Skip to content
Cover น้องสาว

น้องสาวเจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก 9

Chapter 9 (18+)มือสยบทวนทอง

“อ่อ เจ้าค่ะ” ซื่อเฟิงพยักหน้ารับ แล้วหันไปปิดตาพลางเริ่มนับ “1…2…3…”

“ไป หวงเอ๋อร์ พวกเราไปซ่อนกัน” หยางถิงเฟิงจูงมือน้องสาวต่างสายเลือดไปซ่อนในพุ่มไม้ทันที ทั้งสองฟังเสียงแม่นมซื่อนับเลขวนไปวนมาสักพักนางก็หยุดนับแล้วเริ่มออกเดินมองหาเด็กทั้งสอง นางมองหาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เห็นพุ่มไม้ไหวๆ นางจึงรีบเดินไปที่พุ่มไม้ตรงนั้นทันที แล้วนางก็เห็นคุณชายกับคุณหนูนั่งยองๆ เคียงกันมองมาที่นาง

“บ่าวหาพวกท่านเจอแล้ว” ซื่อเฟิงบอก หยางถิงเฟิงลุกขึ้นยืน เฟิ่งหวงก็ลุกขึ้นยืนด้วย หยางถิงเฟิงจึงบอก “เจ้าปิดตานับอีกครั้ง พวกข้าจะไปซ่อนอีก”

“เจ้าค่ะ” ซื่อเฟิงรับคำ แล้วยืนปิดตาพลางนับ “1…2…”

หยางถิงเฟิงรีบจูงน้องสาววิ่งตึกๆ ออกไปนอกเขตเรือน เขาพานางไปซ่อนที่เรือนว่างข้างๆ เรือนของเฟิ่งหวง หยางถิงเฟิงพาเฟิ่งหวงไปซ่อนในห้องเก็บของ ของเรือนหลังนี้ ซึ่งถึงจะเป็นห้องเก็บของแต่ก็สะอาดพอสมควร ไม่ค่อยมีฝุ่นมากนักเพราะว่าจูลี่ถิงมักจะให้บ่าวไพร่คอยทำความสะอาดเรือนทุกหลังในเขตจวนเป็นประจำ ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อความสะอาดและป้องกันสัตว์มีพิษแอบซุกซ่อนอยู่มุมใดมุมหนึ่งในจวน

ซื่อเฟิงนับเลขครบ 10 ครั้งแล้วจึงลดมือลงพลางมองหาเด็กทั้งสองคน นางเดินหาไปเรื่อยๆ นางไม่ได้คิดเลยว่าเด็กทั้งสองจะไม่อยู่ในเรือนนี้แล้ว นางเดินหาไปเรื่อยๆ

หยางถิงเฟิงกับเฟิ่งหวงนั่งยองๆ แอบอยู่หลังตู้ใบหนึ่ง หยางถิงเฟิงชะเง้อมองไปที่ประตูห้องเก็บของบ่อยๆ รอดูว่าแม่นมซื่อจะหาพวกเขาเจอตอนไหน ครั้นรออยู่นาน แม่นมซื่อก็ยังไม่มาเสียที เขาจึงลุกขึ้นยืน เฟิ่งหวงก็ลุกขึ้นยืนตาม พลางชะเง้อชะแง้มองที่ประตู “พี่ชาย นางจะมาตอนไหนเจ้าคะ?”

“เดี๋ยวก็มา” หยางถิงเฟิงบอก เขาก็มองไปที่ประตูบ่อยๆ ครั้นรอไปรอมา แม่นมซื่อไม่มาเสียที เขาจึงหันไปมองน้องสาวตัวอ้วน เขามองๆ ดูนางที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายอนุหลิวห้าหกส่วน เขานึกถึงอนุหลิวแล้วนึกสงสัยว่าน้องสาวมีก้อนเนื้อใหญ่ๆ ที่หน้าอกเหมือนอนุหลิวหรือเปล่า?

เขาจึงจับเสื้อนางแหวกดู เฟิ่งหวงยืนเฉยอย่างไร้เดียงสา พี่ชายแหวกเสื้อนางออกนางก็ไม่ได้ห้ามปราม

“เอ…ไม่มีนี่” หยางถิงเฟิงเอ่ยพลางมองผิวขาวผ่องที่แบนราบ เขาจับๆ ดู มันแบนๆ ไม่ต่างจากอกเขาสักเท่าไหร่ เพียงแต่ว่าผิวของน้องสาวนุ่มนิ่มมากกว่าผิวเขา

“อื้อ พี่ชาย จักจี้” เฟิ่งหวงหัวเราะคิกๆ หยางถิงเฟิงจึงดึงมือกลับมา แล้วเขาก็สงสัยอีกว่าทำไมท่านพ่อเลียตรงหว่างขาของอนุหลิว?

เขาอยากรู้อยากเห็นจึงถอดเสื้อผ้าน้องสาวออก แล้วก้มลงไปดูตรงหว่างขานาง เขาจับๆ ตรงหว่างขานาง เฟิ่งหวงหัวเราะคิกๆ “คิกๆ พี่ชาย จักจี้”

“เจ้าอยู่นิ่งๆ ซิ” หยางถิงเฟิงบอก เขายื่นหน้าไปแลบลิ้นเลียหว่างขานาง เฟิ่งหวงดิ้นๆ เพราะจักจี้ “คิกๆ จักจี้ อย่าๆ”

ประตูเปิดออก สาวใช้กลุ่มหนึ่งที่เข้ามาเพื่อทำความสะอาดเห็นภาพฉากนี้เข้าพอดีก็ตกตะลึงไปตามๆ กัน “อ่ะ!”

“อ้า! คุณชาย!” สาวใช้คนหนึ่งร้องแล้วยกมือปิดหน้า สาวใช้คนอื่นๆ ก็ตกตะลึงจนอึ้งงันไป “อ่า…”

หยางถิงเฟิงเลียๆ แล้วไม่รู้สึกว่าอร่อยเลย มีแต่รสเค็มๆ เหมือนรสเหงื่อเขาจึงผละออก แล้วหันไปมองสาวใช้กลุ่มนั้นที่ยืนปากอ้าตาค้างอยู่

สาวใช้คนหนึ่งตั้งสติได้ก่อนคนอื่นๆ นางจึงรีบวิ่งไปรายงานฮูหยินผู้เฒ่าทันที

หลังจากจูลี่ถิงรู้เรื่องก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง แล้วคำพูดของเหอซินซือก็แว่วขึ้นมา นางจึงให้สาวใช้ไปพาตัวหลานชายกับหลานสาวนอกใส้มาไต่สวนทวนความให้กระจ่างแจ้ง

เมื่อหยางถิงเฟิงกับเฟิ่งหวงอยู่ต่อหน้าจูลี่ถิง จูลี่ถิงจึงถามหลานชายก่อน “เจ้าทำอะไรนางเมื่อครู่?”

“เลียขอรับ” หยางถิงเฟิงตอบ เขาไม่รู้ว่าการกระทำของเขาผิดตรงไหน เขาก็แค่อยากรู้ว่าตรงหว่างขาสตรีรสชาติเป็นอย่างไรท่านพ่อจึงชอบเลีย แต่คำตอบของหลานชายทำให้จูลี่ถิงแทบลมจับ “เฮ้อ…เฮ้อ…”

นางมองดูหลานชายที่อีกไม่กี่ปีก็จะเติบใหญ่กลายเป็นหนุ่มน้อย หรือว่าเฟิงเอ๋อร์จะเริ่มสนใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แล้ว?

นางเบนสายตาไปมองหลานสาวนอกใส้ที่ยืนทำหน้าตาไม่รู้เรื่องรู้ราว แล้วคำพูดของเหอซินซือก็แว่วๆ ขึ้นมาอีก ‘…หากไม่ระวังไว้บ้าง เฟิงเอ๋อร์ถูกล่อลวงไป เขาจะเสื่อมเสียชื่อเสียงได้ ถึงอย่างไร 2 คนก็เป็นพี่น้องกันแล้ว วันหน้าเฟิงเอ๋อร์ก็คือซื่อจื่อ ของจวนแม่ทัพใหญ่ อย่างไรท่านป้าก็ควรจะระวังไว้บ้าง กันไว้ก่อนที่จะสายเกินแก้นะเจ้าคะ’

หรือว่าเฟิงเอ๋อร์จะถูกเด็กนี่ล่อลวงจริงๆ? นางคิดๆ แล้วจึงคิดตัดไฟแต่ต้นลมเสีย!

“เฟิงเอ๋อร์ เจ้าจะทำแบบนั้นกับเด็กนี่ไม่ได้นะ ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด ต่อไปเจ้าอยู่ให้ห่างนางหน่อย” นางบอกหลานชายแล้วหันไปพูดกับเฟิ่งหวงว่า “ต่อไปเจ้าก็อยู่ให้ห่างจากเฟิงเอ๋อร์มากๆ หน่อยล่ะ เจ้าเป็นสตรีจะให้บุรุษแตะเนื้อต้องตัวไม่ได้ เข้าใจไหม?”

“เจ้าค่ะ” เฟิ่งหวงรับคำอย่างไร้เดียงสา นางรู้สึกกลัวๆ ท่านย่าไม่น้อยเลย วันนี้ท่านย่าดูดุมาก

“เอาล่ะ เจ้าพานางกลับไป แล้วเรื่องในวันนี้ถ้าใครกล้าพูดแม้ครึ่งคำ ข้าจะตัดลิ้นมันแล้วขายออกไปเสีย” จูลี่ถิงกวาดตามองสาวใช้กลุ่มนั้นเขม็ง ทำให้พวกสาวใช้รับคำอย่างเกรงกลัว “เจ้าค่ะ”

เฟิ่งหวงถูกพาออกไป จูลี่ถิงก็โบกมือไล่สาวใช้ออกไป พวกสาวใช้จึงถอยออกไปจนหมด

“เจ้ามานี่” จูลี่ถิงกวักมือ หยางถิงเฟิงจึงเดินไปหาท่านย่า จูลี่ถิงจึงสอนสั่ง “เฟิงเอ๋อร์ จำไว้นะวันหน้าเจ้าคือซื่อจื่อ เจ้าจะต้องเลือกสตรีที่จะมาเป็นภรรยาอย่างรอบคอบ อย่าได้เลือกสตรีที่ไม่อาจสนับสนุนเจ้าได้”

“ขอรับท่านย่า” หยางถิงเฟิงรับคำ จูลี่ถิงลูบๆ ศีรษะเขาสองสามที สายตาเหม่อลอยไป หากว่าเด็กนั่นไม่อยู่ในฐานะน้องสาว นางก็จะไม่ห้ามปรามเลย หากว่าหลานของนางจะเก็บเด็กนั่นไว้เป็นอนุ แต่นี่เด็กนั่นกลายเป็นน้องสาวแล้ว ไม่อาจแต่งงานกันได้ เรื่องผิดธรรมเนียมเช่นนี้นางไม่มีวันยอมให้เกิดขึ้นเด็ดขาด!

หลังกินมื้อเย็นอิ่มแล้ว จูลี่ถิงก็ให้หลานชายกลับไป หยางถิงเฟิงไม่ได้กลับเรือนของเขา เขาลอบแอบเข้าไปในเรือนของอนุหลิว แล้วแอบดูท่านพ่อ ‘ลงโทษ’ อนุหลิวอีกแล้ว เขาไม่เข้าใจเลย ทำไมท่านพ่อจึงได้ ‘ลงโทษ’ อนุหลิวบ่อยนัก นางทำอะไรผิดหรือ?

เขาเห็นท่านพ่อ ‘ลงโทษ’ นางซ้ำแล้วซ้ำอีก ‘ลงโทษ’ จนนางหมดแรงหลับไปแล้วนั่นแหละท่านพ่อจึงได้หยุด เมื่อเห็นท่านพ่อเข้านอนแล้วเขาจึงย่องออกมาแล้วกลับเรือนตัวเองไป

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา จูลี่ถิงก็ไม่ให้เด็กเฟิ่งหวงมากินข้าวร่วมโต๊ะอีกเลย นางต้องกันเด็กนั่นให้อยู่ห่างๆ หลานชายนางให้มากหน่อย

หลิวฟางอิ่งไม่รู้เลยว่าลูกสาวของนางถูกแม่สามีรังเกียจเสียแล้ว นางแทบจะไม่ได้เจอลูกสาวเลย นับตั้งแต่แต่งเข้าจวนมา ทุกวันนี้นางถูกสามีเคี่ยวกรำแทบทั้งวันทั้งคืนจนอ่อนเปลี้ยเพลียแรงชนิดว่าเพียงมีเวลาพักผ่อนสักหน่อยนางก็จะนอนหลับเป็นตายอยู่บนเตียง

ซื่อเฟิงก็ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องเกิดราวอะไรขึ้น นางเล่นซ่อนหากับคุณหนูแล้วหาคุณหนูไม่เจอนางจึงเดินตามหาเสียทั่วเรือน จากนั้นก็เดินออกไปหาดูข้างนอก แล้วก็เห็นคุณหนูถูกสาวใช้พาตัวกลับมาส่งที่เรือน สาวใช้คนนั้นส่งคุณหนูแล้วก็กลับไป นางคิดว่าคุณหนูของนางคงตามคุณชายไปเล่นที่เรือนฮูหยินผู้เฒ่าเท่านั้นเอง

จูลี่ถิงก็ไม่ได้สนใจที่อนุหลิวไม่ได้มาคารวะนางตามธรรมเนียม เพราะลูกชายนางได้ส่งสาวใช้มาแจ้งแล้วว่าช่วงนี้อนุหลิว ‘เจ็บป่วย’ จึงไม่อาจมาคารวะแม่สามีตามธรรมเนียมได้ แต่จากที่บ่าวไพร่แอบพูดๆ กันลับหลังเจ้านายนั้นทำให้นางพอจะรู้สาเหตุที่แท้จริงที่อนุหลิว ‘เจ็บป่วย’ นางก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่เสีย ลูกชายนางอยู่ตัวคนเดียวมานานเกินไป นางนั้นอยากให้เขาแต่งงานใหม่ตั้งนานแล้ว แต่ว่าเขาไม่ยอมแต่งเสียที คราวนี้เขายอมรับอนุเข้าจวนด้วยตัวเอง นางจึงดีใจนักแม้ว่าจะไม่ค่อยชอบอนุที่มีตำหนิคนนี้ แต่ว่าหากว่าอีกหน่อยอนุคนนี้คลอดหลานชายให้นางหลายๆ คนย่อมเป็นเรื่องดี ตอนนี้นางจึงมองข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นี้ไปก่อน

หลิวฟางอิ่งตื่นขึ้นมา อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้วจึงให้รุ่ยหลินพาลูกสาวมาพบ เฟิ่งหวงก็ดีใจที่ได้เจอท่านแม่เสียที นางจึงคุยจ้อไม่หยุด

หลังจากกินอาหารเย็นร่วมกันแล้ว หลิวฟางอิ่งจึงให้แม่นมซื่อพาเฟิ่งหวงกลับเรือนไป หยางซีถิงจึงถือโอกาสนี้เอ่ยว่า “ข้าจะให้อาจารย์มาสอนหวงเอ๋อร์ นางเป็นบุตรสาวข้าแล้วย่อมต้องได้รับการศึกษาให้ดีหน่อย วันหน้านางออกเรือนไปจะได้ไม่ถูกดูหมิ่นดูแคลน”

“ขอบคุณท่านพี่เจ้าค่ะ” หลิวฟางอิ่งกุมมือขอบคุณเขา หยางซีถิงมองนางด้วยสายตาวาบหวาม “ขอบคุณแค่คำพูดเท่านั้นหรือ?”

หลิวฟางอิ่งเขินอายจนหน้าแดง นางรู้ดีว่าเขาหมายถึงอะไร นางจึงได้แต่ก้มหน้าหลบสายตาเขา หยางซีถิงลุกขึ้นก้าวไปจูงมือนางเข้าห้องนอน “มาเถอะ ข้าอยากโยกชิงช้าอีก”

“ฮื้อ! ท่านพี่น่ะ” หลิวฟางอิ่งค้อนเขาชะม้ายชายตา เนื้อตัวรู้สึกวูบวาบหวามไหวน้อยๆ เกรงว่าคืนนี้นางคงต้องรับศึกหนักอีกเช่นเคย

หลังจากนั้นเสียงครวญครางรัญจวนใจก็ดังแว่วออกมา

วันต่อมา อาจารย์ก็ถูกเชิญมาสอนเฟิ่งหวง นางต้องร่ำเรียนอ่านเขียน คิดคำนวณ พิณ หมาก วาดภาพ เย็บปักถักร้อย เรียกว่าตั้งแต่เช้าจรดเย็น นางต้องร่ำเรียนจนหลังขดหลังแข็งเลยทีเดียว ทำให้นางไม่อาจวิ่งเล่นเหมือนก่อนได้อีก

ครั้นถึงตอนเย็น นางได้กินข้าวร่วมโต๊ะกับท่านแม่และท่านพ่อเลี้ยง นางจึงโอดครวญให้ทั้งสองฟัง หลิวฟางอิ่งจึงปะเหลาให้นางตั้งใจเรียน หยางซีถิงก็นำรางวัลมาล่อ หากว่านางตั้งใจเรียนจนอาจารย์ชมว่านางเรียนดี นางจะได้รางวัลเป็นของเล่นแปลกๆ ใหม่ๆ ทำให้เฟิ่งหวงตื่นเต้นขึ้นมา จึงรับปากว่าจะตั้งใจเรียน

เมื่อครบวันหยุด หยางซีถิงก็ให้พ่อบ้านอู๋ไปแจ้งกับเจ้าหน้าที่ประจำท้องพระโรงว่าเขาป่วย ไม่อาจเข้าร่วมประชุมขุนนางได้ จึงขอลาหยุดต่ออีก 7 วัน ครั้นฮ่องเต้ทราบเรื่องลาป่วยต่อของแม่ทัพใหญ่ เขาก็มองชุนกงกง ซึ่งเป็นขันทีคนสนิทแล้วถามว่า “แม่ทัพหยางป่วยจนถึงขั้นต้องลาต่ออีก 7 วันเชียวรึ?”

“อ่า…ทางจวนแม่ทัพใหญ่บอกมาเช่นนั้นพะย่ะค่ะ” ชุนกงกงตอบ ฮ่องเต้เคาะๆ โต๊ะแล้วเอ่ยว่า “เขาเพิ่งจะแต่งอนุเข้าจวนไม่ใช่รึ?”

“เอ่อ…พะย่ะค่ะ” ชุนกงกงตอบอีก ฮ่องเต้จึงเอ่ยว่า “เพิ่งจะแต่งอนุก็ป่วยเสียแล้ว ดูท่าเขาคงไม่ได้ป่วยจริงๆ หรอก”

“หากว่าไม่ได้ป่วยจริงๆ เช่นนั้นไยท่านแม่ทัพใหญ่จึงได้ลาป่วยล่ะพะย่ะค่ะ?” ชุนกงกงถาม ฮ่องเต้หันไปมองตรงกลางกายของชุนกงกงแล้วเอ่ยว่า “เจ้าไม่มีตรงนั้น เจ้าไม่เข้าใจความสุขของการเข้าหอหรอก”

ชุนกงกงจึงได้เงียบไป เขาเข้าใจแล้วว่าแม่ทัพใหญ่ไม่ได้ป่วยจริงๆ แต่ว่ากำลังอยู่ในช่วง ‘ข้าวใหม่ปลามัน’ ต่างหาก

“อนุคนใหม่ของแม่ทัพใหญ่งามมากรึ?” ฮ่องเต้ถาม ชุนกงกงได้แต่ส่ายๆ หน้า “บ่าวยังไม่เคยเห็นพะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ยกชาขึ้นจิบ ชุนกงกงจึงรายงานว่า “ได้ข่าวว่าอนุคนใหม่ของแม่ทัพใหญ่เป็นแม่หม้ายสามีตายพะย่ะค่ะ”

“หือ?” ฮ่องเต้เลิกคิ้วขึ้น “เขาคว้าของมีตำหนิงั้นรึ?”

“บ่าวได้ยินมาเช่นนั้นพะย่ะค่ะ” ชุนกงกงบอก ฮ่องเต้จึงเอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้ข้าจะมอบสตรีดีๆ ให้เขา แต่เขากลับตั้งเงื่อนไขว่า สตรีที่เขาจะแต่งงานใหม่ด้วยต้องงามกว่าฮูหยินเหอ เห็นทีแม่หม้ายคนนี้คงงามกว่าฮูหยินเหอกระมัง?”

ชุนกงกงไม่รู้จะตอบอย่างไร เขาจึงเงียบไป ฮ่องเต้จึงเอ่ยว่า “เอาเถอะๆ เจ้าให้คนไปบอกแม่ทัพใหญ่ว่าข้าอนุญาตให้ลาต่อได้ แต่ว่าเมื่อครบกำหนดแล้วเขาต้องมาเข้าร่วมประชุมขุนนางได้แล้ว ไม่เช่นนั้นข้าจะหักเบี้ยหวัดเขาทั้งปีเลยเชียว”

“พะย่ะค่ะ” ชุนกงกงรับคำสั่งแล้วให้คนไปบอกกล่าวท่านแม่ทัพใหญ่

วันคืนผ่านไปอย่างสงบสุข ในที่สุดจวนแม่ทัพใหญ่ก็มีข่าวดี เมื่ออนุหลิวตั้งครรภ์แล้ว ข่าวนี้ทำให้หยางซีถิงดีใจจนอุ้มอนุหลิวหมุนไปหมุนมา จูลี่ถิงก็ดีใจเช่นกัน นางจึงสั่งให้บ่าวไพร่ประคบประหงมอนุหลิวให้ดีๆ

หมอที่ตรวจชีพจรก็แอบกระซิบกับท่านแม่ทัพใหญ่ว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่ขอรับ ในเมื่ออนุหลิวตั้งครรภ์แล้ว ร่างกายนางไม่ค่อยแข็งแรงนักเนื่องจากตรากตรำมากเกินไป อย่างไรเรื่องนั้นควรจะงดไปสักระยะนะขอรับ เพื่อความปลอดภัยของคุณชายในครรภ์”

“อ่า…” หยางซีถิงหน้าม้านไปเล็กน้อย แล้วพยักหน้าเอ่ยเสียงเบาว่า “ข้ารู้แล้วๆ”

“เช่นนั้นข้าน้อยจะจ่ายยาบำรุงครรภ์ให้อนุหลิว แล้วก็อาหารที่ควรกินไม่ควรกินข้าน้อยจะเขียนไว้ให้ขอรับ” หมอบอกพลางเดินไปนั่งลงเขียนตำรับยา จากนั้นก็ขอตัวกลับไป พ่อบ้านอู๋ก็ออกไปส่งท่านหมอ จูลี่ถิงก็กำชับกับอนุหลิวหลายคำให้นางดูแลครรภ์ให้ดีๆ

ซื่อเฟิงรอจนคนอื่นๆ ออกไปหมดแล้วจึงได้พาคุณหนูไปหาท่านแม่ หลิวฟางอิ่งพอเห็นลูกสาวมาก็ถามว่า “หวงเอ๋อร์ดีใจหรือไม่เจ้ากำลังจะมีน้องชายหรือน้องสาวแล้วนะ?”

“ดีใจเจ้าค่ะ” เฟิ่งหวงตอบอย่างไร้เดียงสา นางมองๆ ไปรอบๆ แล้วถาม “แล้วน้องชายอยู่ไหนเจ้าคะ?”

“อยู่นี่ อยู่ในท้องแม่นี่” หลิวฟางอิ่งบอกพลางจับมือลูกสาววางบนหน้าท้องตัวเอง เฟิ่งหวงจึงถามว่า “แล้วน้องชายเข้าไปอยู่ในท้องท่านแม่ได้อย่างไรเจ้าคะ?”

“อ่า…” หลิวฟางอิ่งอึ้งงันไป คนอื่นๆ ก็อึ้งไปตามๆ กัน ไม่อาจอธิบายได้ว่า ‘คุณชาย’ เข้าไปได้อย่างไร?

เรื่องนี้ต้องรอให้คุณหนูโตมากกว่านี้ก่อนจึงจะบอกได้ ตอนนี้บอกไปนางก็ไม่เข้าใจ

ซื่อเฟิงจึงบอกว่า “รอคุณหนูโตก่อนแล้วก็จะเข้าใจเจ้าค่ะ”

เฟิ่งหวงได้แต่ทำหน้าตาฉงนงุนงง

“เอาล่ะๆ เจ้าพาหวงเอ๋อร์กลับไปก่อน อนุหลิวยังต้องพักผ่อนให้มากๆ” หยางซีถิงบอก ซื่อเฟิงจึงได้พาคุณหนูกลับเรือนไป

เมื่ออยู่กันตามลำพัง หลิวฟางอิ่งย่อมได้ยินคำพูดที่ท่านหมอกระซิบบอกสามี นางจึงเอ่ยว่า “ท่านพี่เจ้าคะ ถ้าอย่างไรท่านพี่รับอนุอีกคนดีไหมเจ้าคะ?”

“เจ้าอยากให้ข้ารับอนุรึ?” หยางซีถิงถาม สีหน้าอึมครึมขึ้นมาทันที เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกนางผลักไสอย่างไรอย่างนั้น

“อีกนานกว่าข้าจะปรนนิบัติท่านพี่ได้ ข้ากลัวว่าท่านพี่จะทนไม่ไหวเจ้าค่ะ” หลิวฟางอิ่งบอก หยางซีถิงจึงย้อนถาม “แล้วตอนเจ้าตั้งครรภ์หวงเอ๋อร์ เจ้าให้สามีเก่าเจ้ารับอนุงั้นรึ?”

“ไม่ได้รับเจ้าค่ะ เขาไม่ยอมรับอนุเจ้าค่ะ ข้าเคยเสนอให้เขารับอนุ แต่เขาไม่ยอมรับเจ้าค่ะ เขาบอกว่าเขาทนได้เจ้าค่ะ” หลิวฟางอิ่งบอก และเพราะความดีของสามีเก่าในข้อนี้นี่เองที่ทำให้นางรักสามีเก่าหมดใจ

“ในเมื่อเขาไม่รับ ข้าก็ไม่รับเหมือนกัน ก็แค่ทนไม่กี่เดือนเท่านั้น ข้าทนมาได้ตั้งหลายปี แค่ไม่กี่เดือนไยจะทนไม่ได้กัน” หยางซีถิงบอกอย่างหยิ่งทะนง หลิวฟางอิ่งแย้ง “แต่ว่า…”

“ไม่มีแต่ หากเจ้าพูดเรื่องนี้อีก ดูซิว่าข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร” หยางซีถิงขู่ตาดุ หลิวฟางอิ่งจึงเงียบไปไม่กล้าพูดเรื่องรับอนุอีก

เมื่อถึงเวลาค่ำมืด หลิวฟางอิ่งหลับไปแล้ว แต่ว่าหยางซีถิงยังไม่หลับ เขากำลังนอนปวดทวนทองอยู่ จากที่เคยได้ปลดปล่อยอยู่ทุกคืน จู่ๆ กลับอดซะงั้น จึงทำให้เขาปวดจนนอนไม่หลับเลย เขาหันไปมองนางที่นอนหลับสนิท อยากจะจับนางโยกให้หายแข็งขึงเหลือเกิน แต่พอคิดถึงลูกที่อยู่ในครรภ์นางเขาก็ข่มอารมณ์เอาไว้ เขานอนพลิกไปพลิกมา พลิกจนไม่อาจฝืนนอนต่อได้ เขาจึงลุกขึ้นมาแก้กางเกงแล้วใช้มือสยบทวนทอง

หลิวฟางอิ่งสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา นางเห็นสามีกำลังคำรามต่ำๆ อยู่ในลำคอ มือก็เลื่อนขึ้นๆ ลงๆ ไม่หยุดไม่พัก นางจึงนอนหรี่ตามองเขาอยู่อย่างนั้น หยางซีถิงกำลังพุ่งเป้าไปที่การใช้มือสยบทวนทอง เขาจึงไม่รู้ว่าอนุหลิวแอบมองเขาอยู่ มือเขารูดขึ้นๆ ลงๆ จนรู้สึกเจ็บทวน แต่เขาก็ยังไม่ถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าสักที เขาจึงบ่นพึมพำ “วะ! ทำไมไม่ถึงซักที!?”

หลิวฟางอิ่งเห็นสามีพยายามอยู่นานก็ยังไม่ถึงสวรรค์ นางสงสารเขาจึงแกล้งยื่นมือคล้ายนอนละเมอไปจับทวนทองของเขา หยางซีถิงสะดุ้งชะงักกึก! “อะ”

หลิวฟางอิ่งขยับมือจนมือนางกำรอบทวนทอง ท่าทางนางคล้ายนอนละเมอ หยางซีถิงมองเพ่งนางครู่หนึ่งแล้วจึงกุมมือทับมือนาง จับมือนางรูดขึ้นๆ ลงๆ ความนุ่มนิ่มของฝ่ามือนางที่กำรอบทวนทองทำให้เขารู้สึกดียิ่งนัก แน่นอนว่าย่อมดีกว่ามือเขามากนัก เขารูดขึ้นๆ ลงๆ อยู่พักใหญ่ก็ถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้า “โอววววว…”

เขาหลั่งธารน้ำออกมาจนมันเปื้อนมือเขาและมือนาง เขาจึงหยิบผ้ามาเช็ดๆ มือ แล้วเช็ดมือให้นางจนสะอาดหมดจด จากนั้นก็ก้มลงไปหอมแก้มนาง “ขอบคุณเจ้ามากอิ่งเอ๋อร์”

หลิวฟางอิ่งหน้าแดงระเรื่อขึ้นมา หยางซีถิงยิ้มบางๆ “ข้ารู้นะเจ้าไม่ได้หลับ”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!