Skip to content
Cover น้องสาว

น้องสาวเจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก 5

Chapter 5 สู่ขอ

หลิวฟางอิ่งขยับสะโพกอย่างอึดอัดใจ นางอยากหุบขา อยากลุกหนีนัก แต่ว่าหากนางขัดขืน นางก็ไม่กล้าทำ เพราะคนๆ นี้น่าจะเป็นคนประเภทที่เคยชินกับการออกคำสั่งคน เขาเป็นคนประเภทที่ไม่ชอบถูกปฏิเสธกระมัง นางจำได้ตอนที่นางปฏิเสธเขา สีหน้าเขาเหี้ยมเกรียมขึ้นมาแวบหนึ่ง ชั่วแวบนั้นนางรู้สึกเหมือนตัวเองแทบหยุดหายใจไป เขาดูน่ากลัวเหลือเกิน!

หยางซีถิงทายาให้นางจนทั่วดีแล้วเขาจึงดึงนิ้วออกมา เขาก้มลงไปจูบต้นขาอ่อนของนาง หลิวฟางอิ่งสะดุ้งเฮือก ในใจนึกกลัวว่าเขาจะจับนางทิ่มแทงอีก หยางซีถิงจูบทีหนึ่งแล้วยืดตัวขึ้น เขาบอกนางน้ำเสียงอ่อนนุ่ม “แต่งตัวซิ”

หลิวฟางอิ่งรู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที นางรีบหุบขาขยับลุกขึ้นแต่งตัวโดยเร็ว หยางซีถิงก็ช่วยนางแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ หลิวฟางอิ่งแต่งตัวเสร็จแล้วก็หวีผม ในห่อผ้ามีแม้กระทั่งหวีและปิ่นเงินลวดลายเรียบๆ อันหนึ่ง ปิ่นเงินนี้เต๋อผิงหยิบมาแบบไม่ได้เลือกมากนัก เรียกว่าหยิบส่งๆ มาก็ว่าได้ เขายังไม่แต่งงาน ดังนั้นเรื่องเลือกของให้สตรีเขาจึงไม่สันทัดเลย ตอนที่เขาไปซื้อเสื้อผ้าสตรี เขาก็ให้ลูกจ้างในร้านช่วยเลือกๆ ให้ ลูกจ้างเสนออะไรเขาก็เลือกมาเพียงชุดเดียวกับปิ่นเงินอันหนึ่ง

หลิวฟางอิ่งหวีผมเกล้ามวยเรียบร้อยแล้วก็ปักปิ่น หยางซีถิงมองดูนาง เห็นนางแต่งตัวดีแล้วจึงกุมมือนางจูงออกจากกระท่อม หลิวฟางอิ่งเดินตามเขาไปอย่างเกร็งๆ พวกลูกน้องของหยางซีถิงพอเห็นเจ้านายออกมาจากกระท่อม พวกเขาก็เหลือบมองแวบหนึ่ง ครั้นเห็นคนข้างกายเจ้านาย พวกเขาก็ตะลึงมองมากหน่อย จนได้ยินเสียงเจ้านายสั่งว่า “เอาม้ามา”

“อ่า…ขอรับ” ลูกน้องรับคำสั่งแล้วรีบไปจูงม้ามาให้

หลิวฟางอิ่งมองๆ แล้วลองถามว่า “ท่านจะพาข้าไปไหน?”

“กลับเมืองหลวงไปด้วยกันกับข้าน่ะซิ” หยางซีถิงบอก หลิวฟางอิ่งรีบพูด “แต่ว่าหากท่านพาข้าไปด้วยตอนนี้ คนจะพูดจนข้าเสื่อมเสียชื่อเสียง วันหน้าข้าก็โงหัวไม่ขึ้นอีกเลยนะ”

หยางซีถิงชะงักงันไป ถูกนางท้วงติงเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกตัวว่าเขาใจร้อนเกินไปจริงๆ นั่นแหละ เขาคิดๆ อยู่ครู่หนึ่งแล้วบอกว่า “เช่นนั้นเจ้ากลับบ้านตระกูลเฟิ่งไปก่อน ข้าจะให้คนของข้าติดตามไปด้วย จากนั้นเจ้ากลับบ้านเดิมที่เมืองหลวง แล้วข้าจะส่งแม่สื่อไปสู่ขอเจ้า แต่งเจ้าเข้าจวนมาเป็นอนุของข้า”

“เจ้าค่ะ” หลิวฟางอิ่งรับคำ นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว

“เจิ้งชูซิน(郑楚欣) เจ้ามานี่” หยางซีถิงเรียก เจิ้งชูซินรีบวิ่งไปหาทันที “นายท่าน”

“เจ้าตามนางไป ต่อไปนี้เจ้าเป็นสาวใช้ข้างกายนาง เจ้าต้องดูแลนางให้ดีๆ” หยางซีถิงสั่ง เจิ้งชูซินรับคำสั่ง “เจ้าค่ะ”

“อิ่งเอ๋อร์ นี่คือเจิ้งชูซิน ต่อไปนี้นางคือสาวใช้ของเจ้า เจ้าจะสั่งให้นางทำอะไรก็ได้ นางจะดูแลเจ้า จะปกป้องเจ้าเป็นอย่างดี” หยางซีถิงบอกกับหลิวฟางอิ่ง หลิวฟางอิ่งขานรับ “เจ้าค่ะ”

นางมองเจิ้งชูซิน คนๆ นี้หน้าตาสามัญ รูปร่างเพรียวบาง คิดว่าคงเป็นสาวใช้ของเขาที่เขาให้มาจับตาดูนางกระมัง หากนางกล้าหนี เกรงว่าเขาคงให้คนฆ่าล้างตระกูลนางจริงๆ

“ขึ้นม้าซิ” หยางซีถิงสั่ง หลิวฟางอิ่งมัวแต่คิดอะไรอยู่จึงไม่ได้ยิน จนกระทั่งเขาอุ้มนางขึ้น นางจึงตกใจร้องคำหนึ่ง “อ้า!”

“เจ้าจะร้องทำไม” หยางซีถิงบ่น หลิวฟางอิ่งหน้าแดง จู่ๆ ก็ถูกอุ้มต่อหน้าคนอื่น นางจึงรู้สึกอับอายไม่น้อย นางขืนตัวพลางรีบบอก “ท่านปล่อยข้าลงเถอะ”

“ข้าจะอุ้มเจ้าขึ้นม้า เจ้าขึ้นเองได้รึ?” หยางซีถิงบอก หลิวฟางอิ่งส่ายๆ หน้า นางไม่เคยขี่ม้า ย่อมขึ้นหลังม้าไม่เป็น หยางซีถิงบอก “ข้าจะพาเจ้าไปส่งที่วัดต้าฝอ”

เขาก้มลงกระซิบข้างหูนางว่า “เจ้าเจ็บขนาดนี้ เจ้าเดินกลับไปไม่ไหวหรอก ขึ้นม้าเถอะ ข้าจะพาไปส่ง”

หลิวฟางอิ่งฟังแล้วหน้าแดงก่ำ นางอายยิ่งนัก แล้วค้อนใส่เขาทีหนึ่ง นางเจ็บขนาดนี้เพราะใครล่ะ!

หยางซีถิงมองกริยาท่าทีของนางแล้วยิ้มกริ่ม หากว่าไม่ใช่เพราะนางเจ็บอยู่ เขาคงพานางกลับไปที่เรือนพักด้วยกัน แล้วจับนางทิ่มแทงอีกสักหลายๆ หนให้หนำใจเลยเชียว!

เขาส่งนางขึ้นม้า จากนั้นเขาก็ขึ้นม้าอีกตัวหนึ่งแล้วจับจูงม้าของนางเดินตามม้าของเขา คนอื่นๆ ก็ขึ้นม้าแล้วตามเจ้านายไป ส่วนสาวใช้คนนั้นก็ถูกแก้มัดแล้วจับขึ้นม้าตัวหนึ่ง เจ้าของม้าตัวนั้นก็เดินจูงม้าให้นางตามขบวนเจ้านายไป

หลิวฟางอิ่งนั่งอยู่บนหลังม้า ตัวเกร็งแข็งทื่ออย่างกลัวตก ม้าพวกนี้ตัวใหญ่กว่าม้าของบ้านนางมากนัก ดูๆ แล้วเป็นม้าพันธุ์ดีทั้งหมด นางมองๆ แล้วรู้สึกสงสัยในใจ เขาเป็นใครกัน!?

เขามีคนรับใช้หลายคน แต่ละคนล้วนดูแล้วน่าจะเป็นวรยุทธ์กันทั้งหมด ฐานะของเขาย่อมไม่ธรรมดาสามัญแน่นอน!

นางคิดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวัดต้าฝอตอนไหนก็ไม่รู้ นางรู้ตัวอีกที ก็อยู่ในลานหน้าวัดแล้ว

“ฮูหยิน!” เจียห้าว(佳浩) คนขับรถม้าของหลิวฟางอิ่ง รีบวิ่งไปหาทันทีที่เห็นเจ้านายตัวเองบนหลังม้าตัวใหญ่ เขากำลังร้อนใจเลยหลังจากที่รู้ว่านางกับรุ่ยหลินหายไปจากวัด เขากำลังจะให้คนช่วยออกตามหาพอดี

เจิ้งชูซินก้าวเข้าไปประคองหลิวฟางอิ่งลงจากหลังม้า หลิวฟางอิ่งลงมายืนบนพื้น เจียห้าวก็รีบปราดแทรกเข้ามามองๆ ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างเป็นห่วงเป็นใย พลางถามว่า “ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหมขอรับ? ท่านหายไปไหนขอรับ? บ่าวร้อนใจจะตายแล้ว บ่าวกำลังจะให้คนช่วยกันออกตามหาท่านเชียว”

“ข้า…” หลิวฟางอิ่งอึกอัก หยางซีถิงจึงบอกว่า “ข้าไปเจอพวกนางนายบ่าวกลิ้งตกเขาจึงช่วยพามาส่ง ในเมื่อส่งคนถึงที่แล้วข้าก็ไปล่ะ”

เขาพูดจบแล้วก็ชักม้าเดินออกจากลานวัดไปทันที ทำเหมือนนางเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่เขาบังเอิญไปพบเจอแล้วจึงพามาส่งเท่านั้น

รุ่ยหลินก็ถูกประคองลงจากหลังม้า นางยังตั้งสติไม่ค่อยได้เลยจึงมีท่าทางมึนงง

พวกหยางซีถิงไปกันหมดแล้ว เหลือเพียงเจิ้งชูซินที่ยืนอยู่ข้างหลิวฟางอิ่ง เจียห้าวมองสตรีแปลกหน้าที่ยืนอยู่ข้างเจ้านายพลางถาม “แม่นางท่านนี้คือ?”

“ข้าคือสาวใช้คนใหม่ที่ฮูหยินรับไว้” เจิ้งชูซินบอก เจียห้าวจึงหันไปมองเจ้านาย หลิวฟางอิ่งพยักหน้ารับ “ใช่ นางคือสาวใช้คนใหม่ของข้า นางชื่อเจิ้งชูซิน เอาล่ะ ข้าจะไปนอนพักก่อนล่ะ แล้วพรุ่งนี้ค่อยกลับบ้านตระกูลเฟิ่งเถอะ ข้าคิดถึงหวงเอ๋อร์แล้ว”

นางบอกแล้วก็เดินไปทางห้องพัก เจิ้งชูซินรีบก้าวไปประคองเจ้านายใหม่ วางท่าเป็นสาวใช้เต็มตัว นางรู้ดีว่าท่านแม่ทัพไม่ได้ให้นางมาเป็นสาวใช้เท่านั้น แต่ให้นางมาคอยจับตาดูอนุคนนี้ไม่ให้นางคิดหนีไปได้ต่างหาก!

เจียห้าวมองตามอย่างงุนงง จู่ๆ ฮูหยินก็รับสาวใช้เพิ่ม? เขาจึงหันไปมองรุ่ยหลินแล้วถามว่า “นางเป็นสาวใช้คนใหม่รึ?”

“อืม” รุ่ยหลินพยักหน้าตอบ

“แล้วเจ้ากับ…” เจียห้าวถามยังไม่ทันจบ รุ่ยหลินก็เอ่ยขัดขึ้นว่า “ข้าไปล่ะ ฮูหยินไปนู้นแล้ว”

นางบอกแล้วก็รีบเดินตามฮูหยินไปทันที เรื่องราวที่เกิดขึ้นจะให้คนอื่นรู้เพิ่มไม่ได้เด็ดขาด ต่อให้เจียห้าวจะเป็นบ่าวที่ติดตามมาจากบ้านเดิมก็เถอะ เจียห้าวมีข้อเสียตรงที่พอเหล้าเข้าปาก มีความลับอะไรก็คายออกมาหมด เรื่องที่เกิดขึ้นล้วนทำให้ฮูหยินเสื่อมเสียชื่อเสียงจนไม่อาจสู้หน้าผู้คนได้อีก ดังนั้นจะให้ใครรู้เรื่องเพิ่มขึ้นอีกไม่ได้เด็ดขาด!

เจียห้าวมองตาม หน้าตางงๆ แล้วก็ไม่คิดอะไรมากอีก ฮูหยินกลับมาอย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว ก่อนหน้านี้เขาร้อนใจจะตายแล้ว เขาเดินหาฮูหยินกับรุ่ยหลินจนทั่ววัดเลย แต่ก็ไม่เจอ เขาจึงกำลังจะไปขอให้คนอื่นๆ ช่วยกันออกไปตามหา ก็พอดีฮูหยินกลับมาก่อน เขาจึงยังไม่ได้ให้ใครออกไปช่วยตามหา

หลิวฟางอิ่งเข้าห้องพักไปแล้วก็จัดแจงอาบน้ำทันที หลังจากอาบน้ำแล้วนางก็นอนพัก นางหลับเป็นตายเลยทีเดียว แม้ตรงนั้นจะรู้สึกเจ็บ แต่ว่าสีหน้าของนางไม่ซังกะตายแล้ว หากใครเห็นย่อมรู้สึกว่าสีหน้าของนางล้วนเหมือนต้นไม้ได้ฝนกันทั้งนั้น ส่วนเจิ้งชูซินก็นั่งเฝ้าอยู่ในห้อง รุ่ยหลินก็นอนหลับอยู่กับพื้นข้างเตียง

วันต่อมา หลิวฟางอิ่งก็นั่งรถม้ากลับบ้านตระกูลเฟิ่ง หูเย่จวนเห็นพี่สะใภ้กลับมาเร็วก็รู้สึกตกใจ นางรีบปั้นสีหน้าให้เป็นปกติ พลางถามว่า “พี่อิ่งอิ่งไปถือศีลอยู่ที่วัดเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”

“อืม ดี” หลิวฟางอิ่งตอบแล้วถามว่า “หวงเอ๋อร์ล่ะ?”

“หลับอยู่เจ้าค่ะ” หูเย่จวนตอบ หลิวฟางอิ่งจึงบอก “งั้นข้ากลับเรือนก่อน ไว้หวงเอ๋อร์ตื่นแล้วก็พามาหาข้าล่ะกัน”

“เจ้าค่ะ” หูเย่จวนรับคำ หลิวฟางอิ่งจึงเดินไปทางเรือนของนาง รุ่ยหลินประคองเจ้านายเดินไป เจิ้งชูซินก็เดินตามไป หูเย่จวนมองสตรีแปลกหน้าคนนั้นแล้วเอ่ยปากถาม “เดี๋ยวก่อน เจ้าเป็นใคร?”

เจิ้งชูซินหยุดเท้า หันไปตอบอย่างนอบน้อมว่า “บ่าวเป็นสาวใช้คนใหม่ของฮูหยินเจ้าค่ะ บ่าวชื่อเจิ้งชูซินเจ้าค่ะ”

“สาวใช้คนใหม่?” หูเย่จวนเลิกคิ้วขึ้น เจิ้งชูซินตอบ “เจ้าค่ะ เช่นนั้นบ่าวขอตัวไปรับใช้ฮูหยินก่อนนะเจ้าคะ”

นางพูดจบแล้วก็ไม่รอให้หูเย่จวนอนุญาต นางเดินตามหลิวฟางอิ่งไปทันที

หูเย่จวนมองเพ่งอยู่พักหนึ่งก็ดึงสายตากลับมา นางรอให้น้องชายกลับมาก่อนแล้วจะได้ถามถึงแผนการที่วางไว้ว่าสำเร็จหรือไม่ หากว่าสำเร็จ เช่นนั้นย่อมเป็นเรื่องดียิ่ง!

แต่หากว่าไม่สำเร็จล่ะ? นังนั่นจะเอาเรื่องเอาราวอะไรหรือเปล่า?

เมื่อเข้าไปในเรือน เจิ้งชูซินก็ก้าวไปยืนข้างๆ หลิวฟางอิ่งพลางบอกเสียงเบาว่า “นายท่านส่งข่าวมาว่าให้ท่านเร่งกลับบ้านเดิมได้แล้วเจ้าค่ะ”

หลิวฟางอิ่งฟังแล้วอึ้งงันไป นางยังไม่ทันตั้งตัวดีๆ เลย เขาก็เร่งแล้ว!

นางมองเจิ้งชูซินแล้วถามว่า “นายท่านเจ้าชื่อแซ่อะไรรึ?”

“นายท่านแซ่หยาง ชื่อซีถิง เจ้าค่ะ” เจิ้งชูซินตอบแล้วพูดต่อ “นายท่านเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่ อำนาจบารมีมากล้น ฮูหยินอย่าได้คิดหนีเลย”

หลิวฟางอิ่งฟังแล้วอ้าปากค้างไป เขาเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่!

ความหวังเล็กๆ ที่จะพาลูกสาวหนีไปซ่อนตัวเป็นอันพังทลายลงไปในทันที คนเขาเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ อำนาจบารมีมากล้นจริงอย่างที่เจิ้งชูซินบอกนั่นแหละ หากว่านางหนีไปจริงๆ เกรงว่าตระกูลนางคงเดือดร้อนแน่แท้!

“ฮูหยินควรจะรีบกลับบ้านเดิมนะเจ้าคะ” เจิ้งชูซินแนะนำ หลิวฟางอิ่งได้แต่พยักหน้ารับ “อืม”

นางโบกมือไล่ เจิ้งชูซินจึงถอยออกไป รุ่ยหลินรอจนเจิ้งชูซินออกจากห้องไปแล้ว นางจึงก้าวไปยืนชิดฮูหยินแล้วกระซิบกระซาบว่า “ฮูหยินเจ้าคะ จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ?”

หลิวฟางอิ่งมองรุ่ยหลินแล้วแค่นเสียงคำหนึ่ง “ฮึ!”

นางยื่นมือไปจับแขนรุ่ยหลินพลางกล่าว “ข้ายังจะทำอะไรได้อีก เขาเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ เขาต้องการตัวข้า ข้าจะหนีเขาพ้นได้อย่างไร ต่อให้ข้าพาหวงเอ๋อร์หนีไป แต่ว่าคนตระกูลหลิวล่ะ เขาคงไม่ปล่อยคนตระกูลหลิวไปแน่”

รุ่ยหลินฟังแล้วได้แต่จำยอมเท่านั้น คนเขามีอำนาจมากบารมีเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ จะบีบฮูหยินของนางอย่างไรก็ได้ ตอนนี้มีทางเดียวเท่านั้นคือฮูหยินต้องกลับบ้านเดิมไปรอให้เขามาสู่ขอ!

“หลินเอ๋อร์ ข้าช่างอาภัพนัก สามีตายยังไม่ทันไร ก็ถูกเขาบังคับให้แต่งงานใหม่เสียแล้ว” หลิวฟางอิ่งบ่นอย่างอัดอั้นตันใจ รุ่ยหลินได้แต่ปลอบว่า “ฐานะอนุของแม่ทัพใหญ่ อย่างไรก็ยังใหญ่กว่าเป็นฮูหยินตระกูลสามัญ ฮูหยินอย่าได้คิดมากเลยเจ้าค่ะ ไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็นวาสนาก็ได้เจ้าค่ะ”

“วาสนารึ?………” หลิวฟางอิ่งได้แต่พร่ำบ่นอย่างอัดอั้นตันใจต่อไปเรื่อยๆ รุ่ยหลินนั้นเติบโตมาพร้อมนาง เป็นสาวใช้ที่ซื่อสัตย์กับนางยิ่งนัก ดังนั้นไม่ว่าเรื่องอะไรนางล้วนสามารถพูดให้รุ่ยหลินฟังได้

เย็นวันนั้น หลิวฟางอิ่งก็บอกกับหูเย่จวนว่าจะกลับบ้านตระกูลหลิวพรุ่งนี้ หูเย่จวนย่อมไม่อาจขัดขวางอะไรได้ นางอยากจะเหนี่ยวรั้งหลิวฟางอิ่งไว้ รอจนกว่าน้องชายของนางจะกลับมาก่อน แต่ก็ไม่อาจหาข้ออ้างดีๆ ได้เลย

วันต่อมา หลิวฟางอิ่งก็นั่งรถม้ากลับเมืองหลวงไปพร้อมกับลูกสาวตัวน้อย โดยมีสาวใช้ทั้งสอง และแม่นมซื่อติดตามไปด้วย ระหว่างที่นั่งรถม้า แม่นมซื่อก็บอกเล่าเรื่องราวของหูเย่จวนในช่วงที่ฮูหยินไปถือศีลกินเจ อยู่ที่วัดให้ฟัง เฟิ่งหวงก็ฟังด้วยอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร แม่นมซื่อเล่าจบแล้วก็เตือนว่า “สะใภ้หูคนนี้ ต่อหน้าฮูหยินก็ทำอย่าง ลับหลังก็ทำอีกอย่าง ถ้าอย่างไรฮูหยินระวังนางไว้บ้างเถอะเจ้าค่ะ”

“อืม ข้ารู้แล้ว” หลิวฟางอิ่งพยักหน้าแล้วก้มลงลูบๆ ศีรษะลูกสาว นางคิดว่าดีแล้วที่พาหวงเอ๋อร์มาด้วย หากว่าปล่อยให้หวงเอ๋อร์อยู่ที่บ้านตระกูลเฟิ่งต่อไป หูเย่จวนคงไม่ดูดำดูดีหวงเอ๋อร์นักหรอก ในใจนางตอนนี้หมายมั่นใจแล้วว่า ต่อให้นางแต่งงานใหม่ เป็นอนุของท่านแม่ทัพใหญ่ นางก็จะพาหวงเอ๋อร์ไปอยู่จวนแม่ทัพด้วยกัน จะดีจะร้ายอย่างไร นางก็จะปกป้องลูกสาวตัวน้อยให้ได้

หลายวันผ่านไป หลิวฟางอิ่งก็เดินทางไปถึงบ้านตระกูลหลิว หลิวมู่เหยียน(刘沐颜) ซึ่งเป็นพี่ชายของหลิวฟางอิ่งก็ต้อนรับน้องสาวกับหลานสาวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ส่วนกัวเหม่ยอิง(郭美英) ซึ่งเป็นภรรยาของหลิวมู่เหยียนกลับมีสีหน้าไม่ค่อยพอใจแวบหนึ่งเมื่อรู้ว่าน้องสาวของสามีจะกลับมาอยู่บ้านเดิม นางได้แต่ต้อนรับไปตามน้ำ ทั้งยังแอบวางแผนไว้ในใจว่าจะต้องหาทางให้หลิวฟางอิ่งแต่งงานใหม่เสีย พวกนาง 2 คนแม่ลูกจะได้ไปพ้นๆ จากบ้านนี้เสียที

เมื่อมาถึงเมืองหลวง เจิ้งชูซินก็เขียนรายงานให้เจ้านายอย่างละเอียด ทั้งเรื่องคนตระกูลเฟิ่ง ทั้งเรื่องคนตระกูลหลิว นางเขียนรายงานยันหมูหมากาไก่ คล้ายจะเอาคืนที่เจ้านายให้นางมาเป็นสาวใช้ของอนุคนใหม่ของเขา นางเป็นถึงนายกองซึ่งดูแลบัญชีเสบียงในกองทัพเชียวนะ แต่เขากลับให้นางเป็นสาวใช้คอยจับตาดูอนุของเขาเสียนี่!

ทันทีที่หยางซีถิงเห็นรายงานปึกหนาเท่าหนังสือเล่มโต เขาก็รู้สึกปวดขมับขึ้นมาทันที เขาหยิบรายงานนั้นมาอ่านดูแล้วยิ่งปวดขมับยิ่งกว่าเดิม นางรายงานแม้กระทั่งจำนวนหมูหมากาไก่ด้วยเรอะ!

เต๋อผิงอ่านรายงานนั้นแล้วเหมือนกัน เขารู้สึกขำอยู่ในใจ เขาพอจะเข้าใจจิตใจของเจิ้งชูซินบ้าง หากเป็นเขาถูกท่านแม่ทัพสั่งให้คอยไปจับตาดูอนุแบบนางบ้าง เขาก็คงต้องหาทางเล่นงานท่านแม่ทัพบ้างล่ะ

หยางซีถิงอ่านรายงานจบแล้วก็สั่งพ่อบ้านว่า “เจ้าส่งแม่สื่อไปสู่ขออนุให้ข้า นางแซ่หลิว ชื่อฟางอิ่ง เป็นคนตระกูลหลิวที่เปิดร้านขายถ้วยชามที่ฝั่งใต้”

“ขอรับ” อู๋สี่(吴喜) พ่อบ้านใหญ่ของจวนรับคำสั่งแล้วถอยออกไป

หลังจากนั้นไม่นาน จูลี่ถิง(朱丽婷) มารดาของหยางซีถิงก็รู้เรื่องที่ลูกชายของนางจะรับอนุ นางจึงเรียกพ่อบ้านอู๋ไปซักถาม จนได้ความว่าลูกชายของนางให้เขาไปสู่ขอแม่หม้ายคนหนึ่งมาเป็นอนุ ซึ่งนางก็ไม่ขัดข้องอะไรที่ลูกชายจะแต่งแม่หม้ายมาเป็นอนุ แต่หากว่าจะแต่งมาเป็นฮูหยินเอก นางคงไม่ยินยอม ต้องคัดค้านหัวชนฝาแน่นอน ลูกชายของนางเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ ฮูหยินเอกของเขาย่อมต้องหาสตรีที่มีชาติตระกูลดี สามารถเกื้อหนุนบุตรชายของนางได้ อย่างเช่นฮูหยินเอกคนก่อนที่ตายไป นางมาจากตระกูลเหอ ซึ่งเป็นพระญาติของไทเฮา แต่น่าเสียดายที่ลูกสะใภ้ของนางวาสนาน้อยนัก คลอดหลานชายให้นางคนหนึ่งแล้วก็ตกเลือดตายไป ตำแหน่งฮูหยินเอกจึงว่างมาจนถึงปัจจุบัน นางเองก็เพียรทาบทามสตรีให้ลูก แต่เจ้าลูกชายหัวดื้อของนางกลับไม่ยินยอมแต่งงานใหม่เสียที แม้แต่อนุก็ไม่มี บ่าวอุ่นเตียงก็ไม่มีสักคน ทำนางร้อนใจนัก นางอยากให้เขาแต่งงานใหม่ มีหลานให้นางมากๆ หน่อย มาคราวนี้ดีเลย เจ้าลูกชายหัวดื้อในที่สุดก็หาสะใภ้ให้นางเสียที

อู๋สี่เห็นฮูหยินผู้เฒ่ามีสีหน้าเบิกบานไม่ได้คัดค้านอะไร เขาจึงรู้สึกโล่งใจ เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าโบกมือไล่ เขาจึงกุมมือคารวะแล้วถอยออกไป จากนั้นเขาก็ไปจัดเตรียมการสู่ขอให้เรียบร้อย

เวลาผ่านไป 5 วันหลังจากที่หลิวฟางอิ่งกลับมาบ้านเดิม ก็มีแม่สื่อมาสู่ขอนาง เรื่องนี้ทำให้กัวเหม่ยอิงดีอกดีใจยิ่งนัก นางยังไม่ทันจะได้ทาบทามบุรุษให้น้องสามีเลย แม่สื่อก็มาถึงบ้านเสียแล้ว และเมื่อรู้ว่าคนที่ส่งแม่สื่อมาสู่ขอคือท่านแม่ทัพใหญ่ นางยิ่งดีใจจนเนื้อเต้น ที่จะได้เกี่ยวดองกับท่านแม่ทัพใหญ่ ต่อให้เป็นแค่อนุก็นับว่าดียิ่งนัก

ส่วนหลิวมู่เหยียนรู้สึกแปลกใจนัก น้องสาวของเขาไปรู้จักมักจี่กับท่านแม่ทัพใหญ่ตั้งแต่ตอนไหน? น้องเขยเพิ่งจะตายไปไม่นานเองนะ หรือว่า…เพ้ยๆๆๆ น้องสาวเขาไม่มีวันทำเรื่องชั่วๆ แบบนั้นหรอก!

เขารอจนแม่สื่อกลับไปแล้วจึงได้จูงมือน้องสาวไปคุยกัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!