้นอย่างสงสัยไม่เลิก แล้วก็หันไปถามเจ้านายว่า “คุณวิเห็นหมาที่มันกัดคุณวัชไหมคะ?”

“นังแนนนี่ถามไม่เลิกนะเอ็ง!” ป้าไข่ดุ “คุณหนูไม่โดนหมากัดไปด้วยก็ดีเท่าไหร่แล้ว โถ แม่คุณทูนหัว ออกมาเห็นศพคุณวัชแบบนั้นคงจะช็อคแย่เลยซินะคะ”

วิกานดาได้แต่ฟังคนรับใช้คุยกันไปอย่างงุนๆงงๆ เธอจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น จำได้แต่ความฝันน่ากลัวที่ฝันว่าวัชระกลายเป็นฆาตกรไล่ฆ่าเธอ จนเธอหนีหัวซุกหัวซุน พลัน! เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น แนนรีบชะโงกหน้าไปมองที่ประตูห้อง ตำรวจก็เปิดประตูเข้ามาพอดี

“สวัสดีครับ ขอสอบปากคำหน่อยนะครับ” ตำรวจพูด พร้อมกับเดินมาถึงปลายเตียงคนไข้ วิกานดามองตำรวจอย่างงงๆ “สวัสดีค่ะ”

ตำรวจก็ซักถามไปตามหน้าที่ วิกานดาก็ตอบตามความจริง ซึ่งเธอก็ตอบไปว่าเธอนอนอยู่ในห้อง มีเด็กแนนคอยเฝ้าอยู่ ส่วนที่ว่าเธอไปอยู่ใกล้ๆศพวัชระซึ่งถูกสัตว์รุมกัดจนตายได้ยังไงนั้นเธอไม่รู้จริงๆ

ตำรวจก็ถามๆๆๆ วิกานดาก็ตอบไปตามความจริง ตำรวจก็บันทึกคำพูดของวิกานดาเอาไว้ จากนั้นก็ลากลับไป

คดีนี้กลายเป็นข่าวใหญ่อีกข่าวว่า ลูกชายนักธุรกิจดังถูกหมารุมกัดตายในบ้านตัวเอง โดยที่ไม่รู้ว่าเป็นหมาอะไร แต่จากรอยเลือดในที่เกิดเหตุคาดว่าเป็นหมาตัวใหญ่ไม่ต่ำกว่าสิบตัว รุมกัดวัชระจนตาย สภาพศพเละเทะอเนจอนาถจนทุกคนที่ได้เห็นล้วนแต่พากันอาเจียนจนหมดไส้หมดพุง ซึ่งทางตำรวจคาดว่าอาจจะเกิดจากการเผลอเปิดประตูรั้วเอาไว้ทำให้ฝูงหมาจรจัดเข้าไปในบ้านได้ ประจวบกับผู้ตายออกมาเดินเล่นอยู่หน้าบ้านพอดี ส่วนกล้องวงจรปิดในบ้านเครื่องคอมที่บันทึกภาพก็เกิดเสียขึ้นมา จึงไม่มีภาพบันทึกเอาไว้

ตำรวจกลับไปเขียนสรุปคดีตามรูปคดีและสภาพที่เกิดเหตุ ทำให้ชาวบ้านแถวนั้นหวาดกลัวหมาจรจัดกันไปพักใหญ่ทีเดียว ผู้ว่าฯก็สั่งการให้จับหมาจรจัดไป ทำให้กลุ่มคนที่รักสัตว์รวมตัวกันต่อต้าน เกิดเป็นกระแสข่าวตามมาอีกพักใหญ่

หลังจากป้าไข่กลับไปแล้ว แนนก็คอยอยู่ดูแลเจ้านาย พอเห็นเจ้านายหลับ แนนก็เดินออกไปหาซื้อของกินข้างล่าง นิมิตราก็เปิดประตูเดินเข้าไปในห้อง วางกระเช้าไว้บนโต๊ะ เกรย์ซึ่งนอนหมอบอยู่ข้างเตียงก็ลุกขึ้นยืนกระดิกหางให้ พุ่งเข้าไปคลอเคลียออดอ้อน นิมิตราลูบๆหัว เห็นแผลที่ไหล่ก็แกะเข็มกลัดบนอกเสื้อมาแทงปลายนิ้วให้เลือดไหลออกมา แล้วหยดเลือดไปที่บาดแผลของเกรย์ พลัน! แผลก็ค่อยๆสมานตัว นิมิตราก็ยกนิ้วดูดแผลตัวเองเหมือนเด็กๆ ยิ้มให้เกรย์แล้วบอกว่า “ไป กลับกันเถอะ”

เกรย์ถอยหลังส่ายหัวร้องงึดๆ นิมิตรามองเกรย์เขม็ง ถามว่า “ตกลงเลือกเจ้านายแล้วเหรอ?”

เกรย์ก็กระดิกหางส่ายไหว นิมิตราจึงพยักหน้า “ตามใจ”

เกรย์ก็ทำท่าดีใจ เดินไปถูไถออดอ้อน ครางหงิงๆ นิมิตราลูบหัวสองสามทีแล้วหันไปมองคนบนเตียง คลี่ยิ้มให้แล้วก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไป เกรย์ก็ถอยไปนอนหมอบอยู่ข้างเตียงดังเดิม แนนเดินเข้ามาในห้อง ได้กลิ่นหอมๆก็สูดจมูกมองหาที่มา “เอ๊? กลิ่นอะไรห๊อม…หอม?”

แต่สูดหาที่มาของกลิ่นไม่ได้ จึงคิดว่าพยาบาลคงเข้ามาฉีดสเปรย์ปรับอากาศล่ะมั้ง คิดแล้วก็เดินไปนั่งเฝ้าที่โซฟาต่อ

เมื่อวิกานดาตื่นขึ้นมา เห็นกระเช้าของเยี่ยม ก็เรียกให้แนนหยิบการ์ดที่เสียบมาในกระเช้าเอามาดู พอเห็นว่าเป็นนามบัตรร้านดรีมแกลลอรี่ก็โทรไปขอบคุณด้วยตัวเอง ราตรีรับสายก็รับคำขอบคุณแทนเจ้านาย พร้อมกับอวยพรว่า “หายไวๆนะคะคุณวิกานดา”

“ค่ะๆ ขอบคุณค่ะ” วิกานดาพูดจบก็ตัดสาย จากนั้นก็ลุกไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ แนนก็คอยดูแลไม่ห่าง

วิกานดารู้สึกว่าหลับตาลงทีไร เธอจะต้องเห็นเกรย์อยู่ข้างๆทุกที เธอลืมตา ยกมือขึ้นจับสร้อยที่คอมาพิศดู เห็นจี้เล็กๆเป็นรูปหมาป่าสีเทาๆ ทั้งสีสันทั้งรูปร่างเหมือนกับเกรย์ไม่มีผิด เธอจ้องมองจี้พลางครุ่นคิด กะว่าหลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้วเธอจะไปหาคุณนิมิตราทันที มีบางเรื่องที่เธอสงสัย แต่ก็ไม่อาจพูดกับใครได้

บทที่ 5 ไข่พญานาค

ณ ร้านดรีมแกลลอรี่ เมื่อราตรีวางมือถือ นัฐพลก็เดินเข้ามาในร้าน ทักทายว่า “สวัสดีครับ”

ราตรียิ้มตอบทีหนึ่ง แต่เป็นรอยยิ้มที่เหมือนขยับปากอย่างจำใจยังไงอย่างงั้น แล้วพูดว่า “ท่านไม่อยู่”

“อ้าว ไปไหนล่ะ?” นัฐพลถาม เดินไปนั่งที่โซฟา วางกล่องขนมไทยจำพวกทองหยิบทองหยอดจากร้านขนมชื่อดังบนโต๊ะ ราตรีเหลือบมองกล่องขนม ตอบว่า “ท่านไปโรงพยาบาล”

“หือ? คุณนิมิตราไม่สบายเหรอ?” นัฐพลลุกพรวดไปจนติดเคาน์เตอร์เครื่องดื่ม ราตรีก็ยังนั่งนิ่งไม่มีท่าทีตกใจแม้แต่น้อย มองหน้าคนตรงข้าม ตอบว่า “ไปเยี่ยมคุณวิกานดา”

“อ่อ” นัฐพลพยักหน้ารับรู้ ราตรีก็เหลือบมองกล่องขนม แล้วบอกว่า “จะไลน์บอกท่านให้ล่ะกันว่าคุณซื้อขนมมาให้”

“ครับๆ ขอบคุณครับ” นัฐพลพยักหน้า แล้วเดินกลับไปนั่งที่โซฟา ราตรีก็ชงชากับหยิบผลไม้ไปเสิร์ฟ

“ขอบคุณครับ” นัฐพลพูดพร้อมกับยิ้มให้ ราตรีมองเฉย เดินกลับไปนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์เครื่องดื่มตามเดิม นัฐพลมองแล้วก็พูดว่า “อันที่จริงถ้าคุณเปิดเป็นคาเฟ่ขายกาแฟด้วย ผมว่าคงมีลูกค้าเพิ่มขึ้นนะ ได้ขายเครื่องดื่มด้วย แล้วเผลอๆอาจจะมีลูกค้าถูกใจภาพแล้วก็ซื้อกลับไปด้วยก็ได้ ยิงปืนทีเดียวได้นกสองตัวเชียวนะ”

“วุ่นวาย” ราตรีพูดน้ำเสียงราบเรียบ สีหน้าเฉยชา จนนัฐพลไม่รู้ว่า คำว่า ‘วุ่นวาย’ นั้น หมายถึงเขาวุ่นวาย หรือว่าขายเครื่องดื่มแล้ววุ่นวายกันแน่ ยัยคนนี้ถ้าเป็นลูกค้าจะพูดดีด้วยหน่อย แต่พอไม่ใช่ลูกค้าแบบเขา ‘มะนาวแล้งน้ำ’ ชัดๆ นี่ซินะ เจ้านายเป็นยังไง ลูกน้องเป็นอย่างงั้น

ขณะกำลังขับรถกลับ นิมิตราเห็นไลน์จากราตรีก็จิ้มหน้าจอเปิดอ่าน พอรู้ว่ามีขนมมาให้กินฟรีๆถึงร้าน เธอก็ตรงดิ่งกลับร้านทันที จอดรถไว้หน้าร้านแล้วรีบเข้าไป โยนกุญแจรถให้ราตรีสั่งว่า “ขับไปเก็บที”

“ค่ะท่าน” ราตรีรับกุญแจหมับแล้วก็เดินไปขับรถไปเก็บหลังร้าน นัฐพลหันไปมองรถแล้วก็ตาโต อุทานว่า “เฟอร์รารี่ เอฟ 8 ทริบูโต้!”

(Ferrari F8 Tributo ราคา 23,850,000 บาท ณ วันที่ 21 พ.ย. 2564)

เขาหันไปมองนิมิตราอย่างอึ้งๆ คิดในใจว่า เด็กคนนี้รวยขนาดไหนฟร่ะ?

นิมิตราเดินไปนั่งที่โซฟา ตามองขนมบนโต๊ะเขม็ง ราวกับสิงโตเห็นเหยื่ออันโอชะยังไงอย่างงั้น แต่พอหันไปมองเจ้าของขนมเห็นเขาเอาแต่มองรถเธอตาเป็นมัน ก็ทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา ถามน้ำเสียงห้วนว่า “จะมองอีกนานไหม?”

นัฐพลหันขวับไป ถามว่า “ผมขอลองนั่งรถคุณบ้างได้ไหม?”

นิมิตราเห็นสายตาอ้อนวอนราวกับเด็กชายเจอของเล่นถูกใจก็หัวเราะ เดินไปเปิดประตูกระจก พูดกับราตรีว่า “ยังไม่ต้องเอาไปเก็บ”

“ค่ะท่าน” ราตรีหันกลับมา แล้วเดินมาประคองกุญแจรถส่งให้ จากนั้นก็เดินไปนั่งที่เคาน์เตอร์เครื่องดื่มดังเดิม นิมิตราถือกุญแจรถยื่นให้นัฐพล “อยากลองก็เชิญ ว่าแต่ขนมนั่นซื้อมาให้ฉันใช่ไหม?”

“ก็ต้องซื้อมาให้คุณซิ” นัฐพลตอบ พลางรับกุญแจไปถือ นิมิตราก็บอกว่า “จะลองขับก็ได้ เชิญตามสบายเลย”

นัฐพลส่ายหน้า “อย่าเลย ผมกลัวขับไปเฉี่ยวกับใคร ทำรถคุณเป็นรอยขึ้นมา ได้มานั่งผ่อนค่าซ่อมให้คุณหัวโตแหงๆ”

“ตามใจ” นิมิตรายักไหล่ แล้วก็เดินกลับไปนั่งที่โต๊ะ ส่วนราตรี พอนัฐพลบอกว่า ‘ก็ต้องซื้อมาให้คุณซิ’ จึงเดินไปหยิบขนมมาใส่จานให้เจ้านาย ไม่ว่าของอะไรก็ตาม ถ้าเจ้าของยังไม่เอ่ยปากยกให้ เธอจะไม่แตะต้องเป็นอันขาด นิมิตราก็นั่งจิ้มขนมใส่ปากอย่างเอร็ดอร่อย นัฐพลก็เดินไปเปิดรถ เข้าไปนั่งพักหนึ่ง แล้วเปิดฝากระโปรงดูเครื่องยนต์ ราวกับเด็กที่เจอของเล่นถูกใจ ดูจนสมใจแล้วจึงได้เดินกลับเข้าไปในร้าน นั่งลงที่โซฟา วางกุญแจไว้บนโต๊ะ พูดว่า “ขอบคุณครับ”

นิมิตราหยิบกุญแจ ยื่นไปทางราตรี ราตรีก็เดินมารับกุญแจไป แล้วเอารถไปเก็บหลังร้าน เมื่อเก็บรถแล้วราตรีก็เดินกลับไปนั่งที่เคาน์เตอร์เครื่องดื่ม

เสียงกระดิ่งที่ประตูดังขึ้น พร้อมกับชายคนหนึ่งเปิดประตูเดินเข้ามาภายในร้าน ราตรีก็ลุกขึ้นยืนต้อนรับลูกค้า “สวัสดีค่ะคุณพีท”

“สวัสดีครับ” พีททักทายตอบ แล้วหันไปยิ้มให้นิมิตรา “สวัสดีครับคุณนิมิตรา”

“สวัสดีค่ะคุณพีท” นิมิตราลุกขึ้นยืนต้อนรับแขก แล้วผายมือไปทางโซฟาอีกชุด “เชิญนั่งค่ะ”

“ครับๆ ถ้าคุณติดลูกค้าอยู่ก็ตามสบายครับ ผมรอได้ครับ” พีทบอกพลางมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ก่อน นิมิตราไม่อธิบายอะไร เดินนำไปแล้วผายมือ “เชิญค่ะ”

พีทจึงเดินไปนั่งที่โซฟา นิมิตราก็นั่งลงตรงข้าม ราตรีก็ชงชา ยกผลไม้ไปเสิร์ฟลูกค้า นัฐพลเหลือบมองลูกค้าแล้วก็ทำท่าทางไม่สนใจ แต่กลับกดมือถือแอบถ่ายคลิปลูกค้ากับนิมิตราเอาไว้

“ถ้าคุณสะดวก งั้นผมขอรับของไปเลยล่ะกัน” พีทพูดขึ้น นิมิตรายิ้มให้ “ค่ะคุณพีท รอสักครู่นะคะ”

แล้วเธอก็หันไปสั่งราตรีว่า “ราตรีช่วยไปหยิบของที กล่องสีแดงวางอยู่ข้างโต๊ะกระจกวารี”

“ค่ะท่าน” ราตรีรับคำแล้วก็เดินเข้าไปด้านใน ระหว่างที่รอของ พีทก็พูดว่า “มากี่ทีคุณนิมิตราก็ยังดูสวยเหมือนเดิม อ่ะๆ ไม่ซิต้องบอกว่าสวยยิ่งกว่าเดิมถึงจะถูก”

นัฐพลฟังแล้วก็แอบว่าในใจ มุกจีบสาวเฉิ่มม๊ากกกก

“แหมคุณพีทก็พูดไป” นิมิตรายิ้มแย้มหัวเราะคิกคัก พีทก็บอกว่า “ผมพูดจริงๆนะคุณนิมิตรา ดูผมซิแก่จนมีหลาน 3 คนแล้วนะครับ”

พีทอยากจะพูดอะไรต่อ แต่เห็นว่ามีลูกค้าคนอื่นอยู่ด้วยจึงไม่พูดอะไรมากนัก อันที่จริงเขาอยากจะถามเธอว่าไปทำศัลยกรรมดึงหน้าที่ไหน เขาจะได้ให้ภรรยาไปทำบ้าง จะได้เหมือนมีภรรยาคนสวยคนเดิมกลับมาอีกครั้ง แต่ถึงแม้ภรรยาจะไม่ดึงหน้า เขาก็ยังรักเธอไม่เปลี่ยนนะ

ราตรีเดินมา ประคองกล่องส่งให้ด้วยมือทั้งสองข้างอย่างนอบน้อม นิมิตราก็หยิบกล่องส่งให้ลูกค้า พีทก็รับไปโดยไม่คิดจะเปิดกล่องดู เขาส่งเช็คเงินสดให้นิมิตราทันที “ขอบคุณครับ”

“ขอบคุณค่ะ” นิมิตรายิ้มให้แล้วก็ส่งเช็คให้ราตรี ราตรีก็รับเช็คแล้วถือไปเก็บ นัฐพลเห็นตัวเลขบนเช็คแวบๆก็เบิกตาโต คิดในใจว่า ของอะไรว่ะ? ราคาเป็น 10 ล้านเลยเหรอ? หรือว่าจะเป็นยา?

พอได้ของแล้ว พีทก็ลุกขึ้นร่ำลาทันที “ขอบคุณครับ คงต้องขอตัวก่อน เดี๋ยวจะไม่ทันประชุมครับ”

“ค่ะๆ เชิญค่ะ ถ้าได้ของมาอีกจะรีบโทรไปค่ะ” นิมิตรายิ้มแย้มให้

“ขอบคุณครับ” พีทก็คว้ากล่องสีแดงเดินออกไปทันที นิมิตราเดินไปส่งลูกค้าถึงหน้าประตูร้าน พีทเดินไปขึ้นรถ จากนั้นรถเบนซ์สีดำเงาวับก็ขับออกไป นัฐพลมองอย่างจับผิด นิมิตราก็เดินไปนั่งกินขนมต่อ นัฐพลมองจ้องๆ ถามว่า “ขายอะไรไปเหรอคุณ?”

“ไข่อีทเตอร์น่ะ” นิมิตราตอบอย่างอารมณ์ดี นัฐพลขมวดคิ้ว เขาก็พอจะรู้จักไข่อีทเตอร์บ้าง แต่ไข่อีทเตอร์อะไร ทำไมถึงได้แพงเป็น 10 ล้านแบบนั้นล่ะ? หรือว่าเป็นไข่อีทเตอร์สอดใส้ยาไอซ์?

เมื่อกินขนมเสร็จ นิมิตราก็ลุกขึ้นยืน พูดว่า “ขอบคุณสำหรับขนมแสนอร่อย ฉันขอตัวก่อนล่ะ จะไปดูไข่ของฉันบ้างแล้ว ไม่รู้ป่านนี้ฟักออกมารึยัง?”

“ไข่อะไรของคุณ?” นัฐพลถาม ใจก็คิดว่าคงเป็นไข่นกหรือไม่ก็ไข่เป็ดไข่ไก่ละมั้ง นิมิตราก็ยิ้มแย้มตอบว่า “ไข่พญานาค”

“ห๊ะ!” พรูด!!! นัฐพลสำลักน้ำชาพ่นพรวดออกมา แล้วเขาก็รีบยกหลังมือเช็ดปากเช็ดหน้า นิมิตราก็เขี่ยกล่องกระดาษทิสชู่เลื่อนไปตรงหน้าเขา นัฐพลรีบดึงทิสชู่ซับหน้าแล้วซับๆเช็ดโต๊ะ แล้วเขาก็ส่ายหัวอย่างเหนื่อยใจ นิมิตรายิ้มขำๆ แล้วก็เดินเข้าไปด้านใน ราตรีถือผ้าขาวสะอาดเดินมาเช็ดโต๊ะ เช็ดเสร็จแล้วก็ถอยไปนั่งที่เคาน์เตอร์

นัฐพลนั่งมองจับผิดอยู่พักใหญ่ พลัน! นิมิตราก็ถือกล่องสีน้ำเงินเดินหน้าตื่นออกมา “ราตรี ทำไมไข่อีทเตอร์ของคุณพีทถึงมาอยู่ในกล่องนี้ล่ะ? แล้วไข่พญานาคล่ะ?”

ราตรีลุกพรวดถึงตัวเจ้านาย นิมิตราก็เปิดกล่อง ภายในกล่องมีไข่อีทเตอร์สีทองแวววาว ลวดลายโปร่งบาง ที่ขนาดมองดูแวบเดียวก็รู้เลยว่าเป็นงานศิลปะชั้นยอด ตัวไข่ประดับอัญมณีวิบวับสะท้อนแสงไฟแพรวพราว ราตรีจ้องมองไข่ในกล่องอย่างจนปัญญา ไม่อาจจะหาคำตอบให้เจ้านายได้ นิมิตรามองราตรีแล้วถามว่า “ตอนคุณหยิบกล่องสีแดงคุณได้เปิดดูข้างในไหม?”

“ไม่ค่ะท่าน” ราตรีตอบ นิมิตรากลอกตามองบนพ่นลมหายใจ “ถ้างั้นก็แสดงว่าไข่พญานาคนั่นคงชอบกล่องสีแดงมากกว่าจึงได้สับเปลี่ยนกล่องเองซินะ”

ราตรียืนนิ่งไม่มีคำตอบ นิมิตราจึงรีบหยิบมือถือมาโทรหาพีททันที แต่ปลายสายก็ปิดเครื่อง นิมิตราขมวดคิ้ว “หรือว่าขึ้นเครื่อง บินกลับอเมริกาไปแล้ว?”

นัฐพลลุกไปดูไข่อีทเตอร์ใกล้ๆ ขนาดเขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะก็ยังพอดูออกว่า ไข่อีทเตอร์ใบนี้มูลค่าหลายล้านแน่

นิมิตราก็พูดขึ้นว่า “ต้องรีบเอาไข่ไปให้คุณพีทแล้วเอาไข่พญานาคกลับคืนมาให้เร็วที่สุด ก่อนที่นาคน้อยจะออกจากไข่”

“ค่ะ” ราตรีพยักหน้ารับ นัฐพลก็พูดแทรกว่า “ผมไปด้วย ผมอยากจะเห็นว่าไข่พญานาคของคุณเป็นยังไง?”

“จะไปได้ไง?” นิมิตราดุ นัฐพลก็พูดว่า “ไปได้ซิ พาสปอร์ตผมก็มี วีซ่าอเมริกาก็ยังไม่หมดอายุ ผมไปได้ แค่ไลน์ลางานก็ได้แล้ว จะปล่อยให้คุณเดินทางตามลำพังกัน 2 คนทั้งๆที่หิ้วของแพงๆแบบนี้ได้ไง ถูกใครดักปล้นไปทำไงล่ะ”

นิมิตราทำหน้ายุ่งยากขึ้นมาทันที จะบ่ายเบี่ยงไม่ให้ไปด้วยเห็นทีคงจะยากแล้ว ในที่สุดเธอก็ถอนหายใจ สั่งราตรีว่า “เช่าเจ็ทด่วนที่สุด”

“ค่ะท่าน” ราตรีพยักหน้ารับแล้วก็เดินไปโทรศัพท์ นิมิตราก็หันไปพูดกับนัฐพลว่า “งั้นคุณก็รีบกลับไปเอาพาสปอร์ตเลย ถ้าช้าฉันไม่รอนะ”

“ท่านคะ เครื่องจะออกอีก 4 ชั่วโมงค่ะ” ราตรีบอกพลางตัดสายโทรศัพท์ ทำให้นัฐพลยิ่งสงสัยว่า ผู้หญิงคนนี้ร่ำรวยขนาดไหนกันนะ? ถึงขนาดเช่าเครื่องเจ็ทเชียวเหรอ? ฮึ่ม! งานนี้ต้องเกาะติดเป็นเห็บหมาแล้ว

แล้วเขาก็รีบออกจากร้านขับรถกลับคอนโดไปเอาพาสปอร์ตกับแพ็กกระเป๋าเดินทางอย่างรีบด่วน จากนั้นก็หิ้วกระเป๋าขึ้นรถรีบขับกลับไปที่ร้านอีกครั้ง

เมื่อเขาไปถึงที่ร้าน ก็เห็นรถ SUV คันใหญ่จอดอยู่หน้าร้านคันหนึ่ง ประตูม้วนปิดลงมาเรียบร้อยแล้ว ราตรีกำลังยกกระเป๋าเดินทางขึ้นรถ นัฐพลจึงรีบลงจากรถ หิ้วกระเป๋าไปใส่รถ SUV คันนั้น หันไปกดรีโมทล็อครถตัวเอง เมื่อล็อคเรียบร้อยแล้ว เขาก็เห็นนิมิตรานั่งอยู่หลังพวงมาลัย เขาจึงเดินไปนั่งข้างเธอ ราตรีก็ปิดท้ายรถแล้วเดินไปนั่งข้างหลัง นิมิตราไม่พูดไม่จา พอราตรีขึ้นรถแล้วก็ขับออกไปทันที

นัฐพลผวารีบจับที่จับเหนือศีรษะตัวเอง ร้องว่า “เฮ้ๆ คุณจะรีบไปไหน? ช้าๆหน่อยก็ได้”

นิมิตราเหลือบมองแว๊บหนึ่ง พูดว่า “เดี๋ยวไม่ทัน กว่าจะผ่านตม.อีก ไรอีกเยอะแยะ”

นัฐพลจึงได้แต่ถอนหายใจเฮือกๆ ระลึกถึงพระพุทธพระธรรมไป เพราะนิมิตราขับรถเร็วมาก อีกทั้งยังขับปาดซ้ายปาดขวาจนเขาใจหายใจคว่ำนั่งตัวเกร็ง ได้แต่ว่าในใจว่า โว้ๆ แม่คุณทูนหัว เบาๆหน่อยเถอะ

เขานั่งตัวเกร็งตลอดทาง ถึงจะเคยขับรถและนั่งรถไล่ล่าผู้ร้ายมาแล้ว แต่มาเจอฝีมือขับรถของนิมิตราแบบนี้ เขาแทบอยากจะกราบเธอเลยจริงๆ ฝีมือดีกว่านักแข่งรถอีกมั้ง ทำเอาสุดยอดนักขับรถประจำหน่วยกลายเป็นเด็กอนุบาลไปเลยเมื่อเทียบกับเธอ เขาหันไปมองราตรี เห็นราตรีนั่งนิ่งราวกับรูปปั้น สีหน้าเรียบเฉยไม่มีเปลี่ยนแม้เศษเสี้ยว จนเขาแอบคิดว่า ยัยคนนี้ยังเป็นคนอยู่ป่าววะ?

เขาหันกลับไปมองข้างหน้าแล้วก็ร้องลั่น “เฮ้ยๆ คุณๆ เบรก!!!”

ขอบคุณที่อ่านจนจบเล่มที่ 1 

อ่านตอนต่อไป เล่ม 2 นะคะ 

ผิดพลาดประการใด ไรท์ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!