Skip to content
Cover น้องสาว

น้องสาวเจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก 7

Chapter 7 (18+)น้องสาว

“น้องสาวข้าอยู่ไหนรึ?” หยางถิงเฟิงถาม เขาใคร่อยากเห็นหน้าน้องสาวยิ่งนัก อยากรู้ว่านางหน้าตาเป็นอย่างไร? อ้วนผอมดำขาวเช่นไร?

เขาจะได้เจอนางตอนกินมื้อเย็นร่วมกับท่านพ่อเย็นนี้ แต่ไหนๆ เขาก็มาถึงที่นี่แล้ว เขาจึงอยากเห็นนางสักหน่อย

“คุณหนูหลับอยู่ในห้องเจ้าค่ะ” รุ่ยหลินตอบ หยางถิงเฟิงจึงก้าวเท้าไปทางเรือนหลังนั้น รุ่ยหลินรีบก้าวตามไปพลางบอก “คุณหนูหลับอยู่นะเจ้าคะ”

“ข้าก็ไม่ได้จะปลุกนางสักหน่อยนี่ ข้าแค่อยากเห็นหน้านางเท่านั้นเอง เจ้าจะเสียงดังทำไมเนี่ย?” หยางถิงเฟิงบ่นพลางเดินต่อไป รุ่ยหลินจึงมีท่าทางอีหลักอีเหลื่อยิ่งนัก คุณชายน้อยเป็นบุตรชายของนายท่าน นางจึงไม่กล้าขัดขวาง แต่ว่าคุณหนูของนางกำลังนอนกลางวันอยู่ หากว่าถูกรบกวนจนตื่นขึ้นมา อนุหลิวก็คงตำหนินางเช่นกัน จะขัดขวางก็ไม่ได้ จะห้ามปรามก็ไม่ดี สรุปแล้วคือไม่ดีทั้งขึ้นทั้งล่อง!

หยางถิงเฟิงเดินเข้าไปในเรือน เขามองไปเรื่อยๆ พลางเดินก้าวเข้าไปจนถึงห้องนอน รุ่ยหลินเดินตามไปสีหน้าอีหลักอีเหลื่อ นางเอ่ยห้ามเสียงเบา “คุณชาย…”

ซื่อเฟิงเห็นเด็กชายคนหนึ่งเข้ามา นางเห็นหน้าตาที่ละม้ายคล้ายนายท่านถึงเจ็ดแปดส่วนจึงลุกขึ้นกุมมือคารวะ “คุณชาย”

หยางถิงเฟิงยกนิ้วแตะริมฝีปาก เป็นเชิงห้ามนางส่งเสียง เขาก้าวเดินอ้อมฉากบังตาไปจนถึงข้างเตียงที่ปล่อยม่านมุ้งลงมากันยุงกันแมลง ม่านมุ้งบางเบาทำให้พอจะมองเห็นเงาร่างบนเตียงรางๆ เขายื่นมือไปแหวกม่านมุ้งนิดหนึ่ง ทั้งซื่อเฟิงและรุ่ยหลินกำลังจะเอ่ยห้ามก็ไม่กล้าส่งเสียงดัง ริมฝีปากพวกนางจึงได้แต่อ้าๆ หุบๆ แต่ไร้เสียงออกมา

หยางถิงเฟิงมองดูคนบนเตียงที่นอนตะแคงหันหน้ามาทางเขาพอดี รูปร่างน้องสาวดูอวบอ้วนกลมป้อม ผิวขาวผ่องราวกับปุยฝ้าย หน้าตานางปากนิดจมูกหน่อย แก้มป่องอวบอ้วน สรุปแล้วเป็นน้องสาวตัวอ้วนนี่เอง!

เขานั่งลงบนเตียงแล้วมองดูนาง ใจอยากจะยื่นมือไปบีบแก้มอ้วนๆ นั้นเหลือเกิน แต่ก็กลัวว่าจะทำให้น้องสาวตื่นขึ้นมา มือเขาจึงขยับขยุกขยิกอย่างตัดสินใจไม่ได้สักที

ซื่อเฟิงกับรุ่ยหลินจึงได้แต่ยืนอยู่ข้างเตียง พวกนางกลัวว่าคุณชายน้อยจะปลุกคุณหนูของพวกนางขึ้นมา

หยางถิงเฟิงนั่งมองอยู่พักหนึ่งแล้วก็ลุกขึ้นเดินจากไป รุ่ยหลินกับซื่อเฟิงลอบถอนหายใจที่คุณหนูไม่ได้ถูกรบกวนการนอนกลางวัน

ตอนเย็น หยางซีถิงพาอนุหลิวไปที่เรือนท่านแม่ เพื่อกินข้าวร่วมกันมื้อแรก จูลี่ถิงนั่งอยู่ในห้องโถง มีหยางถิงเฟิงนั่งอยู่ข้างๆ เมื่อสาวใช้รายงานว่า “นายท่านกับอนุหลิวมาเจ้าค่ะ”

จูลี่ถิงจึงมองไป เห็นลูกชายประคองอนุหลิวเดินเข้ามา ท่าทางแทบจะอุ้มกันเลยทีเดียวทำให้นางมองอย่างขัดหูขัดตาแวบหนึ่ง “ฮึ!”

หยางถิงเฟิงมองดูท่านพ่อ อนุหลิว แล้วก็น้องสาวตัวอ้วนที่เดินตามหลังมา

“ท่านแม่” หยางซีถิงกุมมือคารวะ หลิวฟางอิ่งก็คารวะเช่นกัน “ท่านแม่”

“ฮูหยินผู้เฒ่า” เฟิ่งหวงคารวะอย่างไร้เดียงสา นางไม่ได้เรียกจูลี่ถิงว่าท่านย่าเพราะว่าอีกฝ่ายไม่ได้ให้นางเรียกอย่างนั้น หลิวฟางอิ่งจึงสอนลูกให้เรียกจูลี่ถิงว่า ‘ฮูหยินผู้เฒ่า’ เหมือนเช่นที่คนอื่นๆ เรียกขานกัน

หยางถิงเฟิงลุกขึ้นกุมมือคารวะท่านพ่อ “ท่านพ่อขอรับ”

“อืม” หยางซีถิงพยักหน้าทีหนึ่งแล้วแนะนำว่า “นี่คืออนุหลิว ส่วนนั่นน้องสาวคนใหม่ของเจ้า นางแซ่เฟิ่ง ชื่อหวง”

หยางถิงเฟิงจึงก้าวไปยืนตรงหน้าเฟิ่งหวง ยื่นมือไปบีบแก้มอ้วนๆ ที่เขาคิดอยากจะบีบตั้งแต่ตอนที่เห็นนางนอนหลับอยู่ แต่อาจจะเป็นเพราะเขาบีบแรงเกินไปกระมัง เฟิ่งหวงจึงเบะปากร้องไห้ “แง้!”

หยางถิงเฟิงรีบปล่อยมือทันที เขาทำหน้าฉงน เขาบีบแค่เบาๆ เท่านั้นเองไยน้องสาวตัวอ้วนถึงร้องไห้เสียแล้วล่ะ?

“หวงเอ๋อร์ ไม่ร้องๆ พี่ชายแค่หยอกเจ้านิดหน่อยเท่านั้นเอง” หลิวฟางอิ่งปลอบลูกสาว หยางถิงเฟิงหันไปมองดูท่านพ่อกับท่านย่าอย่างจนใจ เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำให้นางร้องไห้เลยนะ เขามองดูแก้มนางที่เป็นรอยแดงๆ แล้วเหลือบมองดูมือตัวเองอย่างฉงน เขาบีบเบาๆ หน่อยเดียวเอง ทำไมถึงได้แดงขนาดนี้ล่ะ?

แน่นอนว่าเขาไม่รู้หรอกว่าตัวเองมีพละกำลังมากขนาดไหนจากการถูกท่านพ่อจับฝึกวรยุทธ์ตั้งแต่เริ่มเดินได้!

“หวงเอ๋อร์ พี่ชายไม่ได้จะแกล้งเจ้าเสียหน่อย เจ้าจะร้องไห้ทำไม มาๆ เอาขนมไปกินเร็ว” จูลี่ถิงบอกพลางหยิบขนมชิ้นหนึ่งบนโต๊ะข้างๆ ยื่นให้ หลิวฟางอิ่งจึงรุนหลังลูกสาว “รีบขอบคุณฮูหยินผู้เฒ่าซิลูก”

“ควรเรียกข้าว่าท่านย่าได้แล้ว เจ้าแต่งเข้าจวนมาแล้ว นางก็ถือเป็นหลานข้า” จูลี่ถิงบอกน้ำเสียงค่อนข้างแข็ง แม้นางจะไม่พอใจอนุคนนี้อยู่บ้าง แต่ว่านางก็แยกแยะถูกผิดชัดเจน อีกอย่างเด็กเฟิ่งหวงนั่นก็น่ารักดี นางจึงเมตตาประดุจหลานแท้ๆ

“รีบขอบคุณท่านย่าซิลูก” หลิวฟางอิ่งบอก เฟิ่งหวงจึงค่อยๆ หยุดร้องไห้ นางใช้แขนเสื้อเช็ดๆ น้ำตาแล้วกุมมือ “ขอบคุณท่านย่าเจ้าค่ะ”

“มาๆ เอาขนมไปกิน” จูลี่ถิงบอก เฟิ่งหวงจึงเดินไปหาท่านย่า รับขนมชิ้นนั้นมา นางไม่ได้กินทันที แต่บิออกมาส่วนหนึ่งแล้วแบ่งให้ท่านแม่ จากนั้นก็บิให้ท่านพ่อ แล้วก็บิให้พี่ชาย นางบิส่วนที่เหลือออกเป็น 2 ส่วนแล้วยื่นชิ้นที่ใหญ่กว่าให้ท่านย่า ทำเอาจูลี่ถิงรู้สึกเอ็นดูนัก “โถ ช่างมีน้ำใจนัก เจ้ากินเถอะข้ายังมีอีกตั้งเยอะ”

นางดันมือเฟิ่งหวงกลับไป เฟิ่งหวงจึงกินขนมชิ้นนั้น จูลี่ถิงมองอย่างเอ็นดูพลางลูบๆ ศีรษะหลานนอกไส้สองสามที แล้วบอกว่า “ไปๆ ไปกินข้าวกัน”

นางบอกแล้วก็เดินนำหน้าไป สาวใช้ช่วยประคองอยู่ข้างๆ หยางซีถิงก็เดินตามไปพลางหันไปมองอนุหลิวทีหนึ่ง หลิวฟางอิ่งจึงจูงมือลูกเดินตามไป นางรู้สึกเบาใจที่แม่สามีเอ็นดูบุตรสาวของนาง นางไม่เคยสอนลูกให้ประจบประแจงแม้แต่น้อย แต่นางสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปัน ดังนั้นเวลามีของกินอะไรเฟิ่งหวงก็จะแบ่งให้คนในครอบครัวเสมอ

หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว หยางซีถิงก็ลาท่านแม่แล้วพาอนุหลิวกลับไป หยางถิงเฟิงรั้งน้องสาวคนใหม่ให้อยู่เล่นด้วยกัน เฟิ่งหวงจึงยังอยู่ที่เรือนของท่านย่า จูลี่ถิงก็ปล่อยให้เด็ก 2 คนเล่นด้วยกัน หยางถิงเฟิงจึงชวนน้องสาวออกไปเล่นข้างนอกโดยมีแม่นมซื่อ กับแม่นมอี้ซาน(屹珊) ซึ่งเป็นแม่นมของหยางถิงเฟิง คอยดูแลอยู่ข้างๆ

เด็ก 2 คนวิ่งไล่กันอยู่ในลานเรือนส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังลั่นไปหมด เฟิ่งหวงวิ่งเล่นไปได้สักพักก็ไม่วิ่งแล้ว นางวิ่งไปหาแม่นมซื่อพลางบอก “หิวแล้ว”

แม่นมซื่อจึงล้วงขนมออกมายื่นให้คุณหนู เฟิ่งหวงรับขนมชิ้นนั้นมากิน เคี้ยวจนแก้มตุ่ย หยางถิงเฟิงเห็นเช่นนั้นก็ถาม “เจ้ากินข้าวไม่อิ่มรึ?”

เฟิ่งหวงยังเคี้ยวแก้มตุ่ยจึงไม่อาจตอบ ท่านแม่สอนนางว่า ‘กินไม่พูด นอนไม่เล่น’ ดังนั้นนางจึงรอจนกลืนขนมลงไปหมดแล้วจึงได้ตอบเขา “ท่านแม่ไม่ให้ข้ากินเยอะ ท่านแม่บอกว่าถ้าท่านย่าวางตะเกียบแล้วข้าต้องหยุดกิน ข้าเลยกินไม่อิ่ม”

หยางถิงเฟิงไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ตัวเขาอยากกินอะไรก็กิน ทั้งยังกินเร็ว ดังนั้นเขาจึงกินอิ่มก่อนที่ท่านย่าจะกินเสร็จ เขามองดูขนมชิ้นเดียวที่ไม่ใหญ่นักชิ้นนั้น ดูๆ แล้วคิดว่าน้องสาวน่าจะยังไม่อิ่มเขาจึงรีบวิ่งปรู๊ดไปหยิบขนมในเรือนออกมา ยื่นให้นางทั้งจาน “กินซิ”

“ขอบคุณพี่ชาย” เฟิ่งหวงบอกพลางรับจานมาแล้วหยิบกิน นางเห็นเขามองอยู่นางจึงยื่นขนมให้เขาชิ้นหนึ่ง “ให้พี่ชาย”

หยางถิงเฟิงขี้เกียจจับขนมให้เปื้อนมือ เขาจึงอ้าปากกัดขนมชิ้นนั้นเข้าไปครึ่งอัน รสชาติขนมก็อร่อยเหมือนทุกๆ ครั้ง แต่ไม่รู้ทำไมเขารู้สึกว่าขนมชิ้นนี้อร่อยกว่าขนมชิ้นอื่นๆ ที่เขาเคยกิน เขาเคี้ยวๆ อย่างมีความสุขแล้วกัดขนมที่เหลืออีกครึ่งอันเข้าปาก เขาเห็นเศษขนมติดนิ้วกลมป้อม เขาจึงแลบลิ้นเลียเศษขนมนั้นไปด้วย

ภาพฉากนี้ทำให้เหอซินซือ(何欣诗) ซึ่งเป็นน้าของหยางถิงเฟิงร้องเสียงแหลม “อ๊าย! บัดสีนัก”

นางรีบถลันไปดึงตัวหลานชายออกห่างจากเด็กเฟิ่งหวงทันที พลางด่าว่า “เจ้าเป็นเด็กเป็นเล็ก ริยั่วยวนผู้ชายแต่เล็กเชียวรึ!”

เฟิ่งหวงมีสีหน้างุนงง นางไม่เข้าใจสิ่งที่สตรีคนนี้พูดเลย อะไรคือยั่วยวน?

“ท่านน้าซือ” หยางถิงเฟิงเรียก เขาก็ไม่เข้าใจคำพูดของท่านน้าซือเช่นกัน เขาแค่กินขนมแค่นี้ เขาทำอะไรผิดหรือ? ไยท่านน้าต้องด่าน้องสาวเขาด้วยล่ะ?

“ไปๆ เจ้าอยู่ให้ห่างเด็กนี่หน่อย ไม่เช่นนั้นวันหน้าเจ้าคงถูกนางยั่วยวนจนโงหัวไม่ขึ้นแน่” เหอซินซือบอกพลางจูงหลานชายเดินไปทางห้องโถงทันที นางจะปล่อยให้หลานชายถูกนังเด็กนี่ยั่วยวนจนหลงใหลโงหัวไม่ขึ้นเหมือนอย่างพี่เขยไม่ได้เด็ดขาด แม่เป็นอย่างไร ลูกก็เป็นอย่างนั้น!

ดูพี่เขยนางเป็นตัวอย่างซิ หลงใหลมารดาของนังเด็กนี่จนถึงขั้นรับตัวเข้าจวนมาเป็นอนุ ทั้งๆ ที่ตระกูลเหอพยายามเสนอให้พี่เขยแต่งกับนางตั้งหลายครั้งหลายหนหลังจากที่พี่สาวต่างมารดาของนางตายจากไป แต่ก็ไม่สำเร็จเสียที จนนางอายุเลยวัยแต่งงานไปมากโข บิดานางจึงให้นางแต่งงานกับบุตรชายที่เกิดจากอนุของท่านโหว* คนหนึ่ง นี่ทำให้นางแอบแค้นเคืองพี่เขยยิ่งนัก นางไม่งามหรืออย่างไร? ถึงได้ไม่เข้าตาเขา!

(บรรดาศักดิ์ 5 ขั้นรองจากอ๋อง อันได้แก่ กง โหว ป๋อ จื่อ หนาน

บรรดาศักดิ์ชั้น ‘กง’ 公 : โดยมากพระราชทานให้เชื้อพระวงศ์ และข้าราชสำนักชั้นสูง ตำแหน่งบรรดาศักดิ์สูงสุดของชั้นกง คือ กั๋วกง 國公 และเป็นตำแหน่งบรรดาศักดิ์สูงสุดที่ขุนนางจะได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิ สามารถสืบทอดผ่านลูกหลานได้

บรรดาศักดิ์ชั้น ‘โหว’ 侯 : เป็นบรรดาศักดิ์รองจากชั้น กง ได้รับยศจากการสืบสกุล หรือได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิ เนื่องจากมีความดีความชอบ ส่วนบรรดาศักดิ์ชั้นรองจากโหว คือ ‘ป๋อ’ 伯 ‘จื่อ’ 子 และ ‘หนาน’ 男

ทั้งนี้ในสมัยราชวงศ์โจว บรรดาศักดิ์ 5 ขั้นนี้ล้วนแล้วแต่เป็นบรรดาศักดิ์ที่สามารถสืบทอดผ่านลูกหลานได้ทั้งหมด ภายหลังจึงมีการปรับเปลี่ยนไป ขึ้นอยู่กับยุคสมัยค่ะ

นอกเหนือจากบรรดาศักดิ์ 5 ขั้นนี้ ยังมีอีก 1 บรรดาศักดิ์ที่ทุกท่านน่าจะคุ้นเคยกันดีก็คือ ‘หวัง’ หรือ ‘อ๋อง’ 王

ในสมัยโบราณ คำว่า ‘อ๋อง’ ใช้เรียกราชาผู้ปกครองแคว้น ภายหลังจึงปรับเปลี่ยนเป็น ‘หวงตี้’ 皇帝 ส่วนอ๋องก็กลายเป็นบรรดาศักดิ์แทน บรรดาศักดิ์สูงสุดของชั้นอ๋องได้แก่ ชินอ๋อง เป็นบรรดาศักดิ์ที่จักรพรรดิแต่งตั้งให้แก่โอรส พระเชษฐา พระอนุชา คนในราชสกุล หรือ ‘ข่าน’ แห่งมองโกล เป็นบรรดาศักดิ์ชั้นยศสูงสุดรองจากรัชทายาท และสามารถสืบทอดให้ลูกหลานได้เช่นกันค่ะ)

ครั้นเขาแต่งงานใหม่ นางคิดว่าสตรีผู้นั้นต้องเป็นสตรีที่งดงามมีฐานะสูงส่งไม่แพ้พี่สาวต่างมารดาคนนั้นของนางแน่ๆ แต่ผลกลับกลายเป็นว่า สตรีที่เขารับเป็นอนุคนนั้นเป็นแม่หม้าย! ซ้ำยังมีลูกติด 1 คน อีกทั้งฐานะตระกูลของนังคนนั้นก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดินยิ่งนัก!

นางยังไม่เคยเห็นหน้าอนุคนใหม่ของพี่เขย แต่ว่านางเคยเห็นลูกติดของสตรีนางนั้นตอนที่นางมาร่วมอวยพรงานแต่งเมื่อวาน ทำให้นางไม่ชอบเด็กคนนั้นเลย ถึงขั้นเกลียดด้วยซ้ำ!

หยางถิงเฟิงได้แต่เดินตามแรงดึงของท่านน้าซือไปอย่างงุนงง เขาหันไปโบกๆ มือให้น้องสาว เฟิ่งหวงก็ยกมือขึ้นโบกๆ ให้พี่ชาย เหอซินซือหันไปถลึงตาให้เด็กเฟิ่งหวงตาพองควักๆ พึมพำก่นด่าว่า “หนอย! นังเด็กนี่ ยังจะยั่วยวนหลานข้าอีก!”

ซื่อเฟิงเห็นสถานการณ์กลายเป็นเช่นนี้แล้วนางจึงรีบอุ้มคุณหนูของนางกลับเรือนไปทันที นางไม่อยากให้คุณหนูของนางถูกใครรังแก อนุหลิวมีฐานะเป็นแค่อนุ ไม่มีอำนาจอะไรในจวนนี้ หากว่าคุณหนูถูกคนรังแก คงทำได้แค่เก็บความคับแค้นเอาไว้ในใจเท่านั้น

เฟิ่งหวงถูกอุ้มไปก็ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร นางได้แต่มองๆ อย่างงุนงงไม่เข้าใจ พลางถามแม่นมซื่อว่า “จะกลับแล้วหรือ?”

“เจ้าค่ะ ควรกลับได้แล้วเจ้าค่ะ ฟ้ามืดแล้ว” ซื่อเฟิงบอกเสียงเบา นางอุ้มคุณหนูเดินก้าวเร็วๆ กลับเรือนไป

เหอซินซือก็จูงหลานชายไปหาฮูหยินผู้เฒ่า เมื่ออยู่ต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่านางก็เล่าภาพที่เห็นเมื่อครู่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าฟัง ทั้งยังใส่สีตีไข่เพิ่มไปอีกว่า เห็นเด็กเฟิ่งหวงนั่นชะม้ายชายตาเล่นหูเล่นตาให้หลานชายนาง ช่างบัดสีบัดเถลิงนัก!

นางพูดเสียจนภาพลักษณ์เด็กน้อยคนหนึ่งกลายเป็นนางมารจิ้งจอกไปแล้ว!

หากว่าเด็กเฟิ่งหวงนั่นอายุสัก 12 หรือ 13 ปี ฮูหยินผู้เฒ่าอาจจะเชื่ออยู่บ้าง แต่นี่เด็กคนนั้นเพิ่งจะอายุแค่ 5 ขวบกว่าๆ เองนะ นางจะรู้จักยั่วยวนอะไร วันๆ เห็นแต่นางกินๆ นอนๆ วิ่งเล่นไร้เดียงสายิ่งนัก ฮูหยินผู้เฒ่าจึงได้แต่ติงว่า “เด็กนั่นอายุแค่ 5 ขวบ เจ้าก็พูดเกินไปหน่อยกระมัง”

เหอซินซินถูกติงเช่นนั้นนางจึงไม่พูดอะไรอีก ได้แต่บอกว่า “ถึงอย่างไรก็ควรระวังๆ ไว้บ้างนะเจ้าคะท่านป้า เด็กนั่นหน้าตาส่อเค้าว่าจะงดงาม หากไม่ระวังไว้บ้าง เฟิงเอ๋อร์ถูกล่อลวงไป เขาจะเสื่อมเสียชื่อเสียงได้ ถึงอย่างไร 2 คนก็เป็นพี่น้องกันแล้ว วันหน้าเฟิงเอ๋อร์ก็คือซื่อจื่อ* ของจวนแม่ทัพใหญ่ อย่างไรท่านป้าก็ควรจะระวังไว้บ้าง กันไว้ก่อนที่จะสายเกินแก้นะเจ้าคะ”

(ซื่อจื่อ (世子) ในภาษาจีนหมายถึง บุตรชายคนโตของขุนนางชั้นสูง หรือผู้สืบทอดตำแหน่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของราชวงศ์จีน คำนี้มักใช้เรียกบุตรชายคนโตของอ๋อง (王 / Wáng) หรือเชื้อพระวงศ์ที่มีบรรดาศักดิ์

ความหมายและบริบทการใช้งาน : ซื่อจื่อเป็นตำแหน่งที่บ่งบอกถึงผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งและศักดินาของบิดา

ความแตกต่างจาก ไท่จื่อ : ไท่จื่อ (太子) คือ รัชทายาท หรือผู้สืบทอดบัลลังก์ของจักรพรรดิ์, ในขณะที่ซื่อจื่อเป็นผู้สืบทอดของขุนนางชั้นสูง

การใช้งานในราชวงศ์ : ในสมัยโบราณ ซื่อจื่อถูกใช้เรียกบุตรชายคนโตของชินหวัง (親王) หรืออ๋องที่มีบรรดาศักดิ์สูง สรุป คำว่า “ซื่อจื่อ” (世子) มีความหมายว่า บุตรชายคนโต หรือผู้สืบทอดตำแหน่ง ของขุนนางชั้นสูงหรือเชื้อพระวงศ์ โดยเฉพาะในบริบทของราชวงศ์จีน)

“เอาเถอะๆ ข้ารู้แล้ว เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว” จูลี่ถิงโบกๆ มือ แล้วถามว่า “ว่าแต่เจ้ามาหาข้า มีอะไรรึ?”

“อ่อ คือข้านำโสมคนมาให้ท่านป้าน่ะเจ้าค่ะ” เหอซินซือบอกแล้วมองไปทางสาวใช้ของนางที่ยืนอยู่ด้านหลัง สาวใช้คนนั้นจึงประคองกล่องใส่โสมคนก้าวไปตรงหน้าฮูหยินผู้เฒ่า

“อ่อ ขอบใจๆ” จูลี่ถิงพยักหน้าแล้วหลิ่วตาให้สาวใช้รับไปเก็บ จากนั้นก็หันไปพูดกับหลานชายว่า “เจ้าก็กลับไปเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาหาย่า”

“ขอรับ” หยางถิงเฟิงกุมมือคารวะ แล้วเบนไปคารวะท่านน้าซือ จากนั้นก็ถอยออกไป

จูลี่ถิงก็คุยกับเหอซินซืออีกพักหนึ่งแล้วเหอซินซือก็ลากลับไป

เรือนอนุหลิว หยางซีถิงอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว เขาก็ไล่คนไปให้ห่างเรือนทันที หลิวฟางอิ่งได้แต่อุทธรณ์ว่า “ท่านพี่ ละเว้นข้าสักคืนเถอะเจ้าค่ะ”

“หึๆ เจ้าเองไม่ใช่หรือที่ขอสัญญาจากข้าไม่ให้ข้ารับอนุหากเจ้าไม่ยินยอมน่ะ” หยางซีถิงหัวเราะพลางหยิกแก้มนางเบาๆ หลิวฟางอิ่งได้แต่ก่นด่าอยู่ในใจ ถ้าข้ารู้ว่าท่านจะกำลังล้นเหลือถึงเพียงนี้ข้าจะไม่ขอสัญญาจากท่านเด็ดขาด!

“ข้าไม่คิดจะรับอนุเพิ่ม เช่นนั้นก็ต้องลำบากเจ้าแล้ว” หยางซีถิงบอกพลางดึงนางเข้าไปในม่านเตียง มือก็ปลดเปลื้องเสื้อผ้านางออก โยนออกมานอกเตียงทีละชิ้น…ทีละชิ้น หลิวฟางอิ่งอายจนหน้าแดง นางยกมือปิดทรวงอกค้อนเขาตาคว่ำ เขาหลงใหลนางเป็นเรื่องดี แต่ว่าเขาพลังเหลือล้นถึงเพียงนี้นางรับไม่ไหวจริงๆ ร่างกายนางอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปหมดแล้ว!

“เอาล่ะๆ เจ้าไม่ต้องมองข้าเช่นนี้ได้ไหม คืนนี้ข้าขอครั้งเดียวก็ได้” หยางซีถิงบอก หลิวฟางอิ่งรีบถามย้ำ “ครั้งเดียวจริงๆ นะเจ้าคะ”

“อืม ครั้งเดียว เอาล่ะ เจ้านอนอ้าขาออกซิ” หยางซีถิงสั่ง หลิวฟางอิ่งจึงนอนลงไป อ้าขาออก หยางซีถิงก้มลงไปเลียเนินเนื้ออ่อนนุ่ม

“อื้อ…” หลิวฟางอิ่งพลันเสียวซ่านขึ้นมา ไม่รู้ทำไมเขาถึงชอบเลียตรงนั้นของนางนักนะ นางไม่รู้ว่าสามีภรรยาคู่อื่นทำแบบนี้รึเปล่า แต่ว่าสามีเก่าของนางไม่เคยทำแบบนี้กับนางเลยสักครั้ง เขาใช้มือบีบๆ คลึงๆ จนนางเปียกชื้นแล้วจึงใส่เข้ามา จากนั้นก็ทิ่มแทงนางจนกว่าเขาจะถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้า กับสามีเก่าเขาทำแค่นี้จริงๆ มีจูบกันบ้าง ดูดนมนางบ้าง แต่กับสามีคนนี้เขาช่างสรรหาท่าทางหลากหลายมาทำกับนางได้แทบไม่ซ้ำท่าจริงๆ ทำเสียจนเอวนางแทบหักแล้ว!

หยางซีถิงเลียอย่างเอร็ดอร่อยลิ้น เนินของนางหอมกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ ทำให้เขาชอบดอมดมยิ่งนัก น้ำหวานของนางก็รสอร่อย เขาจึงชอบเลียกินอย่างไม่รังเกียจ และที่เขาชำนาญเชี่ยวชาญเรื่องในม่านมุ้งก็เป็นเพราะว่าภรรยาคนแรกนี่แหละ ตอนนั้นเขายังเยาว์วัยนัก อายุ 18 สวมกวาน*แล้วก็แต่งงานกับเพื่อนเล่นที่เติบโตมาด้วยกัน เขาในตอนนั้นยังเป็นเพียงพลทหารต่ำต้อยในกองทัพ ฐานะไม่ได้ร่ำรวย เรียกว่ายากจนก็ได้ เขาจึงมุ่งมั่นที่จะสร้างตัวสร้างฐานะ ขยันหมั่นเพียรฝึกวรยุทธ์ให้แกร่งกล้า เรื่องในม่านมุ้งกับภรรยาก็เพียงแต่ทิ่มแทงให้ถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไป

(สวมกวาน ในที่นี้หมายถึง พิธีสวมหมวก หรือ พิธีบรรลุนิติภาวะของผู้ชายในวัฒนธรรมจีนโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยราชวงศ์โจว พิธีนี้เป็นสัญลักษณ์ของการก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ และการได้รับสิทธิและความรับผิดชอบที่มากขึ้น

กวาน (冠) เป็นเครื่องประดับศีรษะของจีนโบราณ มีลักษณะคล้ายหมวกขนาดเล็กหรือมงกุฎ กวานมีความหลากหลายทั้งรูปแบบและวัสดุที่ใช้ทำ ในพิธีสวมกวาน ผู้ชายจะได้รับการสวมกวานโดยผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ

พิธีสวมกวาน (ก้วนหลี่ 冠礼) : พิธีนี้เป็นพิธีที่สำคัญสำหรับชายชาวจีน และมีการปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจว พิธีนี้บ่งบอกว่าชายผู้นั้นได้เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ และได้รับสิทธิ์ในการปกครอง

ความสำคัญของพิธี : พิธีสวมกวานเป็นมากกว่าแค่การสวมหมวก แต่เป็นการแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงสถานะจากเด็กไปสู่ผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบและสิทธิมากขึ้น

การสวมกวานในปัจจุบัน : พิธีสวมกวานได้ถูกยกเลิกไปในสมัยราชวงศ์ชิง. อย่างไรก็ตาม ยังคงมีการศึกษาและกล่าวถึงพิธีนี้ในแง่มุมทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม)

จนกระทั่งภรรยาหนีตามชายอื่นไป ทิ้งเขาให้เป็นที่หัวเราะเยาะของผู้คน ทำเขาโศกเศร้าเสียใจนัก เขาไม่ดีตรงไหนหรือ? เขาเฝ้าถามตัวเองพลางดื่มเหล้าจนเมาหัวราน้ำ ทำให้ท่านแม่กลุ้มอกกลุ้มใจจนซูบผอม ท่านแม่พยายามปลอบใจเขา แต่เขาก็ยังไม่ดีขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่งท่านแม่ก็พาเขาไปไหว้พระฟังพระธรรมที่วัดคุนหนิง เขาได้พบกับไต้ซือหม่า ไต้ซือหม่าเห็นเขาโศกเศร้าเสียใจที่ถูกภรรยาทิ้ง จึงได้พาเขาไปเปิดหูเปิดตา ส่วนท่านแม่ก็อยู่ถือศีลกินเจที่วัด

ไต้ซือหม่าพาเขาไปที่หอนางโลมแห่งหนึ่ง แล้วให้นางคณิกาอันดับ 1 ของหอนั้นสอนสั่งเขา เขาถูกสตรีนางนั้นสั่งสอนอยู่ 3 วัน 3 คืน จนเขาบรรลุแตกฉานเรื่องในม่านมุ้ง ทำให้เขารู้แจ้งแล้วว่าเหตุใดภรรยาเหมยเขียวม้าไม้ไผ่* จึงได้ทิ้งเขาแล้วหนีตามชายอื่นไป ที่แท้เขาอ่อนด้อยเรื่องในม่านมุ้งนี่เอง!

(เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ เป็นสำนวนหมายถึงผู้ชายกับผู้หญิงที่รู้จักและเป็นเพื่อนเล่นสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!