Chapter 2 (18+)หนีเสือปะจระเข้ 1
เพราะว่าคนตระกูลหลิวน่าจะเข้ามาตรวจสอบตอนที่เด็กเฟิ่งหวงแต่งงานออกเรือน หากว่าสินเดิมของหลิวฟางอิ่งอยู่ไม่ครบ คนตระกูลหลิวคงไม่นิ่งเฉยเป็นแน่ คิดๆ ดูแล้ว หนทางผลักดันให้หลิวฟางอิ่งกลายเป็นอนุของหูเจียนย่อมง่ายกว่าฆ่านางให้ตาย
วันต่อมา หลิวฟางอิ่งก็นั่งรถม้าออกจากจวน มีรุ่ยหลินติดตามไปคอยรับใช้ กับคนขับรถม้า ซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของนาง ติดตามนางมาจากตระกูลหลิว รุ่ยหลินคิดจะให้บ่าวไพร่ชายติดตามมาอีกสองสามคน แต่ว่าเฟิ่งเฉิงออกไปค้าขายต่างเมืองในวันนี้ ทำให้คนไม่พอ ดังนั้นจึงมีแค่นางกับเจ้านายและคนขับรถม้าเดินทางไปวัดต้าฝอด้วยกัน เฟิ่งหวงก็ยืนส่งท่านแม่อยู่หน้าเรือน นางโบกมือไหวๆ หูเย่จวนก็จับมือเฟิ่งหวงเอาไว้แน่น กันไม่ให้นางวิ่งตามไปจนเสียแผนได้
หลังจากรถม้าวิ่งไปจนลับตาแล้ว หูเย่จวนจึงได้จูงเฟิ่งหวงเข้าเรือนไป เมื่อเข้าเรือนไปแล้วนางก็แทบไม่ได้สนใจอะไรหลานคนนี้เลย แม่นมซื่อเป็นคนคอยดูแลตลอดเวลา แม่นมซื่อไม่ค่อยชอบหูเย่จวนสักเท่าไหร่ เพราะว่าต่อหน้าฮูหยิน หูเย่จวนคนนี้ก็ทำเป็นปากหวานพูดจาดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอลับหลังฮูหยินแล้ว ก็ไม่ค่อยใส่ใจอะไรสักเท่าไหร่ เห็นทีเมื่อฮูหยินกลับมา นางคงต้องเตือนๆ ฮูหยินอย่าได้ไว้ใจน้องสะใภ้คนนี้นัก
เมื่อไปถึงวัดต้าฝอ หลิวฟางอิ่งก็เข้าพักในห้องที่ทางวัดจัดเตรียมไว้ให้ ห้องพักห้องนี้เป็นห้องที่หลิวฟางอิ่งเคยมาพักบ่อยๆ นางมาที่วัดนี้ทีไร ทางวัดก็จัดห้องนี้ให้นางทุกทีไป ยกเว้นว่าครั้งไหนมีคนอื่นมาพักก่อน นางจึงต้องไปพักห้องอื่นแทน รุ่ยหลินก็จัดข้าวของให้เรียบร้อย จากนั้นก็ชวนว่า “ฮูหยินเจ้าคะ พวกเราไปไหว้พระกันเถอะเจ้าค่ะ”
“อือ” หลิวฟางอิ่งพยักหน้ารับอย่างซังกะตาย รุ่ยหลินจึงประคองเจ้านายออกไป นางอยากให้เจ้านายบรรเทาความโศกเศร้าลงไปบ้างก็ยังดี บางทีการได้ฟังเทศน์ฟังพระธรรม อาจจะทำให้ฮูหยินทำใจได้บ้างกระมัง
หนึ่งนายหนึ่งสาวใช้เดินไปที่วิหารด้วยกัน พวกนางจุดธูปไหว้พระ จากนั้นก็สวดมนต์แล้วกลับห้องพักไป รอตอนเย็นทางวัดสวดมนต์ทำวัตรเย็นค่อยไปร่วมสวด รุ่ยหลินก็ยกอาหารเจไปให้เจ้านายที่ห้อง หลิวฟางอิ่งกินคำสองคำก็กินไม่ลงแล้ว รุ่ยหลินพยายามคะยั้นคะยออย่างไร หลิวฟางอิ่งก็กินไม่ลงแล้ว รุ่ยหลินจึงได้แต่ยกไปเก็บอย่างอ่อนใจ
ครั้นถึงตอนเย็น พวกนางสองคนก็ไปที่วิหารร่วมสวดมนต์ทำวัตรเย็น ในวิหารมีคนคุ้นหน้าคุ้นตาประปราย ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนเมืองเดียวกันที่มาถือศีลกินเจ บางคนก็เข้ามาทักทายพวกนางสองคน พลางปลอบให้หลิวฟางอิ่งหักอกหักใจ ทำใจอะไรทำนองนั้น
หลังจากสวดมนต์เสร็จแล้ว สองนายบ่าวก็กลับห้องพักไป ค่ำคืนผ่านไปอย่างสงบไร้เรื่องราว
วันต่อมา รุ่ยหลินก็ยกอาหารเช้าไปให้เจ้านาย หลังจากหลิวฟางอิ่งกินไปสองสามคำก็กินไม่ลง รุ่ยหลินยกไปเก็บอย่างอ่อนใจเหลือเกิน หากว่าเจ้านายยังกินน้อยเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เกรงว่าคงเป็นดั่งคำของหูเย่จวนกล่าวกระมัง คุณหนูเฟิ่งหวงคงได้ขาดแม่แน่แท้ ไม่ได้ๆ ข้าต้องพยายามทำให้ฮูหยินทำใจให้ได้!
หลังจากนั้นรุ่ยหลินก็พาเจ้านายไปร่วมสวดมนต์ที่วิหาร หลังสวดมนต์เสร็จแล้วพระจะเทศนาพระธรรม พวกนางก็นั่งฟังอย่างสงบ หลิวฟางอิ่งเหมือนฟังหูซ้ายทะลุหูขวาอย่างไรอย่างนั้น พระธรรมคำสอนเหล่านั้นเหมือนลมพัดผ่านหูไปไม่ตกผลึกใดๆ ในสมองนางเลยสักคำ สิ่งที่นางคิดอยู่ในสมองคือ ภาพคืนวันเก่าๆ ที่นางมาถือศีลกินเจร่วมกับสามี สามีและนางล้วนชอบเข้าวัดทำบุญไหว้พระ ฟังเทศน์ฟังธรรม เหมือนๆ กัน แต่บัดนี้ข้างกายนางไม่มีเขาคนนั้นนั่งอยู่เคียงข้างเสียแล้ว ทำให้น้ำตารื้นขึ้นมาอย่างกลั้นไม่อยู่ นางรีบยกแขนเสื้อขึ้นบัง แล้วซับๆ น้ำตา คนอื่นๆ ก็มองอย่างเห็นอกเห็นใจ บางคนที่นั่งอยู่ใกล้หน่อยก็ได้แต่กระซิบกระซาบให้นางทำใจ ให้นางเข้มแข็งเห็นแก่ลูกสาวที่ยังเล็กอะไรทำนองนั้น
หลังจากฟังเทศน์จบแล้ว ผู้คนก็แยกย้ายกันไป ขณะที่รุ่ยหลินประคองเจ้านายเดินกลับห้องพัก จู่ๆ ก็ได้ยินผู้หญิงสองคนคุยกันว่า “ข้าเห็นหลังเขาเลี้ยงกระต่ายไว้ด้วย เชื่องยิ่งนัก เจ้าไปดูพวกมันกับข้าเถอะ”
“ได้ๆ พวกเราไป” หญิงอีกคนตอบรับแล้วพากันเดินไป รุ่ยหลินฟังแล้วอยากให้เจ้านายเปลี่ยนบรรยากาศบ้างจึงชวนว่า “ฮูหยินเจ้าคะ พวกเราตามพวกนางไปดูกระต่ายกันดีไหมเจ้าคะ?”
“อือ” หลิวฟางอิ่งรับคำอย่างซังกะตาย รุ่ยหลินจึงประคองเจ้านายเดินตามผู้หญิงสองคนนั้นไป ผู้หญิงสองคนนั้นเดินคุยกันไปเรื่อยๆ ไม่ได้สนใจเลยว่ามีใครตามพวกนางไปหรือเปล่า รุ่ยหลินเห็นท่าทีเช่นนั้นจึงพาเจ้านายเดินตามพวกนางไปอย่างวางใจ อีกทั้งนี่เป็นเขตวัด โจรผู้ร้ายไม่มี ดังนั้นรุ่ยหลินจึงได้วางใจ
หลิวฟางอิ่งเดินไปพลางพูดว่า “ทางนี้ เมื่อก่อนข้าเคยมากับท่านพี่ ตอนนั้นหิมะเริ่มตกพอดี ช่างสวยเหลือเกิน”
รุ่ยหลินฟังแล้วยิ่งสงสารเจ้านายมากขึ้น เมื่อไหร่นะที่นางจะทำใจได้!?
หลิวฟางอิ่งเดินไปพลางพูดถึงความทรงจำในวันวาน รุ่ยหลินประคองนางเดินไปตามทางเล็กๆ ลาดชันอย่างระมัดระวัง เส้นทางเส้นนี้เป็นทางดิน มีหินกรวดตะปุ่มตะป่ำ หากเดินไม่ระวังอาจจะลื่นล้มได้
ยิ่งเดินยิ่งไกลจากวัดไปเรื่อยๆ รุ่ยหลินยังได้ยินเสียงผู้หญิงสองคนนั้นคุยกันอยู่ข้างหน้า แต่ว่านางกลับรู้สึกขนลุกอย่างประหลาด รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีนัก นางจึงชวนว่า “ฮูหยินเจ้าคะ ข้าว่าพวกเรากลับกันเถอะเจ้าค่ะ นี่ก็ไกลจากวัดมากแล้ว ขากลับพวกเรายังต้องเดินขึ้นเขาอีก หากว่าไกลกว่านี้ท่านจะเดินไม่ไหวนะเจ้าคะ”
“อือ” หลิวฟางอิ่งรับคำอย่างเลื่อนลอย จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว รุ่ยหลินจึงประคองเจ้านายหันหลังกลับ พวกนางเดินไปได้เพียง 2 ก้าว จู่ๆ ก็มีผู้ชาย 4 คนพุ่งมาดักหน้าพวกนางเอาไว้ รุ่ยหลินชะงักกึก ดันเจ้านายไปข้างหลังเอาตัวบังเจ้านายเอาไว้ทันทีพลางถามเสียงเข้มว่า “พวกเจ้ามาขวางทางพวกข้าทำไม? จะปล้นรึ?”
“ปล้น!” ผู้ชายคนหนึ่งตอบเสียงดังกระโชกโฮกฮาก รุ่ยหลินดึงมีดสั้นออกมาจากข้างเอวทันที ถึงนางจะไม่เป็นวรยุทธ์อะไรเลย แต่ว่านางย่อมคิดจะปกป้องตัวเองและเจ้านายอย่างดีที่สุด
“โอ๊ะโอ น้องสาว เล่นมีดเล่นไม้ไม่ดีนา” ชายอีกคนชูนิ้วขึ้นโบกไปโบกมา หลิวฟางอิ่งหลบอยู่หลังสาวใช้ สติสตังเริ่มกลับมา นางเกิดความกลัวขึ้นมาในใจ กลัวว่าจะถูกฆ่าตายแล้วไม่ได้เห็นหน้าลูกสาวอีก นางก่นด่าตัวเองในใจ นางไม่น่าเดินมาทางนี้เลย เส้นทางนี้เปลี่ยว ไม่ค่อยมีใครเดินมาสักเท่าไหร่ ยากนักที่จะมีคนมาช่วยพวกนาง อีกทั้งพวกมัน 4 คนก็ดูเหมือนอันธพาลนักเลง ไม่ใช่คนดีๆ ที่จะสามารถใช้คำพูดคำจามีเหตุมีผลหว่านล้อมได้
“อย่าเข้ามานะ!” รุ่ยหลินชี้มีดไปข้างหน้า หากใครกล้าพุ่งเข้ามานางก็จะฟันจะแทงมันเสีย!
มืออีกข้างก็กุมมือฮูหยินที่อยู่ข้างหลังเอาไว้แน่น หลิวฟางอิ่งหันไปมองข้างหลัง คิดจะวิ่งลงเขาหนีไปกับสาวใช้ แต่เมื่อนางมองไปก็เห็นผู้ชาย 2 คนยืนดักทางหนีของนางเอาไว้ หนึ่งในนั้นเป็นคนที่นางรู้จักดี หูเจียน! น้องชายของหูเย่จวน!
คนๆ นี้มักจะมองนางด้วยสายตาพิกลบ่อยๆ ทำให้นางไม่ชอบเขาเลยสักนิด ยิ่งตอนนี้สายตาที่มองมาที่นาง เป็นสายตาแทะโลมอย่างชัดเจน ต่อให้นางโง่ขนาดไหนก็พอจะเดาได้แล้ว นางจึงหันไปเผชิญหน้ากับหูเจียน ตะคอกว่า “หูเจียน! เจ้าคิดจะทำอะไร!?”
“พี่สะใภ้ ยอมไปกับข้าดีๆ เถอะ จะได้ไม่เจ็บตัว หากว่าพี่สะใภ้ดื้อดึง ข้าคงต้องลงมือลงไม้บ้างนิดหน่อย” หูเจียนบอก สายตาก็มองเรือนร่างนางอย่างหื่นกระหาย
“ฮึ! ไอ้คนเลว ที่แท้เจ้าก็วางแผนเอาไว้แล้ว” รุ่ยหลินหันไปมองข้างหลัง ขณะที่มือยังชี้มีดออกไป นางรีบหันกลับมามองผู้ชาย 4 คนตรงหน้าอย่างระแวง
“จับพวกนาง” หูเจียนสั่ง ผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างเขาจึงขยับไปข้างหน้าทันที พร้อมกับผู้ชาย 4 คนที่ดักอีกด้านก็ขยับก้าวไปหาผู้หญิงทั้งสองคน รุ่ยหลิงสะบัดมีดไปมา “อย่าเข้ามานะ!”
นางป้องกันเจ้านายเหมือนแม่ไก่ป้องกันลูกอย่างไรอย่างนั้น แต่ว่าคนพวกนั้นเป็นวรยุทธ์ นางเหวี่ยงมีดไปมาไม่กี่ทีก็ถูกจับข้อมือได้ ซ้ำยังถูกบิดจนมีดหล่นลงพื้น แกร๊ง!
หลิวฟางอิ่งก็สู้เช่นกัน แต่นางเป็นสตรีไร้วรยุทธ์ สู้ไม่ทันไรก็ถูกจับบิดแขนไพล่หลังแล้ว
“โอ๊ย!” นางร้องเพราะเจ็บ ไม่กี่อึดใจต่อมานางก็ถูกมัดข้อมือข้อเท้า ถูกหูเจียนแบกขึ้นบ่าเหมือนหามหมูอย่างไรอย่างนั้น ปากนางถูกอุดด้วยผ้าผืนหนึ่ง รุ่ยหลินก็มีสภาพไม่ต่างกัน ถูกมัดข้อมือข้อเท้า ถูกผู้ชายคนหนึ่งหามขึ้นบ่า ปากก็ถูกอุดด้วยผ้า ได้แต่ส่งเสียงอู้ๆ พวกหูเจียนแบกสตรีทั้งสองเดินลงเขาไป มุ่งหน้าไปยังกระท่อมของคนล่าสัตว์ที่อยู่ตรงตีนเขา
ส่วนสตรี 2 คนก่อนหน้านี้หลังจากได้เงินค่าจ้างแล้วพวกนางก็รีบจากไปทันที พวกนางถูกจ้างให้มาพูดจาหลอกล่อฮูหยินเฟิ่งให้เดินไปทางหลังเขา ในเมื่อหลอกล่อสำเร็จก็ได้เงินค่าจ้างส่วนที่เหลือ
หลังเขาไม่มีกระต่ายเลี้ยงเอาไว้แม้แต่ตัวเดียว มีแต่กระต่ายป่าที่วิ่งเร็วนักจนแม้แต่สุนัขล่าสัตว์ยังวิ่งตามไม่ทัน แต่ที่หูเจียนให้สตรีทั้งสองพูดว่ามีกระต่ายเลี้ยงที่หลังเขาก็เพราะว่า เฟิ่งหยางเคยพูดกับหลิวฟางอิ่งว่า สักวันเขาจะจับกระต่ายมาให้นางเลี้ยงหลายๆ ตัว ดังนั้นนางจึงหลงกลแผนการของเขา เดินตามสตรีนกต่อ 2 คนนั้นมาอย่างไม่ระแวงสงสัยอะไรเลย
เมื่อถึงกระท่อมของคนล่าสัตว์ซึ่งทิ้งร้าง หูเจียนก็เดินเข้าไปในกระท่อมผุๆ หลังนั้นแล้ววางหลิวฟางอิ่งลงบนแคร่ไม้ไผ่ในกระท่อม เขายืดตัวขึ้นแล้วล้วงขวดยาออกมาจากอกเสื้อ เปิดจุกเทยาออกมาเม็ดหนึ่งแล้วก้มลงไปดึงผ้าที่อุดปากออก หลิวฟางอิ่งก่นด่าทันที “เจ้าสารเลว! อุ๊บ!”
หูเจียนยัดยาเม็ดนั้นใส่ปากนางแล้วปิดปากนางไว้ไม่ให้นางบ้วนยาทิ้งได้ หลิวฟางอิ่งถูกปิดปากปิดจมูกจนหายใจแทบไม่ออก นางกลืนยาลงไปตอนไหนก็ไม่รู้ จนหูเจียนปล่อยมือนางจึงได้ไอโขลกๆ รีบสูดหายใจเข้าไป
“นายท่าน นางคนนี้พวกข้าขอเถอะ” เสียงดังมาจากข้างนอก หูเจียนฟังแล้วตอบว่า “ตามใจ แต่พวกเจ้าพานางไปให้ไกลหน่อยล่ะ อย่าให้กระทบกับแผนการของข้าเชียว”
“ได้เลย” เสียงตอบดังมา จากนั้นก็มีเสียงเดินห่างออกไป หลิวฟางอิ่งรีบตะโกน “อย่าทำอะไรรุ่ยหลินนะ!”
“หึ! ตัวเจ้ายังเอาตัวไม่รอด ยังจะห่วงนังนั่นอีกรึ” หูเจียนแค่นเสียงเยาะ แล้วล้วงธูปออกมาจากอกเสื้อ เขาจัดแจงจุดธูปดอกนั้นแล้วปักไว้ข้างแคร่ จากนั้นก็หันไปมองหลิวฟางอิ่งด้วยสายตาหื่นกระหาย “วันนี้เจ้าไม่พ้นมือข้าหรอก มาๆ มาให้ข้าเชยชมเถอะ”
“เจ้าอย่าเข้ามานะ!” หลิวฟางอิ่งตะคอกเสียงดังแล้วร้องตะโกนว่า “ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย!”
“หึ! เจ้าร้องให้คอแตกก็ไม่มีใครมาช่วยเจ้าได้หรอก” หูเจียนเยาะเย้ย แล้วก้มลงไปแก้เชือกที่ข้อเท้านาง หลิวฟางอิ่งปล่อยให้เขาแก้เชือกออกเพราะนางคิดจะวิ่งหนีไปน่ะซิ ถ้าไม่แก้เชือกออก นางจะวิ่งหนีไปได้อย่างไร คงได้คลานกระดุ๊บๆ หนีเหมือนหนอนกระมัง
“หึ! คิดจะหนี ไม่ง่ายแบบนั้นหรอก” หูเจียนเยาะเย้ยอีก หลิวฟางอิ่งไม่สนใจคำพูดนั้น นางขยับตัวลุกขึ้นได้ก็จะวิ่งหนี แต่พอก้าวเท้าออกไป นางกลับขาอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงไป “เจ้า! เจ้าเอายาอะไรให้ข้ากิน!?”
“หึๆ ยาปลุกกำหนัดอย่างไรล่ะ ยานี่ข้าซื้อมาจากหอนางโลม เจ้าคิดหนีก็หนีไม่ได้หรอก หึๆๆๆ…” หูเจียนหัวเราะอย่างย่ามใจ หลิวฟางอิ่งก่นด่า “สารเลว! เจ้ามันชั่วนัก!”
“หึๆ อีกเดี๋ยวเจ้าก็ไม่ด่าข้าแล้ว” หูเจียนหัวเราะอย่างย่ามใจ ยื่นมือไปจะฉีกเสื้อผ้านางออกจากตัว พลัน! ประตูก็ถูกผลักเข้ามา เขาจึงหันไปดู คนที่เข้ามาไม่ใช่อันธพาลกลุ่มนั้น แต่เป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ สวมเสื้อผ้าแพรไหมชั้นดี
“เจ้าเป็นใคร? เข้ามาทำไม? ออกไปซะ!” หูเจียนตะคอกใส่ ชายผู้นั้นมองไปบนแคร่ เห็นสตรีนางหนึ่งถูกมัดมือไพล่หลัง นอนอ่อนแรงอยู่บนแคร่ เขาจึงชี้นิ้วสั่ง “เจ้าซิควรจะออกไปซะ จับผู้หญิงมาคิดจะขืนใจนาง คนอย่างเจ้าสมควรตาย!”
“หึ! เจ้าซิควร…” หูเจียนพูดยังไม่ทันจบก็ถูกชายคนนั้นถีบพลั๊ก!
“อึก!” หูเจียนส่งเสียงคำหนึ่งพลางกระเด็นไปกระแทกผนังกระท่อมเสียงดังโคร้ม!
เขาหมดสติไปทันที หลิวฟางอิ่งมองชายคนนั้นพลางขอร้องเสียงอ่อนแรงว่า “ช่วยข้า…ช่วยแก้มัดข้าที”
นางรู้สึกอ่อนแรงไปหมด มือเท้าเหมือนชาๆ อย่างไรไม่รู้ ชายคนนั้นจึงเดินไปหานาง ช่วยแก้มัดให้นาง หลังจากแก้มัดแล้วเขาจึงถาม “เจ้าเดินไหวหรือไม่?”
“ไม่ไหว มันเอายาให้ข้ากิน ข้าไม่มีแรงเลย” หลิวฟางอิ่งตอบเสียงเบา ชายคนนั้นจึงก้มลงไปอุ้มนางขึ้นมา ทันทีที่เขาได้กลิ่นกายนาง ส่วนนั้นของเขาก็แข็งขึงขึ้นมา เมื่อเขามองไปที่ข้างแคร่จึงเห็นธูปดอกหนึ่งปักอยู่ กลิ่นธูปหอมหวานนั้นทำให้เขาตกใจจนหน้าเปลี่ยนสีทันที “ธูปปลุกกำหนัด!”
ธูปชนิดนี้ เขารู้จักดี เอาไว้ปลุกกำหนัดบุรุษ ตามหอนางโลมนิยมจุดไว้ในห้อง ทำให้บุรุษที่ไปหาความสำราญรู้สึกคึกคักเหมือนม้าป่าอย่างไรอย่างนั้น เขาสูดควันธูปมาสักพักแล้ว ทีแรกเขาคิดว่าเป็นกำยานไล่แมลงเสียอีก เขาไม่ทันดูดีๆ เพราะมัวแต่สนใจจะช่วยคน เขาออกมาล่าสัตว์เล่น พอดีเจอชายกลุ่มหนึ่งกำลังจะขืนใจสตรีคนหนึ่ง เขาจึงให้ลูกน้องเข้าไปช่วยคน ส่วนชายกลุ่มนั้นก็ถูกเขาสั่งฆ่าไปหมดแล้ว ชายที่ขืนใจสตรีเขาเกลียดนัก ดังนั้นเจอเมื่อไหร่ เขาจึงไม่คิดมากสักนิด ฆ่าทิ้งได้ก็ฆ่าเลย!
เมื่อช่วยสตรีนางนั้นได้แล้ว นางจึงขอร้องให้เขารีบไปช่วยเจ้านายของนาง เขาจึงได้รีบมา ซึ่งเขาก็มาทันก่อนที่สตรีคนนี้จะถูกชายคนนั้นขืนใจ แต่ว่าเขาดันถูกพิษของธูปปลุกกำหนัดไปซะแล้ว! บัดซบ!
เขาก้าวไปหิ้วคอชายคนนั้นแล้วลากออกไปนอกกระท่อม เขาโยนคนให้ลูกน้องพลางสั่ง “ฆ่าซะ”
“ขอรับ” ลูกน้องรับคำสั่งแล้วลากคนออกไป ชายคนนั้นเดินกลับเข้าไปในกระท่อมพยายามอดทนต่ออารมณ์พลุ่งพล่านที่พุ่งขึ้นมา เขาถามสตรีนางนั้นว่า “เจ้าแต่งงานรึยัง?”
หลิวฟางอิ่งตอบอย่างอ่อนแรง “ข้าแต่งงานแล้ว”
ชายคนนั้นฟังแล้วแทบอยากจะคลั่งขึ้นมาทันที หากว่านางยังไม่แต่งงาน เขาทำให้ไม้กลายเป็นเรือ* เขาก็จะรับผิดชอบตกแต่งกับนาง มอบฐานะอนุให้นาง แต่นี่นางแต่งงานแล้ว เขาไม่อาจแย่งภรรยาของผู้อื่นได้ นี่มันบัดซบสิ้นดี! หรือข้าควรจะระบายกับสาวใช้คนนั้นดี? ไม่ๆ หน้าตาเช่นนั้นข้ากระเดือกไม่ลง!!!
(สำนวน “ไม้กลายเป็นเรือ” หรือในภาษาจีนคือ “木已成舟” (mù yǐ chéng zhōu) หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกต่อไป เหมือนกับไม้ที่ถูกนำไปสร้างเป็นเรือแล้ว ไม่สามารถกลับไปเป็นไม้ท่อนได้อีก
สำนวนนี้มักใช้เปรียบเทียบกับเหตุการณ์หรือการกระทำที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว ผลลัพธ์ได้ปรากฏแล้ว ไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้อีก ทำได้เพียงยอมรับและปล่อยให้เป็นไปตามนั้น)
“แต่น่าเสียดายที่สามีข้าจากไปเร็วเหลือเกิน เขาทิ้งให้ข้าเป็นหม้าย ทิ้งลูกที่ยังเล็กไปได้อย่างไร หากเขายังอยู่ เจ้าสารเลวนั่นจะกล้าทำเช่นนี้กับข้าหรือ” หลิวฟางอิ่งบ่นอย่างคับแค้นใจ นางไม่รู้เลยว่าคำบ่นของนางจะปลุกไฟของชายคนนั้นให้ลุกโชนแล้ว!
ที่แท้นางเป็นหม้ายหรือ!?
“เจ้าเป็นหม้ายรึ?” ชายคนนั้นถาม หลิวฟางอิ่งตอบ “อืม ข้าเป็นหม้าย เพราะข้าเป็นหม้าย เจ้าสารเลวนั่นถึงได้กล้าคิดชั่วกับข้า ข้าจะฆ่ามัน! ไม่ ข้าจะตอนมันให้มันกลายเป็นขันทีก่อนแล้วค่อยฆ่ามัน!”
ชายคนนั้นฟังคำตอบแล้วรู้สึกลิงโลดในใจยิ่งนัก เขาจึงก้าวไปยืนข้างแคร่แล้วก้มลงไปบอกว่า “ข้าฆ่ามันไปแล้ว เจ้าเลิกแค้นใจได้แล้ว”
“ฆ่ามันแล้ว!?” หลิวฟางอิ่งย้อนถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ ฆ่าคนมีความผิด ต้องชดใช้ชีวิต คนๆ นี้กลับบอกว่าฆ่าคนได้ง่ายๆ แบบนี้ได้อย่างไร เขาเป็นใคร?
“ข้าฆ่ามันให้เจ้าแล้ว เจ้าควรจะตอบแทนข้าสักหน่อยไหม?” ชายคนนั้นบอกแล้วถาม หลิวฟางอิ่งถาม “จะให้ข้าตอบแทนท่านด้วยเงินทองเท่าไหร่หรือ? บ้านข้าไม่ได้ร่ำรวยนัก ดูจากเสื้อผ้าที่ท่านใส่ ท่านย่อมรวยกว่าข้ามาก”
“ข้าไม่ต้องการเงินทอง ข้าต้องการร่างกายเจ้า” ชายคนนั้นบอก หลิวฟางอิ่งตกตะลึงไป “อะไรนะ!”
“แม่นาง ข้าถูกพิษธูปปลุกกำหนัด ไหนๆ เจ้าก็เป็นหม้าย เจ้าก็ช่วยตอบแทนข้าสักหน่อยเถอะ” ชายคนนั้นบอก เขาพยายามสะกดข่มอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านเอาไว้ หลิวฟางอิ่งอยากจะลุกขึ้นวิ่งหนีแล้ว แต่ว่านางก็วิ่งไม่ไหว นางไร้เรี่ยวแรงจนแม้แต่จะยันตัวลุกขึ้นยังไม่มีแรงเลย นี่มันไม่ต่างอะไรกับ ‘หนีเสือปะจระเข้’ ชัดๆ
ชายคนนั้นยื่นมือไปแก้เสื้อนางออก หลิวฟางอิ่งพยายามกระถดตัวหนี “อย่า!”
“แม่นางไม่ต้องกลัว ข้าจะอ่อนโยนกับเจ้า” ชายคนนั้นบอกพลางกดตัวนางไว้ อีกมือก็แก้เสื้อนางออกไปด้วย หลิวฟางอิ่งฝืนยกมือผลักเขา “อย่า! เจ้าอย่าทำเช่นนี้!”
ชายคนนั้นจึงจับมือนางไว้ แล้วคว้าเชือกเส้นนั้นที่เขาแก้ออกไป เอามามัดมือนางทั้งสองข้างใหม่ จากนั้นก็โยงอีกด้านไปผูกกับแคร่เอาไว้ ถ้าไม่ใช่เพราะว่านางหน้าตางดงาม เขาคงไม่คิดฝืนใจนางแบบนี้หรอก อีกทั้งเขาถูกพิษธูปปลุกกำหนัดจนแทบจะบ้าคลั่งแล้ว ถ้ายังไม่ได้ระบายออก เขาได้บ้าคลั่งขึ้นมาจริงๆ แน่!
เมื่อมัดเสร็จแล้ว เขาจึงวกกลับไปแก้เสื้อนางต่อ หลิวฟางอิ่งน้ำตาไหลริน นางร้องไห้ขอร้องอ้อนวอนเขา “อย่าทำเช่นนี้เลยท่านจอมยุทธ์ ข้าขอร้องท่านล่ะ ได้โปรด ปล่อยข้าไปเถอะ”
